Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

หนึ่งราตรีแห่งมายา

หนึ่งราตรีแห่งมายา




เย็นวันหนึ่ง ณ กระท่อมท้ายหมู่บ้านอันห่างไกลจากเสียงสรวลเสเฮฮาในงานเลี้ยงรื่นเริง เด็กหญิงวัยประมาณ ๑๐ ขวบในเสื้อนวมตัวหนาผู้หนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนแคร่ไม้หน้าบ้าน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนทอดมองออกไปยังชายป่าสน ราวกับกำลังรอคอยการกลับมาของใครสักคน

ลมหนาวพัดหวีดหวิวตีกระทบผิวหน้าอ่อนใสจนแดงก่ำ เด็กหญิงชันขาแนบลำตัวมากยิ่งขึ้นเพื่อให้ก้อนอิฐเผาไฟที่ซุกอยู่ระหว่างท้องและต้นขาแผ่ความร้อนเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระนั้นฟันซี่น้อยก็ยังไม่วายสั่นกระทบกันเพราะความหนาว

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ก้อนอิฐเผาไฟเริ่มคลายความอบอุ่น เด็กหญิงสอดมือเข้าไปหยิบก้อนอิฐพลางเหยียดกายอย่างไม่เต็มใจ นางต้องกลับเข้ากระท่อมไปนำอิฐก้อนใหม่จากเตาผิงมาแทนที่อิฐก้อนนี้

ขณะที่ทำท่าจะผุดลุกขึ้น เด็กหญิงก็กลับชะงักกิริยา เมื่อหางตาจับความเคลื่อนไหวบางอย่าง ณ ที่ห่างไกลออกไปได้ ดวงหน้าน้อยรีบหันขวับไปทางทิศที่ความเคลื่อนไหวปรากฏด้วยความปีติยิ่ง

แต่แล้วแววตาพราวระยับด้วยความยินดีก็ต้องเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ เมื่อสิ่งที่สายตาจับภาพได้คือกวางขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง...กวางสีน้ำเงิน

เด็กหญิงขยี้ตา แล้วมองไปอีกครั้งอย่างงุนงง

กวางสีน้ำเงินหายไปแล้ว...สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานางคือเงาของชายผู้หนึ่ง

...ข้าคงตาฝาด... เด็กหญิงคิดพลางพยายามเพ่งมองเงาร่างที่อยู่ห่างไกลนั้น จากการคะเนรูปร่างลักษณะที่มองเห็นแต่ไกล ทำให้ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนทอแววผิดหวัง เพราะนั่นหาใช่ผู้ซึ่งนางรอคอย...

ชายหนุ่มผู้นั้นเดินใกล้เข้ามาจนมองเห็นชัดตาว่าเป็นชายต่างถิ่นที่นางไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ชายต่างถิ่นรูปงามผู้มีเรือนผมสีดำเหลือบประกายน้ำเงินยาวสลวยพลิ้วไสวตามสายลมพัด มีเรือนกายสูงสง่า บุคลิกน่าเกรงขาม และสวมอาภรณ์เนื้อบางจนไม่น่าที่จะทานลมหนาวได้ กระนั้นอีกฝ่ายกลับไม่แสดงอาการหนาวเย็นแต่อย่างใด

ชายต่างถิ่นหยุดยืนเบื้องหน้าเด็กหญิง แล้วก้มลงถามอย่างอ่อนโยน

“เหตุใดจึงมานั่งตากลมหนาวเช่นนี้เล่า เด็กน้อย ไยไม่ไปร่วมงานเลี้ยงฉลองปีใหม่กับคนในหมู่บ้าน?”

เด็กหญิงเงยหน้ามองสบนัยน์ตาที่นางเพิ่งจะเห็นว่าเป็นสีน้ำเงินงดงาม เอ่ยตอบว่า

“ข้าจะรอพ่อกลับมาก่อน”

“พ่อของเจ้าไปที่ใดกันหรือในช่วงเวลาที่ควรอยู่บ้านร่วมฉลองกับคนในครอบครัวเช่นนี้?”

“พ่อเข้าไปขายของในเมือง”

“ถ้าเช่นนั้นเจ้านั่งรอในบ้านน่าจะอบอุ่นกว่ากระมัง?”

เด็กหญิงก้มหน้า นัยน์ตาหม่นแสงลง

“พ่อบอกว่าจะกลับมาก่อนวันสิ้นปี แต่นี่ล่วงเข้าวันปีใหม่แล้วพ่อก็ยังไม่กลับมา ข้าไม่สบายใจ กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ ข้าอยากเห็นกับตาว่าพ่อปลอดภัยดีโดยเร็วที่สุด จึงมานั่งคอยอยู่ที่นี่”

ชายต่างถิ่นนิ่งมองเด็กหญิงอย่างเคร่งขรึมอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยเอ่ยว่า

“ข้าทราบว่าเวลานี้พ่อของเจ้าอยู่ที่ใด”

เด็กหญิงเงยหน้าขวับ ลุกพรวดขึ้นยืนทันที

“พ่ออยู่ที่ไหนหรือ?”

แทนคำตอบ ชายต่างถิ่นแบมือออกตรงหน้า

สร้อยคอไพลินล้อมเพชรงดงามที่สุดเท่าที่เด็กหญิงเคยเห็นมาเส้นหนึ่งได้ปรากฏขึ้นบนมือใหญ่แข็งแรงราวปาฏิหาริย์...

ชายหนุ่มยื่นสร้อยคอในมือให้เด็กหญิงพร้อมกับเอ่ยอย่างนุ่มนวล

“ข้าจะให้เจ้ายืมสร้อยคอเส้นนี้เป็นเวลาหนึ่งคืน จงสวมสร้อยเข้านอนในคืนนี้ แล้วเจ้าจะได้ทราบว่าพ่อของเจ้าอยู่ที่ใด”

เด็กหญิงรับสร้อยคอมาอย่างฉงนฉงาย ถามอย่างนึกทึ่ง

“ท่านเป็นจอมเวทหรือ?” ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลจากตัวเมืองเช่นหมู่บ้านของนาง น้อยนักจะมีผู้ใช้เวทมาเยือน

ชายหนุ่มต่างถิ่นยิ้มบางๆ “จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”

กล่าวจบ ร่างชายต่างถิ่นก็หายวับไป เหลือแต่เด็กหญิงนั่งอยู่ตามลำพังเช่นเดิม

เด็กหญิงทอดมองเงาตะวันที่ลอยต่ำลงลับหายไปกับยอดไม้แล้วครึ่งดวง ก่อนจะตัดสินใจกลับเข้าบ้านเพื่อเตรียมตัวเข้านอน เพื่อจะได้ทราบโดยเร็วว่าเวลานี้พ่อของนางอยู่ที่ใด


<>::<>::<>



กลางกระท่อมมีแท่นก่ออิฐขนาดใหญ่ที่เบื้องใต้มีไฟสุมเพื่อให้ความอบอุ่น นี่คือเตียงของเด็กหญิงและพ่อ...

บนเตียงปูเสื่อผืนบาง เด็กหญิงขึ้นไปนั่งบนเตียง คลี่ผ้านวมออกคลุมร่างท่อนล่าง แล้วหยิบสร้อยมาสวม เพียงเด็กหญิงสวมสร้อย ความง่วงงุนก็มาเยือน ร่างน้อยทิ้งตัวลงนอน และหลับสนิทไปในบัดดล


<>::<>::<>



ป่า...รอบด้านคือป่าสนแซมด้วยต้นไม้ผลัดใบ นางกำลังนั่งอยู่บนเกวียนที่แล่นเชื่องช้าไปบนถนนดินสายหนึ่ง ถนนดินซึ่งนางทราบว่าคือเส้นทางสำหรับมุ่งหน้าเข้าตัวเมือง

เมื่อฟ้าเริ่มมืด นางก็เคลื่อนเกวียนเข้าริมทาง แล้วก่อไฟนอนพักค้างคืนที่ข้างเกวียน

ขณะที่ราตรีกาลค่อยๆ เคลื่อนคล้อยผ่าน อยู่ๆ นางก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง และไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจข่มตาหลับต่อไปได้ นางจึงลุกขึ้นนั่งด้วยความงุนงง ก่อนจะสังเกตเห็นแสงสว่างประหลาด ณ ที่ไกลตา

แสงสีน้ำเงินสว่างงดงามอย่างน่าประหลาด...

นางตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปทางแสงสว่างนั้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

แต่น่าแปลกนัก..แสงสว่างที่ดูเหมือนห่างออกไปเพียงไม่เกินระยะธนูแล่น กลับอยู่ไกลกว่าที่คิดหลายเท่า นางเดินจนเหงื่อเริ่มซึม แสงนั้นจึงค่อยขยับใกล้เข้ามา

ในที่สุดนางก็ได้เห็นที่มาแห่งแสงสีน้ำเงินสว่างงดงาม...

โลกสีน้ำเงิน...เบื้องหน้านางคือโลกสีน้ำเงินโดยแท้ ต้นไม้ยืนต้นขนาดกลางซึ่งมีลำต้นสีน้ำเงินจางและใบสีน้ำเงินเข้มขึ้นเรียงรายไม่โปร่งหรือหนาทึบจนเกินไป เบื้องล่างคือผืนหญ้าสีน้ำเงินหนานุ่มราวกับพรมชั้นดี

ที่สำคัญ...ต้นไม้ทุกต้น ใบไม้ทุกใบ รวมถึงต้นหญ้า ต่างเปล่งแสงสีน้ำเงินสว่างเรื่อเรือง

ท่ามกลางต้นไม้สีน้ำเงินงดงาม มีเส้นทางสีน้ำเงินจางทอดคดเคี้ยวลึกเข้าไปในดงไม้ นางสาวเท้าก้าวเดินไปตามเส้นทางสายนี้ทันทีโดยไม่ลังเล

เมื่อเส้นทางสีน้ำเงินจางสิ้นสุดลง นางก็ต้องเบิกตากว้างกับภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า...

ท่ามกลางต้นไม้สีน้ำเงิน มีแม่น้ำสายหนึ่งไหลผ่าน ความน่าอัศจรรย์อยู่ที่มีเพียงต้นไม้ที่ขึ้นขนาบสองฟากแม่น้ำเท่านั้นที่มีผล ทั้งผลยังมีขนาดใหญ่กว่ากำปั้น และดกพราวเต็มต้น ที่สำคัญผลนั้นเปล่งประกายงดงามผิดจากผลไม้ทั่วไป

เท้านางก้าวเดินเข้าไปหาต้นไม้ที่มีผลเหล่านั้นทันทีอย่างตื่นเต้น และยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นเป็นเท่าทวีเมื่อพบว่าผลเหล่านั้นคืออัญมณีไพลินอันล้ำค่า...

“ข้ารวยแล้ว!” นางตะโกนอย่างลิงโลด สองมือระดมเก็บไพลินทั้งที่อยู่บนต้นและตกหล่นอยู่บริเวณโคนต้น “ข้าเป็นเศรษฐีแล้ว!”

เมื่อเก็บผลไพลินจนได้กองสูงถึงต้นขา นางก็นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้นำถุงติดตัวมา และเวลานี้อากาศหนาวมาก ระยะทางจากเกวียนมาที่นี่ก็ไกลไม่น้อย หากคิดถอดเสื้อมาห่ออัญมณีเหล่านี้เดินกลับเกวียน นางคงได้หนาวตายก่อนถึงเกวียนเป็นแน่แท้ นางได้แต่ก่นด่าตัวเองที่ไม่ยอมนำถุงติดตัวมาขณะพยายามยัดไพลินเข้าไว้ในตัวเสื้อให้ได้มากที่สุด และเดินกลับไปยังเกวียนเพื่อจะนำถุงย้อนกลับมาใส่ไพลินที่กองรออยู่

แต่น่าแปลกเหลือเกิน...ที่เดินอย่างไรก็ไม่อาจออกพ้นไปจากดงไม้สีน้ำเงินแห่งนี้ไปได้เสียที ทั้งที่นางจำได้ดีว่าตอนเดินลึกเข้ามาในดงไม้จนได้พบแม่น้ำ เป็นระยะทางเพียงไม่เกินระยะธนูแล่นเท่านั้น

นางเดินจนหอบ เหงื่อไหลลงมาจากขมับ อัญมณีไพลินที่นำติดตัวมาก็ราวกับมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นทุกขณะและถ่วงเสียจนนางแทบก้าวขาไม่ออก แต่นางก็ไม่ยอมทิ้งมันไปแม้แต่ก้อนเดียว

ในที่สุดนางก็เดินจนสิ้นแรง ต้องทิ้งตัวลงนั่งพักกลางทางพลางหอบจนตัวโยน

เมื่อนั่งพักจนหายเหนื่อย นางก็ลุกขึ้นคิดจะเดินต่อ แต่กลับพบว่าขาไม่ยอมขยับ นางจึงก้มลงมอง แล้วต้องตกใจแทบสิ้นสติ

ร่างท่อนล่างของนางได้กลายเป็นต้นไม้หยั่งรากลึกลงสู่ดินเสียแล้ว...

“เฮ้ยยยย! เกิดอะไรขึ้นกับข้า!” นางร้องเสียงหลง “ช่วยด้วย! ใครก็ได้ช่วยด้วย!”

ส่วนที่เปลี่ยนเป็นต้นไม้เริ่มลามมาเหนือเอว และลามสูงขึ้นมาทุกขณะ นางร่ำร้องราวกับคนบ้าท่ามกลางโลกสีน้ำเงินที่บัดนี้เปลี่ยนจากที่เคยดูงดงามกลายเป็นน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด

ทันใดนั้น ร่างชายหนุ่มผู้หนึ่งได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้านาง ชายหนุ่มที่นางจำได้ดี

ชายต่างถิ่นผู้มอบสร้อยแก่นางผู้นั้นเอง...

นางชะงักอาการร่ำร้องอย่างคลุ้มคลั่ง หันมามองการปรากฏกายของชายต่างถิ่นอย่างตกตะลึง

เวลานี้ชายต่างถิ่นอยู่ในอาภรณ์แปลกตา หากดูงามสง่าและเข้ากับตัวเขาอย่างน่าประหลาด

“ช่วยข้าด้วย! ช่วยข้าด้วยเถิดท่าน!” นางละล่ำละลักขอความช่วยเหลือจากเขา

ชายหนุ่มตรงหน้าคลี่ยิ้ม รอยยิ้มที่ทั้งเย็นชาและเหี้ยมเกรียมจนนางหนาวเยือกไปถึงก้นบึ้งหัวใจ

“นี่คือบทลงโทษอันสมควรสำหรับผู้ละโมบที่หยิบฉวยผลไพลินจากที่แห่งนี้!”

“ข้าขอคืนให้! คืนให้ทั้งหมด! โปรดปล่อยข้าไปเถิดท่าน!” นางร่ำร้องอ้อนวอนเมื่อตระหนักว่าผู้ซึ่งทำให้นางตกอยู่ในสภาพนี้จะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากชายหนุ่มตรงหน้า เวลานี้ร่างกายของนางตั้งแต่ส่วนอกลงไปได้กลายเป็นลำต้นไม้สีน้ำเงินจางเช่นเดียวกับต้นไม้อื่นในบริเวณนี้ เพียงแต่มีขนาดลำต้นเล็กกว่ามากเหมือนเป็นต้นไม้ที่เพิ่งจะงอกได้ไม่นาน

ฉับพลันนั้น ความคิดหนึ่งได้วาบขึ้นในสมองนาง ส่งผลให้ดวงหน้าที่เดิมซีดเผือดอยู่แล้วยิ่งซีดหนักกว่าเดิม

...หรือต้นไม้รอบๆ นี่ล้วนแต่เคยเป็นคนมาก่อน?...

“ถูกต้อง! และข้าไม่เคยยกโทษให้ผู้ล่วงล้ำดินแดนที่คิดหมายนำผลของต้นไพลินติดตัวออกไปแม้แต่ผู้เดียว!”

ความหดหู่สิ้นหวังจู่โจมหัวใจนางอย่างฉับพลัน ความคิดหวนประหวัดถึงบุตรสาวที่รอคอยการกลับไปของนางอยู่ที่บ้าน

...บุตรสาว...

นางเข้าใจแล้ว...

นางกำลังอยู่ในตัวของพ่อ กำลังรับรู้ทุกสิ่งที่พ่อของนางประสบและนึกคิด

ในช่วงสุดท้ายของชีวิต พ่อคิดถึงนาง คิดถึงคำพูดที่บอกกับนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนออกเดินทาง

“แล้วพ่อจะซื้อของขวัญกลับมาให้เจ้า”

น้ำตาของพ่อไหลรินเมื่อตระหนักว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับไปพบหน้านางอีกแล้ว

นางเกิดในวันปีใหม่ ดังนั้นสำหรับนาง วันปีใหม่จึงพิเศษยิ่งกว่าใคร ทุกปีเมื่อใกล้ถึงวันปีใหม่ พ่อของนางจะเข้าไปในเมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปชั่วระยะเวลาเดินทางไปกลับสองวัน เพื่อซื้อของขวัญวันเกิดให้นาง

มีเพียงปีนี้ที่พ่อไม่มีโอกาสกลับมาหานางอีกแล้ว...

ส่วนของลำต้นลุกลามขึ้นไปถึงคอ เมื่อยามที่พ่อตัดสินใจเอ่ยคำร้องขอต่อชายหนุ่มตรงหน้า

“ข้ายอมรับชะตากรรมแล้ว ท่านผู้ทรงฤทธิ์ แต่ก่อนตาย ข้ามีเรื่องจะขอร้องท่านเรื่องหนึ่ง ได้หรือไม่?”

“เจ้ามีสิทธิ์ที่จะกล่าว แต่ข้าจะไม่รับปาก” ชายหนุ่มต่างถิ่นตอบเสียงเย็น

แม้จะได้รับคำตอบเช่นนั้น พ่อก็ยังคงกล่าวขอร้องว่า

“ข้ามีบุตรสาวอายุ ๑๐ ขวบอยู่ผู้หนึ่ง นางเกิดในวันปีใหม่ ที่ข้าเดินทางเข้าเมืองก็เพื่อจะขายสินค้านำกำไรมาซื้อของขวัญวันเกิดให้นาง แต่ข้ากลับต้องมาตายอยู่ที่นี่เสียแล้ว ข้าจึงอยากวานท่านช่วยไปแจ้งต่อนางว่าเกิดอะไรขึ้นแก่ข้า ขอโทษนางแทนข้าสำหรับของขวัญของปีนี้ที่ข้าไม่สามารถให้ได้ และบอกให้นางจงมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง”

ชายหนุ่มต่างถิ่นนิ่งเงียบไม่ตอบคำ จวบจนร่างกายของพ่อกลายเป็นต้นไม้หมดทั้งตัว เขาจึงค่อยเอ่ยเสียงเรียบ

“ข้ารับปากเจ้า”


<>::<>::<>



เด็กหญิงตื่นจากความฝันด้วยน้ำตานองหน้า

ท้องฟ้ายังคงมืดสนิท และนางยังคงได้ยินเสียงร้องรำทำเพลงแว่วดังมาจากในหมู่บาน อันแสดงว่างานเลี้ยงฉลองยังคงดำเนินอยู่

แต่สำหรับนาง งานเลี้ยงฉลองในวันปีใหม่ได้จบสิ้นลงแล้ว

จบสิ้นลงนับแต่บัดนี้ไปจนตลอดกาล...

มือน้อยยกขึ้นหมายแตะสร้อยคอที่ได้รับจากชายต่างถิ่น หากกลับพบว่า...มันได้หายไปแล้ว

“มอออ!”

เสียงวัวร้องดังมาจากด้านหน้ากระท่อม ดึงสายตาเด็กหญิงให้หันไปมองอย่างฉงน ก่อนจะหยิบเสื้อนวมมาสวม แล้วลุกจากเตียงเดินไปเปิดประตู

หน้าประตูกระท่อมมีเกวียนเล่มหนึ่งจอดอยู่ เกวียนเทียมวัวที่นางจำได้ดี

เกวียนของพ่อ...

น้ำตาเด็กหญิงทะลักพร่างพรูราวทำนบทลาย นางทรุดลงนั่งกอดเข่าแน่น ร่างน้อยสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น

...ข้าไม่อยากได้เกวียน ข้าอยากได้พ่อคืนมา!...

ลมหนาวพัดกรูเกรียวเสียดสีกิ่งไม้เกิดเป็นเสียงแหลมเล็กโหยหวน ร่างน้อยที่สั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้นยิ่งสะท้านหนักด้วยลมหนาว ฟันเด็กหญิงสั่นกระทบกันแทรกเสียงสะอื้นดังถนัดชัดเจน กระนั้นนางก็ไม่ยอมกลับเข้าไปในกระท่อมอันอบอุ่น ราวจงใจจะให้ตัวเองต้องหนาวตาย ณ ที่นั้นกระนั้น

“พ่อของเจ้าบอกให้เจ้ามีชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็ง หรือเจ้าไม่คิดทำตามคำร้องขอก่อนตายของพ่อเจ้า?” เสียงทุ้มต่ำเสนาะโสตดังขึ้นเบื้องหน้า

เด็กหญิงลุกพรวดขึ้นยืนทันควัน นัยน์ตาสีน้ำตาลอ่อนที่บัดนี้แดงซ่านจากการร้องไห้จ้องสบนัยน์ตาสีน้ำเงินอย่างกราดเกรี้ยว

“อะ...เอาพ่อของขะ..ข้าคืนมานะ!”

“เสียใจด้วย ข้ามาเพียงเพื่อทำตามคำขอครั้งสุดท้ายของพ่อเจ้าเท่านั้น” ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง “แต่หากเจ้าสามารถทำลายคำสาปของข้าได้ บางทีข้าอาจรับฟังคำร้องขอนี้ของเจ้า” จบคำ ร่างชายหนุ่มต่างถิ่นก็หายวับไปก่อนเด็กหญิงจะทันร้องถามสิ่งใดมากไปกว่านี้

“ทำลายคำสาปหรือ...” เด็กหญิงเอ่ยกับตัวเองเสียงเบาราวกระซิบ เบือนหน้าไปมองเกวียนของพ่อที่ชายหนุ่มต่างถิ่นผู้นั้นคงเป็นผู้นำมาให้ คำกล่าวสุดท้ายของพ่อดังขึ้นในศีรษะ

...บอกให้นางจงมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง...

เด็กหญิงเม้มริมฝีปากแน่นอย่างตัดสินใจเด็ดขาด

...ข้าจะต้องช่วยให้พ่อพ้นจากคำสาปให้ได้!...



<>::<>::<>::<>::<>::<>

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 17:59:04 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 11 จากทั้งหมด 11 Reply

Dark Master
Masked Rider Hollow

สวัสดีครับไม่ได้เห็นเรื่องใหม่ซะนานเลยนะครับ พี่ซีเรีย smile
แต่งเนื่องในโอกาสวันพ่อรึเปล่าครับเนี่ย เหอๆๆๆ grin

คราวนี้เฮียกวางออกโรงฤานี่ อ่านแล้วเหมือนมีเรื่องต่อเลยแฮะ

ปล. ทำไมไม่รู้แฮะ เห็นบ้านเฮียกวางแล้วนึกถึงต้นไม้หน้าตาบิดๆ เบี้ยวๆ แถวบ้านของนายงูดินขึ้นมาชอบกล มามุขเดียวกันสินะ เหอๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 18:49:39 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

พวกเดียวกัน มันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก (มีคนอ่านอีกคนบอกเห็นบ้านเฮียกวางแล้วนึกถึงป่าทับทิมแหละ)

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 19:22:45 น.

winsasa
Member

อึมๆ ที่แท้ก็แบบนี้นี่เองถึ่งกลับไม่ได้ ป่าทับทิม อึ่มๆ
แล้วเรื่องนี้มีตอนต่อไหมเนีย เหมือนยังไม่จบ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 21:26:16 น.

Ghiren
Hero Terrerist

ไมโหดจัง ไม่เห็นมีเตือนก่อนเลย

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 21:38:37 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

จะคิดว่ามันจบในตอนก็ได้นะ เพราะตอนต่อกว่าจะออกนี่คงอีกนาน น่าจะนานกว่าดาบไร้คม ^^"

ต้องเตือนกันด้วยเหรอ ไม่มีเลือดสาดสักหน่อยน่อ - -"

Edit by Seria - 05 ธ.ค.48 เวลา 21:39:31 น.

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 05 ธ.ค.48 เวลา 21:38:58 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

เหมือนไม่ได้เห็นเรื่องใหม่มานานจริงๆ ฮะ
อ่านแล้วเศร้านิดๆ แฮะ รู้ว่ากฎต้องเป็นกฎ แต่อย่างน้อยก็อยากตะหงิดๆ ให้เฮียกวางผ่อนปรนกันสักหน่อย น่าเห็นใจพ่อลูก...

ว่าแต่จบเหมือนมีต่อจริงๆ ล่ะฮะ ผมยังเกิดคิดเลยว่าถ้าเด็กหญิงมาเป็นตัวละครในภาคต่อของศึกจอมขมังเวทน่าจะน่าสนใจมากครับ

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 06 ธ.ค.48 เวลา 10:53:58 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

ความจริงกะให้เรื่องสั้นนี้เป็นบทนำของ 1 ในนิยายชุดที่แยกออกมาจากศึกจอมขมังเวทที่คิดจะเขียน หรือจะเรียกว่า "ตอนพิเศษของศึกจอมขมังเวท" ก็คงได้ ขนาดความยาวก็คงเล่มเดียวจบ เพราะมันไม่ใช่เรื่องหลักอย่างศึกจอมขมังเวท หรือมิติสนธยา

ส่วนจะจับมันยัดเข้าช่วงเวลาระหว่างศึกฯกับมิติฯ หรือจับยัดเข้าหลังมิติฯ ไว้ค่อยคิดอีกที

ที่ Anithin เสนอมาก็น่าสนใจดีเหมือนกัน ^^

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 06 ธ.ค.48 เวลา 11:21:06 น.

shakri
วิญญาณใต้กองนิยาย

ปักป้ายเตือนไว้หน้าป่าไงพี่... [ ไม่โสด ]
ll
ll
ll

กรั่กๆ (วิ่งหลบหนีออกจากระทู้)

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 06 ธ.ค.48 เวลา 11:42:53 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

อ่านแล้วก็อยากให้มีตอนต่อจริงๆแฮะ ^~^; จำตัวละครชายหนุ่มไม่ได้ แต่คิดว่าน่าจะต้องเจอผลตอบแทนที่คาดไม่ถึงจากเด็กสาวแน่ๆเลย XP

ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 07 ธ.ค.48 เวลา 19:59:06 น.

Jiharu
นักดองฟิคตัวยงในศตวรรษที่ 20

นึกว่าจะจบแบบคืนพ่อให้เด็กน้อยเป็นของขวัญปีใหม่ ผิดหวังเล็กๆ แต่จบแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

เห็นด้วยกับความคิดของ Anithin เนาะ

เอ่อ อีกนิด เรื่องนี้ช่วงแรกๆดูเหมือนจะใช้คำว่า "สีน้ำเงิน" ซ้ำมากไปหน่อยนะ เวลาอ่านแล้วขัดๆน่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 ตอบเมื่อ 07 ธ.ค.48 เวลา 21:40:00 น.

Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

shakri - - ปักหน้าป่า คนเห็นจะไปรู้ได้ไงว่าใครไม่โสดน่ะ? หุหุ

Dr.Cid - - (ยังคงใช้รูปเดิมเลยนะ - -') อันนี้น่าจะเขียนง่ายกว่าศึกฯ และมิติฯ เยอะ แถมสั้นกว่ามากด้วย กะว่าสักเล่มเดียวจบค่ะ ^__^ (แต่ชาติไหนถึงจะเขียนต่อนี้ ไม่อาจทราบได้...)

น้อง Jiharu - - จบแบบเด็กน้อยได้พ่อคืน ก็ไม่สมกับนิสัยพวกไม่ใช่คนพวกนั้นสิ - -"
ขอบใจจ้ะสำหรับคำแนะนำ ^^ ไว้กลับบ้านเมื่อไหร่ ค่อยเปลี่ยนสีตาเป็นสีไพลินแทนแล้วกัน (ตอนนี้อยู่ต่างจังหวัด เลยยังขี้เกียจแก้)

ความคิดเห็นที่ 11 ตอบเมื่อ 09 ธ.ค.48 เวลา 17:44:53 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 11 จากทั้งหมด 11 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ