Seria
ผู้ลิขิตชะตา(ตัวละคร)

ศึกจอมขมังเวท ตอนที่ ๒

ตอนที่ ๒

จอมแพทย์ เฟย์รา เฟน



ข้าคือเฟย์รา เฟน

ข้าไม่มีเวทมนตร์

ทั้งที่มีพ่อเป็นถึงผู้วิเศษ

แต่ทุกคนก็บอกว่าข้าฉลาด

ข้าคิดเก่ง จำเก่ง

และมีพรสวรรค์ในการเป็นหมอ

เหมือนที่พ่อข้าเคยเป็น

ดังนั้น ข้าจึงมุ่งหวังจะเป็นหมอที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน

ข้าคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว

ที่ข้าสามารถทำได้…




ตั้งแต่จำความได้ เฟย์รา เฟน ก็อาศัยอยู่ที่กระท่อมชายป่ากับพ่อ พ่อของเขาชื่อ ลูค เฟน เป็นหมอจอมเวทคนเดียวในแถบนั้น

วันหนึ่ง เฟย์ราจำได้รางๆ ว่ามีชายแปลกหน้าสวมเสื้อผ้าแปลกๆ ไม่เหมือนพ่อและไม่เหมือนพวกพรานป่ามาหาพ่อ แล้วพ่อกับเขาก็ต้องเก็บข้าวของเดินทางไปกับชายแปลกหน้าคนนั้น ไปยังสถานที่ที่ชื่อว่า นครหลวงมาอ์

นับจากนั้นเป็นต้นมาเฟย์ราก็ไม่ได้กลับไปยังกระท่อมชายป่าแห่งนั้นอีกเลย เด็กชายมีบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่โตมากเสียจนทำเอาเด็กชายยืนมองตาโตอ้าปากค้างอยู่เป็นนาน ตอนนั้นเด็กชายอายุได้ ๔ ขวบ

เด็กชายมารู้ในภายหลังว่าชายแปลกหน้าคนนั้นคือทูตจาก ราชาเวเนส ที่ถูกส่งมาเชิญพ่อของตนไปกล่าวคำสาบานเพื่อรับตำแหน่ง ผู้วิเศษแห่งอาณาจักรมาอ์ สืบต่อจากผู้วิเศษราเซย์ที่เพิ่งเสียชีวิตไปได้ไม่นาน

บ้านหลังใหม่ของเด็กชายอยู่ภายในเขตกำแพงวังตรงส่วนตำหนักหน้า ด้วยเหตุนี้เด็กชายจึงโตมากับบรรดาเจ้าชายและบุตรหลานขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะสถานที่เรียนหนังสือของบุตรหลานชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือผู้ใช้เวท ต่างก็อยู่ในเขตตำหนักหน้าทั้งสิ้น

ตอนอยู่กระท่อมชายป่า คนที่เด็กน้อยได้พบมีแต่พรานป่าที่แวะมาเยี่ยมเยียนขอรับการรักษาหรือขอปันยาจากพ่อนานๆ ครั้ง การมาอยู่ในเมืองทำให้เด็กชายได้พบเห็นและรู้จักเด็กรุ่นราวคราวเดียวกันเป็นครั้งแรก

ตอนแรกเด็กชายก็พอใจที่มีเพื่อนเล่นมากมายอยู่หรอก แต่ไม่นานเฟย์ราก็พบว่าเขามีสิ่งที่ไม่เหมือนเพื่อนสองอย่าง อย่างแรกคือเขาไม่มีแม่อย่างเพื่อนคนอื่นๆ อย่างที่สองคือในกลุ่มเด็กที่มีสายเลือดของผู้ใช้เวท เขาเป็นคนเดียวที่ไม่มีพลังเวท

เด็กชายไม่อยากแตกต่างจากเพื่อน จึงรีบกลับบ้านไปถามพ่อว่า

“พ่อ ทำไมข้าถึงไม่มีแม่เหมือนคนอื่นเขาล่ะ?”

ผู้วิเศษลูค เฟน ก้มลงอุ้มร่างน้อยขึ้นสู่อ้อมแขน ชายหนุ่มคิดอยู่แล้วว่าหากย้ายมาอยู่ในเมือง สักวันบุตรชายต้องถามคำถามนี้ และเขาก็เตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว นั่นคือ

“ไม่มีเด็กคนไหนไม่มีแม่หรอกนะ เฟย์รา ลูกก็เช่นกัน แม่ของลูกชื่อ เฟย์”

“ข้ามีแม่จริงเหรอ?” เด็กชายตื่นเต้น “แม่สวยไหม? แม่อยู่ไหน?”

ผู้วิเศษหนุ่มพยักหน้า คลื่นความปวดร้าวซ่านขึ้นทันทีที่นึกถึงภรรยารัก

“แม่ของลูกเป็นหญิงที่งดงามที่สุดเท่าที่พ่อเคยพบมา และตอนนี้แม่ของลูกอยู่บนฟ้า”

เด็กชายขมวดคิ้ว

“ทำไมแม่ไปอยู่บนฟ้า? ทำไมแม่ไม่มาอยู่กับข้าอย่างแม่ของคนอื่นเล่า?”

“แม่เขาก็ไม่ได้อยากไปหรอก แต่เขามีเรื่องสำคัญต้องทำ”

“เรื่องสำคัญอะไรหรือพ่อ?”

“บอกไปตอนนี้เจ้าก็ไม่เข้าใจ ไว้เจ้าโตแล้วก็จะรู้เอง” ผู้วิเศษหนุ่มเลี่ยง

เฟย์ราหน้างอ “อีกตั้งนานกว่าข้าจะโต แม่ไม่รักข้าหรือ ถึงไม่เคยกลับมาให้ข้าเห็นหน้าเลย?” เด็กชายเบะปาก “ข้าอยากเจอแม่”

ผู้วิเศษหนุ่มเอามือลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ อย่างอ่อนโยน

“อย่าเอาแต่ใจสิ เฟย์รา”

เด็กชายก้มหน้า พูดเสียงเครือ

“ทีคนอื่นเขายังได้อยู่กับแม่ทุกวันเลย”

ผู้เป็นพ่อมองนัยน์ตากลมโตมีน้ำเอ่อคลอแล้วถอนใจ

“ถ้าลูกอยากเจอแม่มาก อย่างนั้นคืนนี้พ่อจะทำให้ลูกฝันเห็นแม่ก็แล้วกัน”

เด็กชายค่อยยิ้มออก รีบกอดคอพ่ออย่างประจบ

“พ่อทำได้ก็ไม่บอก ทำให้ข้าเห็นแม่ตอนนี้เลยดีกว่า นะพ่อนะ เห็นแค่ภาพแม่ก็ยังดี”

ผู้วิเศษหนุ่มผลักศีรษะบุตรชายอย่างหมั่นไส้

“มากไปแล้วเจ้าลูกลิง ได้คืบจะเอาศอกเชียวนะ พ่อบอกว่าคืนนี้ก็ต้องรอให้ถึงคืนนี้สิ นี่เพิ่งจะเที่ยงเอง เดี๋ยวพ่อต้องกลับไปทำงานต่อด้วย” ผู้วิเศษหนุ่มวางร่างกลมป้อมของบุตรชายลงยืนกับพื้น

“แหม...” เด็กชายหน้ามุ่ย เอามือประสานกันตรงท้ายทอย “พ่อ คนอื่นๆ เขาว่าข้าแปลกที่ไม่มีพลังเวทด้วย”

“แล้วเพื่อนๆ ที่เล่นกับลูกทุกคนมีพลังเวทกันหมดอย่างนั้นหรือ?” ผู้เป็นพ่อย้อนถาม

เด็กชายส่ายหน้า “ก็เปล่าหรอกพ่อ แต่พวกนั้นบอกว่าลูกของผู้ใช้เวททุกคนต้องใช้เวทมนตร์ได้ พ่อเป็นผู้วิเศษ แล้วทำไมข้าถึงไม่มีพลังเวทล่ะ?”

ผู้วิเศษหนุ่มเองก็ไม่ทราบคำตอบที่แท้จริงของคำถามนี้ แต่เขาได้คิดคำตอบเอาไว้แล้วเช่นกัน

“ที่ลูกไม่มีพลังเวทเพราะแม่ของลูกไม่ใช่ทั้งมนุษย์และผู้ใช้เวทอย่างไรเล่า เฟย์รา”

เด็กชายทำหน้างุนงง

“ถ้าแม่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์กับผู้ใช้เวท แล้วแม่เป็นอะไรหรือพ่อ?”

ผู้วิเศษหนุ่มอธิบายอย่างอ่อนโยน

“เป็นคนที่พิเศษยิ่งกว่าใครในโลกนี้อย่างไรเล่า เฟย์รา และเพราะแม่ของลูกพิเศษไม่เหมือนใคร ลูกถึงได้พิเศษไม่เหมือนใครด้วยเช่นกัน ถ้าแม่รู้ว่าลูกไม่พอใจที่ตัวเองเหมือนแม่ แม่เขาจะเสียใจได้นะ”

เป็นคำขู่ที่ได้ผล เพราะเด็กชายไม่กล้าถามถึงเรื่องนี้อีกเลย แต่เปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นแทน

“พ่อ ทำไมข้าถึงไม่ต้องสวมชุดผู้ใช้เวทเล่า? ข้าเป็นลูกของผู้วิเศษ ไม่ใช่ลูกของผู้ใช้เวทระดับต่ำเสียหน่อย”

บุตรธิดาของผู้ใช้เวทระดับต่ำบางคนที่มีพลังเวทอ่อนมากจนแทบไม่ต่างอะไรกับมนุษย์ธรรมดาจะถูกถือว่าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาและไม่จำเป็นต้องสวมชุดผู้ใช้เวท

“แต่ลูกไม่มีพลังเวทไม่ใช่หรือ?”

“แต่ข้าอยากสวมชุดผู้ใช้เวทเหมือนอย่างพ่อนี่!” เด็กชายพูดอย่างดื้อดึง

“ถึงเจ้าจะสวมชุดผู้ใช้เวท แต่เวลาเรียนหนังสือเจ้าต้องไปเรียนกับพวกมนุษย์ธรรมดาที่ต่างก็ไม่ได้สวมชุดผู้ใช้เวท และมันจะทำให้เจ้ายิ่งแตกต่างจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัดนะ เจ้าจะเอาอย่างนั้นหรือ?” ผู้เป็นพ่อขู่

...จริงด้วย เขาลืมคิดถึงเรื่องนี้เสียสนิท... เด็กชายเริ่มลังเล ก่อนจะตอบเสียงอ่อย

“อย่างนั้นข้าไม่สวมชุดผู้ใช้เวทก็ได้”

หลังจากนั้นไม่นานเฟย์ราก็ได้ทราบว่าคำว่า อยู่บนฟ้า หมายถึง ตายไปแล้ว เพราะเด็กที่อายุมากกว่าบอกเขา และกว่าที่เด็กชายจะรู้ความหมายของคำว่า ตาย ก็หลังจากนั้นอีกหลายเดือน เมื่อปู่ของเพื่อนคนหนึ่งถึงแก่กรรม

เฟย์ราทราบว่าพ่อเป็นชายหนุ่มรูปงามเพราะแอบได้ยินนางกำนัลคุยกันถึงพ่อของเขา ทุกครั้งที่เอ่ยถึงผู้วิเศษลูค เฟน พวกนางต่างทำท่าเคลิ้มฝัน พวกนางต่างแสดงความพึงพอใจให้ผู้วิเศษหนุ่มเห็นโดยเปิดเผยอยู่บ่อยครั้ง แต่ผู้วิเศษหนุ่มก็ไม่เคยหวั่นไหว เขาไม่เคยแสดงความสนใจหญิงสาวคนใดเลย เขาไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่ เขาบอกบุตรชายอยู่เสมอว่า

“เฟย์ราลูกรัก หญิงที่พ่อรักมีเพียงแม่ของลูกคนเดียว พ่อจะไม่แต่งงานกับใครอีกนอกจากแม่ของลูก”

ความที่มักถูกล้อเลียนเรื่องไม่มีแม่และไม่มีพลังเวทเสมอๆ ทำให้เฟย์ราไม่ชอบเล่นกับเด็กอื่นและกลายเป็นเด็กเก็บตัวไปในที่สุด

แม้จะไม่ได้ไปเล่นกับใคร เด็กชายก็ไม่เดือดร้อน เพราะเขาได้พบสิ่งซึ่งน่าสนใจยิ่งกว่าการละเล่นใดๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยพบมาก่อน นั่นคือ...การเรียนหนังสือและการอ่านตำรายาสมุนไพรของพ่อ

ก่อนหน้านี้ตอนอาศัยอยู่ที่กระท่อมชายป่า เขาไม่เคยเห็นหนังสือพวกนี้เลยสักเล่ม แต่พอย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง มันก็มาจากไหนเยอะแยะไปหมดไม่ทราบ สงสัยว่าเมื่อก่อนพ่อคงจะซ่อนมันไว้จากสายตาซอกแซกและมืออันแสนซุกซนของเขาเป็นแน่

ตำรายาสมุนไพรเหล่านี้เหมือนสร้างโลกใหม่ให้แก่เฟย์รา แม้เด็กชายจะไม่มีพลังเวท แต่เขาเป็นเด็กฉลาด เขาฉลาดกว่าเด็กวัยเดียวกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ และเด็กชายก็ชอบที่จะศึกษาเรียนรู้ ทั้งยังสามารถเรียนรู้ได้เร็วมากอีกด้วย เรียนรู้เร็วมากเสียจนหลังจากเริ่มเรียนไปได้เพียงสี่ปี นักปราชญ์ผู้เป็นอาจารย์ก็ไม่มีสิ่งใดที่สามารถสอนให้เขาได้อีก ผู้ที่จะสอนความรู้ที่กว้างและลึกยิ่งขึ้นให้แก่เด็กชายได้จึงเหลืออยู่เพียงคนเดียว คือตัวผู้วิเศษลูค เฟน เอง

หนูน้อยเฟย์รามักหมกตัวอยู่ในห้องเป็นวันๆ เพื่ออ่านตำราเหล่านั้น เด็กชายมีความจำดีมาก เขาอ่านและจำตำราทั้งหมดของพ่อได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบขวบ หลังจากนั้นหนูน้อยก็เริ่มไปปะเหลาะหาหมอหลวงประจำราชสำนักผู้มีนามว่า อิชชา เป็นรายต่อไป เขาไปขอยืมตำราและถามถึงวิธีการรักษาโรคต่างๆ รวมถึงสรรพคุณและรูปร่างของยาสมุนไพรนานาชนิดกับหมอหลวงอิชชาบ่อยๆ หมอหลวงอิชชาเองก็ชอบเด็กชายมากและเต็มใจคุยกับเขาทุกครั้ง หมอหลวงวัยกลางคนยังบอกเขาเสมอว่า

“สักวันหนึ่ง เจ้าจะได้เป็นหมอที่เก่งที่สุดในแผ่นดิน”


<>::<>::<>


วันหนึ่ง ขณะที่เฟย์รากำลังเดินรับแดดยามเย็นพลางอ่านหนังสือปกแพรอยู่ในอุทยานอันเขียวชอุ่มร่มรื่น เสียงใครบางคนร้องตะโกนดังลั่นได้ทำลายสมาธิในการอ่านหนังสือของเด็กชายอย่างฉับพลัน

“ช่วยด้วย! ช่วยด้วยยยยย! ใครก็ได้ช่วยตามหมอมาหน่อยเร็ววววว!”

เฟย์รารีบวิ่งไปทางต้นเสียงทันที และได้เห็นเกส บุตรชายวัยสิบขวบของมหาเสนาบดีกีรากำลังประคองเด็กชายวัยไล่เลี่ยกันที่เฟย์ราจำได้ว่าคือ เจ้าชายวานันซา บุตรของราชาเวเนส น้องชายร่วมมารดาของเจ้าชายรัชทายาทเวอร์นอน

มือเจ้าชายน้อยบวมเป่งเป็นสีแดงคล้ำอย่างเห็นได้ชัด สีหน้ายังซีดจนออกเขียวอีกด้วย เฟย์รารีบถามทันที

“เจ้าชายโดนอะไรกัด?”

เกสหน้าซีดเผือด ตอบละล่ำละลักลิ้นแทบจะพันกัน

“แมงป่องสีแดงตัวใหญ่ พวกเราจะจับมันใส่ขวด แต่พลาด เจ้าชายถูกต่อยเข้า”

“ตัวใหญ่ขนาดไหน? สีแดงแบบไหน?” เฟย์ราถามรัวเร็วพร้อมกับงัดปากเจ้าชายวานันซาออกแล้วม้วนหนังสือที่พกติดตัวมายัดใส่เข้าไป

เกสกระชากแขนเฟย์ราโดยแรง

“จะทำอะไรน่ะ เจ้าเด็กไม่มีแม่!”

เฟย์ราสะบัดแขนทันควัน แรงสะบัดส่งบุตรชายมหาเสนาบดีกีราล้มลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า

“หุบปากเถอะน่า! ไม่เห็นหรือไงว่าเจ้าชายกำลังชัก? เจ้าชายอาจกัดลิ้นตัวเองได้!”

มือทั้งคู่ของหมอจำเป็นทำงานอย่างคล่องแคล่ว ปลดผ้าโพกศีรษะสีฟ้าอ่อนสำหรับป้องกันผมตกลงมาปรกใบหน้าอันเป็นผ้าผืนเดียวที่สะอาดที่สุดบนตัวออกมามัดแขนของเจ้าชายเหนือรอยถูกแมงป่องต่อยจนแน่น จากนั้นชักมีดพกขนาดเล็กที่มักพกติดตัวเสมอออกมากรีดผ่านจุดสีแดงที่เห็นได้ชัดกลางฝ่ามือที่บวมเป่งอย่างรวดเร็ว

เกสเบิกตากว้าง ชักอยู่เฉยไม่ไหวแล้ว เด็กชายกระชากคอเสื้อเฟย์ราโดยแรง ตะคอกเสียงห้วนจัด

“มันจะมากไปแล้วนะเจ้าคนถ่อย! เจ้ากล้าทำร้ายเจ้าชาย!”

เฟย์ราสะบัดเบาๆ ก็หลุดจากมือเกสอีกครั้งและผลักบุตรชายมหาเสนาบดีกีรากระเด็นผงะหงายทันที

“เจ้าไม่รู้อะไรก็อย่ายุ่ง! ข้าจะรีดพิษที่ปนอยู่ในเลือดออกมาให้มากที่สุด จะได้ช่วยบรรเทาอาการก่อนจะไปหายามาใส่ ไม่อย่างนั้นเจ้าชายคงได้ตายก่อนถึงมือหมอแน่!” หมอน้อยจำเป็นเอานิ้วกดรอบปากแผลบนมือเจ้าชายวานันซาโดยแรงจนเลือดสีแดงคล้ำเกือบดำไหลออกมาเป็นลิ่มๆ ปากก็ถามซ้ำเสียงเครียด “ข้าถามว่าแมงป่องนั่นตัวใหญ่แค่ไหน สีแดงแบบไหนไงเล่า!”

เกสอ้าปากค้างกับเฟย์รา เฟน ที่เขาไม่เคยรู้จักคนนี้ เด็กชายตะกุกตะกักตอบคำถามแต่โดยดี

“มะ-แมงป่องใหญ่...ใหญ่เท่าฝ่ามือ สีแดงคล้ำ” จากนั้นเอามือคลึงหน้าอกเบาๆ บ่นอุบอิบว่า “เจ้าตัวผอมนิดเดียว เอาแรงมาจากไหนตั้งมากมายกันนะ”

“รูแมงป่องอยู่ตรงไหน?” เฟย์ราถามต่อโดยไม่สนใจเสียงบ่นอุบอิบของเกส

เกสชี้ไปยังตำแหน่งซึ่งห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งวา นัยน์ตาคมกริบของเฟย์ราหันไปมองจุดที่อีกฝ่ายชี้ แล้วกวาดสำรวจบริเวณโดยรอบ

เพียงกวาดตามองรอบเดียวแต่เก็บรายละเอียดทั้งหมดสู่ความทรงจำอย่างครบถ้วนแม่นยำ ความคิดแล่นวาบผ่านสมองบุตรชายของลูคอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ครั้นแล้วสีหน้าเคร่งเครียดจึงผ่อนคลายลง หันมาตั้งหน้าตั้งตาเค้นเลือดให้เจ้าชายวานันซาต่อไปเงียบๆ โดยมีเกสจ้องเขม็งอย่างเอาใจช่วยเต็มที่

ไม่นานเลือดที่ไหลก็เริ่มกลายเป็นสีแดงและสีหน้าเจ้าชายน้อยก็เริ่มเปลี่ยนจากซีดเขียวเป็นซีดขาว เกสร้องตะโกนอย่างลิงโลด

“เจ้าชายรอดตายแล้ว!”

เฟย์รามองเลือดที่กลายเป็นสีแดงสดอย่างพอใจ แต่ก็ยังออกตัวว่า

“ยังไม่แน่หรอก ต้องให้ท่านอิชชาตรวจยืนยันก่อนถึงจะแน่ใจได้” แล้วหมอน้อยจำเป็นก็อุ้มร่างเจ้าชายวานันซาขึ้นราวกับอีกฝ่ายตัวเบาหวิวพร้อมกับหันไปสั่งเกสว่า “เจ้ารีบวิ่งไปบอกท่านอิชชาว่าเจ้าชายถูกแมงป่องแดงสกันดาต่อย ข้าจะอุ้มเจ้าชายล่วงหน้าไปที่คลังโอสถ”

หลังได้สติจากอาการปากอ้าตาค้างอีกรอบที่เห็นเฟย์ราอุ้มเจ้าชายน้อยที่ดูจะหนักกว่าตัวเองเสียอีกขึ้นมาอย่างง่ายดายแล้วเกสก็รีบพยักหน้าแรงๆ ก่อนจะรีบวิ่งตื๋อจากไป ส่วนเฟย์ราอุ้มเจ้าชายวานันซาเร่งฝีเท้าเดินตรงไปยังคลังโอสถ

หากจะว่าเด็กชายไร้พลังเวทโดยสิ้นเชิงก็ดูจะไม่จริงเสียทีเดียว อย่างน้อยเขาก็มีพละกำลังเหนือกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก

เมื่อเฟย์ราอุ้มเจ้าชายวานันซามาถึงคลังโอสถและแจ้งชื่อตัวยาที่ต้องการเรียบร้อย หมอหลวงอิชชาผู้เป็นเจ้าของตำรายาในปากเจ้าชายก็มาถึงพอดี

ระหว่างที่หมอหลวงตรวจอาการของเจ้าชายน้อย ขุนนางผู้ดูแลคลังโอสถก็นำสมุนไพรตามที่เฟย์ราสั่งเข้ามาวางไว้ให้ หมอหลวงวัยกลางคนสำรวจตัวยาเหล่านั้นแล้วหันมายิ้มให้บุตรของลูค

“ไม่มีอะไรที่ข้าต้องทำเพิ่มแล้ว เจ้าจัดการได้ดีมาก”

เมื่อผู้วิเศษลูค เฟน ถามบุตรชายในภายหลังว่า

“ลูกรู้ได้อย่างไรว่านั่นคือแมงป่องแดงสกันดา?”

เฟย์ราตอบว่า “เพราะเกสบอกว่าเจ้าชายถูกแมงป่องสีแดงตัวใหญ่ต่อย แมงป่องแดงสกันดาเป็นแมงป่องที่อาศัยในเขตร้อนชื้นเช่นทางตอนใต้ของอาณาจักรมาอ์ของเรา และชอบอาศัยอยู่ในพงหญ้า ที่สำคัญคือชอบกินหญ้าสกันดา จึงได้ชื่อว่าแมงป่องแดงสกันดา ข้าเห็นว่าหญ้าในสวนหย่อมนั่นส่วนใหญ่เป็นหญ้าสกันดา จึงเดาว่าน่าจะเป็นแมงป่องพันธุ์นี้ และบังเอิญเดาถูก”

เป็นการบังเอิญที่ไม่บังเอิญแม้แต่นิดเดียว ผู้เป็นพ่อจึงยิ้ม...ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

วีรกรรมครั้งนี้ทำให้เฟย์ราได้เพื่อนแท้มาสองคนคือเกสและเจ้าชายวานันซา นับแต่นั้นมาก็ไม่มีเด็กคนไหนกล้าว่าเขาเป็นเด็กไร้พลังเวท หรือเด็กนอกคอก หรือลูกไม่มีแม่อีก เพราะเกสและเจ้าชายวานันซาจะชกปากคนพูดทันที

เมื่อได้เพื่อนที่ถูกใจ เฟย์ราก็ออกไปเล่นข้างนอกมากขึ้นและเลิกนิสัยชอบเก็บตัวอ่านตำราอยู่แต่ในห้องไปโดยปริยาย ทว่าความนิยมใฝ่รู้ของเด็กชายก็มิได้ลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด เขายังคงอ่านตำราเหล่านั้นทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

นอกจากนี้ หมอหลวงอิชชาได้ขออนุญาตผู้วิเศษลูค เฟน ให้เฟย์ราไปเป็นหมอฝึกหัดกับเขาที่นอกเขตวังทุกวันตั้งแต่เช้าถึงบ่าย ลูคอนุญาต เฟย์ราจึงได้เริ่มเป็นหมอฝึกหัดและเรียนรู้มากพอจนพร้อมที่จะเริ่มทำงานอย่างจริงจังภายในเวลาเพียงสองปี เพียงแต่ลูคเห็นว่าบุตรชายยังอายุน้อยเกินกว่าจะประกอบอาชีพหมอเต็มตัว จึงให้เด็กชายทำงานโดยอยู่ในความดูแลของหมอหลวงอิชชาต่อไป


<>::<>::<>


เมื่อเฟย์ราอายุได้ ๑๓ ปี ราชาเวเนสก็ล้มป่วยเสียชีวิต เจ้าชายรัชทายาทเวอร์นอนขึ้นครองราชย์สืบแทนเป็นราชาเวอร์นอน แล้วลางร้ายก็เริ่มปรากฏ...

ในท้องพระโรงกว้างใหญ่โอ่โถงอันเป็นสถานที่ว่าราชการของวังหลวงแห่งอาณาจักรมาอ์ เสียงตวาดถามอย่างโกรธกริ้วของราชาเวอร์นอน ราชาคนใหม่แห่งอาณาจักรมาอ์ดังกึกก้องไปทั่วท้องพระโรงระหว่างกำลังออกว่าราชการ

“ทำไมถึงไม่ได้?!”

สายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของราชาหนุ่มจ้องเขม็งไปยังใบหน้าเรียบเฉยของผู้วิเศษประจำตัวซึ่งยืนอยู่ห่างจากบัลลังก์ที่เขานั่งไปทางด้านขวาไม่มากนัก

“เพราะไม่มีเหตุจำเป็นใดที่จะก่อสงคราม” ผู้วิเศษลูค เฟน ตอบเรียบๆ โดยไม่หวาดหวั่นต่อสายตากินเลือดกินเนื้อของผู้เป็นนายเหนือหัว

“เหตุจำเป็นคือมันเป็นความต้องการของข้าอย่างไรเล่า ท่านหูหนวกรึ?! ข้าอายุ ๒๕ แล้วหาใช่ ๑๔ ไม่ ข้ามีสิทธิ์ในอำนาจราชาเต็มที่ตามกฎมนเทียรบาลทุกประการ!”

“เรื่องนั้นข้าทราบดี ขุนนางทุกคนในที่นี้ต่างก็ทราบดีด้วยเช่นกัน แต่ต่อให้เป็นองค์ราชาเวเนสเองก็ยังมีบางเรื่องที่ไม่อาจทำตามประสงค์ได้ และเหตุผลของท่านก็อ่อนเกินไป ข้ายอมรับไม่ได้” ผู้วิเศษหนุ่มตอบอย่างใจเย็น

ราชาหนุ่มลุกขึ้นแผดเสียงกร้าว

“หน้าที่ของท่านคือฟังคำสั่งข้า ไม่ใช่เถียงข้า!”

ท่าทีคุกคามนั้นหาได้เกิดผลใดๆ ต่อเป้าหมายไม่ สีหน้าของผู้วิเศษหนุ่มยังคงเรียบเฉย น้ำเสียงยังคงสงบนิ่งเช่นเคย

“นอกจากตำแหน่งผู้วิเศษประจำตัวท่านที่ต้องรับฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของท่านแล้ว ข้ายังมีอีกตำแหน่งคือผู้วิเศษแห่งอาณาจักร ดังนั้นข้าจึงยอมให้ท่านทำให้อาณาจักรล่มสลายโดยที่ศพของราชาเวเนสบิดาของท่านยังไม่ทันเย็นไม่ได้”

“ยังไม่ทันลองรบดูด้วยซ้ำ ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามาอ์จะล่มสลาย? ท่านดูถูกกองทัพของเราเกินไปแล้ว!” ราชาหนุ่มพาลหาเรื่อง

“ข้าหาได้ดูถูกกองทัพของเราไม่ ข้าเพียงไม่กล้าดูถูกตารีฮ์และรีฮุน อาณาจักรทั้งสาม มาอ์ ตารีฮ์ รีฮุน คานอำนาจกันได้นานเกือบพันปีเพราะเหตุใด? ต่อให้มาอ์สามารถล้มตารีฮ์หรือรีฮุนได้ ก็ต้องสูญเสียกำลังทหารไปเป็นจำนวนมาก ท่านคิดหรือว่าอาณาจักรที่มองการสู้รบอยู่เฉยๆ จะไม่ฉวยโอกาสซ้ำเติม?”

“พวกท่านก็วางแผนไปสิ วางแผนให้มาอ์สามารถเอาชนะอีกสองอาณาจักรได้ มันหน้าที่ของพวกท่านไม่ใช่หรือ?!”

“และมันจะง่ายกว่านั้นมากหากไม่ก่อสงครามเสียเลย เพราะจะได้ไม่ต้องยุ่งยากวางแผนที่มองไม่เห็นทางสำเร็จใดๆ”

ราชาเวอร์นอนตวาดลั่น

“แต่ข้าอยากจะยิ่งใหญ่!”

“ท่านยิ่งใหญ่กว่าใครอยู่แล้ว...ในอาณาจักรมาอ์แห่งนี้” ผู้วิเศษหนุ่มเน้นเสียง

“แค่นั้นมันยังไม่พอ!”

“ถ้าเช่นนั้นข้าก็เสียใจอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องบอกท่านว่า ข้าจะไม่ช่วยเหลือท่านใดๆ ทั้งสิ้นในเรื่องทำสงครามขยายดินแดน หากมติขุนนางไม่เห็นด้วยกับท่าน”

ราชาเวอร์นอนเบนเป้าไปยังขุนนางคนอื่นๆ ที่นิ่งชมการปะทะคารมในอาการสงบเฉยแทนที่ทันควัน

“พวกท่านได้ยินแล้วใช่ไหม? บอกไปสิว่ายินดีทำตามที่ข้าต้องการ!”

เหล่าขุนนางซึ่งยืนเรียงรายเป็นระเบียบอยู่เบื้องหน้าราชาหนุ่มต่างนิ่งเงียบงันจนราชาหนุ่มโมโหเดือด

“ว่าอย่างไรเล่า เป็นใบ้กันไปหมดแล้วหรือไง?!”

มหาเสนาบดีกีรากระแอมเบาๆ ก่อนจะกล่าวอย่างระมัดระวัง

“ข้าคิดว่าคำพูดของท่านลูคมีเหตุผลอย่างยิ่ง ตอนนี้อาณาจักรมาอ์ของเราไม่พร้อมจะก่อสงครามไม่ว่าจะในด้านใดๆ ทั้งสิ้น คงจะเป็นการดีกว่าหากองค์ราชาจะสงบใจให้เยือกเย็นและไตร่ตรองเรื่องสงครามรวมดินแดนอีกครั้ง...”

คำพูดหลังจากนั้นของขุนนางคนอื่นๆ มีแต่กล่าวสนับสนุนวาจาของผู้วิเศษลูค เฟน และเกลี้ยกล่อมให้ราชาหนุ่มล้มเลิกความคิดทำสงครามขยายดินแดนจนราชาเวอร์นอนอยากจะสั่งให้ทหารจับขุนนางเหล่านี้รวมทั้งผู้วิเศษลูค เฟน ไปประหารเสียให้หมดนัก

แต่ในเมื่อไม่สามารถทำได้ ราชาหนุ่มจึงได้แต่เนรเทศตัวเองไปให้พ้นหน้าบรรดาพวกกวนโมโหโดยเลี่ยงไปพักผ่อนยังตำหนักคิมหันต์ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเขตนครหลวงออกไปไม่มากนักแทน


<>::<>::<>


ข่าวเรื่องราชาคนใหม่แห่งอาณาจักรมาอ์ต้องการทำสงครามรวมดินแดนเป็นที่โจษจันไปทั่วนครหลวงจนไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้ใช้เวทแปลกหน้าจะทราบเรื่องนี้ทันทีที่ย่างเท้ามาเยือน

นัยน์ตาสีเขียวทองซึ่งอยู่ใต้เงาหมวกคลุมเปล่งประกายวาบ ริมฝีปากบางหยักลึกได้รูปงามราวสลักเสลาขยับยิ้ม

...นึกไม่ถึงว่าโอกาสจะมาถึงเร็วเพียงนี้ ทางใดเล่าจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ดีเท่าสงคราม...


<>::<>::<>


สวนดอกไม้งดงามจับตา ทิวไม้เรียงรายร่มรื่น ฝูงนกฝูงปลาหลากสีสันรวมถึงอาหารเลิศรสประดามีในตำหนักคิมหันต์แทบไม่อาจช่วยบรรเทาอารมณ์ขุ่นมัวเพราะถูกขัดใจอย่างรุนแรงของราชาหนุ่มได้เลย สิ่งเดียวที่ช่วยระบายความหงุดหงิดได้บ้างในตำหนักพักร้อนแห่งนี้มีเพียงการล่าสัตว์เท่านั้น

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ราชาเวอร์นอนกำลังยิงนกป่าเล่นเป็นการระบายอารมณ์ขุ่นเคือง มือที่กำลังน้าวศรเล็งไปยังเป้าหมายชะงักลงชั่วขณะเมื่อทหารองครักษ์เข้ามารายงานว่า

“องค์ราชา มีผู้ใช้เวทซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษผู้หนึ่งขอน้อมพบ”

ราชาหนุ่มมีสีหน้าฉงน ลดธนูในมือลง ถามเสียงทรงอำนาจ

“เป็นทูตจากอาณาจักรใดหรือ?”

ที่ถามไปดังนี้เป็นเพราะเท่าที่ราชาหนุ่มทราบ ผู้วิเศษมีจำนวนน้อยมาก ผู้วิเศษที่ราชาหนุ่มเคยพบมีเพียงผู้วิเศษราเซย์ ผู้วิเศษคนก่อนของอาณาจักรมาอ์และผู้วิเศษลูค เฟน ผู้วิเศษคนปัจจุบันเพียงสองคนเท่านั้น ราชาหนุ่มทราบว่าผู้วิเศษคนอื่นๆ ต่างกระจายเป็นผู้วิเศษประจำอาณาจักรทั้งสองที่เหลือ หรือไม่ก็ซ่อนตัวอยู่ที่ใดสักแห่ง อาจจะเป็นกลางป่า กลางหุบเขา หรือกลางทะเลทราย ดังนั้นผู้วิเศษที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะมาขอพบเขาจึงมีเพียงทูตจากอาณาจักรตารีฮ์หรืออาณาจักรรีฮุน ทว่าน่าแปลกนักที่ผู้วิเศษผู้นี้มาขอเข้าพบเขาในตำหนักเล็กๆ เช่นนี้ แทนที่จะขอเข้าพบตามพิธีการในวัง

“หามิได้ มิใช่ทูตของอาณาจักรใดทั้งสิ้น” องครักษ์ตอบ

ราชาหนุ่มเริ่มสนใจขึ้นมา

...หรือจะเป็นผู้วิเศษที่ซ่อนตัวอยู่ตามสถานที่แปลกๆ ที่เล่าลือกันนั้น?...

“ให้เข้ามาพบที่ห้องรับแขกก็แล้วกัน”

สั่งไปในที่สุดด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าผู้วิเศษเร้นกายมีรูปร่างหน้าตาเช่นไร และที่สำคัญ...มีธุระอะไร?


<>::<>::<>


ชายหนุ่มร่างสูงสง่าที่ก้าวเข้ามายืนโค้งคำนับราชาหนุ่มในระยะห่างพองามนั้นสวมชุดคลุมสีเทามีหมวกคลุมเช่นที่บรรดาผู้ใช้เวทนิยมสวม มือขาวสะอาดได้รูปใต้แขนเสื้อยาวรุ่มร่ามยกขึ้นเลื่อนหมวกคลุมศีรษะที่ทอดเงาลงมาบังครึ่งหน้าบนออกเผยให้เห็นดวงหน้างามสง่าสมบูรณ์แบบราวช่างฝีมือเอกบรรจงปั้น นัยน์ตาสีเขียวเข้มเหลือบทองดุจแสงตะวันกลางป่าลึกแฝงประกายปราดเปรื่องเยือกเย็นประดับโดดเด่นอยู่กลางดวงหน้าขาวนวล เส้นผมสีเงินดกหนาเป็นเงาระยับราวไหมเงินถักเป็นเปียเดี่ยวเส้นใหญ่ทิ้งตัวอยู่กลางหลัง

และสุดท้าย...จุดรูปหยดน้ำสีแดงสดดุจหยดเลือดแต้มที่ปรากฏกลางหน้าผากแสดงศักดิ์ฐานะอย่างชัดเจน...

“ข้ามีนามว่าเมราส บุตรผู้วิเศษคอลฟ์แห่งตารีฮ์” ชายหนุ่มผู้อ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษแนะนำตัวเอง

“บุตรผู้วิเศษคอลฟ์?” ราชาเวอร์นอนเลิกคิ้วสูง ร่างเอนพิงพนักเก้าอี้ตามสบาย เอียงกายเท้าคางกับหลังมือ “ข้ารู้มาว่าผู้วิเศษลูฟา บุตรผู้วิเศษคอลฟ์ได้รับสืบทอดตำแหน่งผู้วิเศษแห่งตารีฮ์แทนพ่อ...”

“ลูฟาคือพี่ชายคนรองของข้า” ชายหนุ่มผมเงินตอบเสียงเรียบ

ราชาเวอร์นอนเหยียดยิ้ม กล่าวอย่างไม่ไว้หน้า

“ข้าไม่ทราบและไม่สนใจอยากทราบหรอกว่าผู้วิเศษคอลฟ์มีบุตรกี่คนและเจ้าคือบุตรของผู้วิเศษคอลฟ์จริงหรือไม่ แต่หากเจ้าเป็นผู้วิเศษจริง เหตุใดข้าจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเล่าว่านอกจากผู้วิเศษลูฟา ผู้วิเศษคอลฟ์ยังมีบุตรอีกคนที่ได้เป็นผู้วิเศษ ในเมื่อการเป็นผู้วิเศษมันน่าภาคภูมิใจถึงขนาดที่ไม่น่าจะปิดเป็นความลับ? และหากเจ้าเป็นผู้วิเศษจริง เจ้าจะดั้นด้นมาถึงมาอ์ด้วยเหตุใด อยู่ที่ตารีฮ์ต่อไปไม่ดีกว่าหรือ?”

ใบหน้าผู้มาเยือนสงบเฉยไม่มีร่องรอยไฟโทสะ

“เรื่องที่ข้าเป็นผู้วิเศษนั้นขอเพียงท่านส่งจอมเวทสัก ๒ - ๓ คน มาทดสอบก็จะทราบได้ในทันที ส่วนสาเหตุที่ข้าเดินทางมายังมาอ์ เป็นเพราะข้าไม่พอใจจะรับใช้ราชาตอริคแห่งตารีฮ์” เมราสเลี่ยงที่จะตอบคำถามแรกอย่างจงใจ

ราชาเวอร์นอนหัวเราะในลำคอ

...กำลังนึกเบื่อๆ อยู่พอดีก็มีเหยื่อมาให้แกล้งแก้เบื่อถึงที่ ข้าหรือจะปล่อยโอกาสงามๆ นี้...

ราชาหนุ่มดีดนิ้วเปาะ องครักษ์คนเดิมตรงเข้ามาคำนับเบื้องหน้ารวดเร็วทันใจ จอมราชันแห่งมาอ์ออกคำสั่งเสียงทรงอำนาจ

“ไปตามจอมเวทที่เก่งที่สุดที่อยู่เฝ้าตำหนักมาสามคนเดี๋ยวนี้!”

...ให้จอมเวทสามคนรุม หากเป็นพวกที่คิดจะมาหลอกลวงข้าล่ะก็ จะเอาให้ตายคาที่อยู่ตรงนี้เลย!... ราชาหนุ่มคิดในใจ

องครักษ์โค้งคำนับรับคำสั่งแล้วถอยออกไปอย่างเงียบกริบ

อึดใจใหญ่ให้หลัง จอมเวทวัยกลางคนสองคนและวัยชราหนึ่งคนในชุดคลุมสีเทาก็เดินเข้ามา ทั้งสามเดินผ่านผู้วิเศษหนุ่มไปราวกับเขาไม่มีตัวตนตรงเข้าไปคำนับราชาเวอร์นอน

“องค์ราชามีสิ่งใดจะเรียกใช้พวกข้าหรือ?” จอมเวทชราถามอย่างนอบน้อม

ราชาเวอร์นอนชี้มาทางผู้วิเศษหนุ่ม

“มีผู้อ้างตนว่าเป็นผู้วิเศษ ข้าอยากให้พวกเจ้าช่วยพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่าเขาพูดจริงหรือบังอาจมาหลอกลวงข้า”

จอมเวททั้งสามหันไปทางทิศที่มือของราชาหนุ่มชี้ทันที แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของทั้งสามมีเพียงความว่างเปล่า...

จอมเวทวัยกลางคนทั้งสองขมวดคิ้ว นึกในใจอย่างหงุดหงิด

...องค์ราชาคิดจะล้อพวกเราเล่นอย่างนั้นหรือ?...

จอมเวทเฒ่านั้นมีประสบการณ์มากกว่าจอมเวทวัยกลางคนทั้งสอง นัยน์ตาซึ่งยังคงคมกริบผิดกับวัยทอประกายวาววับ สมองซึ่งจดจำบทเรียนแห่งชีวิตไว้มากมายไตร่ตรองอย่างรวดเร็ว

...ท่าทางขององค์ราชาไม่เหมือนกำลังล้อเล่นเลย แสดงว่าในห้องนี้มีผู้ใช้เวทอีกคนหนึ่งอยู่จริง ผู้ใช้เวทคนนั้นคงกำลังใช้เวทบังตาอยู่ แต่เวทบังตาจะใช้ได้ผลก็แต่กับผู้ใช้เวทที่มีพลังเวทอ่อนกว่าหรือสูงกว่าผู้ใช้ไม่เกินเท่าตัว ดังนั้นแม้ผู้ใช้เวทคนนั้นมีพลังเวทด้อยกว่าเรา ก็ยังสามารถซ่อนกายจากพวกเราสามคนได้อยู่ดี แต่นั่นหมายถึงว่าองค์ราชาจะต้องมองไม่เห็นผู้ใช้เวทคนนั้นเช่นกัน ทว่านี่องค์ราชากลับสามารถมองเห็นผู้ใช้เวทคนนั้นในขณะที่พวกเรามองไม่เห็น ผู้ที่สามารถใช้เวทมนตร์ระดับนี้ได้จะต้องมีพลังเวทสูงมาก อย่างน้อยต้องสูงกว่าเราเท่าตัว และผู้ที่มีพลังเวทสูงถึงขนาดนั้นก็มีแต่...

“องค์ราชาล้อพวกข้า...”

เสียงของจอมเวทวัยกลางคนปลุกจอมเวทเฒ่าจากภวังค์อย่างกะทันหัน ความคิดจะออกปากห้ามปรามพวกพ้องเพิ่งผุดขึ้น คำพูดของจอมเวทวัยกลางคนยังเปล่งออกมาไม่ทันจบประโยคเสียด้วยซ้ำ ทั้งสามพลันขยับตัวไม่ได้ ภาพเบื้องหน้าดับหายไปในพริบตา!

ราชาเวอร์นอนเบิกตากว้าง ผวาเอนกายไปข้างหน้าอย่างลืมตัว มือเกร็งจับที่เท้าแขนแน่น

จอมเวททั้งสามของเขา...กลายเป็นหินไปแล้ว!

สิ่งที่ราชาเวอร์นอนเห็นคือ หลังจากที่จอมเวททั้งสามเข้ามาในห้อง ผู้วิเศษเมราสก็เดินเข้าไปหาทั้งสาม แต่จอมเวททั้งสามเหมือนมองไม่เห็นผู้วิเศษหนุ่มโดยสิ้นเชิง ราชาเวอร์นอนเห็นผู้วิเศษหนุ่มเอานิ้วแตะที่กลางหน้าผากจอมเวททั้งสามอย่างรวดเร็ว ครั้นแล้วจอมเวททั้งสามก็กลายเป็นหินไปในบัดดล!

เมราสมองอาการตกตะลึงของราชาหนุ่มด้วยแววตาสงบนิ่ง

“ตอนนี้จอมเวททั้งสามได้ถูกข้าสาปให้กลายเป็นหิน หากข้าไม่คลายคำสาป ทั้งสามจะต้องอยู่ในสภาพนี้ไปชั่วชีวิต” จากนั้นถามเสียงเรียบ “ท่านต้องการให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่?”

ราชาเวอร์นอนอ้ำอึ้งไปครู่ใหญ่ เมื่อรู้สึกว่าอารมณ์ตื่นตระหนกเริ่มสงบลง จึงค่อยสั่งด้วยน้ำเสียงมั่นคง

“ทำให้พวกเขากลับเป็นเหมือนเดิม!”

ผู้วิเศษหนุ่มค้อมศีรษะเล็กน้อย

“น้อมรับบัญชา” จากนั้นหันไปโบกมือ

ร่างของจอมเวททั้งสามเปลี่ยนจากหินกลับมาเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อดังเดิมโดยพลัน

จอมเวทวัยกลางคนทั้งสองเบิกตากว้างแทบถลนเพราะเพิ่งมองเห็นผู้วิเศษหนุ่มก็ตอนนี้เอง ส่วนจอมเวทเฒ่าไม่มีท่าทีประหลาดใจแต่อย่างใด หันไปกล่าวต่อราชาหนุ่มอย่างสงบ

“น้อมเรียนองค์ราชา ชายหนุ่มผู้นี้เป็นผู้วิเศษอย่างแน่นอน”


<>::<>::<>


หลังจากสั่งให้จอมเวททั้งสามออกไปแล้ว ราชาเวอร์นอนก็หันมามองผู้วิเศษแปลกหน้าด้วยสายตาสนเท่ห์และสนอกสนใจกว่าเดิม

“เอาเป็นว่าท่านเป็นผู้วิเศษจริงๆ แล้วผู้วิเศษอย่างท่านมีธุระอะไรกับข้า? หรือเพราะพี่ชายของท่านได้เป็นผู้วิเศษแห่งอาณาจักรตารีฮ์เสียแล้ว ท่านจึงต้องระเหเร่ร่อนมาถึงมาอ์? ถ้าเช่นนั้นล่ะก็เสียใจด้วย เพราะข้ามีผู้วิเศษประจำตัวแล้ว”

ในอาณาจักรหนึ่งจะมีผู้วิเศษแห่งอาณาจักรได้เพียงคนเดียว เพราะหากมีผู้วิเศษสองคน ระหว่างผู้วิเศษทั้งสองอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นได้ เหมือนเสือสองตัวไม่อาจอยู่ร่วมถ้ำ

เมราสมองชายหนุ่มตรงหน้า ราชาเวอร์นอนมีผมและนัยน์ตาสีน้ำตาลเข้ม ผมสั้นเพียงต้นคอหยักศกน้อยๆ เกาะแนบศีรษะได้รูปสวย ใบหน้าจัดได้ว่ารูปงาม เพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี ความคิดยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ยังเลือดร้อนและมั่นใจในตัวเอง คิดว่าตนเก่งกาจและเฉลียวฉลาดเหนือผู้ใด เหมาะจะเป็นหุ่นเชิดของเขาอย่างที่สุด

ผู้วิเศษหนุ่มยิ้มละไม

“ข้าได้ยินคำโจษขานว่าท่านต้องการทำสงครามรวมดินแดน ต้องการสร้างมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่เหนืออาณาจักรใด”

ราชาเวอร์นอนหรี่ตาลง คิดในใจ ...เจ้านี่จะมาไม้ไหนกันแน่?... ส่วนปากตอบไปว่า

“ไม่ว่าท่านจะได้ยินข่าวนั้นมาจากที่ใดก็ตาม ท่านได้ยินมาถูกต้องแล้ว!”

ผู้วิเศษหนุ่มยังคงยิ้มน้อยๆ ดุจเดิม

“ข้าคิดว่านั่นเป็นปณิธานอันยิ่งใหญ่น่าชื่นชมนัก ข้าเกิดและโตในตารีฮ์ ทั้งยังเคยเดินทางไปรีฮุน ข้าขอบอกว่าสองอาณาจักรนั้นไม่มีผู้ใดที่จะเป็นคู่แข่งท่านได้แม้แต่คนเดียว ราชาแห่งตารีฮ์อายุมากแล้ว ทั้งยังละโมบและขลาดเขลา อาณาจักรรีฮุนเองแม้ราชาไบยาตจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ก็ไร้ซึ่งปณิธานใดๆ สมควรอย่างยิ่งที่ราชาผู้มีปณิธานยิ่งใหญ่เช่นท่านจะรวมอาณาจักรทั้งสามเข้าด้วยกันและสร้างตำนานบทใหม่ให้แก่โลกนี้”

คำพูดของผู้วิเศษหนุ่มตรงหน้าช่างถูกใจราชาเวอร์นอนนัก ราชาหนุ่มยันร่างขึ้นจากท่าเอนข้างตามสบายทันควัน ยืดกายไปข้างหน้าเล็กน้อย พูดด้วยน้ำเสียงปิดความตื่นเต้นไว้ไม่มิด

“ท่านพูดจริงหรือ?”

“ข้าขอยืนยันว่าสิ่งที่ข้ากล่าวเป็นความจริงทุกประการ”

ราชาหนุ่มถอนใจเฮือก ทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้โดยแรง

“น่าเสียดายจริงๆ ที่ท่านไม่ได้เป็นผู้วิเศษของข้า ผู้วิเศษลูค เฟน ผู้วิเศษของข้าคัดค้านสงครามชนิดหัวชนฝา พวกขุนนางเองต่างก็เกรงใจและเกรงกลัวพลังอำนาจของผู้วิเศษลูค เฟน จนไม่เห็นหัวข้ากันหมด มันน่าโมโหนัก!”

“ผู้วิเศษประจำตัวนั้นปกติผู้ใดเป็นผู้เลือกหรือ?” เมราสถามอย่างจงใจ

“ย่อมต้องเป็นราชาน่ะสิ ความจริงข้าก็อยากเปลี่ยนผู้วิเศษอยู่เหมือนกัน แต่ในมาอ์ไม่มีผู้ใช้เวทคนใดเก่งกาจกว่าผู้วิเศษลูค เฟน และเหล่าขุนนางต่างก็ชื่นชมเขามาก ต่างคัดค้านไม่เห็นด้วยกับการที่ข้าจะปลดเขาออกจากตำแหน่ง ข้าเองก็เห็นความจำเป็นของการที่ต้องมีผู้ใช้เวทที่เก่งที่สุดเป็นผู้วิเศษประจำตัวอยู่เหมือนกัน ถึงจำต้องทนอยู่นี่อย่างไรเล่า”

“แล้วหากมีผู้วิเศษไร้นายที่มีพลังอำนาจเหนือกว่าผู้วิเศษลูค เฟน เล่า?”

ราชาเวอร์นอนชะงัก หรี่ตาลง

“ท่านหมายถึงตัวท่านหรือ?”

เมราสยิ้มเย็นโดยไม่ตอบ ดวงตาราชาหนุ่มทอประกายวาบ ริมฝีปากขยับยิ้มเหี้ยม

“หากท่านเก่งกว่าผู้วิเศษลูค เฟน จริงก็พอมีหวัง แต่คงยากอยู่ดีเพราะพวกขุนนางคงอ้างว่าผู้วิเศษลูค เฟนไม่ได้กระทำสิ่งใดบกพร่อง จึงไม่สมควรปลดเขาออก นอกเสียจากว่าผู้วิเศษลูค เฟน จะตาย...” ราชาเวอร์นอนเลิกคิ้ว

“ก่อนอื่นท่านควรแสดงให้ข้าเห็นก่อนล่ะว่าท่านมีความสามารถเหนือกว่าผู้วิเศษลูค เฟน จริงหรือเปล่า?”




<>::<>::<>::<>::<>::<>

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 30 พ.ย.48 เวลา 09:26:19 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ