shakri
วิญญาณใต้กองนิยาย

บทเพลงแห่งมหาสมุทร ตอนที่ ๓ บันทึกปราชญ์

ตอนที่ 3 บันทึกปราชญ์


             พื้นไม้ระแนงยาวที่ถูกตีและวางเหนือผิวน้ำทอดตัวยาว เรือลำใหญ่นับสิบจอดเรียงรายอยู่โดยรอบ แต่ละลำก็มีลูกเรือกำลังซ่อมแซมส่วนที่ได้รับความเสียหายจากพายุใหญ่กันอย่างขมีขมัน ตอนนี้กิจการไม้และอู่ต่อเรือกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม เนื่องด้วยภัยธรรมชาติที่ถาโถม บ้างก็เสากระโดงหัก บ้างก็ใบเรือขาด ต่อให้เรือเสียหายมากเท่าไรก็ยังดีกว่าการจมลงไปนิทราใต้ก้นทะเลเพื่อเป็นนิรันดร์ คนที่มาซ่อมแซมจะเป็นช่างในเมืองที่ถูกเรียกเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมันเป็นการยากที่ลูกเรือทุกคนของทุกลำจะซ่อมเรือเป็น และหากซ่อมเป็นก็คงไม่ได้เลอเลิศหรือคงทนจนพอที่จะออกทะเลได้ ผิดกับเรือสีดำลำใหญ่...


            “ ข้างบนน่ะ ตะปูพอไหม ข้าจะได้ให้คนส่งไปให้ ” ชายหนุ่มร่างสูงที่โพกพันผมสีน้ำผึ้งของตนไว้ด้วยผ้าฝ้ายสีตุ่นตะโกนลั่น คนข้างบนชะโงกลงมาตอบ

            “พอครับพอ ท่านไคท์ รบกวนท่านไปเอาเชือกมาจากท่านซาจิสตรงนั้นที” คนฟังพยักหน้าแล้วก็ได้ยินเสียงอีกฝ่ายถูกเรียกไป

            “ รูฟัส ไอ้เจ้าสเวนมันเหยียบตะปู ห้ามเลือดให้มันที!! ”

            “ เออ จะไปเดี๋ยวนี้แหละ ” ไคท์ฟังแล้วก็นิ่ง เพื่อนของเขาท่าทางจะปรับตัวได้แล้วกระมัง


            ชายหนุ่มเดินไปหยิบม้วนเชือกซึ่งวางกองอยู่บนพื้นแล้วฝากไปกับคนที่กำลังจะเดินขึ้นไป ไคท์ยังจำได้แม่นตอนที่เกิดพายุ... ท้องฟ้ามืดดำ สว่างไสวด้วยสายฟ้าที่วิ่งลงพื้น เสียงคลื่นกระแทกตัวเรือทำเขาหูชา ลมแรงพัดเม็ดฝนให้กลายเป็นใบมีดคมกรีดผิวจนแสบ ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความหนาวเหน็บ ทำไมหนอเด็กตัวเล็กๆอย่างนั้นจึงสามารถยืนอยู่กลางพายุอย่างสง่างาม ไร้ความกลัวเกรง แวบหนึ่งที่เขาเห็นดวงตาคู่นั้นเป็นสีทองดุจพยัคฆ์ แต่นั่นก็อาจเป็นเพียงแสงสะท้อนจากอัสนีบาตก็เป็นได้ เหมือนเขาได้ยินเสียงบางอย่าง ที่เพราะ...จนใจเขาไม่สามารถจดจำได้ หรือมันเป็นเพราะเสียงนั้นสูงส่ง...และเหนือกว่าที่มนุษย์จะคาด ไคท์ขมวดคิ้ว เหมือนเขาจะเห็นภาพอะไรบางอย่างตราตรึง... มันเหมือนภาพฝันที่เกิดเพียงชั่วครู่ก่อนที่จะหลับไปด้วยความเพลียทั้งๆที่มือยังจับเชือกรั้งตัวไม่ให้หล่นไว้แน่น

            ชายหนุ่มตื่นมาแล้วก็ถามหาคนตัวเล็ก... พวกนั้นบอกเพียงว่าหลับอยู่ในห้อง ผ่านไปสองวันไคท์ก็ยังไม่เห็นหมอนั่นออกมา มีเพียงคาร์ลิซเท่านั้นที่เข้าไปหา ใช่...มีเจ้านั้นเพียงคนเดียว เขาเลิกสงสัยเรื่องระหว่างสองคนนี้นานแล้ว คิดไปก็รกหัวเปล่าๆ... ว่าแต่ตอนนี้พวกนั้นหายไปไหนนะ...



             ปัง!!!!!

            “ น่าเบื่อจังว้อยยยยยย!!!!! ” เด็กหนุ่มร่างเล็กยกแก้วน้ำเปล่าดื่มด้วยความโมโห

            ชายร่างสันทัดหลังโต๊ะกั้นเช็ดแก้วก้านสูงเบาๆพลางหัวเราะ “กัปตันของเจ้าเป็นอะไรไปน่ะคาร์ลิซ”

            เด็กหนุ่มร่างสูงส่ายหัวมือก็เขี่ยเหยือกเบียร์เล่น “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันเมธัส โมโหที่คราวนี้พายุมันแรงกว่าที่คิดมั้ง”

            “ ไม่ใช่!!!! ” อีกฝ่ายเถียงลั่น “ที่โมโหน่ะไม่ใช่พายุ ข้าลืมเรื่องนั้นไปนานแล้ว ที่ข้าโมโหคือนี่ต่างหาก!!!”



             ปัง!!! แก้วน้ำถูกกระแทกลงบนโต๊ะดัง

            “ถามทีเถอะ ทำไมถึงเอาน้ำเปล่ามาให้ข้ากิน” เขานั่งเท้าคางมองไปนอกร้าน “บอกว่าจะเอาไวน์แดง ไวน์แดง แล้วนี่อะไร ใสแจ๋วเชียว” คนนั่งข้างๆกลั้นหัวเราะ เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง

            เมธัสลูบหน้าผากคนมองจึงเห็นแผลเป็นยาวพาดผ่านดวงตาทำให้มันกลายเป็นสีฟ้าขุ่น ดวงตาข้างซ้ายของเขาไม่อาจมองเห็นได้ แต่สำหรับเจ้าของร้านเหล้าเล็กๆอย่างนี้แล้ว การมีตาข้างเดียวก็ไม่ได้ทำให้ผีมือการผสมด้อยลงแต่อย่างใด เขาก้มหน้าลง...เส้นผมสีน้ำตาลปิดดวงตาข้างนั้นไว้

            “ก็ได้ๆๆ ข้าจะให้เจ้ากินเครื่องดื่มพิเศษที่สุด ที่คนแถวนี้ไม่ค่อยได้กินกัน รอข้าเดี๋ยวนะ” แล้วเขาก็เดินลับหายไปหลังม่านกั้นระหว่างส่วนของพนักงานและลูกค้า คนตัวเล็กรีบหันกลับมานั่งเรียบร้อยจนคนข้างๆแอบขำ เรนเหล่...แล้วเอาศอกกระทุ้งเบาๆจนคาร์ลิซต้องงอตัว

            “มาแล้วๆๆๆ” เมธัสเดินกลับมาพร้อมกับเหยือกใหญ่ๆ “คาร์ลิซ เอาผ้าคาดหน้าผากเลื่อนมาปิดตากับจมูกไว้...เร็วเข้า!!!” อีกฝ่ายทำตามอย่างไม่รอช้า คนตัวเล็กหงุดหงิดเล็กน้อย แต่เพื่อแลกกับเครื่องดื่มที่ต้องการ อะไรก็ได้...ทำทั้งนั้น ผ้าสีแดงถูกดึงลงมาปิดไว้ทั้งตาและจมูก แล้วของเหลวบางอย่างก็แตะถูกริมฝีปากบาง คาร์ลิซกอดเพื่อนไว้แน่นเพื่อไม่ให้ดิ้นหนีได้... เมื่อสิ่งนั้นล่วงเข้าสู่ลำคอ จึงเกิดเสียงกลืนน้ำอึกใหญ่ๆหลายอึก จนกระทั่งเกือบหมดแล้วเล็ก เมธัสจึงรามือลง

            ชายทั้งสองหัวเราะ เจ้าของร้านมองคนตรงข้ามที่เลียริมฝีปากแล้วก็ยิ้มให้ตนเอง “ไง อร่อยใช่มะ หายากอย่างที่บอกไหมล่ะ”

            “เออ หายาก” ตอบเสียงขุ่นพลางกัดฟันกรอด เขาถอดผ้าผืนโปรดออกแล้วเท้าคางมองคนทั้งสองที่ยิ้มเจ้าเล่ห์ “เอานมแพะมาให้ข้ากินนี่มันเจ๋งจริงๆ” เสียงหัวเราะของผู้เป็นเจ้าของร้านและเด็กหนุ่มดังขึ้นอีกเมื่อคนตัวเล็กคว้าเอาที่เหลือมาซดรวดเดียวโดยไม่หายใจ



             ปัง!!!! เรนกระแทกเหยือกไม้ใบเล็ก

            “ไวน์ก็ไม่ให้กิน เหล้าก็ไม่ให้กระดก ได้นมก็ยังดีกว่าน้ำเปล่าแหละวะ...” เขาบ่นอุบอิบ “ว่าแต่เมื่อไหร่ท่านจะพาข้าเข้าไปเอาของที่พ่อฝากไว้เสียที” เมื่อเอ่ยถึงผู้เป็นบิดา น้ำเสียงนั้นก็อ่อนลงโดยพลัน

            “ก็เดี๋ยวดื่มหมดนี่ก็จะพาไปแล้ว เจ้าน่ะเหนื่อยมามาก ใครใช้ให้จัดการกับพายุใหญ่ๆด้วยตัวคนเดียวเล่า หือ? แล้วไง หมดรูป สลบไปสองสามวัน ข้าก็ต้องให้เจ้าดื่มอะไรบำรุงกำลังหน่อย นี่กะว่าจะให้พวกสมุนไพรไปกับคาร์ลิซให้ต้มกินบนเรือบำรุงกำลังและบำรุงเสียง”

            “ครับ เดี๋ยวข้าต้มให้เอง จดสูตรมาเลย”

            “ตกลง” ชายหนุ่มถอดผ้ากันเปื้อนพาดไว้กับพนักเก้าอี้ของตน “เชน ฝากร้านด้วยนะ ข้าไปธุระแป๊บเดียว เดี๋ยวมา”


            เด็กหนุ่มทั้งสองเดินผ่านโต๊ะหน้าบาร์ไปรวดเร็วเข้าสู่เขตร้านหลังผ้าม่านขาวซึ่งไม่อนุญาตให้คนภายนอกล่วงล้ำ เขาเดินผ่านส่วนห้องเก็บของไปอย่างรวดเร็ว ข้างหน้าเป็นชายเจ้าของร้าน ตรงกลางเป็นคนตัวเล็กและตบท้ายด้วยเด็กหนุ่มร่างสูง เมื่อมาถึงห้องสี่เหลี่ยมแคบๆที่เต็มไปด้วยหนังสือมากมาย เรนก็เบิกตากว้างด้วยความยินดีปรี่เข้าไปหมายจะฉกกลับมาสักเล่มสองเล่ม แต่เมธัสก็เข้ามาขวางไว้ ชายหนุ่มดึงหนังสือ ‘ภูมิศาสตร์และการปกครองแบบกระจายอำนาจ’ ออกมาช้าๆแล้วใส่เข้าไปยังช่องด้านบนที่ว่างอยู่ จากนั้นก็ดังหนังสือเล่มสีแดงเส้นทองที่เขียนไว้ว่า ‘ประวัติศาสตร์โลกยุคปัจจุบัน’ มาใส่แทนที่



             ครืน!!! ฉับพลันชั้นหนังสือก็หมุนออกเปิดให้เห็นทางเดินแคบๆลงใต้ดิน

            เด็กทั้งสองคิดไม่ถึงว่าแม้ในร้านเหล้าเล็กๆอย่างนี้ก็ยังมีกลไกซ่อนอยู่ เรนยิ้มมุมปาก... เมธัส...ร้ายกาจนัก ไม่เคยทิ้งลายเลยจริงๆ สำหรับชายที่ได้ชื่อว่าเป็น “พ่อมดกลไก” แห่งทวีปใต้



             ปัง!!! ประตูกลปิดลงพัดเอากระแสลมผลักละอายเย็นต้องผิวกายจนร่างสั่นสะท้าน

            ทางเดินเบื้องล่างมืดมิด แสงไฟจากคบที่ฝาผนังส่องพอให้ทั้งสามมองทางได้ ชายเจ้าของร้านดึงมันออกมาให้คาร์ลิซที่อยู่หลังสุดอันหนึ่ง อีกอันก็ถือไว้ในมือตนเองคอยส่องทางเบื้องหน้า คนตัวเล็กที่อยู่ในการอารักขาของคนทั้งสองไพล่มือไว้ด้านหลังด้วยท่าทีราวบุคคลซึ่งทรงไว้ด้วยอำนาจมากล้น เมื่อพินิจใกล้ๆก็พบว่าคบไฟที่ดูธรรมดานั้นมีลวดลายดุนนูนงดงามและคงทน เนื่องด้วยด้ามโลหะที่สามารถเปลี่ยนเชื้อเพลิงได้เรื่อยๆ

            คนนำทางมองกิริยาคนข้างหลังแล้วก็หลุดหัวเราะออกมา “หึ..”

            “ขำอะไร...” เรนถามเสียงเรียบแต่อีกฝ่ายก็ยังคงเดินลงไปเรื่อยๆตามบันไดเวียน “ ข้าถามว่าขำอะไร!!?? ”

            คาร์ลิซเกาแก้มน้อยๆ หมอนี่ก็นิสัยอย่างนี้ ไม่ชอบให้ใครมานินทาลับหลัง ถ้าอยากจะมีเรื่องกันขอให้ซึ่งๆหน้ายังจะดีเสียกว่า

            “ เปล๊า!!! ” เมธัสเอ่ยเสียงสูง “ข้าไม่ได้ขำอะไรนะ แต่ข้าแค่สงสัย...”

            “สงสัย...” คนเดินปิดท้ายขบวนทวนคำพูด “สงสัยอะไรครับ”

            คนเดินนำชะงักฝีเท้าหันกลับมาหาทั้งสองรวดเร็วจนคนเดินประชิดไม่ทันได้ตั้งตัว ดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่มองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความอ่อนโยน “เมื่อไหร่กันเรน...ที่เจ้าจะเลิกทำตัวแบบนี้ พ่อเจ้าจะเสียใจมากรู้ไหม สารรูปเจ้าในตอนนี้ดูไม่จืดเลยจริงๆ” มือหยาบกร้านลูบปอยผมข้างแก้มแผ่วเบา คนยืนข้างหลังหัวเราะจนแสงไฟสั่นไหวผิดปกติ แล้วคนโชคร้ายก็โดนถองเข้าไปที่ท้องเบาๆทีหนึ่ง

            “เมธัส แล้วสิ่งใดคือข้า สิ่งใดคือสิ่งที่ไม่ใช่ข้ากันเล่า” รอยยิ้มละมุนปรากฏบนใบหน้าคม “ข้ารู้...ตราบใดที่ข้ายังเป็น ‘เรน’ ยังมีความเป็นคน เชื่อว่าพ่อจะไม่เสียใจเป็นแน่ หากเมื่อใดสิที่ข้ากลายกลับเป็นปิศาจจากขุมนรก เมื่อนั้นพ่อจะเสียใจ ที่ข้าทำอยู่ทุกวันนี้มันมีเหตุผล ท่านพอจะเข้าใจใช่ไหมเมธัส”

            “ข้าเข้าใจ...แต่”

            “แต่ที่เมธัสถามน่ะหมายถึงสารรูปเจ้าในตอนนี้ต่างหาก ไม่ใช่เรื่องอื่น กรุณาอย่าเบี่ยงประเด็น” คาร์ลิซที่พูดแทรกขึ้นมาโดนมองตาขวาง “เอ้า ก็รึที่ข้าเข้าใจมันไม่ถูก”

            ชายตาเดียวหัวเราะเบาๆ “ถูกต้อง ไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย ข้าก็แค่อยากเห็นเจ้าในแบบที่เจ้า ‘ควร’ เป็นเท่านั้นเองเรน”

            คนตัวเล็กโบกมือเร็วเป็นเชิงตัดบท “เอาเถอะ...ข้าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานเมื่อไหร่ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ข้ารู้ว่าถ้ากลับไปเป็นเหมือนเดิมเมื่อไหร่จะมาหาแล้วไปหลุมศพพ่อด้วยกัน ท่านจะได้สบายใจเสียทีว่าที่สัญญากับพ่อไว้น่ะ ท่านไม่ได้บิดพลิ้วแต่ประการใด”

            ชายเจ้าของร้านยักไหล่แล้วเดินต่อไป คนเดิมตามทั้งสองเงียบกริบ เสียงลมหายใจเท่านั้นที่ดังที่สุดเพราะแม้แต่ฝีเท้าของพวกเขายังเบาดุจอุ้งเท้าราชสีห์ เมธัสหยุดยืนหน้าประตูไม้บานใหญ่สีดำสนิท เขาหันมองเรนและคาร์ลิซ

            “นี่ล่ะ ที่ๆข้าอยากให้พวกเจ้ามา โดยเฉพาะเจ้า...เรน”

            ดวงตาดำขลับเป็นประกายดุจแสงดาราเพียงชั่ววูบก่อนแปรกลับเป็นเรียบเฉยไร้ความรู้สึกดังเดิม



             ลูกเรือของโอเชี่ยนซีรีนลงมานั่งพักทานอาหาร ในย่ามบ่ายใต้เงามืดของเรือลำใหญ่สีดำ ทุกคนแยกกลุ่มลงนั่งเป็นวงเล็กๆหากก็ยังนั่งอยู่ใกล้กันเพื่อที่จะขโมยอาหารของเพื่อนได้ถนัดมือ ไคท์และรูฟัสนั่งอยู่วงเดียวกับนายเรือซาจิสผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในขณะนี้เนื่องจากผู้เป็นกัปตันไม่อยู่ ขนมปังสีขาวอบใหม่ๆก้อนใหญ่หอมกรุ่นอยู่ในมือลูกเรือทุกคน... นี่ก็เป็นอีกสิ่งที่เรือลำนี้แตกต่างจากลำอื่นๆ ปกติเขาจะให้ลูกเรือกินขนมปังดำที่ถูกกว่าและพองฟูในท้องมากกว่าขนมปังขาว มันเป็นอาหารของลูกเรือชั้นเลวที่ปกติจะกินกัน แต่นี่...กลับได้ขนมปังร้อนๆไวน์รสเลิศเติมได้ไม่อั้น มิน่าเล่า ชายฉกรรจ์เปี่ยมด้วยฝีมือเหล่านี้ถึงได้เคารพกัปตันตัวเล็กๆของเขานัก

            “อร่อยไหมไคท์” ชายหนุ่มสะดุ้ง เมื่อหันไปมองก็พบว่านายเรือนั่นเองที่เป็นคนเอ่ยถาม เขาพยายามที่จะตอบ แต่ต้องหลังจากกลืนคำนี้ลงคอไปก่อน

            “อร่อยครับ ร้อนๆ หอมฉุย น่าทานกว่าอาหารแห้งบนเรือเยอะเลย” มือหนักตบลงบนไหล่เขา

            “เช่นนั้นก็ดี”

            ดวงตาสีทองของผู้มาใหม่มองคนตรงหน้า เขาค่อนข้างจะอึดอัดด้วยคำถามในใจที่อยากจะเผยออกมา ไคท์ขมวดคิ้วแต่แล้วก็ตัดสินใจ... “ทำไมพวกท่านถึงยอมอยู่ใต้อาณัติของเด็กหนุ่มตัวเล็กๆคนเดียวอย่างเต็มใจอย่างนั้น เคยบ้างไหมที่มีใครคิดจะก่อกบฏบนเรือน่ะ”

            คนฟังเบิกตากว้างเพราะไม่คิดว่าเขาจะถามคำถามนี้ เป็นเวลาเดียวกับที่รูฟัสเผลอกลืนขนามปังไปคำโตจนรีบคว้าแก้วไวน์มาดื่มไม่ทัน

            “อืม...ตอบยากนะ แต่ข้าคิดว่าข้าพอจะตอบได้อยู่” ชายสูงวัยหัวเราะเบาๆ “ข้ารู้จักทั้งกัปตันแล้วก็คาร์ลิซดี...เรารู้จักกันมานานแล้ว ฉะนั้นโดยส่วนตัวข้าเองก็เห็นสองคนนั่นเป็นเหมือนลูกหลาน คงไม่สามารถทำอันตรายใดๆกับสองคนนั้นได้แน่” ดวงตาของเขาเป็นประกาย “แต่กับคนอื่นๆข้าก็พอรู้ว่าทำไมมันถึงไม่ทำกัน ไคท์ คนอย่างเจ้าคงรู้นะว่าอะไรคือสิ่งที่ใช้ปกครองคน ปกครองรัฐ”

            “อำนาจ คือสิ่งที่ผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐใช้ในการปกครองรัฐนั้นๆ” เขาตอบโดยทันที

            “ใช่ เจ้าพูดถูกในหลักตามตำรา แต่เจ้ารู้ไหมว่าหนทางที่จะได้มาซึ่งอำนาจนั้นมีอะไรบ้าง” เขายิ้มน้อยๆ “ใช่ว่าอำนาจจะมาจากความรุนแรงเสมอไป กับเรน เจ้านั่นไม่ได้ใช้อำนาจในการปกครองเช่นผู้มีอำนาจรัฐกระทำ เจ้านั่นสร้างอำนาจของตนเองมาจากความรัก ความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ เราทุกคนรู้ซึ้งถึงน้ำใจของเรนดี เราทุกคนทั้งรักและเคารพเรน ไม่สิ หากจะใช้คำว่าภักดีคงไม่ผิดนัก เราไม่ได้กลัวเรน ความกลัวไม่เคยใช้ปกครองคนได้ยาวนานเฉกรักและศรัทธา เจ้าคงเห็นว่าบ่อยไปที่จะมีหลายคนกล้าทะเลาะกับเรน นั่นเพราะเรารู้ว่ากัปตันของเราจะฟังเหตุผลทุกอย่างที่เราคิด ที่เราเกรงอำนาจของเจ้าตัวเล็กนั่น ก็เพราะเรารักในตัวเขาและเคารพในความดีของเขา ตราบเท่าที่เรนยังเป็นเรนเช่นนี้ เจ้าจงมั่นใจเถิดว่าไม่มีผู้ใดบนเรือลำนี้จะอาจหาญทำร้ายคนที่รักและเห็นคุณค่าของพวกมันในฐานะที่เป็นคนเหมือนๆกันได้”

            คนฟังนั่งนิ่ง... เจ้าตัวเล็กนั่นมีความสำคัญกับทุกคนมากเพียงนี้เชียวหรือ...

            “ดูอย่างเจ้านั่นสิ” ซาจิสชี้ไปที่ลูกเรือรูปร่างผอมผิวสีซีดคนหนึ่งเขาหันมายิ้มน้อยๆ “ เฮ้ คานน์ ข้าเล่าเรื่องของเจ้าให้ไคท์ฟังได้ไหม ” เจ้าตัวพยักหน้าก่อนเดินมานั่งลงข้างๆชายหนุ่ม

      “ครั้งหนึ่งเจ้านี่เคยติดยา...พวกยาสูบที่สกัดจากยางของดอกไม้...ก็ ฝิ่นน่ะแหละ รู้จักไหม” ไคท์พยักหน้า “เดิมมันเป็นลูกเรือของนายใหญ่...พ่อของเรน มันเป็นคนที่อยู่ในวินัยดีมากๆ แต่แล้ววันหนึ่งหลังจากกลับจากทะเล มันไปที่บ้านแล้วก็พบจดหมายทิ้งไว้จากโจทก์เก่าว่าจับเอาตัวลูกเมียมันไป ทีนี้เจ้านั่นก็สิ้นหวัง ตีโพยตีพายใหญ่เพราะคนที่จับลูกเมียมันไปน่ะ ได้ชื่อว่าโหดเหี้ยมมาก ถ้าจับตัวคนไปจะไม่มีวันได้เจอหน้ากันอีก มันก็ยิ่งเครียดหนักเพราะลูกเมียมันอาจจะโดนส่งเข้าตลาดข้าทาสก็ได้...”

            “ใช่” คานน์สำทับ “ตอนนั้นข้าเหมือนมืดแปดด้าน ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ก็ได้แต่ใช้ฝิ่นหลอกตัวเอง ใช้มันหลีกหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง ตอนนั้นนายน้อยก็มาหาข้าที่โรงฝิ่น เขายืนนิ่งๆจ้องหน้าข้าที่สติลางเลือนเต็มทีแล้วพูดว่า ‘หากเจ้าไม่คิดจะไปช่วยครอบครัวของเจ้า ใครเขาจะไปช่วย’ ข้าก็ตอบไปว่ามันหมดหวังแล้ว ไม่มีทางที่ลูกเมียจะกลับคืนมาได้ ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงเลย นายน้อยตบข้าจนหน้าหัน ข้ายังจำคำพูดได้แม่นเลยนะ ที่นายน้อยพูดว่า ‘หากข้าพาครอบครัวของเจ้ากลับมาได้ เจ้าจะสัญญากับข้าไหมว่าจะมอบชีวิตของเจ้าให้เป็นของข้า’ ข้าก็เออออไป เพราะไม่คิดว่านายน้อยจะทำได้”

            เขาหัวเราะเบาๆเมื่อคิดถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น “ครึ่งเดือนผ่านไป ข้าก็ยังคงอยู่ในโรงฝิ่น ไม่รู้ข่าวคราวภายนอกจนกระทั่งนายน้อยกลับมา หน้าห้องที่ข้านอนอยู่ มีร่างผอมๆของลูกชายและเมียอยู่ตรงนั้น ข้าเก็บความดีใจไว้ไม่อยู่ แทบจะร้องไห้ออกมาเสียตรงนั้น พอเงยหน้าก็เห็นนายน้อยยืนอยู่ ในชุดตัวเก่งซึ่งเปื้อนเลือดเป็นดวงสีน้ำตาลจางๆ ดูนายน้อยอิดโรยเหลือเกิน แต่ถึงกระนั้นนายน้อยก็ยังบอกกับข้าว่า ‘จากนี้ไปชีวิตเจ้าเป็นของข้า เลิกฝิ่นซะ นี่คือคำสั่งจากเจ้าชีวิตของเจ้า’ ตอนนั้นข้าก็พยักหน้ารับ...”

            “ข้าใช้เวลาเลิกฝิ่นอยู่ไม่นาน จึงได้รู้ความจริงทั้งหมด ตั้งแต่วันที่นายน้อยเข้าไปหาข้าที่โรงฝิ่น ตกเย็นนายน้อยก็ออกเดินทางกับคนติดตามเพียงสามคน แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือคาร์ลิซ นายน้อยติดตาม เสาะแสวงหาข่าวสารของพวกนั้น จากทุกแหล่ง ท้ายที่สุดท่านก็ตามเจอ... และปลดปล่อยลูกเมียข้าออกมา ยิ่งไปกว่านั้นนายน้อยยังเอาหัวพวกมันดองใส่โหลกลับมาให้ทางการแล้วเอาเงินค่าหัวนั้นให้ครอบครัวข้า เพื่อใช้ในการตั้งตัว... เมียข้าได้เปิดร้านอาหารเล็กๆ ลูกชายข้าได้ไปเรียนหนังสือกับเพื่อนๆ และข้าก็ได้กลับมามองโลกแห่งความเป็นจริงอีกครั้ง...”

            ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยหยาดน้ำใสหล่อรื้น “เพราะนายน้อย...ข้าถึงมีชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ พอวันที่นายใหญ่จากพวกเราไปข้าก็ปฏิญาณกับตนเองว่าจะไม่มีวันปล่อยให้นายน้อยเดียวดายเด็ดขาด ต่อให้ทางที่นายน้อยเดินไปมันจะไปสุดที่นรกอเวจี ข้าก็จะตามไป หากมีใครเอาดาบฟาดฟันใส่ ข้าก็พร้อม ที่จะเอาร่างของตัวเองเป็นโล่ ชีวิตนี้ตายไปแล้วครั้งหนึ่งและเกิดมาอีกครึ้งด้วยความกรุณาของนายน้อย จะอยู่ จะตายก็เพื่อนายน้อยเท่านั้น...”

            ไคท์นิ่งอึ้ง ไม่กล้าเอ่ยคำใดๆลอดไรฟัน นั่นเป็นเพราะเขาได้ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กหนุ่มหน้าหวานคนนี้ ที่มีต่อชีวิตและจิตใจของทุกคนบนเรือลำนี้ดีขึ้น สายใยความผูกพันนั้นแน่นเหนียวเสียยิ่งกว่าเส้นเหล็กกล้า เขาเพิ่งได้เรียนรู้บางอย่างที่อยู่นอกเหนือตำรา... ความกลัวมิอาจทำให้คนเคารพได้ฉันท์ใด แส้หนังก็มิอาจฝึกพยัคฆ์ได้ดีเท่าอุ้งหัตถ์อันอ่อนนุ่มฉันท์นั้น...



            “ เข้ามาสิเรน คาร์ลิซ” เมธัสเอ่ยเชื้อเชิญแขกทั้งสองให้เดินเข้ามาภายในห้องลับของเขา เด็กหนุ่มทั้งคู่มองซ้ายขวาอย่างไม่ไว้วางใจก่อนที่จะเดินก้าวลงบันได

            “เมธัส” คาร์ลิซเอ่ย “ที่นี่คงไม่มีกลไกอะไรอีกใช่ไหม”

            ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “ไม่มีหรอก ข้าปิดระบบมันเอาไว้...” คนตัวสูงถอนหายใจ นี่ถ้าไม่ปิดระบบแล้วพวกเขาคงตายตั้งแต่บันไดขั้นแรกแน่ๆ

            เมื่อขั้นบันไดสิ้นสุดลงเสียงฝีเท้าก็เงียบสนิท เมธัสเดินวนรอบห้องจุดตะเกียงเจ้าพายุเก่าๆทั้ง ๕ ดวงซึ่งมีคราบน้ำมันจับอยู่ แสงจากตะเกียงบันดาลให้ห้องทั้งห้องสว่างจ้าภายในพริบตาจนสายตาที่ชินกับความืดต้องหรี่ลง ทั้งสองต้องยกมือบังหน้าตนเองไว้พักใหญ่ๆ ห้องนี้เต็มไปด้วยข้าวของมากมาย ทุกมุมของผนังจะมีตู้หนังสือ ที่พื้นก็มีกล่องไม้ต่างขนาดวางซ้อนกัน ที่โต๊ะตัวใหญ่ปรากฏกระดาษบางอย่างสีเหลืองคร่ำคร่าหากยังไม่กรอบกางแผ่อยู่เต็มพื้นที่โต๊ะ เรนเดินเข้าไปใกล้ ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายชั่วครู่ก่อนหายวับไปคล้ายเป็นมายา

            มือเล็กลูบกระดาษนั้นแผ่วเบายิ่ง มันเป็นแผนที่โลกทั้งโลกอย่างละเอียด ยิ่งไปกว่านั้นยังมีบันทึกว่าโบราณสถานสำคัญนั้นอยู่ที่ใด แห่งอันตรายใดอยู่จุดไหน และอื่นๆอีกมายมาย...ทั้งหมด ถูกบันทึกด้วยลายมือของคนๆเดียว ริมฝีปากบางมองของตรงหน้าแล้วก็เม้มแน่น สายตาพลันจับไปที่มุมล่างซ้ายของแผ่น มีลายมือหวัดๆเขียนเอาไว้ว่า

อ. เธียรัสต์


            “พ่อ...” นั่นเป็นคำแรกที่หลุดออกมาจากปากของผู้เป็นกัปตันแห่งโอเชี่ยนซีรีนนับแต่วินาทีที่เหยียบห้องนี้ “พ่อบันทึกสิ่งนี้ไว้รึเมธัส”

            “ใช่ เขาสั่งว่าให้เอาแผนที่นี้มอบให้เจ้า ลูก...เพียงคนเดียวของเขา” ชายหนุ่มม้วนอย่างระมัดระวังแล้วใส่กล่องเหล็กทรงกระบอกดังเดิม “เขาบอกอีกว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเจ้าแน่ๆ” มันถูกส่งให้เรน

            คนรับช้อนตามองชายตรงหน้าก่อนกอดสิ่งนั้นไว้หลวมๆ “ขอบคุณท่านมาก เมธัส...”

            “แล้วก็มีนี่อีก...” วงเวียนอันใหญ่สีทองในกล่องบุกำมะหยี่ดูคร่ำคร่าหากเพียงปราดเดียวก็ทำให้รู้ได้ว่าค่าของมันนั้นมากกว่าสิ่งที่เห็นภายนอกยิ่งนัก “ของพ่อเจ้า เขาให้เอาไว้ใช้คู่กับแผนที่” คาร์ลิซรับสิ่งนั้นมาแทนหลังจากที่เดินเอาคบไปปักที่ผนัง

            ดวงตาสีฟ้าใสของเขามองเพื่อนคู่หูด้วยความอ่อนโยน “นายท่านอุษมันเป็นคนที่น่าเคารพยกย่อง ทุกๆคนรักเขามาก ไม่มีใครเลยที่จะกล้าหาญหักน้ำใจท่าน...” มือใหญ่วางลงบนศีรษะอีกฝ่ายเบาๆ “เจ้ามีพ่อที่ดีนะเรน”

            “ใช่” เสียงที่ตอบสั่นเครือ “ท่านเป็นพ่อที่ดี พ่อ...ที่ให้ชีวิตข้า ข้ารักท่านประหนึ่งพ่อที่ให้กำเนิด...แต่พวกนั้นมันก็พรากพ่อไปจากข้า ชีวิตที่ข้าเคยคิดว่ามันจะสงบสุขกลับมลายไปต่อหน้า ซากเรือที่ลุกเป็นไฟ ร่างพ่อที่ชุ่มไปด้วลเลือด ถึงกระนั้นพ่อก็ยังถาม...ว่าข้าซึ่งรออยู่ที่บ้านเบื่อไหม” น้ำใสหยาดลงจากหางตา “พ่อจับมือข้าไว้...ฝากทุกๆคน บอกว่าอย่าแก้แค้น แล้วพ่อก็ตาย... ข้ายอมเป็นลูกทรพีผิดคำสั่งเสียทุกท้ายของพ่อ วินาทีที่ร่างพ่อลงไปนิทราใต้ทะเลข้าก็สาบานต่อมหาเทพ” ดวงตาสวยโศกเป็นประกายกล้า

            “ ว่าข้า...จะประหารมันทั้งหมดด้วยมือนี้เอง!!! ”

            “เรน...” เมธัสอุทาน เขามองเด็กหนุ่มแล้วก็ถอนหายใจยาว “ข้าเข้าใจความรู้สึกของนายท่านอุษมัน และก็เข้าใจความรู้สึกของเจ้าดี แต่เจ้ารู้ไหมว่าที่ทำอยู่มันอันตรายยิ่งนักเด็กน้อย.... คาร์ลิซ...” คนถูกเรียกหันมอง “ฝากเรนด้วย ดึงๆมันไว้ เจ้านี่ใจร้อน...ผิดกับหน้าตาไปเยอะ”

            “แล้วมันเกี่ยวอะไรกะหน้าข้า” เรนเอ่ยเสียงเข้ม “ที่หน้าผากมันมีคำว่า ‘คนดีไม่มีหมอง’ เขียนอยู่รึอย่างไร” ชายทั้งสองหัวเราะเบาๆ

            “ไม่ใช่” เมธัสยิ้ม “เอาล่ะ มาถึงเรื่องที่พ่อเจ้าฝากไว้ให้ดีกว่า เจ้าเห็นไหมว่าในแผนที่จะมีตำแหน่งของโบราณสถานมากกว่าสิ่งอื่น” คนฟังพยักหน้า “พ่อเจ้า....เขาจะให้เจ้าหาของสิ่งหนึ่งให้เขาหน่อย”

            “อะไร?”

            ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “บันทึกปราชญ์ทั้งเจ็ดที่เป็นผู้ก่อตั้งสภาปราชญ์ หน่วยการปกครองสูงสุดของโลกนี้”

            เรนและคาร์ลิซมองหน้าฝ่ายตรงข้าม ดวงตาทั้งสองเป็นประกาย “แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนคือบันทึกปราชญ์ล่ะครับ” เด็กหนุ่มร่างสูงเอ่ยถาม

            “ก็นั่นแหละ...นั่นคือเงื่อนไขที่พ่อเจ้าตั้งเอาไว้” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏบนใบหน้าชายเจ้าของร้านเหล้า “พ่อเจ้าบอกว่าถ้าจะหาบันทึกจริงๆสิ่งที่เจ้าจะต้องมีบนเรือก็คือ...”

            “คือ...”

            “ ผู้ใช้เวท ”

            เรนอ้าปากค้างก็เพราะเขาไม่รู้จักใครเลยที่เป็นพวกผู้ใช้เวท ส่วนใหญ่ที่เขารู้จักก็มักจะเป็นข้าราชการฝ่ายการปกครอง ฝ่ายทหาร หรือว่าฝ่ายการเมือง ส่วนพวกที่ใช้เวทก็... เขาตวัดตามองเพื่อนซี้ที่ยืนอยู่ข้างๆแล้วยิ้มน้อยๆแต่เพียงมุมปาก “แล้วพวกที่...ใช้เวทแบบ ไม่ใช่เวทบริสุทธิ์เป็นเวทสายประยุกต์อย่างพวก... ‘นักรบเวท’ ใช้งานได้ไหมเมธัส” คนตัวสูงมองอีกฝ่ายตาเขียวปั้ด แต่ดูท่ามันจะไม่สนใจสักเท่าไหร่

            ชายตาเดียวฟังแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว “เจ้าไปรู้จักพวกนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่กันเรน...”

            “เอาน่า...ตอบข้ามาที” เขาผิวปากอย่างอารมณ์ดี

            ชายหนุ่มส่ายศีรษะ “อืม...เกรงว่าจะไม่ได้น่ะสิ” สิ้นเสียงเด็กหนุ่มทั้งสองก็ถอนใจยาวด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกัน

            “โล่งอก...”

            “แหม...เสียดาย” ผู้เป็นกัปตันบ่น “ไม่อย่างนั้นนะก็ไม่ต้องเสียเวลาไปหาไกล ใช่ไหมคาร์ลิ” คนเล่าก็ยังไม่เข้าใจเรื่องที่อีกฝ่ายพูดอยู่ดี “เอาเต๊อะ” เขาโบกมือ “เดี๋ยวเรื่องนี้ข้าจัดการเองได้ ตอนนี้ก็เบื่อๆขี้เกียจแก้แค้นอยู่ หาอะไรทำแก้เซ็งก็ดีเหมือนกัน”

            ทั้งสามอยู่คุยกันในห้องนั้นอีกพักใหญ่ๆก่อนที่จะเดินออกมาด้วยทางลับอีกทางหนึ่งซึ่งเชื่อมกับประตูหลังของร้าน ท้องฟ้าเบื้องนอกเป็นสีม่วงเข้ม ความมืดค่อยๆโรยตัวทีละน้อย จันทร์เสี้ยวกระจ่างอยู่บนฟากฟ้า หมู่ดาราเผยตนให้แก่คนเดินทางได้ยล สายลมเย็นโบยโบกพากลิ่นเกลือต้องนาสิก ดวงตาดำขลับมีประกายสดใสเฉกเกล็ดแก้วบนฟ้าดังเดิม เสียงหัวเราะประสานดังสะท้อนในตรอกเล็กๆ เด็กหนุ่มร่างสูงมีกล่องต่างขนาดวางซ้อนกันในอ้อมแขนสูงท่วมหัว ข้างในนอกจากจะเป็นหนังสือที่เรนขอมาจากอดีตลูกเรือของพ่อแล้วก็ยังเป็นของจุกจิกอีกมากมาย ในตอนนี้รู้สึกว่าเหมือนตัวเองถูกหลอกให้มาเป็นเด็กถือของอย่างไรก็ไม่รู้

            “เรน...” เมธัสบีบบ่าเล็กไว้แน่น “จะทำอะไรระวังตัวนะ ข้าไม่คิดที่จะห้ามเจ้าหรอกเพราะรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์...” ใบหน้างามเกินบุรุษของผู้เป็นกัปตันยิ้มละมุน “หากเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรจาก ‘พวกเรา’ ก็ขอให้เอาสิ่งนี้ยื่นให้กับคนที่อยู่ในที่ๆมีตราแบบเดียวกับสิ่งนี้ เขาจะช่วยเจ้าได้ทุกอย่าง” ของบางอย่างถูกยัดใส่มืออีกฝ่ายรวดเร็วและเขาก็เก็บมันเข้าใต้เสื้อทันที

            “ขอบคุณท่านมากเมธัส...ข้าขอตัวก่อน” เขาเดินนำคนข้างหลังโดยมีเสียงโอดครวญของผู้ที่เป็นเบ๊แบกของดังเป็นระยะให้อีกฝ่ายแบ่งเอาภาระไปบ้าง เมธัสเห็นเรนหยุดยืนแล้วคว้าเอากล่องที่เล็กที่สุดมือถือไว้ก่อนวิ่งหายลับไปปล่อยให้อีกฝ่ายด่าเสียงดังตลอดทาง ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ... หนทางข้างหน้าของเรน เธียรัสต์ นั้นแย่เสียยิ่งกว่าความมืดมิด... เพราะในความมืดเรายังพอรู้ว่าตัวตนของเราเป็นอะไรหากจิตเราสงบ แต่กับความว่างเปล่าที่รอเขาอยู่เล่า... เด็กทั้งสองจะทำอย่างไร มือใหญ่แตะตาข้างที่หายไปเบาๆ ความผิดมหันต์ที่เคยก่อนั้นยากที่จะลบล้างได้ด้วยชีวิตเขาเพียงชีวิตเดียว แต่นายน้อยของเขาเคยละเว้นชีวิตเขาไว้ครั้งหนึ่ง เพียงลูกตาข้างเดียวเท่านั้นที่ถูกขอไป... เพื่อแลกกับชีวิตใหม่ และก็ลูกตาข้างเดียวนั่นแหละที่ทำให้เขายอมตายแทนนายน้อยคนนี้ได้อย่างไม่ลังเล!!!



             เวลาผ่านไปหลายชั่วโมงจน กระทั่งดวงเนตรแห่งจันทราเทพลอยเลื่อนสู่จุดสูงสุดของฟากฟ้า บนเรือลำใหญ่เงียบสงัด มีเพียงเสียงฮัมเพลงของคนตัวเล็กที่นอนอยู่บนดาดฟ้าเท่านั้น เส้นผมยาวถูกมัดเป็นหางม้าแผ่ไปบนพื้นยังคงเปียกชื้นจากการสระ เขาอาบน้ำเปลี่ยนชุดให้รู้สึกสะอาดสะอ้าน เสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีนวลถูกคล้องทับไว้ด้วยเชือกผูกจี้หินสีดำแปลกตา เสื้อคลุมตัวยาวสีแดงถึงครึ่งหน้าขาสีเลือดนกถูกตัดให้เข้ารูปสะดวกต่อการเคลื่อนไหวแผ่ชายออกไปด้านข้าง ขณะที่ขาหนึ่งก็ชันขึ้นและใช้อีกข้างไขว่ห้างไว้อย่างสบายอารมณ์ กางเกงหนังชั้นดีสีน้ำตาลเข้ากับบู๊ตดำทำให้คนใส่ดูภูมิฐาน แต่เสื้อผ้าดีๆที่ใส่มาก็ดูหมดราคาด้วยท่านอนเหมือนพวกกุ๊ยข้างถนนของคนสวม...

            เรนนอนเล่นอย่างสบายใจให้สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้าโดยไม่รู้ว่ามีสายตาคู่หนึ่งจับจ้อง...



            ปัง!!! เสียงเหยือกเบียร์ทำจากโลหะกระแทกโต๊ะดังจนทั้งร้านเงียบกริบ

            เพียงชั่วครู่ คนบริการที่ชะงักไปก็เดินขวักไขว่ “ นี่ใจคอพวกเจ้าจะไม่มีใครห่วงกัปตันเลยรึอย่างไร ทิ้งกัปตันไว้ที่เรือคนเดียวอย่างนั้นน่ะ ” ซาจิสกุมขมับเพราะดูหน้าแต่ละคนแล้วท่าทางมันจะไม่ยอมรับรู้อะไรอีกต่อไป

            ในร้านเหล้าใหญ่ลูกเรือกว่าสามสิบนั่งกระจายกันไปตามมุมต่างๆโดยมีสาวสวยบริการอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง บ้างก็พากันขึ้นไปข้างบนเพื่อหาความสำราญ... นายเรือสูงวัยรู้ว่ากัปตันของเขาเข้าใจธรรมชาติของพวกนี้เป็นอย่างดีว่าออกทะเลนานๆแล้วมันจะเกิดอาหาร... ‘โหยหา’ ไออุ่นจากสตรีอยู่ เวลาเอาเรือเทียบท่าทีไรกัปตันถึงต้องเปลืองเงินเรียกหญิงบริการมาให้พวกเขาทุกครั้งไป แล้วกัปตันก็ไม่ยอมมาสังสรรค์ ไม่ยอมมาดื่ม ร้องจะเฝ้าเรือคนเดียวแล้วให้พวกเขาเอาเหล้ามาฝากตอนกลับเท่านั้น ทุกครั้งไม่เคยมีเรื่อง แต่ครั้งนี้มันรู้สึกแปลกๆ เหมือนว่าจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น

            เขามองไปรอบตัวๆก็เห็นสภาพที่น่าอดสูของลูกเรือโอเชี่ยนซีรีนที่แสงจะเก่งกาจ เมื่อเหล้าเข้าปากเมามายได้ที่ จากโจรสลัดที่น่าครั่งคร้ามก็ดูคล้ายคณะปาหี่มายากล หรือพวกละครสัตว์ร่อนเร่ไปเสียนี่

            “แล้วนี่ไม่มีใครคิดจะไปอยู่กับกัปตันเลยเรอะ...”

            “ คาร์ลิซไง ” เสียงคนหนึ่งตะโกนแทรก

            “ถ้าเจ้านั่น...” พอจะพูดเขาก็ต้องถอนหายใจ “หลับอยู่ข้างบนน่ะ กัปตันสั่งให้ข้าเอายานอนหลับให้มันกินซะ แล้วกัปตันก็จัดการเลือกสาวสวยผมแดงทิ้งไว้ให้มันในห้องคนนึง กัปตันบอกว่าจะให้คาร์ลิซมันทำตัวเป็นนักบวชไม่แตะต้องผู้หญิงอย่างนี้ไปเรื่อยๆไม่ได้ เกิดมันเปลี่ยนรสนิยมมาชอบผู้ชายด้วยกันแล้วพวกเราจะเดือดร้อน...”

            เสียงลูกเรือทั้งร้านหัวเราะประสานกันดังลั่นไปข้างนอกจนคนเดินผ่านไปมานึกว่าข้างในมีการแสดงของตัวตลก “ กัปตันเจ๋งว่ะ จริงไหมพวกเรา!!!! ”

            “ เฮ!!!!! ”

            “ งั้น...ขอดื่มให้กัปตัน คนที่ปราดเปรื่อง ร้ายกาจ โหด และเจ้าเล่ห์ที่สุดในโลกหนึ่งเหยือกเต็มๆ!!! ”



             เคร้งๆๆ!!!!! เสียงเหยือกโลหะกระทบกันดังติดๆกัน

            แล้วเสียงดนตรีในร้านก็บรรเลงขึ้นอีกครั้ง นายเรือสูงวัยส่ายศีรษะ ไม่มีทางเสียล่ะที่จะให้กัปตันอยู่คนเดียว แต่ครั้นเขาจะไปดูเองก็เกรงว่าจะไม่มีใครคุมเจ้าพวกละครสัตว์นี่อยู่น่ะสิ... แล้วสายตาคมกริบเฉกเหยี่ยวก็แลกวาดไปทั่วร้าน...



            “ ม่าว...ว..ว.. ” คนที่นอนอยู่หันไปตามเสียงนั้นโดยทันทีที่ได้ยินมันดังอยู่ข้างๆหู ในความมืดมิดกลับปรากฏแสงสะท้อนจากอะไรบางอย่างเป็นสีอำพันสวย

            “เหมียว...เมี้ยวๆๆๆ มานี่ลูกเร็ว มานี่เด็กดี” เขาตวัดตัวลุกขึ้นนั่งรวดเร็วพลางทำท่าชักชวนให้ผู้มาใหม่เข้าใกล้ มันชั่งใจอยู่ชั่วครู่จังค่อยๆก้าวย่างออกมาจากกำบังธรรมชาติ เรนเบิกตากว้างด้วยวามเอ็นดูที่มีต่อสัตว์สี่เท้าขนปุยหูแหลมตาคมตัวนี้ มันเป็นแมวลายเสือสีส้มที่ตัวใหญ่พอสมควร จมูกของมันยาวรับกับดวงตากลมโตใสทำให้ยิ่งดูหลักแหลม มันย่อขาหน้าเอาหัวถูไถกับขาของอีกฝ่าย

            “อะไรกันพ่อคุณ นี่ใจคอจะยึดตัวข้าเป็นของเจ้าเลยรึ...อึ๊บ..” เขาต้องใช้แขนทั้งสองข้างยกเจ้าตัวใหญ่ขึ้นมาวางบนตัก มันจ้องหน้าอย่างแสนรู้ “แล้วนี่บ้านอยู่ไหนกัน ทำไมถึงขึ้นมาบนเรือข้า ข้าไม่มีปลาให้กินหรอกนะ มีมันก็ดิบจะจุดเตาตอนนี้ก็ลำบาก

            “ ม่าว...ว..ว..ว. ” เสียงร้องดังแสบแก้วหูก่อนที่มันจะไซ้หัวไปแก้มของเรน

            “รู้แล้วๆ ขี้อ้อนจริงเรานี่” เขากอดแมวส้มไว้แน่นราวเด็กน้อยกอดตุ๊กตาตัวโปรด ก่อนเอนกายลงนอนตามเดิมแล้วใหมันนอนบนอก มือหนึ่งหนุนศีรษะเอาไว้ “นี่เจ้ารู้ไหมว่าจันทร์เต็มดวงเป็นอะไรที่ข้าไม่ชอบเอาเสียเลย” ดวงตาสีอำพันมองตรงมายังคนพูดราวกับเข้าใจในทุกสิ่งที่อีกฝ่ายเอ่ย

            “แสงจันทราสวยก็จริง แต่มันก็ทำให้เหล่าดาราที่งดงามของข้ามัวหมอง อีกอย่าง...” เสียงที่เจื้อยแจ้วแผ่วลง “จันทร์เพ็ญทำให้ผู้ที่ประสงค์ร้ายแฝงตัวได้ไม่ดีนัก ทำให้ข้าไม่สนุกเวลาที่จะเล่นกับเจ้าพวกนั้น”

            “ ม่าว..ว..ว..ว ” เจ้าตัวใหญ่ร้องรับก่อให้เกิดเสียงหัวเราะดังก้องไปในความเวิ้งว้างของท้องทะเล

            “ฮ่าๆๆๆ เจ้านี่คิดจะเป็นลูกคู่ของข้าหรืออย่างไรกันเจ้าตัวอ้วน” คนโดนเรียกว่าอ้วนค้อนปะหลับปะเหลือกจนต้องรีบเปลี่ยนคำพูด “จ้าๆๆ ไม่อ้วนๆ พ่อสุดหล่อ...เจ้าจะมาอยู่กับข้าไหม”

            มันค่อยๆกระเถิบเข้ามาใกล้แล้วไซร้หัวกับใบหน้าอีกฝ่าย “รู้แล้ว...ถ้าเจ้าอยู่นี่เจ้าจะต้องเจอน้ำนะ รอบตัวเจ้าจะเป็นทะเลๆๆๆ ที่ตกไปแล้วเจ้าต้องตายนะ” ต่างคนต่างก็จ้องหน้าอีกฝ่าย....ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในความเงียบครู่ใหญ่

            “ม่าว”

            “แน่ใจนะ...” เจ้าตัวใหญ่นอนหลับตาพริ้มแทนคำตอบ “อย่างนั้นก็ต้องตั้งชื่อเจ้าเสียแล้ว เอาชื่ออะไรดีล่ะ ชื่อเจ้าส้มดีไหม” มันเบิกตาโพลงจ้องนายใหม่ด้วยสายตาดูถูก “ไม่ต้องเลยอย่ามามองกันอย่างนั้น อย่าด่าข้าว่าข้าไม่มีฝีมือในการตั้งชื่อ นี่ข้าก็ไล่ทีละชื่อๆให้เจ้าแล้วไง” คนพูดฉุนนิดๆที่โดนแมวดูถูก

            “ถ้าเก่งจริงก็พูดชื่อออกมาเองสิวะ” สัตว์เลี้ยงของผู้เป็นกัปตันทำท่าคล้ายถอนใจก่อนหลับตาลงอีกครั้งหนึ่ง “ชื่ออะไรดี...สุดหล่อ..เวลาเรียกก็แสลงปากพิกล จะเรียกว่าไอ้อ้วนกลมก็...”

            “ ม่าวววว!!!!! ” ยังไม่ทันจะพูดจบดวงตาสีอำพันก็เบิกกว้าง เรนมองแล้วก็นึกได้

      “ ใช่เลย!!! ” เขาผุดลุกรวดเร็วจนเจ้าตัวที่นอนอยู่บนอกต้องเผ่นแผล็วมานอนข้างๆ “ตาเจ้าสีอำพัน เจ้าชื่อแอมเบอร์ดีไหมเจ้าตัวดี”

            มันมองอย่างชั่งใจแล้วก็...

            “ม่าว..ว..ว.” หัวใหญ่ก็พิงเข้ากับขาของอีกฝ่ายโดยเร็ว

            “ดีๆๆๆ” เสียงอุทานดังก้องขณะที่เจ้าแอมเบอร์ถูกยกตัวลอยและวางลงบนตักอีกฝ่าย “จากวันนี้ไปเจ้าชื่อแอมเบอร์ เป็นลูกเรืออีกคนหนึ่งของเรือลำนี้รู้ไหม” มันครางเบาๆแล้วก็ค่อยๆย่อตัวลงนอน

            มือเล็กเกาคางด้วยความอ่อนโยน แมวสีส้มหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข... คนตัวเล็กกระซิบ “เจ้าเป็นแมวฝีเท้าเบาแสนเบา แต่เจ้าพวกที่อยู่ข้างนอกสิ ตีนหนัก ถ้าจะคิดล่าเหยื่อก็อย่าหวังเลยเนอะ เหยื่อตื่นหมด..”



            “ อยู่โยงเฝ้าเรือคนเดียวรึพ่อหนุ่ม คนอื่นๆหายไปไหนหมดเสียเล่า ” เสียงแหบดังขึ้นจากกราบเรือด้านซ้าย เรนค่อยๆเอี้ยวคอมองน้อยๆแล้วก็หันหน้าไปนั่งจ้องอีกฝ่าย คนพูดเป็นชายชราถือไม้เท้าสวมหมวกกลมแนบศีรษะ เขาใส่เสื้อคลุมทำจากไหมสีเขียวชั้นเลิศที่มันระยับจนแสบตา เบื้องหลังเขามีชายฉกรรจ์ร่างสูงกว่า ๑๐ คนยืนอยู่ บ้างก็ถือพลอง ถือดาบ ตุ้มหนามและอื่นๆอีกมากมายที่คนมองไม่สนใจ

            “เขาก็ไปหาความสุขแบบคนโตๆกันน่ะสิลุง ข้ายังเด็กกัปตันไม่ให้ข้าไป” เรนแสร้งตอบแบบพาซื่อ

            “เช่นนั้นรึ แล้วกัปตันเจ้าเขาอยู่ที่ไหนเล่า”

            “ก็อยู่กะพวกนั้นแล้...” คนฟังนึกในใจ กัปตันของข้าไม่มีเพราะข้านี่แหละที่เป็นกัปตัน พูดอย่างนี้ก็ไม่ถือว่าโกหก... “กัปตันบอกว่าอยากให้พวกนั้นมีความสุขกัน เลยจัดสาวๆไว้ซะเพียบ” นี่ก็ไม่ได้โกหก เขาหาสาวสวยไว้บริการจริงๆนี่นา...

            “แล้วเจ้ารู้เรื่อง ‘กุญแจ’ ของบันทึกปราชญ์ไหม”

            ดวงตาสีดำขลับเป็นประกายเพียงชั่วครู่ก่อนกลับมาเป็นแบบเดิม เด็กหนุ่มทำหน้าฉงน “ลุงพูดอะไรข้าไม่รู้เรื่องอะ” เขาเกาหัวน้อยๆก่อนลุกขึ้น แมวอ้วนที่นอนอยู่จึงต้องกระโดดลงพื้นแล้วโก่งตัวบิดขี้เกียจหาวปากกว้าง “ไม่เห็นกัปตันพูดเรื่องนี้กับพวกเราเลยนะ” ...นี่ก็ไม่ได้โกหก ข้ายังไม่ได้บอกเจ้าพวกนั้นเสียหน่อย

            “เช่นนั้นรึ...” เขาพึมพำ “ เฮ้ย ค้น!!!! ”



             เปรี้ยง!!!!! กระสุนนัดหนึ่งถูกยิงไปข้างหน้าพาให้หมวกทรงกลมของเขาตกลงไป ชายทั้งหมดชะงักอยู่กับที่


            ควันขาวลอยตัวเป็นสายอย่างเอื่อยๆ ที่ปลายประบอกปืนพก มือเล็กจับด้ามปืนที่ดุนลายอ่อนช้อยไว้ด้วยมือเดียว มั่นคง มืออีกข้างล้วงกระเป๋ากางเกงอย่างสบายๆ ใบหน้างดงามปรากฏรอยยิ้มน้อยๆเพียงมุมปาก สายลมพัดแรงจัด เส้นผมดำปลิวตาม ชายเสื้อนอกสีแดงเข้มสะบัดเป็นเสียงดัง

            “ที่นี่เป็นเขตของข้า คงจะให้เข้าเยี่ยมชมกันง่ายๆไม่ได้แน่” เด็กหนุ่มมองตรงไปยังชายสูงวัย มือทั้งสองของเขากุมไม้เท้าด้ามจับทองรูปแกะตัวผู้เขาโง้งไว้มั่น

            ผู้บุกรุกหัวเราะเบาๆในลำคอ “ฝีมือร้ายกาจมิใช่ย่อย...จิตสังหาร รังสีอำมหิตปิดไว้ได้หมดจนข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะยิงปืนมา”

            “ชมกันเกินไปแล้วท่านลุง” เขาเก็บมันเข้าซองซึ่งรัดไว้กับเข็มขัด “ก็ช่วงนั้นท่านไม่ได้ตั้งตัว ฝีมือข้าก็ไม่เอาไหน ทำได้อย่างมากก็แค่ยิงหมวกท่านตกทะเลไป ถ้าข้าเก่งจริงข้าก็ยิงหน้าผากท่านไปแล้วสิ จริงไหม”

            คนฟังรู้...ตนเองประเมินเด็กหนุ่มตรงหน้าต่ำไป ไม่สิ ต่ำไปมาก เขาที่เป็นลูกเรือของโอเชี่ยนซีรีนย่อมมีฝีมือร้ายกาจไม่เบาอยู่แล้ว การเอามาตรฐานของลูกเรือที่เป็นเด็กหนุ่มคนอื่นมาวัดเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ดวงตาคู่นั้นเหมือนจะท้าทายเขาอยู่มิใช่น้อย แววตาแบบนี้มันเป็นของผู้ที่เห็น...และผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน!!!!

            “ข้าสงสัยนัก...” ผู้มาเยือนเอ่ย “หากข้าจับตัวเจ้าไปเป็นข้อต่อรอง...แล้วส่งชิ้นส่วนอวัยวะมาทุกวัน...ทุกวัน กัปตันเจ้าจะยอมมอบสิ่งที่ข้าต้องการให้ข้าไหมหนอ...”

            “ ไม่ ” เสียงปฏิเสธทันควัน “กัปตันไม่มีทางที่จะมอบของสิ่งนั้นให้ท่านเด็ดขาด แต่เขาจะมอบอย่างอื่นที่น่าหฤหรรษ์ให้แทน...”

            “อะไรล่ะ”

            เขาโค้งทำวามเคารพสง่างามเฉกผู้ที่อยู่ในราชสำนัก “ท่านจะมอบความตายที่แสนจะหฤหรรษ์ให้พวกท่านเองน่ะสิ”


            “ ฮ่าๆๆๆๆๆๆ ” คนทั้งกลุ่มหัวเราะดังก้อง

            ชายชรากระแทกไม้เท้าสองสามทีเสียงนั้นก็เงียบลง “แล้วเจ้าเล่า หนุ่มน้อย เจ้าจะลองให้เราได้ลิ้มรสความตายอย่างหฤหรรษ์อย่างที่เจ้าว่าได้ไหมล่ะ”

            อีกฝ่ายส่ายหัว “ไม่ได้หรอก ข้าไม่เก่งพอ...” คนพูดคลี่ยิ้มบาง “แต่ข้าสามารถมอบความทรมานอันแสนเจ็บปวดให้พวกท่านได้นะ” เขาก้มหน้าช้อนตามองฝ่ายตรงข้าม “สนใจจะทดลองไหมล่ะครับพี่ชายทั้งหลาย”

            ผู้เป็นนายแห่งบุรุษทั้ง ๑๐ ยิ้ม หันไปหาลูกน้องของตนเองรวดเร็ว เขาพูดอะไรสองสามคำแล้วก็หันกลับมา “เขาว่ากันว่ากัปตันของเจ้ามีวาทะศิลป์ดีเลิศ ไม่นึกเลยว่าแม้แต่เด็กหนุ่มอย่างเจ้าก็มีความสามารถนี้เช่นกัน...” คนถูกชมก้มศีรษะรับ “ในเมื่อเจ้าเสนอมา ข้าก็จะสนองให้...” เขาพยักหน้าครั้งเดียวชายร่างใหญ่ ๕ คนก็เดินมาอยู่ข้างหน้า

            “อันที่จริงจะส่งมาทั้งสิบเลยก็ได้นะ” เสียงที่เอ่ยร่าเริงราวกับเด็กได้ของเล่นใหม่ “เพราะเวลาฝัง จะได้ฝังหลุมเดียวกัน เพราะมันจะแยกไม่ออกว่าขาใครเป็นขาใคร หัวนี้ต้องต่อกับตัวไหน สนุกจะตาย”

            “กล้าหาญจริงนะพ่อหนุ่ม”

            คนฟังส่ายศีรษะ “ข้าไม่ได้กล้าหาญ ข้าแค่...เป็นพวกหวงบ้านเท่านั้น ไม่ชอบให้ใครเข้ามาทำอะไรกันได้ง่ายๆ” เสียงหักข้อมือเล็กๆดังกร๊อบสะท้อนไปในความมืด

            “ ถ้าไม่กลัวตาย...ก็เข้ามา!!!!! ”


            แมวสีส้มตัวใหญ่ฉวยจังหวะชุลมุนวิ่งลงเรือไปอย่างรวดเร็ว ลูกเรือตัวใหม่แห่งโอเชี่ยนซีรีนเร่งรุดออกจากท่าเรือ ไม่มีใครรู้ว่ามันจะไปไหน หรือไปเพื่ออะไรในตอนนี้ ตอนที่นายของมันกำลังเผชิญความยุ่งยากอย่างแสนสาหัสในสายตามัน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการออกกำลังที่ผู้เป็นกัปตันรอคอยมานาน....


[center]- - - - - - - - - - - - - - - - - -
(จบตอนที่ ๓)[center]

เห็นว่ามีคนยังไม่ได้อ่านเลยเอามาลงค่ะ เดี๋ยวลงลำนำด้วยเลยละกันเนาะ(ตอนที่ ๑๓) ที่โคตรหวานน่ะค่ะ - -"

นี่ต้นแบบแอมเบอร์ แมวของหมีเองชื่ออำพัน หนัก 7 โล อำพัน= Amber หุหุ ^^








แก้ครั้งที่สอง ต้นฉบับมันเป็นปืน pristol ปืนพก แต่ในนี้เรายังเขียนว่าคาบศิลาอยู่เลยนุ - -" แปะรูปปืนให้ดูด้วย ชอบๆอยากได้



อีดิทครั้งที่สามรูปลูกชายไม่ติด

Edit by shakri - 07 พ.ย.47 เวลา 10:50:43 น.


Edit by shakri - 07 พ.ย.47 เวลา 14:29:24 น.

Edit by shakri - 07 พ.ย.47 เวลา 14:31:35 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 10:47:58 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply

ICE
Member

ขยันจริงพี่หมี @_@
รูปไม่ขึ้นอ่ะ แง๊ แง

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 12:00:20 น.

shakri
วิญญาณใต้กองนิยาย

ทำไมไม่ขึ้นอะไอซ์ นี่พี่ลากลิงค์เอานะ - -"

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 12:21:49 น.

hanasuki
unlimited

“ถ้าเก่งจริงก็พูดชื่อออกมาเองสิวะ”<<<==== ชอบคำนี่อ่ะ เหอๆๆๆๆ>_<

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 13:20:50 น.

shakri
วิญญาณใต้กองนิยาย

ฮานะฯ - - คนเราะอะนะ ทำไปได้ กัดกะแมว - -"

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 10 พ.ย.47 เวลา 19:35:04 น.

แปะแทนแยมสามัญโรงงานนรก
(Izabelle)

Oversea Student

“ งั้น...ขอดื่มให้กัปตัน คนที่ปราดเปรื่อง ร้ายกาจ โหด และเจ้าเล่ห์ที่สุดในโลกหนึ่งเหยือกเต็มๆ!!! ”
ผมชอบตรงนี้แฮะ


เป็นตอนที่สนุกดีนะ เสียอย่างเดียวฉากต่อสู้น้อยน่ะ รายละเอียดดีแล้วนะ
ปัญหาคือผมยังไม่ได้อ่านตอน 2 มั้งเนื้อเรื่องเลยขาดๆหายๆ เรือโจรสลัดโอเชี่ยนซีรีน นี่ อันไหนหว่า
ประกอบกับช่วงสุดท้ายคือตอนที่เจอหญิงสาวทะเลแล้วไม่ได้อ่านต่อ การคอมเมนต์เลยแค่นี้นะสิ….


Izabelle: เออ พี่แกยังไม่ได้อ่านตอน2หรอกรึ เอาไว้ส่งไปฝากละกัน ยังไม่อ่านก็ยังไม่บอก - -;
อือ เราก็ชอบ “ถ้าเก่งจริงก็พูดชื่อออกมาเองสิวะ” << ไอ้นี่เหมือนกัน เหอๆๆ เราก็ชอบพูดกะหมาที่ทำงานนะ ก็มันมองหน้าแล้วเหมือนจะเมินนี่นา เอาขนมให้ก็ไม่สนใจ แน่จริงพูดออกมาเด้ว่าอยากกินอะไร ไอ้นี่ไม่ชอบอะอยากกินไอ้นู้น บลาๆๆ โด้เอ่ย~ พูดเด้ๆ >o<

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 12 พ.ย.47 เวลา 10:43:08 น.

Blade
คนบ้าในไร่แห้ว

...แมวนู้ด!!! แก้ผ้าอล่างฉ่างเชียว!!!




...มันก็เรื่องปกตินี่นะ

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 02 ธ.ค.47 เวลา 00:10:01 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 6 จากทั้งหมด 6 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ