smdm
จากคนกลายเป็นแมว

[นิยาย] Flower sanctity :: Effort ตอนที่ 3


***ตอนเก่าของนวนิยายเรื่องนี้ Load ได้ ที่นี่ ครับ

Flower sanctity :: Effort ตอนที่ 3
      กุญแจเรือนรับรองถูกนำมาเก็บไว้ในตู้เก็บลูกกุญแจในเรือนไม้ชั้นเดียวของชมรมวัฒนธรรมสังคมชั้นสูง เกตุมณีถอนหายใจออกมาหลังจากปิดตู้กุญแจ
      "เหนื่อยมากเหรองานรับรองแขกของคณะกรรมการนักเรียนน่ะ" เด็กสาวที่เดินผ่านมาพอดีกล่าวถามขึ้น
      "ดิฉันเพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ต้องจากกันค่ะ" เกตุมณีตอบ
      "กลับไปได้ก็ดีแล้วละ เพราะไม่แบบนั้นอีกสองวันก็ต้องเป็นฉันเป็นคนไปคอยรับใช้ตำรวจคนนั้น" เด็กสาวคนนั้นแสดงความรู้สึกตามคำพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนมีชัย
      "พี่ผอบจันทน์ตัดสินใจแล้วเหรอคะว่าจะให้บุตรตรีของท่านนายกรัฐมนตรีอย่างคุณรุจิระไปเป็นคนรับรองต่อจากดิฉัน" เกตุมณีถาม รุจิระกอดอกส่ายศีรษะสีหน้าไม่แน่ใจนัก
      "คุณแม่ของฉันออกหน้าผ่านทางผู้อำนวยการให้แล้ว ฉันว่าพี่ผอบจันทน์คงไม่กล้าหรอก" ท่าทางของรุจิระทำให้เกตุมณีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกวางตัวลำบาก
      "สองสัปดาห์นี้ ช่วงตอนค่ำต้องไปออกงานสังคมกับคุณแม่แทบทุกวันด้วย ยิ่งไม่อยากให้กิจกรรมไร้สาระนี้มาถ่วงแข้งถ่วงขาอยู่" รุจิระกล่าวต่อ เกตุมณีเพียงแต่ยิ้มตอบก่อนจะหาทางถอยออกมาเพราะเธอเองไม่ถนัดในเรื่องการรับฟังเพื่อเอาใจคู่สนทนามากนัก
      "ดิฉันของตัวก่อนนะคะคุณรุจิระ" เกตุมณีตัดบท "อยากจะรีบกลับไปพักผ่อนน่ะค่ะ" รุจิระแสดงสีหน้าเหมือนเสียดายออกมาวูบหนึ่งก่อนตีหน้าเป็นปรกติคล้ายไม่ยินดียินร้ายในการที่เกตุมณีจะอยู่หรือไป เธอพยักหน้ารับก่อนเดินไปทางระเบียงด้านข้างของอาคาร ในเวลานั้นเกตุมณีกลับไปคิดเรื่องของเมย์อีกครั้ง เธอรู้ว่าเมย์เป็นคนที่ชอบเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับมาคิดให้วุ่นวายใจ คงจะยากที่ให้เมย์เป็นเหมือนปรกติ นี่เป็นสิ่งที่เกตุคิดมาตลอดว่าความสัมพันธกำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เธอทำใจเดินออกจากเรือนไม้ของคณะกรรมการนักเรียน พลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋ากระโปรง เรียกรายชื่อของเมย์ขึ้นมาคิดจะกดโทรแต่ก็รู้สึกว่าไม่รู้จะเริ่มพูดอะไรยังไง หรือเธอไม่ควรทำอะไรเลยกันแน่ ก่อนเหตุผลทั้งหลายจะหักล้างกันวุ่นวายในสมองของเธอเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ตัวเลขเก้าหลักโชว์ขึ้นกลางจอ หมายถึงว่าเป็นหมายเลขที่เธอไม่เคยบันทึกเอาไว้
      "สวัสดีค่ะ" เธอพูดด้วยความรู้สึกระมัดระวังเพราะไม่ทราบว่าใครเป็นคนโทรมาหาเธอ
      "นี่ฉันเอง ธรรมจารี"
      "อ๋อคุณตำรวจนั่นเองสวัสดีคะ"
      "ว่างไหมเย็นนี้ นัดดินเนอร์กันหน่อยสิ"
      "เอ๋ วางแผนอะไรหรือเปล่าคะ"
      "แผนแบบไหน? มอมเหล้าและก็พาขึ้นห้องแบบนั้นหรือเปล่า"
      "คุณตำรวจคงไม่คิดแบบนั้นจริงๆหรอกนะคะ" เกตุมณีถามน้ำเสียงปนรอยยิ้ม
      "แค่ อยากจะเลี้ยงขอบคุณที่ดูแลฉันมาตลอดที่อยู่โรงเรียน"
      "ไม่ต้องหรอกคะ หนูทำตามหน้าทีเท่านั้นเอง" เกตุมณีตอบตามความรู้สึก
      "หรือว่าจริงแล้วเธอเกลียดขี้หน้าฉันไม่อยากมาพบกันอีก"
      "ใจเย็นคะหนูไม่เคยคิดแบบนั้นนะคะ..คือ" เกตุมณีทิ้งช่วงใช้ความคิดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อ "หนูคงต้องกลับบ้านก่อน คุณตำรวจบอกสถานทีหนูมาก่อนแล้วกันคะ"
      "เดี๋ยวฉันไปรับเธอเอง"
      "จะมารับหนูที่ไหนคะ?" เกตุมณีรู้สึกแปลกใจจนต้องถามออกมา
      "ก็ไปรับที่บ้านนะสิ"
      "บ้านของหนู"
      "ฉันเป็นตำรวจสืบสวนนะคิดเหรอว่าแค่ที่อยู่บ้านของเธอจะหาไม่ได้ ให้สืบประวัติของเธอฉันยังทำได้เลย" คำพูดทีเล่นทีจริงของธรรมจารีกลับทำให้เกตุมณีเงียบไป
      "เฮ่ไม่ต้องกลัวน่า ฉันไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเธอหรอกเพียงแต่พูดให้ฟังเท่านั้นเอง"
      "เปล่าคะหนูกำลังใช้ความคิดนิดหน่อย" เด็กสาวแก้ตัว "คือจะไปทานร้านไหนคะ หนูจะได้เตรียมเสื้อผ้าถูก"
      "ชุดราตรีเป็นไง เดทกันทั้งทีอยากเห็นเธอแต่งตัวสวยๆหน่อย"
      "แหม..ชุดราตรีเค้าสำหรับคนที่รูปร่างดีนะคะ"
      "ใช้บราเสริมหน้าอกก็ได้ไม่ใช่เหรอ ผิวพรรณเธอออกจะดี เอวก็มีอย่าให้หน้าอกมาเป็นปัญหาใหญ่ในการแต่งตัว" เกตุมณีอดคิดสงสัยไม่ได้ว่าตำรวจสาวมีจุดประสงค์อะไรกันแน่
      "แต่ชวนออกไปตอนหัวคำก็น่าจะบอกเล่ากันหน่อยไม่ใช่เหรอคะว่าไปที่ไหนหนูจะได้เตรียมตัวได้"
      "ก็เป็นร้านอาหารเปิดใหม่ แล้วก็วิวดีเธอจะเห็นเมืองทั้งเมืองจากบนยอดตึกเลยนะ ฉันจะใส่สุดราตรีสีฟ้าไป" แม้จะเพียงน้อยนิดแต่ในที่สุดธรรมจารีก็อธิบายให้เธอเห็นภาพขึ้นมาบ้าง จึงไม่มี่เหตุผลที่จะปฏิเศษต่อไป

      เกตุมณีมองเบอร์โทรศัพท์ของเมย์ที่บันทึกอยู่ในมือถือตลอดเวลาที่นั่งรถกลับบ้าน หลายครั้งที่คิดจะกดปุ่มต่อโทรศัพท์แต่สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจทิ้ง พิงตัวไปด้านหลังอย่างอ่อนแรง สักพักนึกเธอก็กดต่อโทรศัพท์ ตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน ก่อนยกมาแนบกับหู
      "สวัสดีแม่มณี" เมย์พูดออกมาจากปลายสาย
      "เมย์" เกตุมณีพูดไปคำหนึ่งก่อนรู้สึกติดขัดไม่รู้จะกล่าวอะไรต่อไป
      "อือ... ทำอะไรอยู่เหรอแม่มณี"
      "นั่งรถกลับบ้าน แล้วก็.." เกตุมณีรู้สึกไม่ถูกต้องถ้าจะพูดวกไปวนมาในเรื่องอื่น เธอเงียบหนึ่งอึดใจก่อนพูดขึ้น "เป็นอะไรหรือเปล่าเมย์ เรื่องที่ ฉันทำไปมันบางทีอาจจะทำให้เมย์รู้สึกไม่ดี"
      "เปล่านะ" เมย์ปฏิเศษทันที "ไม่ได้รู้สึกไม่ดีอะไรฉัน ดีใจที่แม่มณีคิดกับฉันแบบนั้น"
      "เมย์" เกตุมณีเรียกชื่อเด็กสาวปลายสายด้วยน้ำเสียงซาบซึ้ง
      "ฉันเองก็ยังคิดว่าแปลกเลยที่ตัวเองกลับไม่รู้สึกแย่อะไรที่แม่มณี..ทำแบบนั้น กลับเป็นว่า.." เมย์เงียบไปพักหนึ่ง เกตุมณีเสียงฟังสิ่งที่เธอจะบอกต่อไปอย่างตั้งใจ
      "สัมผัสนั้นน่าหลงไหล ...ฉันคิดแบบนั้น แม่มณีเป็นคนที่อบอุ่น แล้วก็อ่อนโยนมากทีเดียว" เกตุมณีหน้าแดงกำขึ้นมา คำพูดที่เต็มไปด้วยเสียงชื่นชมนั้นทำให้ทรวงอกรู้สึกถึงแรงตื้นตันภายในใจ
      "ถ้าฉันเป็นผู้ชายก็คงจะดี" เมย์พูดเหมือนตัดพ้อ
      "ทำไมละ" เกตุมณีถามหาเหตุผลของคำพูดนั้น
      "ถ้าเป็นผู้ชายฉันคงจะรู้ว่า จะตอบแทนความรู้สึกของแม่มณีอย่างไร ตอนนี้ฉันคิดได้เพียงแต่ว่า ถ้าแม่มณีอยากได้ยินเสียงฉันก็โทรมาได้ทุกเมื่อ ถ้าอยากจะจับมือฉันก็จะไม่ขัด ถ้าอยากกอดฉันก็จะไม่ว่าอะไร แต่ว่า... ถ้าจูบก็คงต้องเป็นโอกาสพิเศษ" เกตุมณีนั่งฟังแล้วรู้สึกได้เลยว่าคำพูดนั้นกำลังสะท้อนอะไรบางอย่าง
      "ถ้าฉันเป็นผู้ชายละเมย์ เธอจะตอบความรู้สึกของฉันแบบไหนกัน" เกตุมณีถามออกไป
      "ฉันเกลียดผู้ชาย" เมย์ตอบน้ำเสียงปรกติ
      "เกลียดขนาดไหนน่ะเมย์" เกตุมณีมองออกอยู่บ้างว่าเมย์ไม่ชอบผู้ชาย แต่เธอต้องการคำตอบที่ชัดเจนกว่าคำว่าเกลียด สีหน้านั้นคล้ายรอการตัดสินจากปลายสาย
      "ไม่มีทางจะไว้ใจผู้ชายคนไหนได้อีกแล้ว"
      "แล้วถ้าฉันเป็นผู้ชาย" เกตุมณีถามอีกครั้งให้ตรงจุด
      "แม่มณีก็โกหกฉันมาตลอดนะสิ ก็ยิ่งไว้ใจไม่ได้ใหญ่" เมย์ตอบน้ำเสียงทีเล่นทีจริง เกตุมณีถึงกับเงียบไป
      "ถามแปลกๆนะ แม่มณีมีอะไรหรือเปล่า"
      "แค่เปลี่ยนจากผู้หญิงเป็นผู้ชายก็ทำให้เมย์ไม่สามารถไวใจได้แล้วเหรอ" เกตุมณีถามคล้ายการตัดพ้อ
      "ไม่รู้นะ" เมย์ตอบกลับมา มีเสียงถอนหายใจเล็กน้อย "คงต้องเจอจริงๆนั้นละถึงจะตอบได้ แต่คนอย่างฉันไม่น่าจะเป็นแบบที่จะมีผู้ชายหลงรักชะหน่อย แต่นั้นก็ดีแล้วละก็อย่างที่บอกว่ายังไงก็คิดว่าผู้ชายไว้ใจไม่ได้"
      "งั้นเหรอ" เกตุมณีคิดอยู่อึดใจพิจารณาแล้วว่าอย่างไรคงจะเปลี่ยนความคิดของเมย์ตอนนี้ไม่ได้...

      ธรรมจารีในชุดราตรีสีฟ้าขับรถสปอร์ดสีแดงเปิดประทุนท้ายทายทุกสายตาบนท้องถนนอย่างไม่เกรงใจ ผมยาวของเธอสยายไปตามแรงลมก่อนหักเข้าซอย จอดหน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่ค่อยเปิดต้อนรับ หญิงสาวขับรถเข้าไป ระยะกว่ากว่าห้าร้อยเมตรจึงเริ่มเห็นตัวบ้านอยู่หลังต้นปามใหญ่ที่ปลูกเป็นแนวบังสายตา แสงไฟของรถสปร์อดส่องไปเบื้อง หน้าเด็กสาวผมประบ่าสวมชุดประโปรงสีน้ำเงินยาวยืนรอด้วยสีหน้าสดใส ธรรมจารียิ้มให้ก่อนหยุดรถ
      "ท่าว่าชั้นคงต้องไปของอนุญาติพ่อแม่เธอก่อนกระมัง จะเอาลูกสาวเค้าไปปู้ยี่ปู้ยำทั้งที" ธรรมจารีกล่าวพลางปลดเข็มขัดนิรภัย
      "คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่คะแต่หนูเรียนอนุญาติท่านแล้ว" ธรรมจารียิ้มก่อนเปิดประตูลุกจากทีนั่งคนขับทางซ้ายมืออ้อมมาหน้ารถ วกมาเปิดประตูให้เกตุมณี ทำเอาเด็กสาวยืนปั้นสีหน้าไม่ถูก
      "เอ๋"
      "เชิญสิจ๊ะ วันนี้ฉันจะบริการเธอเต็มทีเลย" เกตุมณีพยักหน้าก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ธรรมจารีปิดประตูอย่างเบามือก่อนอ้อมไปทางคนขับ
      "คงไม่ใช่ว่ากลัวจะติดค้างหนูหรอกนะคะคุณถึงทำแบบนี้?"
      "ก็อย่าจะบริการเธอเท่านั้นเองแล้วก็ พรุ่งนี้ฉันก็คงต้องกลับอเมริกาแล้ว เห็นทีจะไม่มีเพื่อนเลี้ยงส่ง ก็เหลือแต่เธอนี่ละเกตุมณี" ธรรมจารีพูดจาฟังแล้วชวนเหงาก่อนขับรถออกไป เกตุมณีเองนั้นก็อดไม่ได้เหมือนกันที่จะรู้สึกเหมือนเกิดช่องว่างขึ้นที่ทรวงอก
      "งานเสร็จแล้วเหรอคะ" เกตุมณีถามขึ้น
      "ยัง...แต่มีคดีเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศ ทางสำนักงานใหญ่เอฟบีไอเลยขอเรียกประชุมเรื่องนี้ ถ้าทางกรมฯไม่จดหมายขอเรียกตัวไปอีกก็คงยากที่จะได้มาประเทศนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าต่อไปต้องไปที่ไหน"
      "ดูเหงาจังนะคะ"
      "สงสารฉันเหรอ งันคืนนี้ก็อย่ากลับบ้านได้ไหมละ" คำพูดของธรรมจารีทำเอาเด็กสาวขมวดคิ้วคล้ายมีอารมณ์โกรธขึนมาแต่ก็พยายามสงบอารมณ์ตัวเองโดยเร็ว
      "หนูอายุสิบหกเองนะคะ ถึงเป็นผู้หญิงด้วยกันแต่ทำแบบนี้ก็ไม่ต่างกับการกดขี่ทางเพศไม่ใช่หรือค่ะ" ธรรมจารีฟังแล้วก็ยิ้มออกมาก่อนตอบ
      "ฉันไม่คิดว่าต้องมานั่งเก็บกดความรู้สึกของตัวเองหรอกนะโดยเฉพาะความต้องการของร่างกาย เธออาจจะไม่ได้รักอะไรฉันแต่สนุกกันได้ไม่ใช่เหรอ"
      "ไม่ถูกต้องค่ะ" เกตุมณีตอบอย่างเด็ดขาด แต่ไม่ทันจะอธิบายตำรวจสาวก็ตอบโต้ทันที
      "ตายแล้วหัวโบราณ" ธรรมจารีโต้ตอบด้วยน้ำเสียงชวนขัน เกตุมณีฉุดขาดเบือนหน้าหนีไม่อธิบายอะไรอีก
      "เธอมีสิ่งที่ฉันไม่มีก็ตรงนี้ละ"
      "อะไรเหรอคะ" เกตุมณีอดถามออกมาไม่ได้
      "ยังมองความรักเป็นสิ่งสูงค่าไงละ"
      "แล้วอะไรเหรอคะที่ทำให้คุณมองว่ามันเป็นเพียงความต้องการทางร่างกายเท่านั้น" คำถามของเกตุมณีทำให้ตำรวจสาวมีสีหน้าขบคิดก่อนจะยิ้มออกมา
      "ตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้สึกช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยละมั้ง คนรักที่รักกันมากมายก็เริ่มตีตัวออกห่างแล้วบอกว่าฉันไม่มีเวลาให้จึงไปคบกับคนอื่น พยายามจะหาสิ่งที่เรียกว่าความรัก แต่เนื้อในของมันไม่เห็นจะสวยงามอย่างที่เคยคิดเลย..." ธรรมจารีชะลอรถจอดหยุดไฟแดง เธอพิงหลังสายตาทอดออกไปไกลเหมือนกำลังมองภาพเบื้องหน้า
      "ถ้าหาไม่ได้ก็พยายามสร้างมันขึ้นมาสิคะ" เกตุมณีพูดขึ้น คำพูดนั้นมีเหตุผล ธรรมจารีเหมือนจะยอมรับมันแต่ก็สงบคำพูดไว้ก่อนเอื่อมมือไปจับพวงมาลัยและเกียรเคลื่อนรถออกไป
      "เริ่มสร้างจากเธอได้ไหมละ" ตำรวจสาววกเข้าจุดเดิม
      "หนูชอบเมย์ไงคะก็บอกคุณตำรวจไปแล้ว"
      "แบบนั้นก็ไม่เห็นจะต่างกันเลยในเมื่อยัยแว่นนั้นก็ชอบคนอื่น" คำตอบของตำรวจสาวทำเอาเกตุมณีโตตอบไม่ออก และถึงคิดจะตอบโต้ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวออกไป จึงได้แต่เพียงเก็บงำคำพูดไว้ในใจ ตำรวจสาวเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ทราบว่าศึกยกที่หนึ่งนี่เธอได้ชัยมาแล้วถึงกับแสดงท่าทางดีใจออกมาทางสีหน้า เกตุมณีเห็นแบบนั้นแล้วก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล แต่ว่าในที่สุดเธอก็คิดว่า ตำรวจสาวคนนี้คงไม่สามารถทำอะไรเธอได้อย่างที่ต้องการ

      บริกรเดินนำสองสาวเข้าสู้ด้านในร้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย แต่กลับใช้ของตกแต่งคุณภาพดีราคาแพง เกตุมณีมองเห็นแวบเดียวก็สามารถตีราคาค่าใช้จ่ายในการตกแต่งได้ว่าอยู่ในอัตราที่สูงกว่าที่จะเปิดเป็นร้านอาหารสำหรับคนธรรมดา โต๊ะที่บริกรนำทั้งสองมาอยู่ติดกระจกมองเห็นแม่น้ำกับสะพานแขวนด้านล่าง แสงไฟและสีสรรค์ของเมืองใหญ่สร้างความตื่นตาให้กับเกตุมณีไม่น้อย ทั้งสองนั่งลงที่โตะอาหารตัวนั้น
      "ที่นี่พึ่งเปิดให้บริการได้ไม่นาน แต่ลูกสาวเจ้าของโรงแรมใหญ่อย่างเธอคงจะรู้ข่าวอยู่แล้วใช้ไหม" ธรรมจารีถาม เกตุมณีส่ายศีรษะช้าๆ
      "เป็นช่วงคุณพ่อวุ่นวายกับการเตรียมงานไปต่างประเทศมังคะทำให้หนูไม่ทราบเรื่องข่าวสารวงใน แต่ก็มีข่าวมาบ้างว่าจะมีร้านอาหารบรรยกาศสบายๆสำหนับพวกนักการเมืองกับพ่อค้าไว้ใช้เป็นที่คุยเรื่องธุระกิจกัน" ธรรมจารีพยักหน้ารับฟังก่อนหยิบป้ายแสดงรายชื่อไวน์ที่ตั้งอยู่บนโต๊ขึ้นมาดูเล่น
      "ฉันสั่งอาหารกับไวน์ไว้แล้ว ทางกรมตำรวจเลี้ยงขอบคุณฉันโดยให้มาทานที่นี่ก็เลยชวนเธอมา ถึงยังไงก็เป็นการส่งท้ายแล้วก็อยากจะขอบใจเรื่องที่ช่วยดูแลฉัน"
      "แค่คืนเดียวเองหนูคิดว่าไม่น่าจะต้องยุงยาก แล้วส่วนหนึ่งที่ทำไปก็เพราะหน้าที่บังคับ" เกตุมณีตอบ ธรรมจารีส่ายศีรษะเหมือนเห็นว่าความคิดนั้นไม่ถูกต้องแต่ก็ไม่กล่าวอะไรต่อ อาหารเรียกน้ำย่อยถูกจัดวางลงบนโต๊พร้อมกับไวน์แดงสีแข้มส่งกลิ่นหอมกรุ่นผ่านแก้วไวน์อย่างเบาบางโชยมากระทบจมูกกระตุ้นต่อมน้ำลายเพิ่มความอยากอาหารอย่างรุนแรง เกตุมณีจับแก้วไวน์ขึ้นมาพร้อมก้มหน้าลงเล็กน้อย สัมผัสกลิ่นให้แน่ใจว่าความรู้สึกของเธอไม่ผิดพลาด
      "ราคาถูกไปเหรอสำหรับเธอ" ธรรมจารีถามสีหน้าคล้ายรอฟังคำตอบ เกตุมณีส่ายศีรษะ
      "ขวดละสิบห้าสิบหกเหรียญเสียค่าขนส่งแล้วเอามาขายในร้านอาหารแบบนี้ราคาคงขึ้นไปถึงเท่าตัว หนูว่าออกจะดีเกินไปสำหรับการเรียกน้ำย่อย"
      "แล้วถ้าเธอพายัยแว่นนั้นมาร้านแบบนี้ไวน์แบบไหนกันละที่เธอจะสั่งให้"
      "สั่งน้ำส้มให้เมย์ดูจะมีประโยชน์กว่าค่ะ เมย์ไม่รู้จักของพวกนี้ อย่างมากก็เข้าใจว่ามันคือไวน์" เกตุมณีอธิบายเหตุผลเสริม ธรรมจารีคิดตามไม่นานนักก็กล่าวออกมา
      "ดูเธอเข้าอกเข้าใจยัยแว่นนั้นดีนะ"
      "เป็รธรรมดาของการที่เราสนใจใครสักคนไม่ใช่เหรอคะที่ต้องการรู้เรื่องของอีกฝ่าย เพื่อหาทางสร้างความประทับใจ"
      "จุดสุดท้ายก็เพื่อขึ้นเตียงทั้งนั้นละ" ธรรมจารีพูดตรง เกตุมณีถอนใจยาวออกมา
      "หนูไม่กล้าเถียงเรื่องนี้กับคุณหรอกค่ะ" เกตุมณสรุปเธอเข้าใจธรรมชาติข้อนี้ดี แต่ก็ไม่ถึงจะยอมรับว่าต้องเป็นแบบนั้นเสมอ "เพียงแต่ว่า หนูในตอนนี้ไม่มีความคิดแบบนั้น เหมือนกับที่คุณเคยพูดไว้กับหนูเรื่องของการหาส่วนเติมเต็มซึ่งกันและกัน"
      "ยัยแว่นนันนะเหรอ ปรกติเค้าจะมองคนที่อยู่สูงกว่ากันไม่ใช่เหรอ แต่นี่เธอกลับมองลงไป"
      "หนูขอให้คุณเลิกดูถูกเมย์ได้ไหมคะ คุณยังไม่รู้จักเมย์ดีพอ หนูเพียงแต่รู้สึกว่าอยู่กับเมย์แล้วเป็นตัวของตัวเองขึ้น ทำให้ลืมเรื่องร้ายๆได้บ้าง" เกตุมีใช้สายตาจริงจังมองธรรมจารีจนตำรวจสาวต้องอ่อนใจ ลดท่าทีลงมุ่งความสนใจลงที่น้ำชุบถ้วยเล็กด้านหน้า
      "ชอบขนาดนี้แต่กลับไม่พูดออกไป ฉันคงรู้สึกโมโหเพราะไม่เข้าใจการกระทำของเธอมากกว่ามั้ง คิดดูแล้ว"
      "บางที่ตัวหนูเองยังไม่เข้าใจการกระทำของตัวเองเลยค่ะ" เกตุมณีออกตัวไว้ก่อน ก่อนคิดจะเปลี่ยนเรื่องคุย เสียงเปียโนบรรเลงเพลงขึ้นมาอย่างอ่อนโยน ทำให้เกตุมณีต้องหันไปมองอย่างสนใจ มีหญิงสาวผมยาวหน้าตาสะสวยนั่งเล่นเปียโนหลังใหญ่ท่าทางสบายอารมณ์ อย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้อารมณ์ที่เริ่มร้อนแรงของเกตุมณีลดลง
      "บรรยากาศดีมากทีเดียนะที่นี่" ธรรมจารีเสริมขึ้นมา เกตุมณีเพียงหันมาพยักหน้าให้ ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป คล้ายสงสัยในภาพที่เห็นเบื้องหน้า ธรรมจารีหันไปดูเห็นเด็กสาวในชุดราตรีสีม่วงเดินเข้ามาในร้านอาหารช้าๆชุดหมายปลายทางดูเหมือนจะเป็นห้อง วีไอพีที่แบ่งเป็นสัดส่วนอีกด้านหนึ่ง
      "คนรู้จักเหรอ"
      "รุจิระ ลูกสาวพณฯทานนายกรัฐมนตรีไงคะ" เกตุมณีอธิบาย
      "หน้านายกรัฐมนตรีของประเทศนี่ฉันยังไม่รู้จักเลย" ธรรมจารีหันกลับมาเพราะสำหรับเธอเรื่องนี้ไม่น่าใส่ใจอะไร แต่ท่างเกตุมณีมีสีหน้ากังวลชัดเจนจากสีหน้า เด็กสาวลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินรี่เข้าไปหา รุจิระที่เดินเหมือนไม่เดินอยู่บนพื้น
      "สวัสดีคะคุณรุจิระ" เกตุมณีกล่าวทัก ในนาทีนั้นกลับโดนหมัดหนึ่งชกเข้าที่ท้องน้อย อย่างแรงกระแทกจนล้มลงไปงอตัวจุกจนหายใจไม่ได้อยู่บนพื้น ธรรมจารีขยับตัวเข้าไปหาโดยไว เด็กสาวในชุดราตรีสีม่วงหาสนใจ เดินมุ่งไปต่อทางห้องวีไอพีในขณะที่หลายคนด้านนอกเริ่มส่งเสียง
      "หยุดก่อน" ธรรมจารีเรียก กลับมีเสียงกระจกแตกดังขึ้นจากด้านหลัง วัตถุแท่งสีเงินหมุนควงเข้ามาด้วยความเร็วมุ่งตรงมาทางเด็กสาวในชุดราตรีสีม่วงคล้ายหมายเอาชีวิต เด็กสาวจับแท่งสีเงินนั้นหยุดนิ่งอยู่ในมือจึงเห็นชัดว่านั้นคือดาบ ธรรมจารีจำได้อย่างแม่นยำว่ามันคือเล่มเดียวกับก่อคดีมามากมาย และแย่กว่านั้นคือตำรวจสาวไม่ได้พกปืนไว้กับตัว ดังนั้นเธอจึงไม่มีอะไรจะขู่
      "หยุดนี่เจ้าหน้าที..." ไม่ทันจะพูดจบเด็กสาวในชุดราตีสีม่วงก็เดิน ไปทางห้อง วีไอพี ตวัดดาบ ในมือสองครั้งประตูห้องวีไอพีก็ทลายไปทั้งบาน
      "รุจิระ" เกตุมณีรวบรวมพลังตะโกนออกไป ก่อนไอออกเพราะพึ่งเริ่มหายใจได้ ร่างของเด็กสาวในชุดราตีม่วงหาสนใจไม่ กลับหายเข้าไปในห้อง เริ่มมีเสียงปืนดังออกมา แขกด้านนอกกรีดร้องวิ่งหนีออกจากร้านอาหาร ทุกอย่างเร็วเกินกว่าที่ธรรมจารีจะตัดสินใจ ทั้งเกตุมณีก็ท่าทางจะเจ็บไม่น้อย
      "คุณตำรวจ" เกตุมณีพยายามจะเอ่ยปาก "คุณตำรวจเข้าไปห้ามเหตุการณ์เถอะ" ธรรมจารีพยักหน้า คว้างผ้าปูโต๊ะผื่นใกล้ๆมือมาติดตัวไว้ ก่อนเดินไปหน้าประตูระวังลูกหลงของกระสุนปืนที่จะวิ่งออกมา ภายในห้องคนหลายสิบคนสิ้นสภาพที่จะต่อสู้ ชายสูงอายุบนรถเข็นกำลังโดยคมดาบจากเด็กสาวในชุดราตรีสีม่วงวางพาดลำคออยู่
      "เฮ่" ธรรมจารีส่งเสียงเรียก ชายสูงอายุที่นั่งบนรถเข็นเรียกร้องให้ช่วย แต่คมดาบสบัดอย่างรวดเร็วศีรษะกระเด็นตกลงพื้น เลือดพุ่งจากร่างขึ้นสูงอย่างน่าตกใจอาบร่างของเด็กสาว ดูน่าสยอดสยอง เลือดที่อาบร่างนั้นกลับเคลื่นที่ต่อไปทางด้านขวาคล้ายมีพลังบางอย่างดึงดูดไปก่อนจะไหลไปที่แขนและลงไปสู่ตัวดาบ ธรรมจารีหมวดคิ้วชีวติเธอพบเจอเรื่องประหลาดมาไม่น้อยแต่นี่ออกจะไร้ที่มาที่ไปเกินไป ทางเข้าออกมีทางเดียวคือทางที่เธอขวางอยู่ การปะทะกันคงยากจะไม่เกิดขึ้น ไม่ทันจะให้เตรียมตัวอะไรเด็กสาวในชุดราตรีม่วงก็ขยับตัวเข้ามาหา ดาบตั้งท่าอยู่ในวิถีที่พร้อมจะจู่โจม ธรรมจารีจับผ้าปูโต๊ขึ้นจับไว้ทั้งสองด้าน ก่อนรับดาบที่ฟันลงมาในช่วงไม่ถึงอึดใจ ดาบที่สองก็ไล่แทงจู่โจมมา ธรรมจารีสบัดผ้า ปัดป้องดาบไปด้านบนดาบกลับจู่โจมกลับรวดเร็วกว่าเดิม สายตาของเด็กสาวในชุดม่วงไร้แววว่าจะมีจิตสำนึกอยู่กับร่าง ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะใช้ไม่อ่อน ธรรมจารีปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากผ้าปูโต๊ะสะบัดขึ้นรับดาบ ในทันทีผ้าปูโต๊ะที่ไร้กำลังกลับคงสภาพเป็นเหมือนวัตถุแข็ง รับคมดาบไว้ทั้งยังสะท้อนกลับไปด้วยความแรงเป็นสิบเท่าจนดาบน่าจะหลุดมือ แต่กลับเป็บว่าคนไม่ไดยึดดาบ แต่ดาบต่างหากที่ยึดคนไว้ ตำรวจสาวสะอึดเข้าใส่ร่างของเด็กสาวในชุดราตรีม่วงแนบฝ่ามือเข้ากับร่างบอบบางนั้นบริเวณหน้าท้อง รองเท้าซ้ายขวากดน้ำหนักทับลงส้นสูงพังทันทีพร้อมกับทั้งสองข้าง คล้ายร่างนั้นเพิ่มมวลขึ้นเป็นร้อยเท่าก่อนเธอจะส่งเสียงร้องออกมาหนึ่งคำร่างของเด็กสาวในชุดม่วงลอยตามแรงประทะชนกับกำแพงอย่างจัง ก่อนตกลงมาสู่พื้นอย่างไร้สติ ตำรวจสาวระบายลมหายใจ ถอดรองเท้าสันสูงที่พังจนไม่เหลือสภาพเดิมทิ้งไว้และเดินเท้าเปล่าไปบนพรมสีน้ำเงินแก่ ดาบหายไปจากมือของเด็กสาว มันกำลังเคลื่อนที่อย่างช้าๆเหมือนส่ายสายตาหาเป้าหมายที่จะให้เกาะยึด แน่นอนว่ายังมีบางคนที่อยู่ในสภาพพอที่จะรู่สึกตัวอยู่บ้าง หากต้นเหตุทั้งหมดเกิดจากดาบเล่มที่ว่านี้และ หากมันต้อการมนุษย์ในการยืมร่างแล้วละก็ การทำให้ทุกคนไร้สติก็เป็นวิธีตัดแขนตัดขาทีดีที่สุด ธรรมจารีไม่ทบทวนอะไรให้ยุงยาก ระเบิดพลังปราณกระแทกไปรอบทิศทาง หลายเสียงร้องขึ้นมาหนึ่งคำก่อนกลับไปสลบแน่นิ่งต่อดังเดิม เลือดไหลพุ่งจากศพหัวขาดไปถึงเพดาน แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของพลังบดกระแทกที่เคลื่อนตัวผ่านไปรอบห้อง บนพรมกำเนิดลวดลายแปลกตา โค้งเป็นลวดลายจมลงไปในพื้นพรมจนเห็นรอยชัดเจนทั่วทั้งห้องเหมือนมีกำลังที่หนักสายหนึ่งลากผ่านไป ดาบนั้นส่งเสียงร้องขึ้นมา สั่นไหวคล้ายยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ ดีดตัวเองพุ่งไปลอยตัวกลางอากาศและหมุนคว้างไปด้วยความเร็วสูง ในกระทันหันธรรมจารีจับผ้าปูโต๊ะในมือฝาดออกไปแต่ไม่ทันเตรียมตัว ผ้ากลับขาดกระจายเป็นเศษ ดาบหมุนคว้างตกลงปักลงที่ด้านหน้าของเกตุมณีที่กำลังค่อยๆลุกขึ้น ดาบนั้นมองเธอ เธอมองมัน มือของเด็กสาวคว้างไปจับด้ามดาบไว้ ธรรมจารีออกมาเห็นภาพถึงกับผงะ
      "เอ้ยไม่แฟร์เล่นกันแบบนี้" เธอร้องออกมา เกตุมีอยู่ในสภาพไร้จิตสำนึกแววตาหมดประกาย สีหน้าไร้ซึ่งจากความรู้สึก แต่ยังจับดาบนิ่งอยู่เช่นนั้น ตำรวจสาวเห็นดังนั้นรีบวิ่งเข้าไปหมายจะปัดดาบให้หลุดจากมือ แต่กลับรู้สึกถึงคมดาบหนึ่งล้อมอยู่รอบตัว เป็นคมดาบเย็นไร้ตัวตน ตอนนั้นถึงรู้สึกถึงสิ่งผิดปรกติหนึ่งที่เกิดขึ้น เสียงเปียโนยังคงบรรเลงอยู่ หญิงสาวผมยาวเหยียดตรงจรดพื้น นั่งบรรเลงเปียโนอยู่ในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มโอบรัดสัดส่วนขันเน้นความสาวบานสะพรั่ง เธอเล่นอยู่อย่างนั้นตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงปัจจุบัน เหมือนไม่รู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้น นั้นก็ผิดไปแล้วหญิงสาวที่เล่นเปียโนใช่ว่าหูหนวกตาบอด ทั้งดูมีสติมากกว่าเธอด้วยซ้ำ สิ่งนั้นทำให้ธรรมจารีต้องหลับตาลงหนึ่งอึดใจก่อนลืมตาขึ้นมา ภายในร้านอาหารเห็นนี้กลับเต็มไปด้วยเหล่านางฟ้านับสิบคมดาบในมือมุ่งตรงไปทางเกตุมณีที่นั่งนิ่งอยู่ ตัวเธอเองก็ไม่ต่างกันโดยตรึงไว้โดยคมดาบจากสามนางฟ้าพาดคอจากทุกทิศรอบตัว ไม่ถึงอึดใจภาพเหล่านั้นจะจางหายไปแต่ความรู้สึกจากคมอาวุธยังคงอยู่ไม่ไปไหน
      "นี่มันอะไรกัน" เกตุมณีถึงกับร้องถามขึ้นมา
      "อย่างพึ่งจับตัวของเด็กคนนั้น คุณธรรมจารี" เสียงนั้นกล่าวอย่างราบเรียบ
      "เธอรู้จักฉัน" ธรรมจารีถาม
      "ดิฉันนันธิดาค่ะ ประธานนักเรียนรุ่นที่หกสิบเจ็ดของโรงเรียนกมุทะรัตน์ ศิษย์เก่าทุกคนทราบหมดละคะว่าคุณเป็นใคร เรื่องที่คุณนำกำลังตำรวจเข้าไปในโรงเรียนที่สร้างความตกใจมากนะคะสำหรับพวกเรา" หญิงสาวอธิบาย
      "ศิษย์เก่าโรงเรียนกมุทะรัตน์?" ธรรมจารีเลิกคิ้วถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ "แล้วจะทำยังไงต่อไป" หญิงสาวคนนั้นหยุดมือลง ความเงียบที่เย็นนะเยือกกลับเคลื่อนที่เข้ามาแทน ธรรมจารีไม่สัมผัสถึงคมอาวุธที่ควบคุมเธอไว้อีกแล้ว นั้นก็หมายถึง 'ดาบ' เล่มนั้นก็เช่นกัน เกตุมณีขยับลุกขึ้น ธรรมจารีต้องรีบถอยหลังเพราะรู้ตัวว่าอย่างไรก็ไม่ทันความเร็วของดาบที่เริ่มจู่โจมก่อน
      "รับดาบ" เสียงหนึ่งดังขึ้น เกตุมณีหันหลังกลับไปใช้ดาบในมือต้านดาบอีกเล่มที่ฟาดลงมา สบัดรุกไล่อย่างอย่างรัดกุมแต่กลับดูนิ่มนวลด้วยการย่างก้าวคล้ายเต้นรำ นันธิดาถือดาบเข้าต่อสู้กับเกตุมณี คำถามหลายคำถามเกิดขึ้นกับธรรมจารี เพราะดาบเล่มนั้นเหมือนกับดาบที่ปักอยู่กลางลานประชุมของโรงเรียนกมุทะรัตน์ เพียงไม่กี่อึดใจดาบในมือของเกตุมณีก็ถูกสบัดหลุดมือไป หมุนควงอยู่กลางอากาศก่อนตกลงบนโต๊ะไม้แทงทะลุลงไปปักอย่างแน่นหนา เกตุมณีทรุดตัวลงไปกับพื้น ธรรมจารีรีบเข้าไปพยุงเด็กสาวก่อนจะล่มลงไป แต่ผิดคาดเกตุมณีรีบสบัดตัวหมุนหนีจากตำรวจสาวทันทีที่รู้สึกว่ากำลังโดนพยุง
      "ไม่เป็นไรคะ ไม่เป็นไรแล้ว" เกตุมณีรีบออกตัว ธรรมจารีมองเด็กสาวอย่างสงสัย อาการของเกตุมณีเหมือนกำลังปกปิดบางอย่างอยู่ เธอจึงทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด เกตุมณีเห็นท่าทีของตำรวจสาวก็ทราบได้ทันทีว่าปล่อยให้ดำเนินต่อไปไม่ได้จึงเรียหันไปหาความสนใจไปทางอื่น
      "สวัสดีคะพี่นันธิดา ยังคิดอยู่ว่าคุ้นหน้าพี่อยู่แต่นึกไม่ถึงว่าจะเป็นรุ่นพี่" เกตุมณียกมือไหว้อย่างนอบน้อม นันธิดาเพียงพยักหน้าก่อนก้มมองดาบในมือ ยื่นให้เกตุมณี ฝากเอาไปปักไว้ที่ลานประชุมด้วยยังไงเธอก็คงไปโรงเรียนไม่ใช่เหรอ เกตุมณี" นันธิดาพูดชื่อของเด็กสาวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองคล้ายว่ารู้จักกันมานาน แต่เกตุมณีมั่นใจว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบกับรุ่นพี่คนนี้
      "คะ" เกตุมณรับคำก่อนจับดาบที่ตัวด้ามที่นันธิดายื่นให้ ดาบนั้นน้ำหนักเบาไร้ซึ่งความคมเป็นโลหะมันวาวแต่กลับมีกลิ่นอ่อนๆของกุหลาบ เด็กสาวมีคำถามมากมายแต่ก็เลือกที่จะไม่ถามเพราะเข้าใจว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เหนือกว่าการเข้าใจของตัวเอง ธรรมจารีมองนันธิดาอยู่พักหนึ่ง จึงกอดอกเอ่ยปากถามขึ้นมา
      "เธอรู้เรื่องอะไรของดาบเล่มนั้นไหม" ตำรวจสาวถามขึ้น นันธิดาส่ายศีรษะ
      "ไม่ทราบคะ" นันธิดาตอบตามตรงสายตาของหญิงสาวไม่มีลักษณะของการปกปิด "แต่พอเดาได้ว่าสามารถควบคุมจิตใจคนได้"
      "แล้วดาบเล่มนั้น" ธรรมจารีจี้ต่อไปที่ดาบในมือของเกตุมณี
      "ก็เล่มเดียวกับที่คุณเห็นที่ลานประชุมละคะ" นันธิดาตอบ "คนเคยให้คนเจ้าหน้าทีมาแอบตรวจสอบดาบเล่มนี้แล้วไม่ใช่เหรอคะ คุณน่าจะจำได้ดีหว่าใคร"
      "แล้วมันมาไดยังไงกัน"
      "เรียกมาน่ะค่ะ ใครที่มีชะตาเกี่ยวข้องกับโรงเรียนกมุทะรัตน์ เรียกดาบเล่มนี้ได้ทั้งนั้น" ธรรมจารีขมวดคิ้วก่อนหันไปมองดาบอีกเล่มปักแน่นอยู่กับโต๊ะ แล้วรู้สึกว่าเหตุผลที่ยกขึ้นมาอ้างก็หาได้เกินเลยหากเทียบกันแล้ว แต่แบบนั้นยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ แล้วคดีของเธอจะจบที่ดาบเล่มเดียววิ่งเล่นหาคนถือมันเพื่อไล่ฆ่าคนแบบนั้นเหรอ ในโลกนี้มีใครจะอธิบายเรื่องราวตรงนี้แก่เธอได้บ้าง ทั้งเรื่องความเป็นมาของดาบเล่มที่ก่อคดีขึ้น มันน่าจะมีเบื้องหลังให้สาวไปถึงตัวการแต่..
      "ดาบนั้นมันพูดไม่ได้แล้วจะไปสืบสวนยังไงต่อ จับต้องก็ไม่ได้อีก แล้วจะให้เขียนรายงานยังไง" ธรรมจารีอดบ่นออกมาไม่ได้ นันธิดากลับไปหยิบมือถือเธอที่วางอยู่ที่เปียนโน ท่าทางเป็นปรกติเหมือนไม่พบเจอเรื่องประหลาดอันใด ส่วนทางเกตุมณีกลับเดินมาทางธรรมจารีพร้อมยื่นดาบให้
      "รบกวนฝากไว้สักครู่คะ" เกตุมณีร้องขอความช่วยเหลือ ธรรมจารีรับดาบไว้ในมือ เด็กสาวพยักหน้าให้ก่อนวิ่งเข้าไปในห้องวีไอพี และออกมาพร้อมกับรุจิระเด็กสาวในชุดราตรีสีม่วงที่อยู่ในสภาพสลบไม่ได้สติอยู่ในสองมือของเด็กสาว ธรรมจารีเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
      "จริงสิการสืบสวนน่าจะเริ่มจากเด็กคนนี้" เกตุมณีขมวดคิ้วทำหน้ายุ่งยากใจขึ้นมาทันทีหลังจากได้ยินสิ่งที่ตำรวจสาวพูด
      "คุณรุจิระเป็นลูกสาวของนายกนะคะคุณตำรวจ หนูเกรงว่าจะเกิดเรื่องยุ่งยากตามมามากกว่าที่สภาพของเธอเป็นแบบนี้" เกตุมณีกล่าวอย่างเป็นห่วง ก่อนวางร่างของรุจิระลงบนโต๊ะ ธรรมจารีจับแขนของเด็กสาวขึ้นมา ใช้สามนิ้วจับชีพจร อีกมือเปิดดูดวงตา
      "ไม่มีปัญหาหรอกสลบไปเท่านั้นเองยังไม่แน่เลยว่าจะจำเรื่องราวอะไรได้สักขนาดไหน" สีหน้าของตำรวจสาวเหมือนจะบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร "พอถึงมือหมอให้น้ำเกลือหน่อยก็หายเป็นปรกติ" เกตุมณียังไม่วางใจอะไรขนาดนั้น แต่โดยตัวเธอเองก็ไม่ทราบว่าจะช่วยอะไร
      "ลิฟท์โดนตัดคะ" นันธิดาพูดขึ้นก่อนพับโทรศัพท์ถือไว้ในมือ "กำลังตำรวจที่ตามรุจิระมาก็เลยต้องเดินขึ้นบันไดมา อีกพักใหญ่ๆคงจะขึ้นมาถึงชั้นสูงสุดตรงนี้ อีกกองหนึ่งกำลังขึ้นเฮริคอปเตอร์มาลงบนยอดตึก คืนนี้คงไม่จบง่ายนักหรอกคะ" นันธิดายิ้มน้อยๆเหมือนเป็นกำลังใจก่อนกลับไปนั่งที่เปียโนและเริ่มบรรเลงเพลงสบายๆ...

      เสียงไวโอลินดังออกมาจากอีกฝากของแสงสว่างแม้ตอนนี้จะเป็นเวลาหกโมงเช้าแล้วก็ตามแต่แสงแดดยังไม่สามารถส่องผ่านแมกไม้หนาทึบของสวนป่าได้ เกตุมณีเปิดเข้ามาเพียงลำพังพร้อมกับดาบที่นำผ้าขาวห่อไว้ เดินอย่างอ่อนแรงเข้ามาถึงลานประชุม กันยาเหลือบสายตามองผู้มาเยือนก่อนยิ้มให้ เกตุมณีเลือกที่จะนั่งฟังรุ่นพี่ของเธอเล่นไวโอลินจนจบก่อนจะทำอย่างอื่น แต่อีกไม่นานนักกันยาก็หยุดมือยกคันชักออกจากสายไวโอลิน ตอนนั้นเกตุมณีจึงลุกขึ้น
      "สวัสดีคะรุ่นพี่กันยา" เด็กสาวได้เพียงกล่าวสวีสดี เพราะมือไม่ว่างเธอจึ่งไม่สามารถยกมือไหวรุ่นพี่ได้ จึงโค้มตัวเล็กน้อเป็นการแสดงความเคารพ ก่อนเดินลงไปพลางแกะห่อผ้าออกเผยให้เห็นดาบ
      "หนูต้องทำยังไงคะ" เด็กสาวถามขึ้น กันยามองเกตุมณีสีหน้าคล้ายมีคำถามหลายข้อ แต่สงบคำเอาไว้ไม่ถามในทันที เธอเดินนำไปทีใจกลางของลานประชุม ที่เหลือแต่เพียงพุ่มกุหลาบส่งกลิ่นหอมที่ชวนหลงไหลอยู่พุ่มหนึ่ง
      "พี่เองก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าตรงกลางจะมีรูเสียบดาบอยู่ แต่.." กันยามองเด็กสาวอย่างชั่งใจก่อนถามออกไป "เธอเรียกดาบออกไปเหรอ เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
      "เปล่าคะ" เกมณีคิดไว้แล้วว่าต้องพบกับคำถามนี้จึงไม่แปลกใจอะไร "รุ่นพี่นันธิดาเป็นคนเรียกออกไปคะ" สิ้นคำตอบกันยาถึงกับแสดงสีหน้ายุ่งยากใจออกมา พยักหน้ารับทราบก่อนเดินเอาไวโอลินไปเก็บในกระเป๋า ทางเกตุณีกวาดสายตาหาจุดที่จะเสียบดาบคืนลงไปเมื่อพบแล้วจึงจับด้ามดาบมั่นด้วยสองมือปักดาบลงไปให้แน่ใจว่ามันสามารถตั้งอยู่อย่างมั่นคงจึงปล่อยมือ พุ่มกุหลาบขยับตัวกิ่งก้านเคลื่อนไหวพันรอบตัวดาบรัดอย่างหนาแน่ไว้ตามเดิม มันเป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจปนความประหลาดใจที่ได้พบเห็นสำหรับเกตุมณีที่ประสบครั้งแรก
      "ดาบเล่มนี้ มีที่มาที่ไปยังไงเหรอคะพี่กันยา" เกตุมณีหันไปถามกันยา รุ่นพี่คนสวยเหมือนพยายามลำดับคำพูดเล็กน้อยก่อนเอ่ยปากขึ้น
      "ตามบันทึกของโรงเรียนก็ไม่มีใครทราบความจริงเพียงแต่อยู่ๆก็มีดาบเล่มนั้นขึ้นมากลางลานกิจกรรม แล้วหลังจากนั้นถึงมีคนมาเสริมแต่งเรื่องราวไปใหญ่กลายเป็นมีนางฟ้าลงมาปักดาบไว้บ้างหรือตกลงมาจากฟ้าตามแรงโน้มถ่วงบ้าง แต่สิ่งที่สรุปได้ในที่สุดคือนั้นไม่ใช่ดาบธรรมดาเพราะหากนักเรียนของโรงเรียนถูกรังแกและนึกถึงดาบเล่มนี้ มันก็จะพุ่งไปหาคนที่เรียกทันที จริงแล้วจะเรียกว่านักเรียนทั้งหมดก็ไม่ได้หรอก ต้องบอกว่าคนที่มีชะตาต้องกับดาบมากกว่า เพราะพี่เองก็ไม่สามารถเรียกดาบนั้นมาได้" กันยาอธิบายอยู่พักใหญ่ในขณะที่เด็กสาวกำลังค่อยคิดตาม
      "แล้วเมื่อวานเกิดอะไรขึ้นแบบนั้นเหรอ ทำไมเธอถึงไปพบกับพี่นันธิดาได้" กันยาเอ่ยปากถามในที่สุด เกตุมณีจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่ม..

      ผู้อำนวยการโรงเรียนกมุทะรัตน์มองหน้าหญิงสาวเบื้องหน้าแล้วอดส่ายศีรษะไม่ได้ จับเอกสารและจดหมายขอความรวมมือมาทบทวนอีกครั้ง
      "ครั้งนี้เป็นจดหมายขอความร่วมมือมาจากท่านนายกฯดิฉันก็คงจะปฏิเศษอะไรไม่ได้ ถึงคุณจะแสดงให้เห็นว่าคิดจะมาก็มาคิดจะไปก็ไป"
      "รายละเอียดเขียนอย่างชัดเจนแล้วคะดิฉันหวังว่า ผู้อำนวยการจะเข้าใจ เรื่องราวรวมทั้งความพลิกผันที่เกิดขึ้น" ผู้อำนวยการพลิกเอกสารขึ้นอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง สีหน้าเปลี่ยนไปบ้างจนในที่สุดก็พยักหน้าละถอนหายใจยาวออกมาอย่างลำบากใจ...

      เพลงคลาสสิกบรรเลงจากเครื่องเสียงชั้นดีขับสำเนียงดนตรีหนักเบาเด่นชัดไม่ต่างกับฟังการแสดงสด เพิ่มบรรยากาศของความหรูหราให้กับอาคารไม้ชั้นเดียวของสภานักเรียน ภายในนั้น ผอบจันทน์นั่งอย่างภูมิฐานบนชุดรับแขก ยกหูถ้วยชาเซรามิคใบเล็กขึ้นสูดกลิ่นชาที่ส่งกลิ่นหอมสบายกระจายอย่างอ่อนโยน ก่อนจิบน้ำชาเล็กน้อยระหว่างใช้ความคิด
      "จริงๆดิฉันอยากจะให้เปลี่ยนคนรับรอบของคุณจากเกตุมณีเป็นเด็กคนอื่นบ้าง แต่หากเป็นความต้องการของแขกแล้วก็คงไม่มีทางเลือก" ประธานนักเรียนคนสวยพูดกับธรรมจารี หญิงสาวพยักหน้าตอบรับ ก่อนขยับท่าทีเล็กน้อยแล้วเริ่มพูดเรื่องต่อไป
      "มีอีกเรื่องคืนฉันต้องการรู้ที่มาที่ไปขอบดาบเล่มที่ปักอยู่กลางลานประชุม" คำถามนี้ทำเอาผอบจันทน์ขมวดคิ้งด้วยความยุ่งยากใจ
      "เป็นเรื่องที่ยากมากเลยคะแบบนั้น เพราะไม่มีใครทราบเลยว่ามันมีมาได้อย่างไร"
      "ไม่มีใครคิดจะเก็บดาบนี้ไว้ที่อื่นเลยหรืออย่างไร หรือว่าไม่มีใครรู้ว่าดาบเล่มนี้มีความแตกต่างกับดาบธรรมดา" ผอบจันทร์เลือกที่จะไม่พูดในทันที เธอยกถ้วยน้ำชาสีขาวขึ้นจิบอีกที
      "ดาบนั้นถูกยึดตรึงด้วยหนามกุหลาบ รัดจนแน่นไม่มีใครขโมยออกไปได้หรอกค่ะ และที่นั้นเ "เธอ" ก็เลือกที่จะอยู่เอง การตั้งไว้แบบนั้นควรจะเหมาะสมที่สุดแล้ว"
      "แล้วมีดาบเล่มอื่นอีกไหม?" ธรรมจารีถามต่อ ผอบจันทน์ส่ายศีรษะ แต่สีหน้าแสดงออกถึงความสับสน เธอเองรู้สึกว่าทำแบบนี้ไม่ถูกต้อง
      "มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเหรอคะ" ผอบจันทน์ถามในที่สุด ธรรมจารีจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉยโดยไม่ปิดบัง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ผอบจันทน์ทำหน้าเหมือนเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ เธอทำท่าจะยกชาที่เย็นชืดบนโต๊ะขึ้นจิบแต่ก็ละมือจากมัน
      "มันอาจจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อหน่อยนะคะ...." ผอบจันทน์สูดอากาศเข้าปอดลึกเหมือนต้องรวบรวมความกล้ามากมายในการที่จะพูดออกมา
      "บันทึกแห่งเอลทาเนีย แผ่นที่ เจ็ดสิบเก้า รูน่าเทพแห่งดวงจันทร์หลอมดาบเจ็ดเล่มจากหัวใจที่รักความถูกต้องให้กลืนกินความชั่วร้ายบนมาเมียน่าแทนตน แต่ดาบเหล่านั้นกระทำการเกินไป มาเธอร์ของเหล่าเอล์ฟจึงสร้างดาบมาเล่มหนึ่งจากดอกกุหลาบ ก่อนส่งมอบให้มนุษย์คนหนึ่งไปปราบดาบเหล่านั้นให้ มนุษย์ผู้นั้นใช้เวลาทั้งชีวิตในการเดินทางตามล่าดาบทำสำเร็จไปหกเล่มเหลือเพียงเล่มสุดท้ายที่ไม่สามารถเอาชนะได้ ความชราทำให้กำลังถดถอย เขาจึงคิดเพียงแค่ผนึกไว้แต่ทำไม่สำเร็จ กลับยิ่งทำให้ดาบของเขากระเด็นไปตกที่โลกอื่นไม่สามารถนำกลับคืนได้" ผอบจันทน์หยุดเล็กน้อยดูท่าทีของธรรมจารีที่กำลังรอฟังเรื่องราวต่อไปอย่างตั้งใจ
      "บันทึกแห่งเอลทาเนีย แผ่นที่ แปดสิบ ตัวแทนแห่งเอลทาเนียแพ้ให้แก่ดาบที่สร้างขึ้นจากหัวใจที่รักความถูกต้อง จนต้องเสียดาบแห่งเอลทาเนียไป แต่ชายคนนั้นไร้ความผิด ดาบจึงไม่อาจฝังคมดาบลงไปได้ในร่างเขาได้ มันจึงคิดสะกดร่างนั้นเพื่อใช้เป็นขาเดินไปสูบเลือดแห่งความชั่วร้ายทั้งหลายบนโลกแห่มาเมียน่า เมื่อพบเจอให้หนีให้ไกล เพราะคมดาบจะฝังร่างแม้เพียงคิดสกปรกเพียงเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ"
      "ที่พูดนี่เอามาจากไหนกัน" ธรรมจารีพยักหน้าแต่ก็เผลอยิ้มออกมาไม่ได้
      "เพราะมันไม่น่าเชื่อนี่ละคะดิฉันจึงเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่เคยบอกใคร" ผอบจันทน์คาดเดาไว้แล้วว่ายังไงคงจะจบที่ไม่มีใครคิดแบบที่เธอคิด
      "แล้วนี่เอามาจากนวนิยายเรื่องไหนกันละ" ธรรมจารีถามต่อแกล้งให้ความสนใจเพราะรู้สึกผิดที่ยิ้มออกไปแบบนั้น
      "เกมคะ เป็นเกมออนไลน์ที่กำลังมีชื่อเสียงในขณะนี้"
      "หือเกม"
      "มาเมียน่าออนไลน์คะ"
จบ Flower sanctity :: Effort ตอนที่ 3

ตัวละครใน Flower sanctity

มาริสา (เมย์)
เป็นนางเอกของ Flower sanctity เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กสวมแว่นไว้ผมยาวถึงกลางหลังหน้าตาธรรมดาลักษณะภายนอกไม่มีความพิเศษหรือโดดเด่นอะไร เรียนอยู่ชั้มมัธยมปีที่ 4 บ้านฐานะดีแต่อยู่กันแบบครอบครัวฐานะปานกลาง มีน้องสาวหนึ่งคน และก็อยู่กับแม่ เป็นคนทำงานแบ้านแทบทุกอย่าง มีความฝังใจในเรื่องของพ่อที่ชอบทุบตีตวาดใส่อารมณ์กับแม่เป็นประจำตอนเธอเป็นเด็กจึงทำให้เกลียดผู้ชายเป็นที่สุด งานอดิเรกคือการเล่นเกมส์และก็ดูละครหลังข่าว ความสามารถพิเศษ คือการทำอาหาร

กันยา
เป็นนางเอกอีกคนของ Flower sanctity เป็นเด็กสาวชั้นมัธยมปีที่ 5 มีผมยาวหยักโศกถึงกลางหลัง รูปร่างหน้าตาดีมาก เรียกว่าผู้หญิงด้วยกันยังอดชื่นชมไม่ได้ มีความเพรียบพร้อมในทุกด้าน เป็นหัวหน้าชมรมคอมพิวเตอร์ และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนฝ่ายตรวจสอบที่ค้านฝ่ายบริหารแทบทุกเรื่องจนทำให้หลายคนในคณะกรรมการนักเรียนตั้งตนเป็นศัตรู แต่เป็นคนมีวาทะศิลปสูงจึงไม่มีใครเอาเธอลงง่ายๆ งานอดิเรกคือการเล่นไวโอลิน เล่นได้ทุกทีทุกเวลาจริงๆ ความสามารถพิเศษ คือการเล่นไวโอลิน เธอมี Stradivari คู่ใจที่ไมยอมให้ห่างตัวอยู่

เกตุมณี
เพื่อนสนิทของ มาริสา มองดูเป็นเด็กสาวที่มีสไตล์เฉพาะตัว ไว้ผมยาวประบ่า มีความฝันอยู่ที่การเป็นหญิงสาวที่เพรียบพร้อม แอบชอบ มาริสา ที่เป็นเพื่อนสนิทอยู่

ผอบจันทน์
หัวหน้าคณะกรรมการนักเรียนอยู่ชั้น ม.6 ไว้ผมยาวถึงเป็นผู้หญิงที่สูงเกือบ 170 เซนติเมตร มีความมั่นใจสูง เป็นแบบที่ท้าชนกับปัญหาและแก้ปัญหาได้อย่างลงตัว ไม่ใช่คนที่อ่อนโยนนัก มีรสนิยมสูง เนื่องจากมาจากครอบครัวที่อยู่ในระดับสังคมชั้นสูง ไม่ค่อยหยิบจับงานหนักๆ จะคอยสั่งอย่างเดียว ยึดถือเรื่องรุ่นน้องรุ่นพี่มาก ชื่นชอบกันยาในฐานะที่ต้องการเป็นเจ้าของให้ได้ มีความสามารถด้านการเล่นเปียโน

นฤมล
อยู่ชั้น ม.4 ไว้ผมทรงตูดเป็ดสั้นไม่ถึงไหล่ ชื่นชอบผอบจันทร์แบบที่ไม่ยอมให้ใครมาแย่งไป จึงพยายามทำตัวให้เหมาะสมกับผอบจันทร์ซึ่งมันไม่เป็นธรรมชาติและขัดกับภาพจริงๆของตัวเอง ที่อ่อนแอและต้องการคนมาปกป้อง จึงทำตัวเป็นศัตรูกับคนอื่นๆที่เฉียดเข้ามาในชีวิต เป็นการป้องกันตัวเอง ว่าฉันเป็นอันตราย อย่าเข้ามาใกล้ฉัน

นิสา
เป็นสาวผมยาวที่ผมด้านหนัาตัดเป็นผมม้าแถมยังตัวสูง อยู่ชั้มมัธยมปีที่ 4 และอยู่ในชมรมคอมพิวเตอร์ เป็นคนคิดคอมมูนิตี้ในอินเตอร์เน็ดที่เรียกว่า CALL ขึ้นมา

วิสินี
เด็กผู้หญิงตัวเล็กไว้ผมสั้นเหมือนกับเด็กมัธยมต้นมีความฝันอยากเป็นนักเขียนนิยาย เป็นเด็กสาวช่างฝันและขี้อายมากๆ อยู่ชมรมคอมพิวเตอร์เช่นกันกับ นิสา

ทาลิสมัน
มาจากคำว่าทาลิสแมน เป็นนักเขียนภาพและเขียนการ์ตูน มีชื่อเสียงในวงการการตูนกลุ่มอิสระ เรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 และมาเข้าชมรมคอมพิวเตอร์เหมือนกันสองคนข้างต้น

วุธ
ผู้ชายคนเดียวในเรื่องตอนนี้ เป็นครูสอนเต้นรำสืบทอดโรงเรียนต่อจากปู่ของเขาตอนนี้เป็นนักศึกษาวิศวะไฟฟ้าปี 3 ชอบพออยู่กับน้องสาวของมาริสา และเป็นเพื่อนสนิทของแม่เธอ

มาลากร (จิ๊ดจ๋า)
น้องสาวของเมย์อยู่ชั้มมัธยมปีที่ 3 เป็นเด็กสาวที่ออกจะแก่นชอบเที่ยวเล่นกับเพื่อน แล้วคบเพื่อนผู้ชายหลายคนให้ มีความทรงจำที่ไมดีกับพ่อเหมือนกับพี่สาวแต่การแสดงออกตรงกันข้ามกัน

บงกช
เพื่อนของกันยา อยู่ห้องเดียวกับ มาริสา มีรสนิยมชอบผู้หญิงเดียวกันอย่างชัดเจน เหตุที่เรียนช้ากว่ากันยาเพราะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ

นันธิดา
รุ่นพี่ของ กันยาจบการโรงเรียนไปแล้วเรียนคณะแพทย์ศาสตร์ พร้อมเปิดร้านกาแฟอยู่บนห้างสรรพสินค้า เคยเป็นสิ่งที่กันยาใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไว้ผมยาวระดับเอวตัดแต่งปลายให้เท่ากันอยู่เสมอ ไม่เคยคิดจะตัดผมสั้นและให้ความสำคัญต่อเรื่องของเส้นผมมาก

วิชุดา
รุ่นพี่สาวสวยอีกคนหนึ่งเป็นเพื่อนของกันยาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียน ถึงเป็นคนสวยแต่ก็แปลกที่ชอบใช้ภาษามือจนเคยชินแทนการพูดโดยเจ้าตัวเองก็ไม่รู้ตัว จึงเป็นคนที่เข้าใจยากสำหรับหลายๆคน

ชัยพฤกษ์
เพื่อนของกันยาอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 5 เช่นเดียวกัน เป็นสาวหล่อ เล่นกีฬาเก่งทั้งเป็นที่ชื่นขอบของเด็กผู้หญิงหลายคน แต่ตัวเธอไม่มีรสนิยมชอบผู้หญิงด้วยกัน สิ่งนี่เลยกลายเป็นปมด้อยของเธอไป เป็นหนึ่งในคณะกรรมการนักเรียนมักจะอยู่คู่กับ วิชุดา เสมอ


ตัวละครที่เพิ่มขึ้นมาใน Flower sanctity :: ~Effort~

ธรรมจารี
ตำรวจสาวเชื่อสายไทยเป็นมือดีของทาง FBI ที่สามารถปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื้องใหญ่ๆมาหลายคดี กรรมตำรวจไทยขอยืมตัวมาเพื่อปิดคดีฆาตกรรมต่อเนื่องแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น เป็นหญิงสาวอายุ 25 ปี ตัวสูงหุ่นดีผมยาวสวย แววตาเอาเรื่อง จบการศึกษามาหลายสาขาโดยเฉพาะสาขาทางจิตวิทยา และ สังคม สอบเข้ามาเป็น FBI ในแผนสืบสวนก่อนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวคดีการฆาตกรรมต่อเนื่อง มีความสามารถทางการต่อสู้มือเปล่า และมองเห็นวิญญาณแต่กลัวผี รสนิยมสูง เป็นพวกทำตามความพอใจของร่างกายเป็นหลัก

รุจิระ
ลูกสาวนายกรัฐมนตรีอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 4 มองนักเรียนคนอื่นอยู่นอกสายตาไม่ค่อมมีเพื่อน สีหน้าและท่าทางหยิ่งจนเห็นได้ชัด ไม่มีเพื่อนสนิทสักคน พยายามปรับปรุงตัวเองเพราะ ผอบจันทน์หัวหน้าคณะกรรมการนักเรียนขอให้ปรับปรุงตัวและยกเหตุผลมากมายสนับสนุนจนเธอยอมแพ้ แต่มันก็ไม่ง่ายแบบนั้นเพราะพูดคุยกับใครก็ไม่วายจะไปคุยทับชาวบ้านเขา

จบ ตัวละครใน Flower sanctity

ฝากไว้อีกตอนนะครับ เจอคำผิดช่วยโพสให้ด้วยนะครับจะตามแก้ในเนื่อเรื่อง ขอบพระคุณอย่างสูง orz
ใครช่วยวาดตัวละครส่วนแนะนำตัวละครให้หน่อยเถอะฮับ


Edit by smdm - 06 พ.ย.47 เวลา 23:18:02 น.

Edit by smdm - 08 พ.ย.47 เวลา 13:55:42 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 06 พ.ย.47 เวลา 19:12:51 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 7 จากทั้งหมด 7 Reply

Silver
is Silver

ธรรมจารีพยักหน้าแต่ก็เผอยิ้มออกมาไม่ได้ << เผลอๆ

กันยา
เป็นนางอีกคนเอกของ Flower sanctity << อ่านเจอทีนี่งงไปแป็บนึง - -;;;

คราวนี้พิมพ์ผิดน้อยลงนะลุง =w=
โอ้วว ในที่สุดก็ได้อ่านตอนต่อไป
....ทำไมมันกลายเป็นฟิคแอคชั่น กึ่งไสยศาสตร์ไปแล้วหล่ะ..

ภาพเมย์ใช้ภาพนี้ได้มะ grin

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 06 พ.ย.47 เวลา 20:32:27 น.

Kill
(Witna)

Member

กลายเป็นแนวอะไรไปแล้วหว่านี่ท่าน ถ้าเป็นสิ่งที่ตั้งใจจะเขียนไว้แล้วก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าไม่ ระวังว่ายิ่งเขียนจะยิ่งหลุดจากธีมเดิมนะ

ฮืม คำผิดหายไปจำนวนมาก แต่ช่างมัน ไม่สนใจเรื่องคำผิดอยู่แล้ว

เมย์กลายเป็นสาวหลายใจไปซะแล้ว tongue โดนไปที ถึงกับติดใจ หุ หุ หุ tongue~
มีเรื่องที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นหลายๆ อย่าง เช่น
ธรรมจารีย์ กลายเป็นสาวนักบู๊ (แถมมิใช่ระดับธรรมดา) แต่ถ้าเป็นงี้ ก็เป็นเหตุผลว่า การที่เธอไม่จำเป็นต้องพกปืนตลอดเวลา ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ไอ่เรื่องดาบในโรงเรียน กะรุ่นพี่ที่เรียกมาใช้ได้โดยเหมือนเป็นเรื่องปกติ แถมยังมีฝีมือดาบอันสวยงาม และเก่งกาจอีกตะหาก
แล้วมาจบลงที่การที่เกมออนไลน์มามีเอี่ยวกะโรงเรียนด้วย (จริงๆ แล้วโรงเรียนเป็นผู้ทำ และเปิดให้บริการสินะ มาเนียน่า เนี้ย tongue )

เจอแปลกๆ เข้าไปเยอะ เหมือนกะหลุดจาก Sanctity ตอนแรก เลยไม่รู้จะทำอารมณ์ยังไงดีแฮะ ขออ่านอีกสักหน่อยละกัน
แต่ปฏิสัมพันธ์ของตัวละครก็ยังคืบหน้าไปเรื่อยๆ ก็เลยรู้สึกโอเคในส่วนนี้

( ปล. หน่อยแน่ะ ผู้ชายอย่างเธอ อย่ามายุ่งกะหนูแว่นตูนะเฟ้ย ชิ้ว ชิ้ว )
( ปล. 2 มีโอกาสจะเขียนรูปประกอบต่อให้ ช่วงที่ผ่านมาติดงาน ขออำภัยๆ )

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 15:50:15 น.

Death
The Death

เนื้อเรื่องจงใจให้เป็นแบบนี้อยู่แต่แรกแล้วรึ - -' แปลกๆ ชอบกล ขัดกับแนวของเรื่องในภาคแรกเต็มๆ
เมย์กับกันยาล่ะ !! ~~~~
พิมพ์ผิดเยอะพอสมควรนะครับ โดยเฉพาะวรรณยุกต์หาย
เอาที่เด่นๆ ก่อนแล้วกัน
ท่าทางขอบรุจิระทำให้เกตุมณีอดไม่ได้ที่จะรู้สึกวางตัวลำบาก < ของ?
พลางหยิบโทรศัพท์มือถืออกมาจากกระเป๋ากระโปรง < พลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา
ก่อนเหตุผลทั้งหลายจะหักล้างกันวุ้นวายในสมองของเธอเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น < วุ่นวาย
"เมย์" เกตุมณีเรียกชื่อเด็กสาวปลายสายด้วยน้ำเสียงทราบซึ้ง < ซาบซึ้ง?? จริงๆ แล้วตรงนี้ผมไม่ค่อยแน่ใจนัก ว่าจงใจรึเปล่า เพราะ ทราบซึ้ง มันก็มีความหมายอีกแบบนึงเหมือนกัน
ธรรมจารีชะรอรถจอดหยุดไฟแดง < ชะลอ
"ชอบขนานี้แต่กลับไม่พูดออกไป < ขนาดนี้
ทำให้เกตุมณต้องหันไปมองอย่างสนใจ < เกตุมณี - -'
"บรรยกาศดีมากทีเดียวนะที่นี่" < บรรยากาศ
สายตาของเด็กสาวในชุดม่วงไว้แววว่าจะมีจิตสำนึกอยู่กับร่าง < ไร้แวว
ธรรมจารีปล่อยมือข้างหนึ่งออกจากผ้าปูโต๊ะสบัดขึ้นรับดาบ < สะบัด
ในทันทีผ่านปูโต๊ะที่ไร้กำลังกลับคงสภาพเป็นเหมือนวัตถุแข็ง < ผ้าปูโต๊ะ
ระเบิดพลังปราณกระแทบไปรอบทิศทาง < กระแทก
แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของพลังบดกระแทกที่เคลื่นตัวผ่านไปรอบห้อง < เคลื่อน
โค้งเป็นรวดรายจมลงไปในพื้นพรมจนเห็นรอยชัดเจนทั่วทั้งห้องเหมือนมีกำลังที่หนักสายหนึ่งลากผ่านไป < ลวดลาย
ตอนนั้นถึงรู้สึกถึงสิ่งปรกติหนึ่งที่เกิดขึ้น < อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วงงๆ น่าจะสิ่งผิดปกติ? ที่นันธิดานั่งเล่นเปียโนไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ิ่สิ่งนั้นทำให้ธรรมจารีต้องหลับตาลงหนึ่งอึกใจก่อนลืมตาขึ้นมา < อึดใจ?
"นี่มันอะไรกัน" เกตุมณถึงกับร้องถามขึ้นมา < เกตมณอีกแล้ว - -'

ที่เหลือเป็นเรื่องวรรณยุกต์ตกน่ะครับ แต่ดีแล้วครับ แสดงว่ารีบปั่นแม้จะยังเบลอๆ tongue จะได้มีตอนต่อไวๆ
โดยรวมๆ แล้วสนุกดี จะรอตอนต่อครับ smile

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 07 พ.ย.47 เวลา 17:43:13 น.

welcome.to/WallSky
(WallSky)

Hell Knight

=== สับคำผิด ===
"เหนื่อยมากเหรองานรับรองแขกของคณะกรรมการนักเรียนนะ" เด็กสาวที่เดินผ่านมาพอดีกล่าวถามขึ้น
-- คำลงท้ายน่าจะเป็น "น่ะ" มากกว่า "นะ"
"ดิฉันเพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ต้องจากกันคะ" เกตุมณีตอบ
-- อีกน่ะล่ะ ... "ค่ะ" สิ
ก่อนเหตุผลทั้งหลายจะหักล้างกันวุ้นวายในสมองของเธอ
-- วุ่นวาย
"สวัสดีคะ"
-- ทำไมใช้คำลงท้ายประโยคของผู้หญิงผิดบ่อยจังเนี่ย T_T ... สวัสดีค่ะ
"อ๋อคุณตำรวจนั้นเองสวัสดีคะ"
- คุณตำรวจนั่นเอง
"เอ๋ วางแผนอะไรหรือเปล่าคะ"
-- อันนี้ถูก grin

... คะ กับ ค่ะ ผิดเยอะจนถ้าลิสต์ออกมาจะยาวเป็นหน้า เอาเป็นว่าเกินสิบประโยคนะครับ ... ~_~

"ที่นี่พึ่งเปิดให้บริการได้ไม่นานคิด
-- ???

อาหารแอปปาไทท์
-- อาหารเรียกน้ำย่อยก็ได้มั้งครับ ?

ตำรวจสาวสะอึดเข้าใส่ร่างของเด็กสาวในชุดราตรีม่วง
-- แปลว่า ???
=== สับคำผิด ===

ถ้าไม่นับคำผิด และการใช้ภาษาพูด
บทสนทนา และการบรรยาย อ่านได้ลื่นไหลดี ชอบบทสนทนาในรถของเกตุมณีกับเมย์ทำได้ดีมากๆ อ่านแล้วใจเต้นดี XD
มีที่พิลึกคงจะเป็นฉากธรรมจารีในชุดราตรี = กระโปรง ในรถเปิดประทุน
ช่างเป็นภาพที่นึกภาพตามแล้วพิลึกใช้ได้เลยทีเดียว ... กระโปรงเนี่ยนะ ... แล้วรถเปิดประทุน .. ^^"
อืมม ...

... นั่นเป็นความคิดตอนก่อนเข้าฉากบู๊ ...

~_~a ... พอเข้าฉากบู๊ ในช่วงของฉากบู๊ ตัวหนังสือจากเดิมที่อ่านง่ายๆ กลายเป็นก้อนตัวหนังสือชวนตาลายยิ่งนัก
น่าจะแบ่งให้เป็นช่วงๆอ่านง่ายกว่านี้ ... อยากให้ระวังการเปลี่ยนฉากกระทันหัน
เช่น จบเรื่องที่ร้านอาหารแล้วตัดไปที่โรงเรียน เกตุมณีนำดาบไปคืนแท่นกุหลาบ อยู่ๆก็ไปโผล่ที่นั่นเลย
แล้วอยู่ๆพอเกตุมณีจะเริ่มเล่าเรื่องให้กันยาฟัง ก็ตัดมาที่ห้องผู้อำนวยการทันทีเลย
ถ้าไม่ต้องการบรรยายพื้นที่อย่างชัดเจนในประโยคแรก อย่างน้อยน่าจะเว้นระยะห่างของบรรทัดมากกว่าความห่างปกติ เพิ่มมาซัก 1-2 เคาะ

"บันทึกแห่งเอลทาเนีย แผ่นที่ เจ็ดสิบเก้า" <-- อึ้ง !! ...

/me อ่านจบ ... อยากขอโต๊ะมาล้มเล่นซักตัว ^^+
พลิกได้สุดๆจริงๆ เยอะเลยนะเนี่ย แต่อย่าทำให้กลิ่นแบบภาคแรกหายไปนะ >_<~

ปล. หวังว่าจะไม่เอาไปผูกกับซีรีย์ฟุ้ตเหล็กทองคำเดิม กลัวไม่จบ >_<~


ปปล. รูปของซิล โต๊ะเรียนเตี้ยมากๆ ต้องก้มเยอะเลยนะ

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 08 พ.ย.47 เวลา 13:32:49 น.

smdm
จากคนกลายเป็นแมว

ขอบคุณคุณ Death กับคุณ Wallsky มาครับผมทีช่วยเรื่องคำผิด คิดได้อย่างเดียวว่าเป็นคำสาป เพราะที่อ่านนี้ผมตรวจทานแล้วกว่า สามรอบ แต่หลุดออกมาขนาดนั้นก็ยังคงต้องพูดแบบเดิมๆว่าผมจะระวังให้มากขึ้น ไม่แก้ตัวละล้างคอรับคมดาบอย่างเดียว

ตอนหน้าคงจะกลับเข้าฝั่งเหมือนเดิมแล้ว ก่อนจะพาออกกทะเลกันในตอนที่ 5 ถามว่าจงใจไหม สำหรับ Effort ผมจงใจนะ สภาพแวดล้อมนี้จงใจวางไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่เขียนแต่ยังที่จะหาโอกาสใช้เท่านั้น แต่ดูท่าหลายเสียจะไม่ชอบ แย่จัง

ขอบคุณสำหรับภาพคุณ silver วาดกันยาอีกสักคนสิครับ grin

สะอึดเข้าใส่ ก. กรากเข้าใส่ พรวดเข้าใส่

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 08 พ.ย.47 เวลา 14:14:59 น.

Izabelle
Oversea Student

เหมือนยังขาดหายอะไรไปอย่างนะ
เนื้อหามันดูบุคลิกของผู้คนเหมือนๆกันไปหมด ไม่ค่อยดูมีจุดเด่นมากเท่าไร
บุคลิกคุณหนู งาม เพียบพร้อม เกิดในตระกูลร่ำรวย มารยาทงาม
ความจริงแล้วคุณหนู ถึงมาอยู่เรียนแบบคุณหนูก็ใช่ว่าจะเรียบร้อยได้หมดจดหรอกนะ ความเครียดคงบีบตาย ยิ่งเห็นทุกอย่างเพื่อส่วนรวมเหมือนทุกคนมันเป็นอุดมคติเกินไป คนเห็นแก่ตัวต้องมีมั่ง
อยากให้ลองเสริมอะไรแบบนี้ลงไปมั้งแหะ

ไปมาๆเป็นอภิหารไปเลยนะไม่มีปี่มีขลุ่ย อย่างคนอื่นๆคงพอว่า แต่ธรรมจารีนี่ไม่มีเกรินมาเลยนะ มาถึงก็ปล่อยพลังซุปเปอร์ไซย่า พลาดไปตรงไม่ได้ดำเนินเรื่องมาให้เห็นความแตกต่างนะ เรื่องบางอย่างมันพลิกโผไปนิดมันทำให้ตามไม่ทันนะ

Edit by Izabelle - 20 พ.ย.47 เวลา 14:55:57 น.

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 20 พ.ย.47 เวลา 14:55:18 น.

Blade
คนบ้าในไร่แห้ว

...อึ้งนิดๆ...

ผมว่าธีมเรื่องมันตีกันอยู่นะ ปรับอารมณ์ไม่ค่อยทันแฮะ her

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 01 ธ.ค.47 เวลา 23:11:08 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 7 จากทั้งหมด 7 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ