Charcoal
FREE RUNNING

The Faith-rest Drill

The Faith-rest Drill

Part 1

(Living by faith, a drill producing tranquility in the soul)
การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ

การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อคือการฝึกซ้อมที่ต้องฝึกฝน การฝึกนี่เป็นการประยุกต์ใช้พระวจนะ ของพระเจ้าต่อความยากลำบากและแรงกดดัน เพื่อสร้างความสงบภายในจิตใจ เมื่อผู้เชื่อ ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ เขาได้ประยุกต์ใช้พระสัญญาในพระคัมภีร์ หลักการและหลักคำสอนโดยความเชื่อมั่นต่อประสบการณ์ของเขา การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ คือการเชื่อในความคิดของพระเจ้า ไม่ใช่ของตนเอง อันเป็นความคิดเท็จ ตัวอย่างเช่น พระเจ้าเป็นความยุติธรรมที่สมบูรณ์แบบ{Justice (ความยุติธรรม)}และเป็นเช่นนั้น มีแต่พระองค์เท่านั้นที่เป็นความยุติธรรมอย่างแท้จริง ต่อ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดของพระองค์ตลอดเวลา พระเจ้าเป็นความยุติธรรม กับคุณทุกๆวินาทีของทุกวันดังนั้นจึงเป็นการที่ไม่ถูกต้องหากคุณคิดว่า "ผู้คน และ ชีวิต ไม่ยุติธรรมต่อฉันเลย!!" คุณไม่ตระหนักเหรอว่า ถ้าคนๆนั้นปฏิบัติกับคุณอย่างไม่เป็นธรรม พระเจ้าสามารถลงวินัย หรือ ลงพระราชอาญา ต่อ คนๆ นั้น และ เพื่อที่จะให้พระพรเพิ่มขึ้นสำหรับคุณได้ ?

เมื่อผู้เชื่อใช้พระวจนะของพระเจ้าต่อปัญหาของเขา และ แรงกดดัน เขาจะมีความสงบในจิตใจของเขาความสงบสุขนี้หมายถึงสองสิ่งคือ ความเชื่อมั่นในพระเจ้า และ เป็นอิสระจากความปั่นป่วนทางจิต{กระวนกระวายใจ}ที่เกิดจากบาปของความรู้สึกผิด{emotional sins}หากจิตใจของผู้เชื่อถูกควบคุมด้วย บาปทางด้านความคิด{ยากอบ บทที่1: ข้อ6 -8}เช่น ความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความอิจฉา ความขมขื่น การสงสารตัวเอง ฯลฯ เขาจะมีความเครียดภายในจิตใจของเขา ตัวอย่าง เช่น ถ้าเขากังวลเกี่ยวกับปัญหาครอบครัวของเขา ความเครียดก็จะเกิดขึ้น หลักการนี้สามารถแสดงให้เห็นได้ด้วยสูตรง่ายๆดังต่อไปนี้


[ปัญหา + บาปทางด้านความคิด = ความเครียดภายในจิตใจ]
[Problems + Mental sins = Stress]


ความเครียดก่อให้เกิดการปั่นป่วนภายในจิตใจ แต่ทว่าการประยุกต์ใช้หลักคำสอนพระคัมภีร์ด้วยความเชื่อจะก่อให้เกิดความสงบสุขในจิตใจ


[ปัญหา + หลักคำสอนพระคัมภีร์ที่ประกอบด้วยความเชื่อ = ความสงบสุขภายในจิตใจ]
[Problems + Applying Bible Doctrine by faith = Tranquility]


การประยุกต์ใช้พระสัญญาในพระคัมภีร์ หลักการและทฤษฎี โดยความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อตลอดมา อับราฮัมได้รับสัญญาว่าจะมีผู้สืบสายโลหิตที่ยิ่งใหญ่ โดยพระเจ้าผ่านทางซาร่าห์ภรรยาของเขา,สำหรับพระเจ้าไม่ทรงส่งเสริมให้อับราฮัมสืบทายาทของเขาผ่านการล่วงประเวณี({“เราจะทำให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่และเราจะอวยพรเจ้าเราจะทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเลื่องลือและเจ้าจะเป็นพร} {เราจะให้เชื้อสายของเจ้ามีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนดุจผงธุลีบนแผ่นดินโลก ถ้าใครสามารถนับผงธุลีได้ก็จะสามารถนับเชื้อสายของเจ้าได้} ปฐมกาล บทที่12: ข้อ2; บทที่13: ข้อ16)ตอนแรกอับราฮัมไม่มีความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณที่จะเชื่อในพระสัญญา และ ในความท้อใจ จึงสันนิษฐานว่าลูกหลานของเขาจะมาผ่านทาง เอลีเยเซอร์ ({แต่อับรามทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พระองค์จะประทานบำเหน็จให้แก่ข้าพระองค์ไปทำไมในเมื่อข้าพระองค์ยังไม่มีลูกเลย และผู้ที่จะรับมรดกของข้าพระองค์ ก็คือเอลีเยเซอร์แห่งดามัสกัส?” และอับรามทูลว่า “พระองค์ไม่ได้ประทานลูกให้ข้าพระองค์เลย ฉะนั้นคนรับใช้ในครัวเรือนจะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์”}ปฐมกาล บทที่15: ข้อ2-3)แม้ว่าอับราฮัมจะมีอายุ 86 ปีแล้ว แต่เขาก็ยังไม่เชื่อว่าพระเจ้าจะสามารถสร้างลูกหลานได้ผ่านทาง ซาร่าห์ ภรรยาของตน({นางซารายภรรยาของอับรามไม่มีบุตรให้แก่อับราม แต่นางมีสาวใช้ชาวอียิปต์ชื่อฮาการ์ นางจึงกล่าวกับอับรามว่า “ดูสิองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยอมให้ฉันมีลูก จงไปนอนกับสาวใช้ของฉัน บางทีฉันจะมีลูกผ่านทางนาง” อับรามก็ฟังคำของนางซาราย ฉะนั้นหลังจากที่อับรามอาศัยอยู่ที่คานาอันได้สิบปี นางซารายภรรยาของเขาจึงนำนางฮาการ์สาวใช้ชาวอียิปต์มาให้สามีของนาง ให้เป็นภรรยาของเขา } {อับรามอายุ 86 ปีเมื่อฮาการ์ให้กำเนิดอิชมาเอลแก่เขา} ปฐมการ บทที่16: ข้อ1-3, ข้อ16)

สัญญานี้ได้รับมาก่อนเมื่ออับราฮัมยังอาศัยอยู่ในบ้านเกิดของเขา ราชวงศ์ที่ 3 แห่ง เออร์ของชาวเคลเดีย{ the 3rd Dynasty of Ur (Ur of the Chaldees) ยังเป็นที่รู้จักกันในนาม Neo-Sumerian Empire ประมาณ 2,112 ปีก่อนคริสตกาล ถึง ประมาณ 2,004 ปีก่อนคริสตกาล}ในเวลานั้นเขาอายุน้อยกว่า 75 ปีหลังจากใช้เวลาหลายปีใน เมืองฮาราน{Haran} เขาออกจากที่นั่นตอนอายุ 75 ({ดังนั้นอับรามจึงไปตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชา โลทก็ไปด้วย อับรามออกจากเมืองฮารานเมื่ออายุ 75 ปี }ปฐมกาล บทที่12: ข้อ4) อับราฮัมใช้เวลามากกว่า 24 ปีในการสะสมหลักคำสอนของพระคัมภีร์มากพอ ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาที่จะพัฒนาความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งพอที่จะเชื่อว่าเขาจะมีลูกชายคนหนึ่งโดยจะมาจากทางนางซาราย

"ความเชื่อของเขาไม่ได้ถดถอยเลยเมื่อเขาเผชิญกับความจริง
ที่ว่าร่างกายของเขาเหมือนได้ตายไปแล้ว [สมรรถภาพทางเพศ]
เพราะเขามีอายุราวร้อยปีแล้ว และความจริงที่ว่าซาราห์ก็
ไม่สามารถมีบุตร กระนั้นเขา[อับราฮัม]ก็ไม่ได้หวั่นไหว
คลางแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่มั่นคงในความเชื่อ
และถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้า เพราะเชื่อมั่นเต็มที่ว่า
พระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะทำสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้"
(โรม บทที่4: ข้อ18-21)

ตอนที่อับราฮัมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า ความมั่นใจที่เขามีในพระเจ้าก็เพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น "ฉะนั้น ความเชื่อเกิดขึ้นได้ก็เพราะการได้ยินและการได้ยิ่งขึ้นได้ก็เพราะพระคำของพระคริสต์"(โรม บทที่10: ข้อ17) ผู้เชื่อที่ได้ฟังพระคำของพระเจ้าในวันนี้ จะมีความเชื่อเล็กน้อยเกิดขึ้นในจิตใจของเขา และถ้าเขาได้ฟังต่อในวันพรุ่งนี้ก็จะมีความเชื่อเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยและถ้าเป็นเช่นนี้ตลอดชีวิตของเขา สุดท้ายเขาก็จะมีความเชื่อที่เข้มแข็ง

คุณเห็นไหม? เมื่ออับราฮัมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับพระเจ้า ความเชื่อมั่นในพระเจ้าเพิ่มขึ้น (โรม บทที่10: ข้อ17) กล่าวว่า "เหตุฉะนั้นความเชื่อมาจากการได้ยินและการได้ยินตามพระวจนะของพระคริสต์" เมื่อผู้เชื่อ เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าในวันนี้ และ มีการพัฒนาความเชื่อทีละเล็กละน้อยเกิดขึ้น จากนั้นเขาก็ฟังในวันพรุ่งนี้ และ มีการพัฒนาความเชื่อมั่นอีกเล็กน้อยในวันรุ่งขึ้น และ เขายังคงทำเช่นนั้นต่อไปตลอดชีวิตด้วยเหตุนี้ความเชื่อของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่ เข้มแข็งขึ้น และ แข็งแกร่งขึ้น

ขั้นตอนนี้โดยขั้นตอนการพัฒนาของความเชื่อจะแสดงโดยหนึ่งในคำภาษาฮิบรูเพื่อความเชื่อ "קָוָה"/(kaw-vaw') Qavah (คะวา) นี่คือคำที่ใช้ในการอธิบายกระบวนการผูกที่ผลิตเชือกที่แข็งแกร่งมาก และถูกนำมาใช้เพื่อแสดงให้เห็นถึงศรัทธาที่แข็งแกร่งของผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณ{the Mature Believer}ที่รอคอยพระเจ้า({แต่บรรดาผู้ที่รอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวังจะฟื้นกำลังขึ้นใหม่ พวกเขาจะกางปีกทะยานขึ้นเหมือนนกอินทรี พวกเขาจะวิ่งไปโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พวกเขาจะเดินไปโดยไม่อ่อนระโหยโรยแรง}อิสยาห์ บทที่40: ข้อ31) เพื่อให้เชือกที่ไม่ขาดอันแข็งแกร่งนี้เริ่มต้นด้วยด้ายเส้นเล็กๆ ซึ่งจะขาดได้ง่ายๆ ภายใต้ความกดดัน อย่างไรก็ตามเมื่อเส้นใยเดี่ยวนี้บิดเป็นเกลียวทบไปรอบๆ เส้นที่สองและพันรอบๆ ทบอีกเส้นหนึ่ง แล้วจะได้เชือกที่แข็งแกร่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมา หลักการคือ เมื่อเส้นใยประสานมากขึ้นมีการบิดเข้าด้วยกันเชือกจะแข็งแรงขึ้น กระบวนการนี้เกี่ยวข้องกับการทำเชือกที่แข็งแกร่ง แสดงให้เห็นว่าความเชื่อมีการพัฒนาในขั้นตอนนี้เป็นอย่างไร ความเชื่อในแรกเริ่มนั้น จะเป็นอะไรที่อ่อนแอมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้เชื่อบิดความเชื่อให้เป็นเกลียวให้มากขึ้นเรื่อยๆ{ดั่งเชือก}ในที่สุดเขาก็จะมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า ดั่งเช่นผู้เชื่อใหม่ ความเชื่อของเราก็เหมือนกันกับด้ายดีๆนี่เองมันไม่มีความแข็งแรงอะไรเลย อย่างไรก็ตามในฐานะผู้เชื่อ ได้เรียนรู้หลักคำสอนมากขึ้นและกำไรจากประสบการณ์ในการประยุกต์ใช้ของเขา ความเชื่อมั่นของเขาในสถานการณ์ที่ กดดันเขาพัฒนาความเชื่อที่แข็งแกร่งดั่งเช่นเชือก เมื่อถึงจุดนั้นเขาสามารถดำเนินได้โดยความเชื่อไม่ใช่ด้วยสิ่งที่สายตาเห็น ({เราจึงดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น }2 โครินธ์ บทที่5: ข้อ7)

ก่อนยุคคริสตจักร ชิวิตฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อจะให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตของตนด้วยความเชื่อ ตัวอย่างเช่น ชาวยิวแห่งยุคอพยพได้รับการสอนวิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ ขณะที่พวกเขายังคงอยู่ในอียิปต์ ตัวอย่างเช่น พวกเขาได้รับการสอนทั้งหมดเกี่ยวกับคำมั่นสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำแก่อับราฮัม ว่าพระเจ้าจะทรงประทานประเทศให้แก่คนยิวเป็นของตนเอง เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรือง"ไหลไปด้วยนมและน้ำผึ้ง" ดังนั้นเมื่อโยเซฟตาย เขาปฏิเสธที่จะถูกฝังอยู่ในอียิปต์ แต่ถูกอาบยารักษาสภาพศพและวางไว้ในอุโมงค์เหนือพื้นดิน เขาได้ทำสัญญากับชาวยิวเพื่อเอากระดูกของตนออกจากอียิปต์ และฝังไว้ในแผ่นดินที่สัญญาไว้ ดังนั้นกระดูกของโยเซฟจึงยังไม่ถูกฝัง ซึ่งหมายความว่าครอบครัวชาวยิวที่อาศัยอยู่ในอียิปต์คงจะผ่านอุโมงค์ของโยเซฟไปมา และพ่อจะสามารถบอกเล่า เรื่องราวนี้กับลูกๆ ของพวกตนได้ ด้วยวิธีนี้พวกเขาจึงเรียนรู้ที่จะวางใจในพระเจ้าได้ พวกเขาได้รับการสอนว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาคือวางใจในพระสัญญาของพระเจ้าเช่นเดียวกับที่โยเซฟเชื่อคำสัญญาของพระเจ้า ดังนั้นชาวยิวจึงมีชีวิตฝ่ายวิญญาณ ก่อนที่พวกเขาข้ามทะเลแดง ก่อนที่พวกเขาได้รับกฎหมายโมเสก({the Mosaic Law}(กฎหมายของโมเสกสอนเกี่ยวกับไม้กางเขน{ ความรอด }เกี่ยวกับการสารภาพบาป{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9} และหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการสถาปนาต่างๆ{Laws of Devine's Establishment}แต่ มัน"!!ไม่!!"ได้สอนจิตวิญญาณของ ชีวิตฝ่ายวิญญาณ)ของผู้เชื่อเหล่านี้ได้รับการใช้ชีวิตของพวกเขาโดย ความเชื่อในพระเจ้าของพระสัญญาและหลักการต่างๆ

Laws of Devine's Establishment

"หลักการและกฎต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุข" ด้วยความสัพพัญญูของพระองค์{Omniscience (ความสัพพัญญู)} พระเจ้าทรงทราบตั้งแต่อดีตกาลว่ามนุษย์จะเลือกที่จะกระทำบาป พระองค์ยังทราบว่า เมื่อมนุษย์ได้ธรรมชาติบาป{ธรรมชาติบาปไม่สามารถทำการได้โดยปราศจากชีวิตของ มนุษย์ เนื่องจากการล่อลวงต่อเจตจำนงที่มาจากธรรมชาติบาปนั้นต้องปรากฏขึ้นมาเป็นความคิดในจิตใจก่อน เพราะฉะนั้นธรรมชาติบาปเริ่มทำการเมื่อตัวอ่อนในครรภ์ได้คลอดออกมาและกลายเป็นมนุษย์เพราะได้รับจิตใจ(Soul)จากพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์และการ ทำการของธรรมชาติบาปได้เริ่มต้นพร้อมๆกัน เมื่อพระเจ้าทรงประทานจิตใจให้กับร่างกายในเวลาคลอด พระเจ้าได้ใส่(Imputes) บาปดั้งเดิมของอาดัมไว้ กับธรรมชาติบาป (ซึ่งถูกสืบทอดทางอสุจิของผู้ชายในเวลาปฏิสนธิ “เมื่ออาดัมอายุได้ 130 ปีก็มีบุตรชายซึ่งเหมือนอย่างเขา ตามลักษณะ[แบบ]ของเขา เขาตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเสท” (ปฐมกาล บทที่5: ข้อ3)ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ได้เกิดมาโดยมีชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่ตายฝ่ายวิญญาณ"เพราะทุกคนทำบาป[เนื่องจากบาปขอบอาดัม]และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"(โรม บทที่3: ข้อ23) "เพราะว่าคนเป็นอันมาก[มนุษย์]เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมาก[ผู้เชื่อในพระคริสต์] ก็เป็นคนชอบธรรม[ในสายพระเนตรของพระเจ้าตั้งแต่เวลารอด]เพราะคนเดียว[ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู] ที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น(โรม บทที่5: ข้อ19)"}แล้วเขาจะมีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะทำลายล้างตัวเอง ดังนั้น เพื่อที่จะรักษาและให้มนุษยชาติดำรงไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสงครามระหว่างพระเจ้าและฝ่ายซาตาน(the Angelic Conflict){เป็นสงครามที่มนุษย์มองไม่เห็น ซึ่งกองทัพของซาตาน(the Fallen Lucifer) สู้กับกองทัพของพระเจ้า เป็นการต่อสู้อย่างต่อเนื่องซึ่งเกิดจากการกบฏของซาตานและอีกหนึ่งส่วนสามของทูตสวรรค์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุให้พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาเพื่อแก้ไขการกบฏนั้น}พระเจ้าทรงตั้งหลักการและกฏต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุขสำหรับทั้งผู้เชื่อและผู้ไม่เชื่อ เป็นหลักการที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้อง และให้ความมั่นคง ระบบและระเบียบ การเอาตัวรอด และพระพร ต่อมนุษยชาติ หลักการเหล่านี้ได้ประกาศว่า เสรีภาพเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่สุดของมนุษย์ เมื่อมนุษย์ได้กระทำตามหลักการและกฎต่างๆ เหล่านี้ เขาได้ระงับธรรมชาติบาปและแสดงให้เห็นถึงความเลิศประเสริฐของความเป็นไท

หากมนุษย์ชาติอยู่โดยปราศจากกระการควบคุม ก็จะอยู่รอดกันได้ไม่นาน สิทธิอำนาจที่ถูกต้องสมควร ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของหลักการและกฎต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุขได้ปกป้องเสรีภาพของมนุษย์ไว้ สิทธิอำนาจนั้นคืออำนาจที่พระเจ้าทรงมอบไว้โดยหลักการและกฎต่างๆเหล่านั้น เป็นการที่พระองค์ทรงมอบความรับผิดชอบและสิทธิอำนาจเหนือกว่าในสังคม สิทธิอำนาจนั้นได้ปกป้องความคิดเสรีในการตัดสินใจ สิทธิส่วนบุคล ทรัพย์สมบัติ และชีวิต ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักการมีเสรีภาพ ในขณะที่มีระบบสิทธิอำนาจในทั้งฝ่ายวิญญาณ และฝ่ายโลก แต่หลักการและกฎต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุขมีไว้เฉพาะฝ่ายโลกเท่านั้น พระบัญญัติสิบประการเป็นตัวอย่างของหลักการและกฎต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุข เป็นกฎบัญญัติที่พระเจ้าทรงใช้ในการปกครองอิสราเอล ซึ่งมีระบบการปกครองที่ถือพระเจ้าเป็นผู้บกครองสูงสุด (Theocracy) พระบัญญัติสิบประการนั้นเป็นรากฐานสิทธิเสรีภาพ ห้าข้อแรกมีไว้สำหรับทั้งผู้ที่เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อซึ่งอาศัยอยู่ภายในเขตชายแดนของประเทศอิสราเอลว่าพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด สำหรับผู้เชื่อในประเทศอิสราเอลคำบัญชาเหล่านี้ได้ประทานสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบที่สุดเพื่อผู้เชื่อจะสามารถพัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน

“พระเจ้าตรัสถ้อยคำเหล่านี้ว่า

“เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้าทั้งหลาย ผู้นำเจ้าออกมาจากอียิปต์ ออกจากแดนทาส

“อย่ามีพระเจ้าอื่นใดต่อหน้าเรา[หรือ นอกเหนือจากเรา]

“อย่าสร้างแบบจำลองให้กับตนเอง เป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีอยู่ในฟ้าสวรรค์เบื้องบน แผ่นดินโลกเบื้องล่าง หรือท้องน้ำเบื้องลึก อย่ากราบไหว้หรือนมัสการสิ่งเหล่านั้น เพราะเรา พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าผู้{หวงแหน} เราจะลงโทษลูกหลานของผู้ที่เกลียดชังเราไปสามสี่ชั่วอายุเพราะบาปของเขา แต่เราจะรักลูกหลานของผู้ที่รักเราและปฏิบัติตามคำสั่งของเราตลอดพันชั่วอายุคน

“อย่ายกพระนามของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ามาอ้างอย่างไม่สมควร เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงลงโทษผู้ที่อ้างพระนามของพระองค์เช่นนั้น

“จงระลึกถึงวันสะบาโตโดยการทำให้วันนั้นบริสุทธิ์ จงทำงานทั้งสิ้นของเจ้าในหกวัน แต่ในวันที่เจ็ดเป็นวันสะบาโต[ แปลว่า พัก ]แด่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า อย่าทำงานใดๆ ในวันนั้นไม่ว่าตัวเจ้า บุตรชาย บุตรสาว ทาสชายหญิง วัว ลา สัตว์ใดๆ แม้แต่คนต่างด้าวที่อาศัยอยู่กับเจ้า เพื่อทาสชายหญิงของเจ้าจะได้พักเช่นเดียวกับเจ้า เพราะในหกวัน องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างฟ้าและโลก ทะเลและสรรพสิ่งในนั้น แต่ทรงหยุดพักในวันที่เจ็ด ฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงอวยพรวันสะบาโตและตั้งให้เป็นวันบริสุทธิ์

“จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า เพื่อเจ้าจะมีชีวิตยืนยาวในดินแดนที่พระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้ากำลังยกให้เจ้า”
(อพยพ บทที่20: ข้อ1-12;)

เปรียบกับ

“แล้วท่านจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท”
(ยอห์น บทที่8: ข้อ32)

แต่พระบัญญัติเหล่านี้{the Mosaic Law} !!"ไม่"!! ได้เป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณ พระบัญญัติห้าข้อสุดท้ายได้เสนอบรรทัดฐานของศีลธรรม และสรุปกฎบัญญัติอันศักดิ์สิทธิ์ที่รับรองเสรีภาพส่วนบุคคลในสังคมรวมถึงสิทธิส่วนบุคลและสิทธิในการครองทรัพย์สมบัติของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นผู้เชื่อ หรือผู้ที่ไม่เชื่อก็ตาม

“อย่า{ฆ่าตกรรม}คน

อย่าล่วงประเวณี

อย่าลักขโมย

อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนบ้าน

“อย่าโลภอยากได้บ้านเรือนของเพื่อนบ้าน อย่าโลภอยากได้ภรรยาของเพื่อนบ้านหรือคนรับ
ใช้ชายหญิงของเขา วัวหรือลาของเขา หรือสิ่งใดๆ ที่เป็นของเพื่อนบ้านของเจ้า”
(อพยพ บทที่20: ข้อ13-17)

ถึงแม้ว่าพระบัญญัติสิบประการนั้นถูกสถาปนาไว้เฉพาะอิสราเอล แต่ความจริงแห่งพระบัญญัติเหล่านี้ได้รับรองเสรีภาพส่วนบุคคล และระดับประเทศชาติแก่ประเทศใดก็ตามที่กำลังปฏิบัติตามหลักการและกฎต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุข{The Divine Outline of History,หน้า 32-35, หน้า56-64}

ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจ เพราะว่าไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้นพระเจ้าทรงแต่งตั้ง
ขึ้นเหตุฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่ขัดขืนอำนาจนั้นก็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และผู้ที่ขัดขืนนั้นจะนำพระอาชญามาสู่ตนเอง เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นไม่น่ากลัวเลยสำหรับคนที่ทำความดี[ทำตามกฎหมายบ้านเมือง]
แต่ว่าเป็นที่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านไม่อยากจะกลัวผู้มีอำนาจหรือ ถ้าเช่นนั้นก็จงประพฤติแต่ความดี แล้วท่านจะได้รับการสรรเสริญจากผู้มีอำนาจนั้น เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อให้ประโยชน์แก่ท่าน
แต่ถ้าท่านทำการชั่วก็จงกลัวเถิด เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นหาได้ถือดาบไว้เฉยๆไม่ [สิทธิ์ในการลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต] ท่านเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า จะเป็นผู้ลงพระอาชญาแทนพระเจ้าแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว
เหตุฉะนั้นท่านจะต้องอยู่ในบังคับบัญชา มิใช่เพราะเกรงพระอาชญาสิ่งเดียว แต่เพราะจิตที่สำนึกผิดและชอบด้วย เพราะเหตุผลอันเดียวกับท่านจึงได้เสียส่วยสาอากรด้วย เพราะว่าผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
และปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงให้แก่ทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับส่วยอากรควรให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น ภาษีควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น ความยำเกรงควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น เกียรติยศควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น
(โรม บทที่13: ข้อ1-7)

The Faith-rest Drill

Part 2

การทดสอบความเชื่อ
(Faith Testing)

เมื่อพระเจ้าทรงประทานชีวิตฝ่ายวิญญาณแก่ผู้เชื่อ พระองค์ก็จะทรงทดสอบความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณของคนๆนี้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นชาวยิวจึงได้รับการทดสอบเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกเขาตามที่พวกเขากำลังออกจากอียิปต์ พระเจ้าพระบุตร{God the Son}เป็นผู้เดียวของตรีเอกานุภาพที่ทรงปรากฏแก่มนุษย์ เป็นเสาไฟในเวลากลางคืนและเสาเมฆในตอนกลางวัน ได้จงใจนำพาพวกเขาเข้ามาในกับดัก พระองค์ทรงนำพวกเขาเข้ามาสู่ทางตันที่ไร้ทางออก{cul-de-sac}ที่ทะเลแดง มีภูเขาอยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้และทะเลก็อยู่ด้านหน้า ทันใดนั้น!!! เกิดเมฆของฝุ่นขนาดมหึมาจากด้านหลังของชนชาติของชาวยิว ด้วยเนื่องจาก ฟาโรห์'อเมนโฮเตป'ที่2 {Pharaoh Amenhotep II (บางเรียกอาเมโนฟิสที่ 2 และความหมายความพึงใจของอามุน) เป็นฟาโรห์ลำดับที่เจ็ดของราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ ฟาโรห์แอเมนโฮเทปที่ 2 ได้รับมรดกจากอาณาจักรอันกว้างใหญ่ของบิดาของฟาโรห์ทุตโมสที่ 3 และจัดให้มีการรบทางทหารในซีเรียกับไม่กี่ครั้ง อย่างไรก็ตามเขาต่อสู้น้อยกว่าพ่อของเขาและรัชสมัยของพระองค์เห็นการหยุดชะงักที่มีประสิทธิภาพของสงครามระหว่างอียิปต์และมิทานิ อาณาจักรที่มีอำนาจในประเทศซีเรีย รัชกาลของพระองค์อยู่ระหว่าง 1427-1401 ปีก่อนคริสต์ศักราช}ผู้นำกองกำลังทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกสมัยนั้น การเผชิญหน้ากับกองกำลังทหารที่ยิ่งใหญ่นี้ กับ ทาสชาวยิวที่ไร้การฝึกฝน{ทางด้านการทหาร} กว่าล้านคน มีคนยิวเพียงคนเดียวที่ได้รับการฝึกการเป็นทหารมาแล้ว คือ โมเสส ส่วน โยชูวา กับ คาเลบ อาจได้รับการฝึกฝนมาแล้วบ้าง นี่เป็นสถานการณ์ที่สุดจะสิ้นหวังจากมุมมองของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้ากระทำไม่ได้({เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า}ลูกา บทที่1: ข้อ37 ) ในความเป็นจริงแล้วนี่คือการทดสอบความเชื่อของพวกเขา เพราะพระเจ้าได้ทรงสัญญากับชนชาติชาวยิว แล้วว่าพวกเขาจะนมัสการพระองค์ที่ภูเขาโฮเรบ{Mount Horeb}

"ขณะที่โมเสสกำลังเลี้ยงฝูงแกะของเยโธรผู้เป็นพ่อตา
ซึ่งเป็นปุโรหิตแห่งมีเดียน เขาต้อนฝูงแกะไปยังอีกด้านหนึ่ง
ของถิ่นกันดารและมาถึงโฮเรบภูเขาของพระเจ้า"
(อพยพ บทที่3: ข้อ1)

"และพระเจ้าตรัสว่า 'เราจะอยู่กับเจ้า[โมเสส]นี่จะเป็นหมาย
สำคัญแก่เจ้าว่า เราคือผู้ที่ส่งเจ้าไป คือเมื่อเจ้านำเหล่าประชากร
ออกจากอียิปต์แล้ว พวกเจ้าจะมานมัสการพระเจ้าบนภูเขานี้' "
(อพยพ บทที่3: ข้อ12)

แม้ว่าจะมีชาวยิวมากกว่าหนึ่งล้านคน มีเพียงโมเสสเท่านั้นที่มีความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณที่จะใช้พระสัญญานี้ได้ กับ สถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ในขณะที่ชาวยิวเหล่านั้นจมอยู่ในความกลัวและเสียงกรีดร้องราวกับจะตาย โมเสสกล่าวว่า"อย่ากลัว! จงหนักแน่นเข้าไว้ ท่านจะได้เห็นการช่วยกู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงนำมาให้ท่านในวันนี้ ท่านจะไม่ได้เห็นชาวอียิปต์ที่ท่านเห็นอยู่ในเวลานี้อีกเลย องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงสู้รบแทนพวกท่านเอง ท่านเพียงแต่นิ่งไว้เถิด" (อพยพ บทที่14: ข้อ13ก, ข้อ14) ชาวยิวควรที่จะผ่านการทดสอบนี้ แต่....พวกเขายังคงจดจ่ออยู่กับปัญหาคือ - กองทัพทหารอียิปต์ที่กำลังรุกคืบเข้ามา แทนที่จะแก้ปัญหา - วางใจในพระสัญญาของพระเจ้า ตอนแรกโมเสสจดจ่ออยู่กับชาวอียิปต์ที่กำลังจะมาถึง เขาเข้าใจในสถานการณ์นี้ดี แต่เมื่อเขาตระหนักว่าสถานการณ์ของพวกเขาเป็นความสิ้นหวังทางการทหาร,{กลุ่มอพยบชาวยิวไม่สามารถสู้กับกองทัพอียิปต์ได้}เขาจึงจดจ่ออยู่กับการแก้ปัญหาของพระเจ้า วิธีการแก้ปัญหานี้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของเขาในพระเจ้าและพระสัญญาที่พระเจ้าให้เขา ดังนั้นเขาดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ และ ยังคงสงบอย่างมาก ในสถานการณ์สุดหายนะที่ตึงเครียดเช่นนี้

The Faith-rest Drill

Part 3

หลักการของ ความกลัว และ ความเครียด
(Principles of Fear and Stress )

"เมื่อชนอิสราเอลมองเห็นกองทัพอียิปต์เข้ามาใกล้
ก็ตกใจกลัวยิ่งนักและร้องทูลต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า"
(อพยพ บทที่14: ข้อ10)

ชาวยิวต้องใช้ความเชื่อในความรอด ตอนนี้พวกเขาต้องประยุกต์ใช้พระสัญญาของพระเจ้าโดยความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ความกดดันนี้ที่ทะเลแดง ถ้าหาก ถ้าผู้ใดไม่ได้ใช้ความเชื่อในความรอด มันคือความสิ้นหวัง ดังนั้นหากผู้ใดไม่ใช้ความเชื่อในชีวิตฝ่ายวิญญาณ มันก็คือความสิ้นหวังเช่นกัน โคโลสี บทที่2: ข้อ6 เขียนไว้ว่า "ดังนั้นในเมื่อท่านได้รับพระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแล้ว[คำอุปมาสำหรับการเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด]ก็จงดำเนินชีวิตในพระองค์ต่อไป[ชีวิตฝ่ายวิญญาณหลังได้รับความรอด] " เราใช้ความเชื่อเพื่อได้รับความรอด ตอนนี้เราต้องใช้ความเชื่อนั้นในชีวิตฝ่ายวิญญาณเช่นเดียวกัน ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือจุดมุ่งหมายแห่งความเชื่อ(Object of faith)ในความรอดเป้าหมายแห่งความเชื่อคือ พระเยซูคริสต์เจ้า ในชีวิตฝ่ายวิญญาณ เป้าหมายแห่งความเชื่อคือ ความคิดของพระเยซูคริสต์

คนยิวในสมัยยุคอพยพนั้น ต้องการความปลอดภัยอย่างยิ่ง ผลก็คือ ความปลอดภัยของตนเองเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มากกว่าที่จะประยุกต์ใช้หลักคำสอนของพระคัมภีร์ พวกเขาจึงตกอยู่ในความกลัวซึ่งเป็นบาปทางด้านอารมณ์{emotional sin of fear}(หรือ ใน กรณีที่อารมณ์นั้นกลายเป็นการหมกมุ่นกับบาปนั้น ประกอบกับ คำศัพท์ภายในกระแสความคิด{การแช่ง,การสาป,คำสบถ}ก็ถือเป็นบาปทางด้านความคิดเช่นกัน) ความกลัวไม่ได้เป็นเพียงสภาวะอารมณ์แห่งความ"ไร้เหตุผล"เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันยังเป็นบาปที่ทำลายล้างจิตใจของผู้เชื่ออีกด้วย! พระเจ้าไม่ทรงตอบคำอธิษฐานเมื่อผู้เชื่อออกนอกสัมพันธภาพของพระองค์ และ ถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาปของเขา"หากข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ใน{จิตใจ} องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสดับฟัง"(สดุดี บทที่66: ข้อ18) ชาวยิวไม่ควรอธิษฐานว่า"ช่วยด้วย! ช่วยด้วย!{พวกเราจะตายกันอยู่แล้ว!!!}" แต่ขอให้ ควรจะอธิษฐานต่อพระบิดาขอบคุณพระองค์สำหรับโอกาสนี้ที่จะได้เห็นฤทธานุภาพของพระองค์ในการส่งศัตรูของพวกเขาไปอยู่ในทะเลแดง อย่างไรก็ตามความกลัวของพวกเขาได้ทำลาย มุมมองของความลึกซึ้งต่อสถานการณ์นี้ ผิดพลาดไป

The Faith-rest Drill

Part 4

หลักการที่เกี่ยวข้องกับความกลัว
(Principles related to fear)

1. ถึงจะเรียนหลักคำสอน พระคัมภีร์มามากมายแล้วก็ตาม แต่ ก็ยังมีสิทธิ์เป็นไปได้ที่จะ "แตกสลาย" เมื่อตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันอย่างฉับพลัน

2. ความหายนะอย่างฉับพลันมักทำให้ผู้เชื่อที่ตกอยู่ในสถานการณ์ความหวาดกลัวเสียขวัญ{panic situation} ส่งผลให้เกิดความล้มเหลวในการใช้หลักคำสอน
พระคัมภีร์กับ สถานการณ์นั้นๆ

3. คนที่กล้าหาญสามารถที่จะมีความคิด{กับการตัดสินใจที่ดีอย่างมีสติ} แม้ตกอยู่ภายใต้ สภาวะความกดดันก็ตาม ในขณะที่คนที่มีแต่ความกลัวไม่สามารถคิดอย่างมีเหตุผลได้ เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดันที่ยิ่งยวด ความแตกต่างนี่คือความสามารถในการที่จะมี"สมาธิ"เมื่ออยู่ภายใต้ความกดดัน ตอนนี้ ถ้าคุณมีปัญหาในการที่จะตั้งสมาธิในสถานการณ์ปกติ คุณก็จะย่อมมีปัญหา ที่จะตั้งสมาธิภายใต้ความกดดันในสถานการณ์ที่ผิดปกติเช่นกัน

4. "สมาธิ" ไม่จำเป็นต้องมีเพียงแต่เฉพาะ ในเวลาการเรียนรู้หลักคำสอนของพระคัมภีร์เพียงเท่านั้นแต่มันสำคัญอย่างมากที่สุดในเวลาในการประยุกต์ใช้หลักคำสอนของพระคัมภีร์ นี้เป็นจริงอย่างยิ่งโดยเฉพาะ เมื่อภัยพิบัติทางประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้น เพราะประวัติศาสตร์หนึ่ง จะมีความกดดันอยู่สองประเภทของที่จะต้องรับมือ คือ กับตัวบุคคล และ ระดับชาติ {หรือ ระดับโลก เช่น สงคราม ภัยพิบัติ และ เศรษฐกิจตกต่ำ}

5. ความทุกข์ยาก และ ความกดดันที่สุดยิ่งยวด สามารถทำให้เกิดความเครียดได้อย่างง่ายดาย เมื่อผู้เชื่ออยู่ภายใต้ความเครียดเขาจะไม่สามารถคิดอย่างอาศัยหลักความเป็นจริงได้

ชาวยิวได้แสดงหลักการข้างต้นทั้งหมดของความกลัว ผ่านการกบฏต่อโมเสส

"พวกเขากล่าวกับโมเสสว่า"ที่อียิปต์ไม่มีหลุมฝังศพพวกเราหรือ?
ท่านจึงพาเรามาตายในถิ่นกันดารนี้ ทำไมหนอท่านจึงนำเราออกมาจากอียิปต์? ' "
(อพยพ บทที่14: ข้อ11a)

โปรดจำไว้ว่าพวกยิวไม่จำเป็นต้องออกจากอียิปต์ โมเสสไม่ได้บังคับให้พวกเขาออกมา คนเย่อหยิ่งไม่เคยมีความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของพวกเขานอกจากนี้ โมเสสเป็นเพียงตัวแทนของพระเจ้าเท่านั้นไม่ใช่ความคิดของเขาที่จะนำชาวยิวออกจากอียิปต์ มันเป็นพระบัญชาของพระเจ้าพระเจ้ากำลังจะถอดชาวยิว จากการเป็นทาสชาวอียิปต์ เพื่อที่จะทำให้พวกเขากลายเป็นประเทศที่พิเศษ[client nation]{ประเทศแกนนำของพระเจ้า คือ ประเทศติซึ่งมีผู้เชื่อที่โตแล้วเป็นจำนวนมากพอที่จะเป็นท่อพระพร ถึง มนุษย์ชาติ และเป็นประเทศที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อทำให้แผนการของพระองค์สำเร็จ ({องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เราจะมาหาเจ้าในเมฆหนาทึบ เพื่อเหล่าประชากรจะได้ยินเสียงเราพูดกับเจ้า และเขาจะได้ไว้วางใจในตัวเจ้าเสมอไป” โมเสสจึงกราบทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าตามคำของประชากร}อพยพ บทที่: 19 ข้อ 9) พระองค์จะทรงปกบ้องประเทศนี้ไว้เป็นพิเศษ เพื่อผู้เชื่อจะสามารถกระทำตามพระบัญชาของพระองค์เกี่ยวกับการประกาศพระกิติคุณ การดูแลรักษาพระคัมภีร์ไว้ การให้ที่ลี้ภัยแก่ชาวยิว และการส่งมิชชันนารีไปต่างประเทศ ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก Freedom Through Military Victory โดย R.B Thieme, Jr.} ในประวัติศาสตร์

“A coward dies a thousand times before his death, but the
valiant taste of death but once. It seems to me most strange that
men should fear, seeing that death, a necessary end, will come when it will come.”
― William Shakespeare, Julius Caesar

"คนขี้ขลาดตายเป็นพันๆ ครั้งก่อนที่เขาจะเสียชีวิต แต่ความองอาจอย่างกล้าหาญประสบลิ้มรสกับความตาย แค่ครั้งเดียว..."ภายใต้ความหวาดกลัว อารมณ์ความรู้สึกได้เข้าควบคุมจิตใจของผู้เชื่อ และกลายเป็นพวกไม่มีเหตุผล,ไม่สมเหตุสมผล ในสภาวะของพวกเขา คือ ความไร้ซึ่งเหตุผล พวกเขาจะมีมุมมองที่ผิดพลาดต่อสถานการณ์ของพวกเขา มุมมองที่ผิดพลาดของพวกเขาก็คือ พวกเขาได้ตายไปแล้วเรียบร้อย มุมมองที่แท้จริงก็คือพระเจ้าจะทรงช่วยพวกเขา

"เราบอกท่านตั้งแต่อยู่ที่อียิปต์แล้วไม่ใช่หรือว่า 'อย่ามายุ่งกับพวกเรา
ปล่อยให้เรารับใช้ชาวอียิปต์'? ปล่อยให้เรารับใช้ชาวอียิปต์ก็ยังดีกว่า
เอาชีวิตมาทิ้งในถิ่นกันดารนี้!"
(อพยพ บทที่14: ข้อ12)

ตอนแรกๆ เมื่อชาวยิวได้ยินว่าพระเจ้าจะถอดออกจากการเป็นทาส พวกเขายินดีกับแนวคิดนี้เป็นอย่างยิ่ง

"พวกเขาจึงเชื่อ และเมื่อพวกเขาได้ยินว่า
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงห่วงใย และเห็น
ความทุกข์ลำเค็ญของพวกตน พวกเขา
จึงกราบลงนมัสการ"
(อพยพ บทที่4: ข้อ31)


อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวอียิปต์ เริ่มที่จะให้พวกเขามีคราวลำบากมาถึงพวกเขา พวกเขาเปลี่ยนความคิดของพวกเขาไป

"จึงกล่าวว่า"ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพิจารณา
และตัดสินโทษพวกท่าน! [โมเสส กับ อาโรน]
พวกท่านทำให้ฟาโรห์กับเหล่าข้าราชการเกลียดชัง
พวกเรา และทำให้พวกนั้นมีข้ออ้างที่จะฆ่าพวกเรา" "
(อพยพ บทที่5: ข้อ21)

ถึงแม้จะมีความมั่นสัญญาอย่างต่อเนื่องจากพระเจ้าตลอด คนอิสราเอล กลับปฏิเสธที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนของตัวเองเพื่อพระประสงค์ของพระเจ้า

"เราจะนำพวกเจ้าไปยังดินแดนซึ่งเราได้ยกมือสาบานไว้ว่าจะยกให้
แก่อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เราจะยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า
เราคือพระยาห์เวห์ โมเสสจึงนำความนี้ไปแจ้งแก่ชนอิสราเอล
แต่พวกเขาไม่ฟัง เพราะหมดอาลัยตายอยาก และ ทนการใช้แรงงาน
ทาสอย่างทารุณแทบไม่ไหว"
(อพยพ บทที่6: ข้อ8, ข้อ9)

The Faith-rest Drill

Part 5

หลักการของความเครียด
Principles related to stress

1. ความทุกข์ยาก คือ ความกดดันภายนอกของชีวิต ความเครียด คือ ความกดดันที่อยู่ภายในของ จิตใจ

2. ความเครียดคือสิ่งที่เกิดจากตนเองได้ก่อขึ้นมา ความทุกข์ยากเกิดขึ้นจากผู้อื่น และ สถานการณ์จากภายนอก

3. ความทุกข์ยาก,ภัยพิบัติ คือ สิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความเครียด

4. ความเครียดทำลายชีวิตทางฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อ ดังนั้นผู้เชื่อต้องเอ่ยชื่อถึงบาปนั้นๆ{สารภาพบาป ตามหลัก"1ยอห์น บทที่1:ข้อ9"}ที่ก่อให้เกิดความเครียด
เพื่อ คืนสัมพันธภาพกับพระเจ้าพระบิดาโดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

5. ความเกี่ยวดองกันอย่างชัดเจน ระหว่างความเครียดและความรู้ กล่าวคือ ความเครียดได้ลด{ทำลายล้าง}ความรู้ความเข้าใจ

6. ความเครียดทำให้คนหลงลืม และบั่นทอนหน่วยความจำในเรื่องที่เกี่ยวกับการรับความรู้ใหม่ๆ ดังนั้น ความเครียดบั่นทอนความสามารถในการเรียนรู้

7. ความเครียดมีผลกระทบต่อการรับรู้ความจริงของคน ณ ที่ทะเลแดงชาวยิว กับ ความเครียดภายในจิตใจของพวกเขาจนคิดว่าตัวเองตายแน่แล้ว

8. ถ้าคนๆนั้น ยังคงอยู่ในการสถานการณ์ความเครียดนานเกินไป และ เขาก็เข้าสู่ภาวะที่กลายเป็นโรคจิต{“เพราะว่าผู้ที่สงสัยก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเล ซึ่งถูก
ลมพัดให้ปั่นป่วน [ความเครียดภายในจิตใจ] และซัดไปมา[ความไม่มั่นคง] ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใด[พระพรพิเศษ] จากองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย คนสองจิตใจ
["διψυχος" (dip'-soo-khos) dipsuchos /ดิบซูคอส] เป็นคนไม่มั่นคงในบรรดาทางทั้งหลายของเขา” ยากอบ บทที่1: ข้อ6-8}

ความสามารถทางปัญญาของเขาทั้งหมดจะถูกทำลายลง คนที่ถูกควบคุมโดยอารมณ์ และ ได้เรียบเรียงลำดับความสำคัญที่ผิดพลาดไป ได้ยอมจำนนต่อความกลัวเกิดขึ้นเมื่อมีความกดดันอย่างง่ายดาย ถ้าการฝึกใช้ความเชื่อ{The Faith-rest Drill}หรืออุปกรณ์การแก้ปัญหาอื่น ๆ{การประยุกต์ พระคำของพระเจ้า,พระสัญญาต่างๆ ที่ถูกบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์}ไม่ได้นำมาใช้เมื่อเราเผชิญกับปัญหาหรือแรงกดดันที่ยากลำบาก, ผู้เชื่อจะเข้าสู่สถานะอยู่ใต้อำนาจของความกลัวได้อย่างง่ายดาย ในสภาพของความกลัวและความเครียด เขาไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีเหตุผล มีแต่เฉพาะคริสเตียนที่มั่นคงเท่านั้น เพียบพร้อมด้วยคำสอนในชีวิตของเขาสามารถจัดการกับความกดดันของชีวิตได้ และ ถวายพระเกียรติเชิดชูแด่พระเจ้าได้อย่างสูงสุด

The Faith-rest Drill

Part 6

แข็งแกร่งเพราะความเชื่อ อ่อนแอเพราะอารมณ์
Strength in Faith, Weakness in Emotion

ตอนนี้ หลังจากพระเจ้าได้ปลดปล่อยชาวยิวพวกเขาได้ ร้องเพลงสรรเสริญพระองค์อย่างไพเราะสวยงาม สำหรับการช่วยกู้เพื่อพวกเขาที่ได้รอดตาย แต่การร้องเพลงไม่ได้บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อเหล่านี้ ไม่ได้สรรเสริญ และร้องเพลง เพราะพวกเขาเคารพ และ รักพระเจ้า พวกเขาได้แสดงความขอบคุณพระเจ้าสำหรับ การปลดปล่อยพวกเขา ความชื่นชมของพวกเขาขึ้นอยู่กับอารมณ์ของพวกเขาเอง ที่ความโล่งอก ที่ได้เป็นไท{delivered} ไม่ใช่ในการชื่นชมพระเจ้า สำหรับชาวยิวเหล่านี้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพวกเขาคือ"ความปลอดภัย"ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่มีกับพระเจ้า! การ สรรเสริญพระเจ้าและร้องเพลงสวดอย่างมีความหมาย ถ้าคนๆนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่ซึ้งต้องตั้งอยู่บนรากฐานของความรู้{bible doctrine} ยังไงก็ตาม ถ้าผู้เชื่อไม่รู้จักพระเจ้า{ดีพอ}และแผนของพระองค์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพระเจ้าจะเกี่ยวข้อง กับ อารมณ์เท่านั้น ความสัมพันธ์ด้วยอารมณ์หาได้มีความแข็งแรงไม่!

ถ้า สักคน สามารถ มีองค์ความรู้สัมพันธ์กับกับเพลงสวดอย่างดี หรือ อย่างมีอารมณ์สุดๆ ไม่ก็ เป็นทั้งสองอย่าง ตั้งแต่ เพลงสวดประกอบด้วย มีทั้งเนื้อร้องและทำนอง วัตถุประสงค์ของเนื้อเพลงคือการกระตุ้นความคิดในขณะที่วัตถุประสงค์ของ เมโลดี้ คือการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของคน ๆ หนึ่ง หากผู้เชื่อเข้าใจ(cognition) และ ซาบซึ้งเนื้อเพลงของเพลงสวดเพียงอย่างเดียว แล้วเขาจะได้รับประโยชน์จากการร้องเพลงของเขาและในเวลาเดียวกันก็สนุกไปกับเพลงด้วย อย่างไรก็ตามหากผู้เชื่อไม่เข้าใจและเห็นคุณค่าของเนื้อเพลง ของเพลงสวดที่ดีพอ การร้องเพลงของเขาไม่มีคุณค่าทางวิญญาณและกลายเป็นอารมณ์ที่ไร้ซึ่งความหมาย เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทำนองเมโลดี้เท่านั้น

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นกำลังและบทเพลงของข้าพเจ้า
พระองค์ได้ทรงมาเป็นความรอดของข้าพเจ้า
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์
ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเทิดทูนพระองค์..."
(อพยพ บทที่15: ข้อ2)

"...บรรดาผู้นำของเอโดมจะขวัญหนีดีฝ่อ
ผู้นำของโมอับจะตัวสั่นเทา
ประชาชน[เจ้านาย]ชาวคานาอันจะกลัวลาน..."
(อพยพ บทที่15: ข้อ15)

สามวันหลังจากที่ชาวยิวร้องเพลง 'พระเจ้าทรงเป็นกำลังของข้าพระองค์' พวกเขาแสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีความแข็งแรงทางฝ่ายวิญญาณเลยสำหรับพวกเขา ทันทีที่เริ่มบ่นภายใต้แรงกดดันของการทดสอบง่ายๆ แล้วหนึ่งปีหลังจากร้องเพลง ที่เกี่ยวกับความมั่นใจว่าพวกเขาจะสู้รบ และ ความหวาดกลัวของชาวเอโดม{Edomites} โมอับ{Moabites} และ ชาวคานาอัน{Inhabitants} จะเป็นของพวกเขา{ตกอยู่ในเงื้อมมือของชาวยิว} กองทัพของชาวยิวไม่ยอมเข้าไปในแผ่นดินและร้องไห้ตลอดคืนเพราะกลัวชาวคานาอัน!{Canaanites} ดังนั้นคนเอโดม, [ชาวโมอับและชาวคานาอันไม่จำเป็นต้องกังวลในเรื่องนี้ รุ่นของชาวยิวสำหรับคนเหล่านั้นเป็นคนขี้ขลาดที่จะต่อสู้ทางของพวกเขาเข้าไปในแผ่นดิน

“ในคืนนั้นประชาชนทั้งปวงส่งเสียงร้องไห้กันดังระงม ชุมนุมประชากรทั้งหมดบ่นกับโมเสสและอาโรนว่า “เราน่าจะตายตั้งแต่ยังอยู่ที่อียิปต์! หรือไม่ก็ตายในถิ่นกันดารนี้! ทำไมองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงพาเรามายังดินแดนนี้ เพียงเพื่อให้ตายด้วยคมดาบ? ลูกเมียของเราจะต้องตกเป็นเชลย เราออกจากที่นี่กลับไปอียิปต์ไม่ดีกว่าหรือ?” แล้วเขาพูดต่อๆ กันว่า “พวกเราควรจะเลือกผู้นำสักคนและกลับไปอียิปต์กัน”

โมเสสและอาโรนจึงหมอบกราบซบหน้าลงกับพื้นต่อหน้าชุมชนอิสราเอลทั้งปวงที่นั่น โยชูวาบุตรนูน และ คาเลบบุตรเยฟุนเนห์ ซึ่งออกไปสำรวจดินแดนด้วยจึงฉีกเสื้อผ้าของตน และกล่าวแก่ชุมนุมประชากรอิสราเอลทั้งปวงว่า “ดินแดนที่เราเข้าไปสำรวจนั้นดีเยี่ยมจริงๆ หากองค์พระผู้เป็นเจ้าโปรดปรานพวกเรา พระองค์จะทรงนำเราเข้าไปในดินแดนที่อุดมด้วยน้ำนมและน้ำผึ้ง และจะยกดินแดนนั้นให้แก่เรา ขอเพียงแต่เราอย่ากบฏต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย ไม่ต้องกลัวผู้คนในดินแดนนั้น เพราะเราจะกลืนกินพวกเขา สิ่งที่พิทักษ์รักษาเขาก็สูญสิ้นไปแล้ว แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับเรา อย่ากลัวพวกเขาเลย”

แต่ชุมนุมประชากรทั้งปวงคบคิดกันจะเอาก้อนหินขว้างเขาทั้งสอง ขณะนั้นพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏที่เต็นท์นัดพบต่อหน้าชนอิสราเอลทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “ประชากรเหล่านี้จะสบประมาทเราไปนานเท่าใด? พวกเขาจะไม่ยอมเชื่อถือเราอีกนานเท่าใด? ทั้งๆ ที่เราได้ทำการอัศจรรย์นานัปการในหมู่พวกเขา”
(กันดารวิถี บทที่14: ข้อ1-11)

เคยเห็นไหม? ผู้เชื่อที่สามารถร้องเพลงและสรรเสริญพระเจ้าได้จนกระทั่งเขาสลบเหมือดไป{passes out}เนื่องจากความเหนื่อย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมาย เว้นแต่ผู้เชื่อมีความแข็งแกร่งในจิตวิญญาณของเขาจากความรู้ของพระเจ้า และการมีสัมพันธภาพกับพระองค์อย่างต่อเนื่อง ชาวยิวเหล่านี้ได้สร้างความรู้สึกทางด้านของบาป ด้านหนึ่งของทะเลแดง{ก่อนข้ามทะเลแดง} และ อารมณ์ที่ไม่บาปเมื่ออยู่อีกฟากหนึ่งของทะเลพวกเขาไม่เสถียร{swung} จากสุดโต่งด้านหนึ่งของสเปกตรัมแห่งอารมณ์(ความกลัว) แล้วไปสุดโต่งอีกด้านหนึ่ง(ความโล่งอกจากการเป็นไท) มีแต่โมเสสเท่านั้นที่มีความคิดของพระเจ้า ในจิตวิญญาณของเขาและความสามารถที่แท้จริงของเขาที่จะเพื่อจัดการรับมือทุกสถานการณ์ในชีวิต ดังนั้นเมื่อเขา{โมเสส}ร้องเพลงมันก็มีความหมาย สำหรับชาวยิวที่เหลืออยู่นั้นก็ไม่มีซึ่งความหมายอะไรเลย เพราะทุกครั้งที่พวกเขามีสถานการณ์กดดันพวกเขาจะต้องกังวลและกลัวเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาและไม่เคยแม้แต่จะคิดพิจารณาว่าพระเจ้าทรงเตรียมแผนการและวางแผนไว้สำหรับชีวิตของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงบ่น และ ก็พร่ำบ่น {"מְרִיבָה" /(mer-ee-baw') Meribah (เมริบาห์) (strife,complain) หมายถึง บ่น,ร้องทุกข์,ฟ้อง,คร่ำครวญ,กล่าวหา,ค่อน,พ้อ,พิไร,โอดโอย,เทวศ,ครวญคร่ำ,ครวญถึง,ตัดพ้อต่อว่า,ต่อว่าต่อขาน,พร่ำบ่น} จนกว่าพวกเขาจะตายในทะเลทรายเพราะชาวยิวส่วน ใหญ่เหล่านี้ไม่เคยเรียนรู้ที่จะใช้พระวจนะของพระเจ้าโดยอาศัยความเชื่อในประสบการณ์ของพวกเขา

"เพราะเราทั้งหลายได้รับข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับคนเหล่านั้น
[ชาวยิวสมัยอพยพ ก็เป็นผู้ที่เชื่อในพระคริสต์] แต่ข้อความที่ได้ยิน
[พระคำของพระเจ้าซึ่งโมเสส และ ผู้สอน ผู้อื่น ที่ได้สอนแก่พวกเขา
หลังจากได้รับความรอด] นั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เขา เพราะคนเหล่านั้น
ที่ได้ยินไม่ได้เชื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเขา{เพราะเขาไม่ได้ประยุกต์
พระคำนั้นด้วยความเชื่อ} บัดนี้เราผู้ที่เชื่อก็ได้เข้าสู่
การพักสงบ[ความสงบสุขในจิตใจจากการวางใจในพระเจ้า]"
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ2-3ก)

ดังนั้นเราจึงสาบานด้วยความโกรธของเราว่า
"พวกเขาจะไม่มีวันได้เข้าสู่การพักสงบของเรา"
(สดุดี บทที่95: ข้อ11; )


Edit by Charcoal - 15 ธ.ค.61 เวลา 19:43:58 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 15 ธ.ค.61 เวลา 19:41:28 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ