Charcoal
FREE RUNNING

Appendixs

Appendixs

I Appendix A
ภาพผนวก A
The Doctrine of Rebound
หลักคำสอนการตั้งต้นใหม่

II Appendix B
ภาพผนวก B
The Doctrine of Eternal Security
หลักคำสอนของความมั่นคงนิรันดร์

III Appendix C
ภาพผนวก C
The Doctrine of Repentance
หลักคำสอนแห่งการ"กลับใจเสียใหม่"

IV Appendix D
ภาคผนวก D
The Doctrine Of Divine Discipline
หลักคำสอนเรื่องการตีสอนจากพระเจ้า

V Appendix E
ภาคผนวก E
The Doctrine of Divine Essence
หลักคำสอนเรื่องพระลักษณะของพระเจ้า

VI Appendix F
ภาคผนวก F
The Seven Deaths
การตายทั้ง 7 รูปแบบ

VII Appendix G
ภาคผนวก G
Thirty-nine irrevocable absolutes and One revocable absolute
สามสิบเก้าสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยไม่มีวันยึดคืน
และ
สิ่งเดียวซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยสามารถยึดคืนไปจากผู้เชื่อได้

I
Appendix
A
ภาพผนวก A

The Doctrine of Rebound
หลักคำสอนการตั้งต้นใหม่

I
ένα
éna
1
การตั้งต้นใหม่(rebound{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}) คือ วิธีการซึ่งพระเจ้าทรงโปรดจัดเตรียมให้แก่ผู้เชื่อที่ดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังอยู่ ให้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผ่านการกล่าวถึงบาปต่อพระบิดา{การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์(The Filling of the Holy Spirit)เป็นสถานะอันสมบูรณ์แบบซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ผู้เชื่อทุกคน นำเราถึงสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ ประทานโอกาศที่จะใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตคริสเตียน สถานภาพนี้จะสูญหายไปโดยการกระทำบาปแต่จะกลับคืนมาหลังจากได้สารภาพบาปต่อพระบิดา (เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18 ; ยอห์น บทที่14: ข้อ26 ; กาลาเทีย บทที่5: ข้อ16 ; 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 ฯลฯ)} นี่เป็นวิธีเดียวที่จะนำผู้เชื่อกลับมามี สัมพันธภาพกับพระเจ้า และ ก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหลังจากได้กระทำบาป (สุภาษิต บทที่1: ข้อ23 เอเฟซัส บทที่5: ข้อ14 เปรียบกับ เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18)



"จงกลับตัวกลับใจมาฟังคำเตือนของเรา!
เราจะเทความคิดจิตใจของเราแก่เจ้า
และจะให้เจ้าเข้าใจคำสั่งสอนของเรา"
(สุภาษิต บทที่1: ข้อ23)

"เนื่องจากความสว่างทำให้เห็นทุกสิ่งชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า
“โอ ผู้ที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้นจงฟื้นขึ้นจากความตาย และ พระคริสต์จะ
ทรงส่องสว่างแก่ท่าน”"
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ14)

เปรียบกับ

"และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ "
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18)


II
δύο
dýo
2
การตั้งต้นใหม่ตั้งอยู่บนการตายของพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขน ที่พระองค์ทรงรับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปทุกประการของเรา

"พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป
[เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป]เพื่อเรา
เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

"พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกายบน
ไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อ
ความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ24)

"แต่ถ้าเราดำเนินในความสว่างเหมือนอย่างที่พระองค์ประทับในความสว่าง
เราก็ร่วมสามัคคีธรรมกันและพระโลหิตของพระเยซูพระบุตรของพระองค์
ก็ชำระเราพ้นจากบาปทั้งปวง[บาปทุกอย่าง]"
(1ยอห์น บทที่1: ข้อ7)

III
τρία
tría
3
ผู้เชื่อมีความสัมพันธ์นิรันดร์ กับ พระเจ้าเพราะการที่เขาได้อยู่"ในพระคริสต์"(วงกลมข้างบน{unavailable for now})(โรม บทที่8: ข้อ1) และสามารถรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าในเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่บนโลก (วงกลมข้างล่าง{unavailable for now}) ผ่านการตั้งต้นใหม่(เยเรมีย์ บทที่3: ข้อ13)

"เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์
[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า'พระเยซูคริสต์ผู้ไม่ได้ดำเนินชีวิตตาม
วิสัยบาป แต่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ']"
(โรม บทที่8: ข้อ1)

"เพียงแต่เจ้ายอมรับผิด
ว่าเจ้าได้กบฏต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
เจ้าได้ปันใจให้พระต่างชาติทั้งหลาย
ใต้ต้นไม้ใบดกทุกต้น
และไม่ได้เชื่อฟังเรา
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น"
(เยเรมีย์ บทที่3: ข้อ13)

IV
τέσσερα
téssera
4
ผู้เชื่อได้กระทำบาปหลังจากที่ได้รับความรอด แต่การกระทำบาปนั้นได้ทำให้ ผู้กระทำดำเนินอยู่ในชีวิตฝ่ายเนื้อหนัง ไม่ใช่เสียความรอดไป

"เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว[เทพผู้ครอง]
ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก
หรือสิ่งอื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนไม่สามารถพรากเราไปจาก
ความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้"
(โรม บทที่ 8: ข้อ38-39)

"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่อาจพูดกับท่านแบบผู้ที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ
แต่ต้องพูดกับท่านแบบผู้ที่อยู่ฝ่ายโลก คือเป็นเพียงทารกในพระคริสต์ ข้าพเจ้าได้ป้อนนมให้ท่าน{หลักคำสอนแบบพื้นฐาน} ไม่ใช่อาหารแข็ง{หลักคำสอนระดับสูง}
เพราะท่านยังไม่พร้อมจะรับ อันที่จริงจนเดี๋ยวนี้ท่านก็ยังไม่พร้อม ท่านยังอยู่ฝ่าย”เนื้อหนัง” เพราะยังมีการอิจฉาริษยาและการทุ่มเถียงกันในหมู่พวกท่าน
เช่นนี้แล้วท่านก็อยู่ฝ่าย”เนื้อหนัง”ไม่ใช่หรือ? ท่านก็ประพฤติตัวเหมือนคนธรรมดาไม่ใช่หรือ?"
(1 โครินธ์ บทที่ 3: ข้อ1-3)

"ถ้าเราอ้างว่าไม่มีบาป เราก็หลอกตัวเองและความจริงไม่ได้อยู่ในเราเลย "

"ถ้าเราอ้างว่าไม่ได้ทำบาปก็เท่ากับหาว่าพระองค์เป็นผู้มุสา และพระดำรัสของพระองค์ไม่ได้อยู่ในชีวิตของเราเลย"
(1 ยอห์น บทที่ 1: ข้อ8, ข้อ10)

V
πέντε
pénte
5
ขั้นตอนของวิธีการตั้งต้นใหม่

กล่าวถึงบาปนั้นต่อพระบิดา(โดยส่วนตัวโดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นทราบบาปของคุณ)

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมจะทรง
อภัยบาปของเราและชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น"
(1ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

แยกตัวจากบาปที่เคยกระทำ

"จงระวังอย่าให้ใครพลาดไปจากพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้น
มาสร้างความเดือดร้อน และทำให้คนเป็นอันมากแปดเปื้อนมลทิน"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ15)

"พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว
แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านมาและ
โน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า "
(ฟิลิปปี บทที่3: ข้อ13-14)

แล้วก้าวต่อไป

VI
έξι
éxi
6
การไม่ยอมตั้งต้นใหม่จะนำการตีสอนที่หนักกว่าเดิมมายังผู้เชื่อ

"แต่ถ้าเราได้วินิจฉัยตนเอง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ในการพิพากษา "
(1 โครินธ์ บทที่11: ข้อ31)

"เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
และทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร
[ลูกเอ๋ยอย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าขุ่นข้องหมองใจเมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวตักเตือน
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
ดั่งพ่อตีสั่งสอนลูกที่ตนชื่นชม สุภาษิต บทที่3: ข้อ11, ข้อ12]"
(ฮีบรู บทที่ 12: ข้อ6)

"ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าขุ่นข้องหมองใจเมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวตักเตือน
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
ดั่งพ่อตีสั่งสอนลูกที่ตนชื่นชม[ฉบับ Septuagint LXX
ว่าและพระองค์ทรงลงโทษบุตรที่พระองค์ทรงชื่นชม]"
(สุภาษิต บทที่3: ข้อ11, ข้อ12)

VII
επτά
eptá
7
การเคร่งกฎศาสนา(legalism)เป็นอุปสรรคต่อการตั้งต้นใหม่ เพราะการเคร่งกฎศาสนาเน้นการประพฦติ และ ทำให้ผู้เชื่อตาบอดต่อพระคุณของพระเจ้า

"พระเยซูตรัสต่อไปว่า “ชายคนหนึ่งมีบุตรชายสองคน บุตรชายคนเล็กพูดกับบิดาว่า ‘บิดาเจ้าข้า ขอยกสมบัติส่วนของข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเถิด’ ดังนั้นบิดาจึงแบ่งทรัพย์สมบัติของตนให้บุตรทั้งสอง“ต่อมาไม่นาน บุตรชายคนเล็กนี้ก็รวบรวมสมบัติทั้งหมดของตนแล้วไปเมืองไกล และผลาญทรัพย์ของตนด้วยการใช้ชีวิตเสเพล พอเขาหมดตัว ก็เกิดการกันดารอาหารอย่างหนักทั่วแถบนั้น และเขาเริ่มขัดสน ดังนั้นเขาจึงไปรับจ้างชาวเมืองคนหนึ่ง และคนนั้นใช้เขาออกไปเลี้ยงหมูในทุ่งนา เขาอยากจะอิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกิน แต่ไม่มีใครให้อะไรเขากิน“เมื่อเขาคิดขึ้นได้จึงกล่าวว่า ‘บิดาของเรามีลูกจ้างหลายคน พวกเขามีอาหารเหลือเฟือ แต่นี่เรากำลังจะอดตาย! เราจะกลับไปหาบิดาของเราและกล่าวกับท่านว่า บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่านด้วย ข้าพเจ้าไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของท่านอีกต่อไป ให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างคนหนึ่งของท่านเถิด’ดังนั้นเขาจึงลุกขึ้น กลับไปหาบิดาของเขา“แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาเห็นเขาก็สงสาร จึงวิ่งมาหาบุตรชายแล้วสวมกอดและจูบเขา

“เขากล่าวกับบิดาว่า ‘บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าทำบาปต่อสวรรค์และต่อท่านด้วย ข้าพเจ้าไม่คู่ควรจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรของท่านอีกต่อไป [สำเนาต้นฉบับเก่าแก่บางสำเนาว่า'บุตรของท่านอีกต่อไป ให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างคนหนึ่งของท่านเถิด']’

“แต่บิดาสั่งคนรับใช้ว่า ‘เร็วเข้า!!! จงนำเสื้อผ้าที่ดีที่สุดมาให้เขาสวมใส่ เอาแหวนมาสวมนิ้วของเขา และเอารองเท้ามาสวมให้เขาจงนำลูกวัวขุนมาฆ่า ให้เราจัดงานเลี้ยงฉลอง เพราะบุตรชายคนนี้ของเราได้ตายไปแล้วและกลับเป็นขึ้นมาอีก เขาหายไปแล้วและได้พบกันอีก’ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเริ่มเฉลิมฉลองกัน“ฝ่ายบุตรคนโตอยู่ที่ทุ่งนา เมื่อกลับมาใกล้ถึงบ้าน เขาได้ยินเสียงดนตรีและเสียงเต้นรำ ดังนั้นเขาจึงเรียกคนรับใช้คนหนึ่งมาถามว่ามีอะไร คนรับใช้ตอบว่า ‘น้องชายของท่านกลับมาแล้ว บิดาของท่านจึงให้ฆ่าลูกวัวขุน เพราะท่านได้เขากลับมาโดยสวัสดิภาพ’

“บุตรคนโตก็โกรธและไม่ยอมเข้าบ้าน บิดาจึงออกมาขอร้องเขา แต่เขาตอบบิดาว่า ‘ดูเถิด! หลายปีมานี้ข้าพเจ้าตรากตรำรับใช้ท่าน และไม่เคยขัดคำสั่งของท่านเลย แต่ลูกแพะสักตัวท่านก็ยังไม่เคยยกให้ข้าพเจ้าเพื่อเลี้ยงฉลองกับเพื่อนๆ แต่เมื่อลูกคนนี้ของท่านกลับมาบ้านทั้งๆ ที่ได้ผลาญสมบัติของท่านหมดไปกับหญิงโสเภณี ท่านยังฆ่าลูกวัวขุนให้เขา!’“บิดากล่าวว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าอยู่กับพ่อตลอดมา และทุกสิ่งที่พ่อมีก็เป็นของเจ้า แต่ที่เราต้องเฉลิมฉลองและยินดีกัน เพราะน้องคนนี้ของเจ้าได้ตายไปแล้วและกลับเป็นขึ้นมาอีก เขาหายไปแล้วและได้พบกันอีก’ ”"
(ลูกา บทที่15: ข้อ11-32)


VIII
οκτώ
októ
8
ความสัมพันธ์ระหว่างการตั้งต้นใหม่ และ การสะท้อนพระคุณแก่ผู้อื่น

8.1 การแนะนำให้ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณอยู่ ได้รู้จักวิธีการตั้งต้นใหม่!!"อาจ"!!ทำให้เขากลับคืนดีกับพระเจ้า

"พี่น้องทั้งหลาย หากใครถูกจับได้ว่าทำบาป
ท่านที่อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณควรช่วยเขาอย่าง
สุภาพอ่อนโยนให้เขากลับตั้งตัวใหม่
แต่จงระวังตัวท่านเอง มิฉะนั้นท่านเอง
จะถูกล่อลวงให้ทำบาปไปด้วย "
(กาลาเทีย บทที่6: ข้อ1)

8.2 เราควรที่จะสะท้อนนโยบายพระคุณของพระเจ้าต่อผู้อื่น

"“เหตุฉะนั้นอาณาจักรสวรรค์เป็นเหมือนกษัตริย์องค์หนึ่งซึ่งประสงค์จะสะสางบัญชีกับข้าราชบริพาร เมื่อเริ่มสะสาง คนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้อยู่หลายสิบล้านเหรียญเดนาริอัน[หรือหนึ่งหมื่นตะลันต์{"τάλαντον"/talanton ทาลันท็อน; ๑ ตะลันต์ มีค่าเท่ากับ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ ตะลันต์ มีค่าเท่ากับ ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท}]ถูกนำตัวมาพบ เนื่องจากเขาไม่สามารถชำระหนี้ได้ กษัตริย์จึงสั่งให้เอาตัวเขากับภรรยาและบุตรตลอดจนข้าวของทุกอย่างไปขายเพื่อมาใช้หนี้“ข้าราชบริพารคนนั้นก็คุกเข่าลงวิงวอนต่อหน้าพระองค์ว่า ‘ขอทรงผัดผ่อนให้ข้าพระองค์เถิด แล้วข้าพระองค์จะใช้หนี้ให้จนครบ’ กษัตริย์ทรงสงสารจึงยกหนี้ให้และปล่อยตัวไป“แต่เมื่อข้าราชบริพารผู้นั้นออกมาพบเพื่อนข้าราชบริพารด้วยกันซึ่งติดหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเหรียญเดนาริอัน[๑เดนาริอัน {" Δηνάριο"/Dinar,Denarius Coin ; ๑ เดนาริอัน มีค่าเท่ากับ ๓๐๐ บาท ๑๐๐ เดนาริอัน มีค่าเท่ากับ ๓๐๐,๐๐๐ บาท] จึงจับคนนั้นเค้นคอและขู่เข็ญว่า ‘จงจ่ายหนี้คืนมา!!’“เพื่อนข้าราชบริพารนั้นก็คุกเข่าอ้อนวอนเขาว่า ‘ขอผัดผ่อนหนี้ให้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ให้’“แต่เขาไม่ยอม กลับนำคนนั้นไปเข้าคุกจนกว่าเขาจะใช้หนี้ เมื่อข้าราชบริพารคนอื่นๆ เห็นเหตุการณ์ก็สลดใจนัก จึงพากันไปเข้าเฝ้ากษัตริย์และกราบทูลทุกอย่างที่เกิดขึ้น“กษัตริย์จึงตรัสเรียกข้าราชบริพารคนนั้นมาและตรัสว่า ‘ไอ้ข้าชั่วช้า!!! เรายกหนี้ของเจ้าทั้งหมดให้ก็เพราะเจ้าวอนขอต่อเรา ไม่ควรหรือที่เจ้าจะเมตตาเพื่อนข้าราชบริพารด้วยกันเหมือนที่เราเมตตาเจ้า!?’ กษัตริย์กริ้วนักจึงทรงมอบตัวเขาให้พัศดีไปทรมานจนกว่าจะใช้หนี้ครบ“เช่นนี้แหละพระบิดาของเราในสวรรค์จะทรงกระทำแก่ท่านแต่ละคนเช่นนั้นหากท่านไม่ยกโทษให้พี่น้องจากใจของท่าน”"
(มัทธิว บทที่18: ข้อ23-35)

8.3 ผู้เชื่อรับคำบัญชาให้สะท้อนพระคุณของพระเจ้าแก่ผู้อื่น(grace orientation)

8.4 การแนะนำผู้เชื่ออื่นให้พ้นจากความผิดสามารถช่วยเขารอดจากบาปซึ่งนำไปสู่ความตายได้

"พี่น้องทั้งหลายหากใครในพวกท่านหลงไปจากความจริง[ถอยหลังผ่าน 8 ขั้นตอน แห่งการถอยหลังฝ่ายวิญญาณ{through the eight stages of reversionism}] และผู้ใด [ผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่{a great believer}]นำเขากลับมา จงจำไว้ว่าผู้ที่พาคนบาป [คือผู้ที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณ] หันจากทางผิดของเขา จะช่วยเขาพ้นจากความตาย [บาปที่นำไปสู่ความตาย] และจะปิดบัง [ป้องกัน] ความผิดบาปใหญ่หลวงมากมาย"
(ยากอบ บทที่5: ข้อ19-20)

ในบางครั้ง ผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่สามารถมีอิทธิพลต่อผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณ ให้คนนั้นเปลี่ยนความคิดแล้วหันกลับจากทางผิดของเขา แน่นอน การพื้นฟูฝ่ายวิญญาณของแต่ละคนย่อมเริ่มต้อนด้วยการสารภาพบาป{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}และการฟังหลักคำสอนพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ นี่คือสาระสำคัญซึ่งผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณแล้วจะบอกแก่พี่น้องในพระคริสต์ที่กำลังถอยหลังฝ่ายวิญญาณและถูกการตีสอนจากพระเจ้า หากผู้เชื่อคนนั้นได้ยินและยอมกระทำตามคำแนะนำ บาปซึ่งเขาอาจจะกระทำหากไม่กลับใจนั้นจะไม่เกิดขึ้น

ผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณแล้วควรอธิษฐานว่าพี่น้องในพระคริสต์ซึ่งกำลังถอยหลังฝ่ายวิญญาณอยู่จะสำนึกในความผิดพลาดของตน เขาไม่สามารถอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงเปลี่ยนความคิดของคนพวกนั้นได้(เพราะว่าพระเจ้าไม่สามารถบังคับความคิดเสรีได้ในการตัดสินใจของใครได้) แต่เขาอาจอธิษฐานขอพระเจ้าอนุญาตให้ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณจะประสบความยากลำบากซึ่ง"อาจจะ"ผลักดันให้เขาแสวงหาคำตอบจากพระเจ้า อนึ่ง ผู้เชื่อที่โตแล้วก็ต้องพร้อมเสมอที่จะช่วยพี่น้องที่ขอคำแนะนำเรื่องฝ่ายวิญญาณ ด้วยว่าเขาจะต้องอธิบายถึงวิธิการตั้งต้นใหม่{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}และความสำคัญของการศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์เป็นหลัก

ในยากอบข้อ 14-16 ของบทที่ 5 นี้ เราได้เรียนว่าศิษยาภิบาลที่โตฝ่ายวิญญาณแล้วสามารถช่วยอดีต เราได้เห็นว่าผู้เชื่อที่โตแล้วสามารถช่วยอดีตสมาชิกของเขาให้รอดจากบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย ในยากอบข้อ 17-18 เราได้เห็นว่าผู้เชื่อที่โตแล้วสามารถช่วยกู้ประเทศชาติของตนให้รอดจากหายนะได้ และในยากอบข้อที่ 19-20 เราได้เห็นว่าผู้เชื่อที่โตแล้วสามารถเป็นสะพานซึ่งนำผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณให้กลับมาจากความผิดพลาด แล้วรอดพ้นจากการตายอย่างน่าอับอายที่สุด คือ การลงโทษเพราะบาปซึ่งนำไปสู่ความตาย

IX
εννέα
ennéa
9
คำอื่นๆที่พระคัมภีร์ใช้เมื่อกล่าวถึงวิธีการตั้งต้นใหม่{Rebound}

9.1 สารภาพ (Confess)

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและ
เที่ยงธรรมจะทรงอภัยบาปของเรา
และชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น"
(1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

9.2 พิจารณาตัวเอง (Judge self)

"แต่ถ้าเราได้วินิจฉัยตนเอง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ในการพิพากษา"
(1 โครินธ์ บทที่11: ข้อ31)

9.3 ถวายตัวแด่พระเจ้า (Yield)

"อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้แก่บาปเป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย
แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้าในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิต
เป็นขึ้นจากตาย และถวายส่วนต่างๆ
ในกายของท่านแด่พระองค์ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม "

"เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อพิจารณาถึงพระเมตตาของพระเจ้า
ข้าพเจ้าจึงขอให้ท่านทั้งหลายถวายตัวของท่านแด่พระเจ้าเป็น
เครื่องบูชาที่มีชีวิต ที่บริสุทธิ์[หรือ ที่ได้รับการแยกไว้สำหรับพระเจ้า]
และที่พระเจ้าพอพระทัย นี่เป็นการนมัสการที่แท้จริง
[หรือ ที่สมเหตุสมผล] "
(โรม บทที่6: ข้อ13 ; บทที่12: ข้อ1 )

9.4 ทิ้งของหนัก (Lay aside every weight)

"เพราะฉะนั้นในเมื่อเรามีพยานหมู่ใหญ่พรั่งพร้อมรอบด้านเช่นนี้แล้ว
ก็ให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่และบาปที่เกาะแน่น
ให้เราวิ่งด้วยความอดทนบากบั่นไปตามลู่ที่ทรงกำหนดไว้สำหรับเรา"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ1)

9.5 ยำเกรงนอบน้อมต่อพระบิดา (Be in subjection to the Father)

"ยิ่งไปกว่านั้นเราทั้งปวงล้วนมีบิดาซึ่งเป็นมนุษย์ผู้ตีสอนเราและ
เราเคารพนับถือท่านที่ทำเช่นนั้น ยิ่งกว่านั้นสักเพียงใดที่เรา
ควรอยู่ในโอวาทของพระบิดาแห่งจิตวิญญาณของเราและมีชีวิตอยู่! "
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ9)

9.6 ยกมือที่อ่อนแรงขึ้น (Lift up the hands that hang down)

"เพราะฉะนั้นจงทำให้แขนที่อ่อนแรงและเข่าที่อ่อนล้าเข้มแข็งขึ้น"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ12)

9.7 กระทำหนทางให้ตรงไป (Make straight the paths)

"ยอห์นผู้นี้แหละที่ถูกกล่าวถึงผ่านทางผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ว่า

“เสียงของผู้หนึ่งร้องในถิ่นกันดารว่า
‘จงเตรียมทางสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงทำทางสำหรับพระองค์ให้ตรงไป’”
[เสียงของผู้หนึ่งร้องว่า
จงเตรียมทางในถิ่นกันดาร
สำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้า
จงทำทางหลวงของพระเจ้า
ในถิ่นกันดารให้ตรงไป
อิสยาห์ บทที่40: ข้อ3]"
(มัทธิว บทที่3: ข้อ3)

"“จงทำทางที่ราบเรียบสำหรับเท้าของท่าน”
[จงเฝ้าระวังทุกย่างก้าวของเจ้าและเดินอยู่ในทางนั้นอย่างมั่นคง
สุภาษิต บทที่4: ข้อ26]
เพื่อคนง่อยจะไม่พิการแต่กลับเป็นปกติดี"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ13)

9.8 เป็นขึ้นจากความตาย (Arise form the dead, or literally, "stand up again out from deaths")

"เนื่องจากความสว่างทำให้เห็นทุกสิ่งชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า

“โอ ผู้ที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น
จงฟื้นขึ้นจากความตาย
และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน”"
(เอเฟซัส บทที่5 ข้อ14)

9.9 ทิ้งมนุษย์เก่า{ตัวตนเก่า}(put off the old man)

"เกี่ยวกับวิถีชีวิตเดิมนั้น ท่านได้รับการสอนให้ทิ้งตัวตนเก่าของท่านซึ่ง
กำลังถูกทำให้เสื่อมโทรมไปโดยตัณหาอันล่อลวงของมัน"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22)

9.10 ยอมรับความชั่วช้าของเจ้า (acknowledge thine iniquity)

"เพียงแต่เจ้ายอมรับผิด
ว่าเจ้าได้กบฏต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า
เจ้าได้ปันใจให้พระต่างชาติทั้งหลาย
ใต้ต้นไม้ใบดกทุกต้น
และไม่ได้เชื่อฟังเรา
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น"
(เยเรมีย์ บทที่3: ข้อ13)

X
δέκα
déka
10
การตั้งต้นใหม่เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชาแก่ผู้เชื่อในสมัยพระคัมภีร์เดิมเช่นกัน

"แล้วข้าพระองค์สารภาพบาปต่อพระองค์
และไม่ปิดซ่อนความชั่วช้าไว้
ข้าพระองค์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะสารภาพ
การล่วงละเมิดทั้งปวงต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า”
และพระองค์ก็ทรงอภัย
ความผิดบาปของข้าพระองค์
เสลาห์"

"ข้าพระองค์สารภาพความชั่วช้าของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ร้อนใจในความบาปของตน"

"เพราะข้าพระองค์รู้ถึงการล่วงละเมิดของตนแล้ว
และบาปของข้าพระองค์อยู่ตรงหน้าข้าพระองค์เสมอ
ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์ผู้เดียว
และได้ทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์
ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นฝ่ายถูกเมื่อทรงตัดสิน
และทรงชอบธรรมเมื่อทรงพิพากษา"
(สดุดี บทที่32: ข้อ5 ; บทที่38: ข้อ18 ; บทที่51: ข้อ3-4)

"ผู้ที่ปกปิดบาปของตนจะไม่เจริญ
แต่ผู้ที่สารภาพผิดและละทิ้งบาปจะพบความเมตตากรุณา"
(สุภาษิต บทที่28: ข้อ13)

II
Appendix
B
ภาพผนวก B


The Doctrine of Eternal Security
หลักคำสอนของความมั่นคงนิรันดร์

ผู้เชื่อในพระคริสต์ได้ความมั่นคงนิรันดร์(Eternal Security)ซึ่งพระเจ้าทรงรับรองด้วยวิธีการต่อไปนี้

I
ένα
éna
1.

โดยตำแหน่ง ผู้เชื่อทุกคนได้เข้าส่วนในพระเยซูคริสต์

"เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ "
(โรม บทที่8: ข้อ1)

"สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน
เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์[ทรงเลือกเราไว้เพื่อพระองค์เอง]
ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกให้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระองค์
ด้วยความรักพระองค์[สายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก ]ทรงกำหนดไว้
ล่วงหน้าที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์
เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่งซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ
อย่างเหลือล้นในพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ3-6)

" จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้ายูดาผู้เป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์และเป็นน้องชายของยากอบ
ถึงบรรดาผู้ที่ทรงเรียกซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้าพระบิดาและได้รับการปกป้องไว้โดย[เพื่อ,ใน]พระเยซูคริสต์
ขอพระเมตตา สันติสุข และความรักมีแก่ท่านทั้งหลายอย่างล้นเหลือ

เพื่อนที่รักทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้ากระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเขียนถึงท่านเกี่ยวกับความรอดที่เรามีร่วมกัน ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเขียนมาให้กำลังใจท่านให้ต่อสู้เพื่อความเชื่อซึ่งได้ทรงมอบหมายแก่ประชากรของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวเป็นพอ เนื่องจากมีบางคนได้แอบแฝงเข้ามาในหมู่พวกท่าน คำพิพากษาของคนพวกนี้ได้ถูกบันทึก[คนพวกนี้ถูกกำหนดให้รับคำพิพากษา] ไว้นานแล้ว พวกเขาเป็นคนอธรรมไม่ยำเกรงพระเจ้า พลิกผันพระคุณของพระองค์มาเป็น ใบเบิกทางให้ทำผิดศีลธรรม และปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นองค์เจ้าชีวิตและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของเรา

แม้ท่านทราบความทั้งสิ้นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ยังอยากเตือนให้ท่านระลึกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า พระเยซู ] ทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ แต่ต่อมาก็ทรงทำลายบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจในอำนาจหน้าที่ซึ่งพระเจ้าประทาน แต่ได้ละทิ้งถิ่นที่อยู่ของตนเอง พระองค์ได้ทรงกักขังทูตสวรรค์เหล่านี้ไว้ในที่มืด ล่ามด้วยโซ่อันเป็นนิรันดร์เพื่อรอการพิพากษาในวันอันยิ่งใหญ่นั้น เช่นเดียวกัน เมืองโสโดม{Sodom} เมืองโกโมราห์{Gomorrah} และเมืองต่างๆ โดยรอบได้ปล่อยตัวมัวเมาทำผิดศีลธรรมทางเพศและกามวิปริต พวกนี้เป็นตัวอย่างของบรรดาผู้ที่จะรับโทษในไฟนิรันดร์

พวกเพ้อฝันเหล่านี้ก็เป็นแบบเดียวกันไม่มีผิด เขาปล่อยตัวแปดเปื้อน ปฏิเสธสิทธิอำนาจ กล่าวสบประมาทเทพเบื้องบน แม้แต่เทพบดีมีคาเอล เมื่อโต้แย้งกับมารเรื่องศพของโมเสสก็ยังไม่กล้าล่วงเกินกล่าวหามารเลย พูดเพียงว่า “ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการกับเจ้า!” กระนั้นคนเหล่านี้ก็กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสิ่งที่ตนไม่เข้าใจและสิ่งที่เขาเข้าใจโดยสัญชาตญาณเยี่ยงเดรัจฉานที่ไม่รู้จักใช้เหตุผล สิ่งเหล่านี้เองที่ทำลายล้างพวกเขา

วิบัติแก่พวกเขา! เขาได้ดำเนินตามแนวทางของคาอิน{Cain ปฐมกาล บทที่4} เขาได้ทุ่มตัวเข้าสู่ความผิดพลาดของบาลาอัม{Balaam’s error กันดารวิถี บทที่22}เพราะเห็นแก่ได้ เขาจะถูกทำลายล้างไปเหมือนอย่างการกบฏของโคราห์{Korah’s rebellion กันดารวิถี บทที่16}

คนเหล่านี้เป็นรอยด่างพร้อยในงานเลี้ยงแห่งความรักของท่าน พวกเขาร่วมกินดื่มกับท่านอย่างตะกละตะกลามโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เขาเป็นเมฆไร้ฝนที่ลอยไปตามลม เป็นต้นไม้ที่ไม่ให้ผลตามฤดูกาลและถูกถอนรากถอนโคนตายซ้ำสอง เขาเป็นคลื่นคะนองในทะเลที่ซัดความน่าอับอายของตนเป็นฟองฟู่ เขาเป็นดาวที่เตลิดจากวงโคจร ความมืดมิดได้ถูกสงวนไว้ให้เขาตลอดกาล

เอโนค{Enoch ปฐมกาล บทที่5 ข้อ21-24}ซึ่งเป็นคนในชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมได้พยากรณ์เกี่ยวกับคนเหล่านี้ไว้ว่า “ดูเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเสด็จมาพร้อมด้วยผู้บริสุทธิ์นับแสนนับล้านของพระองค์ เพื่อพิพากษาทุกคนและเพื่อให้คนอธรรมทั้งปวงสำนึกในการอธรรมทั้งสิ้นที่ได้ทำไปตามแนวทางอธรรม และสำนึกในคำจาบจ้วงที่คนบาปคนอธรรมได้กล่าวร้ายพระองค์” คนเหล่านี้มักพร่ำบ่นและชอบจับผิด เขาทำตามตัณหาชั่วของตน เขายกตนเองและประจบสอพลอคนอื่นเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว


แต่เพื่อนที่รักทั้งหลาย จงระลึกถึงสิ่งที่เหล่าอัครทูตขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราได้บอกไว้ล่วงหน้า พวกเขากล่าวกับท่านว่า “ในยุคสุดท้ายจะมีคนชอบเยาะเย้ยซึ่งทำตามตัณหาชั่วของตนเอง” คนเหล่านี้ทำให้พวกท่านแตกแยกกัน เขาทำตามสัญชาตญาณเท่านั้นและไม่มีพระวิญญาณ

ส่วนท่านเพื่อนที่รักทั้งหลาย จงเสริมสร้างกันขึ้นในความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่ท่านมีอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงรักษาตัวไว้ในความรักของพระเจ้าขณะที่ท่านรอคอยพระเมตตาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราให้นำท่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์

จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย จงฉุดผู้อื่นออกมาจากไฟและช่วยพวกเขาให้รอด จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้อื่น แต่จงกลัวที่จะเป็นมลทิน คือจงรังเกียจแม้แต่เสื้อผ้าที่แปดเปื้อนด้วยโลกีย์

แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองไม่ให้ท่านล้มลง และนำท่านเข้าสู่เบื้องพระพักตร์อันเปี่ยมด้วยพระเกียรติสิริอย่างปราศจากตำหนิและด้วยความชื่นชมยินดีอย่างใหญ่หลวง คือแด่พระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ขอพระเกียรติสิริ พระบารมี เดชานุภาพ และอำนาจมีแด่พระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แด่พระเจ้าผู้ทรงดำรงตลอดมาทุกยุค ในอดีต ในปัจจุบัน และสืบๆ ไปเป็นนิตย์! อาเมน"
(ยูดา บทที่1)

II
δύο
dýo
2

โดยตรรกะแห่งพระสัญญาของพระเจ้า ถ้าพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราในขณะที่เราเป็นศัตรูของพระองค์ เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทำ สิ่งที่"ยิ่งกว่านั้นอีก" เมื่อเราได้กลายเป็นบุตรของพระองค์แล้ว

"ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์
ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน!
เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์
ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว
เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! "

"แต่ของประทานนั้นต่างจากการล่วงละเมิด
เพราะถ้าคนเป็นอันมากตายเพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์เพียงคนเดียว
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระคุณของพระเจ้าและของประทาน
โดยพระคุณของพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวนั้นย่อมล้นไหลไปสู่คนเป็นอันมาก! "

"เพราะถ้าโดยการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียวเป็นเหตุให้ความตาย
ได้ครอบครองผ่านทางมนุษย์คนเดียวผู้นั้น ยิ่งกว่า
นั้นสักเท่าใดบรรดาผู้ที่ได้รับพระคุณและของประทานแห่งความชอบธรรม
ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างมากล้นย่อมครอบครองใน
ชีวิตผ่านทางมนุษย์คนเดียวคือพระเยซูคริสต์"

"บทบัญญัติถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อที่การล่วงละเมิดจะมีมากขึ้น
แต่ที่ใดมีบาปมากขึ้น พระคุณก็มีมากขึ้นยิ่งกว่านั้น "

"พระองค์ผู้ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นแก่เราทุกคน
พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตาประทานสิ่งสารพัดแก่เราพร้อมกับพระบุตรหรือ? "

(โรม บทที่5: ข้อ9-10, ข้อ15, ข้อ17, ข้อ20; บทที่8: ข้อ32)


III
τρία
tría
3

การใช้อวัยวะของมนุษย์เพื่อแสดงถึงพระลักษณะของพระเจ้า(anthropomorphic approach) ยกตัวอย่างเช่น "ผู้เชื่ออยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าตลอดนิรันดร์"

"แม้เขาสะดุด เขาจะไม่ล้มลง
เพราะพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าค้ำชูเขาไว้"
(สดุดี บทที่37: ข้อ24;)


"เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย
ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ "
(ยอห์น บทที่10: ข้อ28)

IV
τέσσερα
téssera
4

พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าเราเองอาจเลิกเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ยังทรงสัตย์ซื่อเพราะพระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง Immutability(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)

"ถ้าเราอดทน
เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย
ถ้าเราปฏิเสธพระองค์
พระองค์ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย
ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ
พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ
เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ12-13)

V
πέντε
pénte
5

เราเป็นบุตรของพระองค์ เราได้บังเกิดใหม่ในพระราชวงศ์ของพระเจ้า และไม่มีวันที่พระองค์จะทรงทอดทิ้งเรา

"ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์
พระองค์ก็ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า "
(ยอห์น บทที่1: ข้อ12)

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26)


VI
έξι
éxi
6

เราเข้าส่วนในพระกายของพระเยซูคริสต์ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นศีรษะของพระกาย พระองค์ไม่สามารถตรัสแก่ผู้เชื่อว่าพระองค์ไม่ต้องการเขา

"ตาไม่อาจพูดกับมือว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ!”
และศีรษะไม่อาจพูดกับเท้าว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ!” "
(1โครินธ์ บทที่12: ข้อ21;)

"พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักร ทรงเป็นจุดเริ่มต้น
เป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นจากตาย เพื่อพระองค์จะทรงเป็นผู้สูงสุดในทุกสิ่ง "
(โคโลสี บทที่1: ข้อ18)


VII
επτά
eptá
7

'ไวยากรณ์ภาษากรีก' ในพระธรรมกิจการ บทที่16 ข้อ31 คำว่า " πιστεύω " / pisteuo พิส-ติว-โอ แปลว่า "เชื่อ" เป็นคำสั่งซึ่งเขียนด้วยรูปแบบ aorist tense ซึ่งหมายถึงการที่เชื่อนั้นเป็นเหตุการณ์เดียว (ครั้งเดียว) และเกิดผลถาวร ส่วนคำว่า " σῴζω " / sozo(โซโซ่ ) ใน พระธรรมเอเฟซัส บทที่2: ข้อ8-9 เขียนด้วยรูปแบบสมบูรณ์กาล(perfect tense) ซึ่งหมายถึง ผู้ที่เชื่อรับความรอดเรียบร้อยแล้ว และความรอดนั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป

"พวกเขาตอบว่า “จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านกับครัวเรือนของท่านจะได้รับความรอด”"
(กิจการ บทที่16 ข้อ31)

"เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ
ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า
ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ8-9)


VIII
οκτώ
októ
8

'เราเป็นผู้รับมรดก' เรามีมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซึ่งรอคอยเราอยู่บนสวรรค์

"ในพระองค์ เรายังได้รับการทรงเลือก[ให้เป็นทายาท]
ตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าตามแผนการของพระองค์ผู้ทรง
กระทำให้ทุกสิ่งเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพระประสงค์ของพระองค์ "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ11;)

"และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย
เน่าเสียหรือเลือนหายไปซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อพวกท่าน
โดยความเชื่อพระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ด้วย
ฤทธานุภาพของพระองค์จนถึงความรอดซึ่งพร้อมแล้วที่จะทรงสำแดงในยุคสุดท้าย "
(1เปโตร บทที่1: ข้อ4-5)

IX
εννέα
ennéa
9

'พระเจ้าทรงดำลงอยู่สูงสุด' พระเจ้าผู้ทรงดำลงอยู่สูงสุดทรงประสงค์ที่จะเก็บเราไว้เป็นของพระองค์

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ
แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

"แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองไม่ให้ท่านล้มลง
และนำท่านเข้าสู่เบื้องพระพักตร์อันเปี่ยมด้วยพระเกียรติสิริอย่างปราศจาก
ตำหนิและด้วยความชื่นชมยินดีอย่างใหญ่หลวง "
(ยูดา ข้อ24)

X
δέκα
déka
10
พันธกิจการประทับตราของพระวิญญาณบริสุทธ์ พระองค์ทรงประทับตราที่ชื่อของเราในหนังสือแห่งชีวิต ซึ่งรับรองว่าชื่อของเราจะไม่มีวันถูกลบออกจากหนังสือแห่งชีวิตนั้น

"ทรงประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของบนเรา
และประทานพระวิญญาณของพระองค์ไว้ในใจเราเป็นมัดจำค้ำประกันในสิ่งที่จะมาถึง"
(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ22;)

"และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน
เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน
เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วย
ดวงตราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ "

"และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย
โดยพระวิญญาณนี้ท่านได้รับการประทับตราแล้วสำหรับวันแห่งการทรงไถ่ให้รอด"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ13; บทที่4: ข้อ30;)

"แต่รากฐานมั่นคงของพระเจ้าตั้งอยู่อย่างไม่คลอนแคลน ประทับตราด้วยข้อความที่ว่า
“พระเจ้าทรงรู้จักบรรดาผู้ที่เป็นของพระองค์”[แล้วเขากล่าวกับโคราห์และพรรคพวกว่า
“พรุ่งนี้เช้าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงแสดงให้เห็นว่าใครเป็นคนของพระองค์
ใครเป็นผู้บริสุทธิ์ และพระองค์จะทรงให้ผู้นั้นเข้ามาใกล้พระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงเลือก
พระองค์จะทรงให้เข้าใกล้ชิดพระองค์ (กันดารวิถี บทที่16: ข้อ5)] และ
“ทุกคนที่เอ่ยพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจงหลีกหนีจากความชั่วร้าย”"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ19;)

เปรียบเทียบกับ

"ทะเลคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนมรณาก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้นและแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน "

"ถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ"
(วิวรณ์ บทที่20: ข้อ13, ข้อ15)

III
Appendix
C
ภาพผนวก C


The Doctrine of Repentance
หลักคำสอนแห่งการ"กลับใจเสียใหม่

I
ένα
éna
1

เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าใจถึงความหมาย และการใช้คำว่า " נָחַם" / nacham (เนแซม) พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าพระเจ้าทรง "เปลี่ยนความคิด" หรือ "ทรงกลับพระทัย" (repent)เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในบริบทอรรถาธิบายของข้อความต่อไปนี้

"องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเสียพระทัยยิ่งนักที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก
และพระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย "
(ปฐมกาล บทที่6: ข้อ6;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเปลี่ยนพระทัยและ
ไม่นำภัยพิบัติมาเหนือประชากรของพระองค์ตามที่ทรงดำริไว้"
(อพยพ บทที่32: ข้อ14;)

"เมื่อใดก็ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นมาเพื่อพวกเขา
พระองค์ก็สถิตกับผู้วินิจฉัย และช่วยเหล่าประชากรให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูตลอดชีวิตของผู้วินิจฉัยคนนั้น
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาสงสารเหล่าประชากร เมื่อเขาคร่ำครวญเพราะคนที่มากดขี่ข่มเหงและทำให้พวกเขาทุกข์ยาก "
(ผู้วินิจฉัย บทที่2: ข้อ18;)

"ตั้งแต่นั้นมาซามูเอลไม่เคยพบกับซาอูลอีกเลยจนกระทั่งสิ้นชีวิต
เขาทุกข์โศกเนื่องด้วยซาอูลอยู่เสมอและองค์พระผู้เป็นเจ้าก็เสียพระทัย
ที่ได้ทรงตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล"
(1ซามูเอล บทที่15: ข้อ35)



"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! ขอทรงกรุณาเถิด จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าใด?
ขอทรงเอ็นดูสงสารบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์"
(สดุดี บทที่90: ข้อ13;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เจ้าได้ละทิ้งเรา
และหวนกลับไปหาบาปร่ำไป
เราจึงฟาดเจ้าและทำลายเจ้า
เราจะไม่เมตตาเจ้าอีกต่อไป"

"‘หากพวกเจ้าคงอยู่ในดินแดนนี้
เราจะสร้างเจ้าขึ้นไม่ใช่รื้อลง จะปลูกเจ้าไว้ ไม่ใช่ถอนราก
เพราะเราเศร้าใจกับภัยพิบัติซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่เจ้า"
(เยเรมีย์ บทที่15: ข้อ6; บทที่42: ข้อ10;)

"ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงอดพระทัยไว้
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น”"

"ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงอดพระทัยไว้
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสว่า “เหตุการณ์นี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน”"
(อาโมส บทที่7: ข้อ3 ข้อ6)

II
δύο
dýo
2

เนื่องจากพระเจ้าทรงไม่เปลี่ยนแปลง{Immutability(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)} การใช้คำเหล่านี้เป็นภาษาภาพที่พระเจ้าทรงใช้ในพระคัมภีร์เพื่อให้มนุษย์เข้าใจถึงพระลักษณะ และ พระประสงของพระองค์ (ในทางศาสนศาสตร์เรียกว่าAnthropopathism เป็นมานุษย์วิทยาที่ออกแบบมาเพื่ออธิบายการกระทำของพระเจ้า ของวินัยในแง่ของทัศนคติและการแสดงออกของมนุษย์มีการใช้มานุษยวิทยาเพื่อการสื่อสารทัศนคติและนโยบายของพระเจ้าในภาษาของมนุษย์- ภาษาของการอำนวยความสะดวก{the language of accommodation}) ส่วนคำว่า "ทรงกลับพระทัย" ได้อธิบายถึงพระลักษณะและพระประสงค์เกี่ยวกับการตีสอนและการทรงพิพากษาลงโทษของพระองค์

III
τρία
tría
3

คำกริยาคำว่า "µετανοέω " / metanoeo (เม็ททะโน-เอโอ) พระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยมักแปลว่า "กลับใจเสียใหม่" (ฉบับภาษาอังฤษนิยมใช้คำว่า repent) คำนี้มีความหมายตรงตามตัวอักษรว่า "เปลี่ยนความคิด" และ ไม่ได้เล็งถึงอารมณ์ หรือ ความรู้สึกแต่อย่างใด

IV
τέσσερα
téssera
4

ทั้ง "เนคัม" และ "เม็ททะโน-เอโอ" เป็นคำกิริยาสกรรม (transitive verd)ซึ่งต้องมีทั้งประทาน และ กรรม นั้นหมายความว่า ประทานจะต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับกรรม

V
πέντε
pénte
5
การใช้คำว่า ''เม็ททะโน-เอโอ" มีบางกรณีที่พระบิดาทรงเป็นกรรมในเรื่องการเปลี่ยนความคิด ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ในบริบทความรอด ผู้ที่ไม่เชื่อเป็นประธาน และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกรรม

"ในวันพิพากษาชาว นีนะเวห์{Nineveh}จะยืนขึ้นพร้อมกับคนในยุคนี้
และกล่าวโทษพวกเขาเพราะชาวนีนะเวห์ได้กลับใจใหม่
โดยคำเทศนาของโยนาห์และบัดนี้ผู้ ที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์ก็อยู่ที่นี่"
(มัทธิว บทที่12: ข้อ41;)

"พระองค์ตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่และเชื่อข่าวประเสริฐ!”"
(มาระโก บทที่1: ข้อ15;)

"เราบอกท่านว่า ไม่ใช่! แต่หากพวกท่านไม่กลับใจใหม่ พวกท่านก็จะพินาศเช่นกัน"

"เราบอกท่านว่า ไม่ใช่! แต่หากท่านไม่กลับใจใหม่ พวกท่านก็จะพินาศเช่นกัน”"

"เราบอกท่านว่าทำนองเดียวกัน ในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดีในคนบาปคนหนึ่งซึ่งกลับใจใหม่
มากยิ่งกว่าในคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนซึ่งไม่ต้องการกลับใจใหม่ "

"เราบอกท่านว่าในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดีท่ามกลางเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าในคนบาปคนเดียวซึ่งกลับใจใหม่ "

" ผู้ดูแลนั้นคิดในใจว่า จะทำอย่างไรดี? นายจะปลดเราออกจากงาน จะไปขุดดินก็ไม่มีแรง จะไปขอทานก็อายเขา เรารู้แล้วว่าเราจะทำอะไรดี เพื่อว่า เมื่อเราตกงานแล้วจะได้มีคนรับเราเข้าบ้านของเขา เขาจึงเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน เขาถามคนแรกว่า 'ท่านติดหนี้นายของข้าพเจ้าอยู่เท่าไร?'เขาตอบว่า 'น้ำมันมะกอกหนึ่งร้อยถัง[ภาษากรีกว่าหนึ่งร้อยบาทอส " βάτος " / Batos(คาดว่าประมาณ 3,000 ลิตร)]' ผู้ดูแลนั้นบอกเขาว่า 'จงนำเอกสารมา รีบนั่งลงแก้ให้เป็นห้าสิบ'จากนั้นเขาถามคนที่สองว่า 'และท่านติดหนี้นายของข้าพเจ้าอยู่เท่าไร?'คนนั้นตอบว่า 'ข้าวสาลีหนึ่งร้อยกระสอบ[คาดว่าประมาณ 35,000 ลิตร]'ผู้ดูแลนั้นบอกเขาว่า 'จงนำเอกสารมาและแก้ให้เป็นแปดสิบ'

นายจึงชมผู้ดูแลไม่ซื่อคนนี้เพราะเขาทำไปอย่างชาญฉลาด เพราะคนของโลกนี้ฉลาดกว่าคนของความสว่างในการทำธุรกิจการงานกับคนประเภทเดียวกับเขา เราบอกท่านว่าจงใช้ทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกหาเพื่อน เพื่อเมื่อหมดเงินท่านจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ที่พำนักอันถาวรคนที่ไว้ใจได้ในสิ่งเล็กน้อย ก็ไว้ใจได้ในสิ่งใหญ่ด้วย และคนที่ไม่สัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย ก็ไม่สัตย์ซื่อในสิ่งใหญ่ด้วย ดังนั้นถ้าไว้ใจท่านในการจัดการกับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกไม่ได้ ใครจะไว้ใจมอบทรัพย์สมบัติอันแท้จริงให้ท่านดูแลเล่า? และถ้าไว้ใจให้ท่านดูแลทรัพย์สมบัติของคนอื่นไม่ได้ ใครจะมอบทรัพย์สมบัติให้เป็นของท่านเล่า?

ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาย่อมชังนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง หรือภักดีคนหนึ่งและดูหมิ่นอีกคนหนึ่ง ท่านไม่อาจรับใช้ทั้งพระเจ้าและเงินทองได้ ฝ่ายพวกฟาริสีที่รักเงินได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ก็เย้ยหยันพระเยซู พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า พวกท่านทำตัวเป็นคนชอบธรรมในสายตามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน สิ่งที่ถือว่าสูงค่าในหมู่มนุษย์ก็น่ารังเกียจในสายพระเนตรของพระเจ้าหนังสือบทบัญญัติและหนังสือผู้เผยพระวจนะได้รับการประกาศเรื่อยมาจนถึงสมัยของยอห์น นับตั้งแต่นั้นข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าก็ได้รับการประกาศ

และทุกคนก็กำลังพยายามเบียดเสียดกันเข้าไปในอาณาจักรนั้น ฟ้าและดินจะหายไป ยังง่ายกว่าสักจุดหนึ่งในหนังสือบทบัญญัติจะตกไปผู้ใดหย่าภรรยาและไปแต่งงานกับหญิงอื่นก็ล่วงประเวณี และผู้ชายที่แต่งงานกับหญิงที่หย่ากับสามีก็ล่วงประเวณียังมีเศรษฐีคนหนึ่งสวมชุดสีม่วงและผ้าลินินเนื้อดี ใช้ชีวิตอย่างหรูหราทุกวัน ที่ประตูบ้านของเศรษฐีมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เขามีแผลเต็มตัวนอนอยู่ และอยากกินอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี แม้แต่สุนัขก็มาเลียแผลของเขาอยู่มาขอทานนั้นก็ตาย และเหล่าทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ข้างอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีก็ตายเช่นกัน และถูกฝังไว้ เมื่ออยู่ในนรก[ภาษากรีกว่า" άδης"/Hades เฮดีส แดนมรณา ]ซึ่งทุกข์ทรมานมาก เศรษฐีแหงนมองเห็นอับราฮัมอยู่ไกลๆ มีลาซารัสเคียงข้าง จึงร้องบอกว่า'ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม สงสารข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดส่งลาซารัสมา ให้เขาเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำแตะลิ้นข้าพเจ้าให้เย็นลง เพราะข้าพเจ้าอยู่ในไฟนี้ทุกข์ ทรมานเหลือเกิน' แต่อับราฮัมตอบว่า 'ลูกเอ๋ย จำได้ไหม ในชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้รับแต่สิ่งดีๆ ขณะที่ลาซารัสรับสิ่งเลวๆ แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับการปลอบประโลมอยู่นี่แล้ว ส่วนเจ้าทุกข์ทรมาน นอกจากนี้แล้ว ระหว่างเรากับเจ้ามีเหวใหญ่ขวางอยู่ ใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปหาเจ้าก็ไม่ได้ หรือจะข้ามจากที่โน่นมาหาเราก็ไม่ได้'

เขาจึงตอบว่า 'ท่านบรรพบุรุษ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนเขาเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาที่ทรมานนี้ด้วย'

อับราฮัมตอบว่า 'พวกเขามีโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะอยู่แล้ว ก็ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด'เศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า 'หามิได้ ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม แต่หากมีใครเป็นขึ้นจากตายไปหา เขาจะกลับใจ'อับราฮัมกล่าวกับเขาว่า 'ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะ ต่อให้ใครเป็นขึ้นจากตาย เขาก็จะไม่ยอมเชื่อ' "
(ลูกา บทที่13; ข้อ3, ข้อ5; บทที่15: ข้อ7, ข้อ10; บทที่16: ข้อ3-31;)

"สี่สิบปีผ่านไป ทูตสวรรค์องค์หนึ่ง{พระคริส}มาปรากฏแก่โมเสส
ในพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟในถิ่นกันดารใกล้ภูเขาซีนาย "

"ข้าพเจ้าประกาศแก่ทั้งคนยิวและคนกรีกว่าพวกเขา
ต้องกลับใจใหม่หันมาหาพระเจ้าและเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าของเรา"

"เริ่มแรก ข้าพระบาทประกาศแก่คนทั้งหลายในเมืองดามัสกัส
จากนั้นแก่คนทั้งหลายในกรุงเยรูซาเล็มและทั่วแคว้นยูเดียและแก่ชาวต่างชาติด้วย
ข้าพระบาทประกาศว่าพวกเขาควรกลับใจใหม่ หันมาหาพระเจ้า
และพิสูจน์การกลับใจใหม่ด้วยการกระทำของตน"
(กิจการ บทที่7: ข้อ30; บทที่20: ข้อ21; บทที่26: ข้อ20;)

"ท่านทั้งหลายทราบอยู่ว่าในภายหลังเมื่อเอซาวต้องการรับพรนี้เป็นมรดกก็ถูกปฏิเสธ
เขาไม่อาจแก้ไขอะไรได้แม้เขาจะแสวงหาพรนั้นด้วยน้ำตา"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ17)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ
แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

ขอสังเกตว่าผู้ที่ไม่เชื่อนั้นจะไม่ต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับบาปที่เขากระทำอยู่ แต่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอด
VI
έξι
éxi
6

การ"เปลี่ยนความคิด" ซึ่งนำไปยังความรอด คือการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพระเยซูคริสต์ซึ่งต้องมีก่อนที่จะได้รับความรอด

6.1 ผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถเข้าใจข้อมูลฝ่ายวิญญาณ(spiritual information) เพราะไม่มีวิญญาณของมนุษย์

"ผู้ปราศจากพระวิญญาณไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเห็นเป็นเรื่องโง่เขลา
และเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเพราะต้องอาศัยการแยกแยะฝ่ายจิตวิญญาณจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้"
(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14)

ดังนั้น ในเวลาที่ผู้เชื่อได้ฟังพระกิตติคุณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงกระทำหน้าที่เป็นวิญญาณมนุษย์แทนเพื่อเขาจะสามารถเข้าใจในพระกิตติคุณนั้น

"เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงทำให้โลกสำนึกในความผิด ในเรื่องบาป
ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องบาปก็เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา
ในเรื่องความชอบธรรมก็เพราะเรากำลังจะไปหาพระบิดาในที่ซึ่งพวกท่านไม่
สามารถเห็นเราอีกต่อไปและในเรื่องการพิพากษาเพราะบัดนี้ผู้ครองโลกนี้
ถูกพิพากษาลงโทษแล้ว"
(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-11;)

"เขาต้องชี้แจงอย่างสุภาพแก่บรรดาผู้ที่ต่อต้านเขาโดยหวังว่าพระเจ้าจะ
ทรงให้คนเหล่านี้กลับใจเพื่อจะรู้ถึงความจริง"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ25)

6.2 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อเข้าใจเรื่องพระกิตติคุณในทางวิชาการ (ความรู้ประเภทนี้พระคัมถีร์ เรียกว่า " γνῶσις " / gnosis จีโน-ซิส) ถ้าคนนั้นได้เชื่อในข้อมูลนั้น ก็กลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ทางด้านฝ่ายวิญญาณ (ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่า " ἐπίγνωσις " / epignosis เอ็พ-พิ-โนซิส){ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Reversionism,หน้า3-7; Witnessing การเป็นพยาน หน้าที่ 21-23}{ The Trinity,หน้าที่35-37.}

{จากหนังสือ Reversionism,หน้า3-7}

[unavailable for now]


{จากหนังสือ
Witnessing
การเป็นพยาน
หน้าที่ 21-23}

พันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการประกาศ

"เมื่อพระองค์[พระวิญญาณ]เสด็จมาพระองค์จะทรงทำให้โลกสำนึกในความผิด ในเรื่องบาป[แปลตรงจากต้นฉบับภาษากรีกคือคำว่า “ ἐλέγξει τὸν κόσμον περὶ ἁμαρτίας " / elenxei ton kosmon peri amartias (เอเล็กเซ โทน คอสมน เพรี ฮามาเทียส)] ความชอบธรรม และการพิพากษาในเรื่องบาปก็เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา"
(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-9)

ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเยซูทรงเผยพระวจนะถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอสต์และทรงเผยถึงพันธกิจในการ "ให้โลกสำนึกเดียวกับความบาป, ความชอบธรรม และการพิพากษา"

มักมีนักประกาศบางคนที่ชอบจะเน้นบาปส่วนตัวที่ชัดเจน และทำให้ผู้ฟังต้องตกตลึง การเทศนาของนักประกาศนั้นมักจะสรุปว่าพระวิญญาณบริสุทธ์จะทรงพิพากษามนุษย์ชาติเพราะบาปเหล่านั้น ความคิดเช่นนี้ไม่ตรงกับ ยอห์น บทที่16: ข้อ8 ซึ่งในภาษากรีก ความบาปเป็นคำเอกพจน์ และ ได้พูดถึงบาปประการเดียว คือ "เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา" บาปเดียวที่พระเจ้าต้องลงโทษผู้ที่ไม่เชื่อไปในบึงไฟนรก นั่นคือบาปแห่งการปฏิเสธองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ใช่เพราะบาปส่วนตัว

ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จะต้องรับหน้าที่หลักในการเป็นพยานให้ พระเยซูคริสต์คำตอบอยู่ในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14"ผู้ปราศจากพระวิญญาณ[ " ψυχικὸς δὲ ἄνθρωπος ”/ psychikos de anthropos (ซูคีโคส เดอ อันโธรโพส) หมายถึง ผู้ที่ไม่เชื่อซึ่งมีจิตใจ แต่ ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ ]ไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเห็นเป็นเรื่องโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเพราะต้องอาศัยการแยกแยะฝ่ายจิตวิญญาณจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ "(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14)

ผู้เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อไม่เหมือนกัน มนุษย์ทุกคนเกิดมาบนโลกโดยมีร่างกาย และ จิตใจ ปราศจากวิญญาณของมนุษย์ แต่ในขณะที่ตัดสินใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงประทานวิญญาณของมนุษย์แก่เขา

1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14 ได้อธิบายว่าสิ่งที่มาจากพระวิญญาณ(ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระกิตติคุณ และ หลักคำสอนพระคัมภีร์) ไม่มีความหมายสำหรับคนที่ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วผู้ที่ไม่เชื่อจะสามารถเข้าใจพระกิตติคุณได้อย่างไร? เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำหน้าที่แทนวิญญาณของมนุษย์เพื่อที่จะให้ผู้ไม่เชื่อนั้นสามารถเข้าใจพระกิตติคุณได้ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องใช้เสรีภาพทางความคิดของตน (Volition) ที่จะตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเขากับพระบิดา

ถึงแม้ความเชื่อเป็นสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการจากผู้ที่ไม่เชื่อ แต่ความเชื่อนั้นยังไม่เพียงพอที่จะกระทำให้เขารอดได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังต้องทำการกับความเชื่อของเขา ให้มีประสิทธิภาพในการรับความรอด หลังจากเขาได้เชื่อในพระคริสต์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราได้รับวิญญาณของมนุษย์ พร้อมกับการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (the permanent indwelling of the Holy Spirit) และการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (the filling of the Holy Spirit) ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถที่จะเรียนและเข้าใจรายละเอียดของพระกิตติคุณ และ หลักคำสอนพระคัมภีร์แต่ก่อนที่จะได้รับความรอดพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแทนวิญญาณของมนุษย์ในเวลาผู้นั้นได้ฟังพระกิตติคุณ แผนผังต่อไปนี้ได้แสดงบทบาทอันขาดไม่ได้ในพันธ์กิจด้านความรอดของพระวิญญาณบริสุทธิ์

{Operation Z {unavailable for now}}

อาวุธในการเป็นพยาน

"ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อน แล้วคนต่างชาติด้วย"
(โรม บทที่1: ข้อ16)

"คนที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องราวของไม้กางเขนเป็นเรื่องโง่
แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า "
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ18)

พระคำของพระเจ้า เป็นอาวุธที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คุณในการเป็นพยานนี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะพูดเป็นข้อพระคัมภีร์เท่านั้น เพราะคุณต้องอธิบายพระกิตติคุณจากความรู้ที่ได้สะสมไว้ในจิตใจของคุณแล้ว แต่ด้วยการใช้ข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระกิตติคุณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถใช้ข้อนั้นๆ เพื่อแทงทะลุจิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อเมื่อวิธีอื่นเหมือนจะไม่ได้ผล ก่อนผู้เชื่อเป็นพยานได้ เขาต้องเชื่อว่าพระคำของพระเจ้ามีฤทธิ์เดช และ เข้าถึงจิตใจของผู้ไม่เชื่อได้ หากคุณยังไม่กล้าที่จะยกข้อพระคัมภีร์มาใช้ในการเป็นพยาน ขอให้คุณใคร่ครวญดูว่า คุณเคยเป็นผู้ไม่เชื่อซึ่งได้เห็นฤทธิ์เดชจากพระเจ้าทรงนำของพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของคุณเอง

"เพราะว่าพระดำรัสของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงอานุภาพ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ
แทงทะลุแม้กระทั่งจิตและวิญญาณ ข้อต่อและไขกระดูก วินิจฉัยความคิดและท่าทีในใจ"
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ12)

พระเจ้าทรงรับลองกับคุณแล้วว่า พระคำของพระองค์จะเกิดผลและจะทำน้ำพระทัยของพระเจ้าให้สำเร็จ (ถ้อยคำที่ออกจากปากของเราก็เป็นเช่นนั้น มันจะไม่กลับคืนมายังเราโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะสัมฤทธิ์ผลตามที่เราปรารถนา และสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ อิสยาห์ บทที่55: ข้อ11) อย่างไรก็ตาม ในการที่คุณกำลังแบ่งปันข่าวประเสริฐ ขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงเกี่ยวกับพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้าจริง ผู้ที่ไม่เชื่อนั้นไม่เชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าอยู่แล้ว แต่คุณจะต้องใช้พระคำนั้นไม่ว่าผู้ไม่เชื่อจะคิดอย่างไร คุณเองต้องเข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าได้บรรจุ"ฤทธิ์เดชของพระองค์ เพื่อให้ทุกคนที่ได้เชื่อจะได้รับความรอด"(ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อน แล้วคนต่างชาติด้วย โรม บทที่1: ข้อ16) ความกล้าหาญ และ ความมั่นใจในการใช้พระคำจะรับรองประสิทธิภาพในการเป็นพยานของคุณ

{จากหนังสือ
The Trinity,
หน้าที่35-37}

ทรงเป็นบิดาของพระเยซูคริสต์

พระนามหนึ่งของบุคคลแรกในตรีเอกานุภาพ คือ "พระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ3; บทที่11: ข้อ31; เอเฟซัส บทที่1: ข้อ3; โคโลสี บทที่1: ข้อ3; 1เปโตร บทที่1: ข้อ3;) พระนามนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพระหว่างพระคริสต์ และ พระบิดา พระคริสต์ทรงสำแดงพระบิดา และทรงเป็นจุดศูนย์รวมแห่งแผนการของพระบิดา(ยอห์น บทที่1: ข้อ14; 2โครินธ์ บทที่4: ข้อ6; เอเฟซัส บทที่3: ข้อ11; ฮีบรู บทที่1: ข้อ2;)

"ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า[พระบิดา] แต่พระเจ้าคือพระบุตรองค์เดียว[คือ พระเยซูคริสต์]
ผู้ทรงอยู่เคียงข้างพระบิดาได้ทรงทำให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แล้ว"
(ยอห์น บทที่1: ข้อ18;)

พระบิดากับพระบุตรทรงมีสัมพันธภาพต่อกันตั้งแต่อดีตกาล(ยอห์น บทที่17: ข้อ5,ข้อ24) ถึงแม้ว่าพระบุตรทรงเท่าเทียมกับพระบิดาตลอดมา (ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ6;) แต่พระบุตรทรงยอมรับตำแหน่งอันอยู่ใต้สิทธิอำนาจของพระบิดา และ กระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์เพื่อให้แผนการความรอดของพระเจ้าให้สำเร็จ ข้อพระคัมภีร์ซึ่งอธิบายถึงการประสูติของพระคริสต์ เช่น "พระบุตรองค์เดียว [ผู้ทรงบังเกิดอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ] ของพระองค์" (ยอห์น บทที่3: ข้อ16;) และ "พระบุตรองค์เดียว[ผู้ทรงบังเกิดอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ]ที่บังเกิดจากพระเจ้า"(ยอห์น บทที่3: ข้อ18;) จะต้องถูกมองผ่านบริบทของพันธกิจความรอดของบุคคลที่สองแห่งตรีเอกานุภาพ ถึงแม้ว่าพระบุตรทรงเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ยังเสด็จจากพระบิดาแล้วทรงสภาพของเนื้อหนัง(ยอห์น บทที่1: ข้อ14; บทที่8: ข้อ42;) พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เดียวที่ทรงบังเกิดในโลกนี้โดย ปราศจากธรรมชาติบาป(1เปโตร บทที่1: ข้อ19;) โดยหญิงพรหมจารี (สดุดี บทที่2: ข้อ7; อิสยาห์ บทที่7: ข้อ14; มัทธิว บทที่1: ข้อ23;) และเป็นผู้เดียวซึ่งมีคุณสมบัติครบสมบูรณ์ในการรับการพิพากษาลงโทษแทนเรา สำหรับบาปของเรา (อิสยาห์ บทที่53: ข้อ4-6; ฮีบรู บทที่9: ข้อ16 ข,ข้อ28 ก; 1ยอห์น บทที่3: ข้อ5;)

พระบิดาของผู้เชื่อทั้งปวง

เนืองจากพระบิดาทรงสถาปนาแผนการความรอด ผู้เชื่อทุกคนได้กลายเป็นบุตรชั่วนิรันดร์ของพระองค์ ผ่านการบังเกิดใหม่(กาลาเทีย บทที่4: ข้อ6; เอเฟซัส บทที่1: ข้อ5; บทที่3: ข้อ14-15; บทที่4: ข้อ6;) มีหลายคนส่วนมากที่ชอบคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดาของมนุษย์ทุกคน แต่แนวคิดนี้ พระเจ้าไม่ได้เป็นบิดาของมนุษย์ทั้งหลาย(ยอห์น บทที่8: ข้อ42; ข้อ44;)แต่เป็นบิดาของผู้ที่เชื่อพระองค์เท่านั้น เราจะไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าโดยการเกิดฝ่ายเนื้อหนัง แต่จะเป็นเมื่อเราได้เกิดฝ่ายวิญญาณผ่านการเชื่อในพระเยซูคริสต์

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26;)

ในฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า เราจึงมีสิทธิ์เรียกพระองค์ว่า"พระบิดา"(โรม บทที่8: ข้อ15) เช่นเดียวกับผู้ใดเป็นบิดาซึ่งรักบุตรของตน พระบิดาในสวรรค์ทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบุตรของพระองค์(มัทธิว บทที่7: ข้อ11) พระองค์ทรงจัดเตรียมความต้องการของเราอย่างเหลือล้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ตั้งแต่อดีตกาล เพื่อเป็นการรับรองถึงการทรงดูแลบุตรของพระองค์ พระบิดาทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน(ยอห์น บทที่14: ข้อ23; เอเฟซัส บทที่4: ข้อ6;) การทรงดูแลนั้นรวมถึงทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่พระองค์ทรงมอบไว้แก่เราโดยพระคุณ ณ เวลารอด{ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรได้รับทรัพยากรฝ่ายวิญญาณ อย่างจากพระเจ้า ณ เวลารอด"The 40 Absolutes"}พระสัญญาต่างๆ หลักคำสอนพระคัมภีร์{Bible Doctrine}สำหรับเวลาที่เราอยู่บนโลก และสำหรับอนาคตนิรันดร์ก็ยังมี.....

...มรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไปซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อพวกท่าน
(1เปโตร บทที่1: ข้อ4 ข)

เหมือนบุตรทั่วไปเราก็จะกระทำผิดและไม่เชื่อฟังพระบิดา ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรับการตีสอน{divine discipline} ซึ่งจะเป็นประโยชน์ (ฮีบรู บทที่12: ข้อ5-11) อย่างไรก็ตาม พระบิดาทรงพร้อมเสมอที่จะรับบุตรของพระองค์ให้กลับมาถึงอ้อมกอดของพระองค์ คือ ให้กลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์ทุกครั้งที่มีกล่าวถึงบาปอย่างเป็นการส่วนตัวต่อพระองค์{ในความคิด}(1ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

VII
επτά
eptá
7

คำกิริยาว่า "เม็ททะโนเอ-โอ" ยังปรากฎในพระคัมภีร์เมื่อพูดถึงผู้เชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับหลักคำสอนพระคัมภีร์{การถอยหลังฝ่ายวิญญาณ(reversionism) คือ สถานะฝ่ายวิญญาณซึ่งผู้เชื่อได้เลือกเมื่อเขาหันไปจากแผนการ น้ำพระทัย และ พระประสงค์ที่พระเจ้ามีต่อชีวิตของเขาแลัวกลับไปเชื่ออย่างที่เคยเชื่อ คิดอย่างที่เขาเคยคิด และประพฤติอย่างที่เคยทำ ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณไม่มีวันเสียความรอดไป แต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติบาป{(Sin Nature ธรรมชาติบาป) มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติปาบอยู่ในเซลล์ของร่างกาย(ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์)(โรม บทที่6: ข้อ6; บทที่7: ข้อ5; ข้อ18) ซึ่งถูกสืบทอดทางอสุจิของผู้ชายในเวลาปฏิสนธิ (ปฐมกาล บทที่5: ข้อ3)ธรรมชาติบาปเป็นแหล่งการล่อ และผลิตกิเลสตัณหาซึ่ง ทำให้มนุษย์กบฎต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เรียกธรรมชาติบาปว่า 'คนเก่า'(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22) เนื้อหนังแห่งบาป(โรม บทที่8: ข้อ3-4) อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงหลักการของบาป การรับธรรมชาติบาป และการตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ในพระธรรม โรม บทที่7: ข้อ8-20 และการที่ผู้เชื่อไม่ได้เป็นทาสต่อธรรมชาติบาปใน โรม บทที่8: ข้อ2, ข้อ9} และระบบโลกของซาตาน{พระคัมภีร์ได้รวบรวมกลอุบายและระบบโลกของ'ซาตาน'นี้ทั้งหมดโดยใช้คำกรีกคำเดียวว่า " κόσµος " / Cosmos โคสมอส (โคสมอส ซึ่งกลายเป็นคำว่า Cosmic ในภาษาอังกฤษ) คำว่า โคสมอส นี้ได้อธิบายถึงองค์กรที่มีระบบระเบียบ มีส่วนประกอบที่สอดคล้องกัน มีวัตถุประสงค์และนโยบาย และมีโครงสร้างสิทธิอำนาจ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความคิดของมนุษยชาติ'โคสมอส' นี้ คือ องค์กรหรือระบบที่กว้างขวาง ซึ่งซาตานได้ก่อขึ้น และได้สะท้อนถึงความใฝ่ฝัน จุดประสงค์ และวิธีการของซาตาน 'โคสมอส' คือระบบโลกที่อยู่ต่างจากพระเจ้า เป็นอารยธรรมซึ่งหันหน้าไปจากพระองค์ และไม่ยอมนับถือว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกและมนุษย์ชาติ ระบบนี้ก่อให้เกิดรัฐบาล สงคราม การศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งได้ละทิ้งพระเจ้า แล้วใช้ศีรธรรม และ ความภูมิใจเป็นมาตรฐาน'โคสมอส'คือโลกซึ่งมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ เป็นทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้เห็น และได้ใช้ในการดำลงชีวิตวันต่อวัน เกือบทุกคนบนโลกนี้ เชื่อว่าระบบเดียวที่เขารู้จักตราบเท่าที่เขาอยู่บนโลกนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ก็คือ ระบบโลกของซาตาน(The Satanic System)ซึ่งสมควรใช้ในการอธิบายคำว่า 'โคสมอส' เพราะระบบโลกนี้เป็นระบบของพญามาร(Cosmos Diadolicus)[Lewsis Sperry Chafer,Systemaitc Theology(Dallas Seminary Press, 1947),2:77-78]} (พระวิญญาณตรัสไว้ชัดเจนว่า ในภายหลังจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ หันไปติดตามวิญญาณล่อลวงและคำสอนของผีมาร”พระวิญญาณตรัสไว้ชัดเจนว่า ในภายหลังจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ หันไปติดตามวิญญาณล่อลวงและคำสอนของผีมาร” 1ทิโมธี บทที่4: ข้อ1)}

"ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอีกครั้ง
พระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงทำให้ข้าพเจ้าต่ำลงต่อหน้าพวกท่าน
และข้าพเจ้าจะเศร้าเสียใจเนื่องด้วยหลายคนที่ได้ทำบาปและยังไม่ยอมกลับใจละทิ้งความเสื่อมทราม
ความบาปทางเพศ และการเสเพลซึ่งเขาได้ปล่อยตัวลุ่มหลง"
(2โครินธ์ บทที่12: ข้อ21;)

"จงระลึกว่าเจ้าได้ร่วงหล่นลงมามากเพียงใด!
จงกลับใจใหม่และทำสิ่งที่เจ้าเคยทำตั้งแต่แรก
ถ้าเจ้าไม่กลับใจใหม่เราจะมาหาเจ้าและยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่"

"เพราะฉะนั้นจงกลับใจใหม่! มิฉะนั้นอีกไม่นานเราจะมาหาเจ้าและสู้กับคนเหล่านั้นด้วยดาบแห่งปากของเรา"

"ดังนั้นเราจะโยนนางลงบนเตียงแห่งความทุกข์ทรมาน
และให้บรรดาผู้ล่วงประเวณีกับหญิงนั้นทนทุกข์แสนสาหัส
เว้นแต่พวกเขาจะกลับใจจากวิถีของนาง"

"เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่"
(วิวรณ์ บทที่2: ข้อ5, ข้อ16, ข้อ22; บทที่3: ข้อ19 )

VIII
οκτώ
októ
8.
คำกิริยากรีกว่า "μεταμέλομαι" / metamelomai (เมทะเมโลมัย){ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Rebound Revisited(1995)} มักจะถูกแปลว่า "กลับใจ"(erpent) ซึ่งเป็นการแปลที่ผิดเช่นกัน ในความหมายที่แท้จริงของคำกิริยานี้เล็งถึงอารมณ์และความรู้สึก คือ "เสียใจ"(regret) หรือ "รู้สึกน่าเสียดายสำหรับสิ่งที่ได้กระทำ"

IX
εννέα
ennéa
9
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ มีการใช้คำว่า 'เมทะเมโลมัย' ดังนี้ คือ

9.1 รู้สึกน่าเสียดายกับการกระทำที่เคยทำ

"บุตรคนนั้นตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่ตอนหลัง{"เสียใจ"(regret)}และไปทำงาน"
(มัทธิว บทที่21: ข้อ29)

9.2 การที่ยูดาสอิสคาริโอท{Judas Iscariot}(มัทธิว บทที่27: ข้อ3) ความรู้สึกเสียใจนั้นเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ของเขาได้กบฏต่อความคิด(emotional revolt of the soul){through the eight stages of reversionism}ความเสียใจ หรือเสียดาย ไม่ได้เกียวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ และไม่สามารถเกิดผลฝ่ายวิญญาณได้

"เมื่อยูดาสผู้ทรยศพระเยซูเห็นว่าพระองค์ถูกตัดสินลงโทษก็รู้สึกผิดจับใจ
เขาจึงนำเงินสามสิบเหรียญมาคืนแก่พวกหัวหน้าปุโรหิตและเหล่าผู้อาวุโส"
(มัทธิว บทที่27: ข้อ3)

9.3 พระเจ้าไม่ทรงเสียดายในการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางแห่งความรอด และ ของประทานฝ่ายวิญญาณแก่ผู้เชื่อ

"เพราะของประทานและการทรงเรียกของพระเจ้านั้นไม่ผันแปร"
(โรม บทที่11: ข้อ29)

9.4 พระบิดาไม่ทรงเสียดายในการที่พระองค์ทรงตั้งพระคริสต์ให้เป็นพระมหาปุโรหิต


"แต่พระเยซูทรงขึ้นเป็นปุโรหิตด้วยคำสาบานเมื่อพระเจ้าตรัสกับพระองค์ว่า
“พระเจ้าได้ทรงปฏิญาณแล้วและจะไม่ทรงเปลี่ยนพระทัย คือ
‘ท่านเป็นปุโรหิตชั่วนิรันดร์’ ” “
(ฮีบรู บทที่7: ข้อ21)

X
δέκα
déka
10
คำนามว่า "µετάνοια" / Metanoia (เมทะ-นอย-ยา) ซึ่งหมายถึง "การเปลี่ยนความคิด" ถูกนำมาใช้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ใน

"ข้าพเจ้าประกาศแก่ทั้งคนยิวและคนกรีกว่าพวกเขาต้องกลับใจใหม่
หันมาหาพระเจ้าและเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าของเรา"
(กิจการ บทที่20: ข้อ21;)

"หรือท่านหมิ่นประมาทพระกรุณาคุณ ความอดกลั้น และความอดทนอันล้นเหลือของพระองค์
ท่านไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้ามุ่งชักนำท่านให้กลับใจใหม่?"
(โรม บทที่2: ข้อ4;)

"เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าสุขใจ ไม่ใช่เพราะทำให้ท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจใหม่
เพราะท่านเศร้าเสียใจอย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์ เราจึงไม่ได้ทำร้ายท่านแต่อย่างใด
ความเศร้าเสียใจอย่างที่อยู่ในทางพระเจ้าส่งผลให้กลับใจใหม่อันนำไปสู่ความรอดและไม่เหลือความเสียใจไว้
ส่วนความเศร้าเสียใจอย่างโลกนำไปสู่ความตาย"
(2โครินธ์ บทที่7: ข้อ9-10;)

"เพราะฉะนั้นให้เราผ่านหลักคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์และเดินหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่
อย่าให้เราต้องวางพื้นฐานซ้ำอีกในเรื่องการกลับใจจากการกระทำอันนำไปสู่ความตาย
[จากพิธีกรรมที่ไร้ประโยชน์]และเรื่องความเชื่อในพระเจ้า"

"หากยังเตลิดไปก็สุดวิสัยที่จะนำเขามาสู่การกลับใจได้อีก
เพราะ[หรือขณะที่]การหลงไปของเขาได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าบนไม้กางเขนซ้ำอีกครั้ง
และทำให้พระองค์อับอายต่อหน้าธารกำนัล"
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ1, ข้อ6;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

IV
Appendix
D
ภาคผนวก D

The Doctrine Of Divine Discipline
หลักคำสอนเรื่องการตีสอนจากพระเจ้า
I
ένα
éna
1

การตีสอนจากพระเจ้า(Divine discipline) เป็นการลงโทษที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้เชื่อเท่านั้น(ฮีบรู บทที่12: ข้อ5) ส่วนผู้ที่ไม่เชื่อ บทลงโทษจากพระเจ้าเรียกว่า การพิพากษาลงโทษ (Divine judgment)ทั้งในเวลาที่เขายังอยู่บนโลกและ
ชั่วนิรันดร์ (ยอห์น บทที่3 ข้อ18)

"และท่านได้ลืมถ้อยคำให้กำลังใจซึ่งมีมาถึงท่านในฐานะบุตรว่า
ลูกเอ๋ย อย่าละเลยการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่าน"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ5)

"ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา
แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว
เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า"
(ยอห์น บทที่3 ข้อ18)

II
δύο
dýo
2
พระบิดาทรงสมบูรณ์แบบทุกประการ เพราะฉะนั้น การตีสอนจากพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบทุกประการ การตัดสินใจในการตีสอนเป็นสิทธ์ของพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่สูงสุด{Sovereignty(ดำรงอยู่สูงสุด)}

III
τρία
tría
3
การตีสอนจากพระเจ้ามีพื้นฐานบนความรัก{Love(ความรัก)}ที่พระองค์ทรงมีต่อผู้เชื่อ

"เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
และทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร”[ลูกเอ๋ย
อย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าขุ่นข้องหมองใจเมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวตักเตือน
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก
ดั่งพ่อตีสั่งสอนลูกที่ตนชื่นชม (สุภาษิต บทที่3: ข้อ11-12) ]"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ6;)

"เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่ {1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}"
(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ19)

IV
τέσσερα
téssera
4
ไม่ว่าการตีสอนจากพระเจ้านั้นจะหนักแค่ไหน ผู้เชื่อจะไม่มีวันเสียความรอดของเขาไป

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์"
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26;)

"ถ้าเราอดทนเราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย
ถ้าเราปฏิเสธพระองค์พระองค์ ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย
ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อพระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ
เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้"
(2ทิโมธี บทที่2 ข้อ12-13)

V
πέντε
pénte
5
การตีสอนอาจถูกยกเลิก หรือไม่ก็น้อยลง เมื่อผู้เชื่อได้ตั้งต้นใหม่

"แต่ถ้าเราได้วินิจฉัยตนเอง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ในการพิพากษา"
(1โครินธ์ บทที่11: ข้อ31)

5.1 ข้้นตอนการรับการตีสอนจากพระเจ้า

5.1.1 การตีสอนประเภทเตือน

"พี่น้องทั้งหลายอย่าบ่นว่ากันเพื่อจะไม่ถูกตัดสินโทษ องค์ผู้พิพากษาทรงยืนอยู่ที่ประตูแล้ว!"
(ยากอบ บทที่5: ข้อ9;)

"เราอยู่ที่นี่แล้ว! เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู
เราจะเข้าไปรับประทานอาหารกับผู้นั้นและเขาจะรับประทานร่วมกับเรา"
(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ20)

5.1.2 การตีสอนที่หนัก

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขออย่าทรงลงโทษข้าพระองค์ขณะที่ทรงกริ้ว
หรือตีสั่งสอนข้าพระองค์ขณะที่ทรงพระพิโรธ
เพราะลูกศรของพระองค์ปักลึกในตัวข้าพระองค์
พระหัตถ์ของพระองค์วางเหนือข้าพระองค์อย่างหนักหน่วง
ร่างกายของข้าพระองค์ทรุดโทรมเพราะพระพิโรธของพระองค์
กระดูกของข้าพระองค์เสื่อมโทรมเพราะบาปของข้าพระองค์
ความผิดของข้าพระองค์ท่วมท้นข้าพระองค์
เหมือนภาระอันหนักหน่วงเกินจะแบกไว้

บาดแผลของข้าพระองค์ร้าวระบม
และกลัดหนองเพราะบาปอันโง่เขลาของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ถูกทำให้ทรุดลงและตกต่ำอย่างมาก
ข้าพระองค์คร่ำครวญอยู่วันยังค่ำ
หลังของข้าพระองค์ปวดร้าว
ร่างกายของข้าพระองค์ทรุดโทรม
ข้าพระองค์อ่อนระโหยและบอบช้ำ
ข้าพระองค์ครวญครางด้วยความร้าวรานใจ

ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ความปรารถนาทั้งสิ้นของข้าพระองค์เปิดเผยอยู่ต่อหน้าพระองค์
เสียงทอดถอนใจของข้าพระองค์ไม่ได้ถูกปิดกั้นจากพระองค์
ใจของข้าพระองค์เต้นระรัว กำลังวังชาของข้าพระองค์ถดถอย
และตาของข้าพระองค์ก็มืดมัวไป
เพื่อนฝูงปลีกตัวออกห่างเพราะบาดแผลของข้าพระองค์
เพื่อนบ้านหลบลี้หนีหน้า
บรรดาผู้ที่หมายเอาชีวิตข้าพระองค์ก็วางกับดัก
บรรดาผู้ที่จะทำร้ายข้าพระองค์ก็พูดถึงแต่ความหายนะของข้าพระองค์
และคิดหาอุบายอยู่วันยังค่ำ

แต่ข้าพระองค์เป็นเหมือนคนหูหนวกที่ไม่ได้ยิน
และเป็นเหมือนคนใบ้ที่พูดไม่ได้
ข้าพระองค์กลายเป็นเหมือนคนที่ไม่ได้ยินอะไร
ผู้ซึ่งไม่สามารถปริปากโต้ตอบ"
(สดุดี บทที่38: ข้อ1-14)

5.1.3 การตีสอนถึงตาย(1ยอห์น บทที่5: ข้อ16)การที่ผู้เชื่อไม่ยอมยุติการถอยหลังฝ่ายวิญญาณจะนำไปสู่ความตายในที่สุด(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ16)

"ถ้าผู้ใดเห็นพี่น้องของตนทำบาปอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่นำไปสู่ความตาย
ผู้นั้นควรอธิษฐานขอ และพระเจ้าจะประทานชีวิตแก่ผู้ที่ทำบาป ข้าพเจ้าหมายถึงคนที่ทำบาปซึ่งไม่นำไปสู่ความตาย บาปที่นำไปสู่ความตายก็มี
ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวว่าให้อธิษฐานขอสำหรับคนที่ทำบาปเช่นนั้น"
(1ยอห์น บทที่5: ข้อ16)

"เพราะเจ้าอุ่นๆ ไม่ร้อนไม่เย็น ดังนั้นเรากำลังจะถ่มเจ้าออกจากปาก"
(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ16)

5.2 ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณได้นำการตีสอนจากพระเจ้ามาถึงตนเพราะตัดสินใจผิด (สดุดี บทที่7: ข้อ14-16)การตีสอนเกิดจากการที่เขาเลือกที่จะกบฏต่อพระเจ้า ในทำนองเดียวกัน การเลือกที่จะตั้งต้นใหม่{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}และการกระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์จะยุติการตีสอนในขั้นสุดท้าย

"คนเหล่านั้นที่ตั้งครรภ์ความชั่ว
และให้กำเนิดความเดือดร้อน คลอดความโป้ปดมดเท็จออกมา
คนเหล่านั้นที่ขุดหลุมพรางไว้
ตกลงไปในหลุมที่เขาขุดนั้น
ความเดือดร้อนที่พวกเขาก่อขึ้น ย้อนกลับมาหาพวกเขาเอง
ความทารุณของพวกเขาตกใส่หัวพวกเขาเอง"
(สดุดี บทที่7: ข้อ14-16)

VI
έξι
éxi
6

การตีสอนจากพระเจ้าเกี่ยวข้องกับหลักการพระคุณซึ่งทำให้การแช่งสาปกลายเป็นพระพรหลังจากผู้เชื่อได้ตั้งต้นใหม่แล้ว{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9} หลังจากการสารภาพปาบหากเขายังได้รับการตีสอน การตีสอนนั้นจะเป็นพระพรสำหรับเขา

"ความสุขมีแก่ผู้ที่พระเจ้าทรงตักเตือน
ฉะนั้นอย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์ทรงฤทธิ์
เพราะพระองค์ทรงทำให้เป็นแผล แต่ก็ทรงสมานรอยแผล
พระองค์ทรงทำให้บาดเจ็บ แต่ก็ทรงรักษาให้หาย"
(โยบ บทที่5: ข้อ17-18;)

"แต่พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำหรับเจ้า
เพื่อว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะได้ปรากฏเต็มที่ในความอ่อนแอ”
ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงอวดความอ่อนแอของตนด้วยความยินดี
เพื่อฤทธิ์อำนาจของพระคริสต์จะได้อยู่ในข้าพเจ้า
ด้วยเหตุนี้แหละเพื่อพระคริสต์ ข้าพเจ้าจึงชื่นชมในความอ่อนแอ
ในการสบประมาท ในความยากลำบาก ในการกดขี่ข่มเหง ในความยุ่งยาก
เพราะเมื่อใดที่ข้าพเจ้าอ่อนแอเมื่อนั้นข้าพเจ้าก็เข้มแข็ง"
(2โครินธ์ บทที่12: ข้อ9-10)

VII
επτά
eptá
7

การตีสอนจากพระเจ้ามีไว้เฉพาะในเวลาที่ผู้เชื่อที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกหลังจากความตายแล้วไม่มีการตีสอนใดๆเกิดแก่ผู้เชื่ออีก

"พระองค์จะทรงซับน้ำตาทุกๆ หยดของพวกเขา
จะไม่มีความตาย หรือการคร่ำครวญ
หรือการร่ำไห้ หรือความเจ็บปวดรวดร้าวอีกต่อไป เพราะระบบเก่าได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
(วิวรณ์ บทที่21: ข้อ4)

VIII
οκτώ
októ
8

การตีสอนสามอย่างซ้อนกัน (triple compound discipline) เป็นการรวมกันระหว่างความทุกข์โศกที่ตนเป็นคนก่อ (self-induced misery)กับการตีสอนจากพระเจ้า

8.1 ผู้เชื่อจะถูกการตีสอนจากพระเจ้าเพราะบาปทางความคิด

8.2 ผู้เชื่อได้รับการตีสอนเพราะบาปทางคำพูด ซึ่งได้ก่อมาจากบาปทางความคิด

"อย่าตัดสิน มิฉะนั้นท่านเองจะถูกตัดสินด้วย "
(มัทธิว บทที่7: ข้อ1)

8.3 ผู้ที่ใส่ร้าย นินทา หรือตัดสินผู้อื่นจะต้องรับการตีสอนแทนผู้ที่กระทำบาปนั้น หรือ ส่วนหนึ่งของการตีสอนที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้

"เพราะท่านตัดสินผู้อื่นอย่างไร ท่านจะถูกตัดสินอย่างนั้น
ท่านตวงให้ไปด้วยทะนานอันใด ท่านก็จะได้รับเท่ากับทะนานอันนั้น"
(มัทธีว บทที่7: ข้อ2)

8.4 เพราะฉะนั้นผู้เชื่อไม่ควรถือตนเป็นผู้พิพากษาแทนพระเจ้า

V
Appendix
E
ภาคผนวก E

{The Doctrine of Divine Essence}
[หลักคำสอนเรื่องพระลักษณะของพระเจ้า]

I
ένα
éna
1
หลักการ

1.1. พระเจ้าทรงเป็นหนึ่งโดยพระลักษณะของพระองค์ ความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า(the oneness of God) หรือพระสิริของพระเจ้า(the glory of god) เล็งถึงพระลักษณะของพระองค์

"เรากับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน"
(ยอห์น บทที่10: ข้อ30)

1.2. ตรีเอกานุภาพทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระลักษณะ แต่ประกอบด้วยสามบุคคล{trinity}

1.3. ทุกพระลักษณะของพระเจ้าทรงดำรงอยู่เสมอ มีพระลักษณะบางสิ่งซึ่ง ไม่ทรงปรากฏแก่ทูตสวรรค์หรือมนุษย์ แต่ได้รับการเปิดเผยผ่านพระคำของพระองค์


II
δύο
dýo
2
ตัวอย่างของการทรงปรากฏของพระลักษณะของพระเจ้า

2.1. ในความรอด : ความรัก

2.2. ในแผนการของพระเจ้า : ความสัพพัญญู และ การดำรงอยู่สูงสุด ของพระองค์(sovereignty)

2.3. ในน้ำพระทัยของพระเจ้า (การดำรงอยู่สูงสุด)

2.4. ในความสัตย์ซื่อ : การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง และ ความจริง

2.5. ในการเปิดเผยพระองค์เอง : ความจริง และ ความสัพพัญญูของพระองค์

2.6. ในการทรงพิพากษาลงโทษ : ความชอบธรรม และ ความยุติธรรมของพระองค์

2.7. ในการเป็นขึ้นจากความตาย : การทรงดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์ของพระองค์

III
τρία
tría
3

พระลักษณะของพระเจ้า พระองค์ทรง :

3.1. Love (เป็นความรัก)

3.1.1 พระเจ้าทรงเป็นความรักซึ่งดำรงชั่วนิรันดร์ และ ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเราไม่มีวันที่จะลดน้อยลง หรือที่จะเพิ่มมากขึ้น

"ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก"

"เช่นนี้เราจึงรู้และเชื่อมั่นในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา
พระเจ้าทรงเป็นความรัก ผู้ใดอยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าทรงอยู่ภายในเขา "
(1ยอห์น บทที่4: ข้อ8ข บทที่4 ข้อ16)

3.1.2 พระเจ้าทรงเป็นความรัก ความรักของพระองค์สามารถดำรงอยู่ ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งที่ทรงสร้าง (ทูตสวรรค์,หรือ มนุษย์) ที่จะได้รับ ความรักนั้น เพราะว่าพระองค์ทรงรักพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์เอง

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักความชอบธรรมและความยุติธรรม
แผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความรักมั่นคงของพระองค์"
(สดุดี บทที่33: ข้อ5)

3.1.3. ความรักของพระเจ้าทรงดำรงอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการตอบสนอง หรือ การแสดงความสัตย์ซื่อจากผู้ ที่พระองค์ทรงรัก

3.1.4 ความรักของพระเจ้าไม่สามารถประนีประนอมได้ เพราะความรักของพระองค์ทรงประกอบด้วยความชอบธรรม และความยุติธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์

3.1.5. ความรักของพระเจ้าทรงสำแดงได้สามประเภท ได้แก่

3.1.5.ก. ความรักที่ทรงมีต่อพระองค์เอง ในแต่ละบุคคลแห่งตรีเอกานุภาพทรงรักความชอบธรรมของพระองค์เอง และ ความชอบธรรมของอีก 2 บุคคลแห่งตรีเอกานุภาพ เช่น พระบิดาทรงรักพระบุตร พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นต้น

3.1.5.ข ความรักส่วนตัวของพระเจ้า ซึ่งเป็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อผู้เชื่อทุกคนเพราะเรามีความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์(โรม บทที่8: ข้อ39; เปรียบกับ 2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

"เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว[หรือเทพผู้ครอง]
ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ "
(โรม บทที่8: ข้อ39;)

"พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป[หรือ"เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป"]เพื่อเรา
เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

3.1.5.ฃ ความรักไม่ส่วนตัวของของพระเจ้า พระเจ้าทรงรักผู้ไม่เชื่อทุกคนด้วยความรักไม่ส่วนตัว{Divine impersonal love}
(ความรักไม่มีเงื่อนไข)

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ16)

เพราะความรักของพระเจ้าทรงดำลงอยู่จากความชอบธรรม และ ความยุติธรรมของพระองค์ ไม่ใช่เพราะคุณความดีหรือความน่ารักของผู้ที่พระองค์ทรงรัก

3.2. Sovereignty (ดำรงอยู่สูงสุด)

3.2.1. พระเจ้าทรงดำลงสูงสุดในจักรวาล

"ในวันนี้จงรับรู้และจำใส่ใจว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็น
พระเจ้าทั้งในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินโลกเบื้องล่าง ไม่มีพระเจ้าอื่นใด "
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่4: ข้อ39;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดให้ตายหรือให้มีชีวิต
พระองค์ทรงนำไปสู่แดนผู้ตายและให้เป็นขึ้นมา
ความยากจนและความร่ำรวยมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์ทรงทำให้ต่ำลงและทรงยกชูขึ้น
พระองค์ทรงยกชูผู้ยากไร้ขึ้นจากธุลี
ทรงยกคนขัดสนจากกองขี้เถ้า
พระองค์ทรงให้เขานั่งร่วมกับเจ้านาย
และให้เขาครองบัลลังก์อันทรงเกียรติ

เพราะรากฐานของแผ่นดินโลกเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์ทรงสถาปนาโลกไว้บนนั้น"
(1ซามูเอล บทที่2: ข้อ6-8;)

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ความยิ่งใหญ่ ฤทธานุภาพ
เกียรติสิริ บารมี และเดชานุภาพ เป็นของพระองค์
ทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และพิภพโลกเป็นของพระองค์
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าราชอาณาจักรเป็นของพระองค์
พระองค์ทรงเป็นที่ยกย่องเทิดทูนในฐานะประมุขเหนือสิ่งสารพัด"
(1พงศาวดาร บทที่29: ข้อ11;)

"และทรงอธิษฐานว่า“ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลาย
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ประทับในสวรรค์ไม่ใช่หรือ?
พระองค์ทรงปกครองเหนือมวลอาณาจักรของชนชาติต่างๆ
ฤทธิ์อำนาจและแสนยานุภาพอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
ไม่มีผู้ใดอาจต่อต้านพระองค์"
(2พงศาวดาร บทที่20: ข้อ6;)

"ให้พวกเขารู้ว่า พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าพระยาห์เวห์
พระองค์แต่ผู้เดียวที่ทรงเป็นองค์ผู้สูงสุดเหนือมวลพิภพ"
(สดุดี บทที่83: ข้อ18;)

"เราคือพระยาห์เวห์ ไม่มีใครอื่น
นอกจากเราแล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใด
เราจะทำให้เจ้าเข้มแข็งขึ้น
แม้ว่าเจ้าจะไม่รู้จักเรา
เพื่อจากที่ดวงอาทิตย์ขึ้น
จดที่ดวงอาทิตย์ตก
มนุษย์จะรู้ว่าไม่มีใครอื่นนอกจากเรา
เราคือพระยาห์เวห์ ไม่มีใครอื่น"
(อิสยาห์ บทที่45: ข้อ5-6;)

"“พระเจ้าองค์นี้ผู้ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งในโลกทรงเป็นเจ้าเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
พระองค์ไม่ได้ประทับในวิหารที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์"
(กิจการ บทที่17: ข้อ24)

3.2.2. พระมหากษัตริย์ของสวรรค์และโลก

"เพราะพระยาห์เวห์ผู้สูงสุดนั้นน่าครั่นคร้ามยิ่งนัก
ทรงเป็นจอมกษัตริย์แห่งสากลโลก!"

"ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะระแวดระวังทางของตน
และจะไม่ปล่อยให้ลิ้นทำบาป
ข้าพเจ้าจะไม่ปริปาก
ตราบใดที่คนอธรรมอยู่ตรงหน้า”"
(สดุดี บทที่47: ข้อ2; บทที่39: ข้อ1ก;)

"และขออย่าให้ข้าพระองค์ทั้งหลายล้มลงเมื่อถูกทดลอง
แต่ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้พ้นจากมารร้าย
[หรือสิ่งชั่วร้ายสำเนาต้นฉบับบางสำเนามีข้อความว่า"เหตุว่าราชอาณาจักร
เดชานุภาพ และพระเกียรติสิริเป็นของพระองค์ตลอดนิรันดร์ อาเมน"]"
(มัทธิว บทที่6: ข้อ13;)

"ประเด็นที่เรากำลังกล่าวถึงก็คือเรามีมหาปุโรหิตอย่างนี้ ผู้ซึ่งประทับเบื้องขวาพระที่นั่งขององค์ผู้ทรงบารมีในสวรรค์ "
(ฮีบรู บทที่8: ข้อ1;)

"ทันใดนั้นข้าพเจ้าก็อยู่ในพระวิญญาณและตรงหน้าข้าพเจ้ามีพระที่นั่งตั้งอยู่ในสวรรค์ มีผู้หนึ่ง
ประทับบนพระที่นั่งนั้นผู้ประทับอยู่นั้นทรงโอ่อ่าตระการตาดั่งเพชรนิลจินดา สายรุ้งดุจมรกต ล้อมรอบพระที่นั่ง"
(วิวรณ์ บทที่4: ข้อ2-3)

3.2.3. การที่พระองค์ทรงดำรงอยู่สูงสุดนั้นดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์

"พระที่นั่งของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์
พระองค์ดำรงอยู่ตลอดนิรันดร์กาล"
(สดุดี บทที่93: ข้อ2;)

ไม่มีที่สิ้นสุด

"ข้าแต่พระยาห์เวห์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย
พระนามของพระองค์เกริกไกรทั่วแผ่นดินโลกจริงๆ!
พระองค์ทรงตั้งเกียรติสิริของพระองค์
เหนือฟ้าสวรรค์"
(สดุดี บทที่8: ข้อ1;)

"แต่ถ้ามาจากพระเจ้า พวกท่านก็ไม่อาจหยุดยั้งคนเหล่านี้ได้
จะกลายเป็นว่าท่านเองนั่นแหละที่ต่อสู้กับพระเจ้า”"
(กิจการ บทที่5: ข้อ39;)

"เมื่อครั้งพระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัม เนื่องจากไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าที่พระองค์จะทรงอ้างถึงในคำสาบาน
พระองค์จึงทรงสาบานโดยอ้างพระองค์เอง "
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ13)

และการตัดสินพระทัยของพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบและดำรงสูงสุด

"เมื่อพระองค์ทรงฉวยไป ใครจะยับยั้งพระองค์ได้?
ใครจะอาจหาญทูลถามพระองค์ว่า ‘ทรงทำอะไรนั่น?’"
(โยบ บทที่9: ข้อ12;)

"พระเจ้าของเราประทับในสวรรค์
พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งตามชอบพระทัย"

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำสิ่งใดๆ ตามชอบพระทัยพระองค์
ในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก
ในห้วงสมุทรและที่ลึกทั้งหลาย"
(สดุดี บทที่115: ข้อ3; บทที่135: ข้อ6;)

"พระทัยของกษัตริย์อยู่ในพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นเหมือนธารน้ำไหล
ซึ่งพระเจ้าทรงนำไปสู่คนทั้งปวงที่พระองค์พอพระทัย"
(สุภาษิต บทที่21: ข้อ1;)

"มวลประชาชาติในโลกนี้ล้วนไร้ค่า
พระองค์ทรงมีอำนาจ
ที่จะทำต่อเหล่าทูตสวรรค์
และต่อมวลประชาชาติตามชอบพระทัยของพระองค์
ไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งพระหัตถ์ของพระองค์
หรือกล่าวกับพระองค์ได้ว่า “พระองค์ทำอะไรนี่?”"
(ดาเนียล บทที่4: ข้อ35)

3.2.4. การตัดสินพระทัยของพระองค์ทรงดำรงสูงสุด(ไม่มีสิ่งใดซึ่งจะขัดขวางการตัดสินพระทัยของพระองค์)

"เราแจ้งอวสานตั้งแต่ตอนต้น
แจ้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งโบราณ
เราลั่นวาจาไว้ว่าความมุ่งหมายของเราจะคงอยู่
เราจะทำทุกสิ่งตามที่เห็นชอบ"
(อิสยาห์ บทที่46: ข้อ10ข;)

"พระองค์[หรือ"สายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก พระองค์"]ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าที่จะรับเราเป็น
บุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ5)

แผนการที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ชาติจึงจะดำเนินไปตามน้ำพระทัยของพระองค์อย่างแน่นอน

"แผ่นดินโลกและทุกสิ่งในโลกเป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้า
โลกและทุกชีวิตในโลกเป็นของพระองค์
เพราะพระองค์ทรงตั้งแผ่นดินไว้เหนือท้องทะเล
ทรงสถาปนามันไว้บนห้วงน้ำ

ผู้ใดเล่าจะได้ขึ้นไปยังภูเขาขององค์พระผู้เป็นเจ้า?
ใครเล่าจะยืนอยู่ในที่ประทับอันบริสุทธิ์ของพระองค์?
คือผู้ที่มือสะอาดและใจบริสุทธิ์
ผู้ที่ไม่ได้มอบใจให้แก่รูปเคารพ
หรือสาบานโดยอ้างพระจอมปลอม[หรือ"สาบานเท็จ"]

เขาจะได้รับพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
จะได้รับการพิสูจน์ว่าเขาชอบธรรมจากพระเจ้าองค์พระผู้ช่วยให้รอดของเขา
คนเช่นนี้แหละเป็นคนที่แสวงหาพระองค์
เป็นผู้ที่แสวงหาพระพักตร์พระองค์
ข้าแต่พระเจ้าของยาโคบ[สำเนาต้นฉบับภาษาฮีบรูส่วนใหญ่ว่า"ผู้แสวงหาหน้าของท่านนะยาโคบเอ๋ย"]
เสลาห์

ประตูเมืองเอ๋ย จงเปิดออก
ประตูโบราณเอ๋ย จงเปิดออก
เพื่อกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริจะได้เสด็จเข้ามา
ผู้ใดคือกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริองค์นี้?
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเข้มแข็งและทรงฤทธิ์
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรในการศึก
ประตูเมืองเอ๋ย จงเปิดออก
ประตูโบราณเอ๋ย จงเปิดออก
เพื่อกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริจะได้เสด็จเข้ามา
กษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริองค์นี้คือผู้ใด?
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริ
เสลาห์"
(สดุดี บทที่24)

"เนื่องจากพระเจ้าทรงประสงค์จะให้บรรดาทายาทผู้จะได้รับสิ่งที่ทรงสัญญาไว้รู้
อย่างชัดเจนว่าความมุ่งหมายของพระองค์นั้นไม่เปลี่ยนแปลง
พระองค์จึงทรงยืนยันพระสัญญานั้นด้วยคำสาบาน"
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ17)

โดยเฉพาะ

3.2.4.ก ความรอด

"คือเป็นบุตรที่ไม่ได้เกิดจากการสืบเชื้อสายตามธรรมชาติ[ภาษากรีกว่า"จากสายเลือด"]
หรือจากการตัดสินใจของมนุษย์ หรือจากเจตจำนงของสามี แต่เกิดจากพระเจ้า"
(ยอห์น บทที่1: ข้อ13;)

"เพราะพระองค์ตรัสกับโมเสสว่า “เราประสงค์จะเมตตาใคร ก็จะเมตตาคนนั้น
เราประสงค์จะกรุณาใคร ก็จะกรุณาคนนั้น”[และองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะให้ความดีทั้งหมดของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของเรา คือพระยาห์เวห์ต่อหน้าเจ้า เราจะเมตตาใครก็จะเมตตาคนนั้น เราจะกรุณาใครก็จะกรุณาคนนั้น อพยพ บทที่33: ข้อ19] ฉะนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปรารถนาหรือความพยายามของมนุษย์ แต่ขึ้นอยู่กับพระเมตตาของพระเจ้า เพราะในพระคัมภีร์ พระเจ้าตรัสแก่ ฟาโรห์ว่า “เรายกเจ้าให้เป็นใหญ่ก็เพื่อจุดประสงค์ข้อนี้เอง คือเพื่อเราจะได้สำแดงฤทธิ์อำนาจของเราให้ปรากฏทางเจ้า และเพื่อนามของเราจะเลื่อง ลือไปทั่วโลก”[แต่เราได้ยกเจ้าให้เป็นใหญ่[หรือ"เราได้ไว้ชีวิตเจ้า"]ก็เพื่อจุดประสงค์ข้อนี้เอง คือเพื่อเราจะได้สำแดงฤทธิ์อำนาจของเราแก่เจ้า และ เพื่อนามของเราจะเลื่องลือไปทั่วโลก อพยพ บทที่9: ข้อ16] ฉะนั้นพระเจ้าทรงเมตตาผู้ที่ทรงประสงค์จะเมตตา และผู้ที่ทรง ประสงค์จะให้มีใจแข็งกระด้าง พระองค์ก็ทรงทำให้ใจของเขาแข็งกระด้าง พวกท่านบางคนอาจจะกล่าวกับข้าพเจ้าว่า “ถ้าเช่นนั้นทำไมพระเจ้ายังทรงตำหนิเรา? เพราะใครเล่าจะขัดขืนพระประสงค์ของพระองค์ได้?” แต่ มนุษย์เอ๋ย ท่านเป็นใครเล่าที่จะย้อนพระเจ้าได้? “ควรหรือที่สิ่งที่ถูกปั้นจะพูดกับช่างปั้นว่า ‘ทำไมถึงสร้างฉันอย่างนี้’?”[เจ้าทำให้สิ่งต่างๆ กลับ ตาลปัตร ราวกับว่าช่างปั้นเป็นดินเหนียว! ควรหรือที่สิ่งที่ถูกปั้นจะพูดกับช่างปั้นว่า“ท่านไม่ได้สร้างเรา”?ควรหรือที่หม้อไหจะพูดกับช่างปั้นว่า
“ท่านไม่รู้อะไร”? อิสยาห์ บทที่29: ข้อ16] ช่างปั้นไม่มีสิทธิ์เอาดินก้อนเดียวกันมาปั้นเป็นภาชนะสวยงามและปั้นเป็นภาชนะใช้สอยทั่วไปหรือ? ในเรื่องการเลือกจะสำแดงพระพิโรธและให้ฤทธานุภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์นั้น จะว่าอย่างไรถ้าพระเจ้าทรงอดกลั้นพระทัยอย่างยิ่งต่อผู้ที่เป็น เป้าของพระพิโรธ ผู้ซึ่งเตรียมไว้เพื่อความพินาศ? จะว่าอย่างไรถ้าพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงพระเกียรติสิริอันอุดมแก่ผู้ที่ได้รับพระเมตตา คุณของพระองค์ ผู้ซึ่งทรงเตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อพระเกียรติสิริ? "
(โรม บทที่9: ข้อ15-23)

3.2.4.ข ชีวิตหลังความรอด และ การทรงจัดเตรียม

"มีกายเดียวและพระวิญญาณองค์เดียวเหมือนกับที่ทรงเรียกท่านมาสู่ความหวังเดียวเมื่อทรงเรียกท่าน
มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว มีพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นพระบิดาของทั้งปวง
ผู้ทรงอยู่เหนือทั้งมวล ทั่วทั้งสิ้น และในทั้งหมด แต่พระคุณนั้นประทานแก่เราแต่ละคนตามที่พระคริสต์ทรงแบ่งสรร ฉะนั้นจึงมีกล่าว[หรือ"พระเจ้าจึงตรัส"]ไว้ว่า

“เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นสู่เบื้องสูง
ทรงนำเชลยไปด้วย
และประทานของประทานแก่มนุษย์”
[เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นสู่เบื้องสูงพระองค์ทรงนำเชลยไปด้วยพระองค์ทรงรับของถวายจากมนุษย์
แม้แต่จาก[หรือ"รับของถวายเพื่อมนุษย์ / แม้แต่"]คนที่ชอบกบฏข้าแต่
พระเจ้าพระยาห์เวห์ เพื่อพระองค์[หรือ"พวกเขา"]จะประทับที่นั่น(สดุดี บทที่68: ข้อ18)](ที่ว่า “พระองค์เสด็จขึ้น” นั้นย่อมไม่อาจหมายความเป็นอื่น นอกจากว่าพระองค์ได้เสด็จลงสู่เบื้องต่ำของโลกด้วย[หรือ"ที่ลึกแห่งโลก"]พระองค์ผู้เสด็จลงคือองค์เดียวกับที่เสด็จขึ้นสูงเหนือฟ้าสวรรค์ทั้งมวล เพื่อทรงเติมทั่วทั้งจักรวาลให้สมบูรณ์) พระองค์เองทรงให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์ เพื่อเตรียมประชากรของพระเจ้าสำหรับงานรับใช้ เพื่อ ว่าพระกายของพระคริสต์จะได้รับการเสริมสร้างขึ้น จนกว่าเราทั้งหมดจะบรรลุความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อและในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ4-13)

3.3. Righteousness (ชอบธรรม)

3.3.1. พระเจ้าทรงเป็นผู้ที่บริสุทธิ์และชอบธรรม

"จงแจ้งชุมชนอิสราเอลทั้งหมดว่า ‘เจ้าทั้งหลายจงบริสุทธิ์เพราะเราคือพระยาห์เวห์ พระเจ้าของเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์"
(เลวีนิติ บทที่19: ข้อ2ข;)

"ไม่มีผู้ใดบริสุทธิ์สูงส่งเสมอเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้า
ไม่มีผู้ใดนอกจากพระองค์
ไม่มีศิลาใดเสมอเหมือนพระเจ้าของเรา"
(1ซามูเอล บทที่2: ข้อ2;)

"ถึงกระนั้นพระองค์ทรงประทับบนบัลลังก์ เป็นองค์บริสุทธิ์
พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญของอิสราเอล[หรือ"แม้กระนั้นพระองค์ทรงบริสุทธิ์ /
ประทับบนบัลลังก์เหนือการสรรเสริญของอิสราเอล"]"

"พระเจ้าทรงครอบครองเหนือนานาประชาชาติ
พระเจ้าประทับบนพระที่นั่งบริสุทธิ์ของพระองค์"

"พระองค์ทรงชำระค่าไถ่สำหรับประชากรของพระองค์
พระองค์ทรงสถาปนาพันธสัญญาของพระองค์ไว้เป็นนิตย์
พระนามของพระองค์นั้นศักดิ์สิทธิ์ น่าเกรงขามยิ่งนัก"
(สดุดี บทที่22: ข้อ3; บทที่47: ข้อ8; บทที่111: ข้อ9)


"ต่างร้องขานรับต่อๆ กันว่า
“บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์
ทั่วโลกเต็มไปด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์”"
(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ3;)

"ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกอีกต่อไปแต่พวกเขายังอยู่ในโลกและข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์
ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอทรงปกป้องคุ้มครองพวก เขาไว้โดยฤทธานุภาพแห่งพระนามของพระองค์
พระนามซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกัน "
(ยอห์น บทที่17: ข้อ11;)

"จงเขียนถึงทูตสวรรค์{ศิษยาภิบาล}แห่งคริสตจักรที่เมืองฟีลาเดลเฟียว่า
พระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์และสัตย์จริง ผู้ทรงถือกุญแจของดาวิด
สิ่งที่พระองค์ทรงเปิดแล้วไม่มีใครปิดได้และสิ่งที่พระองค์ทรงปิดแล้วไม่มีใครเปิดได้ "

"สิ่งมีชีวิตทั้งสี่นี้ แต่ละตนมีหกปีกและมีดวงตาทั่วไปหมดแม้แต่ใต้ปีก ต่างร้องขานทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดว่า

“บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
ผู้ทรงดำรงอยู่ในอดีตและดำรงอยู่ในปัจจุบัน
และจะเสด็จมา”"

"พวกเขาร้องเสียงดังว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เจ้าชีวิต ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงสัตย์จริง
อีกนานเท่าใดกว่าพระองค์จะทรงพิพากษาชาวโลกและแก้แค้นให้พวกเราผู้หลั่งเลือดพลีชีวิต?” "

(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ7; บทที่4: ข้อ8; บทที่6: ข้อ10)




3.3.2. พระเจ้าทรงดี{ความดี}

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสนดีและเที่ยงธรรม
ดังนั้นพระองค์จึงทรงสอนทางของพระองค์แก่คนบาป"

"เชิญชิมดูแล้วจะรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสนดี
ความสุขมีแก่ผู้ที่ลี้ภัยในพระองค์"

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงแสนดีและพร้อมที่จะอภัยโทษ
ทรงเปี่ยมด้วยความรักมั่นคงต่อทุกคนที่ร้องทูลพระองค์"

"พระองค์ทรงแสนดี และสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำนั้นดีเลิศ
ขอทรงสอนกฎหมายของพระองค์แก่ข้าพระองค์"
(สดุดี บทที่25: ข้อ8; บทที่34: ข้อ8; บทที่86: ข้อ5; บทที่119: ข้อ68;)

"พระเยซูตรัสตอบว่า “ทำไมท่านจึงบอกว่าเราประเสริฐ?
นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครอื่นที่ประเสริฐ "
(ลูกา บทที่18: ข้อ19)

3.3.3. ปราศจากบาป

"พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป[หรือ"เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป]เพื่อเรา
เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21;)

"นี่เป็นเรื่องราวซึ่งเราได้ยินจากพระองค์และประกาศแก่ท่าน
คือพระเจ้าทรงเป็นความสว่าง ในพระองค์ไม่มีความมืดเลย "
(1ยอห์น บทที่1: ข้อ5)




3.3.4. พระองค์ทรงสมบูรณ์แบบด้วยพระลักษณะ

"พระองค์ทรงเป็นพระศิลา พระราชกิจของพระองค์สมบูรณ์พร้อม
และวิถีทางของพระองค์ล้วนยุติธรรม
ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์ผู้ไม่ทำสิ่งที่ผิดใดๆ เลย
พระองค์ทรงชอบธรรมและยุติธรรม"
(เฉลยธรรมบัญญํติ บทที่32: ข้อ4ข;)

"ขอทรงยุติความโหดร้ายของคนชั่ว
และกระทำให้ผู้ชอบธรรมมั่นคงปลอดภัย
ข้าแต่พระเจ้าผู้ชอบธรรม
ผู้ทรงพิเคราะห์ความคิดและจิตใจ"

"เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชอบธรรม
พระองค์ทรงรักความยุติธรรม
คนชอบธรรมจะเห็นพระพักตร์พระองค์"

"ฟ้าสวรรค์ประกาศความชอบธรรมของพระองค์
ชนชาติทั้งปวงเห็นพระเกียรติสิริของพระองค์"

"พระราชกิจของพระองค์สูงส่งและทรงเกียรติ
ความชอบธรรมของพระองค์ดำรงนิรันดร์"

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงชอบธรรม
และบทบัญญัติของพระองค์ถูกต้อง"
(สดุดี บทที่7: ข้อ9; บทที่11: ข้อ7; บทที่97; ข้อ6; บทที่111: ข้อ3; บทที่119: ข้อ137 ก;)

"ในยุคสมัยของเขา ยูดาห์จะได้รับการช่วยกู้
และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย
เขาผู้นั้นจะได้รับการขนานนามว่า
‘พระยาห์เวห์ผู้ทรงเป็นความชอบธรรมของเรา’”"
(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ6;)

"“ข้าแต่พระบิดาผู้ชอบธรรม แม้โลกไม่รู้จักพระองค์แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์
และพวกเขาก็รู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา "
(ยอห์น บทที่17: ข้อ25ก;)

"เพราะในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมจากพระเจ้าก็ได้รับการเปิดเผย
เป็นความชอบธรรมซึ่งเริ่มต้นด้วยความเชื่อและนำไปสู่ความ เชื่อ[หรือ"เป็นความชอบธรรมโดยความเชื่อตั้งแต่ต้นจนถึงที่สุด"] ตามที่มีเขียนไว้แล้วว่า
“คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตโดยความเชื่อ”[ดูเถิด เขาผยองขึ้นความปรารถนาของเขา
ไม่ถูกทำนองคลองธรรมแต่คนชอบธรรมจะดำรงชีวิตโดย
ความเชื่อ[หรือ"ความซื่อสัตย์"]ของเขา ฮาบากุก บทที่2:ข้อ4]"

"เนื่องจากพวกเขาไม่รู้จักความชอบธรรมที่มาจากพระเจ้าและพยายามตั้ง
ความชอบธรรมของตนเองขึ้นมา พวกเขาจึงไม่ยอมรับความชอบธรรมของพระเจ้า"
(โรม บทที่1: ข้อ17; บทที่10: ข้อ3; )

"หากท่านรู้ว่าพระองค์ทรงชอบธรรม ท่านย่อมรู้ว่าทุกคนที่ทำสิ่งที่ถูกต้องได้บังเกิดจากพระองค์"
(1ยอห์น บทที่2: ข้อ29)

3.3.5. พระองค์ทรงชอบธรรมในทัศนคติ การกระทำ และ มาตรฐานในทุกรูปแบบ และทุกประการ

"แล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับเขาว่า “นี่คือดินแดนที่เราสัญญาด้วยคำปฏิญาณไว้กับ
อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เมื่อเรากล่าวว่า ‘เราจะยกดินแดนนี้ให้แก่วงศ์วานของเจ้า’
ตอนนี้เราให้เจ้าเห็นกับตาแล้ว แต่เจ้าจะไม่ได้ข้ามไป”"
(เฉลยธรรมบัญญํติ บทที่34: ข้อ4ก;)

"สำหรับพระเจ้า วิถีของพระองค์นั้นดีพร้อม
พระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่มีข้อผิดพลาด
พระองค์ทรงเป็นโล่
สำหรับทุกคนที่เข้าลี้ภัยในพระองค์"
(2ซามูเอล บทที่22: ข้อ31ก;)

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงชอบธรรม
และบทบัญญัติของพระองค์ถูกต้อง"

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงชอบธรรมในทางทั้งปวงของพระองค์
และทรงเปี่ยมด้วยความรักต่อสรรพสิ่งที่ทรงสร้างขึ้น"
(สดุดี บทที่119: ข้อ137ข บทที่145: ข้อ17;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงรีรอที่จะนำภัยพิบัตินี้มายังข้าพระองค์ทั้งหลายเพราะ
พระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายทรงชอบธรรมในทุกสิ่งที่ทรงกระทำ
ถึงเพียงนี้แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายยังไม่ยอมเชื่อฟังพระองค์"
(ดาเนียล บทที่9: ข้อ14;)

"เพราะบรรดาการพิพากษาของพระองค์เที่ยงธรรมและเที่ยงแท้
พระองค์ทรงตัดสินโทษหญิงโสเภณีตัวฉกาจนั้นแล้ว
ผู้ซึ่งทำให้โลกเสื่อมทรามด้วยการล่วงประเวณีของนาง
พระองค์ทรงให้นางชดใช้เลือดของผู้รับใช้ของพระองค์แล้ว"

"ข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์เปิดอยู่และมีม้าขาวตัวหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า
พระนามของพระองค์ผู้ทรงม้านั้นคือพระผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้
พระองค์ทรงพิพากษาและสู้ศึกด้วยความยุติธรรม "
(วิวรณ์ บทที่19: ข้อ2, ข้อ11)

3.4. Justice (ยุติธรรม) -

3.4.1. พระเจ้าไม่สามารถทำในสิ่งที่ไม่ยุติธรรมได้ การทรงพิพากษาของพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบทุกประการ โดยความยุติธรรมทรงปฏิบัติบทลงโทษซึ่งความชอบธรรมของพระองค์ได้เรียกร้อง

"พระองค์ทรงเป็นพระศิลา พระราชกิจของพระองค์สมบูรณ์พร้อม
และวิถีทางของพระองค์ล้วนยุติธรรม
ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์ผู้ไม่ทำสิ่งที่ผิดใดๆ เลย
พระองค์ทรงชอบธรรมและยุติธรรม"
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ4;)



"ให้ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่เหนือท่าน จงตัดสินอย่างรอบคอบ
เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราไม่มีความอยุติธรรม ความลำเอียง และการรับสินบน”"
(2พงศาวดาร บทที่19: ข้อ7;)

"องค์ทรงฤทธิ์สูงส่งเกินกว่าเราจะเอื้อมถึง และฤทธิ์อำนาจของพระองค์เป็นที่เทิดทูน
ถึงกระนั้นโดยความชอบธรรมและความยุติธรรม พระองค์ไม่ได้ทรงกดขี่ข่มเหง"
(โยบ บทที่37: ข้อ23;)

"ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นบริสุทธิ์
ยั่งยืนเป็นนิตย์
ข้อปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นแน่นอน
และล้วนแต่ชอบธรรมทั้งสิ้น"

"ฟ้าสวรรค์ป่าวประกาศความชอบธรรมของพระองค์
เพราะพระเจ้าเองทรงเป็นองค์ตุลาการ เสลาห์"

"แล้วผู้คนจะกล่าวว่า
“แน่แล้ว คนชอบธรรมยังได้รับบำเหน็จ
แน่แล้ว มีพระเจ้าผู้ทรงพิพากษาโลก”"

"ความชอบธรรมและความยุติธรรมคือฐานแห่งราชบัลลังก์ของพระองค์
ความรักและความซื่อสัตย์นำเสด็จพระองค์"
(สดุดี บทที่19: ข้อ9; บทที่50: ข้อ6; บทที่58: ข้อ11; บทที่89; ข้อ14;)

"เรานี่แหละสร้างโลก
และสร้างมนุษยชาติบนโลก
มือของเรานี่แหละคลี่ฟ้าสวรรค์ออก
และบัญชาดวงดาวทั้งปวง"
(อิสยาห์ บทที่45: ข้อ21;)

"ผู้ใดพบพวกเขาก็ขย้ำกิน
ศัตรูของพวกเขากล่าวว่า ‘เราไม่ผิด
เพราะพวกเขาทำบาปต่อองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นทุ่งหญ้าที่แท้จริงของพวกเขา
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเป็นความหวังของบรรพบุรุษของพวกเขา’"
(เยเรมีย์ บทที่50: ข้อ7;)

"พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ในกาลปัจจุบัน
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมและเป็นผู้ที่ให้บรรดาคนที่มีความ
เชื่อในพระเยซูถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมด้วย"
(โรม บทที่3: ข้อ26;)

"เพราะเรารู้จักพระองค์ผู้ตรัสว่า “การแก้แค้นเป็นหน้าที่ของเราเอง เราจะคืนสนอง”[การแก้แค้น
เป็นหน้าที่ของเราเอง เราจะคืนสนองเมื่อถึงเวลาเท้าของพวกเขาจะลื่นไถล วันแห่งหายนะของพวกเขา
ใกล้เข้ามาแล้ว และความย่อยยับจะถาโถมเข้าใส่พวกเขา (เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ35)] และว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพิพากษาประชากรของพระองค์”[องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงพิพากษาประชากร
ของพระองค์และทรงสงสารเอ็นดูผู้รับใช้ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นพละกำลังของพวกเขา
เสื่อมลงและไม่มีใครหลงเหลืออยู่ ไม่ว่าทาสหรือไท (เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ36) เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้า
จะทรงให้ความเป็นธรรมแก่ประชากรของพระองค์ และทรงเอ็นดูสงสารผู้รับใช้ของพระองค์
(สดุดี บทที่135: ข้อ14)]การตกอยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่นั้นน่ากลัวนัก"

"มาสู่คริสตจักรแห่งบุตรหัวปีผู้มีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์ ท่านได้มาถึงพระเจ้าผู้ทรงพิพากษามวลมนุษย์
มายังวิญญาณจิตของคนชอบธรรมซึ่งทรงทำให้สมบูรณ์แล้ว "
(ฮีบรู บทที่10: ข้อ30-31; บทที่12: ข้อ23)

3.4.2. แผนการความรอดของพระเจ้าคงให้เราเข้าใจเรื่องความยุติธรรมของพระองค์ได้อย่างดีที่สุด

3.4.2.ก. พระเยซูทรงรับการพิพากษาลงโทษบาปแทนเรา (โรม บทที่5: ข้อ12; บทที่6: ข้อ23;)ด้วยการที่พระองค์ทรงแบกบาปของมนุษย์ทุกคนไว้ที่พระกายของพระองค์(1เปโตร บทที่2: ข้อ24;)ซึ่งเป็นที่พอพระทัยต่อความยุติธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระบิดา

"ฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา
และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป"

"เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือความตาย แต่ของขวัญจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ใน
[ หรือ"ผ่านทาง"]พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"
(โรม บทที่5: ข้อ12; บทที่6: ข้อ23;)

"พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกายบนไม้กางเขน[หรือ"ต้นไม้"]นั้น
เพื่อเราจะได้ตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรมและด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ24;)

3.4.2.ข. เพราะการนี้แล้วจึงไม่ขัดแย้งกับความชอบธรรมของพระองค์ ในการที่จะให้อภัยความผิดบาปแก่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ และที่จะประกาศว่าผู้ เชื่อคนนั้นเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์

"แต่บัดนี้ความชอบธรรมจากพระเจ้าซึ่งอยู่นอกเหนือบทบัญญัตินั้นเป็นที่ประจักษ์แล้ว
เป็นความชอบธรรมซึ่งหนังสือบทบัญญัติและหนังสือผู้เผยพระวจนะได้เป็นพยานถึง
ความชอบธรรมจากพระเจ้านี้ผ่านมาทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ไปถึงคนทั้งปวงที่เชื่อ
ไม่มีข้อแตกต่างกัน เพราะว่าทุกคนทำบาปและเสื่อมจากพระเกียรติสิริของพระเจ้า และโดยพระคุณของพระเจ้า
พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา
พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชาลบบาป[หรือ "เป็นผู้ที่หันเหพระพิโรธและรับบาปไป" ]
แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ เพราะ
โดยความอดกลั้นพระทัย พระองค์จึงไม่ได้ทรงลงโทษบาปที่ทำไปก่อนหน้านั้น
พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ในกาลปัจจุบัน
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมและเป็นผู้ที่ให้บรรดาคนที่มีความเชื่อในพระเยซูถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมด้วย
เช่นนี้แล้วเรามีอะไรที่จะอวดได้? ไม่มีเลย จะอ้างอะไรเป็นหลัก? อ้างว่าโดยการรักษาบทบัญญัติหรือ?
ไม่เลย แต่โดยการอ้างความเชื่อเป็นหลักต่างหาก เพราะเรายืนยันว่ามนุษย์นับว่าเป็นคนชอบธรรมได้ก็โดยความเชื่อ ไม่ ใช่โดยการรักษาบทบัญญัติ "

"ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่วางใจพระเจ้าผู้ทรงทำให้คนชั่วเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ทรงถือว่าความเชื่อของเขาเป็นความชอบธรรม"


"เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า
"พระเยซูคริสต์ผู้ไม่ได้ดำเนินชีวิตตามวิสัยบาป แต่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ"]"
(โรม บทที่3: ข้อ21-28; บทที่4: ข้อ5; บทที่8: ข้อ1)

3.4.2.ฃ. ในทำนองเดียวกัน พระองค์จำต้องพิพากษาลงโทษทุกคนที่ได้ปฏิเสธพระเยซูคริสต์

"ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว
เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า "

"ผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ แต่ผู้ใดที่ไม่ยอมรับพระบุตรก็จะไม่ได้เห็นชีวิต เพราะพระพิโรธของพระเจ้ายังอยู่กับเขา"

"“อย่าประหลาดใจในข้อนี้ เพราะจะถึงเวลาที่คนทั้งปวงซึ่งอยู่ในหลุมฝังศพของตนจะได้ยินเสียงของพระบุตร และจะออกมา
ผู้ที่ทำดีจะฟื้นขึ้นสู่ชีวิตผู้ที่ทำชั่วจะฟื้นขึ้นรับการลงโทษ เราทำสิ่งใดโดยลำพังตัวเราเองไม่ได้เลย เราพิพากษาตามที่เราได้ยินเท่านั้น
และคำพิพากษาของเรายุติธรรมเพราะเราไม่ได้มุ่งทำให้ตนเองพอใจแต่มุ่งให้พระองค์ผู้ทรงส่งเรามาพอพระทัย"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ18, ข้อ36; บทที่5: ข้อ28-30)

3.4.2.ค. ผู้ที่ไม่เชื่อถูกพิพากษาลงโทษ เพราะการกระทำดีของมนุษย์ ของเขา(Human Works{"ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนสิ่งสกปรก และการกระทำอันชอบธรรมของข้า พระองค์ทั้งสิ้น เหมือนผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือน[แปลตรงจากภาษาฮีบรู]"(อิสยาห์ บทที่64: ข้อ6ก) }) ไม่ใช่เพราะความบาป

"แล้วข้าพเจ้าเห็นพระที่นั่งใหญ่สีขาวพร้อมทั้งผู้ที่ประทับบนพระที่นั่งนั้น เมื่อพระองค์ทรงปรากฏ แผ่นดินโลกและท้องฟ้าก็หายไป
ไม่มีที่สำหรับทั้งสองสิ่งนี้แล้ว และข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตายทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง หนังสือเล่มต่างๆ เปิดออก
หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต และผู้ที่ตายแล้วทั้งหมดก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนตามที่บันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น
ทะเลคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนมรณาก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้นและแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน
แล้วความตายและแดนมรณาก็ถูกโยนลงในบึงไฟ บึงไฟ นี่แหละคือความตายครั้งที่สอง ถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ"
(วิวรณ์ บทที่20: ข้อ11-15)

3.4.3. พระบิดาทรงมอบหน้าที่ในการพิพากษาแก่ผู้ที่ได้รับการพิพากษาลงโทษแทนเรา คือพระเยซูคริสต์

"ยิ่งกว่านั้นพระบิดาไม่ได้ทรงพิพากษาใครแต่ทรงมอบการพิพากษาทั้งหมดแก่พระบุตร "

" เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าก็บอกไปแล้วและพวกท่านไม่ฟัง ทำไมท่านอยากฟังอีก ? ท่านอยากเป็นสาวกของเขาด้วยหรือ?”
แล้วพวกนั้นจึงพากันประณามเขาเป็นการใหญ่และกล่าวว่า “เจ้าเป็นสาวกของคนนั้น! ส่วนเราเป็นสาวกของโมเสส! "
(ยอห์น บทที่5: ข้อ22; บทที่9: ข้อ27-28)

3.4.4. เมื่อผู้เชื่อได้พิพากษาตนเองผ่านวิธีการตั้งต้นใหม่{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9} ก็จะไม่ได้รับการพิพากษาจากพระบิดา

"แต่ถ้าเราได้วินิจฉัยตนเอง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ในการพิพากษา"
(1โครินธ์ บทที่11: ข้อ31)

3.5. มีชีวิตนิรันดร์ (Eternal life)

3.5.1. พระเจ้าทรงดำรงอยู่ตลอดมาและตลอดไป ทรงเป็น "เยโฮวาห์"(" יַהְוֶה‬" / yahweh)"ผู้ทรงดำรงไปโดยพระองค์เอง และทรงเปิดเผยพระองค์"

"พระเจ้าตรัสตอบโมเสสว่า “เราเป็นผู้ที่เราเป็น[หรือ"เราจะเป็นผู้ที่เราจะเป็น"] เจ้าจงบอกชาวอิสราเอลว่า ‘เราผู้เป็น ได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน"
(อพยพ บทที่3: ข้อ14;)

"พระเยซูตรัสว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ก่อนอับราฮัมเกิด เราก็เป็นอยู่แล้ว!”"
(ยอห์น บทที่8: ข้อ58)

3.5.2. พระเจ้าไม่มีจุดเริ่มต้น

"ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และโลก "
(ปฐมกาล บทที่1: ข้อ1 ก;)

"เราคือพระเจ้าองค์นั้นตั้งแต่อดีตกาล
ไม่มีผู้ใดช่วยกู้จากมือของเราได้
เมื่อเราลงมือทำ ใครจะขัดขวางได้?"
(อิสยาห์ บทที่43: ข้อ13 ก;)

"ทรงดำรงอยู่ก่อนทุกสิ่งและในพระองค์ทุกสิ่งประสานเข้าด้วยกัน"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ17)

และไม่มีจุดจบ

"เราชูมือขึ้นฟ้าและประกาศว่า
เราดำรงอยู่นิรันดร์ฉันใด"

"พระเจ้าองค์นิรันดร์เป็นที่ลี้ภัยของท่าน
และเบื้องล่างคืออ้อมแขนอันนิรันดร์
พระองค์จะทรงขับไล่เหล่าศัตรูออกไปให้พ้นหน้าท่าน
ตรัสว่า ‘จงทำลายพวกเขาเสีย!’"
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ40; บทที่33: ข้อ27;)

"พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่นัก! เกินกว่าที่เราจะเข้าใจ
พระองค์ดำรงอยู่มานานเท่าใด เกินกว่าเราจะรู้"
(โยบ บทที่36: ข้อ26;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์
พระองค์ทรงสถาปนาบัลลังก์ของพระองค์ไว้เพื่อการพิพากษา"

"ก่อนภูเขาถือกำเนิด
ก่อนที่พระองค์จะทรงให้แผ่นดินและโลกเกิดขึ้น
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาล ตลอดชั่วนิรันดร์กาล"

"แต่พระองค์เองยังคงเหมือนเดิม
และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด"

"ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระนามของพระองค์ดำรงนิรันดร์
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเกียรติของพระองค์เลื่องลือตลอดทุกชั่วอายุ"
(สดุดี บทที่9: ข้อ7; บทที่90: ข้อ2; บทที่102: ข้อ27; บทที่135: ข้อ13;)

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์ทรงครอบครองอยู่เป็นนิตย์
พระบัลลังก์ของพระองค์ยั่งยืนตลอดทุกชั่วอายุ"
(บทเพลงคร่ำครวญ บทที่5: ข้อ19;)

"เมื่อพระองค์ประทับยืน โลกก็สั่นสะเทือน
เมื่อพระองค์ทอดพระเนตร ประชาชาติทั้งหลายก็สั่นสะท้าน
ภูเขาดึกดำบรรพ์ทั้งหลายพังทลายลง
เนินเขาเก่าแก่ทั้งหลายทรุดลง"
(ฮะบากุก บทที่3: ข้อ6;)

"ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า
พระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาลสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยทางพระองค์
ในบรรดาสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยทางพระองค์
ในพระองค์คือชีวิตและชีวิตนั้นเป็นความสว่างของมนุษย์ "
(ยอห์น บทที่1: ข้อ1-4;)

"บัดนี้ขอพระเกียรติและพระสิริมีแด่จอมราชันองค์นิรันดร์ผู้ทรงอมตะและเราไม่อาจมองเห็นได้ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่ผู้เดียวนั้นตลอดกาลสืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน"
(ทิโมธี บทที่1: ข้อ17;)

"คำพยานนี้ก็คือพระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์"
(1 ยอห์น บทที่5: ข้อ11;)

"พระเจ้าผู้เป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราเป็นอัลฟา["!" เป็นอักษรตัวแรกในภาษากรีก]และโอเมกา["!" เป็นอักษรตัวสุดท้ายในภาษากรีก] ผู้ดำรงอยู่ในปัจจุบันและดำรงอยู่ในอดีตและจะเสด็จมา เราคือองค์ทรงฤทธิ์”"

"พระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “สำเร็จแล้ว เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นปฐมและอวสาน ผู้ใดกระหาย เราจะให้ผู้นั้นดื่มจากธารน้ำพุแห่งชีวิตโดยไม่ต้องเสียอะไรเลย"

"เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย เป็นปฐมและอวสาน"
(วิวรณ์ บทที่1: ข้อ8; บทที่21: ข้อ6; บทที่22: ข้อ13;)

3.5.3. ผู้เชื่อที่ได้เชื่ออย่างเดียว ในพระคริสต์เพียงผู้เดียวได้รับชีวิตนิรันดร์

"“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์ "

"เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้
พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เราทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง[สำเนาต้นฉบับเก่าแก่
หลายสำเนาว่า"สิ่งที่พระบิดาของเราได้ประทานแก่เรานั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง"]
ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ "
(ยอห์น บทที่3: ข้อ16; บทที่10: ข้อ28-29;)

"คำพยานนี้ก็คือพระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา
และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์ "
(1 ยอห์น บทที่5: ข้อ11;)

และความมั่นคงนิรันดร์

"เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดประพฤติตามคำของเรา ผู้นั้นก็จะไม่พบกับความตายเลย”"

"“อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายเป็นทุกข์ จงวางใจในพระเจ้า[หรือ"พวกท่านวางใจในพระเจ้า"]และจงวางใจในเราด้วยในนิเวศของพระบิดาของเรามีห้องมากมาย
ถ้าไม่มีเราคงได้บอกพวกท่านแล้ว เรากำลังไปที่นั่นเพื่อเตรียมที่สำหรับพวกท่านและเมื่อเราไปเตรียมที่สำหรับพวกท่าน
เราจะกลับมารับพวกท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหนพวกท่านก็จะได้อยู่ที่นั่นด้วย"
(ยอห์น บทที่8: ข้อ51; บทที่14: ข้อ1-3;)

3.5.4. ผู้ที่ไม่เชื่อ คือ ผู้ที่ปฏิเสธพระคริสต์ ได้รับการพิพากษาลงโทษนิรันดร์

"“แล้วคนเหล่านี้ก็ต้องออกไปรับโทษนิรันดร์ แต่ผู้ชอบธรรมจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์”"
(มัทธิว บทที่25: ข้อ46 ก;)

"เราบอกแล้วว่าท่านจะตายในบาปของท่าน ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเราเป็นผู้นั้น[เราเป็น] ท่านจะตายในบาปของท่านอย่างแน่นอน”"
(ยอห์น บทที่8: ข้อ24)

3.6. Omniscience (สัพพัญญู)

3.6.1. พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง ทุกอย่าง ความรู้อันไม่สิ้นสุดของพระเจ้าไม่ได้จำกัดด้วยกาลเวลา

"“อย่าพูดโอหังอีกต่อไป
อย่าปริปากแสดงความจองหองเช่นนั้น
เพราะพระยาห์เวห์เป็นพระเจ้าผู้ทรงรอบรู้
และทรงเป็นผู้ชั่งดูการกระทำทั้งหลาย"
(1ซามูเอล บทที่2: ข้อ3;)

"แดนมรณาเปลือยเปล่าต่อหน้าพระเจ้า
แดนพินาศไร้สิ่งปกปิด"

"พระองค์ไม่ได้ทอดพระเนตรเห็นหนทางของข้า
และทรงนับทุกย่างก้าวของข้าหรอกหรือ?"

"“พระเนตรของพระเจ้าเฝ้าดูวิถีทางของมนุษย์
ทรงเห็นทุกย่างก้าวของพวกเขา"

"ท่านทราบไหมว่าเมฆลอยอยู่ได้อย่างไร?
ท่านทราบการอัศจรรย์ต่างๆ ของพระองค์ผู้ทรงรู้ทุกสิ่งอย่างถ่องแท้หรือ?"

"“ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้
แผนการของพระองค์ไม่มีอะไรขวางได้"
(โยบ บทที่26: ข้อ6; บทที่31: ข้อ4; บทที่34: ข้อ21; บทที่37: ข้อ16; บทที่42: ข้อ2;)

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจตราจิตใจของข้าพระองค์
และพระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์
พระองค์ทรงทราบเมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น
พระองค์ทรงประจักษ์ความคิดของข้าพระองค์แต่ไกล
พระองค์ทรงหยั่งรู้วิถีทางและการหยุดพักของข้าพระองค์
พระองค์ทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ก่อนที่ข้าพระองค์จะเอ่ยปาก
พระองค์ก็ทรงทราบความทั้งสิ้นแล้ว
พระองค์ทรงโอบล้อมข้าพระองค์ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง
พระองค์ทรงวางพระหัตถ์เหนือข้าพระองค์
ความรู้เช่นนี้อัศจรรย์ยิ่งนักสำหรับข้าพระองค์
สูงเกินกว่าข้าพระองค์จะเข้าใจ"

"สำหรับพระองค์ แม้ความมืดก็ไม่มืด
กลางคืนก็สว่างดั่งกลางวัน
เพราะสำหรับพระองค์ ความมืดก็เป็นดั่งความสว่าง"

"พระองค์ทรงกำหนดจำนวนของดวงดาว
และทรงตั้งชื่อให้ดาวทุกดวง"
(สดุดี บทที่139: ข้อ1-6, ข้อ12; บทที่147: ข้อ4;)

"เราจับตาดูทางทั้งปวงของเขา
ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นจากเรา บาปของพวกเขา
ไม่อาจถูกปิดบังไว้จากสายตาของเรา "
(เยเรมีย์ บทที่16: ข้อ17;)

"แล้วพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาเหนือข้าพเจ้า พระองค์ตรัสสั่งให้ข้าพเจ้ากล่าวว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ว่า พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าพูดเช่นนั้น แต่เรารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ "
(เอเสเคียล บทที่11: ข้อ5;)

"นกกระจาบสองตัวขายกันบาทเดียว[ภาษากรีกว่า ""/ 1 อัสซาริอัน]ไม่ใช่หรือ? ถึงกระนั้นก็ไม่มีสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นนอกเหนือจากพระประสงค์ ของพระบิดา 30 และแม้แต่ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านก็ทรงนับไว้ทั้งหมดแล้ว "
(มัทธิว บทที่10: ข้อ29-30;)

"ไม่มีสิ่งใดที่ทรงสร้างไว้จะซ่อนเร้นจากสายพระเนตรของพระเจ้าได้
ทุกสิ่งถูกเปิดเผยและถูกตีแผ่ต่อพระเนตรของพระองค์ผู้ซึ่งเราทั้งหลายต้องกราบทูลรายงาน"
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ13;)

3.6.2. สติปัญญาและความเข้าใจของพระองค์ไม่มีที่สิ้นสุด

"แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า
“อย่าตัดสินจากรูปร่างหน้าตาหรือส่วนสูง
เพราะเราไม่ได้เลือกคนนี้
องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้มองอย่างที่มนุษย์มอง
มนุษย์มองรูปลักษณ์ภายนอก
แต่องค์พระผู้เป็นเจ้ามองดูจิตใจ”"
(1ซามูเอล บทที่16: ข้อ7;)

"พระเจ้าจะไม่ทรงทราบหรือ?
ในเมื่อพระองค์ทรงทราบความลี้ลับในใจ"

"องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานี้ทรงยิ่งใหญ่นัก
และทรงฤทธานุภาพเกรียงไกร
ความเข้าใจของพระองค์ไร้ขีดจำกัด"
(สดุดี บทที่44: ข้อ21; บทที่147: ข้อ5 ข;)


"โดยปัญญา องค์พระผู้เป็นเจ้า ทรงวางฐานรากของโลก
โดยความเข้าใจ ทรงสถาปนาฟ้าสวรรค์"

"เพราะว่าทางทั้งสิ้นของมนุษย์อยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า
พระองค์ทรงพิเคราะห์ดูทุกวิถีของเขา"

"มนุษย์ใช้เบ้าหลอมทดสอบเงิน และใช้เตาถลุงทดสอบทองคำ
แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทดสอบจิตใจ"
(สุภาษิต บทที่3: ข้อ19; บทที่5: ข้อ21; บทที่17: ข้อ3;)

"“เราผู้เป็นพระยาห์เวห์พิเคราะห์ดูจิตใจ
และตรวจสอบความคิด
เพื่อให้บำเหน็จแก่ทุกคนตามผลการกระทำ
และตามความประพฤติของเขา”"

"“พระองค์ทรงสร้างโลกโดยฤทธานุภาพ
ทรงสถาปนาพิภพไว้ด้วยพระปรีชาญาณ
และทรงคลี่ฟ้าสวรรค์ออกด้วยความเข้าใจ"
(เยเรมีย์ บทที่17: ข้อ10; บทที่51: ข้อ15;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าประเสริฐ
ทรงเป็นที่ลี้ภัยในยามยากลำบาก
ทรงห่วงใยบรรดาผู้วางใจในพระองค์"
(นาฮูม บทที่1: ข้อ7;)

"อย่าทำอย่างเขาเลยเพราะพระบิดาของท่านทรงทราบว่า
ท่านต้องการอะไรก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์"
(มัทธิว บทที่6: ข้อ8;)

"และพระเจ้าผู้ทรงชันสูตรใจของเราทรงรู้พระทัยของพระวิญญาณเพราะพระวิญญาณ
ทรงอธิษฐานวิงวอนแทนประชากรของพระเจ้าตามพระประสงค์ของพระเจ้า"

"โอ!! ความมั่งคั่งแห่งพระปัญญาและ[หรือ"ความมั่งคั่ง
และพระปัญญา และ"]ความรอบรู้ของพระเจ้าช่างล้ำลึกยิ่งนัก!ข้อวินิจฉัยของพระองค์สุดที่จะหยั่งคะเน
และวิถีทางของพระองค์เกินกว่าจะสืบเสาะ!"
(โรม บทที่8: ข้อ27; บทที่11: ข้อ33;)

"แม้ในยามที่ใจของเรากล่าวโทษตนเอง
เพราะพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่กว่าใจของเรา
และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง"
(1ยอห์น บทที่3: ข้อ20;)

3.6.3. พระองค์ทรงทราบตอนจบตั้งแต่เริ่มต้น (foreknowledge)

"ใครเล่าบอกถึงสิ่งนี้ให้เรารู้มาตั้งแต่ต้น
หรือบอกไว้ตั้งแต่แรก เราจึงพูดได้ว่า ‘ถูกอย่างที่เขาบอก’?
ไม่มีใครพูดไว้
ไม่มีใครแจ้งไว้ก่อน
ไม่มีใครได้ยินอะไรจากเจ้าเลย"

"ดูเถิด สิ่งที่เราลั่นวาจาไว้ตั้งแต่แรกได้เกิดขึ้นแล้ว
และเราประกาศสิ่งใหม่ๆ
ตั้งแต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่เกิดขึ้น
เราก็ประกาศแก่พวกเจ้าทั้งหลายแล้ว”"

"มวลประชาชาติประชุมกัน
ชนชาติทั้งหลายชุมนุมกัน
มีใครบ้างทำนายสิ่งนี้
และประกาศสิ่งที่ผ่านมาแล้วแก่พวกเรา?
ให้เขาเบิกพยานมายืนยันว่าเขาถูก
เพื่อคนอื่นจะได้ยินแล้วบอกว่า “เป็นความจริง”"

"เราแจ้งอวสานตั้งแต่ตอนต้น
แจ้งสิ่งที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งโบราณ
เราลั่นวาจาไว้ว่าความมุ่งหมายของเราจะคงอยู่
เราจะทำทุกสิ่งตามที่เห็นชอบ"
(อิสยาห์ บทที่41: ข้อ26; บทที่42: ข้อ9; บทที่43: ข้อ9; บทที่46: ข้อ10;)

"พระเยซูผู้นี้ทรงถูกมอบให้พวกท่าน ตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้และทรงทราบล่วงหน้า
และโดยความช่วยเหลือของเหล่าคนอธรรม[หรือ"ของบรรดาคนที่ไม่มีธรรมบัญญัติ (คือ คนต่างชาติ)"]
ท่านได้จับพระองค์ไปประหารด้วยการตอกตรึงที่ไม้กางเขน "

"ซึ่งเป็นที่ทราบกันมาหลายยุคสมัย[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า"ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทราบมาหลายยุคสมัยในพระราชกิจของพระองค์"]"
(กิจการ บทที่2: ข้อ23; บทที่15: ข้อ18;)

"พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรพวกท่านตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้ว
ผ่านทางการทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ
เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์และรับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์"
(1เปโตร บทที่1: ข้อ2 ก;)

3.6.4. ในฐานะเป็นพระเจ้า พระเยซูคริสต์ทรงทราบทุกอย่าง และรู้จักมนุษย์ทุกคน -

"พระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรัสว่า “เหตุใดพวกท่านจึงคิดชั่วอยู่ในใจ?"
(มัทธิว บทที่9: ข้อ4;)

"แต่พระเยซูไม่ได้ทรงไว้เนื้อเชื่อใจพวกเขาเพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์"

"หลังจากนั้นเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าทุกสิ่งสำเร็จครบถ้วนแล้วและเพื่อจะเป็นจริงตามพระคัมภีร์ พระเยซูจึงตรัสว่า “เรากระหายน้ำ” "





"พระองค์ตรัสกับเขาเป็นครั้งที่สามว่า “ซีโมนบุตรยอห์นเอ๋ย ท่านรักเราหรือ?”
เปโตรรู้สึกเสียใจ เพราะพระเยซูทรงถามเขาเป็นครั้งที่สามว่า “ท่านรักเราหรือ?”
เขาทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบทุกอย่าง พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระองค์รักพระองค์”
พระเยซูตรัสว่า “จงเลี้ยงแกะของเรา "
(ยอห์น บทที่2: ข้อ24; บทที่19: ข้อ28; บทที่21: ข้อ17;)

3.6.5. พระเจ้าทรงทราบทุกอย่างที่เกี่ยวกับผู้เชื่อทุกคนตั้งแต่อดีตกาล(ตลอดมา)

"แต่พระองค์ทรงทราบทางที่ข้าไป
เมื่อพระองค์ทรงทดสอบข้าแล้ว ข้าจะเป็นดั่งทองคำ"
(โยบ บทที่23: ข้อ10;)

"ฉะนั้นอย่ากังวลว่า ‘เราจะเอาอะไรกิน?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรดื่ม?’ หรือ ‘เราจะเอาอะไรนุ่งห่ม?’
เพราะคนที่ไม่มีพระเจ้าขวนขวายหาสิ่งเหล่านี้ และพระบิดาของท่านในสวรรค์ทรงทราบว่าท่านจำเป็นต้องมีสิ่งเหล่านี้ "
(มัทธิว บทที่6: ข้อ31-32;)

"พระเยซูตรัสตอบว่า “ขณะนี้ท่านไม่เข้าใจในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ แต่ภายหลังท่านจะเข้าใจ”"
(ยอห์น บทที่13: ข้อ7;)

"และเรารู้ว่าในทุกๆ สิ่งพระเจ้าทรงทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่รักพระองค์[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า"และเรารู้ว่าทุกสิ่งร่วมกันทำให้เกิดผลดีแก่
บรรดาผู้ที่รักพระเจ้า"]คือผู้ที่[หรือ"ทรงร่วมกับบรรดาผู้ที่รักพระองค์เพื่อทำให้เกิดผลดีแก่บรรดาผู้ที่"]ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์"
(โรม บทที่8: ข้อ28;)

"เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตอย่างสมกับที่เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
และจะได้เป็นที่พอพระทัยในทุกด้าน คือ เกิดผลในการดีทุกอย่าง รู้จักพระเจ้าดียิ่งขึ้น "
(โคโลสี บทที่1: ข้อ10;)

"ถ้าผู้ใดในพวกท่านขาดสติปัญญา จงทูลขอจากพระเจ้าผู้ประทานด้วย
พระทัยกว้างขวางแก่คนทั้งปวงโดยไม่ตำหนิ แล้วผู้นั้นจะได้รับ "

"แต่สติปัญญาจากสวรรค์ประการแรกนั้นคือบริสุทธิ์ จากนั้นคือรักสันติ
เห็นอกเห็นใจ ยอมเชื่อฟัง เต็มด้วยความเมตตาและผลดี ไม่ลำเอียงและจริงใจ"
(ยากอบ บทที่1: ข้อ5; บทที่3: ข้อ17;)

3.7. Omnipresence (สถิตทุกที่)

3.7.1 พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกที่ โดยพระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา หรือด้วยสถานที่ พระองค์ทรงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่งและอยู่เหนือทุกสิ่ง

"องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“มีใครสามารถหลบซ่อนในที่ลับจนเรามองไม่เห็นหรือ?”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“เราอยู่ทั่วฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกไม่ใช่หรือ?”"
(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ24;)

"พระเจ้าทรงทำเช่นนี้เพื่อมนุษย์จะได้แสวงหาพระองค์
เผื่อว่าพวกเขาจะไขว่คว้าหาพระองค์และพบพระองค์
แต่ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ไกลจากเราแต่ละคนเลย "
(กิจการ บทที่17: ข้อ27)

3.7.2. ฟ้าสวรรค์ยังไม่ใหญ่พอสำหรับพระเจ้า

"“แต่พระเจ้าจะประทับในโลกนี้จริงๆ หรือ? ในเมื่อฟ้าสวรรค์สูงสุดยังไม่อาจรับพระองค์ไว้ได้
พระวิหารแห่งนี้ซึ่งข้าพระองค์สร้างขึ้นจะยิ่งเล็กน้อยกว่านั้นสักเท่าใด! "
(1พงศ์กษัตริย์ บทที่8: ข้อ27;)

"“พระเจ้าองค์นี้ผู้ทรงสร้างโลกและสรรพสิ่งในโลกทรงเป็นเจ้าเหนือฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก
พระองค์ไม่ได้ประทับในวิหารที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์ "
(กิจการ บทที่17: ข้อ24 ข;)





3.7.3. สวรรค์เป็นบัลลังก์ของพระองค์ แผ่นดินโลกเป็นที่วางพระบาทของพระองค์

"ในวันนี้จงรับรู้และจำใส่ใจว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าทั้ง
ในฟ้าสวรรค์เบื้องบนและแผ่นดินโลกเบื้องล่าง ไม่มีพระเจ้าอื่นใด "
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่4: ข้อ39;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า
“สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา
และโลกเป็นที่วางเท้าของเรา
ก็แล้วนิเวศที่เจ้าจะสร้างให้เราอยู่ที่ไหนเล่า?
ที่พำนักสำหรับเราอยู่ที่ไหนเล่า?"
(อิสยาห์ บทที่66: ข้อ1 ข;)

3.7.4. มนุษย์ไม่สามารถหนีให้พ้นจากพระเจ้าได้

"“พระเนตรของพระเจ้าเฝ้าดูวิถีทางของมนุษย์
ทรงเห็นทุกย่างก้าวของพวกเขา
ไม่มีที่มืดและเงาทึบใดๆ
ที่คนชั่วจะซ่อนตัวได้"
(โยบ บทที่34: ข้อ21-22;)

"ข้าพระองค์จะไปที่ไหนให้พ้นจากพระวิญญาณของพระองค์ได้?
ข้าพระองค์จะหนีไปที่ไหนให้พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์?
หากข้าพระองค์ขึ้นไปยังสวรรค์ พระองค์ประทับอยู่ที่นั่น
หากข้าพระองค์นอนลงในแดนมรณา พระองค์ก็ประทับที่นั่น
หากข้าพระองค์บินไปด้วยปีกแห่งรุ่งอรุณ
หากข้าพระองค์ไปอยู่ที่มหาสมุทรสุดไกลโพ้น
แม้แต่ที่นั่น พระหัตถ์ของพระองค์ก็จะทรงนำข้าพระองค์
พระหัตถ์ขวาของพระองค์ก็จะยึดข้าพระองค์ไว้มั่น"
(สดุดี บทที่139: ข้อ7-10;)

"พระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่ง
ทรงจับตาดูทั้งคนชั่วและคนดี"
(สุภาษิต บทที่15: ข้อ3;)

3.8. Omnipotent (ฤทธานุภาพ)

3.8.1. ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์ทรงกระทำไม่ได้ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าไม่จำกัด เช่นเดียวกับพระลักษณะอื่นๆของพระองค์

"เมื่ออับรามอายุ 99 ปี องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่เขาและตรัสว่า
“เราคือพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตอยู่ในทางของเราและเป็นคนดีพร้อม "

"มีอะไรยากเกินไปสำหรับองค์พระผู้เป็นเจ้าหรือ? เราจะกลับมาหาเจ้าตามเวลาที่กำหนดในปีหน้า
และซาราห์จะให้กำเนิดบุตรชาย”"
(ปฐมกาล บทที่17: ข้อ1; บทที่18: ข้อ14;)

"พระเจ้าทรงคลี่ท้องฟ้าด้านเหนือบนความว่างเปล่า
และทรงแขวนโลกไว้เหนือที่เวิ้งว้าง"

"“ข้าพระองค์ทราบว่าพระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้
แผนการของพระองค์ไม่มีอะไรขวางได้"
(โยบ บทที่26: ข้อ7; บทที่42: ข้อ2;)

"ผู้ใดคือกษัตริย์ผู้ทรงเกียรติสิริองค์นี้?
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเข้มแข็งและทรงฤทธิ์
องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกรในการศึก"

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงครอบครองอยู่
พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยพระบารมี
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงฉลองพระองค์ด้วยพระบารมีและทรงเดชานุภาพ
แผ่นดินโลกได้รับการสถาปนาไว้มั่นคง
ไม่อาจคลอนแคลน"

"องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานี้ทรงยิ่งใหญ่นัก และทรงฤทธานุภาพเกรียงไกร
ความเข้าใจของพระองค์ไร้ขีดจำกัด"
(สดุดี บทที่24: ข้อ8; บทที่93: ข้อ1; บทที่147: ข้อ5 ก;)

"จงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าสวรรค์เถิด
ใครสร้างสิ่งทั้งปวงเหล่านี้?
ผู้ทรงนำดวงดาวออกมาทีละดวง
และขานชื่อของมัน
โดยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่และพละกำลังอันเกรียงไกรของพระองค์
จึงไม่มีดาวขาดหายไปสักดวง"

"เมื่อเรามาถึง ทำไมจึงไม่มีใครสักคน?
เมื่อเราเรียก ทำไมไม่มีใครตอบ?
แขนของเราสั้นเกินกว่าที่จะไถ่เจ้าหรือ?
เราขาดกำลังที่จะช่วยเจ้าให้รอดหรือ?
เราสั่งเพียงคำเดียว ทะเลก็แห้งเหือด
เราทำให้แม่น้ำกลับกลายเป็นทะเลทราย
ปลาของพวกเขาเน่าเหม็นเพราะขาดน้ำ
และตายเพราะความกระหาย"
(อิสยาห์ บทที่40: ข้อ26; บทที่50: ข้อ2;)

"เราได้สร้างโลก มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ในโลกนี้
โดยฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่และมือที่เงื้ออยู่
และเรายกสิ่งเหล่านี้แก่ใครก็ได้ที่เราพอใจ"

"“เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของมวลมนุษยชาติ มีสิ่งใดยากเกินไปสำหรับเราหรือ? "
(เยเรมีย์ บทที่27: ข้อ5; บทที่32: ข้อ27;)

"พระเยซูทรงมองดูพวกเขาและตรัสว่า
“สำหรับมนุษย์ก็เป็นไปไม่ได้ แต่สำหรับพระเจ้าทุกสิ่งเป็นไปได้”"
(มัทธิว บทที่19: ข้อ26;)

"พระองค์ทรงทูลว่า “อับบา[เป็นภาษาอาราเมค { Aramaic language [ אַרָמָיָא Arāmāyā ]}หมายถึง"พ่อ"] พระบิดาเจ้าข้า
ทุกสิ่งเป็นไปได้สำหรับพระองค์ ขอทรงเอาถ้วยนี้ไปจากข้าพระองค์
อย่างไรก็ตามอย่าให้เป็นไปตามใจของข้าพระองค์แต่ขอให้เป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์”"
(มาระโก บทที่14: ข้อ36 ก;)

"เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า”"
(ลูกา บทที่1: ข้อ37;)

"สิ่งมีชีวิตทั้งสี่นี้ แต่ละตนมีหกปีกและมีดวงตาทั่วไปหมดแม้แต่ใต้ปีก ต่างร้องขานทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดว่า

“บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
ผู้ทรงดำรงอยู่ในอดีตและดำรงอยู่ในปัจจุบัน
และจะเสด็จมา”"
(วิวรณ์ บทที่4: ข้อ8;)

3.8.2. สิทธิอำนาจของพระองค์ไม่สิ้นสุด

"เพราะพระองค์ตรัส โลกก็อุบัติขึ้น
พระองค์ทรงบัญชา มันก็คงอยู่"
(สดุดี บทที่33: ข้อ9;)

"ทุกคนต้องยอมตนเชื่อฟังผู้มีอำนาจปกครอง
เพราะไม่มีผู้ใดมีอำนาจเว้นแต่พระเจ้าได้ทรงสถาปนา
ผู้มีอำนาจต่างๆ ที่มีอยู่
ล้วนได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า "
(โรม บทที่13: ข้อ1;)

"พระบุตรคือรัศมีเจิดจ้าแห่งพระเกียรติสิริของพระเจ้า
ทรงเป็นเหมือนพระเจ้าทุกประการ และทรงผดุงสรรพสิ่งไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธานุภาพของพระองค์
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้ทรงชำระบาปแล้ว พระองค์จึงได้ประทับลงที่เบื้องขวาขององค์ผู้ทรงบารมีในสวรรค์"
(ฮีบรู บทที่1: ข้อ3;)

"จากนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงคล้ายเสียงผู้คนมากมายเหมือนเสียงน้ำเชี่ยวกรากและ
เหมือนเสียงฟ้าร้องกึกก้องตะโกนว่า “ฮาเลลูยา!
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
ของเราทรงครอบครองอยู่"
(วิวรณ์ บทที่19: ข้อ6;)


3.8.3. พระองค์ทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์เป็นที่ประจักษ์ แก่มนุษย์

"เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรทั่วโลก เพื่อทำให้ผู้ที่ภักดีต่อพระองค์อย่างสุดใจเข็มแข็งขึ้น
ท่านช่างโง่เขลาเสียจริงที่ทำเช่นนั้น นับแต่นี้ไปท่านจะต้องมีสงครามเรื่อยๆ”"

"ถึงแม้ท่านออกรบอย่างกล้าหาญ พระเจ้าก็จะทรงเหวี่ยงท่านออกไปต่อหน้าศัตรู
เพราะพระเจ้าทรงมีอำนาจจะช่วยเหลือหรือจะโค่นล้มก็ได้”"
(2พงศาวดาร บทที่16: ข้อ9; บทที่25: ข้อ8;)

"พระองค์นี่แหละคือผู้ที่แยกทะเลด้วยฤทธานุภาพของพระองค์
พระองค์ทรงทำให้หัวของสัตว์ร้ายแห่งห้วงทะเลแหลกลาญ"
(สดุดี บทที่74: ข้อ13;)

3.8.4. พระบุตรทรงฤทธานุภาพ

"แต่ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกท่านรู้ว่าบุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะอภัยบาป”
แล้วพระองค์ตรัสกับคนเป็นอัมพาตว่า “จงลุกขึ้นแบกที่นอนกลับไปบ้านเถิด” "

"พระเยซูทรงเข้ามาหาพวกเขาและตรัสว่า
“สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว "
(มัทธิว บทที่9: ข้อ6; บทที่28: ข้อ18;)

"ไม่มีใครชิงชีวิตไปจากเราแต่เราพลีชีวิตโดยสมัครใจ
เรามีสิทธิ์ที่จะสละชีวิตและมีสิทธิ์ที่จะรับชีวิตคืนมาอีก
เราได้รับคำบัญชานี้จากพระบิดาของเรา”"

"ข้าพระองค์อยู่ในพวกเขาและพระองค์อยู่ในข้าพระองค์ ขอให้พวกเขา
ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์
เพื่อให้โลกรู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มาและทรงรักพวกเขาเหมือนที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์"
(ยอห์น บทที่10: ข้อ18; บทที่17: ข้อ23;)

3.8.5. ผู้เชื่อประยุกต์ใช้

"คนทั้งปวงที่ชุมนุมกันอยู่ที่นี่จะได้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงช่วยให้รอดด้วยดาบหรือหอก
การศึกครั้งนี้เป็นขององค์พระผู้เป็นเจ้าพระองค์จะทรงมอบเจ้าทุกคนไว้ในมือของพวกเรา”"
(1ซามูเอล บทที่17: ข้อ47;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะต้องเกรงกลัวผู้ใด?
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นที่กำบังแข็งแกร่งสำหรับชีวิตของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าจะต้องหวาดกลัวผู้ใด?"
(สดุดี บทที่27: ข้อ1;)

"จงวางใจองค์พระผู้เป็นเจ้าตลอดไป
เพราะพระยาห์เวห์องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระศิลานิรันดร์"

"พระองค์ทรงประทานกำลังแก่ผู้อ่อนล้า
และทรงเพิ่มพละกำลังแก่ผู้อ่อนแอ"
(อิสยาห์ บทที่26: ข้อ4; บทที่40: ข้อ29;)

"จงร้องเรียกเราและเราจะตอบเจ้า และจะบอกถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่
สิ่งที่เจ้าไม่รู้ และไม่อาจค้นพบได้นั้นแก่เจ้า’ "
(เยเรมีย์ บทที่33: ข้อ3;)

"แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน
และพวกท่านจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม
และทั่วแคว้นยูเดียกับสะมาเรียจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก”"
(กิจการ บทที่1: ข้อ8;)

"และพระเจ้าทรงสามารถประทานพระคุณทุกประการอย่างล้นเหลือแก่ท่าน
เพื่อว่าท่านจะมีทุกอย่างที่จำเป็นอยู่ทุกเวลา และท่านจะมีล้นเหลือสำหรับการดีทุกอย่าง"
(2โครินธ์ บทที่9: ข้อ8;)

"และรู้ถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สุดหาใดเทียบสำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ
ฤทธานุภาพนี้เป็นเหมือนพระราชกิจแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ "



"บัดนี้ขอเทิดพระเกียรติพระองค์ผู้ทรงสามารถกระทำเกินกว่าที่เราจะทูลขอหรือคาดคิด
ได้ตามฤทธานุภาพของพระองค์ซึ่งกระทำการอยู่ภายในเรา"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ19; บทที่3: ข้อ20;)

"นั่นเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าทนทุกข์อย่างที่เป็นอยู่ กระนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ละอายเพราะข้าพเจ้ารู้จักพระองค์ที่ข้าพเจ้าเชื่อ
และมั่นใจว่าพระองค์ทรงสามารถรักษาสิ่งที่ข้าพเจ้ามอบไว้กับพระองค์จนถึงวันนั้นได้"
(2ทิโมธี บทที่1: ข้อ12;)

"โดยความเชื่อพระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์จน
ถึงความรอดซึ่งพร้อมแล้วที่จะทรงสำแดงในยุคสุดท้าย"
(1เปโตร บทที่1: ข้อ5;)

3.9. Immutability (ไม่เปลี่ยนแปลง)

3.9.1. พระเจ้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลง และ ไม่สามารถถูกทำให้เปลี่ยนแปลงได้

"สิ่งเหล่านี้จะพินาศไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่
ทั้งหมดนี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม
พระองค์จะทรงเปลี่ยนมันเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า
พวกมันจะถูกโยนทิ้งไป
แต่พระองค์เองยังคงเหมือนเดิม
และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด"
(สดุดี บทที่102: ข้อ26-27;)

"“เราคือพระยาห์เวห์ผู้ไม่ผันแปร ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของยาโคบจึงไม่ถูกทำลายไป "
(มาลาคี บทที่3: ข้อ6;)

"พระองค์จะทรงม้วนสิ่งเหล่านั้นขึ้นเหมือนเสื้อคลุม
สิ่งเหล่านั้นจะถูกเปลี่ยนไปเหมือนเสื้อผ้า
แต่พระองค์เองยังคงเดิม
และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด”
[ในปฐมกาลพระองค์ทรงวางฐานรากของแผ่นดินโลก
และฟ้าสวรรค์เป็นพระหัตถกิจของพระองค์
สิ่งเหล่านี้จะพินาศไป แต่พระองค์ทรงดำรงอยู่
ทั้งหมดนี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม
พระองค์จะทรงเปลี่ยนมันเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า
พวกมันจะถูกโยนทิ้งไป
แต่พระองค์เองยังคงเหมือนเดิม
และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด สดุดี บทที่102: ข้อ25-27]"
(ฮีบรู บทที่1: ข้อ12;)

3.9.2. พระองค์ทรงเป็นความมั่นคงอันสูงสุด

"ของประทานทุกอย่างที่ดีและล้ำเลิศล้วนมาจากเบื้องบน
จากพระบิดาแห่งดวงสว่างทั้งหลายในฟ้าสวรรค์
ผู้ไม่ได้ทรงผันแปรเหมือนเงาที่แปรเปลี่ยน"
(ยากอบ บทที่1: ข้อ17;)

3.9.3. พระคำของพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระวจนะของพระองค์คงอยู่ตลอดไป
มั่นคงนิรันดร์ในสวรรค์"

"ข้าพระองค์จะน้อมกราบตรงมายังพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
และสรรเสริญพระนามของพระองค์
เพราะความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์ของพระองค์
เพราะพระองค์ทรงเชิดชูพระนามและพระวจนะของพระองค์เหนือสรรพสิ่ง"

"พระองค์ทรงกำหนดสิ่งเหล่านั้นให้อยู่ในที่
ของมันไว้ตลอดกาล
พระองค์ทรงมีประกาศิตซึ่งจะไม่มีวันล้มเลิก"
(สดุดี บทที่119: ข้อ89; บทที่138: ข้อ2 ข; บทที่148: ข้อ6;)

"ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาและดอกไม้ร่วงโรยไป
แต่พระวจนะของพระเจ้าของเรายืนยงนิรันดร์”"
(อิสยาห์ บทที่40: ข้อ8;)

"แต่พระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้ายืนยงนิรันดร์”
[เสียงหนึ่งกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “จงร้องเถิด”
และข้าพเจ้าถามว่า “ข้าพเจ้าควรจะร้องว่าอะไร?”
เสียงนั้นกล่าวว่า “มวลมนุษยชาตินั้นเหมือนหญ้า
และเกียรติทั้งปวงของพวกเขาก็เหมือนดอกไม้ในท้องทุ่ง
ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาและดอกไม้ร่วงโรยไป
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงหายใจรดใส่มัน
แน่ทีเดียว มนุษย์เราก็เหมือนหญ้า
ต้นหญ้าเหี่ยวเฉาและดอกไม้ร่วงโรยไป
แต่พระวจนะของพระเจ้าของเรายืนยงนิรันดร์”
อิสยาห์ บทที่40: ข้อ6-8]
และพระวจนะนั้นคือข่าวประเสริฐซึ่งได้ประกาศแก่ท่านแล้ว"
(1เปโตร บทที่1: ข้อ25;)

พระราชกิจของพระองค์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

"ข้าพเจ้ารู้ว่าทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงทำจะดำรงอยู่นิรันดร์
ไม่สามารถเพิ่มอะไรเข้าไป หรือตัดทอนอะไรออกได้
พระเจ้าทรงทำไว้เพื่อมนุษย์จะยำเกรงพระองค์"
(ปัญญาจารย์ บทที่3: ข้อ14;)

3.9.4. การไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้าได้รับรองความสัตย์ซื่อของพระองค์

"เพราะความรักใหญ่หลวงขององค์พระผู้เป็นเจ้าเราจึงไม่ถูกผลาญทำลายไป
เพราะพระเมตตาของพระองค์ไม่เคยยั้งหยุด
มีมาใหม่ทุกเช้า
ความซื่อสัตย์ของพระองค์ยิ่งใหญ่นัก"
(บทเพลงคร่ำครวญ บทที่3: ข้อ22-23;)

3.9.4.ก. สัตย์ซื่อที่จะรักษาพระสัญญาของพระองค์

"พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ จะได้พูดมุสา
พระองค์ไม่ได้ทรงเปลี่ยนใจอย่างมนุษย์
มีหรือที่ทรงลั่นวาจาไว้แล้วไม่ทรงกระทำ?
หรือทรงสัญญาไว้แล้วไม่ทรงกระทำให้เป็นไปตามนั้น?"
(กันดารวิถี บทที่23: ข้อ19;)

"“สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทานการหยุดพักแก่อิสราเอลประชากรของพระองค์
ตามที่ทรงสัญญาไว้ คำมั่นสัญญาล้ำเลิศซึ่งประทานผ่านทางโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์นั้น
ไม่มีสักคำเดียวที่ล้มเหลวไป "
(1พงศ์ษัตริย์ บทที่8: ข้อ56;)

"เพราะไม่ว่าพระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้มากมายเท่าใด สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็น “จริง” ในพระคริสต์ ดัง
นั้นโดยทางพระองค์เราจึงขานรับว่า “อาเมน” เพื่อเทิดพระเกียรติสิริของพระเจ้า "
(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ20;)

"คือความเชื่อและความรู้ที่ตั้งอยู่บนความหวังในชีวิตนิรันดร์
ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ทรงมุสาได้ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ก่อนจุดเริ่มต้นของเวลา"
(ทิตัส บทที่1: ข้อ2;)

"ให้เรายึดมั่นอย่างไม่คลอนแคลนในความหวังใจซึ่งเราประกาศรับไว้เพราะพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นทรงสัตย์ซื่อ "

"โดยความเชื่อแม้อับราฮัมชรามากแล้วและซาราห์เองก็เป็นหมัน เขาก็ยังสามารถมีบุตรได้
เพราะเขา[หรือ"โดยความเชื่อแม้ซาราห์ชรามากแล้วยังสามารถมีบุตรได้ เพราะนาง"]
ถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นสัตย์ซื่อ"
(ฮีบรู บทที่10: ข้อ23; บทที่11: ข้อ11;)

3.9.4.ข. สัตย์ซื่อที่จะทรงโปรดให้อภัยบาป

"ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมจะ
ทรงอภัยบาปของเราและชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น"
(1ยอห์น บทที่1: ข้อ9;)

3.9.4.ฃ. สัตย์ซื่อในการรักษาความรอดของเราไว้

"ถ้าเราอดทน
เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย
ถ้าเราปฏิเสธพระองค์
พระองค์ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย
ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ
พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ
เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ12-13;)

3.9.4.ค. สัตย์ซื่อในการช่วยกู้เรายามที่เรารับการทดสอบ

"ไม่มีการทดลองใดๆ มาถึงท่านนอกจากการทดลองที่เกิดกับมนุษย์ทั่วไป
และพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์จะไม่ทรงปล่อยให้ท่านถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้
แต่เมื่อท่านถูกทดลอง พระองค์จะทรงให้ท่านมีทางออกด้วยเพื่อท่านจะยืนหยัดได้ภายใต้การทดลอง"
(1โครินธ์ บทที่10: ข้อ13;)

และยามทนทุกข์ยากลำบาก

"ฉะนั้นผู้ที่ทนทุกข์ตามพระประสงค์ของพระเจ้าควรมอบตนเองไว้กับพระผู้สร้างผู้สัตย์ซื่อของพวกเขา และทำความดีต่อไป"
(1เปโตร บทที่4: ข้อ19;)

3.9.4.ฅ. สัตย์ซื่อในแผนการของพระองค์

"พระเจ้าผู้ทรงเรียกท่านให้เข้าร่วมในสามัคคีธรรมกับพระบุตรของพระองค์
คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นทรงสัตย์ซื่อ"
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ9;)

3.9.4.ฆ. สัตย์ซื่อในการทรงจัดเตรียมของพระองค์

"พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นทรงสัตย์ซื่อและพระองค์จะทรงกระทำตามที่ตรัสไว้"
(1เธสะโลนิกา บทที่5: ข้อ24;)

3.9.4.ง. สัตย์ซื่อที่จะเสริมกำลังให้เรา

"แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อ พระองค์จะทรงทำให้ท่าน
เข้มแข็งขึ้นและปกป้องท่านให้พ้นจากคนชั่วร้าย"
(2 เธสะโลนิกา บทที่3: ข้อ3;)

3.9.5. พระคริสต์ทรงสัตย์ซื่อต่อพระบิดา

"ฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายผู้เป็นประชากรของพระเจ้า ผู้ร่วมในการทรงเรียกจากสวรรค์
จงให้ความคิดจดจ่อที่พระเยซูองค์อัครทูตและมหาปุโรหิตซึ่งเรารับเชื่อ
พระองค์ทรงสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งพระองค์เช่นเดียวกับที่
โมเสสสัตย์ซื่อในทุกเรื่องเกี่ยวกับบ้านของพระเจ้า"

"พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนเดิมเสมอ ทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบไปนิรันดร์"
(ฮีบรู บทที่3: ข้อ1-2; บทที่13: ข้อ8;)

"และจากพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพยานที่สัตย์ซื่อ เป็นคนแรกที่เป็นขึ้นมาจากตาย[หรือ"บุตรหัวปีจากหมู่คนตาย"]
และเป็นผู้ปกครองเหนือกษัตริย์ทั้งหลายของโลก
แด่พระองค์ผู้ทรงรักเราทั้งหลายและได้ทรงให้เราพ้นจากบาปของเราโดยพระโลหิตของพระองค์"

"ข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์เปิดอยู่และมีม้าขาวตัวหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า
พระนามของพระองค์ผู้ทรงม้านั้นคือพระผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้
พระองค์ทรงพิพากษาและสู้ศึกด้วยความยุติธรรม "
(วิวรณ์ บทที่1: ข้อ5; บทที่19: ข้อ11;)

3.10. Veracity (ความจริง) -

3.10.1. พระเจ้าทรงเป็นความจริงที่สมบูรณ์แบบและสูงสุด

"พระองค์ทรงเป็นพระศิลา พระราชกิจของพระองค์สมบูรณ์พร้อม
และวิถีทางของพระองค์ล้วนยุติธรรม
ทรงเป็นพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์ผู้ไม่ทำสิ่งที่ผิดใดๆ เลย
พระองค์ทรงชอบธรรมและยุติธรรม"
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ4 ข)

3.10.1.ก. พระมรรคาของพระองค์เป็นความจริง

"ทางทั้งสิ้นขององค์พระผู้เป็นเจ้าเปี่ยมด้วยความรักเมตตาและความซื่อสัตย์
แก่บรรดาผู้ที่รักษากฎเกณฑ์แห่งพันธสัญญาของพระองค์"

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงเมตตากรุณาและทรงพระคุณ
ทรงพระพิโรธช้า เปี่ยมด้วยความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์"
(สดุดี บทที่25: ข้อ10; บทที่86: ข้อ15;)

"และขับร้องบทเพลงของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าและบทเพลงของพระเมษโปดกว่า
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
พระราชกิจของพระองค์ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ข้าแต่องค์ราชันของทุกยุคสมัย
วิถีของพระองค์ล้วนเที่ยงธรรมและเที่ยงแท้"
(วิวรณ์ บทที่15: ข้อ3;)

3.10.1.ข. พระราชกิจของพระองค์เป็นความจริง

"เพราะพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าถูกต้องและเป็นจริง
พระองค์ทรงซื่อสัตย์ในทุกสิ่งที่ทรงกระทำ"

"พระราชกิจแห่งพระหัตถ์ของพระองค์นั้นซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม
ข้อบังคับทั้งหมดของพระองค์เชื่อถือได้
สิ่งเหล่านี้ตั้งมั่นอยู่ชั่วนิรันดร์
กำหนดขึ้นจากความซื่อสัตย์และความเที่ยงธรรม"
(สดุดี บทที่33: ข้อ4; บทที่111: ข้อ7-8;)

"บัดนี้ เราเนบูคัดเนสซาร์ขอถวายสรรเสริญและยกย่องเทิดทูนองค์กษัตริย์แห่งฟ้าสวรรค์
เพราะทุกสิ่งที่ทรงกระทำนั้นถูกต้อง และทางทั้งปวงของพระองค์ก็ยุติธรรม
บรรดาผู้ดำเนินชีวิตอย่างหยิ่งยโส พระองค์สามารถกระทำให้เขาถ่อมลง"
(ดาเนียล บทที่4: ข้อ37)

3.10.1.ฃ. พระคำของพระองค์เป็นความจริง

"ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า!
พระดำรัสของพระองค์เชื่อถือได้ และพระองค์ทรงสัญญาจะ
ประทานสิ่งดีเหล่านี้ให้แก่ผู้รับใช้ของพระองค์ "
(2ซามูเอง บทที่7: ข้อ28;)

"หญิงนั้นจึงกล่าวกับเอลียาห์ว่า “ตอนนี้ดิฉันทราบแล้วว่าท่านเป็นคนของพระเจ้า
และพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าจากปากของท่านเป็นความจริง”"
(1พงศ์กษัตริย์ บทที่17: ข้อ24;)

"ความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้านั้นบริสุทธิ์
ยั่งยืนเป็นนิตย์
ข้อปฏิบัติขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นแน่นอน
และล้วนแต่ชอบธรรมทั้งสิ้น"

"ความชอบธรรมของพระองค์ดำรงนิรันดร์
และบทบัญญัติของพระองค์เป็นความจริง"

"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงอยู่ใกล้
พระบัญชาของพระองค์ล้วนเป็นความจริง"

"ข้าพระองค์จะน้อมกราบตรงมายังพระวิหารศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
และสรรเสริญพระนามของพระองค์
เพราะความรักมั่นคงและความซื่อสัตย์ของพระองค์
เพราะพระองค์ทรงเชิดชูพระนามและพระวจนะของพระองค์เหนือสรรพสิ่ง"
(สดุดี บทที่19: ข้อ9; บทที่119: ข้อ142, ข้อ151: บทที่138: ข้อ2;)

"แต่เพราะเราพูดความจริง ท่านจึงไม่เชื่อเรา! "

"ขอทรงชำระพวกเขาให้บริสุทธิ์[ภาษากรีกแปลว่า"แยกไว้เพื่อใช้
ในงานศักดิ์สิทธิ์หรือทำให้บริสุทธิ์"]โดยความจริง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง "
(ยอห์น บทที่8: ข้อ45; บทที่17: ข้อ17;)

"ในคำพูดสัตย์จริง และในฤทธานุภาพของพระเจ้า
ด้วยอาวุธแห่งความชอบธรรมทั้งในมือขวาและมือซ้าย "
(2โครินธ์ บทที่6: ข้อ7;)



"และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟัง
พระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน
เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตรา
คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ13;)

3.10.2. ทุกบุคคลแห่งตรีเอกานุภาพทรงเป็นความจริง

3.10.2.ก. พระบิดาทรงเป็นความจริง

"ข้าพระองค์มอบจิตวิญญาณของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์
ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าผู้ทรงซื่อสัตย์ ขอทรงไถ่ข้าพระองค์เถิด"
(สดุดี บทที่31: ข้อ5;)

"ผู้ใดจะกล่าวอวยพรในดินแดนนั้น
ก็จะกล่าวโดยอ้างถึงพระเจ้าแห่งความจริง
ผู้ใดจะกล่าวปฏิญาณในดินแดนนั้น
ก็จะสาบานโดยอ้างถึงพระเจ้าแห่งความจริง
เพราะความทุกข์ลำเค็ญในอดีตจะถูกลืม
และถูกซ่อนไว้จากสายตาของเรา"
(อิสยาห์ บทที่65: ข้อ16;)

"แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ เป็นองค์กษัตริย์ตลอดนิรันดร์กาล
เมื่อพระองค์ทรงพระพิโรธ โลกก็สะเทือนสะท้าน
ประชาชาติทั้งหลายไม่อาจทนต่อพระพิโรธของพระองค์ได้"
(เยเรมีย์ บทที่10: ข้อ10 ก;)

"ผู้ที่รับคำพยานนั้นก็ให้การรับรองว่าพระเจ้าทรงสัตย์จริง"

"นี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว
และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมา "
(ยอห์น บทที่3: ข้อ33; บทที่17: ข้อ3;)

"ไม่เลย! แม้ทุกคนจะเป็นคนโกหก แต่พระเจ้าทรงสัตย์จริง ตามที่มีเขียนไว้ว่า
“พระองค์จะได้รับการพิสูจน์ว่าทรงเป็นฝ่ายถูกเมื่อตรัส
และชนะเมื่อทรงพิพากษา”[ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์ผู้เดียว
และได้ทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์
ดังนั้นพระองค์จึงทรงเป็นฝ่ายถูกเมื่อทรงตัดสิน
และทรงชอบธรรมเมื่อทรงพิพากษา สดุดี บทที่51: ข้อ4]"
(โรม บทที่3: ข้อ4;)

3.10.2.ข. พระบุตรทรงเป็นความจริง

"พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา
พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความจริง
เราได้เห็นพระเกียรติสิริของพระองค์
คือพระเกียรติสิริของพระบุตรองค์เดียวผู้ทรงมาจากพระบิดา"

"แล้วท่านจะรู้จักความจริงและความจริงจะทำให้ท่านเป็นไท”"

"พระเยซูตรัสตอบว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต
ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา "
(ยอห์น บทที่1: ข้อ14; บทที่8: ข้อ32; บทที่14: ข้อ6;)

"เรายังรู้ด้วยว่าพระบุตรของพระเจ้าได้เสด็จมาและได้ประทานความเข้าใจแก่เรา
เพื่อเราจะรู้จักพระเจ้าที่แท้จริงและเราอยู่ในพระเจ้าที่แท้จริง
คืออยู่ในพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์
พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแท้และเป็นชีวิตนิรันดร์"
(1ยอห์น บทที่5: ข้อ20;)

"และข้าพเจ้าได้ยินแท่นบูชาขานรับว่า
“จริงเช่นนั้นข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
การพิพากษาของพระองค์เที่ยงแท้และเที่ยงธรรม”"

"ข้าพเจ้าเห็นฟ้าสวรรค์เปิดอยู่และมีม้าขาวตัวหนึ่งยืนอยู่ต่อหน้าข้าพเจ้า
พระนามของพระองค์ผู้ทรงม้านั้นคือพระผู้สัตย์ซื่อและเที่ยงแท้
พระองค์ทรงพิพากษาและสู้ศึกด้วยความยุติธรรม "
(วิวรณ์ บทที่16: ข้อ7; บทที่19: ข้อ11)

3.10.2.ฃ. พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นความจริง

"คือองค์พระวิญญาณแห่งความจริง โลกไม่อาจรับพระองค์เพราะโลกไม่เห็นและไม่รู้จักพระองค์
แต่ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพวกท่าน และอยู่ในพวกท่าน "

"“เราจะส่งองค์ที่ปรึกษาจากพระบิดามาหาพวกท่าน คือพระวิญญาณแห่งความจริงซึ่งออกมาจากพระบิดา เมื่อพระองค์มาแล้ว พระองค์จะทรงเป็นพยานให้เรา"

"แต่เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาพระองค์จะทรงนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล
พระองค์จะไม่ตรัสโดยลำพังพระองค์เองแต่จะตรัสเฉพาะสิ่งที่ทรงได้ยินและจะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น "
(ยอห์น บทที่14: ข้อ17; บทที่15: ข้อ26; บทที่16: ข้อ13;)

"พระเยซูคริสต์คือผู้ที่เสด็จมาโดยน้ำและพระโลหิต พระองค์ไม่ได้เสด็จมาโดยน้ำเพียงอย่างเดียว
แต่โดยน้ำและพระโลหิต และพระวิญญาณทรงเป็นพยานให้เพราะพระวิญญาณทรงเป็นความจริง"
(1ยอห์น บทที่5: ข้อ6;)

VI
Appendix
F
ภาคผนวก F

The Seven Deaths
การตายทั้ง 7 รูปแบบ

I
ένα
éna
1

ความตายฝ่ายร่างกาย(physical death) คือ การที่จิตใจได้จากร่างกายไป

ก. ณ เวลาที่ผู้เชื่อตาย พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับจิตใจ และวิญญาณมนุษย์ ซึ่งสองสิ่งนี้เป็นตัวตนที่แท้จริง ไปจากร่างกายของมนุษย์ และ นำไปยัง หน้าพระพักตร์ของพระผู้เป็นเจ้า

"ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่า เรามั่นใจ และเราปรารถนาที่จะพ้นจากกายนี้ไปอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่า "
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ8)

{จิตใจของมนุษย์(Human soul)คือ ส่วนประกอบของมนุษย์ซึ่งตามองไม่เห็น และ ประกอบด้วย ความรู้ว่าตนเองมีตัวมีตน(self-consciousness) การคิด(mentality) ความคิดเสรีในการตัดสินใจ(volition) และ ความรู้ในความดีความชั่ว(conscience) ส่วนวิญญาณของมนุษย์(human spirit) คือส่วนหนึ่งของคริสเตียนซึ่งได้รับเมื่อเขาเชื่อในพระคริสต์ พระเจ้าทรงสร้างวิญญาณของมนุษย์เพื่อผู้เชื่อจะสามารถเข้าใจข้อมูลฝ่ายวิญญาณ(หลักคำสอนพระคัมภีร์{Bible doctrrine}) และมีความสัมพันธ์กับพระองค์ "เราไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราจะเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าประทานแก่เราอย่างไม่จำกัด "(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ12)}

ข. ทางการแพทย์ การตายฝ่ายร่างกายนับได้ตั้งแต่กระแสไฟฟ้าของสมองหยุดนิ่ง การตายฝ่ายร่างกายไม่สามารถวัดจากกระแสไฟฟ้าของหัวใจได้

ฃ. การตายไม่ได้เป็นเรื่องโศกเศร้าสำหรับผู้เชื่อ แต่เป็นกำไรสำหรับผู้เชื่อ และเกียรติยศแด่พระเจ้า

"เพราะสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร "
(ฟิลิปปี บทที่1: ข้อ21)

ค. ผู้ที่ไม่เชื่อ ไม่มีอนาคตกับพระเจ้า เมื่อเขาตายแล้ว จิตใจของเขาจะถูกส่งไปที่ๆหนึ่งซึ่งเรียกว่า "ที่ทรมาน"(torments) ซึ่งเป็นช่องหนึ่ง ของ"แดนคนตาย"(Hades)นี้คือที่อาศัยสำหรับผู้ที่ไม่เชื่อระหว่างรอการพิพากษาครั้งสุดท้าย และการลงโทษนิรันดร์ในบึงไฟนรก

"แล้วความตายและแดนมรณาก็ถูกโยนลงในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละคือความตายครั้งที่สอง "
(วิวรณ์ บทที่20: ข้อ14)

II
δύο
dýo
2

ความตายฝ่ายวิญญาณคือการที่มนุษย์ถูกแยกออกจากพระเจ้าตั้งแต่เวลาเกิดฝ่ายร่างกาย เพราะการถูกการพิพากษาลงโทษโดยพระเจ้าตั้งแต่เวลาเกิดนั้น

"แต่เจ้าต้องไม่กินผลจากต้นแห่งการรู้ดีรู้ชั่ว เพราะถ้าเจ้ากินผลของมันเมื่อใด เจ้าจะตายแน่นอน”"
(ปฐมกาล บทที่2: ข้อ17; )

"ฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา
และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป "

"เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือความตาย
แต่ของขวัญจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ใน[หรือ"ผ่านทาง"]
พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"
(โรม บทที่5: ข้อ12; บทที่6: ข้อ23; )

"ส่วนท่านทั้งหลายได้ตายแล้วในการล่วงละเมิดและในบาปทั้งหลาย "
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ1; )

ก. การตายฝ่ายวิญญาณเป็นผลลัพธ์จากการกระทำบาปดั้งเดิมของอาดัม{Adam's original sin} ซึ่งเป็นเวลาที่เขาได้สูญเสีย วิญญาณมนุษย์ของเขาไปและเสียความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในสถานะนั้น อาดัมไม่สามารถเข้าใจข้อมูลฝ่ายวิญญาณได้

ข. สำหรับมนุษย์ทุกคนตั้งแต่อาดัมมา การตายฝ่ายวิญญาณเป็นผลลัพธ์จากการที่พระเจ้าทรงถือว่าเราเกิดมาโดยอยู่ในอาดัม และ เข้าส่วนในบาปดัง เดิมของอาดัม (judicial imputation of the penalty of Adam's original sin) เป็น การตัดสินใจอย่างเป็นทางการโดยความยุติธรรมของพระเจ้า{Justice(ความยุติธรรม)} ซึ่งพระเจ้าใส่ไว้แก่ธรรมชาติบาป ทุกคนเกิดมาโดยมีชีวิตทางร่างกาย แต่ตายฝ่ายวิญญาณ

"ฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา
และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป"

"ฉะนั้นการล่วงละเมิดเพียงครั้งเดียวส่งผลให้คนทั้งปวงถูกลงโทษฉันใด
การกระทำอันชอบธรรมเพียงครั้งเดียวก็ส่งผลให้คนทั้งปวงถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมฉันนั้น
ซึ่งการนับเป็นผู้ชอบธรรมนี้นำชีวิตมาให้คนทั้งปวงเหล่านั้น"

"เพราะว่าค่าตอบแทนที่ได้จากบาปคือความตาย แต่ของขวัญจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ใน
[หรือ"ผ่านทาง"]พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"
(โรม บทที่5: ข้อ12, ข้อ18; บทที่6: ข้อ23)

ค. การเชื่อในพระเยซูคริสต์ได้แก้ไขปัญหาเรื่องการตายฝ่ายวิญญาณ

"เพราะว่าในอาดัมคนทั้งปวงตายฉันใด ในพระคริสต์คนทั้งปวงจะได้รับชีวิตฉันนั้น "
(1โครินธ์ บทที่15: ข้อ22; )

"เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา!
[หรือ"โลกเก่าได้ล่วงไป โลกใหม่ได้เข้ามา!"]"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ17 )

III
τρία
tría
3

การตายครั้งที่สอง หมายถึง การพิพากษาลงโทษครั้งสุดท้าย คือ การที่จิตใจถูกแยกออกจากพระเจ้าตรอดชั่วนิรันดร์

"เหมือนที่มนุษย์ถูกกำหนดให้ตายครั้งเดียว หลังจากนั้นต้องพบกับการพิพากษา "
(ฮีบรู บทที่9: ข้อ27; )

"และข้าพเจ้าเห็นบรรดาผู้ตายทั้งผู้ใหญ่ผู้น้อยยืนอยู่หน้าพระที่นั่ง หนังสือเล่มต่างๆ เปิดออก
หนังสืออีกเล่มหนึ่งก็เปิดออกด้วย คือหนังสือแห่งชีวิต
และผู้ที่ตายแล้วทั้งหมดก็ถูกพิพากษาตามการกระทำของตนตามที่บันทึกไว้ในหนังสือเหล่านั้น
ทะเลคืนคนตายที่อยู่ในทะเล
ความตายและแดนมรณาก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้นและแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน
แล้วความตายและแดนมรณาก็ถูกโยนลงในบึงไฟ
บึงไฟนี่แหละคือความตายครั้งที่สอง
ถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ"
(วิวรณ์ บทที่20: ข้อ12-15)

IV
τέσσερα
téssera
4

การตายโดยตำแหน่งในพระคริสต์ (positional death) หมายถึง การที่ผู้เชื่อได้เข้าส่วนในการตายบนไม้กางเขนของพระคริสต์ นอกจากการตายของพระองค์ ผู้เชื่อทุกคนได้เข้าส่วนในการเป็นขึ้นจากความตายของพระองค์ และการที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ ของพระบิดา

"เช่นนี้แล้วเราจะว่าอย่างไร? เราควรจะทำบาปต่อไปเพื่อพระคุณจะได้มีมากยิ่งขึ้นหรือ?
อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย! เราได้ตายต่อบาปแล้ว เราจะดำเนินชีวิตในบาปต่อไปได้อย่างไร?
ท่านไม่รู้หรือว่าเราทั้งปวงที่รับบัพติศมาเข้าในพระเยซูคริสต์ก็ได้รับบัพติศมาเข้าในความตายของพระองค์?
ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการบัพติศมาเข้าในความตาย
เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายโดยพระเกียรติสิริของพระบิดา
ถ้าเราได้มีส่วนร่วมกับพระองค์ในการตายเหมือนพระองค์ แน่นอนเราจะมีส่วนร่วมในการเป็นขึ้นจากตายเหมือนพระองค์
เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้วเพื่อกายบาปนั้นจะถูกขจัดไป[หรือ"จะถูกทำให้สิ้นฤทธิ์"] เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป เพราะว่าผู้ใดที่ตายแล้วก็เป็นอิสระจากบาป ถ้าเราตายกับพระคริสต์แล้ว เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตกับพระองค์ด้วย
เพราะเรารู้ว่าในเมื่อทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายแล้ว พระองค์จะไม่มีวันตายอีก ความตายไม่มีอำนาจเหนือพระองค์อีกต่อไป
ที่พระองค์ทรงตายนั้นทรงตายต่อบาปครั้งเดียวเป็นพอ แต่ที่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่นั้นทรงมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า
ในทำนองเดียวกันจงถือว่าตัวท่านเองตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้าในพระเยซูคริสต์
เหตุฉะนั้นอย่าให้บาปครอบครองกายที่ต้องตายของท่าน ซึ่งทำให้ท่านต้องยอมทำตามความปรารถนาชั่วของกายนั้น
อย่ายกส่วนต่างๆ ในกายของท่านให้แก่บาปเป็นเครื่องมือของความชั่วร้าย แต่จงถวายตัวของท่านเองแด่พระเจ้าในฐานะผู้ที่ทรงให้มีชีวิต
เป็นขึ้นจากตาย และถวายส่วนต่างๆ ในกายของท่านแด่พระองค์ให้เป็นเครื่องมือของความชอบธรรม
เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติแต่อยู่ใต้พระคุณ"
(โรม บทที่6: ข้อ1-14; )

"ท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมา
และทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากตายกับพระองค์ผ่านทาง
ความเชื่อของท่านในฤทธิ์อำนาจของ
พระเจ้าผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย"

"เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า "
(โคโลสี บทที่2: ข้อ12; บทที่3: ข้อ3)

V
πέντε
pénte
5

การตายชั่วคราวบนโลก (temporal death) คือ การที่ผู้เชื่อถูกแยกออกจากพระเจ้าเป็นเวลาชั่วคราว

ก. ทุกครั้งที่ผู้เชื่ออยู่นอกสัมพันธ์ภาพกับพระเจ้าเพราะการกระทำบาป ไม่ว่าจะเป็นบาปทางความคิด คำพูด หรือการกระทำ เขากำลังดำเนินชีวิตฝ่าย เนื้อหนัง ซึ่งพระคัมภีร์หลายข้อเรียกว่า ความตาย

"เพราะบุตรชายคนนี้ของเราได้ตายไปแล้วและกลับเป็นขึ้นมาอีก
เขาหายไปแล้วและได้พบกันอีก’ ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเริ่มเฉลิมฉลองกัน"

"แต่ที่เราต้องเฉลิมฉลองและยินดีกัน
เพราะน้องคนนี้ของเจ้าได้ตายไปแล้วและกลับเป็นขึ้นมาอีก
เขาหายไปแล้วและได้พบกันอีก"
(ลูกา บทที่15: ข้อ24, ข้อ32; )

"จิตใจของคนบาป[หรือ"จิตใจที่จดจ่ออยู่กับเนื้อหนัง"]นำไปสู่ความตาย
แต่จิตใจที่พระวิญญาณทรงควบคุมนำไปสู่ชีวิตและสันติสุข "
(โรม บทที่8: ข้อ6; )

"เนื่องจากความสว่างทำให้เห็นทุกสิ่งชัดแจ้ง ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวกันว่า

“โอ ผู้ที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น
จงฟื้นขึ้นจากความตาย
และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน”"
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ14; )

"แต่หญิงม่ายที่อยู่เพื่อหาความสนุกเพลิดเพลินก็ตายทั้งเป็น "
(1ทิโมธี บทที่5: ข้อ6; )

"หลังจากมีตัณหาแล้วก็ก่อให้เกิดบาป และเมื่อบาปโตเต็มที่ก็ก่อให้เกิดความตาย"
(ยากอบ บทที่1: ข้อ15; )
{}

"“จงเขียนถึงทูตสวรรค์[ศิษยาภิบาล]แห่งคริสตจักรที่เมืองซาร์ดิสว่า
พระองค์ผู้ทรงครองวิญญาณทั้งเจ็ด[หรือ"พระวิญญาณทั้งเจ็ด"]ของพระเจ้าและดาวทั้งเจ็ดนั้นตรัสว่า
เรารู้ถึงการกระทำของเจ้า เจ้าได้รับการยกย่องว่ามีชีวิตอยู่แต่เจ้าตายแล้ว "
(วิวรณ์ บทที่3: ข้อ1)

ข. ผู้เชื่อที่อยู่นอกสัมพันธ์ภาพกับพระเจ้าสามารถกลับเข้าสู่สัมพันธ์ภาพได้โดยกระทำตาม 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9

VI
έξι
éxi
6

การประพฤติที่ตายแล้ว คือการรับใช้พระเจ้าที่คริสเตียนกระทำโดยอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า

"แต่หญิงม่ายที่อยู่เพื่อหาความสนุกเพลิดเพลินก็ตายทั้งเป็น "
(1ทิโมธี บทที่5: ข้อ6; )

"เพราะฉะนั้นให้เราผ่านหลักคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์และเดินหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่
อย่าให้เราต้องวางพื้นฐานซ้ำอีกในเรื่องการกลับใจจากการกระทำ
อันนำไปสู่ความตาย[หรือ"จากพิธีกรรมที่ไร้ประโยชน์"]และเรื่องความเชื่อในพระเจ้า "
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ1; )

"ร่างกายที่ปราศจากวิญญาณตายแล้วฉันใด ความเชื่อที่ปราศจากการกระทำก็ตายแล้วฉันนั้น"
(ยากอบ บทที่2: ข้อ26)
{ยากอบ บทที่2: ข้อ26. เพราะกายที่ปราศจากวิญญาณ [ " πνεῦμα " pnevma / นู-มา ในบริบทนี้ควรแปลเป็น "จิตใจ"] นั้นไร้ชีพแล้วฉันใด ความ เชื่อที่ปราศจากการผลิตผลก็เป็นศพฉันนั้น

คำกรีกว่า 'นู-มา' สามารถแปลได้ว่า ลมหายใจ อิทธิพล ชีวิต วิญญาณ พระวิญญาณ จิตใจ และ วิถีชีวิต ในภาษาอังกฦษมีสำนวนว่า "To give up the ghost"("สละวิญญาณไป" แปลว่าเสียชีวิต) ชาวกรีกเคยใช้สำนวนว่า " πνεύματα ἀφίημι / pneumata aphiemi[นูมาที อาฟีอามี]"ที่ใช้เมื่อมีคนเสียชีวิต ชีวิตของคนเราอยู่ในจิตใจ เพราะฉะนั้น เมื่อจิตใจได้จากร่างกายไป คนนั้นกลายเป็นศพ มนุษย์มีชีวิตต่อเมื่อจิตใจยังคงอยู่ในร่างกายเท่านั้น ร่างกายที่ปราศจากจิตใจไม่สามารถก่อชีวิตมนุษย์ให้เกิดได้ฉันใด ความเชื่อที่ปราศจากหลักคำสอนพระคัมภีร์ไม่สามารถก่อให้มีชีวิตฝ่ายวิญญาณได้ฉันนั้น}

VII
επτά
eptá
7

การตายทางเพศ คือ การเสียสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งพระคัมถีร์ได้พูดถึง สองครั้ง คือใน โรม บทที่4: ข้อ17-21 และ ฮีบรู บทที่11: ข้อ11-12 ทั้งสอง ครั้งนี้เป็นการอ้างถึงอับราฮัม

"ตามที่มีเขียนไว้ว่า “เราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของหลายชนชาติ”[เขาจะไม่เรียกเจ้าว่าอับราม[บิดาผู้ได้รับการยกย่อง]อีกต่อไป เจ้าจะมีชื่อว่าอับรา ฮัม[บิดาของคนมากมาย] เพราะเราได้ให้เจ้าเป็นบิดาของชนชาติต่างๆ ปฐมกาล บทที่17: ข้อ5 ] เขาเป็นบิดาของเราในสายพระเนตรพระเจ้าผู้ที่เขาเชื่อ คือพระเจ้าผู้ประทานชีวิตแก่คนที่ตายแล้วและทรงเรียกสิ่งที่ไม่มีเสมือนว่าสิ่งนั้นมีอยู่แล้ว ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะมีความหวังใดๆ อับราฮัมก็ยังเชื่อ เพราะเขามีความหวัง เขาจึงได้เป็นบิดาของหลายชนชาติ เหมือนที่ได้ตรัสกับเขาไว้แล้วว่า “ พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นเช่นนั้นแหละ”[พระองค์ทรงนำเขาออกมาข้างนอกและตรัสว่า “จงเงยหน้าขึ้นดูฟ้าแล้วนับดวงดาว หากเจ้าสามารถนับได้” แล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า “เผ่าพันธุ์[หรือ"เมล็ดพันธุ์"]ของเจ้าจะเป็นเช่นนั้นแหละ”

ความเชื่อของเขาไม่ได้ถดถอยเลยเมื่อเขาเผชิญกับความจริงที่ว่าร่างกายของเขาเหมือนได้ตายไปแล้ว เพราะเขามีอายุราวร้อยปีแล้ว และความจริงที่ ว่าซาราห์ก็ไม่สามารถมีบุตร กระนั้นเขาก็ไม่ได้หวั่นไหวคลางแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่มั่นคงในความเชื่อและถวายพระเกียรติสิริแด่พระ เจ้า เพราะเชื่อมั่นเต็มที่ว่าพระเจ้าทรงมีฤทธิ์อำนาจที่จะทำสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้"
(โรม บทที่4: ข้อ17-21)

"โดยความเชื่อแม้อับราฮัมชรามากแล้วและซาราห์เองก็เป็นหมัน เขาก็ยังสามารถมีบุตรได้ เพราะเขา[หรือโดยความเชื่อแม้ซาราห์ชรามากแล้วยัง สามารถมีบุตรได้ เพราะนาง]ถือว่าพระองค์ผู้ทรงสัญญานั้นสัตย์ซื่อดังนั้นจากชายคนเดียวนี้ซึ่งเป็นเหมือนคนที่ตายแล้วก็เกิดมีลูกหลานสืบเชื้อสายมาก มายดั่งดวงดาวในท้องฟ้า และดั่งเม็ดทรายนับไม่ถ้วนที่ชายฝั่งทะเล"
(ฮีบรู บทที่11: ข้อ11-12)

VII
Appendix
G
ภาคผนวก G
Thirty-nine irrevocable absolutes and One revocable absolute
สามสิบเก้าสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยไม่มีวันยึดคืน และ สิ่งเดียวซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยสามารถยึดคืนไปจากผู้เชื่อได้

สามสิบเก้าสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยไม่มีวันยึดคืน
Thirty-Nine Irrevocable Absolutes

I
ένας
énas
1.

ผู้เชื่อได้อาศัยอยู่ภายในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้า (เข้าส่วนในอนาคตของพระคริสต์) ผู้เชื่อเป็นผู้ที่

1. พระเจ้าทรงทราบล่วงหน้า (Omniscience(ความสัพพัญญู))

"พระเยซูผู้นี้ทรงถูกมอบให้พวกท่าน ตามที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้และทรงทราบล่วงหน้า และโดยความช่วยเหลือของเหล่าคนอธรรมท่านได้จับพระองค์ไปประหารด้วยการตอกตรึงที่ไม้กางเขน "
(กิจการ บทที่2: ข้อ23)

"ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้"
(โรม บทที่8: ข้อ39)

"พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรพวกท่านตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้วผ่านทางการทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์และรับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์"
(1เปโตร บทที่1: ข้อ2)

2. รับการทรงเลือก

"เพราะหลายคนได้รับเชิญ แต่น้อยคนนักที่ได้รับเลือก"
(มัทธิว บทที่22: ข้อ14)

"ใครจะฟ้องร้องบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้? ก็พระเจ้าเองทรงนับว่าเราเป็นผู้ชอบธรรม"
(โรม บทที่8: ข้อ33)

"ฉะนั้นในฐานะประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก ผู้บริสุทธิ์และเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ จงสวมความสงสาร ความกรุณา ความอ่อนโยน ความถ่อมสุภาพ และความอดทน "
(โคโลสี บทที่3: ข้อ12)

"พี่น้องทั้งหลายผู้เป็นที่รักของพระเจ้า เรารู้ว่าพระองค์ทรงเลือกสรรท่าน"
(1เธสะโลนิกา บทที่1: ข้อ4)

"จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าและอัครทูตของพระเยซูคริสต์ เพื่อความเชื่อของผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรรและเพื่อความรู้ถึงความจริงอันนำไปสู่ทางพระเจ้า "
(ทิตัส บทที่1: ข้อ1)

"พระเจ้าพระบิดาได้ทรงเลือกสรรพวกท่านตามที่พระองค์ทรงทราบล่วงหน้าแล้วผ่านทางการทรงชำระให้บริสุทธิ์ของพระวิญญาณ เพื่อให้พวกท่านมาเชื่อฟังพระเยซูคริสต์และรับการประพรมด้วยพระโลหิตของพระองค์ขอพระคุณและสันติสุขมีแด่พวกท่านอย่างล้นเหลือ"
(1เปโตร บทที่่1: ข้อ2)

"เมื่อท่านทั้งหลายมาหาพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพระศิลาอันทรงชีวิต มนุษย์ไม่ยอมรับพระองค์แต่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรรและถือว่าพระองค์ล้ำค่า "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ4)

3. พระเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว

"เพราะบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ล่วงหน้าแล้ว พระองค์ก็ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องมากมาย และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย"
(โรม บทที่8: ข้อ29-30)

"พระองค์[สายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก พระองค์]ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์"

"ในพระองค์ เรายังได้รับการทรงเลือก[ให้เป็นทายาท]ตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าตามแผนการของพระองค์ผู้ทรงกระทำให้ทุกสิ่งเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพระประสงค์ของพระองค์"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ5, ข้อ11)

4. พระเจ้าทรงเรียก

"พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นทรงสัตย์ซื่อและพระองค์จะทรงกระทำตามที่ตรัสไว้"
(1เธสะโลนิกา บทที่5: ข้อ24)

II
δύο
dýo
2.

ผู้เชื่อได้กลับคืนดีกับพระเจ้า(กำแพงที่กีดกั้นระหว่างมนุษย์กับพระเจ้าถูกรื้อถอน{The Barrier(1993)})

ก. โดยพระเจ้า

"ทั้งหมดนี้มาจากพระเจ้าผู้ทรงให้เราคืนดีกับพระองค์โดยทางพระคริสต์ และทรงมอบหมายพันธกิจแห่งการคืนดีนี้แก่เราคือพระเจ้าได้ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องราวแห่งการคืนดีนี้ไว้กับเรา"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ18-19)

"และให้ทุกสิ่งทั้งบนแผ่นดินโลกและในสวรรค์กลับคืนดีกับพระองค์ผ่านทางพระบุตร สันติภาพนี้มีขึ้นโดยพระโลหิต"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ20)

ข. ถึงพระเจ้า

"เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! "
(โรม บทที่5: ข้อ10)

"ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ว่า จงคืนดีกับพระเจ้า "
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ20)

" เพราะพระองค์เองทรงเป็นสันติสุขของเรา ผู้ทรงทำให้สองพวกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงทำลายสิ่งกีดขวาง คือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิวซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ด้วยพระกายของพระองค์ จุดประสงค์ของพระองค์ก็เพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ เช่นนี้แหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข และในกายเดียวนี้ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้าโดยไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกลและสันติสุขแก่ผู้ที่อยู่ใกล้"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ14-17)

III
τρία
tría
3.

ผู้เชื่อได้ถูกไถ่มา(จากตลาดทาสแห่งบาป{Slave Market of Sin(1994)})

"และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา "
(โรม บทที่3: ข้อ24)

"ในพระบุตรนี้เราได้รับการไถ่บาป คือการอภัยโทษบาปของเรา"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ14)

"เพราะท่านรู้ว่าพระองค์ได้ทรงไถ่ท่านพ้นจากวิถีชีวิตอันไร้แก่นสารซึ่งท่านรับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ พระองค์ไม่ได้ทรงไถ่ท่านด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้เช่นเงินหรือทอง "
(1 เปโตร บทที่1: ข้อ18)

IV
τέσσερα
téssera
4.

ผู้เชื่อรับการยกเว้นจากการถูกพิพากษาโทษชั่วนิรันดร์{ลงในLake of fireถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ(วิวรณ์20:15)}

"ผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็ไม่ถูกพิพากษา แต่ผู้ใดที่ไม่เชื่อก็ถูกพิพากษาอยู่แล้ว เพราะเขาไม่เชื่อในพระนามของพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า"

"เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อพระองค์ผู้ทรงส่งเรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์และจะไม่ถูกลงโทษ เขาได้ผ่านพ้นความตายเข้าสู่ชีวิตแล้ว"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ18; บทที่5: ข้อ24)

"เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์"
(โรม บทที่8: ข้อ1)

V
πέντε
pénte
5.

บาปทุกประการได้รับการทรงพิพากษาลงโทษแล้วด้วยการตายฝ่ายวิญญาณของพระเยซูคริสต์บนไม้กางเขน

"พระเยซูทรงถูกมอบไว้ให้สิ้นพระชนม์เพราะบาปของเรา และทรงคืนพระชนม์เพื่อให้เราเป็นผู้ชอบธรรม"
(โรม บทที่4: ข้อ25)

"ในพระเยซู เราได้รับการไถ่บาปโดยพระโลหิตของพระองค์ คือได้รับการอภัยโทษบาปตามพระคุณอันอุดมของพระเจ้า "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ7)

"พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกายบนไม้กางเขนนั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย"
(1เปโตร บทที่2: ข้อ24)

VI
έξι
éxi
6.

(propitiation) พระเจ้าทรงพอพระทัยกับการที่พระบุตรทรงไถ่บาปของเรา

"พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชาลบบาป แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ เพราะโดยความอดกลั้นพระทัย พระองค์จึงไม่ได้ทรงลงโทษบาปที่ทำไปก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ในกาลปัจจุบัน เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมและเป็นผู้ที่ให้บรรดาคนที่มีความเชื่อในพระเยซูถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมด้วย"
(โรม บทที่3: ข้อ25-26)

"พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเราทั้งหลาย และไม่ใช่เพียงบาปของเราเท่านั้นแต่บาปของคนทั้งโลกด้วย"

"นี่คือความรัก ไม่ใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระเจ้าทรงรักเราและทรงส่งพระบุตรของพระองค์มาเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเรา"
(1ยอห์น บทที่2: ข้อ2; บทที่4: ข้อ10)

VII
επτά
eptá
7.

ผู้เชื่อได้ตายต่อชีวิตเก่า (ธรรมชาติบาป) {ธรรมชาติบาปไม่สามารถทำการได้โดยปราศจากชีวิตของ มนุษย์ เนื่องจากการล่อลวงต่อเจตจำนงที่มาจากธรรมชาติบาปนั้นต้องปรากฏขึ้นมาเป็นความคิดในจิตใจก่อน เพราะฉะนั้นธรรมชาติบาปเริ่มทำการเมื่อตัวอ่อนในครรภ์ได้คลอดออกมาและกลายเป็นมนุษย์เพราะได้รับจิตใจ(soul)จากพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์และการ ทำการของธรรมชาติบาปได้เริ่มต้นพร้อมๆกัน เมื่อพระเจ้าทรงประทานจิตใจให้กับร่างกายในเวลาคลอด พระเจ้าได้ใส่(imputes) บาปดั้งเดิมของอาดัมไว้ กับธรรมชาติบาป ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ได้เกิดมาโดยมีชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่ตายฝ่ายวิญญาณ"เพราะทุกคนทำบาป[เนื่องจากบาปขอบอาดัม]และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"(โรม บทที่3: ข้อ23) "เพราะว่าคนเป็นอันมาก[มนุษย์]เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมาก[ผู้เชื่อในพระคริสต์] ก็เป็นคนชอบธรรม[ในสายพระเนตรของพระเจ้าตั้งแต่เวลารอด]เพราะคนเดียว[ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู] ที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น(โรม บทที่5: ข้อ19)"}และรับชีวิตฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้า โดยผู้เชื่อได้

ก. ถูกตรึงไว้กับพระคริสต์

"เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้วเพื่อกายบาปนั้นจะถูกขจัดไป เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป"
(โรม บทที่6: ข้อ6)

"ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป พระคริสต์ต่างหากทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตที่ข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในกายนี้ ข้าพเจ้าดำเนินด้วยความเชื่อในพระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงรักข้าพเจ้าและประทานพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า "
(กาลาเทีย บทที่2: ข้อ20)

ข. ทรงตายกับพระคริสต์

"ถ้าเราตายกับพระคริสต์แล้ว เราเชื่อว่าเราจะมีชีวิตกับพระองค์ด้วย "
(โรม บทที่6: ข้อ8)

"เพราะท่านตายแล้ว และบัดนี้ชีวิตของท่านถูกซ่อนอยู่กับพระคริสต์ในพระเจ้า "
(โคโลสี บทที่3: ข้อ3)

"พระองค์เองทรงรับแบกบาปของเราทั้งหลายไว้ที่พระกายบนไม้กางเขน นั้น เพื่อเราจะได้ตายต่อบาปและมีชีวิตอยู่เพื่อความชอบธรรม และด้วยบาดแผลของพระองค์พวกท่านได้รับการรักษาให้หาย"
(1เปโตร บทที่2: ข้อ24)

ค. ถูกฝังศพรวมกับพระคริสต์

"ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากตายโดยพระเกียรติสิริของพระบิดา"
(โรม บทที่6: ข้อ4)

"ท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมา และทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากตายกับพระองค์ผ่านทางความเชื่อของท่านในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย"
(โคโลสี บทที่2: ข้อ12)

ง. เป็นขึ้นจากความตายด้วยกันกับพระคริสต์

"ฉะนั้นเราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้วโดยการบัพติศมาเข้าในความตาย เพื่อว่าเราเองก็จะได้มีชีวิตใหม่เช่นเดียวกับที่ทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นจากความตายโดยพระเกียรติสิริของพระบิดา"

"ดังนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าท่านเองก็ตายจากบทบัญญัติแล้วโดยทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะเป็นของอีกผู้หนึ่ง คือเป็นของพระองค์ผู้ทรงเป็นขึ้นจากความตาย เพื่อเราจะเกิดผลถวายแด่พระเจ้า "
(โรม บทที่6: ข้อ4; บทที่7: ข้อ4)

"ท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมา และทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากตายกับพระองค์ผ่านทางความเชื่อของท่านในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากความตาย"

"ในเมื่อทรงให้ท่านทั้งหลายเป็นขึ้นกับพระคริสต์แล้ว ก็จงให้ใจของท่านจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องบนที่ซึ่งพระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า "
(โคโลสี บทที่2: ข้อ12; บทที่3: ข้อ1)

VIII
οκτώ
októ
8.

ผู้เชื่อไม่อยู่ภายใต้กฎธรรมบัญญัติของโมเสส{the Mosaic Law}โดยเขาได้

ก. ตายจากกฎบัญญัติ

"ดังนั้นพี่น้องทั้งหลายของข้าพเจ้าท่านเองก็ตายจากบทบัญญัติแล้วโดยทางพระกายของพระคริสต์ เพื่อท่านจะเป็นของอีกผู้หนึ่ง คือเป็นของพระองค์ผู้ทรงเป็นขึ้นจากตาย เพื่อเราจะเกิดผลถวายแด่พระเจ้า"
(โรม บทที่7: ข้อ4)

ข. ได้พ้นจากกฎธรรมบัญญัติ

"เพราะบาปจะไม่เป็นนายของท่านอีกต่อไป ด้วยว่าท่านไม่ได้อยู่ใต้บทบัญญัติแต่อยู่ใต้พระคุณ"

"เรารู้อยู่ว่าบทบัญญัติเป็นเรื่องจิตวิญญาณ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าถูกขายให้เป็นทาสบาป"
(โรม บทที่6: ข้อ14; บทที่7: ข้อ14)

"พระองค์ทรงให้เรามีความสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ ไม่ใช่พันธสัญญาแห่งบทบัญญัติที่จารึกไว้ แต่เป็นพันธสัญญาแห่งพระวิญญาณ เพราะบทบัญญัติประหารชีวิตแต่พระวิญญาณประทานชีวิต ถ้าพันธกิจซึ่งนำความตายมา ที่จารึกด้วยตัวอักษรบนแผ่นศิลา ยังมากับรัศมี แม้รัศมีนี้จะจางหายไป แต่ก็เป็นเหตุทำให้ชนอิสราเอลไม่กล้ามองหน้าโมเสส แล้วพันธกิจแห่งพระวิญญาณจะไม่ยิ่งเปี่ยมด้วยรัศมีกว่านั้นหรือ? หากพันธกิจที่ตัดสินโทษมนุษย์ยังเปล่งรัศมี พันธกิจที่นำความชอบธรรมมาให้จะเปล่งรัศมีเจิดจ้ายิ่งกว่านั้นสักเท่าใด! เพราะสิ่งที่เคยมีรัศมีเจิดจ้า บัดนี้ก็อับแสงไปเมื่อเทียบกับรัศมีอันเจิดจ้ายิ่งกว่า และถ้าสิ่งที่กำลังเลือนหายยังมากับรัศมี รัศมีของสิ่งที่ยืนยงจะยิ่งใหญ่เหนือกว่านั้นสักเท่าใด"
(2โครินธ์ บทที่3: ข้อ6-11)

"บัดนี้ความเชื่อนั้นมาถึงแล้ว เราจึงไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบทบัญญัติอีกต่อไป"
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ25)

IX
εννέα
ennéa
9.

ผู้เชื่อได้บังเกิดใหม่

"พระเยซูจึงตรัสตอบว่า ผู้ที่อาบน้ำแล้วล้างแต่เท้าก็พอเพราะทั้งกายสะอาดอยู่แล้ว ท่านทั้งหลายก็สะอาดถึงแม้ว่าไม่ทุกคน "
(ยอห์น บทที่13: ข้อ10)

"และพวกท่านบางคนเคยเป็นเช่นนั้น แต่ท่านได้รับการล้าง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าและโดยพระวิญญาณของพระเจ้าของเรา"
(1โครินธ์ บทที่6: ข้อ11)

"พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดไม่ใช่เพราะความชอบธรรมที่เราได้ทำ แต่เพราะพระเมตตาของพระองค์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดผ่านทางการชำระแห่งการบังเกิดใหม่ และการทรงสร้างขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ "
(ทิตัส บทที่3: ข้อ5)

ผู้เชื่อได้

ก. บังเกิดใหม่

"ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่าน ต้องเกิดใหม่ "
(ยอห์น บทที่3: ข้อ7)

"เพราะท่านได้บังเกิดใหม่แล้ว ไม่ใช่เกิดจากเมล็ดพันธุ์อันเสื่อมสลายได้ แต่จากเมล็ดพันธุ์อันไม่รู้เสื่อมสลายคือพระวจนะของพระเจ้าอันทรงชีวิตและยืนยงถาวร "
(1เปโตร บทที่1: ข้อ23)

ข. เป็นบุตร [ถายใต้สิทธ์อำนาจและการดูแลของพระเจ้า]

"พระวิญญาณเองทรงยืนยันร่วมกับวิญญาณจิตของเรา ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า "
(โรม บทที่8: ข้อ16)

"จงพิจารณาดูอับราฮัม เขาเชื่อพระเจ้าและความเชื่อนี้พระองค์ทรงถือว่าเป็นความชอบธรรมของเขา "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26)

ค. บุตรชายของพระองค์[คำว่า "υιος" / yios เป็นคำที่มักจะใช้กับบุตรที่โตแล้ว]

"ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า "
(ยอห์น บทที่1: ข้อ12)

"เราจะเป็นบิดาของพวกเจ้าและพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรสาวของเราองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ตรัสดังนี้แหละ"
(2โครินธ์ บทที่6: ข้อ18)

"เพื่อนที่รัก บัดนี้เราเป็นลูกของพระเจ้า ภายหน้าเราจะเป็นอย่างไรเรายังไม่อาจรู้ได้ แต่เรารู้ว่าเมื่อพระองค์ทรงปรากฏ เราจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็น "
(1ยอห์น บทที่3: ข้อ2)

ง. เป็นซึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่

"เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา!"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ17)

"เข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัตก็ไม่มีความหมาย ความสำคัญอยู่ที่การได้รับการทรงสร้างใหม่"
(กาลาเทีย บทที่6: ข้อ15)

"เพราะเราทั้งหลายเป็นผลงานของพระเจ้าซึ่งทรงสร้างในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ทำการดีที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าให้เราทำ"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ10)

X
δέκα
déka
10.

พระเจ้าทรงรับผู้เชื่อเข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม

"ท่านไม่ได้รับวิญญาณซึ่งทำให้ท่านเป็นทาสของความกลัวอีก แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทำให้ท่าน
เป็นบุตรของพระเจ้า และโดยพระองค์ เราร้องว่า อับบา พ่อ "

"ไม่เพียงเท่านั้นแม้แต่เราเอง ผู้มีผลแรกของพระวิญญาณก็ยังคร่ำครวญอยู่ภายในขณะที่เราจดจ่อรอคอยการทรงรับเราเป็นบุตร คือการไถ่ร่างกายของเราให้รอด"
(โรม บทที่8: ข้อ15; บทที่8: ข้อ23 [มีไว้สำหรับอนาคต])

"พระองค์ ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ5)

XI
έντεκα
entéka
11.

ผู้เชื่อกลายเป็นที่ยอมรับ(Acceptable)โดยพระเจ้า

"เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่งซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ อย่างเหลือล้นในพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ6)

"ท่านทั้งหลายก็เช่นกัน ท่านเป็นเหมือนศิลาอันมีชีวิตซึ่งกำลังได้รับการก่อขึ้นเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ผู้ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงยอมรับผ่านทางพระเยซูคริสต์ "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ5)


โดยผู้เชื่อนั้นได้

ก. รับความชอบธรรมจากพระองค์ ก็กลายเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์

"ความชอบธรรมจากพระเจ้านี้ผ่านมาทางความเชื่อในพระเยซูคริสต์ไปถึงคนทั้งปวงที่เชื่อ ไม่มีข้อแตกต่างกัน "
(โรม บทที่3: ข้อ22)

"เพราะพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเป็นพระปัญญาจากพระเจ้าเพื่อเรา นั่นคือทรงเป็นความชอบธรรม ความบริสุทธิ์และการไถ่ของเรา"
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ30)

"พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป[หรือเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป]เพื่อเรา เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

"และอยู่ในพระองค์ ตัวข้าพเจ้าเองไม่มีความชอบธรรมที่ได้มาโดยบทบัญญัติ มีแต่ความชอบธรรมที่ได้มาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าและได้มาโดยความเชื่อ "
(ฟีลิปปี บทที่3: ข้อ9)

ข. เป็นผู้บริสุทธิ์ในสายพระเนตรของพระเจ้า

"เพราะพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเป็นพระปัญญาจากพระเจ้าเพื่อเรา นั่นคือทรงเป็นความชอบธรรม ความบริสุทธิ์และการไถ่ของเรา "

"และพวกท่านบางคนเคยเป็นเช่นนั้น แต่ท่านได้รับการล้าง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าและโดยพระวิญญาณของพระเจ้าของเรา"
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ30; บทที่6: ข้อ11)

ค. พระองค์ทรงกระทำให้เราเป็นผู้สมบูรณ์แบบตลอดไปเป็นนิตย์

"เพราะเลือดแพะเลือดวัวไม่สามารถลบล้างบาปให้สิ้นไป"
(ฮีบรู บทที่10: ข้อ4)

ง. เราได้รับสิทธิ์ที่จะเข้าส่วนในมรดกที่พระองค์ทรงแบ่งให้แก่ผู้เชื่อที่ประสบความสำเร็จ

"ในการขอบพระคุณพระบิดาผู้ทรงทำให้พวกท่าน[เรา] เหมาะสมที่จะมีส่วนในกรรมสิทธิ์ของประชากรของพระเจ้าในอาณาจักรแห่งความสว่าง"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ12)

XII
δώδεκα
dódeka
12.

ผู้เชื่อถูกประกาศว่าเป็นผู้ชอบธรรม{Righteousness (ความชอบธรรม)}โดยพระเจ้า

"และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา "

"เหตุฉะนั้นเมื่อเราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยความเชื่อแล้ว เราจึง[ให้เรา]มีสันติสุขกับพระเจ้าโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเรา "

"ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน! "

"และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย"
(โรม บทที่3: ข้อ24; บทที่5: ข้อ1, ข้อ9; บทที่8: ข้อ30)

"และพวกท่านบางคนเคยเป็นเช่นนั้น แต่ท่านได้รับการล้าง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าและโดยพระวิญญาณของพระเจ้าของเรา"
(1โครินธ์ บทที่6: ข้อ11)

"เพื่อว่าเมื่อเราถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมโดยพระคุณของพระองค์แล้ว เราก็จะกลายเป็นทายาท มีความหวังในชีวิตนิรันดร์ "
(ทิตัส บทที่3: ข้อ7)

XIII
δεκατρείς
dekatreís
13.

ผู้เชื่อสามารถใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้า

"ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ได้ประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เราที่จะดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า ผ่านทางการรู้จักพระองค์ผู้ทรงเรียกเราด้วยพระเกียรติสิริและคุณความดีของพระองค์เอง "
(2เปโตร บทที่1: ข้อ3)

XIV
δεκατέσσερα
dekatéssera
14.

ผู้เชื่อได้รับสัญชาติใหม่เป็นชาวสวรรค์

"อย่างไรก็ตาม อย่าชื่นชมยินดีที่วิญญาณต่างๆ ยอมสยบให้พวกท่าน แต่จงชื่นชมยินดีที่ชื่อของพวกท่านถูกจดไว้ในสวรรค์"
(ลูกา บทที่10: ข้อ20)

"เพราะพระองค์เองทรงเป็นสันติสุขของเรา ผู้ทรงทำให้สองพวกกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน และทรงทำลายสิ่งกีดขวาง คือกำแพงแห่งความเกลียดชังที่กีดกั้นลง โดยทรงล้มเลิกบทบัญญัติทั้งหมดของชาวยิวซึ่งประกอบด้วยข้อบังคับและกฎระเบียบต่างๆ ด้วยพระกายของพระองค์ จุดประสงค์ของพระองค์ก็เพื่อยุบสองฝ่ายและสร้างขึ้นใหม่เป็นหนึ่งเดียวในพระองค์ เช่นนี้แหละจึงทรงทำให้มีสันติสุข และในกายเดียวนี้ทั้งสองพวกจึงกลับคืนดีกับพระเจ้าโดยไม้กางเขน ซึ่งพระองค์ทรงใช้ทำลายความเป็นศัตรูกันให้หมดสิ้นไป พระองค์เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านทั้งหลายที่อยู่ไกลและสันติสุขแก่ผู้ที่อยู่ใกล้ เพราะโดยพระองค์เราทั้งสองพวกสามารถเข้าถึงพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน ดังนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวแปลกถิ่นอีกต่อไป แต่เป็นพลเมืองเดียวกับประชากรของพระเจ้าและเป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้า"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ14-19)

"แต่เราเป็นพลเมืองสวรรค์และเราเฝ้ารอคอยพระผู้ช่วยให้รอดจากสวรรค์คือองค์พระเยซูคริสต์เจ้า"
(ฟีลิปปี บทที่3: ข้อ20)

XV
δεκαπέντε
dekapénte
15.

ผู้เชื่อได้พ้นจากอาณาจักแห่งซาตาน{"κόσµος" / Cosmos โคสมอส (โคสมอส ซึ่งกลายเป็นคำว่า Cosmic ในภาษาอังกฤษ)คำว่า โคสมอส นี้ได้อธิบายถึงองค์กรที่มีระบบระเบียบ มีส่วนประกอบที่สอดคล้องกัน มีวัตถุประสงค์และนโยบาย และมีโครงสร้างสิทธิอำนาจ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความคิดของมนุษยชาติ'โคสมอส' นี้ คือ องค์กรหรือระบบที่กว้างขวาง ซึ่งซาตานได้ก่อขึ้น และได้สะท้อนถึงความใฝ่ฝัน จุดประสงค์ และวิธีการของซาตาน 'โคสมอส' คือระบบโลกที่อยู่ต่างจากพระเจ้า เป็นอารยธรรมซึ่งหันหน้าไปจากพระองค์ และไม่ยอมนับถือว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกและมนุษย์ชาติ ระบบนี้ก่อให้เกิดรัฐบาล สงคราม การศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งได้ละทิ้งพระเจ้า แล้วใช้ศีรธรรม และ ความภูมิใจเป็นมาตรฐาน'โคสมอส'คือโลกซึ่งมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ เป็นทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้เห็น และได้ใช้ในการดำลงชีวิตวันต่อวัน เกือบทุกคนบนโลกนี้ เชื่อว่าระบบเดียวที่เขารู้จักตราบเท่าที่เขาอยู่บนโลกนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ก็คือ ระบบโลกของซาตาน(The Satanic System)ซึ่งสมควรใช้ในการอิธิบายคำว่า 'โคสมอส' เพราะระบบโลกนี้เป็นระบบของพญามาร(Cosmos Diadolicus)[Lewsis Sperry Chafer,Systemaitc Theology(Dallas Seminary Press, 1947),2:77-78]}

"เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ "

"และทรงปลดเทพผู้ทรงเดชานุภาพและเทพผู้ทรงอำนาจต่างๆ ลง พระองค์ได้ทรงประจานและพิชิตพวกนี้โดยกางเขนนั้น"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ13ก; บทที่2: ข้อ15)

XVI
δεκαέξι
dekaéxi
16.

ผู้เชื่อถูกย้ายเข้ามาตั้งไว้ในอาณาจักรแห่งพระเจ้า

"เพราะพระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอาณาจักรของความมืด และทรงนำเราเข้ามาสู่อาณาจักรของพระบุตรที่รักของพระองค์ "
(โคโลสี บทที่1: ข้อ13ข)

XVII
δεκαεπτά
dekaeptá
17.

ผู้เชื่อถูกตั้งอยู่บนรากที่มั่นคง

"เพราะใครจะมาวางฐานรากอื่นอีกไม่ได้
นอกจากที่ได้วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ "

"และได้ดื่มน้ำทิพย์เหมือนกัน พวกเขาได้ดื่มน้ำจากศิลาทิพย์
ซึ่งร่วมทางมากับพวกเขา และศิลานั้นคือพระคริสต์ "
(1โครินธ์ บทที่3: ข้อ11; บทที่10: ข้อ4;)

"ท่านได้รับการสร้างขึ้นบนฐานรากของเหล่าอัครทูตและผู้เผยพระวจนะโดยมีพระเยซูคริสต์เองเป็นศิลามุมเอก"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ20)

XVIII
δεκαοχτώ
dekaochtó
18.

ผู้เชื่อทุกคนเป็นของขวัญจากพระบิดาถึงพระคริสค์

"พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เราทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง[สิ่งที่พระบิดาของเราได้ประทานแก่เรานั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง]ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ "

"เพราะพระองค์ทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจเหนือคนทั้งปวง เพื่อพระบุตรจะได้ให้ชีวิตนิรันดร์แก่คนทั้งปวงที่พระองค์ได้ประทานแก่พระบุตร"

"ข้าพระองค์ได้สำแดงพระองค์[พระนามของพระองค์]แก่บรรดาคนที่พระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์จากโลกนี้ พวกเขาเป็นของพระองค์ พระองค์ได้ประทานพวกเขาแก่ข้าพระองค์และพวกเขาได้เชื่อฟังพระดำรัสของพระองค์ "

"ข้าพระองค์อธิษฐานเพื่อพวกเขา ข้าพระองค์ไม่ได้กำลังอธิษฐานเพื่อโลกแต่เพื่อคนเหล่านั้นที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์เพราะพวกเขาเป็นของพระองค์"

"ข้าพระองค์จะไม่อยู่ในโลกอีกต่อไปแต่พวกเขายังอยู่ในโลกและข้าพระองค์กำลังจะไปหาพระองค์ ข้าแต่พระบิดาผู้บริสุทธิ์ ขอทรงปกป้องคุ้มครองพวกเขาไว้โดยฤทธานุภาพแห่งพระนามของพระองค์ พระนามซึ่งพระองค์ประทานแก่ข้าพระองค์ เพื่อพวกเขาจะเป็นหนึ่งเดียวกันเหมือนที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นหนึ่งเดียวกันขณะข้าพระองค์อยู่กับพวกเขาข้าพระองค์ได้ปกป้องและรักษาพวกเขาไว้ให้ปลอดภัยโดยนามซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ไม่มีสักคนที่สูญเสียไป ยกเว้นผู้เดียวนั้นที่จะต้องพินาศเพื่อจะเป็นจริงตามพระคัมภีร์"

"พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้บรรดาผู้ที่พระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์นั้นอยู่กับข้าพระองค์ในที่ซึ่งข้าพระองค์อยู่ และให้พวกเขาเห็นเกียรติสิริของข้าพระองค์ คือเกียรติสิริซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ตั้งแต่ก่อนที่พระองค์ทรงสร้างโลก"
(ยอห์น บทที่10: ข้อ29; บทที่17: ข้อ2, ข้อ6, ข้อ9 ข้อ11-12, ข้อ24)

XIX
δεκαεννέα
dekaennéa
19.

โดยตำแหน่งในพระคริสต์ ผู้เชื่อได้พ้นจากอำนาจแห่งธรรมชาติบาปแล้ว

"เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตได้ปลดปล่อยท่าน[ข้าพเจ้า]ให้เป็นอิสระจากกฎแห่งบาปและความตาย "
(โรม บทที่8: ข้อ2)

"เพราะว่าพวกเราคือผู้เข้าสุหนัตแท้ เรารับใช้[นมัสการ]พระเจ้าด้วยพระวิญญาณของพระองค์ เราอวดอ้างพระเยซูคริสต์ และเราไม่มั่นใจในเนื้อหนังร่างกาย "
(ฟีลิปปี บทที่3: ข้อ3)

"ในพระองค์ท่านยังได้เข้าสุหนัตคือการสลัดวิสัยบาป[เนื้อหนัง]ทิ้ง เป็นสุหนัตที่ไม่ได้ทำด้วยมือมนุษย์แต่ทำโดยพระคริสต์ "
(โคโลสี บทที่2: ข้อ11)

XX
είκοσι
eíkosi
20.

พระเจ้าทรงแต่งตั้งผู้เชื่อทุกคนให้เป็นปุโรหิตต่อหน้าพระพักตร์ของพระองค์ โดยเราเป็น

ก. ปุโรหติบริสุุทธิ์

"ท่านทั้งหลายก็เช่นกัน ท่านเป็นเหมือนศิลาอันมีชีวิตซึ่งกำลังได้รับการก่อขึ้นเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ผู้ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงยอมรับผ่านทางพระเยซูคริสต์ "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ5, ข้อ9)

ข. ปุโรหิตแห่งราชวงศ์ของพระเจ้า

"แต่พวกท่านเป็นประชากรที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นพลเมืองของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้ประกาศพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันล้ำเลิศของพระองค์ "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ9)

"และได้ทรงตั้งเราให้เป็นอาณาจักรและเป็นปุโรหิตเพื่อรับใช้พระเจ้าและพระบิดาของพระองค์ ขอพระเกียรติสิริและฤทธิ์อำนาจมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์! อาเมน"
(วิวรณ์ บทที่1: ข้อ6)

XXI
είκοσι ένα
eíkosi mía
21.
ผู้เชื่อได้รับความมั่นคงนิรันดร์(Eternal security)

"เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เราทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง[สิ่งที่พระบิดาของเราได้ประทานแก่เรานั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง] ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้ "
(ยอห์น บทที่10: ข้อ28-29)

"พระองค์ผู้ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นแก่เราทุกคน พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตาประทานสิ่งสารพัดแก่เราพร้อมกับพระบุตรหรือ?"

"เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าความตายหรือชีวิต ไม่ว่าทูตสวรรค์หรือวิญญาณชั่ว[เทพผู้ครอง] ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต หรือฤทธิ์อำนาจใดๆ ไม่ว่าเบื้องสูงหรือเบื้องลึก หรือสิ่งอื่นใดในสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างล้วนไม่สามารถพรากเราไปจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้"
(โรม บทที่8: ข้อ32, ข้อ38-39)

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์"
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26)

"ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้"
(2 ทิโมธี บทที่2: ข้อ13)

XXII
είκοσι δύο
eíkosi dýo
22.

ผู้เชื่อรับสิทธิ์เข้าเฝ้าพระบิดา

"โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ และเรา[ให้เรา]จึงชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระเจ้า"
(โรม บทที่5: ข้อ2)

"เพราะโดยพระองค์เราทั้งสองพวกสามารถเข้าถึงพระบิดาโดยพระวิญญาณองค์เดียวกัน"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ18)

"ฉะนั้นขอให้เราเข้ามาใกล้พระบัลลังก์แห่งพระคุณด้วยความมั่นใจ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตาและจะพบพระคุณที่จะช่วยเหลือเราเมื่อถึงคราวจำเป็น"

"เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย ในเมื่อเรามั่นใจที่จะเข้าสู่อภิสุทธิสถานโดยพระโลหิตของพระเยซู โดยหนทางใหม่อันมีชีวิตซึ่งเปิดให้เราผ่านม่านคือพระกายของพระองค์ "
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ16; บทที่10: ข้อ19-20)

XXIII
είκοσι τρία
eíkosi tría
23.

ผู้เชื่อทุกคนได้รับการดูแล"ยิ่งมากกว่าอีก"โดยพระคุณพระเจ้า

"ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน! เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! "
(โรม บทที่5: ข้อ9-10)

เราได้

ก. รับความรักจากพระองค์

"แต่เนื่องด้วยความรักใหญ่หลวงที่ทรงมีต่อเรา
พระเจ้าผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตาอันอุดม"

"และจงดำเนินชีวิตในความรักเหมือนที่พระคริสต์ทรงรักเราทั้งหลาย และประทานพระองค์เองเพื่อเราเป็นเหมือนของถวายอันมีกลิ่นหอมและเครื่องบูชาแด่พระเจ้า"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ4; บทที่5: ข้อ2)

ข. รับพระคุณจากพระองค์

1.ในความรอด

"เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้ "
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ8-9)

2.ในการคุ้มครอง

"โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่นี้ด้วยความเชื่อ และเรา[ให้เรา]จึงชื่นชมยินดีในความหวังที่จะได้มีส่วนในพระเกียรติสิริของพระเจ้า "
(โรม บทที่5: ข้อ2)

"โดยความเชื่อพระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ด้วยฤทธานุภาพของพระองค์จนถึงความรอดซึ่งพร้อมแล้วที่จะทรงสำแดงในยุคสุดท้าย"
(1เปโตร บทที่1: ข้อ5)

3.ในการรับใช้พระเจ้า

"ข้าพระองค์ได้ส่งพวกเขาเข้าไปในโลกเหมือนที่พระองค์ทรงส่งข้าพระองค์เข้ามาในโลก "
(ยอห์น บทที่17: ข้อ18)

"แต่พระคุณนั้นประทานแก่เราแต่ละคนตามที่พระคริสต์ทรงแบ่งสรร"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ7)

4.ในการสั่งสอน

"สิ่งนี้สอนให้เราปฏิเสธความอธรรมและโลกียตัณหา และสอนเราให้ดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างคนที่รู้จักควบคุมตนเอง เป็นคนยุติธรรมและอยู่ในทางพระเจ้า "
(ทิตัส บทที่2: ข้อ12)

ค. รับฤทธิ์เดชจากพระองค์

"และรู้ถึงฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่สุดหาใดเทียบสำหรับเราทั้งหลายที่เชื่อ ฤทธานุภาพนี้เป็นเหมือนพระราชกิจแห่งพลังอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ19)

"จนทหารทั้งปวงที่รักษาวัง[จนทั้งวัง] และคนอื่นๆ ทุกคนประจักษ์ทั่วกันว่าข้าพเจ้าถูกจองจำเพื่อพระคริสต์ "
(ฟีลิปปี บทที่1: ข้อ13)

ฆ. รับความสัตย์ซื่อโดยพระองค์

"ข้าพเจ้ามั่นใจว่าพระองค์ผู้ทรงตั้งต้นการดีในพวกท่านนั้นจะทรงสานต่อให้เสร็จสมบูรณ์จนถึงวันแห่งพระเยซูคริสต์"
(ฟีลิปปี บทที่1: ข้อ6)

"จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทองและจงพอใจในสิ่งที่ตนมี เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า 'เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน'[จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือครั่นคร้ามพวกเขาเลย เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งท่านเลย-เฉลยธรรมบัญญัติ 31:6]"
(ฮีบรู บทที่13: ข้อ5ข)

ง. รับสันติสุขจากพระองค์

"รามอบสันติสุขแก่พวกท่าน สันติสุขที่เราให้ไม่เหมือนที่โลกให้ อย่าให้ใจของท่านทุกข์ร้อนและอย่ากลัวเลย"
(ยอห์น บทที่14: ข้อ27)

จ.รับความชูใจนิรันดร์

"ขอองค์พระเยซูคริสต์เจ้าเองและพระเจ้าพระบิดาของเราผู้ทรงรักเราและได้ประทานกำลังใจนิรันดร์และความหวังใจอันดีแก่เราโดยพระคุณนั้น"
(2 เธสะโลนิกา บทที่2: ข้อ16)

ฉ. มีพระคริสต์ทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย

"ในทำนองเดียวกันพระวิญญาณทรงช่วยเราในยามเราอ่อนแอ เราไม่รู้ว่าเราควรอธิษฐานขอสิ่งใด แต่พระวิญญาณเองทรงอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วยการคร่ำครวญที่ไม่อาจหาถ้อยคำใดมาบรรยาย"

"ใครจะกล่าวโทษได้อีก? พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และยิ่งกว่านั้นพระเจ้าทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตายแล้ว บัดนี้พระองค์ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าและทรงกำลังอธิษฐานวิงวอนแทนเราด้วย"
(โรม บทที่8: ข้อ26, ข้อ34)

XXIV
είκοσι τέσσερα
eíkosi téssera
24.

ผู้เชื่อเป็นผู้รับมรดกโดยเป็นรัชทายาทของพระเจ้า และ ได้รับมรดกร่วมกับพระคริสต์[เฉพาะผู้เชื่อที่รับสิทธิ์]

"บัดนี้ถ้าเราเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาทคือเป็นทายาทของพระเจ้า และเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ ถ้าเราร่วมทนทุกข์อย่างแท้จริงกับพระองค์ เราก็จะร่วมในพระเกียรติสิริของพระองค์ด้วย"
(โรม บทที่8: ข้อ17)

"ผู้เป็นมัดจำค้ำประกันว่าเราจะได้รับกรรมสิทธิ์ของเราจนกว่าคนของพระเจ้าจะได้รับการไถ่ อันเป็นการสรรเสริญพระเกียรติสิริของพระองค์"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ14, ข้อ18)

"เพราะท่านรู้ว่าท่านจะได้รับมรดกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นรางวัล องค์พระคริสต์เจ้านี่แหละคือผู้ที่ท่านกำลังรับใช้อยู่"
(โคโลสี บทที่3: ข้อ24)

"ด้วยเหตุนี้พระคริสต์จึงทรงเป็นคนกลางของพันธสัญญาใหม่ เพื่อบรรดาผู้ที่ทรงเรียกนั้นจะได้รับมรดกนิรันดร์ซึ่งทรงสัญญาไว้ เพราะพระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์เป็นค่าไถ่เพื่อปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระจากบาปซึ่งได้ทำภายใต้พันธสัญญาแรก"
(ฮีบรู บทที่9: ข้อ15)

"และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไปซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อพวกท่าน "
(1เปโตร บทที่1: ข้อ4)

XXV
είκοσι πέντε
eíkosi pénte
25.

ผู้เชื่อทุกคนได้รับตำแหน่งใหม่ในพระคริสต์

"และพระองค์ทรงให้เราเป็นขึ้นมากับพระคริสต์ และในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระคริสต์"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ6)

เราเป็น

ก. คู่ชีวิตกันกับพระคริสต์

"เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของท่าน[ของเรา]ปรากฏ เมื่อนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในพระเกียรติสิริด้วย"
(โคโลสี บทที่3: ข้อ4)

ข. คู่รวมรับใช้พระเจ้ากับพระคริสต์

"พระเจ้าผู้ทรงเรียกท่านให้เข้าร่วมในสามัคคีธรรมกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรานั้นทรงสัตย์ซื่อ"
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ9)

1. ผู้รวมงานกับพระเจ้า

"ด้วยว่าเราเป็นผู้ร่วมงานกับพระเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นไร่นาของพระเจ้า เป็นตึกของพระเจ้า"
(1โครินธ์ บทที่3: ข้อ9)

"ในฐานะผู้ร่วมงานของพระเจ้า เราวิงวอนท่านว่าอย่าสักแต่รับพระคุณของพระเจ้า"
(2โครินธ์ บทที่6: ข้อ1)

2.ผู้ปฎิบัติพันธสัญญาใหม่

"พระองค์ทรงให้เรามีความสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ ไม่ใช่พันธสัญญาแห่งบทบัญญัติที่จารึกไว้ แต่เป็นพันธสัญญาแห่งพระวิญญาณ เพราะบทบัญญัติประหารชีวิตแต่พระวิญญาณประทานชีวิต"
(2โครินธ์ บทที่3: ข้อ6)

3.เอกอัครราชทูต

"ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์เสมือนหนึ่งพระเจ้าทรงร้องเรียกท่านทั้งหลายผ่านทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ว่า จงคืนดีกับพระเจ้า"
(2โครินธิ์ บทที่5: ข้อ20)

4.หนังสือของพระคริสต์ ซึ่งมีชีวิตอยู่

"ท่านแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นจดหมายจากพระคริสต์ เป็นผลจากพันธกิจของเรา ไม่ใช่เขียนด้วยหมึกแต่เขียนขึ้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ไม่ได้จารึกบนแผ่นศิลาแต่จารึกบนดวงใจมนุษย์"
(2โครินธ์ บทที่3: ข้อ3)

5.ผู้รับใช้พระเจ้า

"แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ในฐานะผู้รับใช้ของพระเจ้าเราพิสูจน์ตัวเองในทุกทาง ไม่ว่าในการอดทนอดกลั้น ในความทุกข์ร้อน ความยากเข็ญและความลำเค็ญ"
(2โครินธ์ บทที่6: ข้อ4)

XXVI
εικοσι εξι
eikosi éxi
26.

ผู้เชื่อรับชีวิตนิรันดร์

"เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระองค์จะมีชีวิตนิรันดร์[ผู้ที่เชื่อจะมีชีวิตนิรันดร์ในพระองค์]"
"เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ "

"แต่ที่บันทึกเรื่องเหล่านี้ไว้ก็เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เชื่อว่า[จะได้เชื่อสืบต่อไปว่า]พระเยซูทรงเป็นพระคริสต์ พระบุตรของพระเจ้า และโดยความเชื่อท่านจะได้มีชีวิตในพระนามของพระองค์"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ15; บทที่10: ข้อ28; บทที่20: ข้อ31)

"คำพยานนี้ก็คือพระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรของพระองค์ก็ไม่มีชีวิต"
(1ยอห์น 5:11-12)



XXVII
είκοσιεφτά
ékoseeftá
27.

ผู้เชื่อเป็น "สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทางฝ่ายวิญญาณ" (A new spiritual species)

"เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ การทรงสร้างใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว สิ่งเก่าได้ล่วงไป สิ่งใหม่ได้เข้ามา![โลกเก่าได้ล่วงไป โลกใหม่ได้เข้ามา!]"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ17)

XXVIII
είκοσι οχτώ
eíkosi ochtó
28.

ผู้เชื่อเป็นความสว่างในพระองค์พระผู้เป็นเจ้า(เป็นผู้มีบทบาทในสงครามระหว่างพระเจ้ากับฝ่ายซาตาน
{the angelic (Anit-Semitism[1991] หน้า 11-13, หน้า 94-99, หน้า 101-102, หน้า 110-113)})

XXIX
είκοσι εννέα
eíkosi ennéa
29.

ผู้เชื่อได้เป็นหนึ่งเดียวกับพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธฺิ์ ผู้เชื่อได้

ก. อยู่ในพระเจ้า(1เธสะโลนิกา บทที่1: ข้อ1; เปรียบกับคำว่า"พระเจ้าในคุณ"ของ เอเฟซัส บทที่4: ข้อ6)

"จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโล สิลาส ["Σίλβανους " / Silvanus สิลวานัส] และทิโมธี ถึงคริสตจักรของชาวเธสะโลนิกาในพระเจ้าพระบิดาและองค์พระเยซูคริสต์เจ้าขอพระคุณและสันติสุขมีแก่ท่านทั้งหลาย[แก่ท่านทั้งหลายจากพระเจ้าพระบิดาของเราและองค์พระเยซูคริสต์เจ้า]"
(1เธสะโลนิกา บทที่1: ข้อ1)

"มีพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นพระบิดาของทั้งปวง ผู้ทรงอยู่เหนือทั้งมวล ทั่วทั้งสิ้น และในทั้งหมด"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ6)

ข. อยู่ในพระคริสต์(ยอห์น บทที่14: ข้อ20; เปรียบกับ"พระคริสต์ในตัวคุณ" ของ โคโลสี บทที่1: ข้อ27)

"ในวันนั้นพวกท่านจะตระหนักว่าเราอยู่ในพระบิดาของเราและพวกท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในพวกท่าน"
(ยอห์น บทที่14: ข้อ20)

"สำหรับพวกเขา พระเจ้าได้ทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริของข้อล้ำลึกนี้ในหมู่คนต่างชาติ
คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลายซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ"
(โคโลสี บทที่1: ข้อ27)

1.ได้เข้าเป็นกายอันเดียวกันกับพระองค์

"เพราะเราทั้งหมดก็รับบัพติศมาโดย["ด้วย" หรือ "ใน"]พระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน ไม่ว่าเราจะเป็นยิวหรือกรีก เป็นทาสหรือเป็นไท และเราทั้งหมดก็ได้รับพระวิญญาณองค์เดียวกัน"
(1โครินธ์ บทที่12: ข้อ13)

2.เป็นกิ่งของเถาองุ่น

" "เราเป็นเถาองุ่น{เราเป็นลำต้น} ท่านทั้งหลายเป็นแขนง{ท่านทั้งหลายเป็นกิ่งก้าน} ถ้าผู้ใดคงอยู่ในเราและเราคงอยู่ในเขาผู้นั้นจะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วพวกท่านไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย "
(ยอห์น บทที่15: ข้อ5)

3.เป็นศิลาของอาคารพระนิเวศ

"ในพระองค์ ทุกส่วนของอาคารทั่วทั้งหมดต่อกันสนิท และประกอบกันขึ้นเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในพระองค์ ท่านก็เช่นกันกำลังรับการทรงสร้างขึ้นด้วยกันให้เป็นที่ประทับซึ่งพระเจ้าสถิตอยู่โดยพระวิญญาณของพระองค์"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ21-22)

"ท่านทั้งหลายก็เช่นกัน ท่านเป็นเหมือนศิลาอันมีชีวิตซึ่งกำลังได้รับการก่อขึ้นเป็นวิหารฝ่ายวิญญาณ เพื่อเป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ผู้ทำหน้าที่ถวายเครื่องบูชาฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงยอมรับผ่านทางพระเยซูคริสต์ "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ5)

4.เป็นแกะในฝูงแกะของพระองค์

"แกะของเราฟังเสียงของเรา เรารู้จักแกะนั้นและแกะนั้นตามเรา เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ พระบิดาของเราผู้ประทานแกะนั้นแก่เราทรงยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งทั้งปวง[สิ่งที่พระบิดาของเราได้ประทานแก่เรานั้นยิ่งใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง]ไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะนั้นจากพระหัตถ์พระบิดาของเราได้"
(ยอห์น บทที่10: ข้อ27-29)

5.เป็นส่วนหนึ่งของเจ้าสาวของพระคริสต์

"ผู้ที่เป็นสามีจงรักภรรยาของตนเช่นเดียวกับที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และประทานพระองค์เองแก่คริสตจักร เพื่อทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์โดยการชำระ[ได้ชำระ]ด้วยน้ำผ่านทางพระวจนะ และเพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรอันงามผ่องแผ้วปราศจากมลทินหรือริ้วรอยหรือตำหนิใดๆ แต่บริสุทธิ์และไม่มีที่ติ "
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ25-27)

"จากนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงคล้ายเสียงผู้คนมากมายเหมือนเสียงน้ำเชี่ยวกรากและเหมือนเสียงฟ้าร้องกึกก้องตะโกนว่า "ฮาเลลูยา! เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ของเราทรงครอบครองอยู่ ให้เราทั้งหลายชื่นชมยินดีและเปรมปรีดิ์ และถวายพระเกียรติสิริแด่พระองค์! เพราะถึงกำหนดอภิเษกสมรสของพระเมษโปดกแล้ว และเจ้าสาวของพระองค์เตรียมตัวพร้อมแล้ว ทรงให้เจ้าสาวสวมชุดผ้าลินินเนื้อดี ที่สะอาดสดใสแล้ว" (ผ้าลินินเนื้อดีหมายถึงการประพฤติอันชอบธรรมของประชากรของพระเจ้า)"

"หนึ่งในทูตสวรรค์เจ็ดองค์ที่ถือขันแห่งภัยพิบัติเจ็ดประการสุดท้ายนั้นมาบอกข้าพเจ้าว่า "มาเถิด เราจะให้ท่านดูเจ้าสาว คู่อภิเษกของพระเมษโปดก" "
(วิวรณ์ บทที่19: ข้อ6-8; บทที่21: ข้อ9)

6.เป็นปุโรหิตในอาณาจักรแห่งปุโรหิต

"แต่พวกท่านเป็นประชากรที่พระเจ้าได้ทรงเลือกสรร เป็นปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นพลเมืองของพระเจ้า เพื่อท่านจะได้ประกาศพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ผู้ทรงเรียกท่านออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันล้ำเลิศของพระองค์ "
(1เปโตร บทที่2: ข้อ9)

ค. ในพระวิญญาณบริสุทธิ์(โรม 8:9; พระวิญญาณในตัวคุณ)

"อย่างไรก็ตามถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาปแต่โดยพระวิญญาณ และถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นของพระคริสต์ "
(โรม บทที่8: ข้อ9)

XXX
τριάντα
triánta
30.

ผู้เชื่อทุกคนได้รับประโยชน์จากพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์

โดยได้

ก. "บังเกิดโดยพระวิญญาณ"

"พระเยซูตรัสตอบว่า เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ไม่มีใครสามารถเข้าอาณาจักรของพระเจ้าได้ถ้าเขาไม่ได้เกิดจากน้ำและพระวิญญาณ มนุษย์[เนื้อหนัง]ให้กำเนิดมนุษย์ แต่พระวิญญาณ[แต่วิญญาณ] ให้กำเนิดวิญญาณ ท่านไม่ควรแปลกใจที่เราบอกว่าท่าน[พวกท่าน] ต้องเกิดใหม่ ลมพัดไปที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ ท่านได้ยินเสียงลม แต่ท่านไม่อาจบอกว่าลมมาจากไหนหรือจะไปที่ไหนทุกคนที่เกิดจากพระวิญญาณก็เช่นกัน "
(ยอห์น บทที่3: ข้อ5-8)

ข. รับการบัพติศมาด้วยพระวิญญาณ

"ด้วยว่ายอห์นให้บัพติศมาด้วย[ใน]น้ำแต่อีกไม่กี่วันพวกท่านจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์"
(กิจการ บทที่1: ข้อ5)

"เพราะเราทั้งหมดก็รับบัพติศมาโดย["ด้วย"หรือ"ใน"]พระวิญญาณองค์เดียวเข้าเป็นกายเดียวกัน ไม่ว่าเราจะเป็นยิวหรือกรีก เป็นทาสหรือเป็นไท และเราทั้งหมดก็ได้รับพระวิญญาณองค์เดียวกัน"
(1โครินธ์ บทที่12: ข้อ13)

ค. รับการทรงสถิตด้วย พระวิญญาณบริสุทธิ์

"ที่ตรัสดังนี้พระองค์ทรงหมายถึงพระวิญญาณ ซึ่งผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับในภายหลัง เวลานั้นยังไม่ได้ประทานพระวิญญาณให้ เนื่องจากพระเยซูยังไม่ได้รับพระเกียรติสิริ"
(ยอห์น บทที่7: ข้อ39)

"ส่วนคนที่ไม่ได้อาศัยการประพฤติ แต่วางใจพระเจ้าผู้ทรงทำให้คนชั่วเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ทรงถือว่าความเชื่อของเขาเป็นความชอบธรรม"

"อย่างไรก็ตามถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุมโดยวิสัยบาปแต่โดยพระวิญญาณ และถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นของพระคริสต์ "
(โรม บทที่5: ข้อ5; บทที่8: ข้อ9)

"ท่านไม่รู้หรือว่าท่านเองเป็นวิหารของพระเจ้าและพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตภายในท่าน?"

"ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่านซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า? ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง "
(1โครินธ์ บทที่3: ข้อ16; บทที่6: ข้อ19)

"ในเมื่อท่านเป็นบุตร พระเจ้าจึงทรงให้พระวิญญาณของพระบุตรของพระองค์เข้ามาในใจเรา พระวิญญาณผู้ทรงร้องเรียกว่า "อับบา[เป็นภาษา"แอราเมอิก"{Aramaic language [ אַרָמָיָא Arāmāyā ] }แปลว่า พ่อ]พ่อ" "
(กาลาเทีย บทที่4: ข้อ6)

"ผู้ใดเชื่อฟังพระบัญชา ผู้นั้นก็อยู่ในพระองค์และพระองค์ทรงอยู่ในผู้นั้น เช่นนี้เราจึงรู้ว่าพระองค์ทรงอยู่ในเรา คือเรารู้โดยพระวิญญาณที่พระองค์ได้ประทานแก่เรา"
(1ยอห์น บทที่3: ข้อ24)

ฆ. ถูกการประทับตราโดย พระวิญญาณบริสุทธิ์

"ทรงประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของบนเรา และประทานพระวิญญาณของพระองค์ไว้ในใจเราเป็นมัดจำค้ำประกันในสิ่งที่จะมาถึง"
(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ22)

"และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย{Anthropopathism}โดยพระวิญญาณนี้ท่านได้รับการประทับตราแล้วสำหรับวันแห่งการทรงไถ่ให้รอด"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ30)

ง. ได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณ เพื่อที่จะรับใช้พระเจ้า

"ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการงานของพระวิญญาณองค์เดียวกัน และพระองค์ประทานสิ่งเหล่านี้ให้แก่แต่ละคนตามที่ทรงกำหนดไว้"

"ท่านทั้งหลายเป็นกายของพระคริสต์ พวกท่านแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของกายนั้น และในคริสตจักร พระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งอัครทูตเป็นอันดับแรก อันดับที่สองคือผู้เผยพระวจนะ อันดับที่สามคือผู้สอน จากนั้นคือผู้ทำการอัศจรรย์ ผู้มีของประทานในการรักษาโรค ผู้สามารถช่วยเหลือผู้อื่น ผู้มีของประทานในการบริหารงาน และผู้พูดภาษาแปลกๆ ทุกคนเป็นอัครทูตหรือ? ทุกคนเป็นผู้เผยพระวจนะหรือ? ทุกคนเป็นผู้สอนหรือ? ทุกคนทำการอัศจรรย์หรือ? ทุกคนมีของประทานในการรักษาโรคหรือ? ทุกคนพูดภาษาแปลกๆ[ภาษาอื่นๆ]หรือ? ทุกคนแปลได้หรือ? แต่ให้เราใฝ่หา[แต่ท่านกำลังกระตือรือร้นใฝ่หา]ของประทานที่ยิ่งใหญ่กว่านี้"

"แม้ข้าพเจ้าพูดภาษาแปลกๆ[ภาษาต่างๆ]ได้ทั้งภาษามนุษย์และภาษาทูตสวรรค์ แต่ถ้าปราศจากความรัก ข้าพเจ้าก็เป็นแค่ฆ้องหรือฉิ่งฉาบที่กำลังส่งเสียง"
(1โครินธิ์ บทที่12: ข้อ11, ข้อ27-31; บทที่13: ข้อ1-2)

XXXI
τριάντα ένα
trianta mia
31.

ผู้เชื่อได้รับสง่าราศี

"และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย"
(โรม บทที่8: ข้อ30)

XXXII
τριάντα δύο
trianta dyo
32.

ผู้เชื่อได้ครบบริบูรณ์ในพระคริสต์

"และท่านได้รับความบริบูรณ์ในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นศีรษะเหนือเทพผู้ทรงเดชานุภาพและเทพผู้ทรงอำนาจทั้งสิ้น"
(โคโลสี บทที่2: ข้อ10)

XXXIII
τριάντα τρία
trianta tria
33.

ผู้เชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์พระพรที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับผู้เชื่อตั้งแต่อดีตกาล

"สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ3)

XXXIV
τριάντα τέσσερα
trianta téssera
34.

ผู้เชื่อได้รับวิญญาณของมนุษย์ (เป็นองค์ประกอบจำเป็นเพื่อที่จะให้ผู้เชื่อสามารถปฎิบัติการ"z" Operation Z {unavailable for now} ร่วมด้วยกับพระองค์พระวิญญาณบริสุธิ์)

"พระวิญญาณเองทรงยืนยันร่วมกับวิญญาณจิตของเรา ว่าเราเป็นบุตรของพระเจ้า"
(โรม บทที่8: ข้อ16)

"ท่านถูกฝังไว้กับพระองค์ในพิธีบัพติศมา และทรงให้ท่านเป็นขึ้นจากตายกับพระองค์ผ่านทางความเชื่อของท่านในฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผู้ทรงให้พระองค์เป็นขึ้นจากตาย"
(โครินธ์ บทที่2: ข้อ12)

"ด้วยเหตุทั้งหมดนี้เราจึงได้รับกำลังใจนอกจากเราเองได้รับกำลังใจแล้ว เรายังดีใจเป็นพิเศษที่เห็นว่าทิตัสสุขใจเพียงไร เพราะพวกท่านทั้งปวงทำให้จิตวิญญาณของทิตัสได้ชุ่มชื่นขึ้นมาใหม่"
(2โครินธ์ บทที่7: ข้อ13;)

"ขอพระเจ้าเองผู้ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุขทรงชำระท่านให้บริสุทธิ์หมดจด ขอให้ทั้งวิญญาณ จิตใจ และร่างกายของท่านไร้ที่ติเมื่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราเสด็จมา "
(1เธสะโลนิกา บทที่5: ข้อ23)

XXXV
τριάντα πέντε
trianta pénte
35.

ความบาปส่วนตัวและความละเมิดถูกลบล้างโดยพระเจ้าทุกประการ{R.B.Thieme Jr. Reversionism}

" "เรานี่แหละ คือผู้ที่ลบล้างการล่วงละเมิดของเจ้าเพื่อเห็นแก่เราเอง และจะไม่จดจำบาปของเจ้าอีกต่อไป"

"เราได้กวาดล้างการละเมิดของเจ้าออกไปเหมือนเมฆได้ลบล้างบาปของเจ้าเหมือนหมอกยามเช้า จงกลับมาหาเรา เพราะเราได้ไถ่เจ้าแล้ว"
(อิสยาห์ บทที่43: ข้อ25; บทที่44: ข้อ22)

XXXVI
τριανταέξι
triantaexi
36.

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับรองความรอดของผู้เชื่่อด้วยผนึกตราไว้ด้วยพระองค์

"และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วยดวงตราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ13)

XXXVII
τριάντα εφτά
trianta efta
37.

ผู้เชื่อมีการรับรองว่าจะได้รับกายนิรันดร์

"กายก็มีทั้งแบบสวรรค์และแบบฝ่ายโลกเช่นกัน แต่สง่าราศีของกายแบบสวรรค์ก็อย่างหนึ่ง และสง่าราศีของกายแบบฝ่ายโลกก็อีกอย่างหนึ่ง สง่าราศีของดวงอาทิตย์เป็นแบบหนึ่ง ดวงจันทร์ก็อีกแบบหนึ่ง และดวงดาวก็อีกแบบหนึ่ง อันที่จริงสง่าราศีของดาวแต่ละดวงก็ต่างกัน การเป็นขึ้นมาของคนตายเช่นกัน กายที่หว่านลงนั้นเสื่อมสลายได้ ที่เป็นขึ้นมาใหม่จะไม่เสื่อมสลาย ที่หว่านลงนั้นไร้ศักดิ์ศรี ที่เป็นขึ้นเปี่ยมด้วย ศักดิ์ศรี ที่หว่านลงนั้นอ่อนแอ ที่เป็นขึ้นทรงพลัง ที่หว่านลงนั้นเป็นกายธรรมชาติ ที่เป็นขึ้นเป็นกายวิญญาณ ถ้ามีกายธรรมชาติย่อมมีกายวิญญาณด้วย จึงมีเขียนไว้ว่า "อาดัมมนุษย์คนแรกจึงกลายเป็นผู้มีชีวิต"[แล้วพระเจ้าพระยาห์เวห์ทรงปั้นมนุษย์จากธุลีดิน และทรงระบายลมหายใจแห่งชีวิตเข้าไปทางจมูกของเขา มนุษย์จึงมีชีวิต (ปฐมกาล บทที่2: ข้อ7)] ส่วนอาดัมคนหลังเป็นวิญญาณผู้ให้ชีวิต กายวิญญาณไม่ได้มา ก่อน แต่กายธรรมชาติมาก่อนและกายวิญญาณมาทีหลัง มนุษย์คนแรกมาจากธุลีดินของโลกนี้ มนุษย์คนที่สองมาจากสวรรค์ คนฝ่ายโลกเป็นอย่างไร ชาวโลกก็เป็นอย่างนั้น คนจากสวรรค์เป็นอย่างไร ชาวสวรรค์ก็เป็นอย่างนั้น และเราเกิดมามีลักษณะเหมือนกับคนฝ่ายโลกอย่างไร เราก็จะมี[ดังนั้นให้เรามี]ลักษณะเหมือนกับคนจากสวรรค์อย่างนั้น พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอประกาศว่าเนื้อและเลือดไม่อาจรับอาณาจักรของพระเจ้าเป็นมรดก และสิ่งที่เสื่อมสลายไม่อาจรับสิ่งที่ไม่เสื่อมสลายเป็นมรดก ฟังเถิด ข้าพเจ้าจะบอกข้อล้ำลึกแก่ท่าน คือเราจะไม่ล่วงลับกันทั้งหมด แต่พวกเราทั้งหมดจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ชั่วแวบเดียวในพริบตาเดียว เมื่อ เป่าแตรครั้งสุดท้าย เพราะเสียงแตรจะดังขึ้น คนตายจะถูกทำให้เป็นขึ้นแบบไม่เสื่อมสลายและเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลง เพราะที่เสื่อมสลายต้อง สวมที่ไม่เสื่อมสลาย และที่ตายได้ต้องสวมที่ไม่มีวันตาย เมื่อที่เสื่อมสลายนั้นสวมที่ไม่เสื่อมสลาย และที่ตายได้นั้นสวมที่ไม่มีวันตายแล้ว คำกล่าวที่ได้ บันทึกไว้ก็จะเป็นจริงคือ"ความตายก็พ่ายแพ้ถูกกลืนหายไป"[พระองค์จะทรงกลืนความตายไปชั่วนิรันดร์พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงซับหยาดน้ำตาจาก ทุกใบหน้าและจะทรงขจัดความอัปยศอดสูของประชากรของพระองค์ออกไปจากแผ่นดินโลกองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนั้น (อิสยาห์ บทที่25: ข้อ8)]"
(1โคริน์ บทที่15: ข้อ40-54)

XXXVIII
τριάντα οκτώ
trianta októ
38.

ผู้เชื่อได้รับผลประโยชน์จากการลบล้างบาป ซึ่งพระคริสต์ทรงกระทำให้มนุษย์ทุกคน(Unlimited atonement)

"เพราะความรักของพระคริสต์ผลักดันเราอยู่ เพราะเรามั่นใจว่าผู้หนึ่งได้ตายเพื่อคนทั้งปวง ฉะนั้นคนทั้งปวงจึงตายแล้ว และในเมื่อพระองค์ได้สิ้นพระ
ชนม์เพื่อคนทั้งปวง บรรดาผู้มีชีวิตอยู่จึงไม่ควรอยู่เพื่อตัวเองอีกต่อไป แต่อยู่เพื่อพระองค์ผู้สิ้นพระชนม์เพื่อพวกเขาและคืนพระชนม์ขึ้นมาอีก"

"คือพระเจ้าได้ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ในพระคริสต์ ไม่ทรงถือโทษบาปของมนุษย์ และพระองค์ทรงมอบหมายเรื่องราวแห่งการคืนดีนี้ไว้กับเรา "
(2โคริน บทที่5: ข้อ14-15, ข้อ19; )

"ผู้ทรงสละพระองค์เองเป็นค่าไถ่บาปสำหรับมวลมนุษย์ พระองค์ประทานพยานนี้ให้ในเวลาอันเหมาะสม "

"[ที่เราตรากตรำและฟันฝ่าก็เพื่อสิ่งนี้] คือเราหวังใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของมวลมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่เชื่อ"
(1ทิโมธี บทที่2: ข้อ6; บทที่4: ข้อ10;)

"เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งนำความรอดมานั้นได้ปรากฏแก่คนทั้งปวง"
(ทิตัส บทที่2: ข้อ11;)

"แต่เราเห็นพระเยซูผู้ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงเล็กน้อยบัดนี้ได้ทรงมงกุฎแห่งศักดิ์ศรีและเกียรติแล้ว เพราะพระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานจนถึงสิ้นพระชนม์ เพื่อว่าโดยพระคุณของพระเจ้าพระองค์จะได้ทรงลิ้มรสความตายเพื่อทุกคน"
(ฮีบรู บทที่2: ข้อ9;)

"แต่ก็มีผู้เผยพระวจนะเท็จในหมู่ประชากรเช่นเดียวกับที่จะมีผู้สอนผิดท่ามกลางพวกท่าน พวกเขาจะแอบนำคำสอนผิดซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายเข้ามา พวกเขาถึงกับปฏิเสธองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เจ้าชีวิตผู้ได้ทรงไถ่พวกเขา ซึ่งการทำอย่างนี้นำความพินาศมาสู่พวกเขาเองอย่างรวดเร็ว"
(2เปโตร บทที่2: ข้อ1;)

"พระองค์ทรงเป็นเครื่องบูชาลบบาปของเราทั้งหลาย[พระองค์ทรงเป็นผู้หันพระพิโรธของพระเจ้าไป ผู้ทรงรับเอาบาปของเราไป] และไม่ใช่เพียงบาปของเราเท่านั้นแต่บาปของคนทั้งโลกด้วย"
(1ยอห์น บทที่2: ข้อ2)

XXXIX
τριάντα εννέα
trianta ennéa
39.

ผู้เชื่อแห่งยุคคริตจักรมีสิทธิ์และโอกาสเท่าเทียมกับผู้เชื่อแห่งยุคคริสตจักรทุกคน

"เพราะโดยพระคุณซึ่งได้ประทานแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่พวกท่านทุกคนว่าอย่าคิดประเมินตนเองสูงกว่าที่ควร แต่จงคิดประเมินตนอย่างมีสติตามระดับความเชื่อที่พระเจ้าได้ประทานแก่ท่าน"
(โรม บทที่12: ข้อ3smile

"ข้าพเจ้าอธิษฐานว่าจากความไพบูลย์อันทรงเกียรติสิริของพระองค์ ขอให้พระองค์ทรงทำให้ท่านเข้มแข็งขึ้นด้วยฤทธานุภาพผ่านทางพระวิญญาณของพระองค์ที่อยู่ภายในท่าน เพื่อพระคริสต์จะสถิตในใจของท่านโดยทางความเชื่อ และข้าพเจ้าอธิษฐานว่าเมื่อท่านหยั่งรากและตั้งมั่นคงในความรักแล้ว ตัวท่านพร้อมกับประชากรทั้งหมดของพระเจ้าจะได้สามารถหยั่งถึงความรักของพระคริสต์ว่ากว้างยาวสูงลึกปานใด และซาบซึ้งในความรักนี้ซึ่งเหนือกว่าความรู้ เพื่อท่านจะบริบูรณ์ด้วยความสมบูรณ์ทั้งสิ้นของพระเจ้า"
(เอเฟซัส บทที่3: ข้อ16-19)


[สิ่งเดียวซึ่งพระเจ้าทรงประทานแก่ผู้เชื่อโดยสามารถยึดคืนไปจากผู้เชื่อได้]
One Revocable ASSet

XL
σαράντα
sáranta
40.

ผู้เชื่อได้รับการ ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ณ เวลารอด

"ท่านโง่เขลาปานนี้หรือ? หลังจากที่เริ่มต้นด้วยพระวิญญาณ บัดนี้ท่านกำลังพยายามบรรลุจุดหมายของท่านด้วยการขวนขวาย{หมั่นเสาะแสวงหาเพิ่มเติมโดยไม่ยอมอยู่นิ่ง ด้วยกำลัง}ของมนุษย์หรือ? "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ3)

การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ นี้ถูกยึดคืนตอนที่ผู้เชื่อกระทำบาป พอเขาตั้งต้นใหม่
{1ยอห์น บทที่1: ข้อ9}กับพระบิดา ก็จะได้รับ การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ อีกครั้งหนึ่ง

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 30 มิ.ย.61 เวลา 17:21:17 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ