Charcoal
FREE RUNNING

The 10 Problem-solving Devices Version II

The 10 Problem-solving Devices

เครื่องมือการแก้ไขปัญหา 10 ประการ

Version II

หน่วยทหารของกองทัพสหรัฐมีชื่อย่อว่า FLOT (Forward Line of Troops {Forward Line of Own Troops}) เป็นหน่วยที่ต้องเผชิญและสู้รบกับศัตรูก่อนใคร ทหารเหล่านี้ได้กีดขวางไม่ให้ศัตรูยึดพื้นที่ๆผู้บัญชาการได้กำหนดไว้และตามเวลาที่ผู้บัญชาการได้กำหนดไว้ด้วย และเป็นหน่วยที่มีหน้าที่ในการแตกแยกและทำลายกองกำลังหลักของศัตรู พระเจ้าทรงจัดเตรียม FLOT ฝ่ายวิญญาณให้คุณเช่นกันเป็นแนวป้องกันภายในจิตใจของคุณเพื่อที่คุณจะสามารถเผชิญ และ ชนะศัตรูฝ่ายวิญญาณแนวป้องกันนี้ประกอบด้วยกองกำลังทั้งหมด 10 หน่วย เป็นเครื่องมือการแก้ไขปัญหาซึ่งแต่ละหน่วยนั้นได้รับการสร้าง และ การพัฒนาผ่านการเติบโตฝ่ายวิญญาณของคุณ

กองกำลังเหล่านี้จะทำให้คุณชนะศัตรูในการสู้รบ 4 ด้าน ได้แก่ การทดลองต่างๆ ที่เกิดมาจากธรรมชาติบาป {ธรรมชาติบาปไม่สามารถทำการได้โดยปราศจากชีวิตของ มนุษย์ เนื่องจากการล่อลวงต่อเจตจำนงที่มาจากธรรมชาติบาปนั้นต้องปรากฏขึ้นมาเป็นความคิดในจิตใจก่อน เพราะฉะนั้นธรรมชาติบาปเริ่มทำการเมื่อตัวอ่อนในครรภ์ได้คลอดออกมาและกลายเป็นมนุษย์เพราะได้รับจิตใจ(soul)จากพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์และการ ทำการของธรรมชาติบาปได้เริ่มต้นพร้อมๆกัน เมื่อพระเจ้าทรงประทานจิตใจให้กับร่างกายในเวลาคลอด พระเจ้าได้ใส่(imputes) บาปดั้งเดิมของอาดัมไว้ กับธรรมชาติบาป ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ได้เกิดมาโดยมีชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่ตายฝ่ายวิญญาณ"เพราะทุกคนทำบาป[เนื่องจากบาปขอบอาดัม]และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"(โรม บทที่3: ข้อ23) "เพราะว่าคนเป็นอันมาก[มนุษย์]เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมาก[ผู้เชื่อในพระคริสต์] ก็เป็นคนชอบธรรม[ในสายพระเนตรของพระเจ้าตั้งแต่เวลารอด]เพราะคนเดียว[ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู] ที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น(โรม บทที่5: ข้อ19)"} ความกดดันจากความเครียดภายในจิตใจ การชักชวนให้หลงไปกับหลักคำสอนที่ผิดเพี้ยน และแนวโน้มที่จะวางใจในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์(human solutions)ด้วยการแปรแถวระบบป้องกันของพระเจ้า ศัตรูจะไม่มีทางจู่โจมหรือบุกเขตพื้นที่ของคุณได้ เครื่องมือการแก้ไขปัญหา เป็นวิธีการที่จะทำให้เราสามารถนำหลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับประสบการณ์ของเราได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งป้องกันไม่ให้ความกดดันจากภายนอกกลายเป็นความตึงเครียดภายในจิตใจ การใช้เครื่องมือการแก้ไขปัญหาเริ่มต้นด้วยการกลับสู่สถานะฝ่ายวิญญาณ คือ จากการดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังกลับมามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า(fellowship with God) เป็นการนำฤทธานุภาพของพระองค์มายังคุณเพื่อคุณจะสามารถดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณและก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณได้

การที่คุณได้พัฒนาความรู้ “ἐπίγνωσις”/ (ep-ig'-no-sis) epignosis (เอ็พ-พี-โนซิส) เป็นการพัฒนาเครื่องมือการแก้ไขปัญหา เพื่อที่คุณจะเรียนรู้และดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนและท้ายสุดจะบรรลุแผนการของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของคุณ ไม่ว่าคุณจะประสบกับความยากลำบากหรือความเจริญรุ่งเรืองก็ตาม คุณจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกเรื่องในชีวิตได้โดยการประยุกต์เครื่องมือการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์ของคุณ

I
ένα
éna
1
Rebound
(การตั้งต้นใหม่{ 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 })

“ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระองค์
ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วช้าไว้ในจิตใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสดับ”
(สดุดี บทที่66: ข้อ17-18)

เมื่อจิตใจของคุณถูกควบคุมด้วยธรรมชาติบาป คุณกำลังดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังและไม่สามารถดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณได้

“ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะทำ ข้าพเจ้าไม่ทำ แต่ข้าพเจ้ากลับทำสิ่งที่ตนเองเกลียด และถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการจะทำ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยว่าบทบัญญัตินั้นดี ดังที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเองที่เป็นผู้ทำสิ่งนี้อีกต่อไป แต่เป็นบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้าที่ทำ ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่มีสิ่งดีอะไรอยู่ในตัวข้าพเจ้า คือในวิสัยบาป[เนื้อหนัง]ของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งที่ดีแต่ทำไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ทำสิ่งดีที่ข้าพเจ้าต้องการทำ แต่สิ่งชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการทำ ข้าพเจ้ากลับทำเรื่อยไป ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการจะทำย่อมไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเองที่ทำ แต่เป็นบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้าต่างหากที่ทำดังนั้นข้าพเจ้าจึงพบว่ามีกฎนี้อยู่คือ เมื่อข้าพเจ้าต้องการจะทำดี ความชั่วก็อยู่กับข้าพเจ้าที่นั่นแล้ว”
[โรม บทที่7: ข้อ15-21])

วิธีการตั้งต้นใหม่เป็นวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ และเป็นเครื่องมือการแก้ไขปัญหาประการเดียวที่ใช้งานได้เมื่อผู้เชื่ออยู่ฝ่ายเนื้อหนัง(in carnality) คุณจะกลับมาสู่สถานะฝ่ายวิญญาณ (spirituality) ได้อย่างไร? เพียงคุณกล่าวถึงบาปของคุณต่อพระบิดาคุณจะมีสัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา[ที่เราได้สำนึก] พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม
[ซึ่งอำนวยผลลัพธ์ว่า] จะทรงโปรดยกบาปของเรา[ที่เราได้สำนึก] และ
จะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [คือบาปที่เราไม่ได้สำนึก]”
(1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

กลศาสตร์ในการหลุดพ้นจากการกระทำบาปมีสี่ขั้นตอนคือ

1.กล่าวถึงบาปของคุณต่อพระบิดา (สารภาพแบบส่วนตัวต่อพระเจ้า โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นได้ทราบบาปของคุณ) เพื่อคุณจะได้รับการให้อภัยอย่างสมบูรณ์แบบ และจะได้กลับมามีสถานะฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง คือการที่จิตใจของคุณได้รับการทรงประกอบ(การทรงควบคุม)ด้วยพระวิญญาณบริสุทธ์

2.แยกปัจุจบันออกจากบาปเพื่อจะไม่หมกมุ่นหรือขมขื่นกับเรื่องบาปนั้น

“และท่านได้ลืมถ้อยคำให้กำลังใจซึ่งมีมาถึงท่านในฐานะบุตรว่า
“ลูกเอ๋ย อย่าละเลยการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า
อย่าท้อใจเมื่อพระองค์ทรงตำหนิท่าน”
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ15)

3.ลืมบาปที่ทำไป เพื่อจะไม่มีความรู้สึกผิดที่เกิดจากการกระทำบาป

“พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ถือว่าตนเองฉวยสิ่งนี้มาได้แล้ว
แต่ข้าพเจ้าทำอย่างหนึ่ง คือลืมสิ่งที่ผ่านมาและโน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า”
(ฟิลิปปี บทที่3: ข้อ13)

4.ก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณ

“ข้าพเจ้ารุดหน้าไปสู่หลักชัยเพื่อคว้ารางวัลซึ่งพระเจ้าได้
ทรงเรียกข้าพเจ้าจากสวรรค์ผ่านทาง พระเยซูคริสต์ให้ไปรับ”
(ฟิลิปปี บทที่3: ข้อ14)

คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือเสียใจก่อนจะกล่าวถึงบาปของคุณเพื่อรับการทรงชำระจากพระบิดา การตั้งต้นใหม่เป็นการทรงชำระคุณจากบาปและการอธรรมทั้งสิ้น และให้คุณมีสัมพันธภาพกับพระบิดาเพื่อว่าคุณจะสามารถก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณ การตั้งต้นใหม่ทำไห้คุณได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์{การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์(The Filling of the Holy Spirit)เป็นสถานะอันสมบูรณ์แบบซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ผู้เชื่อทุกคน นำเราถึงสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ ประทานโอกาศที่จะใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตคริสเตียน สถานภาพนี้จะสูญหายไปโดยการกระทำบาปแต่จะกลับคืนมาหลังจากได้สารภาพบาปต่อพระบิดา

“และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ”
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18 ; )

“แต่องค์ที่ปรึกษาคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งพระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเราจะทรงสอนสิ่งทั้งปวงแก่พวกท่าน
และจะให้พวกท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวกับพวกท่าน”
(ยอห์น บทที่14: ข้อ26 ; )

“ดังนั้นข้าพเจ้าขอบอกว่าจงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองตัณหาของวิสัยบาป”
(กาลาเทีย บทที่5: ข้อ16 ; )

“ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมจะทรงอภัยบาปของเราและชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น”
(1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

และ ฯลฯ ซึ่งจำเป็นในการปฏิบัติและบรรลุแผนการของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของคุณ

"ผู้ที่ปกปิดบาปของตนจะไม่เจริญ
แต่ผู้ที่สารภาพผิดและละทิ้งบาปจะพบความเมตตากรุณา"
(สุภาษิต บทที่28: ข้อ13)

1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9
[การกลับเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้า(ตั้งต้นใหม่)ผ่านการสารภาพบาป]

การที่จะรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตคริสเตียน เพราะฉะนั้น เราจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะกลับเข้าไปสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้งหลังจากได้ทำบาป เพื่อที่เราจะมีสัมพันธภาพกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมระเบียบการที่ง่ายๆให้เรา ถึงแม้เป็นสิ่งที่ง่าย แต่เราจำเป็นต้องทำตามระเบียบนั้นอย่างถูกต้อง มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล

ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระองค์
ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วช้าไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสดับ
(สดุดี บทที่66: ข้อ17-18)

การกล่าวถึงความบาปของเราต่อพระเจ้าพระบิดา (การสารภาพบาป) เป็นระเบียบการซึ่งเราทำตามเงื่อนไข ไม่ใช่พระสัญญาของพระเจ้าซึ่งต้องอาศัยความเชื่อ พระสัญญาคือการประกาศหรือการรับรองจากพระเจ้าว่าจะมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น หรือ จะไม่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น แต่ระเบียบการต้องมีการปฏิบัติ (การกล่าวถึงความบาป) ซึ่งจะเกิดผลภายหลัง (การยกความผิดบาป และ การเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง) ข้อนี้ไม่ได้บอกเราว่า "ถ้าเรา 'เชื่อ' และกล่าวบาปของเรา" ผู้เชื่อไม่สามารถดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อได้ถ้าอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า เพราะเหตุนี้พระเจ้าทรงจัดเตรียมระเบียบการเพื่อเราสามารถกลับคืนมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง แค่เรายอมรับในความบาปของเราและกล่าวถึงความบาปนั้นต่อพระบิดา แล้วพระองค์จะนำเราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้ง

คริสเตียนไม่สามารถดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อได้ ถ้าไม่ได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์{การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์{(The Filling of the Holy Spirit)เป็นสถานะอันสมบูรณ์แบบซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้ผู้เชื่อทุกคน นำเราถึงสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ ประทานโอกาสที่จะใช้ฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตคริสเตียน สถานภาพนี้จะสูญหายไปโดยการกระทำบาปแต่จะกลับคืนมาหลังจากได้สารภาพบาปต่อพระบิดา (เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18 ; ยอห์น บทที่14: ข้อ26 ; กาลาเทีย บทที่5: ข้อ16 ; 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 ฯลฯ)} การดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อคือการประยุกต์พระสัญญา หลักการ และหลักคำสอนพระคัมภีร์{หลักคำสอนพระคัมภีร์(Bible doctrine)คือข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับวิชาต่างๆ ของพระคัมภีร์ เมื่อมีศิษยาภิบาล-ผู้สอนพระคัมภีร์ สอนข้อมูลที่ได้รับการแปลและการตีความอย่างถูกต้องจากพระคัมภีร์แก่ผู้เรียนซึ่ง ได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลักคำสอนพระคัมภีร์นั้นจะถูกสะสมไว้ในจิตใจของผู้เรียน พร้อมที่จะถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณ(Metabolised doctrine)}ต่อประสบการณ์ของเรา ซึ่งการประยุกต์พระคำของพระเจ้านั้นจำเป็นต้องอาศัยฤทธิ์เดชนั้นจะมาผ่านการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อเรามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฝ่ายวิญญาณ เมื่อผู้เชื่อขาดสัมพันธภาพกับพระเจ้า ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาถูกระงับไว้จนกว่าเขาจะกลับมามีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง

เราสามารถดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อเมื่อจิตใจของเรารับการควบคุมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่ถ้าเราอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า จิตใจถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาป{ธรรมชาติบาป (sin natuer) ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติบาปอยู่ในโครงเซลล์ของร่างกายซึ่งทำให้กบฏต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เรียกธรรมชาติบาปว่า'คนเก่า'(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22) และ 'เนื้อหนังแห่งบาป' (โรม บทที่8: ข้อ3-4) ธรรมชาติบาปเป็นแหล่งการล่อ และผลิตกิเลสตัณหา และความดีของมนุษย์ แต่เป็นความคิดเสรีในการตัดสินใจ (volition) ที่เป็นแหล่งแห่งบาปส่วนตัว (ดูหนังสือใน ตั้งต้นใหม่ และ ก้าวต่อไป)}เมื่อผู้เชื่อถูกควบคุมด้วยธรรมชาติบาป เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง เพราะฉะนั้นพระเจ้าจำเป็นต้องจัดเตรียมการแก้ไขซึ่งไม่ต้องอาศัยความเชื่อของผู้เชื่อ การแก้ไขนี้เป็นระเบียบการเชิงปฏิบัติการซึ่งพระองค์ทรงประทานให้ด้วยพระคุณไม่ใช่พระสัญญาซึ่งต้องประยุกต์มาใช้ด้วยความเชื่อ

ผู้เชื่อจะต้องเข้าใจว่าสถานภาพฝ่ายวิญญาณ 2 อย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้แก่ การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ การที่ไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้าจะไม่มีสถานภาพที่ผู้เชื่อจะมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอยู่บ้างหรือไม่อยู่บ้าง เมื่อผู้เชื่อได้เชื่อฟังต่อหลักคำสอนพระคัมภีร์ในจิตใจของเขาโดยอยู่ภายใต้การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาจึงมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าและได้อยู่ในแสงสว่างของพระองค์ ดังนั้น การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเกี่ยวข้องกับจิตใจ ไม่ใช่ร่างกาย หรือ อารมณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้น สัมพันธภาพกับพระเจ้าไม่เกี่ยวกับความรู้สึก ผู้เชื่อไม่ควรจะบอกว่า "ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า" หรือ "วันนี้ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า" ผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า เขาได้ขาดสัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อกระทำบาป และ อยู่ในความมืด เมื่อตกอยู่ในความมืดแล้ว ทางเดียวที่จะกลับสู่ความสว่างได้ คือ ผ่านระเบียบการกล่าวถึงความบาปต่อพระบิดา

เมื่อมีคนเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ความบาปที่เขาได้ทำก่อนได้รับความรอดนั้นพระเจ้าทรงยกไปหมดแล้ว และเขาได้เข้าสู่สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทันทีและเป็นครั้งแรก หลังจากเวลานั้น เมื่อเขาได้กระทำบาป สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ขาดสะบั้นลงซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในความมืด ( 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ5-7 ) ดังนั้น ผู้เชื่อต้องมีการแก้ไขเพื่อที่จะกลับมายังแสงสว่างของพระเจ้าอีกครั้ง

การที่ผู้เชื่ออยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าและเดินอยู่อยู่ในความมืดถือว่าเป็นสถานการณ์ที่สิ้นหวังเพราะเขาจะถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาป และ ไม่สามารถทำอะไรเพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้ เพราะฉะนั้น การแก้ไขปัณหาต้องมาโดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น เราได้พบการแก้ไขในพระธรรม 1 ยอห์น 1:9 ซึ่งได้เริ่มต้นกับคำว่า "ถ้าเรากล่าวถึงความบาป [บาปที่เราได้สำนึก]... " คำว่า "ถ้า" เป็นคำสันธาน แปลมาจากคำว่า "εαν" / (eh-an') ean (เอ-อัน) ในภาษากรีก คำว่า "กล่าวถึง" (ซึ่งมักจะถูกแปลว่า "สารภาพ") แปลมาจากคำว่า " ὁμολογέω" / (ho-mo-lo-ge'-ō) homologeo (โฮโมโล-เกโอ) ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์ใหม่มีความหมายว่า "ยอมรับ กล่าวถึง หรือ ท่อง" ถ้าอ่านรวมกันแล้ว ทั้ง2คำนี้เป็นอนุประโยคซึ่งเขียนโดยมาลาแสดงเงื่อนไขสมมุติในรูปแบบที่ 3 (3rd class conditional sentence in the subjunctive mood) ซึ่งจะเน้นการใช้เสรีภาพในการตัดสินใจ{Volition}ของบุคคล และแสดงความหมายว่า "อาจจะ" ในประเด็นนี้ ผู้เชื่ออาจจะกล่าวถึงบาปของเขาอย่างถูกต้องต่อพระบิดา หรือ เขาอาจจะไม่ทำ เมื่อยอห์นได้เขียนข้อความนี้ภายใต้การทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาได้รับรองว่ามีคริสเตียนหลายคนที่สารภาพบาปผิดวิธี

ทั้งมาลาแสดงเงื่อนไขสมมุติ และคำบัญชาได้บ่งบอกถึงเสรีภาพในการตัดสินใจ บิดาอาจบอกกับลูกสาวของตนว่า "ถ้าลูกแต่งงาน พ่อจะให้รถลูก" (เป็นมาลาเงื่อนไขสมมุติ ซึ่งแสดงถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น) เนื่องจากลูกมีเสรีภาพในการตัดสินใจ เธออาจไม่ได้รับรถนั้นก็ได้ รัฐบาลอาจออกกฎหมายว่า ทุกคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์จะต้องสวมหมวกนิรภัยเสมอ อย่างไรก็ตาม คำสั่งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำตาม เราสามารถรู้ได้ว่าพระคัมภีร์รับรองถึงเสรีภาพในการตัดสินใจในการตัดสินใจของมนุษย์เพราะการใช้มาลาเงื่อนไขสมุติและคำบัญชา

พระเจ้าทรงประทาน 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 ให้แก่เราเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรากลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์ เนื่องจากพระเจ้าทรงจักเตรียมสิ่งนี้ให้เรา เราต้องรับผิดชอบที่จะเอามาใช้ในชีวิต ดังนั้น ทุกครั้งที่ผู้เชื่อกระทำผิดบาป เขาควรรีบกล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดา นี่คือสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบเอง

ผู้เชื่อไม่ใช่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบในการกล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดาเท่านั้น แต่เขายังต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำนั้นด้วยเหตุฉะนั้น เมื่อคุณทำบาป อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น (หรือพระเจ้า) อย่าทูลพระเจ้าว่า "เขาทำให้ข้าพระองค์โกรธ" นั้นแสดงว่าคุณไม่ยอมรับผิดชอบในบาปที่คุณได้กระทำไป ไม่มีใครสามารถทำให้คุณโกรธได้แต่เป็นเพราะการตัดสินใจของคุณเองที่คุณโกรธ หรือ กังวล อิจฉา นินทา เมาเหล้า หรือ ล่วงประเวณี ฯลฯ การที่จะคิด หรือ กระทำสิ่งนั้น เป็นการตัดสินใจของคุณ ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้อื่น

คำว่า 'โฮโมโล-เกโอ' เป็นคำกรีกโบราณ ซึ่งแต่เดิมใช้ในศาลที่เมือง เอเธนส์(Athens) เป็นเวลา 5 ศตวรรษ ก่อนคริสตการจนถึงสมัยพระคัมภีร์ใหม่เมื่อนักโทษได้ยอมรับความผิดต่อผู้พิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาจะสั่งให้เขาได้กระทำ ในการกล่าวถึงความผิดนั้น นักโทษไม่ได้รับอนุญาตที่จะพูดถึงความเสียใจของตน หรือขอโทษ หรือแสดงอารมณ์ด้วยการร้องให้ ผู้พิพากษาจะบอกให้นักโทษพูดถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของเขา หลังจากนั้นผู้พิพากษาจะแถลงคำตัดสินตามที่กฎหมายได้ระบุไว้แล้ว กฎหมายไม่ใช่อารมณ์ แต่เป็นบรรทัดฐานในศาลแห่งเมืองเอเธนส์

ที่ไม้กางเขนถือเป็นคดี พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นผู้พิพากษา พระเยซูคริสต์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษย์ชาติซึ่งล้วนกระทำผิดบาปทุกคนด้วยเหตุนี้ พระเยซูคริสต์ทรงถูกพิพากษาลงโทษจากพระบิดาสำหรับบาปทุกประการของมนุษย์ชาติ ในระหว่างคดีนั้น มีแต่การพิพากษาลงโทษเท่านั้น ไม่ใช่การทรงยกความผิดบาป เนื่องจากบาปทุกประการได้รับการลงโทษที่ไม้กางเขน พระบิดาจึงสามารถยกความผิดบาปของทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์

โคโลสีบทที่ 1: ข้อ14 เขียนไว้ว่า "ใน [พระบุตรนั้น] เรามีการไถ่ถอน [เขียนโดยกรรมการขั้นประถมของกรรม (primary accusative of object)] ซึ่งทำให้เราได้รับการทรงยกผิดบาป[กรรมการกขั้นสองของผลลัพธ์ (secondary accusative of result)]" การทรงยกผิดบาปเป็นผลลัพธ์จากไม้กางเขน ความยุติธรรมของพระเจ้าทรงลงโทษแก่ความเป็นมนุษย์ของพระองค์จึงได้รับการพอพระทัย พระคุณของพระองค์ยังได้ทรงประทาน 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 ให้แก่เราเป็นการแก้ไขเพื่อเราจะกลับมามีสัมพันธ์ภาพของพระองค์หลังจากกระทำผิดบาป กุญแจสำคัญขึ้นอยู่กับคำว่า 'โฮโมโล-เกโอ'

คำว่า 'โฮโมโล-เกโอ' ไม่ได้เกี่ยวกับอารมณ์แม้แต่น้อย น้ำตาไหลความรู้สึกเสียดาย การอ้อนวอน การสัญญาที่จะกลับใจ หรือ พิธีกรรมใดๆ ไม่มีส่วนในการสารภาพบาป เราแค่ต้องยอมรับในบาปที่ได้ทำ และ กล่าวถึงบาปนั้นต่อพระบิดา ความรู้สึกที่คุณมีต่อบาปของคุณไม่เกี่ยวกับ การทรงยกบาปของพระองค์ เพียงคุณทำตามระเบียบการของ 1 ยอห์น บทที่1: ข้อ9 โดยกล่าวถึงความบาป คุณไม่ต้องพยายามทำให้พระเจ้าประทับใจกับอารมณ์ของคุณ

ทว่าอาจมีบางครั้งที่คุณรู้สึกเสียใจเพราะบาปที่ได้ทำ ซึ่งจะผลักดันให้คุณสารภาพบาปของคุณต่อพระบิดา ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ผิดแต่ก็ไม่จำเป็น คริสเตียนที่ซื่อสัตย์กับตนเองจะยอมรับกับตนเองเขาว่าเขาได้ตั้งใจกระทำบาปนั้น และเขาจะกล่าวถึงบาปของเขาโดยปราศจากความรู้สึกเสียใจ แรงจูงใจที่จะสารภาพบาปควรมาจากความปรารถนาที่จะเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะอยากที่จะรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้ทำบาป

อนุประโยค "ถ้าเรากล่าวถึงบาป" หมายถึง บาปที่เราได้สำนึก ขอสังเกตว่ามีบาปหลายอย่างที่ลึกลับและยากที่จะสังเกต มีหลายครั้งที่คุณทำบาปโดยคุณไม่ได้สำนึกในบาปนั้น ในเวลาคุณอธิษฐานสารภาพบาปต่อพระบิดาคุณก็จะไม่กล่าวถึงมัน ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าคุณไม่รู้ว่าความกังวลใจเป็นความบาป คุณก็จะไม่คิดที่จะรับผิดชอบต่อบาปนั้น เหตุฉะนั้น ในอนุประโยคนี้ "บาป" หมายถึงบาปที่เราได้สำนึก ไม่ใช่บาปที่เราไม่สำนึกว่าเป็นบาป

เราจะต้องกล่าวถึงบาปที่เราได้สำนึกต่อพระบิดาเท่านั้น ในยุคคริสตจักร{}เราต้องกล่าวคำอธิฐานและสารภาพบาปทั้งสิ้นต่อพระเจ้าพระบิดา ({เมื่อท่านยืนอธิษฐาน จงให้อภัยคนที่ท่านไม่พอใจ เพื่อพระบิดาของท่านในสวรรค์จะทรงอภัยบาปของท่าน[บาปทั้งหลายของท่าน]}{แต่หากท่านไม่ยอมยกโทษ พระบิดาของท่านในสวรรค์ก็จะไม่ทรงอภัยโทษบาปของท่านเหมือนกัน} มาระโก บทที่11: ข้อ25, ข้อ26; {พระองค์จึงตรัสกับพวกเขาว่า “เมื่อพวกท่านอธิษฐาน จงทูลว่า “ ‘ข้าแต่พระบิดา[ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ผู้ทรงสถิตในสวรรค์] ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เทิดทูนสักการะ ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้[ขอให้พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์]} ลูกา บทที่11: ข้อ2) เพราะฉะนั้น สรรพนาม "พระองค์" ในข้อนี้หมายถึง พระเจ้าพระบิดา ไม่ใช่พระบุตรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ "พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ" หมายถึง พระองค์ทรงมั่นคง พระองค์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง{ Immutability(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)} ({“เราคือพระยาห์เวห์ผู้ไม่ผันแปร ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของยาโคบจึงไม่ถูกทำลายไป }มาลาคี บทที่3: ข้อ6) ดังนั้น ทุกครั้งที่เรากล่าวถึงบาปของเราพระองค์ทรงโปรดยกบาป และนำเรากลับสู่สัมพันธภาพกับพระองค์ พระองค์ไม่เบื่อหน่ายหรือรำคาญในการสารภาพซ้ำๆของคุณ พระองค์จะทรงโปรดยกบาปของคุณทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น

อีกพระลักษณะหนึ่งของพระองค์คือ ความชอบธรรม{Righteousness} พระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ พระองค์ไม่สามารถยกความบาปของเราได้จนกว่าความชอบธรรมของพระองค์จะพอพระทัย ความชอบธรรมต้องลงโทษความบาป เราจะเข้าใจในประเด็นนี้มากขึ้นเมื่อเราย้อนกลับมาดูที่ไม้กางเขนซึ่งเป็นคดีหลวงของประวัติศาสตร์ พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา ความชอบธรรมของพระองค์ทรงเรียกร้องเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์ และ สมบูรณ์แบบ ซึ่งจะต้องพิพากษาลงโทษบาปของโลก มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่บริสุทธิ์ และ สมบรูณ์แบบถึงมาตฐานของพระเจ้า พระบิดาจึงลงโทษพระเยซูคริสต์โดยพระองค์ได้ทรงรับแบกบาปทุกประการของมนุษยชาติไว้ที่พระกายของพระองค์ จากการนี้ความชอบธรรมของพระเจ้าได้รับการพอพระทัยและสามารถยกโทษบาปของเราด้วยพระคุณ

อีกประเด็นที่สำคัญคือ การถวายเครื่องบูชาเป็นหน้าที่ของปุโรหิตพระเยซูคริสต์ทรงเป็นปุโรหิต พระองค์จึงสามารถถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา เนื่องจากพระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่พอพระทัยพระบิดา คุณอย่าคิดทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้รับการยกโทษความผิดบาปจากพระเจ้าพระบิดา แค่กล่าวถึงบาปของคุณ อย่าเล็งถึงตัวเองในการสารภาพบาปแต่จงเล็งถึงไม้กางเขน ถ้าเราสารภาพบาปของเราพร้อมกับ การร้องไห้ คำสัญญา ความเสียดาย การอ้อนวอน หรือ การสวดมนต์ ฯลฯ การสารภาพนั้นไม่สามารถได้รับการยอมรับจากพระเจ้า พระองค์ไม่สามารถยอมรับการกระทำของมนุษย์ที่แข่ง กับ พระราชกิจที่สมบูรณ์แบบของพระเยซูคริสต์ได้

[1ยอห์น บทที่1: ข้อ9] "ถ้าเราสารภาพบาปของเรา [ที่เราได้สำนึก] พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม [ซึ่งอำนวยผลลัพธ์ว่า] จะทรงโปรดยกบาปของเรา [บาปที่เราได้สำนึก] และจะทรงชำระเราให้พ้นจากอธรรมทั้งสิ้น [คือบาปที่เราไม่สำนึก การที่ทำพระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัย การดับพระวิญญาณบริสุทธิ์ การรับใช้พระเจ้าด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ]"

เมื่อคำว่า "′ινα"/ (hin'-ah) hina (ฮีนา) เขียนพร้อมกับมาลา แสดงเงื่อนไขสมมุติ เราควรแปลอนุประโยคเป็น 'ซึ่งอำนวยผลว่า' เนื่องจากความชอบธรรมของพระบิดาได้รับการพอพระทัยที่ไม้กางเขน พระองค์จึงสามารถยกความผิดบาปของเราและทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

คำว่า "ἀφίημι " / (af-ee'-ay-mee) aphiemi (อะ-ฟี-เอ-มี) หมายความว่า "ให้อภัย" พระบิดาทรงยกบาปของเราเมื่อได้กล่าวถึงบาปนั้น แล้วพระองค์ทรงจัดการต่อบาปที่เราไม่ได้สำนึกและความผิดพลาดต่อน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างไร? คำว่า "καθαριζω" / (kath-ar-id'-zo) katharizo (คาธารีโซ) มีความหมายว่า "ชำระ" หรือ "ทำให้บริสุทธิ์"{Purify} ด้วยเหตุว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องของจิตใจ คาธารีโซ น่าจะแปลเป็น "ทำให้บริสุทธิ์" พระเจ้าไม่ได้ทรงยกบาปที่เราได้สำนึกเท่านั้น แต่พระองค์ทรงทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์โดยการลบล้างการอธรรมและการกระทำผิดบาปต่อน้ำพระทัยของพระองค์ จากนั้น พระองค์จะนำเรากลับคือมี สัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้ง

หลายครั้งเมื่อเราได้กระทำบาปและอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าพระองค์จะตีสอนเรา แต่เราไม่ต้องรับการลงโทษเพราะบาปที่เราได้ทำเพราะพระเยซูคริสต์ทรงรับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปทุกประการของมนุษย์ชาติแล้ว แต่เราได้รับการตีสอนจากของพระองค์ด้วยความรัก เพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระองค์ และจะได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ({เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรักและทรงลงโทษทุกคนที่ทรงรับเป็นบุตร”}ฮีบรู บทที่12: ข้อ6 {ลูกเอ๋ย อย่าดูหมิ่นการตีสั่งสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า อย่าขุ่นข้องหมองใจเมื่อพระองค์ทรงว่ากล่าวตักเตือน เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสั่งสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก ดั่งพ่อตีสั่งสอนลูกที่ตนชื่นชม[เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเป็นความมั่นใจของเจ้า]}สุภาษิต บทที่ 3: ข้อ 11-12) การยกความผิดบาปและการที่พระองค์ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทนทุกข์กับการตีสอน อย่างไรก็ตาม การตีสอนที่เกี่ยวกับการกระทำบาป หรือการที่อยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าจะกลายเป็นพระพร และ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราได้กลับสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง

สรุป คือ โอกาสที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพื่อเราจะสารภาพบาป และ กลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์ เป็นของประทานที่พระองค์ทรงมอบแก่เราโดยพระคุณ การสารภาพบาปไม่ใช่วิถีทางที่อนุญาต หรือ สนับสนุนให้เราทำบาปเรื่อยไป แต่เป็นโอกาสที่เราจะสามารถก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณโดยรับการเติบโตในพระคุณและสติปัญญา โดยมีจุดประสงค์ว่า จะมีสักวันหนึ่งที่ผู้เชื่อจะรักพระเจ้าพระบิดา พระบุตร และ พระวิญญาณบริสุทธิ์

II
δύο
dýo
2
The Filling Of The Holy Spirit
(การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานฤทธิ์เดชแก่คุณเพื่อคุณจะสามารถประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้า มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์อย่างที่ผู้อื่นมองไม่เห็น(invisible impact on history) และถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างสูงสุดผ่านทรัพยากรฝ่ายวิญญาณทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ฉะนั้น คุณได้รับพระบัญชา"จงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์"

“และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ”
(เอเฟซัส บทที่5: ข้อ18)

นี่คือการ ที่พระองค์ทรงควบคุมจิตใจของคุณหลังจากการตั้งต้นใหม่ เป็นการนำฤทธิ์เดชมายังเครื่องมือการแก้ไขปัญหาต่อไปและช่วยห้ามคุณไม่ให้ตอบสนองต่อการล่อลวงของธรรมชาติบาป

“แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณและท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง[ธรรมชาติบาป]”
(กาลาเทีย บทที่5: ข้อ16)

เมื่อคุณดำเนินอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งเป็นสถานะที่คุณกำลัง"ดับพระวิญญาณ"และกระทำพระองค์(พระวิญญาณบริสุทธิ์)"เสียพระทัย" การก้าวหน้าของคุณถูกระงับ และ คุณไม่สามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณ ต่อต้านการล่อลวงที่กำลังโจมตีจุดอ่อนแห่งธรรมชาติบาปและล่อให้คุณกระทำความดีจากพลังฝ่ายเนื้อหนัง หรือใช้เครื่องมือการแก้ไขปัณหาได้ การที่เราได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการที่เรา "ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ" และจำนนต่อพันธกิจการสั่งสอนพระคำของพระองค์

“แต่เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงเสด็จมาพระองค์จะทรงนำพวกท่านไปสู่ความจริงทั้งมวล
พระองค์จะไม่ตรัสโดยลำพังพระองค์เองแต่จะตรัสเฉพาะสิ่งที่ทรงได้ยินและจะทรงแจ้งแก่พวกท่านถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้น”
(ยอห์น บทที่16: ข้อ13)

และที่ประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับสถานการณ์ของเรา การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนไอ-คิวของมนุษย์ ให้เป็นไอ-คิวฝ่ายวิญญาณซึ่งทำให้คริสเตียนทุกคนสามารถเข้าใจความรู้ฝ่ายวิญญาณได้ ดังนั้นผู้เชื่อทุกคนของยุคคริสตจักรจึงมีโอกาสเท่าเทียมกัน และมีสิทธิ์เท่ากันที่จะเรียนและเข้าใจหลักคำสอนพระคัมภีร์ซึ่งเป็นฐานของเครื่องมือการแก้ไขปัญหาอีก 8 ประการต่อไป

III
τρία
tría
3
The Faith-Rest Drill
(วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ)

เมื่อคุณถูกโจมตีด้วยปัญหามากมายจนไร้ความคิด คุณจำเป็นต้องประยุกต์หลักคำสอนในรูปแบบพื้นฐานที่สุด คือพระสัญญาของพระเจ้า การใช้พระสัญญาอย่างสม่ำเสมอทำให้คุณสร้างความไว้ใจในพระเจ้าอย่างเป็นนิสัย ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าเป็นการ "อดทนต่อความยากลำบาก"

“จงชื่นชมยินดีในความหวัง อดทนต่อความทุกข์ยากและสัตย์ซื่อในการอธิษฐาน”
(โรม บทที่12: ข้อ12)

ความอดทนต่อความยากลำบากเป็นการที่คุณมีความเชื่อแบบแน่วแน่ในพระคำของพระเจ้า เมื่อคุณอยู่ภายใต้ความกดดันความยากลำบากการหายนะ และ"คุณจะต้องยึดพระคำของพระองค์ไว้จนพระสัญญากลายเป็นจริงมากกว่าสถานการณ์ ประสบการณ์ หรืออารมณ์ของคุณ" เมื่อคุณเชื่อในพระสัญญาอย่างไม่สงสัยเลย คุณถึงสามารถเข้าสู่ที่พำนักแห่งความสงบสันติภายในจิตใจ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการคิดด้วยมุมมองของพระเจ้า

พระสัญญาคือการรับรองจากพระเจ้า เป็นการแถลงนโยบายของพระเจ้าที่รับการส่งเสริมจากหลักคำสอน พระคัมภีร์ เป็นศิลาอันมั่นคงและเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคุณ พระสัญญาเปิดเผยพระลักษณะและนโยบายของพระเจ้าทำให้คุณเห็นมุมมองของพระองค์โดยทันที และทำให้สถานการณ์อันซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายๆ มีพระสัญญามากมายที่รับรองถึงการทรงจัดเตรียมปัจจัยสำคัญและการทรงคุ้มครองดูแลในยามยากลำบาก

ขั้นตอนในการประยุกต์วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมาใช้มีดังนี้คือ

1.ยึดพระสัญญาของพระเจ้าไว้สักประเด็นหนึ่ง เพื่อคุณจะมีความสงบมั่นคงในจิตใจ

2.ทบทวนหลักคำสอนพระคัมภีร์ซึ่งจะสนับสนุนพระสัญญานั้น

3.สรุปสถานการณ์จริงจากการประยุกต์ขั้นตอน 1 กับ 2 เป็นการที่คุณมองสถานการณ์ด้วยความเชื่อ และทำให้ความเชื่อได้ควบคุมสถานการณ์

การปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนนี้จะทำให้คุณมองสถานการณ์ที่กดดันด้วยมุมมองของพระเจ้าและเป็นการพัฒนาความมั่นใจเพราะหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่มีในจิตใจ จากนั้นแล้ว การมั่นใจในความสัตย์ซื่อและการทรง ดูแลปกป้องของพระองค์จะทำให้คุณสามารถคุมสติ ผ่อนคลาย และวางใจในพระองค์ว่าพระองค์จะทรงแก้ไขปัญหาทุกเรื่องในชีวิตของคุณ

“ท่าน[อับราฮัม] มิได้หวั่นไหวแครงใจใพระสัญญาของพระเจ้า
แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคงยิ่งขึ้น จึงถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า
ท่านเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงฤทธิ์สามารถกระทำให้สำเร็จได้ตามที่พระองค์ตรัสสัญญาไว้”
(โรม บทที่4: ข้อ20-21)

วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อทำให้คุณสามารถคิดได้เมื่อต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน ทำให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์ และทำให้สามารถเห็นคุณค่าในพระคุณของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น

“เพราะฉะนั้นในเมื่อพระสัญญาว่าด้วยการเข้าสู่การพักสงบของพระองค์นั้นยังคงอยู่ ก็ให้เราทั้งหลายระวังไม่ให้สักคนในพวกท่านพลาดจากการพักสงบนี้ เพราะเราทั้งหลายได้รับข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับคนเหล่านั้น แต่ข้อความที่ได้ยินนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เขา เพราะคนเหล่านั้นที่ได้ยินไม่ได้เชื่อสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับเขา บัดนี้เราผู้ที่เชื่อก็ได้เข้าสู่การพักสงบตามที่พระเจ้าได้ตรัสไว้ว่า“ดังนั้นเราจึงสาบานด้วยความโกรธของเราว่า‘พวกเขาจะไม่มีวันได้เข้าสู่การพักสงบของเรา’ ”[อย่าทำใจแข็งกระด้างเหมือนที่เมรีบาห์["מְרִיבָה" /(mer-ee-baw') Meribah]เหมือนที่มัสสา[“מַסָּה” / (mas-saw') Massah ]ในถิ่นกันดาร สดุดี บทที่95: ข้อ8]แม้ว่างานของพระองค์เสร็จแล้วตั้งแต่การทรงสร้างโลก”
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ1-3ก; )

“ฤทธิ์อำนาจของพระองค์ได้ประทานทุกสิ่งที่จำเป็นแก่เราที่จะดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า
ผ่านทางการรู้จักพระองค์ผู้ทรงเรียกเราด้วยพระเกียรติสิริและคุณความดีของพระองค์เอง
โดยสิ่งเหล่านี้พระองค์ได้ประทานพระสัญญาอันยิ่งใหญ่และล้ำค่าของพระองค์แก่เรา
เพื่อว่าโดยทางพระสัญญาเหล่านี้พวกท่านจะได้มีส่วนในพระลักษณะของพระเจ้าและ
พ้นจากความเสื่อมทรามในโลกซึ่งเกิดจากตัณหาชั่ว”
(2เปโตร บทที่1: ข้อ3-4)

การผสมผสานความเชื่อกับพระสัญญาทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองของคุณ จากการถือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นการจำนนต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจ (รวมทั้งพระเจ้าและผู้ทีมีสิทธิอำนาจเหนือคุณในสังคม) ให้มีความสง่าผ่าเผยและมีเกียรติ ไม่เข้าข้างตัวเอง พร้อมฟังคำสั่งสอน(Teachabiliy) และมีความเป็นมืออาชีพ การยึดพระสัญญาไว้เป็นการแปรขบวนการปัองกันฉับพลันที่รักษาแนวป้องกันไว้ชั่วคราวก่อนที่จะประยุกต์หลักคำสอนที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมมาใช้กับสถานการณ์นั้นๆ วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อนี้เป็นรากฐานแห่งความถ่อมใจและความเข้มแข็งซึ่งมีความจำเป็นในการปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้าในทุกขั้นตอน

IV
τέσσερα
téssera
4
Grace Orientation
(การเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระคุณของพระเจ้า)

การใช้วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อทำให้ผู้เชื่อปรับตัวเข้าหาพระคุณของพระเจ้า เป็นการรับรองว่าคุณจะได้รับการพิจารณา ความยุติธรรม และ การเอาใจใส่จากศาลสูงสุดแห่งสวรรค์ ความเข้าใจในนโยบายพระคุณของพระเจ้าและการสำนึกว่าคุณไม่สมควรที่ได้รับทรัพย์สินอันมากมายที่ได้รับ จากพระองค์อยู่แล้วนั้นเป็นทัศนคติที่สร้างความถ่อมใจที่ แท้จริงเป็นระบบความคิดและเป็นวิถีชีวิต ในระบบความคิดนั้น ความถ่อมใจคือการเป็นอิสระจากความเย่อหยิ่งและมุมมองของมนุษย์ และในวิถีชีวิตความถ่อมใจคือการปรับตัวให้จำนนต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจและการมองโลกจากความจริงแห่งหลักคำสอนพระคัมภีร์ ความถ่อมใจที่แท้จริงให้ความสามารถในการรับพระพรที่ยิ่งใหญ่

"ท่านทุกคนจงสวมทับความถ่อมใจในการปฏิบัติต่อกันและกัน
ด้วยว่าพระเจ้าทรงต่อสู้คนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง
แต่พระองค์ทรงประทานพระคุณแก่คนทั้งหลายที่ถ่อมใจลง
เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภายใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า
เพื่อพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้น เมื่อถึงเวลาอันควร"
(1 เปโตร บทที่5: ข้อ5ข-6)

ด้วยความถ่อมใจคุณจะเป็นคนที่รับรู้ได้(Is Teachable)ความคิดของคุณจะปรับเข้าหานโยบายพระคุณของพระเจ้า คุณจึงเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ คุณจะเข้าใจว่ามีเพียงความสามารถและฤทธิ์เดชขอบพระเจ้าเท่านั้นที่จะ สามารถช่วยคุณและให้คำตอบในทุกปัญหาในชีวิตของคุณ เนื่องคุณสำนึกว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคุณด้วยพระคุณเสมอ คุณก็สามารถเริ่มปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่นตามนโยบายพระคุณของพระองค์เช่นเดียวกัน คุณมีความเมตตาต่อผู้อื่น และจะมองข้ามความผิดและข้อบกพร่องของเขา

“จงขจัดความขมขื่นทั้งสิ้น ความเกรี้ยวกราด และความโกรธแค้น
การทะเลาะและการใส่ร้ายป้ายสี พร้อมทั้งการมุ่งร้ายทุกรูปแบบ จงเมตตาและสงสาร
เห็นใจกันและกัน ให้อภัยต่อกันเหมือนที่พระเจ้าทรงอภัยแก่ท่านในพระคริสต์”
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ31-32)

ทัศนคตินี้ซึ่งก่อขึ้นจากการประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ได้ผลิตคุณธรรมของ คริสเตียนภายในจิตใจของคุณ

V
πέντε
pénte
5
Doctrinal Orientation
(การปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์)

"เพราะดังที่เขาคิดในจิตใจของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น"
(สุภาษิต บทที่23: ข้อ7ก)

ชีวิตฝ่ายวิญญาณคือการคิดด้วยมุมมองของพระเจ้า และการที่คุณได้ประยุกต์ความคิดนั้นต่อสถานการณ์ต่างๆของคุณ เมื่อคุณได้คิดด้วยหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่คุณได้สะสมไว้ในจิตใจคุณ และพร้อมที่จะรับการประยุกต์นำมาใช้ (Metabolized Doctrine) คุณจึงได้ปฏิบัติชีวิตด้วย "จิตใจของพระคริสต์" ซึ่งเป็นแหล่งแห่งสติปัญญาที่แท้จริงและสูงสุด

“ใครเล่าจะเข้าใจพระทัย[พระวิญญาณ หรือ วิญญาณ]ขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่พระองค์ได้?”
(อิสยาห์ บทที่40: ข้อ13)

“เพราะใครเล่าจะหยั่งรู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะสั่งสอนพระองค์ได้?” แต่เรามีพระทัยของพระคริสต์”
(1 โครินธ์ บทที่2: ข้อ16)

การเห็นความสำคัญในประเด็นนี้ และ การปฏิบัติตามทำให้คุณสามารถก้าวหน้าจากการเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นขั้นที่ผู้เชื่อได้ประยุกต์พระสัญญาง่ายๆจนขั้นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้เชื่อที่สามารถสรุปเหตุผลจากหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่ซับซ้อน(complex doctrinal rationales)

"อย่าประพฤติตามโลกนี้{" κόσμος" / Kosmos โคสมอส } แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่
[ปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์] เพื่อท่านจะได้
ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย
และอะไรดียอดเยี่ยม ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคน
โดยพระคุณ[การเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระเจ้า]
ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว อย่าคิดถือตัวเกินควรจะคิดนั้น
แต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม [มุมมองของพระเจ้า] สมกับขนาดความเชื่อ
ที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่มนุษย์ทุกคน
[เป็นมาตรฐานความคิดที่ได้มาจากการสะสมหลักคำสอนพระคำภีร์ไว้ในจิตใจ]"
(โรม บทที่12: ข้อ2-3)

ความจริงได้ก่อสร้างกระจกขึ้นภายในจิตใจ เพื่อให้คุณสามารถประเมินตนเองและสถานการณ์ของคุณจากมุมมองของพระเจ้า และโดยไม่เอาความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาปะปน เมื่อคุณคิดด้วยมาตรฐานและบรรทัดฐานแห่งหลักคำสอนพระคัมภีร์ คุณได้พึ่งอาศัยพระผู้เป็นเจ้า ทำการตัดสินใจที่ดี และได้แก้ไขปัญหาแห่งชีวิตโดยวิธีของพระเจ้า ไม่ใช่วิธีของมนุษย์

จุดประสงค์หนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อคือการปลูกฝังความจริงภายในจิตใจ อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบหลักคำสอนพระคัมภีร์ภายในจิตใจให้พร้อมที่จะนำมาใช้กับประสบการณ์ส่วนตัว เป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างทีละเล็กทีละน้อยตามขั้นตอน{"קוה"/(kaw-vaw') qawah (คะวา)} ความจริงถูกสร้างขึ้นมาบนฐานความจริง ผู้เชื่อจะต้องเรียนแบบ"บรรทัดซ้อนบรรทัด ที่นี่นิด ที่นั้นหน่อย"

“เพราะมันเป็นอย่างนี้คือ ทำนี่ ทำนั่นกฎของสิ่งนี้ กฎของสิ่งนั้น ตรงนี้นิด ตรงนั้นหน่อย”
(อิสยาห์ บทที่28: ข้อ10)

โดยวิธีนี้ผู้เชื่อได้พัฒนาโครงสร้างความรู้(frame of reference)เพื่อที่จะรับรู้และสะสมหลักคำสอนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เรียนเห็นภาพใหญ่ของชีวิตฝ่ายวิญญาณอันน่าอัศจรรย์ หลักการนี้อธิบายว่าทำไมผู้เชื่อจำเป็นจะต้องฟังหลักคำสอนพระคัมภีร์เป็นกิจวัตรประจําวัน และเน้นการสอนซ้ำ(repetition)โดยศิษยาภิบาล เราไม่สามารถสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์โดยแค่แสดงความกระตือรือร้นในการเรียนเป็นครั้งเป็นคราว แต่ด้วย การเรียน การจดจำ และการระลึกถึงคำสอนอย่างจริงจังและเหนียวแน่น การเรียนรู้ และการจดจำหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้จะบังเกิดความเชื่อความมั่นใจในพระคริสต์และความรักต่อพระเจ้าอย่างเสมอ

“ฉะนั้นสามสิ่งนี้ยังคงอยู่คือ ความเชื่อ ความหวังใจ และความรัก แต่ความรักยิ่งใหญ่ที่สุด”
(1โครินธ์ บทที่13: ข้อ13)

[ระบบความคิด]

["Tongues" ค.ศ 2000 หน้า 49-50]

พระเจ้าทรงสถาปนาชีวิตฝ่ายวิญญาณให้เรา ชีวิตฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นระบบความคิด ซึ่งจะเรียกหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่ได้สะสมไว้ในจิตใจแล้ว เพื่อเอามาใช้ในสถานการณ์ต่างๆในชีวิต การเสริมสร้าง และ การเติบโตในชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องการความคิด ไม่ใช่อารมณ์ อารมณ์(ความรู้สึก) ไม่สามารถเรียนรู้ วิเคราะห์ แก้ไขปัญหา หรือก่อให้เกิดผลฝ่ายวิญญาณได้อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อหลายคนชอบอาศัยอารมณ์ แทนที่จะใช้เวลาและความคิดเพื่อสร้างระบบความคิดที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เขา

เมื่ออารมณ์ได้ครอบงำความคิดเรา การเข้าข้างตัวเอง ความคิดไร้เหตุผล และ ความบาป ได้เข้าควบคุมชีวิต ในทางตรงข้าม หากจิตใจของคนถูกครอบครองด้วยหลักคำสอนพระคัมภีร์ คุณจะไม่คิดถึงเรื่องของตัวเอง และสามารถมีความคิดตามความจริงโดยไม่เอาความคิดส่วนตัวเข้ามาปะปน คุณยิ่งมีหลักคำสอนพระคัมภีร์สะสมไว้ในจิตใจคุณ คุณยิ่งมีโอกาสที่จะประยุกต์หลักคำสอนนั้นมาใช้ในชีวิต พระคัมภีร์มีหลายตอนซึ่งตอกย้ำหลักการนี้

"เพราะดังที่เขาคิดในจิตของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น"
(สุภาษิต บทที่ 23: ข้อ7ก)

"จงเอาใจจดจ่อ["φρονεο[φρονέω]"/ (fron-eh'-o) phroneó โฟร-เนโอ] ต่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่อยู่บนแผ่นดินโลก"
(โคโลสี บทที่ 3: ข้อ2)

"และจงรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ โดยวิญญาณ [การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์]แห่งจิตใจของท่าน"
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ23)

"จงมีความคิดในตนเอง เหมือนกับความคิดซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์"
(ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ 5)

เราสามารถคิดเหมือนพระคริสต์ได้อย่างไร? โดยรู้จักหลักคำสอนพระคัมภีร์ได้เรียนว่า"จิตของพระคริสต์"({“เพราะใครเล่าจะหยั่งรู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะสั่งสอนพระองค์ได้?”}1โครินธ์ บทที่2: ข้อ16 {ใครเล่าจะเข้าใจพระทัย[พระวิญญาณ หรือ วิญญาณ]ขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่พระองค์ได้?}อิสยาห์ บทที่ 40: ข้อ13)(คำว่า 'จิต' แปลมาจากคำกรีก "νουζ[νοῦς]"/ (nooce) Nouz นูส ซึ่งหมายถึง "ความคิด" ก็ได้) ถึงแม้คุณอาจตอบสนองต่อหลักคำสอนพระคัมภีร์ด้วยอารมณ์ ความรู้สึกนั้นไม่เกี่ยวกับฝ่ายวิญญาณ หรือ การเติบโตฝ่ายวิญญาณของคุณ ถ้าคุณจะพยามดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณโดยจิตใจของคุณยังถูกควบคุมจากความรู้สึก คุณจะต้องสู้กับอารมณ์ที่ขึ้นๆลงๆ ซึ่งคัดค้านความมั่นคงของหลักคำสอนพระคัมภีร์ สิ่งที่พระเจ้าตรัสเป็นมาตรการของชีวิตฝ่ายวิญญาณ ไม่ใช่ความรู้สึกของคุณ พระคำของพระเจ้าต้องเป็นจริงในชีวิตของคุณมากกว่าอารมณ์ ความรู้สึก สถานการณ์ ปัญหา หรือ ประสบกาณ์ใดๆ มีแต่การเรียนรู้หลักคำสอนพระคัมภีร์เท่านั้น ซึ่งจะให้คุณรู้จักพระเจ้า รับฤทธิ์เดชของพระองค์ ก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณถึงขั้นเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ และ มีชีวิตที่ถวายเกียรติแด่พระองค์

VI
έξι
éxi
6
A personal Sense Of Destiny
(การรู้จักเป้าหมายของชีวิต)

ด้วยความมั่นใจจากหลักคำสอนพระคำภีร์ภายในจิตใจ คุณเริ่มที่จะมีชีวิตที่เล็งถึงอนาคตอันนิรันดร์บนสวรรค์ การเห็นคุณค่ากับตนเองได้สร้างขึ้นมาจากฐานะที่คุณมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะคุณได้เข้าส่วนในทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงมีและทรงเป็น เช่น ความชอบธรรมของพระองค์

“พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป[เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป]เพื่อเรา เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”
(2 โครินธ์ บทที่5: ข้อ21 )

ความเป็นบุตรของพระเจ้า

“ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์”
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26 )

การเป็นปุโรหิตของพระองค์

“และโดยพระประสงค์นี้เราทั้งหลายจึงได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์ โดยการถวายพระกายของพระเยซูคริสต์เป็นเครื่องบูชาเพียงครั้งเดียวเป็นพอวันแล้ววันเล่าที่ปุโรหิตทุกคนยืนปฏิบัติศาสนกิจ ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เขาถวายเครื่องบูชาแบบเดียวกันซึ่งไม่สามารถลบล้างบาปให้สิ้นไปได้เลย แต่เมื่อปุโรหิตองค์นี้ถวายเครื่องบูชาลบล้างบาปครั้งเดียวสำหรับตลอดไปแล้ว ก็ประทับลงที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า นับแต่นั้นมาพระองค์ทรงรอคอยจนกว่าเหล่าศัตรูของพระองค์จะถูกทำให้เป็นแท่นวางพระบาทของพระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงกระทำให้บรรดาผู้ที่กำลังรับการทรงชำระให้บริสุทธิ์นั้นบรรลุความสมบูรณ์พร้อมเป็นนิตย์โดยการถวายบูชาครั้งเดียว”
(ฮีบรู บทที่10: ข้อ10-14)

การทรงเป็นพระราชาของพระองค์

“นี่เป็นคำกล่าวที่เชื่อถือได้คือถ้าเราตายกับพระองค์เราก็จะมีชีวิตกับพระองค์ด้วย
ถ้าเราอดทนเราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วยถ้าเราปฏิเสธพระองค์[ปฏิเสธพระคำ
ซึ่งเป็นความคิดของพระองค์] พระองค์ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย[จะไม่ทรงมอบรางวัลให้”
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ11-12 )

และอนาคตของพระองค์

“และบรรดาผู้ที่ทรงกำหนดไว้ก่อนนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกด้วย บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงเรียก
พระองค์ก็ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรมด้วย บรรดาผู้ที่ทรงนับว่าเป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงให้รับพระเกียรติสิริด้วย”
(โรม บทที่8: ข้อ30 )

การที่เราได้เข้าส่วนในพระคริสต์ทำให้พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการเติบโตฝ่ายวิญญาญของเราและในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งจะทำให้เราครอบครองกับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ การที่คุณได้เห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่าคุณได้รู้จักเป้าหมายของชีวิตคุณแล้ว

จากการรู้จักเป้าหมายในชีวิตของคุณ คุณจึงจะสามารถพัฒนาความสุขและความมั่นใจชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน (Spiritual Self esteem) ซึ่งเป็นขั้นฝ่ายวิญญาณที่คุณสามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาของคุณจากหลักคำสอนพระคัมภีร์โดยไม่ต้องขอคำปรึกษาและการชี้แนะจากผู้อื่น คุณได้พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ที่จะเข้าใจและรับประโยชน์จากพระพรของพระเจ้า ที่จะทนต่อความทุกข์อย่างมีความสุข และที่จะรักษาการ ก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณคุณเอาไว้ นี่คือสมัยแรกของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงมอบสิทธิเหล่านี้แก่ผู้เชื่อ

"เพราะในพวกเราไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง และไม่มีผู้ใดตายเพื่อตนเอง
ถ้าเรามีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า
เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตหรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า"
(โรม บทที่14: ข้อ7-8)

ผ่านการเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระคุณของพระเจ้า และการปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์คุณได้เห็นศักยภาพของตนเองภายในแผนการของพระเจ้า ความทุกข์และความลำบากได้เลือนรางเพราะคุณมีมุมมองชีวิตที่มีความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน การมั่นใจในอนาคตของตนเองจะไม่เปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ และเนื่องจากคุณได้เห็นคุณค่าในมรดกที่คุณได้รับจากพระเจ้า คุณจะสำนึกในพระคุณของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง


VII
επτά
eptá
7
Personal Love For God The Father
(ความรักส่วนตัวต่อพระบิดา)

เมื่อคุณได้ค้นพบพระลักษณะและคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า และทรัพยากรฝ่ายวิญญาณอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงประทานให้คุณแล้ว คุณจะสามารถตอบสนองต่อพระองค์ด้วยความเคารพ นับถือ ความจงรักภักดี และการอ่อนน้อม เป็นการบรรลุพระบัญชาของ มัทธิว บทที่22: ข้อ37

“พระเยซูตรัสตอบว่า “ ‘จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าของท่านอย่างสุดใจ
สุดจิต และสุดความคิดของท่าน’[พระเมสสิยาห์]”
(มัทธิว บทที่22: ข้อ37)

ความรักส่วนตัวที่คุณมีต่อพระเจ้าจะเป็นแรงจูงใจที่จะกระตุ้นให้คุณเลียนแบบความบริสุทธิ์และคุณธรรมของพระองค์ ความมั่นใจในพระเจ้าทำให้คุณรักษาแรงเคลื่อนในการใช้เครื่องมือการแก้ปัญหา และทำให้คุณกล้าหาญในสถานการณ์ ทุกข์ยาก เป็นความกล้าหาญแบบเดียวกันกับที่ถูกแสดงถึงใน เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่31: ข้อ6, ข้อ8

“จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือครั่นคร้ามพวกเขาเลย เพราะ
พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งท่านเลย”

“อย่ากลัว อย่าท้อแท้เลย องค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงนำหน้าท่าน
และสถิตอยู่กับท่าน พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งท่านเลย”
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่31: ข้อ6, ข้อ8)

แต่คุณจะสามารถรักพระเจ้า คือ จะนมัสการและนับถือพระองค์ได้อย่างไรทั้งที่พระองค์เป็นผู้ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา

“แม้ท่านยังไม่เห็นพระองค์แต่ก็รักพระองค์ แม้ขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์
แต่ก็เชื่อในพระองค์และเปี่ยมด้วยความชื่นชมยินดีอันยิ่งใหญ่สุดจะพรรณนา”
(1 เปโตร บทที่1: ข้อ8)

คุณได้มองเห็นได้รู้จัก และได้รักพระองค์ผ่าน"ความจริง"คือ หลักคำสอนพระคัมภีร์ และ"วิญญาณ"คือ การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

“พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ ผู้ที่นมัสการพระองค์ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง”
(ยอห์น บทที่4: ข้อ24)

เมื่อคุณสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้ในใจจนคุณได้คิดด้วยความคิดของพระองค์ ได้มองมุมมองของพระองค์ และเห็นคุณค่าในความบริสุทธิ์และคุณธรรมอันสมบรูณ์แบบของพระองค์ คุณได้รักพระองค์ในขณะที่คุณพัฒนาความสามารถในการที่จะรักพระเจ้า คุณกำลังจะพัฒนาความมั่นใจว่า แม้แต่ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตของคุณ พระองค์ยังควบคุมประวัติศาสตร์เพื่อให้ปัญหานั้นกลายเป็นผลประโยชน์แก่ตัวคุณเอง

"เรารู้ว่า สำหรับผู้ที่รักพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่ง ให้เกิดผลดี
แก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์"
(โรม บทที่8: ข้อ28)

VIII
οκτώ
októ
8
Impersonal Love For All Mankind
(ความรักอันไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์)

กาทดสอบที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตมักจะมาในรูปแบบ การทดสอบผ่านผู้คน (people testing) คงมีบางคนที่คุณต้องคบซึ่งเป็นคนที่งี่เง่าหรือชั่วร้าย และคุณคงต้องการที่เป็นเพื่อนหรือมีความสนิทสนมกับคนไม่กี่คนที่คุณได้เลือกเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะพูดถึงคนใกล้ตัวคุณนั้นก็ยังยากที่จะรักพวกเขาด้วยความรักส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มีบางครั้งซึ่งความสัมพันธ์ ไม่ว่าสนิทสักเท่าไร จะทำไห้ผิดหวังหรือเกิดการคัดค้านกันระหว่างสองฝ่าย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะมีความรักส่วนตัวต่อคนที่ไม่น่าคบหรือไม่น่ารัก และจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะปฏิบัติตามพระบัญญัติ "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"[โรม บทที่13: ข้อ9])?

“พระบัญญัติที่ว่า “อย่าล่วงประเวณี” “อย่า{ฆาตกรรม}คน” “อย่าลักขโมย” “อย่าโลภ”
และพระบัญญัติอื่นๆ ล้วนรวมอยู่ในข้อนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง”
(โรม บทที่13: ข้อ9)

คุณจะรักทุกคนได้ด้วยความรักอันไม่ส่วนตัวเท่านั้น

“อย่าติดค้างเป็นหนี้ใคร เว้นแต่หนี้ซึ่งไม่อาจจ่ายคืนได้หมด คือความรักที่มีต่อกันและกัน
เพราะผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ก็ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติอย่างครบถ้วนแล้ว
พระบัญญัติที่ว่า “อย่าล่วงประเวณี” “อย่า{ฆาตกรรม}คน” “อย่าลักขโมย” “อย่าโลภ” และพระบัญญัติอื่นๆ
ล้วนรวมอยู่ในข้อนี้คือ “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ความรักไม่ทำร้ายเพื่อนบ้านของตน
ฉะนั้นการมีความรักจึงเป็นการปฏิบัติตามบทบัญญัติอย่างครบถ้วนแล้ว”
(โรม บทที่13: ข้อ8-10)

ความรักอันไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องอาศัยความดึงดูดจากเขา การเป็นมิตรเป็นเพื่อน หรือให้เราจะคบกับเขาหรือแม้แต่รู้จักเขาก็ได้ ความรักอันไม่ส่วนตัว ซึ่งมาจากคุณธรรมของผู้ที่รักและไม่รักเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือเสน่ห์ของผู้ที่ถูกรัก เป็นความรักอันเดียวกับความรักซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อผู้ที่ไม่เชื่อทุกคน

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์”
(ยอห์น บทที่3: ข้อ16;)

“เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเลียนแบบพระเจ้าให้สมกับเป็นบุตรที่รัก
และจงดำเนินชีวิตในความรักเหมือนที่พระคริสต์ทรงรักเราทั้งหลาย
และประทานพระองค์เองเพื่อเราเป็นเหมือนของถวายอันมีกลิ่นหอมและเครื่องบูชาแด่พระเจ้า”
(เอเฟซัส บบที่5: ข้อ1-2 )

พระเจ้าทรงวางแผนและทรงปฏิบัติแผนการความรอดของผู้ที่ไม่เชื่อนั้นจากฐาน แห่งคุณธรรม{ Justice (ความยุติธรรม)}อันสมบูรณ์แบบของพระองค์ ความรักอันไม่ส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ ความรู้สึกหรืออารมณ์แต่อย่างใด แต่อาศัยคุณความดีของผู้ที่รัก เมื่อคุณมีความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน และได้พัฒนาความรักส่วนตัวที่มีต่อพระเจ้า

“และพระองค์ทรงบัญชาเราไว้ว่าผู้ที่รักพระเจ้าต้องรักพี่น้องของตนด้วย”
(1ยอห์น บทที่4: ข้อ21)

คุณถึงจะมีคุณธรรมซึ่งจำเป็นก่อนที่จะสำแดงความรักให้กับเพื่อนมนุษย์

"ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้
ความรักไม่อิจฉา ความรักไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง
ไม่ทำสิ่งที่ไม่บังควร ไม่คิดเห็นแก่ฝ่ายเดียวไม่ฉุนเฉียว
ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความชั่วช้า
แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ไม่แคะไค้คุ้ยเขี่ยความผิดของเขา
และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวัง[ความมั่นใจ]
อยู่เสมอและเพียรอดทนทุกอย่าง "
(1 โครินธ์ บทที่13: ข้อ4-7)

ความรักไม่ส่วนตัว ซึ่งบังเกิดมาจากคุณธรรมของพระเจ้า จะไม่แพ้ต่อจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของคน ความรักส่วนตัวที่คุณมีต่อพระเจ้าและความรักอันไม่ส่วนตัวที่คุณมีต่อเพื่อนมนุษย์ได้บวกกันเป็นความรักคุณธรรม(Virtue love) ด้วยความรักคุณธรรมนี้คุณจะไม่ถูกถ่วงด้วยการไม่ให้อภัย ความขมขื่น ความโกรธ การตัดสินผู้อื่น ความเคียดแค้น หรือบาปทางความคิดประเภทอื่นๆ และจะไม่ถูกหันเหด้วยความเครียด ความกดดัน หรือการถูกข่มเหง คุณจะเชื่อฟังและเลียนแบบพระผู้เป็นเจ้าโดยการตอบแทนการดุหมิ่นและการเป็นปรปักษ์ด้วยความเมตตากรุณา ความเอาใจใส่ ความ อดทน และความถ่อมใจ

“ฉะนั้นในฐานะประชากรที่พระเจ้าทรงเลือก ผู้บริสุทธิ์และเป็นที่รักยิ่งของพระองค์ จงสวมความสงสาร ความกรุณา ความอ่อนโยน ความถ่อมสุภาพ และความอดทน จงอดทนอดกลั้นต่อกันและกัน และไม่ว่าท่านมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจประการใดต่อกันก็จงยกโทษให้กัน ท่านจงยกโทษให้กันเหมือนที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงยกโทษให้ท่าน และจงสวมความรักทับคุณความดีทั้งหมดนี้ ความรักผูกพันสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์”
(โคโลสี บทที่3: ข้อ12-14; )

“สุดท้ายนี้ท่านทั้งปวงจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน จงเห็นอกเห็นใจกัน จงรักกันฉันพี่น้อง จงมีใจอ่อนโยนและถ่อมสุภาพ อย่าทำชั่วตอบแทนการชั่ว อย่าด่าว่าผู้ที่ด่าว่าท่าน แต่จงให้พรเขาแทนเพราะพระเจ้าได้ทรงเรียกท่านให้ทำเช่นนี้ เพื่อท่านจะได้รับพระพรเป็นมรดก”
(1เปโตร บทที่3: ข้อ8-9)

IX
εννέα
ennéa
9
Sharing The Happiness Of God
(การเข้าส่วนในความสุขของพระเจ้า)

ในขณะที่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ทรงถูกทรมานอย่างเหลือพรรณนา พระองค์ไม่เคยสูญเสียสันติสุขและความปิติยินดีที่สมบูรณ์แบบ

“ให้เราเพ่งมองที่พระเยซูผู้ทรงลิขิตความเชื่อและทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์
พระองค์ทรงทนรับกางเขนและไม่ใส่พระทัยในความอัปยศของไม้กางเขน
เพราะเห็นแก่ความชื่นชมยินดีที่อยู่เบื้องหน้า และพระองค์ได้ประทับที่เบื้องขวาพระที่นั่งของพระเจ้า”
[ฮีบรู บทที่12: ข้อ2])

ทัศนคติสงบสุขภายในความคิด (a relaxed mental attitude) กระทำให้พระองค์สามารถมองสถานการณ์ที่ทนทุกข์และสถานการณ์ที่เจริญรุ่งเรืองว่าเท่ากัน และชีวิตกับความตายก็เป็นสิ่งเท่ากัน

“เพราะสำหรับข้าพเจ้า การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์และการตายก็ได้กำไร”
(ฟิลิปปี บทที่1: ข้อ21)

พระองค์ไม่เคยรู้สึกกลัว ไม่เคยสงสารพระองค์เอง และ ถึงแม้ว่าพระองค์ต้องได้ประสบความโหดร้าย ถูกทรมาน และความตายก็ตาม แต่ความสุขของพระองค์นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง คุณเองสามารถประสบกับความสุขนี้ในชีวิตของคุณ เป็นพระพรจากพระเจ้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้คน สภาพสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งใดในโลกนี้ เมื่อหลักคำสอนพระคัมภีร์และความรักได้ครอบงำจิตใจของคุณ คุณจะประสบสันติสุขที่สูงสุดท่ามกลางการทดสอบที่ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเภทการทดสอบผ่านความคิด(Thought testing) ผ่านผู้คน(People testing) ผ่านระบบ(System testing) หรือผ่านความหายนะ(Disaster testing)

"นี้คือสิ่งที่เรา[พระเยซูคริสต์] ได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว
[คำสั่งสอนต่างๆ จากหลักคำสอนพระคัมภีร์] เพื่อให้ความสุของเรา
[ความสุข ของพระเจ้า]ดำลงอยู่ในพวกท่านและ
ให้ความสุขของท่านเต็มเปี่ยม[สมบูรณ์แบบและถาวร]"
(ยอห์น บทที่15: ข้อ11)

ความสุขของพระเจ้าไม่มีวันสูญสิ้นและไม่ได้อาศัยสิ่งของจากโลกนี้ เมื่อคุณได้เห็นว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสถานการณ์รอบข้าง ความสุขของพระเจ้าจะอยู่กับคุณในทุกที่และทุกเวลาเป็นคู่หูที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ ความสุขภายในสามารถชนะความโศกเศร้าและความกลัวของมนุษย์

“พี่น้องทั้งหลายเมื่อใดที่ท่านเผชิญความทุกข์ยากนานาประการ จงถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีจริงๆ”
(ยากอบ บทที่1: ข้อ2)

และจะพัฒนาความสามารถในการดำเนินชีวิตในหลายด้าน ไม่มีเหตุการณ์ใดๆที่จะชนะคุณได้

X
δέκα
déka
10
Occupation With The Person Of Jesus Christ
(การปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์)

เมื่อคุณมีความรักและความเคารพนับถือกับใครสักคน ความคิดของคุณจะปักใจไว้กับคนนั้นอย่างแรงกล้า เช่นเดียวกับ เมื่อคุณได้พัฒนาความเข้าใจและความรักที่คุณมีต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า คุณก็จะคิดถึงพระองค์ในทุกเรื่องและเป็นแบบอย่างชีวิตของคุณ พระองค์จะกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณและจะเป็นอิทธิพลซึ่งนำทุกความคิด ทุกการตัดสินใจและทุกการกระทำของคุณ ในแต่ละขณะเวลาคุณได้เพ่งความคิดของคุณ ที่พระองค์ เนื่องจากชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณได้รับการหล่อเลี้ยงและการหนุนใจจากพระคริสต์เพียงผู้เดียว คุณจะไม่ต้องอาศัยผู้คนสำหรับความรักความสุข ความช่วยเหลือและการหนุนจิตชูใจจากผู้คนรอบข้างอีกต่อไป คุณกลายเป็นผู้เชื่อที่เป็นอิสระจากระบบโลก{พระคัมภีร์ได้รวบรวมกลอุบายและระบบโลกของ'ซาตาน'นี้ทั้งหมดโดยใช้คำกรีกคำเดียวว่า "κόσμος" / kosmos โคสมอส (โคสมอส ซึ่งกลายเป็นคำว่า Cosmic ในภาษาอังกฤษ) คำว่า โคสมอส นี้ได้อธิบายถึงองค์กรที่มีระบบระเบียบ มีส่วนประกอบที่สอดคล้องกัน มีวัตถุประสงค์และนโยบาย และมีโครงสร้างสิทธิอำนาจ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความคิดของมนุษยชาติ'โคสมอส' นี้ คือ องค์กรหรือระบบที่กว้างขวาง ซึ่งซาตานได้ก่อขึ้น และได้สะท้อนถึงความใฝ่ฝัน จุดประสงค์ และวิธีการของซาตาน 'โคสมอส' คือระบบโลกที่อยู่ต่างจากพระเจ้า เป็นอารยธรรมซึ่งหันหน้าไปจากพระองค์ และไม่ยอมนับถือว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกและมนุษย์ชาติ ระบบนี้ก่อให้เกิดรัฐบาล สงคราม การศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งได้ละทิ้งพระเจ้า แล้วใช้ศีรธรรม และ ความภูมิใจเป็นมาตรฐาน'โคสมอส'คือโลกซึ่งมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ เป็นทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้เห็น และได้ใช้ในการดำลงชีวิตวันต่อวัน เกือบทุกคนบนโลกนี้ เชื่อว่าระบบเดียวที่เขารู้จักตราบเท่าที่เขาอยู่บนโลกนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ก็คือ ระบบโลกของซาตาน(The Satanic System)ซึ่งสมควรใช้ในการอธิบายคำว่า 'โคสมอส' เพราะระบบโลกนี้เป็นระบบของพญามาร(Kosmos Diabolicus )[Lewsis Sperry Chafer, Systemaitc Theology(Dallas Seminary Press, 1947),2:77-78]}

แต่ผู้เชื่อยังคงอยู่ภายใต้กฎ"หลักการและกฎต่างๆที่พระเจ้าทรงสถาปนา ไว้สำหรับสังคมที่สงบสุข(Laws of Devine's Establishment

“ทุกคนจงยอมอยู่ใต้บังคับของผู้ที่มีอำนาจ เพราะว่าไม่มีอำนาจใดเลยที่มิได้มาจากพระเจ้า และผู้ที่ทรงอำนาจนั้นพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้นเหตุฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่ขัดขืนอำนาจนั้นก็ขัดขืนผู้ซึ่งพระเจ้าทรงแต่งตั้งขึ้น และผู้ที่ขัดขืนนั้นจะนำพระอาชญามาสู่ตนเอง เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นไม่น่ากลัวเลยสำหรับคนที่ทำความดี[ทำตามกฎหมายบ้านเมือง] แต่ว่าเป็นที่น่ากลัวสำหรับคนที่ทำชั่ว ท่านไม่อยากจะกลัวผู้มีอำนาจหรือ ถ้าเช่นนั้นก็จงประพฤติแต่ความดี แล้วท่านจะได้รับการสรรเสริญจากผู้มีอำนาจนั้น เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้าเพื่อให้ประโยชน์แก่ท่าน แต่ถ้าท่านทำการชั่วก็จงกลัวเถิด เพราะว่าผู้ครอบครองนั้นหาได้ถือดาบไว้เฉยๆไม่ [สิทธิ์ในการลงโทษถึงขั้นประหารชีวิต] ท่านเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า จะเป็นผู้ลงพระอาชญาแทนพระเจ้าแก่ทุกคนที่ประพฤติชั่ว เหตุฉะนั้นท่านจะต้องอยู่ในบังคับบัญชา มิใช่เพราะเกรงพระอาชญาสิ่งเดียว แต่เพราะจิตที่สำนึกผิดและชอบด้วย เพราะเหตุผลอันเดียวกับท่านจึงได้เสียส่วยสาอากรด้วย เพราะว่าผู้มีอำนาจนั้นเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า และปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่ เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงให้แก่ทุกคนตามที่เขาควรจะได้รับส่วยอากรควรให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น ภาษีควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น ความยำเกรงควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น เกียรติยศควรจะให้แก่ผู้ใด จงให้แก่ผู้นั้น”
(โรม บทที่13: ข้อ1-7)

ไม่มีการทนทุกข์ หายนะ หรือความกดดันใดๆซึ่งจะสมารถบุกรุกเข้าไปข้างในจิตใจของคุณและแย่งชิงตำแหน่งที่พระคริสต์ทรงครองอยู่นั้น

กุญแจสำคัญในการพัฒนาและการประยุกต์เครื่องมือการแก้ไขปัญหาอันสูงสุดนี้คือการที่คุณได้เติบโตฝ่ายวิญญาณจนกระทั้งความคิดของพระคริสต์กลายเป็นความคิดของคุณ ในการที่คุณมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ คุณจะมีความรักส่วนตัวต่อพระเจ้าสูงสุด และจะเรียงลำดับความสำคัญ (priorities) ให้ตรงกับน้ำ พระทัยของพระเจ้า การที่คุณเคยเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางจะถูกแทนด้วยแรงจูงใจที่มาจากความรักที่คุณมีต่อพระเจ้า เพราะคุณธรรมและความสามารถในดำเนินชีวิตคุณจึงจะมีความสุข และ ความสงบสันติไม่ว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นอย่างไร ปัญหาต่างๆเลือนหายไปเพราะกิเลสตัณหาและความปรารถนาแห่งธรรมชาติบาปจะแพ้ต่อจิตใจซึ่งได้ปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์

Men of Honor - 11 - Men of Honor


Edit by Charcoal - 17 ก.ย.61 เวลา 19:50:54 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 มิ.ย.61 เวลา 15:07:21 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ