Charcoal
FREE RUNNING

The 10 Characteristics of God Version II

The 10 Characteristics of God
พระลักษณะของพระเจ้า 10 ประการ

Version II

I
ένα
éna
1
Sovereignty
(ดำรงอยู่สูงสุด)

พระเจ้าทรงอยู่ดำลงอยู่สูงสุด เป็นผู้ครองจักกรวาลทรงตำแหน่งองค์กษัตริย์แห่งสวรรค์และแผ่นดินโลกพระองค์ทรงอำนาจสูงสุด และควบคุมประวัติศาสตร์ ผู้เขียนสดุดีบทที่ 83 เขียนถึงบุคคลแรกแห่งตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดาว่า"พระองค์เดียว ผู้ทรงพระนามว่า 'พระเยโฮวาห์' ทรงเป็นผู้สูงสุดเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น"

“ให้พวกเขารู้ว่า พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าพระยาห์เวห์
พระองค์แต่ผู้เดียวที่ทรงเป็นองค์ผู้สูงสุดเหนือมวลพิภพ”
(สดุดี บทที่83: ข้อ18ข)

และในที่สุด แผนการพระเจ้าจะสำเร็จตามน้ำพระทัยของพระบิดา ด้วยว่าสวรรค์เป็นเช่นไร ก็จะ "เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก"

“ขอให้อาณาจักรของพระองค์ได้รับการสถาปนาไว้ขอให้
พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จในโลกเช่นเดียวกับในสวรรค์”
(มัทธิว บทที่6: ข้อ10)

ส่วนพระบุตร พระบิดาเคยตรัสถึงพระองค์ว่า " เราได้ตั้งกษัตริย์ผู้หนึ่งของเราไว้แล้วบนศิโยนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา"

“เราได้ตั้งกษัตริย์ผู้หนึ่งของเราไว้แล้ว
บนศิโยนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา”
(สดุดี บทที่2: ข้อ6)

และในฐานะเป็นพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในทุกประการ(the God-man) พระเยซูคริสต์ยังทรงยืนยันถึงตำแหน่งอันสูงสุดของพระองค์[ตั้งแต่เวลาที่พระเยซูทรงเสด็จมาจากสวรรค์โดยรับสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ทรงสถิตในกายเดียวกัน(the God-man)ซึ่งพระองค์ทรงสภาพเป็น God-man ดังนี้ตลอดไปเป็นนิตย์

“ท่านควรมีท่าทีแบบเดียวกับพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพ[เป็นเหมือน]พระเจ้า
แต่ไม่ได้ทรงยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่งมารับสภาพ[เป็นเหมือน]ทาส
บังเกิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!
ฉะนั้นพระเจ้าจึงทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นสู่ที่สูงสุด และประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงแก่พระองค์ เพื่อทุกชีวิต[ทุกเข่า]ในสวรรค์
บนแผ่นดินโลก และใต้แผ่นดินโลกจะคุกเข่าลงนมัสการพระนามของพระเยซู
และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา”
(ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ5-11)

โดยตรัสว่า"สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว"

“พระเยซูทรงเข้ามาหาพวกเขาและตรัสว่า
“สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์และในแผ่นดินโลกทรงมอบไว้แก่เราแล้ว”
(มัทธิว บทที่28: ข้อ18ข;)

เปรียบกับ

“และทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์คือองค์พระผู้เป็นเจ้า
เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติสิริแด่พระเจ้าพระบิดา”
(ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ11;)

“จากนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงคล้ายเสียงผู้คนมากมายเหมือนเสียงน้ำเชี่ยวกรากและเหมือนเสียงฟ้าร้องกึกก้องตะโกนว่า
“ฮาเลลูยา! เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ของเราทรงครอบครองอยู่”
(วิวรณ์ บทที่19: ข้อ6)

ถึงแม้ว่าซาตานคือผู้ครองโลก

“บัดนี้ได้เวลาพิพากษาโลกนี้แล้ว บัดนี้ผู้ครองโลก{ซาตาน}นี้จะถูกขับไล่ออกไป”
(ยอห์น บทที่12: ข้อ31;)

เปรียบกับ

“และในเรื่องการพิพากษาเพราะบัดนี้ผู้ครองโลกนี้ถูกพิพากษาลงโทษแล้ว”
(ยอห์น บทที่16: ข้อ11)

แต่น้ำพระทัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าแผนการของซาตานโดยสิ้นเชิง ผู้เชื่อทุกคนจึงควรนั่นใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงควบคุมประวัติศาสตร์ และมั่นใจว่าเรามีอนาคตที่แสนงดงาม

“บรรดาผู้ชอบธรรมเอ๋ย จงร้องเพลงชื่นบานถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า
ควรแล้วที่ผู้ชอบธรรมจะสรรเสริญพระองค์
จงสรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยเสียงพิณ
จงบรรเลงเพลงถวายพระองค์ด้วยพิณสิบสาย
จงขับร้องเพลงบทใหม่ถวายพระองค์
เล่นดนตรีอย่างชำนิชำนาญ และโห่ร้องอย่างชื่นชมยินดี

เพราะพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าถูกต้องและเป็นจริง
พระองค์ทรงซื่อสัตย์ในทุกสิ่งที่ทรงกระทำ
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักความชอบธรรมและความยุติธรรม
แผ่นดินโลกเต็มไปด้วยความรักมั่นคงของพระองค์

โดยพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็อุบัติขึ้น
ดวงดาวทั้งปวงมีขึ้นโดยลมพระโอษฐ์ของพระองค์
พระองค์ทรงรวบรวมห้วงสมุทรทั้งหลายไว้ด้วยกัน
ทรงเก็บห้วงน้ำลึกไว้ในคลัง
ให้ทั้งโลกเกรงกลัวองค์พระผู้เป็นเจ้า
ให้คนทั้งโลกยำเกรงพระองค์
เพราะพระองค์ตรัส โลกก็อุบัติขึ้น
พระองค์ทรงบัญชา มันก็คงอยู่

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำให้แผนการของประชาชาติทั้งหลายล้มเหลวไป
พระองค์ทรงทำให้เป้าหมายของพวกเขาสูญเปล่า
แต่แผนการขององค์พระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนนิรันดร์
พระประสงค์ในพระทัยของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วอายุ

ความสุขมีแก่ประชาชาติที่มีองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นพระเจ้า
คือประชากรซึ่งพระองค์ทรงเลือกเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์
องค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรลงมาจากฟ้าสวรรค์
และทรงเห็นมวลมนุษยชาติ
จากที่ประทับ พระองค์ทรงจับตาดู
ทุกชีวิตในโลก
พระองค์ผู้ทรงสร้างจิตใจของทุกคน
ผู้ทรงพิจารณาทุกสิ่งที่เขาทำ

กษัตริย์ไม่ได้รอดชีวิตเพราะขนาดของกองทัพ
นักรบไม่ได้รอดชีวิตเพราะพละกำลังมากมายของตน
หวังให้ม้าศึกช่วยกอบกู้ก็เปล่าประโยชน์
แม้มันแข็งแรงก็ไม่ได้ช่วยให้รอดปลอดภัย
แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเฝ้าดูบรรดาผู้ที่ยำเกรงพระองค์
ผู้ที่หวังในความรักมั่นคงของพระองค์
เพื่อจะทรงช่วยกู้พวกเขาให้พ้นจากความตาย
และรักษาพวกเขาให้มีชีวิตอยู่ในคราวกันดารอาหาร

เรารอคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความหวัง
พระองค์ทรงเป็นความช่วยเหลือและเป็นโล่ของเรา
จิตใจของเราชื่นชมยินดีในพระองค์
เพราะเราวางใจในพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ขอความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เหนือข้าพระองค์ทั้งหลาย
ในเมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายฝากความหวังไว้ในพระองค์
(สดุดี บทที่33)

ในฐานะเป็นผู้ซึ่งดำรงอยู่สูงสุด พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแจกจ่ายของประทานฝ่ายวิญญาณ"แก่แต่ละคน[ผู้เชื่อ] ตามชอบพระทัยพระองค์"

“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการงานของพระวิญญาณองค์เดียวกัน
และพระองค์ประทานสิ่งเหล่านี้ให้แก่แต่ละคนตามที่ทรงกำหนดไว้”
(1 โครินธ์ บทที่12: ข้อ11)

II
δύο
dýo
2
Righteousness
(ความชอบธรรม)

ความชอบธรรมของพระเจ้า คือ ความดีอันสมบูรณ์แบบทุกประการของพระองค์ น้ำพระทัยและพระราชกิจของพระองค์ได้สอดคล้องกับมาตรฐานอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรมที่สมบูรณ์แบบและไม่สิ้นสุด(Absolute Righteousness)ตรงข้ามกับความชอบธรรมของมนุษย์ซึ่งต่างระดับและไม่อาจบรรลุมาตรฐานของพระเจ้าได้(Relative Righteousness)

"ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนสิ่งสกปรก
และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น
เหมือนผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือน[แปลตรงจากภาษาฮีบรู]"
(อิสยาห์ บทที่64: ข้อ6ก)

พระบิดาได้ตรัสถึงความชอบธรรมของพระองค์ว่า"ความชอบธรรมของเราจะอยู่เป็นนิตย์

"เพราะแมลงจะแทะกินเขาเหมือนเสื้อผ้าหนอนจะกัดกินเขาเหมือนผ้าขนสัตว์
แต่ความชอบธรรมของเราจะดำรงอยู่ตลอดกาล ความรอดของเราจะยั่งยืนสืบไปทุกชั่วอายุ”
(อิสยาห์ บทที่51: ข้อ8ข)

และพระบุตรยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพระบิดา

“พระเยซูตรัสตอบว่า “ทำไมท่านจึงบอกว่าเราประเสริฐ?
นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครอื่นที่ประเสริฐ”
(ลูกา บทที่18: ข้อ19;)

“ข้าแต่พระบิดาผู้ชอบธรรม แม้โลกไม่รู้จักพระองค์แต่ข้าพระองค์รู้จักพระองค์
และพวกเขาก็รู้ว่าพระองค์ทรงส่งข้าพระองค์มา”
(ยอห์น บทที่17: ข้อ25)

พระคัมภีร์ได้เขียนถึงพระบุตรว่าพระองค์ทรง"บริสุทธิ์ ปราศจากอุบาย ไร้มลทิน แยกจากคนบาปทั้งปวง"

“มหาปุโรหิตเช่นนี้แหละที่ตอบสนองความจำเป็นของเราได้
คือปุโรหิตผู้ทรงบริสุทธิ์ไร้ที่ติ ปราศจากมลทิน
แยกจากคนบาป เป็นที่เทิดทูนเหนือฟ้าสวรรค์”
(ฮีบรู บทที่7: ข้อ26)

"ชอบธรรม"

“ลูกที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านเช่นนี้เพื่อท่านจะไม่ทำบาป
แต่ถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มีพระองค์ผู้ทูลแก้ต่างต่อพระบิดาเพื่อเราทั้งหลาย คื
อพระเยซูคริสต์องค์ผู้ชอบธรรม”
(1ยอห์น บทที่2: ข้อ1)

และทรงเป็น"ผู้ทรงไม่มีบาป {ไม่มีธรรมชาติบาป]"

“พระเจ้าทรงกระทำพระองค์ผู้ปราศจากบาปให้เป็นบาป[เป็นเครื่องบูชาไถ่บาป]เพื่อเรา
เพื่อในพระองค์เราจะกลายเป็นความชอบธรรมของพระเจ้า”
(2 โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

[(Sin Nature ธรรมชาติบาป)
มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติบาปอยู่ในเซลล์ของร่างกาย(ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์) เพราะเรารู้ว่าตัวเก่าของเราถูกตรึงไว้กับพระองค์แล้วเพื่อกายบาปนั้นจะถูกขจัดไป[หรือผ่านทาง] เพื่อเราจะไม่เป็นทาสบาปอีกต่อไป}

“เพราะเมื่อก่อนเราถูกวิสัยบาป[เนื้อหนัง] ควบคุมอยู่จึงถูกบทบัญญัติ
กระตุ้นตัณหาชั่วให้ออกฤทธิ์ในกายของเรา เพื่อให้เราเกิดผลอันนำไปสู่ความตาย”

“ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่มีสิ่งดีอะไรอยู่ในตัวข้าพเจ้า คือในวิสัยบาป[เนื้อหนัง]ของข้าพเจ้า
เพราะข้าพเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งที่ดีแต่ทำไม่ได้”
(โรม บทที่6: ข้อ6; บทที่7: ข้อ5; ข้อ18)

ซึ่งถูกสืบทอดทางอสุจิของผู้ชายในเวลาปฏิสนธิ

“เมื่ออาดัมอายุได้ 130 ปีก็มีบุตรชายซึ่งเหมือนอย่างเขา
ตามลักษณะ[แบบ]ของเขา เขาตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเสท”
(ปฐมกาล บทที่5: ข้อ3)

ธรรมชาติบาปเป็นแหล่งการล่อ และผลิตกิเลสตัณหาซึ่ง ทำให้มนุษย์กบฎต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เรียกธรรมชาติบาปว่า 'คนเก่า'

(เกี่ยวกับวิถีชีวิตเดิมนั้น ท่านได้รับการสอนให้ทิ้งตัวตนเก่าของท่านซึ่ง
กำลังถูกทำให้เสื่อมโทรมไปโดยตัณหาอันล่อลวงของมัน)
(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22)

เนื้อหนังแห่งบาป

“เพราะสิ่งที่บทบัญญัติทำไม่ได้เนื่องจากวิสัย”เนื้อหนัง”ทำให้อ่อนแอนั้นพระเจ้าทรงกระทำแล้ว โดยส่งพระบุตรของพระองค์เองมาในสภาพเช่นเดียวกับมนุษย์ที่เป็นคนบาปเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป[หรือเพื่อไถ่บาป] และโดยการกระทำเช่นนี้พระองค์ได้ตัดสินลงโทษบาปในมนุษย์ที่เป็นคนบาป[ในเนื้อหนัง] เพื่อข้อกำหนดอันชอบธรรมของบทบัญญัติจะได้สำเร็จครบถ้วนในตัวเราทั้งหลายผู้ไม่ดำเนินชีวิตตามวิสัยบาป แต่ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ”
(โรม บทที่8: ข้อ3-4)

อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงหลักการของบาป การรับธรรมชาติบาป และการตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ในพระธรรม โรม บทที่7: ข้อ8-20

“แต่บาปฉวยโอกาสจากพระบัญญัติมาก่อความโลภทุกชนิดขึ้นในตัวข้าพเจ้า เพราะถ้าไม่มีบทบัญญัติ บาปก็ตายแล้ว ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าดำเนินชีวิตโดยไม่มีบทบัญญัติ แต่พอมีพระบัญญัติ บาปก็มีชีวิตขึ้นมาและข้าพเจ้าก็ตาย ข้าพเจ้าพบว่าพระบัญญัตินั้นเองที่มุ่งหมายให้นำชีวิตมาแท้จริงกลับนำความตายมา เพราะบาปฉวยโอกาสจากพระบัญญัติมาล่อลวงข้าพเจ้า และบาปทำให้ข้าพเจ้าตายโดยทางพระบัญญัตินั้น ดังนั้นแล้วบทบัญญัติจึงบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์และพระบัญญัติก็บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ ชอบธรรม และดีงาม ก็แล้วสิ่งที่ดีงามกลับเป็นความตายสำหรับข้าพเจ้าหรือ? เปล่าเลย! แต่เพื่อให้รู้จักว่าบาปคือบาป บาปจึงก่อความตายขึ้นในข้าพเจ้าผ่านทางสิ่งที่ดี เพื่อว่าโดยทางพระบัญญัติจะได้เห็นว่าบาปนั้นเลวร้ายอย่างยิ่ง เรารู้อยู่ว่าบทบัญญัติเป็นเรื่องจิตวิญญาณ แต่ข้าพเจ้าไม่ได้อยู่ฝ่ายจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าถูกขายให้เป็นทาสบาป ข้าพเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองทำ เพราะสิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการจะทำ ข้าพเจ้าไม่ทำ แต่ข้าพเจ้ากลับทำสิ่งที่ตนเองเกลียด และถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการจะทำ ข้าพเจ้าก็เห็นด้วยว่าบทบัญญัตินั้นดี ดังที่เป็นอยู่จึงไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเองที่เป็นผู้ทำสิ่งนี้อีกต่อไป แต่เป็นบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้าที่ทำ ข้าพเจ้ารู้ว่าไม่มีสิ่งดีอะไรอยู่ในตัวข้าพเจ้า คือในวิสัยบาป[เนื้อหนัง]ของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าปรารถนาจะทำสิ่งที่ดีแต่ทำไม่ได้ เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ทำสิ่งดีที่ข้าพเจ้าต้องการทำ แต่สิ่งชั่วซึ่งข้าพเจ้าไม่ต้องการทำ ข้าพเจ้ากลับทำเรื่อยไป ถ้าข้าพเจ้าทำสิ่งที่ตนเองไม่ต้องการจะทำย่อมไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเองที่ทำ แต่เป็นบาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้าต่างหากที่ทำ”
(โรม บทที่7: ข้อ8-20)

และการที่ผู้เชื่อไม่ได้เป็นทาสต่อธรรมชาติบาปใน

“เพราะว่าโดยทางพระเยซูคริสต์ กฎของพระวิญญาณแห่งชีวิต
ได้ปลดปล่อยท่าน[ข้าพเจ้า]ให้เป็นอิสระจากกฎแห่งบาปและความตาย”

“อย่างไรก็ตามถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตในท่าน ท่านก็ไม่ได้ถูกควบคุม
โดยวิสัยบาปแต่โดยพระวิญญาณ และถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นของพระคริสต์”
(โรม บทที่8: ข้อ2, ข้อ9)

และในอนาคตคนทั้งปวงจะทรงเรียกพระองค์ด้วยพระนามว่า"พระผู้เป็นเจ้า ความชอบธรรมของเรา"

“ในยุคสมัยของเขา ยูดาห์จะได้รับการช่วยกู้ และอิสราเอลจะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัย
เขาผู้นั้นจะได้รับการขนานนามว่า‘พระยาห์เวห์ผู้ทรงเป็นความชอบธรรมของเรา”
(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ6)

การที่พระวิญญาณทรงพระนามว่า"บริสุทธิ์"ได้เล็งถึงความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์

III
τρία
tría
3
Justice
(ความยุติธรรม)

เนื่องจากพระเจ้าทรงยุตธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ พระองค์ไม่อาจกระทำต่อผู้ใดด้วยการอธรรม พระเจ้าทรงสัมพันธ์กับมนุษย์ผ่านความยุติธรรมของพระองค์ ด้วยว่า พระองค์จะทรงอวยพรหรือจะพิพากษาลงโทษมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของพระองค์ สิ่งใดที่ผิดกับความชอบธรรมของพระเจ้า เช่น บาปส่วนตัวของเรา ความยุติธรรมของพระองค์จำต้องลงโทษ สิ่งใดที่ถูกกับความชอบธรรมของพระองค์ เช่น การที่ผู้เชื่อได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์

“เพราะพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงเป็นพระปัญญาจากพระเจ้าเพื่อเรา
นั่นคือทรงเป็นความชอบธรรม ความบริสุทธิ์และการไถ่ของเรา”
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ30)

ความยุติธรรมของพระองค์ก็จำต้องอวยพรความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระเจ้า เมื่อรวมด้วยความรักของพระองค์ ก็กลายเป็นคุณธรรมของพระองค์
พระบิดาทรงชอบธรรมในทุกเรื่องที่พระองค์ทรงกระทำต่อมนุษย์

“พระองค์ทรงเป็นพระศิลา พระราชกิจของพระองค์สมบูรณ์พร้อม
และวิถีทางของพระองค์ล้วนยุติธรรมทรงเป็นพระเจ้าผู้ซื่อสัตย์ผู้ไม่ทำสิ่งที่ผิดใดๆ
เลยพระองค์ทรงชอบธรรมและยุติธรรม”
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ4;)

“ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับข้าพระองค์ทั้งหลายนั้น พระองค์ทรงเที่ยงธรรม
พระองค์ทรงทำทุกอย่างด้วยความซื่อสัตย์ขณะที่ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำผิด”
(เนหะมีย์ บทที่9: ข้อ33)

พระบิดาทรงประทานพระบุตรให้รับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปของเราแทนเรา ซึ่งเป็นการพอพระทัยความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระบิดา

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์”
(ยอห์น บทที่3: ข้อ16;)

“และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชาลบบาป[เป็นผู้ที่หันเหพระพิโรธและรับบาปไป] แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ เพราะโดยความอดกลั้นพระทัย พระองค์จึงไม่ได้ทรงลงโทษบาปที่ทำไปก่อนหน้านั้น พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ในกาลปัจจุบัน เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมและเป็นผู้ที่ให้บรรดาคนที่มีความเชื่อในพระเยซูถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมด้วย”
(โรม บทที่3: ข้อ24-26)

พระบิดาก็ยังทรงแต่งตั้งพระบุตรให้ทรงเป็น"ผู้พิพากษาอันชอบธรรม"

“บัดนี้มงกุฎแห่งความชอบธรรมรอข้าพเจ้าอยู่ องค์พระผู้เป็นเจ้าตุลาการผู้เที่ยงธรรมจะ
ประทานมงกุฎนี้เป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และไม่ใช่แก่ข้าพเจ้าคนเดียว
แต่จะประทานแก่คนทั้งปวงที่เฝ้าคอยการเสด็จมาของพระองค์ด้วย”
(2 ทิโมธี บทที่4: ข้อ8)

และทรง"ประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษาด้วย"

“และพระองค์ทรงให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษาเพราะว่าพระองค์คือบุตรมนุษย์[GOD of the Son]”
(ยอห์น บทที่5: ข้อ27)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงความยุติธรรมของพระเจ้าด้วยพันธกิจในการให้โลกรู้แจ้ง"ถึงความผิดบาป ถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา"

“เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงทำให้โลกสำนึกในความผิด[จะทรงเปิด
โปงความผิดของโลก]ในเรื่องบาป ความชอบธรรม และการพิพากษา
ในเรื่องบาปก็เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา
ในเรื่องความชอบธรรมก็เพราะเรากำลังจะไปหาพระบิดาในที่ซึ่งพวกท่านไม่สามารถเห็นเราอีกต่อไป
และในเรื่องการพิพากษาเพราะบัดนี้ผู้ครองโลกนี้ถูกพิพากษาลงโทษแล้ว”
(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-11)

พระเจ้าไม่ได้พิพากษาลงโทษใครถึงบึงไฟนรกยกเว้นผู้ที่ได้ปฎิเสธความรอดนิรันดร์ ที่พระองค์ทรงประทานแก่ทุกคนผ่านพระเยซูคริสต์เป็นข้อเสนอที่พระองค์ทรงเสนอให้ชาวโลกได้รับตลอดทั้งชีวิตของเขา

IV
τέσσερα
téssera
4
Love
(ความรัก)

พระเจ้าทรงเป็นความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและดำลงอยู่นิรันดร์

“ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้าเพราะพระเจ้าทรงเป็นความรัก”

“เช่นนี้เราจึงรู้และเชื่อมั่นในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระเจ้าทรงเป็นความรัก
ผู้ใดอยู่ในความรักก็อยู่ในพระเจ้าและพระเจ้าทรงอยู่ภายในเขา”
(1 ยอห์น บทที่4: ข้อ8ข, ข้อ16)

ความรักของมนุษย์ ซึ่งแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่อาจเทียบกับความรักของพระองค์ได้ ความรักของพระเจ้าไม่ได้ถูกชักพาไปด้วยอารมณ์ความรักของพระเจ้าไม่ได้แสวงหาการทดแทน และสามารถอยู่ได้โดยปราศจากการตอบสนองจากผู้อื่น ความรักของพระองค์สามารถดำลงอยู่โดยปราศจากทูตสวรรค์หรือมนุษย์เพราะพระองค์ ทรงเป็นความรัก และทรงมีความรักต่อพระองค์เอง

ความรักของพระองค์ทรงสำแดงออกในสามด้าน

1.ความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระองค์เอง(Divine self love)
คือ พระเจ้าทรงรักความชอบธรรมของพระองค์เอง ดังนั้น ความรักนี้ ได้เล็งถึงความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของแต่ละบุคคลในตรีเอกานุภาพ

2.ความรักส่วนตัวของพระเจ้า(Divine personal love)
เป็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อผู้เชื่อทุกคนได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว

3.ความรักไม่ส่วนตัวของพระเจ้า(Divine impersonal love)
เป็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ไม่เชื่อทุกคนในฐานะเป็นคนบาป

“เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลกจนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เพื่อทุกคนที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศแต่มีชีวิตนิรันดร์”
(ยอห์น บทที่3: ข้อ16;)

“แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์เองแก่เราทั้งหลาย
คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อเรา”
(โรม บทที่5: ข้อ8)

ความรักไม่ส่วนตัวที่พระเจ้าทรงมีต่อที่ผู้ไม่เชื่อตั้งอยู่บนคุณธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่คุณความดีใดๆ ของมนุษย์[ความรักไม่ส่วนตัว(หรือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข)(Impersonal love)ได้ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้รัก ความรักส่วนตัว(Personal love)ขึ้นอยู่กับความหน้ารักของผู้ที่ถูกรัก ความรักอันไม่ส่วนตัวของพระเจ้า(Divine impersaol love)คือการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคนบาปด้วยความเมตตาและคุณธรรมอันทรงสมบูรณ์แบบของพระองค์]

คำว่า"พระเจ้าทรงเป็นความรัก"หมายถึงทุกพระภาคในตรีเอกานุภาพ พระบิดาทรงรักพระบุตร และยังทรงสำแดงความรักที่พระองค์มีต่อมนุษย์ด้วย

"พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้น[ผู้เชื่อทั้งหลาย]
ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์[พระบุตร] อยู่กับข้าพระองค์ใน
ที่ซึ่งข้าพระองค์อยู่ เพื่อเขาจะได้เห็นสง่าราศีของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์ได้
ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อนที่จะสร้างโลก"
(ยอห์น บทที่17: ข้อ24)

"โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้า[พระบิดา]ที่มีต่อเราทั้งหลายก็
เป็นประจักษ์แล้ว เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียว
ของพระองค์ที่บังเกิดมาให้เสด็จเข้ามาในโลก
เพื่อเราทั้งหลายจะได้มีชีวิตโดยพระบุตรนั้น"
(1 ยอห์น บทที่4: ข้อ9)

ทั้งพระบิดาและพระบุตรทรงรักเรามากจนพระคริสต์ทรงตายแทนเรา


"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลายคือขณะ
ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อ[แทน]เรา"
(โรม บทที่5: ข้อ8)

ความรักของพระเจ้าทรงสำแดงแก่มนุษย์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

"เพราะว่าความรัก[ส่วนตัว] ของพระเจ้าได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของเรา
โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราแล้ว"
(โรม บทที่5: ข้อ5ข)

ความรักส่วนตัวของพระเจ้าจำเป็นต้องสอดคล้องกับความชอบธรรมของพระองค์ มนุษย์ไม่สามารถบรรลุมาตรฐานความชอบธรรมของพระเจ้าได้
หากพระเจ้าจะทรงรักมนุษย์ที่เลวทรามด้วยความรักแบบเดียวที่พระองค์ทรงรักพระองค์เอง ก็จะเป็นการประนีประนอมกับคุณธรรมของพระองค์

ความชอบธรรมของพระเจ้าได้เรียกร้องให้ความยุติธรรมของพระองค์พิพากษาลงโทษบาป ความยุติธรรมของพระเจ้าจึงได้พิพากษาลงโทษ มนุษย์ทุกคน

“ฉะนั้นเช่นเดียวกับที่บาปเข้ามาในโลกเพราะมนุษย์คนเดียวและบาปนำความตายมา
และโดยทางนี้เองความตายจึงมาถึงมวลมนุษย์เพราะทุกคนได้ทำบาป”
(โรม บทที่5: ข้อ12)

ในทำนองเดียวกัน มีแต่ความยุติธรรมของพระเจ้าซึ่งสามารถช่วยให้มนุษย์รอดจากบาป ด้วยว่า ความยุติธรรมของพระองค์ได้พิพากษาลงโทษพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนสำหรับบาปทุกประการของมนุษย์ เนื่องจากพระคริสต์ได้ทรงการพิพากษาลงโทษแทนเรา ความยุติธรรมของพระเจ้าสามารถประกาศว่าเราเป็นคนชอบธรรม ณ เวลาเชื่อในพระคริสต์ เป็นวิธีการซึ่งไม่ได้ประนีประนอมคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าแต่อย่างใด

"เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาป
ให้เป็นบาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคน
ชอบธรรมของพระเจ้าทางทางพระองค์"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

เนื่องจากพระเจ้าทรงรักความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เราผู้ซึ่งมีความชอบธรรมของพระองค์แล้วก็กลายเป็นผู้ซึ่งพระองค์ทรงรัก ด้วยความรักส่วนตัวของพระองค์ เนื่องจากความรอดของเราเป็นผลลัพธ์จากการที่พระองค์สามารถประกาศว่าเราเป็นคนชอบธรรม

“และโดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์ทรงนับว่าพวกเขาเป็นผู้ชอบธรรมโดยไม่คิดมูลค่า
ด้วยการที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่พวกเขา พระเจ้าทรงให้พระเยซูเป็นเครื่องบูชาลบบาป[เป็นผู้ที่หันเหพระพิโรธและรับบาปไป]
แก่ผู้ที่มีความเชื่อในพระโลหิตของพระเยซู พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์
เพราะโดยความอดกลั้นพระทัย พระองค์จึงไม่ได้ทรงลงโทษบาปที่ทำไปก่อนหน้านั้น
พระองค์ทรงกระทำเช่นนี้เพื่อสำแดงความยุติธรรมของพระองค์ในกาลปัจจุบัน
เพื่อว่าพระองค์จะทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมและเป็นผู้ที่ให้บรรดาคนที่มีความเชื่อในพระเยซูถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมด้วย”
(โรม บทที่3: ข้อ24-26)

ความยุติธรรมจึงเป็นมาตรฐานในการนำทั้งพระพร และการตีสอน จากพระเจ้าถึงผู้เชื่อ{Justification คือการที่พระเจ้าทรงประกาศเป็นทางการว่าที่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์}

ความมั่นใจในข้อเท็จจริงว่า พระองค์ไม่สามารถประนีประนอมคุณธรรมของพระองค์ ควรทำให้ผู้เชื่อในพระพระคริสต์มั่นใจในการคุ้มครองของพระองค์ พระองค์ทรงรักเราด้วยความรักส่วนตัวตลอดชั่วนิรันดร์เพราะเราได้รับความชอบธรรมของพระองค์แล้ว

V
πέντε
pénte
5
Eternal Life
(ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่อดีตการถึงนิรันดร์การ)

พระเจ้าทรงเป็น พระองค์ทรงดำรงอยู่นอกเหนือสิ่งอื่นใด และทรงดำลงอยู่โดยพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์ ผู้ทรง"อยู่นอกเหนือสิ่งอื่นใด"

“พระเจ้าตรัสตอบโมเสสว่า “เราเป็นผู้ที่เราเป็น เจ้าจงบอกชาวอิสราเอลว่า
‘เราผู้เป็น ได้ส่งข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’ ”
(อพยพ บทที่3: ข้อ14)

ผู้ทรงไม่มีการเริ่มต้นหรือการสิ้นสุด

“ก่อนภูเขาถือกำเนิด ก่อนที่พระองค์จะทรงให้แผ่นดินและโลก
เกิดขึ้นพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาล ตลอดชั่วนิรันดร์กาล”

“แต่พระองค์เองยังคงเหมือนเดิมและปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด”
(สดุดี บทที่90: ข้อ2; บทที่102: ข้อ27)

พระองค์ดำรงอยู่โดยไม่พึ่งอาศัยสิ่งใด คำว่า “רֵאשִׁית” / (ray-sheeth') reshith, resit (เร-ซีท)ในภาษาฮีบรู ซึ่งแปลว่า"ปฐมกาล"

“ในปฐมกาล พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในฟ้าสวรรค์และโลก”
(ปฐมกาล บทที่1: ข้อ1)

หมายถึง การเริ่มต้นของพระราชกิจการเนรมิตสร้างจักรวาล ไม่ใช่การเริ่มต้นของพระเจ้า พระเจ้าไม่มีการเริ่มต้น พระธรรมยอห์น บทที่1: ข้อ1 ได้กล่าว่าทั้งพระบิดาและพระบุตรทรงดำลงอยู่ก่อนการทรงสร้าง พระเยซูคริสต์"ทรงอยู่กับ"พระบิดาและ"ทรงเป็นอยู่แล้ว"ในเริ่มแรกของจักรวาล

"ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะ[พระเยซูคริสต์ พระบุตร] ทรงเป็นอยู่แล้ว
และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า[พระบิดา]และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า"
(ยอห์น บทที่1: ข้อ1)

พระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ได้รับรองว่า"ชีวิต[นิรันดร์]...ได้ดำรงอยู่กับพระบิดา"

“ชีวิตนี้ได้ปรากฏขึ้นแล้ว เราได้เห็นและได้เป็นพยาน และเราประกาศ
ให้ท่านทราบถึงชีวิตนิรันดร์นี้ซึ่งดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เรา”
(1ยอห์น บทที่1: ข้อ2)

และชีวิตนิรันดร์นั้นก็"อยู่ใพระบุตรของพระองค์"

“คำพยานนี้ก็คือพระเจ้าประทานชีวิตนิรันดร์แก่เรา
และชีวิตนี้อยู่ในพระบุตรของพระองค์”
(1ยอห์น บทที่5: ข้อ11)

พระเยซูคริสต์ทรงเป็น"อัลฟา และ โอเมกา"ใน วิวรณ์ บทที่1: ข้อ8 Αα /Alpha, άλφα "อัลฟา"คือตัวอักษรแรกในภาษากรีก ซึ่งเล็งถึงการที่พระเยซูคริสต์ทรงดำลงอยู่ตั้งแต่อดีตการ ส่วนตัวอักษร Ωω / Omega, ωμέγα "โอเมกา"ซึ่งเป็นอักษรสุดท้ายในภาษากรีก ก็เล็งถึงพระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นพระเจ้าทรงสมบูณ์แบบ และมนุษย์ที่ทรงสมบูรณ์แบบ ทรงสถิตในกายเดียวกัน{ในภาษาอังกฤษเรียกว่า"Hypostatic Union"ซึ่งมาจากคำกรีก ว่า “ὑπόστασις”/ (hoop-os'-tas-is) hupostasis (ฮูโพ-สทา-ซิส) "Sediment, Foundation, Substance, Subsistence" ที่มีความหมายดั่งนี้ว่า แก่นแท้ ความเป็นอยู่ และ ความจริง Hypostatic Union (ไฮโพ-สทา-ทิค ยูเนี่ยน) เป็นการที่มีพระเจ้า และ มนุษย์ ทรงสถิตในกายเดียวกัน คือ พระเยซูคริสต์เจ้าผู้ซึ่งเป็น "the God-man"}ในฐานะเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์ และในฐานะมนุษย์ทรงเป็นบุตรแห่งดาวิด ผู้ซึ่งจะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สองเพื่อครองทรัพย์สินทั้งปวงด้วยพระนามว่า"จอมกษัตริย์ และ จอมเจ้านาย"เป็นตำแหน่งที่พระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์

พระเจ้าทรงอยู่นอกเหนือการเวลา ในทางตรงข้าม มนุษย์อยู่ภายใต้การเวลา ซึ่งเราได้แบ่งออกเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งมีช่วงเวลาสั้นหรือยาว และเรากำหนดด้วยปี เดือน วัน ชั่วโมง นาที และวินาที ยากอบได้เปรียบชีวิตของเราว่า"หมอก"

“ท่านไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตของท่านเป็นเช่นไร?
ท่านเป็นเหมือนหมอกซึ่งปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่แล้วก็เลือนหาย”
ยากอบ บทที่4: ข้อ14)

ซึ่ง"ปรากฏอยู่แต่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็หายไป"เราจึงไม่ต้องแปลกใจที่ดาวิดเคยเขียนว่า"มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงลำลึกถึงเขา"

“มนุษย์ที่ต้องตายเป็นใครหนอ พระองค์จึงทรงพะวงถึง?
บุตรของมนุษย์เป็นผู้ใด พระองค์จึงทรงห่วงใยพวกเขา?”
(สดุดี บทที่8: ข้อ4ก)

อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงระลึกถึงเราเสมอ และทรงสำแดงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคนผ่านการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทาง แห่งความรอด

"ผู้ที่วางใจในพระเจ้าในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟัง[คำบัญชาที่จะเชื่อใน]
พระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับ เขา"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ36)


VI
έξι
éxi
6
Omniscience
(ความสัพพัญญู)

พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง ในภาษาอังกฤษพระลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Omniscience (โอมนิซี-เอ็นซ์) ซึ้งมาจากษาลาตินสองคำ ได้แก่ omni(โอมนิ) ซึ่งแปลว่า"ทั้งหมด"และ scientia(ไซเอ็นเทีย)คือ"ความรู้"พระเจ้าทรงทราบทุกเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตกาล ไม่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่ความเป็นไปได้ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก่อนพระเจ้าทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงทราบทุกวินาที ปัญหาทุกเรื่อง และบาปทุกประการในชีวิตของคุณตั้งแต่เกิดจนวันตาย ถึงแม้ว่าความรู้ของพระองค์ทรงอยู่เหนือการเวลา แต่พระองค์ไม่เคยใช้ความหยั่งรู้ของพระองค์นั้นละเมิดเสรีภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ ในแผนการของพระเจ้า พระองค์ทรงสถาปนาให้มนุษย์ทุกคนมีความคิดเสรีในการตัดสินใจ{volition "เสรีภาพในการตัดสินใจ" เป็นส่วนของจิตใจซึ่งเราได้ใช้ในการ ตัดสินความคิด และการกระทำของตน}มีสิทธิ์เลือกที่จะรับหรือที่จะปฎิเสธพระคุณของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ คุณจึงต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินและการกระทำทุกเรื่องของคุณ

“ดังนั้นแล้วพวกเราแต่ละคนจะต้องทูลให้การเรื่องราวของตนเองต่อพระเจ้า”
(โรม บทที่14: ข้อ12)

ทั้งสามพระภาคในตรีเอกานุภาพทรงสัพพัญญู พระบิดาทรง"สมบูรณ์ในความรู้"

“ท่านทราบไหมว่าเมฆลอยอยู่ได้อย่างไร? ท่านทราบการอัศจรรย์ต่างๆ
ของพระองค์ผู้ทรงรู้ทุกสิ่งอย่างถ่องแท้หรือ?”
(โยบ บทที่37: ข้อ16;)

เปรียบเทียบกับ

“อย่าทำอย่างเขาเลยเพราะพระบิดาของท่านทรงทราบว่าท่านต้องการอะไรก่อนที่ท่านจะทูลขอต่อพระองค์”

“นกกระจาบสองตัวขายกันบาทเดียว[ภาษากรีกว่า1 อัสซาริอัน]ไม่ใช่หรือ?
ถึงกระนั้นก็ไม่มีสักตัวเดียวที่ตกถึงพื้นนอกเหนือจากพระประสงค์ของพระบิดา
และแม้แต่ผมทุกเส้นบนศีรษะของท่านก็ทรงนับไว้ทั้งหมดแล้ว”
(มัทธิว บทที่6: ข้อ8; บทที่10: ข้อ29-30;)

“จากนั้นพวกเขาอธิษฐานว่า “พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงทราบจิตใจของทุกคน
ขอทรงสำแดงว่าทรงเลือกคนไหนในสองคนนี้”
(กิจการ บทที่1: ข้อ24)

พระบุตร"ทรงทราบทุกสิ่ง"

“พระเยซูทรงทราบทุกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับพระองค์
จึงเสด็จออกมาและตรัสถามพวกเขาว่า “พวกท่านต้องการตัวใคร?” “
(ยอห์น บทที่18: ข้อ4;)

เปรียบกับ

“พระเยซูทรงทราบความคิดของเขาจึงตรัสว่า “เหตุใดพวกท่านจึงคิดชั่วอยู่ในใจ?”
(มัทธิว บทที่9: ข้อ4;)

“พระองค์ไม่จำเป็นต้องให้คนมาเป็นพยานเรื่องมนุษย์เพราะพระองค์ทรงทราบว่าอะไรอยู่ในมนุษย์”
ยอห์น บทที่2: ข้อ25

และพระคัมภีร์กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าทรงเป็น"วิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ...การวินิจฉัยและ...ความรู้"

“พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะประทับอยู่เหนือผู้นั้น
คือองค์พระวิญญาณแห่งสติปัญญาและความเข้าใจ
พระวิญญาณแห่งคำปรึกษาและอานุภาพ
พระวิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า”
(อิสยาห์ บทที่11: ข้อ2)

VII
επτά
eptá
7
Omnipresence
(ทรงสถิตอยู่ทุกที่)

พระองค์ทรงอยู่นอกเหนือเขตจำกัดของเนื้อที่ พระองค์ทรงอยู่ในทุกที่และอยู่นอกเหนือทุกสิ่ง คำว่า Immanence (อิมะเนนซ์) หมายถึงการที่พระเจ้าทรงสถิตในทุกที่ในธรรมชาติ ในประวัติสตร์ และในเหตุการณ์มนุษย์ทุกเรื่อง

“องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เราเป็นพระเจ้าผู้อยู่แต่เพียงใกล้ๆ แค่นั้นหรือ?
ไม่ได้เป็นพระเจ้าผู้อยู่ห่างไกลด้วยหรือ?”องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“มีใครสามารถหลบซ่อนในที่ลับจนเรามองไม่เห็นหรือ?”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เราอยู่ทั่วฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกไม่ใช่หรือ?””
เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ23-24;

“พระเจ้าทรงทำเช่นนี้เพื่อมนุษย์จะได้แสวงหาพระองค์
เผื่อว่าพวกเขาจะไขว่คว้าหาพระองค์และพบพระองค์
แต่ว่าพระองค์ไม่ได้ทรงอยู่ไกลจากเราแต่ละคนเลย
‘เพราะว่าในพระองค์เรามีชีวิต เคลื่อนไหว และเป็นอยู่’
เหมือนที่กวีบางคนในพวกท่านเองกล่าวว่า ‘เราเป็นเชื้อสายของพระองค์’ ”
(กิจการ บทที่17: ข้อ27-28)

คำว่า Transcendence (แทรน-เซ็นเดนซ์) หมายความว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่นอกเหนือจากจักวาลที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง และพระองค์ไม่ถูกกักบริเวณเพราะความจำกัดของเนื้อที่

ผู้ใดจะเสมอเหมือนพระยาห์เวห์พระเจ้าของเรา? ผู้ประทับบนบัลลังก์เบื้องสูง
สดุดี บทที่113: ข้อ5;

“เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้าทั้งวิถีทางของเจ้าไม่เป็นวิถีทางของเรา
” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศดังนั้น “ฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใดวิถีของเราก็สูงกว่าทางของเจ้า
และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น”
(อิสยาห์ บทที่55: ข้อ8-9;)

“แต่พระองค์ตรัสต่อไปว่า “พวกท่านมาจากเบื้องล่าง เรามาจากเบื้องบน
ท่านเป็นของโลกนี้ เราไม่ได้เป็นของโลกนี้”
(ยอห์น บทที่8: ข้อ23)

พระคำว่า"แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยสง่าราศีของพระองค์"

“ต่างร้องขานรับต่อๆ กันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ ทั่วโลกเต็มไปด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์”
(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ3ข)

ได้บอกเราว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในทุกจุดของจักวาล ในขณะเดียวกันพระองค์ยังทรง"บริสุทธิ์"และทรง"สูงและเทิดทูนขึ้น"

“ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
ประทับบนบัลลังก์อันสูงส่งและเป็นที่เทิดทูน ชายฉลองพระองค์ปกคลุมทั่วพระวิหาร”

“ต่างร้องขานรับต่อๆ กันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์
คือพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ทั่วโลกเต็มไปด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์””
(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ1, ข้อ3ก)

นอกจากการที่พระองค์ทรงสถิตทุกที่ พระองค์ยังสามารถปรากฏอยู่เฉพาะที่ด้วย เช่น

1.ทรงให้ธรรมบัญญัติแก่โมเสส

“จงรำลึกถึงวันที่ท่านยืนอยู่ต่อหน้าพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายที่ภูเขาโฮเรบ
เมื่อพระองค์ได้ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “จงเรียกประชากรมาชุมนุมต่อหน้าเรา เพื่อฟังถ้อยคำของเรา
เพื่อเขาจะเรียนรู้ที่จะยำเกรงเราตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่บนแผ่นดินนี้
และเพื่อเขาจะสอนบัญญัติของเราแก่ลูกหลาน””
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่4: ข้อ10)

2.การทรงปรากฏในรูปแบบต่างๆ(เรียกว่า theophany)

“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่อับราฮัมใกล้หมู่ต้นไม้ใหญ่ของมัมเร ขณะเขานั่งอยู่ที่ประตูเต็นท์ช่วงแดดร้อนจัด”
(ปฐมการ บทที่18: ข้อ1;)

“ทูตขององค์พระผู้เป็นเจ้า{พระเยซูคริส}ปรากฏแก่เขาเป็นเปลวไฟลุกโชนในพุ่มไม้ โมเสสเห็นว่าแม้ต้นไม้นั้นมีไฟลุกโชนก็ไม่ได้มอดไหม้
ดังนั้นโมเสสจึงคิดว่า “เราจะเข้าไปดูสิ่งประหลาดนี้ ว่าทำไมพุ่มไม้นั้นจึงไม่มอดไหม้”เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นโมเสสเดินเข้ามาดู
พระเจ้าจึงทรงเรียกเขาจากพุ่มไม้นั้นว่า “โมเสส! โมเสส!”โมเสสทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่”พระเจ้าตรัสว่า
“อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ จงถอดรองเท้าออกเพราะเจ้ากำลังยืนอยู่บนที่บริสุทธิ์”
จากนั้นพระองค์ตรัสว่า “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของเจ้า พระเจ้าของอับราฮัม
พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” เมื่อได้ฟังดังนั้นโมเสสจึงปิดหน้าตนเอง เพราะเขากลัวที่จะมองดูพระเจ้า”
(อพยพ บทที่3: ข้อ2-6;)

“แต่ชุมนุมประชากรทั้งปวงคบคิดกันจะเอาก้อนหินขว้างเขาทั้งสอง
ขณะนั้นพระเกียรติสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาปรากฏที่เต็นท์นัดพบต่อหน้าชนอิสราเอลทั้งปวง”
(กันดารวิถี บทที่14: ข้อ10;)

“เมื่อปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน ก็มีเมฆมาปกคลุมทั่วพระวิหารขององค์พระผู้เป็นเจ้า
บรรดาปุโรหิตไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เพราะเมฆนั้น เนื่องจากพระเกียรติสิริของ
องค์พระผู้เป็นเจ้าปกคลุมอยู่ทั่วทั้งพระวิหารของพระองค์”
(1พงศ์กษัตริย์ บทที่8: ข้อ10-11;)


“ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับบนบัลลังก์อันสูงส่งและเป็นที่เทิดทูน
ชายฉลองพระองค์ปกคลุมทั่วพระวิหาร 2 เหนือพระองค์มีเสราฟิม แต่ละตนมีหกปีก
สองปีกปกหน้า สองปีกปกเท้าและอีกสองปีกบินไปมา ต่างร้องขานรับต่อๆ กันว่า

“บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์
ทั่วโลกเต็มไปด้วยพระเกียรติสิริของพระองค์”

เสียงทูตสวรรค์เหล่านี้ทำให้เสาประตูและธรณีประตูสั่นสะเทือน มีควันปกคลุมทั่วพระวิหาร

ข้าพเจ้าจึงร้องว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า! ข้าพเจ้าพินาศแล้ว! เพราะข้าพเจ้าเป็นคนที่ริมฝีปากไม่สะอาด
และใช้ชีวิตในหมู่ชนชาติที่มีริมฝีปากไม่สะอาด และตาของข้าพเจ้าได้เห็นองค์กษัตริย์คือพระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์”

แล้วเสราฟิมตนหนึ่งบินมาหาข้าพเจ้า มีถ่านลุกโชนซึ่งใช้คีมคีบมาจากแท่นบูชาอยู่ในมือ ทูตสวรรค์นั้นใช้ถ่านแตะริมฝีปากข้าพเจ้า
และกล่าวว่า “ดูเถิด ถ่านนี้แตะริมฝีปากของเจ้าแล้ว ความผิดของเจ้าถูกลบไป และบาปของเจ้าได้รับการอภัยแล้ว”

แล้วข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เราจะส่งผู้ใดไป? และใครจะไปเพื่อเรา?”

ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ข้าพระองค์อยู่ที่นี่ ขอทรงส่งข้าพระองค์ไปเถิด!”

พระองค์ตรัสว่า “จงไปบอกชนชาตินี้ว่า

“‘จงฟังแล้วฟังเล่าแต่จะไม่มีวันเข้าใจ
ดูแล้วดูเล่าแต่จะไม่มีวันเห็น’
จงทำให้จิตใจของชนชาตินี้ดื้อด้านไป
ทำให้หูของพวกเขาตึง
และปิดตาของพวกเขาเสีย
[ฉบับ LXX. ว่า‘เจ้าจะฟังแล้วฟังเล่าแต่จะไม่มีวันเข้าใจ / เจ้าจะดูแล้วดูเล่าแต่จะไม่มีวันเห็น’ /
10 จิตใจของชนชาตินี้ดื้อด้านไป / พวกเขาแทบจะไม่เอียงหูฟัง / และพวกเขาได้ปิดตาตนเองเสีย]
มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะได้เห็นกับตา
ได้ยินกับหู
เข้าใจด้วยจิตใจ
และหันกลับมาและได้รับการรักษาให้หาย”

ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “พระองค์เจ้าข้า จะอีกนานเพียงไร?”

พระองค์ตรัสตอบว่า

“จนกระทั่งนครต่างๆ อยู่ในสภาพปรักหักพัง
ไม่มีคนอยู่อาศัย
จนกระทั่งบ้านเรือนถูกทิ้งร้าง
ท้องทุ่งถูกเหยียบย่ำทำลาย
ตราบจนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงส่งทุกคนไปยังแดนไกลโพ้น
และแผ่นดินถูกทิ้งร้างหมดสิ้น
และแม้จะเหลือคนหนึ่งในสิบอยู่ในดินแดนนั้น
มันก็ยังเริศร้าง
แต่เช่นเดียวกับต้นเทเรบินธ์และต้นโอ๊ก
เมื่อถูกโค่นยังเหลือตอฉันใด
ตอในดินแดนนั้นจะเป็นเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ที่จะงอกขึ้นอีกครั้งฉันนั้น””
(อิสยาห์ บทที่6;)

เปรียบกับ

“แม้พระเยซูได้กระทำหมายสำคัญทั้งปวงนี้ต่อหน้าพวกเขา พวกเขาก็ยังไม่เชื่อพระองค์ ทั้งนี้เป็นไปตามคำของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ที่ว่า

“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ใครเล่าได้เชื่อถ้อยคำของเรา
และพระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สำแดงแก่ผู้ใด?”

ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่อาจเชื่อเพราะตามที่อิสยาห์กล่าวไว้อีกตอนหนึ่งว่า

“พระองค์ได้ทำให้ตาของพวกเขามืดบอดและทำให้จิตใจของพวกเขาตายด้าน
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเห็นด้วยตา
ไม่เข้าใจด้วยจิตใจ
ทั้งไม่ยอมหันกลับมา แล้วเราจะรักษาพวกเขาให้หาย”

“อิสยาห์กล่าวเช่นนี้เพราะเขาเห็นพระเกียรติสิริของพระเยซูและกล่าวถึงพระองค์”
(ยอห์น บทที่12: ข้อ37-41)

“ใครเล่าได้เชื่อถ้อยคำของเรา
และพระกรขององค์พระผู้เป็นเจ้าได้สำแดงแก่ผู้ใด? “
(อิสยาห์ บทที่53: ข้อ1)

“จงทำให้จิตใจของชนชาตินี้ดื้อด้านไป
ทำให้หูของพวกเขาตึง
และปิดตาของพวกเขาเสีย มิฉะนั้นแล้วพวกเขาจะได้เห็นกับตา
ได้ยินกับหู
เข้าใจด้วยจิตใจ
และหันกลับมาและได้รับการรักษาให้หาย”
(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ10)

3.การทรงบังเกิดและทรงดำรงอยู่บนโลกในฐานะมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์เจ้า

“พระวาทะทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และประทับอยู่ท่ามกลางเรา พระองค์ทรงเปี่ยมด้วยพระคุณและความจริง
เราได้เห็นพระเกียรติสิริของพระองค์ คือพระเกียรติสิริของพระบุตรองค์เดียวผู้ทรงมาจากพระบิดา”
(ยอห์น บทที่1: ข้อ14)

4.การทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อ

“ในวันนั้นพวกท่านจะตระหนักว่าเราอยู่ในพระบิดาของเราและ
พวกท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในพวกท่าน”

“พระเยซูตรัสตอบว่า “ถ้าผู้ใดรักเราเขาจะเชื่อฟังคำสอนของเรา
พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดากับเราจะมาหาเขาและอยู่กับเขา”
(ยอห์น บทที่14: ข้อ20, ข้อ23;)

“วิหารของพระเจ้ากับวิหารของรูปเคารพจะมีข้อตกลงอะไรกันได้?
เพราะเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ตามที่พระเจ้าตรัสว่า
“เราจะอยู่กับพวกเขาและดำเนินท่ามกลางพวกเขา
และเราจะเป็นพระเจ้าของพวกเขาและพวกเขาจะเป็นประชากรของเรา”
(2โครินธ์ บทที่6: ข้อ16)

“เราจะดำเนินอยู่ท่ามกลางพวกเจ้า เป็นพระเจ้าของเจ้า เจ้าจะเป็นประชากรของเรา”
(เลวีนิติ บทที่26: ข้อ12)

“เขาจะเป็นประชากรของเรา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา”
(เยเรมีย์ บทที่32: ข้อ38)

การที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกที่เป็นการรับรองว่าผู้เชื่อไม่ได้อยู่โดยลำพัง

“จงรักษาชีวิตของท่านให้เป็นอิสระจากการรักเงินทองและจงพอใจในสิ่งที่ตนมี
เพราะพระเจ้าได้ตรัสว่า “เราจะไม่มีวันทอดทิ้งท่านเราจะไม่มีวันละทิ้งท่าน”
(ฮีบรู บทที่13: ข้อ5ข)

“จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือครั่นคร้ามพวกเขาเลย เพราะ
พระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน
พระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งหรือละทิ้งท่านเลย”
(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่31: ข้อ6)

พระบิดาทรงอยู่เต็มฟ้าสวรรค์และโลก

“องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เราเป็นพระเจ้าผู้อยู่แต่เพียงใกล้ๆ แค่นั้นหรือ?
ไม่ได้เป็นพระเจ้าผู้อยู่ห่างไกลด้วยหรือ?” องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า
“มีใครสามารถหลบซ่อนในที่ลับจนเรามองไม่เห็นหรือ?”
องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เราอยู่ทั่วฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกไม่ใช่หรือ?”
(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ23-24)

พระบุตรผู้ซึ่งสถิตอยู่ในพระบิดา และในผู้เชื่อ

“ในวันนั้นพวกท่านจะตระหนักว่าเราอยู่ในพระบิดาของเราและพวกท่านอยู่ในเราและเราอยู่ในพวกท่าน”
(ยอห์น บทที่14: ข้อ20;)

“สำหรับพวกเขา พระเจ้าได้ทรงประสงค์ที่จะสำแดงความมั่งคั่งอันทรงเกียรติสิริ
ของข้อล้ำลึกนี้ในหมู่คนต่างชาติ คือพระคริสต์สถิตในท่านทั้งหลายซึ่งเป็นความหวังแห่งเกียรติสิริ”
(โคโลสี บทที่1: ข้อ27)

ก็ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงอยู่กับ(ผู้เชื่อ) ทั้งหลายเสมอไป

“สอนเขาให้เชื่อฟังทุกสิ่งที่เราสั่งพวกท่านไว้ และแน่นอน
เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไปตราบจนสิ้นยุค”
(มัทธิว บทที่28: ข้อ20)

และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อในยุคคริสตจักรทุกคน

“ท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตใน
ท่านซึ่งท่านได้รับจากพระเจ้า? ท่านไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง”
(1โครินธ์ บทที่6: ข้อ19)

[ยุคสมัยในประวัติของมนุษย์(dispensations)เป็นหลักศาสนศาสตร์ที่อธิบายถึงการที่พระเจ้าทรงแบ่งแยกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ออกเป็นยุคสมัยต่างๆ พระคัมภีร์ได้ระบุถึง 6 ยุคสมัยอย่างชัดเจนซึ้งต่อเนื่องกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาทที่เกียวเนื่องกันกับยุคสมัยอื่นๆ แต่ละยุคสมัยนั้นได้เปิดเผยแผนการ น้ำพระทัย และพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ชาติ ส่วนยุคคริสตจักร ก็เริ่มต้น ณ วันเพนเทคอสต์ ราวๆปี 30 แล้วจะสิ้นสุดลงเมื่อคริสตจักรจะถูกรับขึ้นไป(the Rapture) การศึกษาเรื่อง dispensations เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผู้เชื่อจะสามารถเข้าใจมุมมองของพระเจ้าทีมีต่อประวัติศาตร์อย่างถูกต้อง ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก The divine Outline of Historygrinispensation and the church(1990)หน้า 63-70]

VIII
οκτώ
októ
8
Omnipotence
(ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุด)

พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งได้ มีความสามารถและสิทธิอำนาจที่ไม่จำกัด ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ได้รับรองว่า"ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้"

“เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า”
(ลูกา บทที่1: ข้อ37)

หากจะบอกว่าพระเจ้าทรงจำกัด ก็จำกัดโดยพระองค์เอง เพื่อให้สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสอดคล้องกับพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงพึ่งประสงค์ แต่อาจไม่ประสงค์ แต่อาจไม่ประสงค์ที่จะกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำได้

“จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้าเปาโลผู้เป็นอัครทูตของพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ถึงประชากรของพระเจ้าที่เมืองเอเฟซัส[หรือ ผู้เชื่อซึ่งอยู่ใน] ผู้สัตย์ซื่อใน[หรือ ผู้เชื่อซึ่งอยู่ใน]พระเยซูคริสต์”
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ1)

ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดทรงมีแด่ทั้งพระบิดา พระบุตร และวิญญาณบริสุทธิ์ พระบิดาทรงถูกเรียกว่า"ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์"

“ท่านหยั่งความล้ำลึกของพระเจ้าได้หรือ? ท่านสามารถคะเนขอบเขตขององค์ทรงฤทธิ์ได้หรือ?”
(โยบ บทที่11: ข้อ7)

และฤทธานุภาพของพระองค์ทรงของพระองค์ทรงดำลงอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์

“เพราะตั้งแต่ทรงสร้างโลก เราก็เห็นและเข้าใจสภาวะที่เราไม่อาจมองเห็น
ได้ของพระเจ้า คือฤทธานุภาพนิรันดร์และเทวสภาพของพระองค์อย่าง
ชัดเจนจากสิ่งที่ทรงสร้าง ดังนั้นมนุษย์จึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย”
(โรม บทที่1: ข้อ20)

ฤทธานุภาพของพระบุตรได้สร้างจักรวาน ทรงผดุงสรรพสิ่งไว้ และทรงกระทำให้ประวัติศาสตร์ดำรงไปอย่างต่อเนื่อง

“จงเงยหน้าขึ้นมองฟ้าสวรรค์เถิด ใครสร้างสิ่งทั้งปวงเหล่านี้?
ผู้ทรงนำดวงดาวออกมาทีละดวง และขานชื่อของมัน โดยฤทธิ์อำนาจอัน
ฃยิ่งใหญ่และพละกำลังอันเกรียงไกรของพระองค์ จึงไม่มีดาวขาดหายไปสักดวง”
(อิสยาห์ บทที่40: ข้อ26;)

เปรียบกับ

“เพราะโดยพระองค์ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นทั้งในฟ้าสวรรค์และบนแผ่นดินโลก
ทั้งสิ่งที่มองเห็นได้และไม่อาจมองเห็นได้ ไม่ว่าบรรดาเทพผู้ครองบัลลังก์
หรือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ หรือเทพผู้ครอง หรือเทพผู้ทรงอำนาจ
ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์
ทรงดำรงอยู่ก่อนทุกสิ่งและในพระองค์ทุกสิ่งประสานเข้าด้วยกัน”
(โคโลสี บทที่1: ข้อ16-17;)

“พระบุตรคือรัศมีเจิดจ้าแห่งพระเกียรติสิริของพระเจ้า
ทรงเป็นเหมือนพระเจ้าทุกประการ และทรงผดุงสรรพสิ่งไว้ด้วยพระดำรัสอันทรงฤทธานุภาพของพระองค์
ด้วยเหตุนี้หลังจากที่ได้ทรงชำระบาปแล้ว พระองค์จึงได้ประทับลงที่เบื้องขวาขององค์ผู้ทรงบารมีในสวรรค์”
(ฮีบรู บทที่1: ข้อ3)

พระเยซูคริสต์ทรงพระนามว่า"ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์"และ"ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด"

“เมื่ออับรามอายุ 99 ปี องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงปรากฏแก่เขาและตรัสว่า
“เราคือพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ จงดำเนินชีวิตอยู่ในทางของเราและเป็นคนดีพร้อม”
(ปฐมการ บทที่17: ข้อ1;)

“ด้วยว่ามีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งที่ประทานแก่เรา
และการปกครองจะอยู่บนบ่าของเขา และเขาจะได้รับการขนานนามว่า
“ที่ปรึกษามหัศจรรย์[หรือ องค์มหัศจรรย์ องค์ที่ปรึกษา]
พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช”
(อิสยาห์ บทที่9: ข้อ6;)

“สิ่งมีชีวิตทั้งสี่นี้ แต่ละตนมีหกปีกและมีดวงตาทั่วไปหมดแม้แต่ใต้ปีก
ต่างร้องขานทั้งวันทั้งคืนไม่หยุดว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์
คือองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์
ผู้ทรงดำรงอยู่ในอดีตและดำรงอยู่ในปัจจุบัน และจะเสด็จมา”

“จากนั้นข้าพเจ้าได้ยินเสียงคล้ายเสียงผู้คนมากมายเหมือนเสียงน้ำเชี่ยวกราก
และเหมือนเสียงฟ้าร้องกึกก้องตะโกนว่า
“ฮาเลลูยา! เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ ของเราทรงครอบครองอยู่”
(วิวรณ์ บทที่4: ข้อ8; บทที่19: ข้อ6)

และในพระธรรมโรมยังเขียนถึงพระองค์ว่า

"ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุภาพคือ
โดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่า เป็นพระบุตรของพระเจ้า"
(โรม บทที่1: ข้อ4ข)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงประทานฤทธิ์ได้ทรงประทานฤทธิ์เดชแก่ความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ในการเป็นขึ้นจากความตาย และนี่คือฤทธิ์เดชอันเดียวกันซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่ผู้เชื่อในการปฏิบัติตามแผนการของพระบิดา

“ทูตนั้นจึงกล่าวว่า “ก่อนอื่นเจ้าจงแจ้งเศรุบบาเบลถึงพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่มีมาถึงเขาว่า
‘ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์อำนาจ แต่โดยวิญญาณของเรา’ พระยาห์เวห์ผู้ทรงฤทธิ์ตรัสดังนั้น”
(เศคาริยาห์ บทที่4: ข้อ6;)

“แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับฤทธิ์อำนาจเมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเหนือพวกท่าน
และพวกท่านจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม และทั่วแคว้นยูเดียกับสะมาเรียจนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก”
(กิจการ บทที่1: ข้อ8;)

“คือด้วยฤทธิ์อำนาจแห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ต่างๆ โดยทางฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ข้าพเจ้าจึงได้ประกาศข่าวประเสริฐ ของพระคริสต์อย่างครบถ้วนในทุกที่ตั้งแต่กรุงเยรูซาเล็มไปทั่วจนจดเมืองอิลลีริคุม”
(โรม บทที่15: ข้อ19)

ในเวลาที่พระเยซูคริสค์ทรงประทับอยู่บนโลก พระองค์ทรงจำกัดการใช้ฤทธิ์เดชจากความเป็นพระเจ้าของพระองค์ให้เป็นตามพระทัยของพรบิดา

“พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “พระบิดาของเราทรงกระทำพระราชกิจของ
พระองค์เสมอตราบจนทุกวันนี้ และเราก็กำลังทำงานเช่นกัน”

“พระองค์ตรัสต่อไปว่า “เพราะเหตุนี้เราจึงได้บอกท่านว่า
ไม่มีใครมาหาเราได้ นอกจากพระบิดาจะทรงโปรดให้เขามา”

“ดังนั้นพระเยซูจึงตรัสว่า “เมื่อท่านยก[ในภาษากรีกคำว่า ยกขึ้นตรึงบนไม้กางเขนอาจหมายความว่า ยกย่อง]
บุตรมนุษย์ขึ้นตรึงบนไม้กางเขนแล้ว แล้วท่านจะรู้ว่าเราเป็นผู้ที่เราอ้างว่าเราเป็น
และเราไม่ได้ทำอะไรโดยลำพังแต่พูดตามที่พระบิดาได้ทรงสอนไว้”
(ยอห์น บทที่5: ข้อ17; บทที่6: ข้อ65; บทที่8: ข้อ28)

“ผู้ทรงสภาพ[เป็นเหมือน]พระเจ้าแต่ไม่ได้ทรงยึดติดในความเท่าเทียมกับพระเจ้า
พระองค์กลับทรงสละทุกสิ่ง มารับสภาพ[เป็นเหมือน]ทาส
บังเกิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏเป็นมนุษย์
พระองค์ทรงถ่อมพระองค์ลง และยอมเชื่อฟังแม้ต้องตายบนไม้กางเขน!”
(ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ6-8)

และเพื่อพระองค์สามารถสำแดงฤทธ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

“นี่คือผู้รับใช้ของเรา ซึ่งเราเชิดชู ผู้ที่เราเลือกสรรไว้
ซึ่งเราชื่นชม เราจะส่งวิญญาณของเราลงมาเหนือเขา”
(อิสยาห์ บทที่42: ข้อ1;)

“จากนั้นพระวิญญาณทรงนำพระเยซูไปยังถิ่นกันดารเพื่อให้มารทดลอง”
(มัทธิว บทที่4: ข้อ1;)

“พระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า
เพราะพระองค์ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ให้ประกาศข่าวดีแก่ผู้ยากไร้
พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาประกาศอิสรภาพแก่ผู้ถูกจองจำ
และให้คนตาบอดมองเห็นให้ปลดปล่อยผู้ที่ถูกกดขี่
ให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า”
(ลูกา บทที่4: ข้อ18-19;)

“พระวิญญาณของพระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ ให้ประกาศข่าวดีแก่ผู้ยากไร้
พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาปลอบโยนผู้ชอกช้ำระกำใจ
ให้ประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และปลดปล่อยนักโทษ[ฉบับ LXX. ว่าคนตาบอด]จากความมืด
ให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานขององค์พระผู้เป็นเจ้า
และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา ให้ปลอบโยนทุกคนที่คร่ำครวญหวนไห้”
(อิสยาห์ บทที่61: ข้อ1-2)

“เพราะผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาย่อมกล่าวพระวจนะของพระเจ้า
เพราะว่าพระเจ้า[พระองค์]ประทานพระวิญญาณโดยไม่จำกัด”
(ยอห์น บทที่3: ข้อ34)

ด้วยว่าพระองค์(พระเยซูคริสต์)ประสงค์ให้ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรได้เข้าใจว่าฤทธิ์เดชในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณได้มาจากการปฏิบัติแผนการของพระบิดา และการพึ่งพาฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

IX
εννέα
ennéa
9
Immutability
(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)

พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงพระองค์เอง และไม่สามารถถูกเปลี่ยนโดยปัจจัยภายนอก พระองค์ทรงเป็นเสถียรภาพที่สมบูรณ์แบบ การตัดสินพระทัย ความสัพพัญญู ความชอบธรรม และพระลักษณะอื่นๆของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยน และไม่มีวันจะเปลี่ยนไป

“พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์ จะได้พูดมุสา พระองค์ไม่ได้ทรงเปลี่ยนใจอย่างมนุษย์
มีหรือที่ทรงลั่นวาจาไว้แล้วไม่ทรงกระทำ? หรือทรงสัญญาไว้แล้วไม่ทรงกระทำให้เป็นไปตามนั้น?”
(กันดารวิถี บทที่23: บทที่19;)

“แต่แผนการขององค์พระผู้เป็นเจ้ายั่งยืนนิรันดร์
พระประสงค์ในพระทัยของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วอายุ”

“แต่พระองค์เองยังคงเหมือนเดิม
และปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด”
(สดุดี บทที่33: ข้อ11; บทที่102: ข้อ27;)

“เราคือพระยาห์เวห์ผู้ไม่ผันแปร
ฉะนั้นเจ้าทั้งหลายผู้เป็นพงศ์พันธุ์ของยาโคบจึงไม่ถูกทำลายไป”
(มาลาคี บทที่3: ข้อ6)

เช่นเดียวกัน พระคำและพระราชกิจของพระองค์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

คงมีหลายคนตั้งคำถามว่า"หากพระเจ้าทรงฤทธานุภาพอย่างไม่สิ้นสุด พระองค์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ตามชอบพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่หรือ?"........ไม่ได้! พระลักษณะของพระองค์ทรงสอดคล้องกับคุณธรรมของพระองค์ จะไม่มีพระลักษณะหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกพระลักษณะหนึ่ง หรือจะกระทำพระราชกิจซึ่งขัดกับพระลักษณะอื่นของพระองค์ นั่นหมายความว่าพระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไรที่จะขัดกับพระประสงค์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น ฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพระองค์ได้

การที่พระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่รับลองว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่สัตย์ซื่อ เราวางใจพระองค์ได้ พระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง พระองค์ ทรงสัตย์ซื่อรักษาพระคำของพระองค์ไว้

“เนื่องจากพระเจ้าทรงประสงค์จะให้บรรดาทายาทผู้จะได้รับสิ่งที่ทรงสัญญา
ไว้รู้อย่างชัดเจนว่าความมุ่งหมายของพระองค์นั้นไม่เปลี่ยนแปลง
พระองค์จึงทรงยืนยันพระสัญญานั้นด้วยคำสาบาน
พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้เพื่อว่าเราผู้ได้หนีมายึดความหวังซึ่งทรงหยิบยื่นให้
จะได้รับกำลังใจอย่างใหญ่หลวงโดยสองสิ่งนี้ที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่พระเจ้าจะตรัสมุสา เรามีความหวังนี้เป็นสมออันมั่นคงและแน่นอนของจิตใจ
ความหวังนี้เข้าสู่อภิสุทธิสถานหลังม่านนั้น”
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ17-19)

พระสัญญาของพระองค์ไม่เคยล้มเหลวสักคำเดียว

“สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ประทานการหยุดพักแก่อิสราเอลประชากรของ
พระองค์ตามที่ทรงสัญญาไว้ คำมั่นสัญญาล้ำเลิศซึ่งประทานผ่านทาง
โมเสสผู้รับใช้ของพระองค์นั้น ไม่มีสักคำเดียวที่ล้มเหลวไป”
(1พงศ์กษัตริย์ บทที่8: ข้อ56)

ถึงแม้ว่าเราอาจไม่สัตย์ซื่อ แต่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อเสมอ

“ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อพระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ
เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้”
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ13)

ในพระบิดา"ไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง"

“ของประทานทุกอย่างที่ดีและล้ำเลิศล้วนมาจากเบื้องบน
จากพระบิดาแห่งดวงสว่างทั้งหลายในฟ้าสวรรค์
ผู้ไม่ได้ทรงผันแปรเหมือนเงาที่แปรเปลี่ยน”
(ยากอบ บทที่1: ข้อ17)

พระเยซูคริสต์"ทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล"

“พระเยซูคริสต์ทรงเป็นเหมือนเดิมเสมอ
ทั้งเมื่อวานนี้ วันนี้ และสืบไปนิรันดร์”
(ฮีบรู บทที่13: ข้อ8)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัตย์ซื่อที่จะช่วยผู้เชื่อในทุกเรื่อง

“และเราจะทูลขอต่อพระบิดาและพระองค์จะประทานที่
ปรึกษาอีกองค์หนึ่งให้มาอยู่กับพวกท่านตลอดนิรันดร์”
(ยอห์น บทที่14: ข้อ16)

และที่จะสั่งสอนพระคำของพระเจ้า

“นี่คือสิ่งที่พวกเราพูด ไม่ใช่ด้วยถ้อยคำซึ่งสติปัญญาของมนุษย์สอนไว้
แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณทรงสอน เป็นการสำแดงความจริง
ด้านจิตวิญญาณด้วยถ้อยคำฝ่ายจิตวิญญาณ”
(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ13)

X
δέκα
déka
10
Truth
(ความจริง)

พระเจ้าทรงเป็นความจริงสูงสุด

“และพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นไม่มีข้อบกพร่องดั่งเงิน
ที่ถลุงให้บริสุทธิ์ในเบ้าหลอม ดั่งทอง ที่หลอมเจ็ดครั้ง”
(สดุดี บทที่12: ข้อ6)

ความจริงนั้นได้สำแดงแก่มนุษย์ผ่านพระคำของพระองค์

“แต่เพราะเราพูดความจริง ท่านจึงไม่เชื่อเรา!
มีใครในพวกท่านที่พิสูจน์ได้ว่าเราทำผิดบาป?
ถ้าเราพูดความจริงทำไมท่านจึงไม่เชื่อเรา?”
(ยอห์น บทที่8: ข้อ45-46)

ในพระราชกิจของพระองค์

“เพราะพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าถูกต้องและเป็นจริง
พระองค์ทรงซื่อสัตย์ในทุกสิ่งที่ทรงกระทำ”
(สดุดี บทที่33: ข้อ4)

และวิถีทางของพระองค์

“และขับร้องบทเพลงของโมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าและบทเพลงของพระเมษโปดกว่า
“ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์พระราชกิจของพระองค์ยิ่งใหญ่และมหัศจรรย์ยิ่งนัก
ข้าแต่องค์ราชันของทุกยุคสมัย วิถีของพระองค์ล้วนเที่ยงธรรมและเที่ยงแท้” ”
(วิวรณ์ บทที่15: ข้อ3)

พระองค์ทรงสำแดงและตรัสความจริงในการเปิดเผยของพระองค์ในทุกรูปแบบ รวมถึงพระบัญชา พระสัญญา และคำตักเตือน ความสัตย์ซื่อของพระองค์ทรงค้ำจุนพระคำอันสัตย์จริงของพระองค์

“เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสนดี
และความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงนิรันดร์
ความซื่อสัตย์ของพระองค์คงอยู่ตลอดทุกชั่วอายุ”
(สดุดี บทที่100: ข้อ5)

พระบุตรทรงรับรองถึงความสัตย์จริงของพระองค์โดยตรัสว่า"พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงสัตย์จริง"

“ดังนั้นขณะพระเยซูกำลังสอนอยู่ในลานพระวิหาร
พระองค์ก็ตะโกนว่า “ใช่ พวกท่านรู้จักเราและรู้ว่าเรามาจากไหน เราไม่ได้มาเอง
แต่พระองค์ผู้ทรงส่งเรามานั้นทรงสัตย์จริง ท่านไม่รู้จักพระองค์”
(ยอห์น บทที่7: ข้อ28)

เปรียบกับ

“นี่แหละคือชีวิตนิรันดร์ คือที่เขารู้จักพระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว
และรู้จักพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งพระองค์ทรงส่งมา”
(ยอห์น บทที่17: ข้อ3)

เมื่อตรัสถึงพระองค์เอง พระเยซูตรัสว่า"เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากเรา"

“พระเยซูตรัสตอบว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง
และเป็นชีวิต ไม่มีใครมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา”
(ยอห์น บทที่14: ข้อ6)

และพระคัมภีร์เขียนถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า "พระวิญญาณทรงเป็นความจริง"

“เพราะมีสามสิ่งที่เป็นพยานคือ พระวิญญาณ น้ำ และพระโลหิต และทั้งสามนี้สอดคล้องกัน”
(ยอห์น บทที่5: ข้อ7-8)?

ความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดและทรงมีลักษณะอย่างไร และการพึ่งพาพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ทั้งในยาม ทุกข์ยากลำบาก และในยามเจริญรุ่งเรืองได้สร้างความมั่นใจและความสงบสันติภายในจิตใจของผู้เชื่อ ผู้เชื่อจึงสามารถทำการตัดสินใจที่ประกอบด้วย สติปัญญา แล้วจะปฏิบัติอย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์ของชีวิต

Appendix E The Doctrine of Divine Essence

Cowboy Bebop - Space Lion by The Seatbelts

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 มิ.ย.61 เวลา 13:42:51 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ