Charcoal
FREE RUNNING

Appendix C The Doctrine of Repentance

Appendix
C
ภาพผนวก C

The Doctrine of Repentance
หลักคำสอนแห่งการ"กลับใจเสียใหม่"


I
ένα
éna
1
เป็นสิ่งสำคัญที่จะเข้าใจถึงความหมาย และการใช้คำว่า " נָחַם" / nacham (เนแซม) พระคัมภีร์ได้บันทึกว่าพระเจ้าทรง "เปลี่ยนความคิด" หรือ "ทรงกลับพระทัย" (repent)เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในบริบทอรรถาธิบายของข้อความต่อไปนี้

"องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเสียพระทัยยิ่งนักที่ได้ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาในโลก
และพระองค์ทรงปวดร้าวพระทัย "
(ปฐมกาล บทที่6: ข้อ6;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงเปลี่ยนพระทัยและ
ไม่นำภัยพิบัติมาเหนือประชากรของพระองค์ตามที่ทรงดำริไว้"
(อพยพ บทที่32: ข้อ14;)

"เมื่อใดก็ตามที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตั้งผู้วินิจฉัยขึ้นมาเพื่อพวกเขา
พระองค์ก็สถิตกับผู้วินิจฉัย และช่วยเหล่าประชากรให้พ้นจากเงื้อมมือของศัตรูตลอดชีวิตของผู้วินิจฉัยคนนั้น
เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเมตตาสงสารเหล่าประชากร เมื่อเขาคร่ำครวญเพราะคนที่มากดขี่ข่มเหงและทำให้พวกเขาทุกข์ยาก "
(ผู้วินิจฉัย บทที่2: ข้อ18;)

"ตั้งแต่นั้นมาซามูเอลไม่เคยพบกับซาอูลอีกเลยจนกระทั่งสิ้นชีวิต
เขาทุกข์โศกเนื่องด้วยซาอูลอยู่เสมอและองค์พระผู้เป็นเจ้าก็เสียพระทัย
ที่ได้ทรงตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์แห่งอิสราเอล"
(1ซามูเอล บทที่15: ข้อ35)



"ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า! ขอทรงกรุณาเถิด จะเป็นอย่างนี้ไปอีกนานสักเท่าใด?
ขอทรงเอ็นดูสงสารบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์"
(สดุดี บทที่90: ข้อ13;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าประกาศว่า “เจ้าได้ละทิ้งเรา
และหวนกลับไปหาบาปร่ำไป
เราจึงฟาดเจ้าและทำลายเจ้า
เราจะไม่เมตตาเจ้าอีกต่อไป"

"‘หากพวกเจ้าคงอยู่ในดินแดนนี้
เราจะสร้างเจ้าขึ้นไม่ใช่รื้อลง จะปลูกเจ้าไว้ ไม่ใช่ถอนราก
เพราะเราเศร้าใจกับภัยพิบัติซึ่งเราบันดาลให้เกิดแก่เจ้า"
(เยเรมีย์ บทที่15: ข้อ6; บทที่42: ข้อ10;)

"ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงอดพระทัยไว้
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้น”"

"ดังนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงทรงอดพระทัยไว้
พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิตตรัสว่า “เหตุการณ์นี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเช่นกัน”"
(อาโมส บทที่7: ข้อ3 ข้อ6)

II
δύο
dýo
2
เนื่องจากพระเจ้าทรงไม่เปลี่ยนแปลง{Immutability(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)} การใช้คำเหล่านี้เป็นภาษาภาพที่พระเจ้าทรงใช้ในพระคัมภีร์เพื่อให้มนุษย์เข้าใจถึงพระลักษณะ และ พระประสงของพระองค์ (ในทางศาสนศาสตร์เรียกว่า Anthropopathism เป็นมานุษย์วิทยาที่ออกแบบมาเพื่ออธิบายการกระทำของพระเจ้า ของวินัยในแง่ของทัศนคติและการแสดงออกของมนุษย์มีการใช้มานุษยวิทยาเพื่อการสื่อสารทัศนคติและนโยบายของพระเจ้าในภาษาของมนุษย์- ภาษาของการอำนวยความสะดวก{the language of accommodation}) ส่วนคำว่า "ทรงกลับพระทัย" ได้อธิบายถึงพระลักษณะและพระประสงค์เกี่ยวกับการตีสอนและการทรงพิพากษาลงโทษของพระองค์

III
τρία
tría
3
คำกริยาคำว่า "µετανοέω " / metanoeo (เม็ททะโน-เอโอ) พระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยมักแปลว่า "กลับใจเสียใหม่" (ฉบับภาษาอังฤษนิยมใช้คำว่า repent) คำนี้มีความหมายตรงตามตัวอักษรว่า "เปลี่ยนความคิด" และ ไม่ได้เล็งถึงอารมณ์ หรือ ความรู้สึกแต่อย่างใด



IV
τέσσερα
téssera
4
ทั้ง "เนคัม" และ "เม็ททะโน-เอโอ" เป็นคำกิริยาสกรรม (transitive verd)ซึ่งต้องมีทั้งประทาน และ กรรม นั้นหมายความว่า ประทานจะต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับกรรม

V
πέντε
pénte
5
การใช้คำว่า ''เม็ททะโน-เอโอ" มีบางกรณีที่พระบิดาทรงเป็นกรรมในเรื่องการเปลี่ยนความคิด ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ก่อตั้งแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ในบริบทความรอด ผู้ที่ไม่เชื่อเป็นประธาน และพระเยซูคริสต์ทรงเป็นกรรม

"ในวันพิพากษาชาว นีนะเวห์{Nineveh}จะยืนขึ้นพร้อมกับคนในยุคนี้
และกล่าวโทษพวกเขาเพราะชาวนีนะเวห์ได้กลับใจใหม่
โดยคำเทศนาของโยนาห์และบัดนี้ผู้ ที่ยิ่งใหญ่กว่าโยนาห์ก็อยู่ที่นี่"
(มัทธิว บทที่12: ข้อ41;)

"พระองค์ตรัสว่า “ถึงเวลาแล้ว อาณาจักรของพระเจ้ามาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่และเชื่อข่าวประเสริฐ!”"
(มาระโก บทที่1: ข้อ15;)

"เราบอกท่านว่า ไม่ใช่! แต่หากพวกท่านไม่กลับใจใหม่ พวกท่านก็จะพินาศเช่นกัน"

"เราบอกท่านว่า ไม่ใช่! แต่หากท่านไม่กลับใจใหม่ พวกท่านก็จะพินาศเช่นกัน”"

"เราบอกท่านว่าทำนองเดียวกัน ในสวรรค์จะมีความชื่นชมยินดีในคนบาปคนหนึ่งซึ่งกลับใจใหม่
มากยิ่งกว่าในคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนซึ่งไม่ต้องการกลับใจใหม่ "

"เราบอกท่านว่าในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดีท่ามกลางเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้าในคนบาปคนเดียวซึ่งกลับใจใหม่ "

" ผู้ดูแลนั้นคิดในใจว่า จะทำอย่างไรดี? นายจะปลดเราออกจากงาน จะไปขุดดินก็ไม่มีแรง จะไปขอทานก็อายเขา เรารู้แล้วว่าเราจะทำอะไรดี เพื่อว่า เมื่อเราตกงานแล้วจะได้มีคนรับเราเข้าบ้านของเขา เขาจึงเรียกลูกหนี้ของนายมาทีละคน เขาถามคนแรกว่า 'ท่านติดหนี้นายของข้าพเจ้าอยู่เท่าไร?'เขาตอบว่า 'น้ำมันมะกอกหนึ่งร้อยถัง[ภาษากรีกว่าหนึ่งร้อยบาทอส " βάτος " / Batos(คาดว่าประมาณ 3,000 ลิตร)]' ผู้ดูแลนั้นบอกเขาว่า 'จงนำเอกสารมา รีบนั่งลงแก้ให้เป็นห้าสิบ'จากนั้นเขาถามคนที่สองว่า 'และท่านติดหนี้นายของข้าพเจ้าอยู่เท่าไร?'คนนั้นตอบว่า 'ข้าวสาลีหนึ่งร้อยกระสอบ[คาดว่าประมาณ 35,000 ลิตร]'ผู้ดูแลนั้นบอกเขาว่า 'จงนำเอกสารมาและแก้ให้เป็นแปดสิบ'

นายจึงชมผู้ดูแลไม่ซื่อคนนี้เพราะเขาทำไปอย่างชาญฉลาด เพราะคนของโลกนี้ฉลาดกว่าคนของความสว่างในการทำธุรกิจการงานกับคนประเภทเดียวกับเขา เราบอกท่านว่าจงใช้ทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกหาเพื่อน เพื่อเมื่อหมดเงินท่านจะได้รับการต้อนรับเข้าสู่ที่พำนักอันถาวรคนที่ไว้ใจได้ในสิ่งเล็กน้อย ก็ไว้ใจได้ในสิ่งใหญ่ด้วย และคนที่ไม่สัตย์ซื่อในสิ่งเล็กน้อย ก็ไม่สัตย์ซื่อในสิ่งใหญ่ด้วย ดังนั้นถ้าไว้ใจท่านในการจัดการกับทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกไม่ได้ ใครจะไว้ใจมอบทรัพย์สมบัติอันแท้จริงให้ท่านดูแลเล่า? และถ้าไว้ใจให้ท่านดูแลทรัพย์สมบัติของคนอื่นไม่ได้ ใครจะมอบทรัพย์สมบัติให้เป็นของท่านเล่า?

ไม่มีใครเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เขาย่อมชังนายคนหนึ่งและรักนายอีกคนหนึ่ง หรือภักดีคนหนึ่งและดูหมิ่นอีกคนหนึ่ง ท่านไม่อาจรับใช้ทั้งพระเจ้าและเงินทองได้ ฝ่ายพวกฟาริสีที่รักเงินได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ก็เย้ยหยันพระเยซู พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า พวกท่านทำตัวเป็นคนชอบธรรมในสายตามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน สิ่งที่ถือว่าสูงค่าในหมู่มนุษย์ก็น่ารังเกียจในสายพระเนตรของพระเจ้าหนังสือบทบัญญัติและหนังสือผู้เผยพระวจนะได้รับการประกาศเรื่อยมาจนถึงสมัยของยอห์น นับตั้งแต่นั้นข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าก็ได้รับการประกาศ

และทุกคนก็กำลังพยายามเบียดเสียดกันเข้าไปในอาณาจักรนั้น ฟ้าและดินจะหายไป ยังง่ายกว่าสักจุดหนึ่งในหนังสือบทบัญญัติจะตกไปผู้ใดหย่าภรรยาและไปแต่งงานกับหญิงอื่นก็ล่วงประเวณี และผู้ชายที่แต่งงานกับหญิงที่หย่ากับสามีก็ล่วงประเวณียังมีเศรษฐีคนหนึ่งสวมชุดสีม่วงและผ้าลินินเนื้อดี ใช้ชีวิตอย่างหรูหราทุกวัน ที่ประตูบ้านของเศรษฐีมีขอทานคนหนึ่งชื่อลาซารัส เขามีแผลเต็มตัวนอนอยู่ และอยากกินอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐี แม้แต่สุนัขก็มาเลียแผลของเขาอยู่มาขอทานนั้นก็ตาย และเหล่าทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ข้างอับราฮัม ฝ่ายเศรษฐีก็ตายเช่นกัน และถูกฝังไว้ เมื่ออยู่ในนรก[ภาษากรีกว่า" άδης"/Hades เฮดีส แดนมรณา ]ซึ่งทุกข์ทรมานมาก เศรษฐีแหงนมองเห็นอับราฮัมอยู่ไกลๆ มีลาซารัสเคียงข้าง จึงร้องบอกว่า'ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม สงสารข้าพเจ้าด้วยเถิด โปรดส่งลาซารัสมา ให้เขาเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำแตะลิ้นข้าพเจ้าให้เย็นลง เพราะข้าพเจ้าอยู่ในไฟนี้ทุกข์ ทรมานเหลือเกิน' แต่อับราฮัมตอบว่า 'ลูกเอ๋ย จำได้ไหม ในชั่วชีวิตของเจ้า เจ้าได้รับแต่สิ่งดีๆ ขณะที่ลาซารัสรับสิ่งเลวๆ แต่เดี๋ยวนี้เขาได้รับการปลอบประโลมอยู่นี่แล้ว ส่วนเจ้าทุกข์ทรมาน นอกจากนี้แล้ว ระหว่างเรากับเจ้ามีเหวใหญ่ขวางอยู่ ใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปหาเจ้าก็ไม่ได้ หรือจะข้ามจากที่โน่นมาหาเราก็ไม่ได้'

เขาจึงตอบว่า 'ท่านบรรพบุรุษ ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าขอวิงวอนให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้ามีพี่น้องห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนเขาเพื่อว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องมาที่ทรมานนี้ด้วย'

อับราฮัมตอบว่า 'พวกเขามีโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะอยู่แล้ว ก็ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด'เศรษฐีนั้นจึงกล่าวว่า 'หามิได้ ท่านบรรพบุรุษอับราฮัม แต่หากมีใครเป็นขึ้นจากตายไปหา เขาจะกลับใจ'อับราฮัมกล่าวกับเขาว่า 'ถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสกับเหล่าผู้เผยพระวจนะ ต่อให้ใครเป็นขึ้นจากตาย เขาก็จะไม่ยอมเชื่อ' "
(ลูกา บทที่13; ข้อ3, ข้อ5; บทที่15: ข้อ7, ข้อ10; บทที่16: ข้อ3-31;)

"สี่สิบปีผ่านไป ทูตสวรรค์องค์หนึ่ง{พระคริส}มาปรากฏแก่โมเสส
ในพุ่มไม้ที่ลุกเป็นไฟในถิ่นกันดารใกล้ภูเขาซีนาย "

"ข้าพเจ้าประกาศแก่ทั้งคนยิวและคนกรีกว่าพวกเขา
ต้องกลับใจใหม่หันมาหาพระเจ้าและเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าของเรา"

"เริ่มแรก ข้าพระบาทประกาศแก่คนทั้งหลายในเมืองดามัสกัส
จากนั้นแก่คนทั้งหลายในกรุงเยรูซาเล็มและทั่วแคว้นยูเดียและแก่ชาวต่างชาติด้วย
ข้าพระบาทประกาศว่าพวกเขาควรกลับใจใหม่ หันมาหาพระเจ้า
และพิสูจน์การกลับใจใหม่ด้วยการกระทำของตน"
(กิจการ บทที่7: ข้อ30; บทที่20: ข้อ21; บทที่26: ข้อ20;)

"ท่านทั้งหลายทราบอยู่ว่าในภายหลังเมื่อเอซาวต้องการรับพรนี้เป็นมรดกก็ถูกปฏิเสธ
เขาไม่อาจแก้ไขอะไรได้แม้เขาจะแสวงหาพรนั้นด้วยน้ำตา"
(ฮีบรู บทที่12: ข้อ17)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ
แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

ขอสังเกตว่าผู้ที่ไม่เชื่อนั้นจะไม่ต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับบาปที่เขากระทำอยู่ แต่เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับพระผู้ช่วยให้รอด

VI
έξι
éxi
6
การ"เปลี่ยนความคิด" ซึ่งนำไปยังความรอด คือการเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อพระเยซูคริสต์ซึ่งต้องมีก่อนที่จะได้รับความรอด

6.1 ผู้ที่ไม่เชื่อไม่สามารถเข้าใจข้อมูลฝ่ายวิญญาณ(spiritual information) เพราะไม่มีวิญญาณของมนุษย์

"ผู้ปราศจากพระวิญญาณไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเห็นเป็นเรื่องโง่เขลา
และเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเพราะต้องอาศัยการแยกแยะฝ่ายจิตวิญญาณจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้"
(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14)

ดังนั้น ในเวลาที่ผู้เชื่อได้ฟังพระกิตติคุณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงทรงกระทำหน้าที่เป็นวิญญาณมนุษย์แทนเพื่อเขาจะสามารถเข้าใจในพระกิตติคุณนั้น

"เมื่อพระองค์เสด็จมาพระองค์จะทรงทำให้โลกสำนึกในความผิด ในเรื่องบาป
ความชอบธรรม และการพิพากษา ในเรื่องบาปก็เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา
ในเรื่องความชอบธรรมก็เพราะเรากำลังจะไปหาพระบิดาในที่ซึ่งพวกท่านไม่
สามารถเห็นเราอีกต่อไปและในเรื่องการพิพากษาเพราะบัดนี้ผู้ครองโลกนี้
ถูกพิพากษาลงโทษแล้ว"
(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-11;)

"เขาต้องชี้แจงอย่างสุภาพแก่บรรดาผู้ที่ต่อต้านเขาโดยหวังว่าพระเจ้าจะ
ทรงให้คนเหล่านี้กลับใจเพื่อจะรู้ถึงความจริง"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ25)

6.2 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้ผู้ที่ไม่เชื่อเข้าใจเรื่องพระกิตติคุณในทางวิชาการ (ความรู้ประเภทนี้พระคัมถีร์ เรียกว่า " γνῶσις " / gnosis จีโน-ซิส) ถ้าคนนั้นได้เชื่อในข้อมูลนั้น ก็กลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ทางด้านฝ่ายวิญญาณ (ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่า " ἐπίγνωσις " / epignosis เอ็พ-พิ-โนซิส){ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Reversionism,หน้า3-7; Witnessing การเป็นพยาน หน้าที่ 21-23}{ The Trinity,หน้าที่35-37.}

{จากหนังสือ Reversionism,หน้า3-7}

[unavailable for now]


{จากหนังสือ
Witnessing
การเป็นพยาน
หน้าที่ 21-23}

พันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการประกาศ

"เมื่อพระองค์[พระวิญญาณ]เสด็จมาพระองค์จะทรงทำให้โลกสำนึกในความผิด ในเรื่องบาป[แปลตรงจากต้นฉบับภาษากรีกคือคำว่า “ ἐλέγξει τὸν κόσμον περὶ ἁμαρτίας " / elenxei ton kosmon peri amartias (เอเล็กเซ โทน คอสมน เพรี ฮามาเทียส)] ความชอบธรรม และการพิพากษาในเรื่องบาปก็เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา"
(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-9)

ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ พระเยซูทรงเผยพระวจนะถึงการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในวันเพ็นเทคอสต์และทรงเผยถึงพันธกิจในการ "ให้โลกสำนึกเดียวกับความบาป, ความชอบธรรม และการพิพากษา"

มักมีนักประกาศบางคนที่ชอบจะเน้นบาปส่วนตัวที่ชัดเจน และทำให้ผู้ฟังต้องตกตลึง การเทศนาของนักประกาศนั้นมักจะสรุปว่าพระวิญญาณบริสุทธ์จะทรงพิพากษามนุษย์ชาติเพราะบาปเหล่านั้น ความคิดเช่นนี้ไม่ตรงกับ ยอห์น บทที่16: ข้อ8 ซึ่งในภาษากรีก ความบาปเป็นคำเอกพจน์ และ ได้พูดถึงบาปประการเดียว คือ "เพราะมนุษย์ไม่เชื่อในเรา" บาปเดียวที่พระเจ้าต้องลงโทษผู้ที่ไม่เชื่อไปในบึงไฟนรก นั่นคือบาปแห่งการปฏิเสธองค์พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ใช่เพราะบาปส่วนตัว

ทำไมพระวิญญาณบริสุทธิ์จะต้องรับหน้าที่หลักในการเป็นพยานให้ พระเยซูคริสต์คำตอบอยู่ในพระธรรม 1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14"ผู้ปราศจากพระวิญญาณ[ " ψυχικὸς δὲ ἄνθρωπος ”/ psychikos de anthropos (ซูคีโคส เดอ อันโธรโพส) หมายถึง ผู้ที่ไม่เชื่อซึ่งมีจิตใจ แต่ ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ ]ไม่อาจรับสิ่งที่มาจากพระวิญญาณของพระเจ้าเพราะเห็นเป็นเรื่องโง่เขลา และเขาไม่สามารถเข้าใจสิ่งเหล่านั้นเพราะต้องอาศัยการแยกแยะฝ่ายจิตวิญญาณจึงจะเข้าใจสิ่งเหล่านั้นได้ "(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14)

ผู้เชื่อและผู้ที่ไม่เชื่อไม่เหมือนกัน มนุษย์ทุกคนเกิดมาบนโลกโดยมีร่างกาย และ จิตใจ ปราศจากวิญญาณของมนุษย์ แต่ในขณะที่ตัดสินใจในพระเยซูคริสต์ พระเจ้าทรงประทานวิญญาณของมนุษย์แก่เขา

1โครินธ์ บทที่2: ข้อ14 ได้อธิบายว่าสิ่งที่มาจากพระวิญญาณ(ซึ่งในที่นี้หมายถึงพระกิตติคุณ และ หลักคำสอนพระคัมภีร์) ไม่มีความหมายสำหรับคนที่ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วผู้ที่ไม่เชื่อจะสามารถเข้าใจพระกิตติคุณได้อย่างไร? เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำหน้าที่แทนวิญญาณของมนุษย์เพื่อที่จะให้ผู้ไม่เชื่อนั้นสามารถเข้าใจพระกิตติคุณได้ อย่างไรก็ตาม เขายังต้องใช้เสรีภาพทางความคิดของตน (Volition) ที่จะตัดสินใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างเขากับพระบิดา

ถึงแม้ความเชื่อเป็นสิ่งเดียวที่พระเจ้าต้องการจากผู้ที่ไม่เชื่อ แต่ความเชื่อนั้นยังไม่เพียงพอที่จะกระทำให้เขารอดได้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ยังต้องทำการกับความเชื่อของเขา ให้มีประสิทธิภาพในการรับความรอด หลังจากเขาได้เชื่อในพระคริสต์ในฐานะเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว เราได้รับวิญญาณของมนุษย์ พร้อมกับการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (the permanent indwelling of the Holy Spirit) และการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (the filling of the Holy Spirit) ด้วยเหตุนี้เราจึงสามารถที่จะเรียนและเข้าใจรายละเอียดของพระกิตติคุณ และ หลักคำสอนพระคัมภีร์แต่ก่อนที่จะได้รับความรอดพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแทนวิญญาณของมนุษย์ในเวลาผู้นั้นได้ฟังพระกิตติคุณ แผนผังต่อไปนี้ได้แสดงบทบาทอันขาดไม่ได้ในพันธ์กิจด้านความรอดของพระวิญญาณบริสุทธิ์

{Operation Z {unavailable for now}}

อาวุธในการเป็นพยาน

"ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อน แล้วคนต่างชาติด้วย"
(โรม บทที่1: ข้อ16)

"คนที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องราวของไม้กางเขนเป็นเรื่องโง่
แต่พวกเราที่กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า "
(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ18)

พระคำของพระเจ้า เป็นอาวุธที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่คุณในการเป็นพยานนี่ไม่ได้หมายความว่าคุณจะพูดเป็นข้อพระคัมภีร์เท่านั้น เพราะคุณต้องอธิบายพระกิตติคุณจากความรู้ที่ได้สะสมไว้ในจิตใจของคุณแล้ว แต่ด้วยการใช้ข้อพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระกิตติคุณ พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสามารถใช้ข้อนั้นๆ เพื่อแทงทะลุจิตใจของผู้ที่ไม่เชื่อเมื่อวิธีอื่นเหมือนจะไม่ได้ผล ก่อนผู้เชื่อเป็นพยานได้ เขาต้องเชื่อว่าพระคำของพระเจ้ามีฤทธิ์เดช และ เข้าถึงจิตใจของผู้ไม่เชื่อได้ หากคุณยังไม่กล้าที่จะยกข้อพระคัมภีร์มาใช้ในการเป็นพยาน ขอให้คุณใคร่ครวญดูว่า คุณเคยเป็นผู้ไม่เชื่อซึ่งได้เห็นฤทธิ์เดชจากพระเจ้าทรงนำของพระเจ้าทรงทำงานในชีวิตของคุณเอง

"เพราะว่าพระดำรัสของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงอานุภาพ คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆ
แทงทะลุแม้กระทั่งจิตและวิญญาณ ข้อต่อและไขกระดูก วินิจฉัยความคิดและท่าทีในใจ"
(ฮีบรู บทที่4: ข้อ12)

พระเจ้าทรงรับลองกับคุณแล้วว่า พระคำของพระองค์จะเกิดผลและจะทำน้ำพระทัยของพระเจ้าให้สำเร็จ (ถ้อยคำที่ออกจากปากของเราก็เป็นเช่นนั้น มันจะไม่กลับคืนมายังเราโดยเปล่าประโยชน์ แต่จะสัมฤทธิ์ผลตามที่เราปรารถนา และสำเร็จตามเป้าหมายที่เราตั้งไว้ อิสยาห์ บทที่55: ข้อ11) อย่างไรก็ตาม ในการที่คุณกำลังแบ่งปันข่าวประเสริฐ ขอแนะนำว่าให้หลีกเลี่ยงการโต้เถียงเกี่ยวกับพระคัมภีร์ว่าเป็นพระคำของพระเจ้าจริง ผู้ที่ไม่เชื่อนั้นไม่เชื่อว่าพระคัมภีร์เป็นพระคำของพระเจ้าอยู่แล้ว แต่คุณจะต้องใช้พระคำนั้นไม่ว่าผู้ไม่เชื่อจะคิดอย่างไร คุณเองต้องเข้าใจว่าพระวจนะของพระเจ้าได้บรรจุ"ฤทธิ์เดชของพระองค์ เพื่อให้ทุกคนที่ได้เชื่อจะได้รับความรอด"(ข้าพเจ้าไม่ได้ละอายในข่าวประเสริฐ เพราะข่าวประเสริฐคือฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด คนยิวก่อน แล้วคนต่างชาติด้วย โรม บทที่1: ข้อ16) ความกล้าหาญ และ ความมั่นใจในการใช้พระคำจะรับรองประสิทธิภาพในการเป็นพยานของคุณ

{จากหนังสือ
The Trinity,
หน้าที่35-37}

ทรงเป็นบิดาของพระเยซูคริสต์

พระนามหนึ่งของบุคคลแรกในตรีเอกานุภาพ คือ "พระบิดาแห่งพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา"(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ3; บทที่11: ข้อ31; เอเฟซัส บทที่1: ข้อ3; โคโลสี บทที่1: ข้อ3; 1เปโตร บทที่1: ข้อ3;) พระนามนี้ได้ชี้ให้เห็นถึงสัมพันธภาพระหว่างพระคริสต์ และ พระบิดา พระคริสต์ทรงสำแดงพระบิดา และทรงเป็นจุดศูนย์รวมแห่งแผนการของพระบิดา(ยอห์น บทที่1: ข้อ14; 2โครินธ์ บทที่4: ข้อ6; เอเฟซัส บทที่3: ข้อ11; ฮีบรู บทที่1: ข้อ2;)

"ไม่มีใครเคยเห็นพระเจ้า[พระบิดา] แต่พระเจ้าคือพระบุตรองค์เดียว[คือ พระเยซูคริสต์]
ผู้ทรงอยู่เคียงข้างพระบิดาได้ทรงทำให้พระองค์เป็นที่ประจักษ์แล้ว"
(ยอห์น บทที่1: ข้อ18;)

พระบิดากับพระบุตรทรงมีสัมพันธภาพต่อกันตั้งแต่อดีตกาล(ยอห์น บทที่17: ข้อ5,ข้อ24) ถึงแม้ว่าพระบุตรทรงเท่าเทียมกับพระบิดาตลอดมา (ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ6;) แต่พระบุตรทรงยอมรับตำแหน่งอันอยู่ใต้สิทธิอำนาจของพระบิดา และ กระทำตามน้ำพระทัยของพระองค์เพื่อให้แผนการความรอดของพระเจ้าให้สำเร็จ ข้อพระคัมภีร์ซึ่งอธิบายถึงการประสูติของพระคริสต์ เช่น "พระบุตรองค์เดียว [ผู้ทรงบังเกิดอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ] ของพระองค์" (ยอห์น บทที่3: ข้อ16;) และ "พระบุตรองค์เดียว[ผู้ทรงบังเกิดอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะ]ที่บังเกิดจากพระเจ้า"(ยอห์น บทที่3: ข้อ18;) จะต้องถูกมองผ่านบริบทของพันธกิจความรอดของบุคคลที่สองแห่งตรีเอกานุภาพ ถึงแม้ว่าพระบุตรทรงเป็นพระเจ้า แต่พระองค์ยังเสด็จจากพระบิดาแล้วทรงสภาพของเนื้อหนัง(ยอห์น บทที่1: ข้อ14; บทที่8: ข้อ42;) พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เดียวที่ทรงบังเกิดในโลกนี้โดย ปราศจากธรรมชาติบาป(1เปโตร บทที่1: ข้อ19;) โดยหญิงพรหมจารี (สดุดี บทที่2: ข้อ7; อิสยาห์ บทที่7: ข้อ14; มัทธิว บทที่1: ข้อ23;) และเป็นผู้เดียวซึ่งมีคุณสมบัติครบสมบูรณ์ในการรับการพิพากษาลงโทษแทนเรา สำหรับบาปของเรา (อิสยาห์ บทที่53: ข้อ4-6; ฮีบรู บทที่9: ข้อ16 ข,ข้อ28 ก; 1ยอห์น บทที่3: ข้อ5;)

พระบิดาของผู้เชื่อทั้งปวง

เนืองจากพระบิดาทรงสถาปนาแผนการความรอด ผู้เชื่อทุกคนได้กลายเป็นบุตรชั่วนิรันดร์ของพระองค์ ผ่านการบังเกิดใหม่(กาลาเทีย บทที่4: ข้อ6; เอเฟซัส บทที่1: ข้อ5; บทที่3: ข้อ14-15; บทที่4: ข้อ6;) มีหลายคนส่วนมากที่ชอบคิดว่าพระเจ้าทรงเป็นบิดาของมนุษย์ทุกคน แต่แนวคิดนี้ พระเจ้าไม่ได้เป็นบิดาของมนุษย์ทั้งหลาย(ยอห์น บทที่8: ข้อ42; ข้อ44;)แต่เป็นบิดาของผู้ที่เชื่อพระองค์เท่านั้น เราจะไม่ได้เป็นสมาชิกในครอบครัวของพระเจ้าโดยการเกิดฝ่ายเนื้อหนัง แต่จะเป็นเมื่อเราได้เกิดฝ่ายวิญญาณผ่านการเชื่อในพระเยซูคริสต์

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26;)

ในฐานะเป็นบุตรของพระเจ้า เราจึงมีสิทธิ์เรียกพระองค์ว่า"พระบิดา"(โรม บทที่8: ข้อ15) เช่นเดียวกับผู้ใดเป็นบิดาซึ่งรักบุตรของตน พระบิดาในสวรรค์ทรงประทานสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบุตรของพระองค์(มัทธิว บทที่7: ข้อ11) พระองค์ทรงจัดเตรียมความต้องการของเราอย่างเหลือล้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่พระองค์ทรงสถาปนาไว้ตั้งแต่อดีตกาล เพื่อเป็นการรับรองถึงการทรงดูแลบุตรของพระองค์ พระบิดาทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อทุกคน(ยอห์น บทที่14: ข้อ23; เอเฟซัส บทที่4: ข้อ6;) การทรงดูแลนั้นรวมถึงทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่พระองค์ทรงมอบไว้แก่เราโดยพระคุณ ณ เวลารอด{ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรได้รับทรัพยากรฝ่ายวิญญาณ อย่างจากพระเจ้า ณ เวลารอด"The 40 Absolutes"}พระสัญญาต่างๆ หลักคำสอนพระคัมภีร์{Bible Doctrine}สำหรับเวลาที่เราอยู่บนโลก และสำหรับอนาคตนิรันดร์ก็ยังมี.....

...มรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย เน่าเสียหรือเลือนหายไปซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อพวกท่าน
(1เปโตร บทที่1: ข้อ4 ข)

เหมือนบุตรทั่วไปเราก็จะกระทำผิดและไม่เชื่อฟังพระบิดา ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรับการตีสอน{divine discipline} ซึ่งจะเป็นประโยชน์ (ฮีบรู บทที่12: ข้อ5-11) อย่างไรก็ตาม พระบิดาทรงพร้อมเสมอที่จะรับบุตรของพระองค์ให้กลับมาถึงอ้อมกอดของพระองค์ คือ ให้กลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์ทุกครั้งที่มีกล่าวถึงบาปอย่างเป็นการส่วนตัวต่อพระองค์{ในความคิด}(1ยอห์น บทที่1: ข้อ9)

VII
επτά
eptá
7
คำกิริยาว่า "เม็ททะโนเอ-โอ" ยังปรากฎในพระคัมภีร์เมื่อพูดถึงผู้เชื่อซึ่งต้องเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับหลักคำสอนพระคัมภีร์{การถอยหลังฝ่ายวิญญาณ(reversionism) คือ สถานะฝ่ายวิญญาณซึ่งผู้เชื่อได้เลือกเมื่อเขาหันไปจากแผนการ น้ำพระทัย และ พระประสงค์ที่พระเจ้ามีต่อชีวิตของเขาแลัวกลับไปเชื่ออย่างที่เคยเชื่อ คิดอย่างที่เขาเคยคิด และประพฤติอย่างที่เคยทำ ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณไม่มีวันเสียความรอดไป แต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของธรรมชาติบาป{(Sin Nature ธรรมชาติบาป) มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติปาบอยู่ในเซลล์ของร่างกาย(ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์)(โรม บทที่6: ข้อ6; บทที่7: ข้อ5; ข้อ18) ซึ่งถูกสืบทอดทางอสุจิของผู้ชายในเวลาปฏิสนธิ (ปฐมกาล บทที่5: ข้อ3)ธรรมชาติบาปเป็นแหล่งการล่อ และผลิตกิเลสตัณหาซึ่ง ทำให้มนุษย์กบฎต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เรียกธรรมชาติบาปว่า 'คนเก่า'(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22) เนื้อหนังแห่งบาป(โรม บทที่8: ข้อ3-4) อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงหลักการของบาป การรับธรรมชาติบาป และการตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ในพระธรรม โรม บทที่7: ข้อ8-20 และการที่ผู้เชื่อไม่ได้เป็นทาสต่อธรรมชาติบาปใน โรม บทที่8: ข้อ2, ข้อ9} และระบบโลกของซาตาน{พระคัมภีร์ได้รวบรวมกลอุบายและระบบโลกของ'ซาตาน'นี้ทั้งหมดโดยใช้คำกรีกคำเดียวว่า " κόσµος " / Cosmos โคสมอส (โคสมอส ซึ่งกลายเป็นคำว่า Cosmic ในภาษาอังกฤษ) คำว่า โคสมอส นี้ได้อธิบายถึงองค์กรที่มีระบบระเบียบ มีส่วนประกอบที่สอดคล้องกัน มีวัตถุประสงค์และนโยบาย และมีโครงสร้างสิทธิอำนาจ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความคิดของมนุษยชาติ'โคสมอส' นี้ คือ องค์กรหรือระบบที่กว้างขวาง ซึ่งซาตานได้ก่อขึ้น และได้สะท้อนถึงความใฝ่ฝัน จุดประสงค์ และวิธีการของซาตาน 'โคสมอส' คือระบบโลกที่อยู่ต่างจากพระเจ้า เป็นอารยธรรมซึ่งหันหน้าไปจากพระองค์ และไม่ยอมนับถือว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกและมนุษย์ชาติ ระบบนี้ก่อให้เกิดรัฐบาล สงคราม การศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งได้ละทิ้งพระเจ้า แล้วใช้ศีรธรรม และ ความภูมิใจเป็นมาตรฐาน'โคสมอส'คือโลกซึ่งมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ เป็นทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้เห็น และได้ใช้ในการดำลงชีวิตวันต่อวัน เกือบทุกคนบนโลกนี้ เชื่อว่าระบบเดียวที่เขารู้จักตราบเท่าที่เขาอยู่บนโลกนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ก็คือ ระบบโลกของซาตาน(The Satanic System)ซึ่งสมควรใช้ในการอธิบายคำว่า 'โคสมอส' เพราะระบบโลกนี้เป็นระบบของพญามาร(Cosmos Diadolicus)[Lewsis Sperry Chafer,Systemaitc Theology(Dallas Seminary Press, 1947),2:77-78]} (พระวิญญาณตรัสไว้ชัดเจนว่า ในภายหลังจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ หันไปติดตามวิญญาณล่อลวงและคำสอนของผีมาร”พระวิญญาณตรัสไว้ชัดเจนว่า ในภายหลังจะมีบางคนละทิ้งความเชื่อ หันไปติดตามวิญญาณล่อลวงและคำสอนของผีมาร” 1ทิโมธี บทที่4: ข้อ1)}

"ข้าพเจ้าเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอีกครั้ง
พระเจ้าของข้าพเจ้าจะทรงทำให้ข้าพเจ้าต่ำลงต่อหน้าพวกท่าน
และข้าพเจ้าจะเศร้าเสียใจเนื่องด้วยหลายคนที่ได้ทำบาปและยังไม่ยอมกลับใจละทิ้งความเสื่อมทราม
ความบาปทางเพศ และการเสเพลซึ่งเขาได้ปล่อยตัวลุ่มหลง"
(2โครินธ์ บทที่12: ข้อ21;)

"จงระลึกว่าเจ้าได้ร่วงหล่นลงมามากเพียงใด!
จงกลับใจใหม่และทำสิ่งที่เจ้าเคยทำตั้งแต่แรก
ถ้าเจ้าไม่กลับใจใหม่เราจะมาหาเจ้าและยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่"

"เพราะฉะนั้นจงกลับใจใหม่! มิฉะนั้นอีกไม่นานเราจะมาหาเจ้าและสู้กับคนเหล่านั้นด้วยดาบแห่งปากของเรา"

"ดังนั้นเราจะโยนนางลงบนเตียงแห่งความทุกข์ทรมาน
และให้บรรดาผู้ล่วงประเวณีกับหญิงนั้นทนทุกข์แสนสาหัส
เว้นแต่พวกเขาจะกลับใจจากวิถีของนาง"

"เราว่ากล่าวและตีสอนผู้ที่เรารัก ดังนั้นจงกระตือรือร้นและกลับใจใหม่"
(วิวรณ์ บทที่2: ข้อ5, ข้อ16, ข้อ22; บทที่3: ข้อ19 )

VIII
οκτώ
októ
8.
คำกิริยากรีกว่า "μεταμέλομαι" / metamelomai (เมทะเมโลมัย){ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ Rebound Revisited(1995)} มักจะถูกแปลว่า "กลับใจ"(erpent) ซึ่งเป็นการแปลที่ผิดเช่นกัน ในความหมายที่แท้จริงของคำกิริยานี้เล็งถึงอารมณ์และความรู้สึก คือ "เสียใจ"(regret) หรือ "รู้สึกน่าเสียดายสำหรับสิ่งที่ได้กระทำ"

IX
εννέα
ennéa
9
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ มีการใช้คำว่า 'เมทะเมโลมัย' ดังนี้ คือ

9.1 รู้สึกน่าเสียดายกับการกระทำที่เคยทำ

"บุตรคนนั้นตอบว่า ‘ไม่ไป’ แต่ตอนหลัง{"เสียใจ"(regret)}และไปทำงาน"
(มัทธิว บทที่21: ข้อ29)

9.2 การที่ยูดาสอิสคาริโอท{Judas Iscariot}(มัทธิว บทที่27: ข้อ3) ความรู้สึกเสียใจนั้นเกิดขึ้นเพราะอารมณ์ของเขาได้กบฏต่อความคิด(emotional revolt of the soul){through the eight stages of reversionism}ความเสียใจ หรือเสียดาย ไม่ได้เกียวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ และไม่สามารถเกิดผลฝ่ายวิญญาณได้

"เมื่อยูดาสผู้ทรยศพระเยซูเห็นว่าพระองค์ถูกตัดสินลงโทษก็รู้สึกผิดจับใจ
เขาจึงนำเงินสามสิบเหรียญมาคืนแก่พวกหัวหน้าปุโรหิตและเหล่าผู้อาวุโส"
(มัทธิว บทที่27: ข้อ3)

9.3 พระเจ้าไม่ทรงเสียดายในการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางแห่งความรอด และ ของประทานฝ่ายวิญญาณแก่ผู้เชื่อ

"เพราะของประทานและการทรงเรียกของพระเจ้านั้นไม่ผันแปร"
(โรม บทที่11: ข้อ29)

9.4 พระบิดาไม่ทรงเสียดายในการที่พระองค์ทรงตั้งพระคริสต์ให้เป็นพระมหาปุโรหิต


"แต่พระเยซูทรงขึ้นเป็นปุโรหิตด้วยคำสาบานเมื่อพระเจ้าตรัสกับพระองค์ว่า
“พระเจ้าได้ทรงปฏิญาณแล้วและจะไม่ทรงเปลี่ยนพระทัย คือ
‘ท่านเป็นปุโรหิตชั่วนิรันดร์’ ” “
(ฮีบรู บทที่7: ข้อ21)

X
δέκα
déka
10
คำนามว่า "µετάνοια" / Metanoia (เมทะ-นอย-ยา) ซึ่งหมายถึง "การเปลี่ยนความคิด" ถูกนำมาใช้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ใน

"ข้าพเจ้าประกาศแก่ทั้งคนยิวและคนกรีกว่าพวกเขาต้องกลับใจใหม่
หันมาหาพระเจ้าและเชื่อในองค์พระเยซูเจ้าของเรา"
(กิจการ บทที่20: ข้อ21;)

"หรือท่านหมิ่นประมาทพระกรุณาคุณ ความอดกลั้น และความอดทนอันล้นเหลือของพระองค์
ท่านไม่รู้หรือว่าพระกรุณาคุณของพระเจ้ามุ่งชักนำท่านให้กลับใจใหม่?"
(โรม บทที่2: ข้อ4;)

"เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้าสุขใจ ไม่ใช่เพราะทำให้ท่านเสียใจ แต่เพราะความเสียใจนั้นทำให้ท่านกลับใจใหม่
เพราะท่านเศร้าเสียใจอย่างที่พระเจ้าทรงประสงค์ เราจึงไม่ได้ทำร้ายท่านแต่อย่างใด
ความเศร้าเสียใจอย่างที่อยู่ในทางพระเจ้าส่งผลให้กลับใจใหม่อันนำไปสู่ความรอดและไม่เหลือความเสียใจไว้
ส่วนความเศร้าเสียใจอย่างโลกนำไปสู่ความตาย"
(2โครินธ์ บทที่7: ข้อ9-10;)

"เพราะฉะนั้นให้เราผ่านหลักคำสอนเบื้องต้นเกี่ยวกับพระคริสต์และเดินหน้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่
อย่าให้เราต้องวางพื้นฐานซ้ำอีกในเรื่องการกลับใจจากการกระทำอันนำไปสู่ความตาย
[จากพิธีกรรมที่ไร้ประโยชน์]และเรื่องความเชื่อในพระเจ้า"

"หากยังเตลิดไปก็สุดวิสัยที่จะนำเขามาสู่การกลับใจได้อีก
เพราะ[หรือขณะที่]การหลงไปของเขาได้ตรึงพระบุตรของพระเจ้าบนไม้กางเขนซ้ำอีกครั้ง
และทำให้พระองค์อับอายต่อหน้าธารกำนัล"
(ฮีบรู บทที่6: ข้อ1, ข้อ6;)

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 20 มี.ค.61 เวลา 14:21:41 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ