Charcoal
FREE RUNNING

Appendix B The Doctrine of Eternal Security

Appendix
B
ภาพผนวก B

The Doctrine of Eternal Security
หลักคำสอนของความมั่นคงนิรันดร์

ผู้เชื่อในพระคริสต์ได้ความมั่นคงนิรันดร์(Eternal Security)ซึ่งพระเจ้าทรงรับรองด้วยวิธีการต่อไปนี้

I
ένα
éna
1.
โดยตำแหน่ง ผู้เชื่อทุกคนได้เข้าส่วนในพระเยซูคริสต์

"เหตุฉะนั้นบัดนี้จึงไม่มีการลงโทษแก่บรรดาผู้ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ "
(โรม บทที่8: ข้อ1)

"สรรเสริญพระเจ้าพระบิดาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา
ผู้ประทานพระพรฝ่ายจิตวิญญาณนานัปการในพระคริสต์แก่เราทั้งหลายในสวรรคสถาน
เพราะพระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ในพระคริสต์[ทรงเลือกเราไว้เพื่อพระองค์เอง]
ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลกให้บริสุทธิ์ปราศจากที่ติในสายพระเนตรพระองค์
ด้วยความรักพระองค์[สายพระเนตรพระองค์ด้วยความรัก ]ทรงกำหนดไว้
ล่วงหน้าที่จะรับเราเป็นบุตรของพระองค์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์
เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่งซึ่งพระองค์ประทานให้เราเปล่าๆ
อย่างเหลือล้นในพระองค์ผู้ทรงเป็นที่รักของพระเจ้า "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ3-6)

" จดหมายฉบับนี้จากข้าพเจ้ายูดาผู้เป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์และเป็นน้องชายของยากอบ
ถึงบรรดาผู้ที่ทรงเรียกซึ่งเป็นที่รักของพระเจ้าพระบิดาและได้รับการปกป้องไว้โดย[เพื่อ,ใน]พระเยซูคริสต์
ขอพระเมตตา สันติสุข และความรักมีแก่ท่านทั้งหลายอย่างล้นเหลือ

เพื่อนที่รักทั้งหลาย แม้ข้าพเจ้ากระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะเขียนถึงท่านเกี่ยวกับความรอดที่เรามีร่วมกัน ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องเขียนมาให้กำลังใจท่านให้ต่อสู้เพื่อความเชื่อซึ่งได้ทรงมอบหมายแก่ประชากรของพระเจ้าเพียงครั้งเดียวเป็นพอ เนื่องจากมีบางคนได้แอบแฝงเข้ามาในหมู่พวกท่าน คำพิพากษาของคนพวกนี้ได้ถูกบันทึก[คนพวกนี้ถูกกำหนดให้รับคำพิพากษา] ไว้นานแล้ว พวกเขาเป็นคนอธรรมไม่ยำเกรงพระเจ้า พลิกผันพระคุณของพระองค์มาเป็น ใบเบิกทางให้ทำผิดศีลธรรม และปฏิเสธพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นองค์เจ้าชีวิตและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าแต่ผู้เดียวของเรา

แม้ท่านทราบความทั้งสิ้นนี้แล้ว ข้าพเจ้าก็ยังอยากเตือนให้ท่านระลึกว่าองค์พระผู้เป็นเจ้า[สำเนาต้นฉบับบางสำเนาว่า พระเยซู ] ทรงปลดปล่อยประชากรของพระองค์ออกจากอียิปต์ แต่ต่อมาก็ทรงทำลายบรรดาผู้ที่ไม่เชื่อ และเหล่าทูตสวรรค์ที่ไม่พอใจในอำนาจหน้าที่ซึ่งพระเจ้าประทาน แต่ได้ละทิ้งถิ่นที่อยู่ของตนเอง พระองค์ได้ทรงกักขังทูตสวรรค์เหล่านี้ไว้ในที่มืด ล่ามด้วยโซ่อันเป็นนิรันดร์เพื่อรอการพิพากษาในวันอันยิ่งใหญ่นั้น เช่นเดียวกัน เมืองโสโดม{Sodom} เมืองโกโมราห์{Gomorrah} และเมืองต่างๆ โดยรอบได้ปล่อยตัวมัวเมาทำผิดศีลธรรมทางเพศและกามวิปริต พวกนี้เป็นตัวอย่างของบรรดาผู้ที่จะรับโทษในไฟนิรันดร์

พวกเพ้อฝันเหล่านี้ก็เป็นแบบเดียวกันไม่มีผิด เขาปล่อยตัวแปดเปื้อน ปฏิเสธสิทธิอำนาจ กล่าวสบประมาทเทพเบื้องบน แม้แต่เทพบดีมีคาเอล เมื่อโต้แย้งกับมารเรื่องศพของโมเสสก็ยังไม่กล้าล่วงเกินกล่าวหามารเลย พูดเพียงว่า “ให้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงจัดการกับเจ้า!” กระนั้นคนเหล่านี้ก็กล่าวจาบจ้วงล่วงเกินสิ่งที่ตนไม่เข้าใจและสิ่งที่เขาเข้าใจโดยสัญชาตญาณเยี่ยงเดรัจฉานที่ไม่รู้จักใช้เหตุผล สิ่งเหล่านี้เองที่ทำลายล้างพวกเขา

วิบัติแก่พวกเขา! เขาได้ดำเนินตามแนวทางของคาอิน{Cain ปฐมกาล บทที่4} เขาได้ทุ่มตัวเข้าสู่ความผิดพลาดของบาลาอัม{Balaam’s error กันดารวิถี บทที่22}เพราะเห็นแก่ได้ เขาจะถูกทำลายล้างไปเหมือนอย่างการกบฏของโคราห์{Korah’s rebellion กันดารวิถี บทที่16}

คนเหล่านี้เป็นรอยด่างพร้อยในงานเลี้ยงแห่งความรักของท่าน พวกเขาร่วมกินดื่มกับท่านอย่างตะกละตะกลามโดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย เป็นเหมือนคนเลี้ยงแกะที่เลี้ยงแต่ตัวเอง เขาเป็นเมฆไร้ฝนที่ลอยไปตามลม เป็นต้นไม้ที่ไม่ให้ผลตามฤดูกาลและถูกถอนรากถอนโคนตายซ้ำสอง เขาเป็นคลื่นคะนองในทะเลที่ซัดความน่าอับอายของตนเป็นฟองฟู่ เขาเป็นดาวที่เตลิดจากวงโคจร ความมืดมิดได้ถูกสงวนไว้ให้เขาตลอดกาล

เอโนค{Enoch ปฐมกาล บทที่5 ข้อ21-24}ซึ่งเป็นคนในชั่วอายุที่เจ็ดนับจากอาดัมได้พยากรณ์เกี่ยวกับคนเหล่านี้ไว้ว่า “ดูเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเสด็จมาพร้อมด้วยผู้บริสุทธิ์นับแสนนับล้านของพระองค์ เพื่อพิพากษาทุกคนและเพื่อให้คนอธรรมทั้งปวงสำนึกในการอธรรมทั้งสิ้นที่ได้ทำไปตามแนวทางอธรรม และสำนึกในคำจาบจ้วงที่คนบาปคนอธรรมได้กล่าวร้ายพระองค์” คนเหล่านี้มักพร่ำบ่นและชอบจับผิด เขาทำตามตัณหาชั่วของตน เขายกตนเองและประจบสอพลอคนอื่นเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว


แต่เพื่อนที่รักทั้งหลาย จงระลึกถึงสิ่งที่เหล่าอัครทูตขององค์พระเยซูคริสต์เจ้าของเราได้บอกไว้ล่วงหน้า พวกเขากล่าวกับท่านว่า “ในยุคสุดท้ายจะมีคนชอบเยาะเย้ยซึ่งทำตามตัณหาชั่วของตนเอง” คนเหล่านี้ทำให้พวกท่านแตกแยกกัน เขาทำตามสัญชาตญาณเท่านั้นและไม่มีพระวิญญาณ

ส่วนท่านเพื่อนที่รักทั้งหลาย จงเสริมสร้างกันขึ้นในความเชื่ออันบริสุทธิ์ที่ท่านมีอยู่ และจงอธิษฐานในพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงรักษาตัวไว้ในความรักของพระเจ้าขณะที่ท่านรอคอยพระเมตตาของพระเยซูคริสต์เจ้าของเราให้นำท่านไปสู่ชีวิตนิรันดร์

จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้ที่สงสัย จงฉุดผู้อื่นออกมาจากไฟและช่วยพวกเขาให้รอด จงสำแดงความเมตตาแก่ผู้อื่น แต่จงกลัวที่จะเป็นมลทิน คือจงรังเกียจแม้แต่เสื้อผ้าที่แปดเปื้อนด้วยโลกีย์

แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองไม่ให้ท่านล้มลง และนำท่านเข้าสู่เบื้องพระพักตร์อันเปี่ยมด้วยพระเกียรติสิริอย่างปราศจากตำหนิและด้วยความชื่นชมยินดีอย่างใหญ่หลวง คือแด่พระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา ขอพระเกียรติสิริ พระบารมี เดชานุภาพ และอำนาจมีแด่พระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา แด่พระเจ้าผู้ทรงดำรงตลอดมาทุกยุค ในอดีต ในปัจจุบัน และสืบๆ ไปเป็นนิตย์! อาเมน"
(ยูดา บทที่1)


II
δύο
dýo
2
โดยตรรกะแห่งพระสัญญาของพระเจ้า ถ้าพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับเราในขณะที่เราเป็นศัตรูของพระองค์ เราสามารถมั่นใจได้ว่าพระองค์จะทำ สิ่งที่"ยิ่งกว่านั้นอีก" เมื่อเราได้กลายเป็นบุตรของพระองค์แล้ว

"ในเมื่อบัดนี้เราได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมแล้วโดยพระโลหิตของพระองค์
ยิ่งไปกว่านั้นเราจะรอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าโดยพระองค์อย่างแน่นอน!
เพราะถ้าเรายังได้คืนดีกับพระเจ้าโดยการสิ้นพระชนม์ของพระบุตรของพระองค์
ในขณะที่เราเป็นศัตรูกับพระองค์ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราได้คืนดีกับพระองค์แล้ว
เราก็จะได้รับความรอดโดยพระชนม์ชีพของพระองค์อย่างแน่นอน! "

"แต่ของประทานนั้นต่างจากการล่วงละเมิด
เพราะถ้าคนเป็นอันมากตายเพราะการล่วงละเมิดของมนุษย์เพียงคนเดียว
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใดพระคุณของพระเจ้าและของประทาน
โดยพระคุณของพระเยซูคริสต์เพียงผู้เดียวนั้นย่อมล้นไหลไปสู่คนเป็นอันมาก! "

"เพราะถ้าโดยการล่วงละเมิดของมนุษย์คนเดียวเป็นเหตุให้ความตาย
ได้ครอบครองผ่านทางมนุษย์คนเดียวผู้นั้น ยิ่งกว่า
นั้นสักเท่าใดบรรดาผู้ที่ได้รับพระคุณและของประทานแห่งความชอบธรรม
ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้อย่างมากล้นย่อมครอบครองใน
ชีวิตผ่านทางมนุษย์คนเดียวคือพระเยซูคริสต์"

"บทบัญญัติถูกเพิ่มเข้ามาเพื่อที่การล่วงละเมิดจะมีมากขึ้น
แต่ที่ใดมีบาปมากขึ้น พระคุณก็มีมากขึ้นยิ่งกว่านั้น "

"พระองค์ผู้ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นแก่เราทุกคน
พระองค์จะไม่ยิ่งทรงเมตตาประทานสิ่งสารพัดแก่เราพร้อมกับพระบุตรหรือ? "
(โรม บทที่5: ข้อ9-10, ข้อ15, ข้อ17, ข้อ20; บทที่8: ข้อ32)


III
τρία
tría
3
การใช้อวัยวะของมนุษย์เพื่อแสดงถึงพระลักษณะของพระเจ้า(anthropomorphic approach) ยกตัวอย่างเช่น "ผู้เชื่ออยู่ในพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้าตลอดนิรันดร์"

"แม้เขาสะดุด เขาจะไม่ล้มลง
เพราะพระหัตถ์ขององค์พระผู้เป็นเจ้าค้ำชูเขาไว้"
(สดุดี บทที่37: ข้อ24;)


"เราให้ชีวิตนิรันดร์แก่แกะนั้น แกะนั้นจะไม่พินาศเลย
ไม่มีผู้ใดชิงแกะนั้นไปจากมือของเราได้ "
(ยอห์น บทที่10: ข้อ28)

IV
τέσσερα
téssera
4

พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้ว่าเราเองอาจเลิกเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ยังทรงสัตย์ซื่อเพราะพระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลง Immutability(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)

"ถ้าเราอดทน
เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย
ถ้าเราปฏิเสธพระองค์
พระองค์ก็จะทรงปฏิเสธเราด้วย
ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ
พระองค์ก็ยังคงสัตย์ซื่อ
เพราะพระองค์ปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ12-13)

ความรอดของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัตย์ซื่อที่มีต่อพระเจ้า แต่อาศัยความสัตย์ซื่อของพระเจ้าแต่เพียงฝ่ายเดียว

{2ทิโมธี บทที่2; ข้อ11 : พระวาทะ[พระนามของพระคริสต์ ยอห์น บทที่1: ข้อ1] นั้นสัตย์จริง ถ้าเราตายกับพระองค์แล้ว
[ซึ่งเป็นเรืองจริง ผู้เชื่อทุกคนได้เข้าส่วนในการตายของพระคริสต์บนไม้กางเขน] เราก็จะมีชีวิต[นิรันดร์]อยู่กับพระองค์เช่นกัน}

ประโยคเงื่อนไขที่เราได้อ่านใน 2ธิโมธี บทที่2: ข้อ11-13 เป็นประโยคเงื่อนไขขั้นที่หนึ่ง(เป็น first-class conditional sentencens) ชึ่งได้แถลงข้อเท็จจริง หรือ ข้อความซึ่งผู้เขียนถือเป็นความจริงอาจารย์เปาโลกำลังบอกว่า ในเวลาที่เราได้รับความรอด เราได้เข้าส่วนในความตายของพระคริสต์(โรม บทที่6 )ในประโยคเงื่อนไขขั้นที่หนึ่งข้างบนนี้ อนุประโยคแรก(ที่ขึ้นต้นด้วย"ถ้าเราตาย...")เป็นความจริงนั้นหมายความว่าอนุประโยคที่สอง("เราก็จะมีชีวิต")ก็จำต้องเป็นความจริงด้วย ดังนั้น เรามั่นใจได้ว่าเรามีชีวิตนิรันดร์กับพระคริสต์

{2ทิโมธี บทที่2: ข้อ12 : ถ้าเราทน[สามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างต่อเนื่องผ่านความกดดันในชีวิต]เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย[ในอาณาจักรพันปีของพระองค์(the Millennial Kingdom)]ถ้าเราปฏิเสธพระองค์[ปฏิเสธพระคำ ซึ่งเป็นความคิดของพระองค์]พระองค์ก็จะปฏิเสธเราเช่นเดียวกัน[จะไม่ทรงมอบรางวัลให้ ไม่ว่าพูดถึงในช่วงยุคพันปีของพระคริสต์ หรือ ในชีวิตนิรันดร์]}

ภาษากรีก คำว่า "ὑπομένω" / hupomeno (ฮู-โพ-เมโน) หมายถึงการสู้ทนต่อความยากลำบาก เป็นการที่ผู้เชื่อมีความเข้มแข็งและความมั่นคงเมื่อเผชิญความกดดัน ทุกครั้งที่อาจารย์เปาโลใช้คำนี้ ก็หมายถึงการที่คริสเตียนได้ประยุกต์พระคำของพระเจ้าต่อความกดดัน ปัญหา อุปสรรค และการทดสอบในชีวิต{The 10 Problem-solving Devices เครื่องมือการแก้ไขปัญหา 10 ประการ} การที่ผู้เชื่อได้กระทำเช่นนี้ก็ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น แล้วกระทำให้เขาได้ก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณ เช่น เมื่อผู้เชื่อได้โตขึ้นถึงขั้น ความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน(spiritual self-esteem) เขาจะถูกนำไปสู่การทดสอบประเภท'การทนทุกข์เพื่อป้องกันความเย่อหยิ่ง'(providential preventative suffering อย่างที่อาจาร์เปาโลต้องได้รับผ่าน"หนามในเนื้อ")ผู้เชื่อที่ผ่านการทดสอบนี้จะกลายเป็นผู้เชื่อที่"เป็นอิสระจากระบบโลก"(spririttual autonomy){พระคัมภีร์ได้รวบรวมกลอุบายและระบบโลกของ'ซาตาน'นี้ทั้งหมดโดยใช้คำกรีกคำเดียวว่า " κόσμος " / Cosmos โคสมอส (โคสมอส ซึ่งกลายเป็นคำว่า Cosmic ในภาษาอังกฤษ)คำว่า โคสมอส นี้ได้อธิบายถึงองค์กรที่มีระบบระเบียบ มีส่วนประกอบที่สอดคล้องกัน มีวัตถุประสงค์และนโยบาย และมีโครงสร้างสิทธิอำนาจ เป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อที่จะทำลายความคิดของมนุษยชาติ'โคสมอส' นี้ คือ องค์กรหรือระบบที่กว้างขวาง ซึ่งซาตานได้ก่อขึ้น และได้สะท้อนถึงความใฝ่ฝัน จุดประสงค์ และวิธีการของซาตาน 'โคสมอส' คือระบบโลกที่อยู่ต่างจากพระเจ้า เป็นอารยธรรมซึ่งหันหน้าไปจากพระองค์ และไม่ยอมนับถือว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้สร้างโลกและมนุษย์ชาติ ระบบนี้ก่อให้เกิดรัฐบาล สงคราม การศึกษา วัฒนธรรม และศาสนา ซึ่งได้ละทิ้งพระเจ้า แล้วใช้ศีรธรรม และ ความภูมิใจเป็นมาตรฐาน'โคสมอส'คือโลกซึ่งมนุษย์ได้ดำเนินชีวิตอยู่ เป็นทุกสิ่งที่เขาได้ยิน ได้เห็น และได้ใช้ในการดำลงชีวิตวันต่อวัน เกือบทุกคนบนโลกนี้ เชื่อว่าระบบเดียวที่เขารู้จักตราบเท่าที่เขาอยู่บนโลกนี้ ถ้าจะเรียกให้ถูกต้อง ก็คือ ระบบโลกของซาตาน(The Satanic System)ซึ่งสมควรใช้ในการอธิบายคำว่า 'โคสมอส' เพราะระบบโลกนี้เป็นระบบของพญามาร(Cosmos Diabolicus)[Lewsis Sperry Chafer, Systemaitc Theology(Dallas Seminary Press, 1947),2:77-78]}และเมื่อพร้อมแล้วก็จะต้องรับการทดสอบอีกระดับหนึ่ง เป็นการทดสอบประเภท'การทดสอบการก้าวหน้า'(momentum testing)หากเขาได้ผ่านการทดสอบนี้ก็ถือว่าเป็นผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณแล้ว(spiritual maturity) และเมื่อเขาได้บรรลุเครื่องมือการแก้ไขปัญหาประการที่ 10 แล้ว(คือ การปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์ OCCUPATION WITH THE PERSON OF JESUS CHRIST )เขาจะถูกนำไปยังการทดสอบขั้นสุดท้าย คือ 'การทดสอบในฐานะเป็นพยาน'(evidence testing มีตัวอย่างในพระธรรมโยบ)(มีการอธิบายประเภทการทดสอบเพิ่มเติมในหนังสือ Christian Suffering"การทนทุกข์ของ คริสเตียน")ผู้เชื่อที่ได้ผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างสูงสุด ซึ่งพระเจ้าจะทรงมอบรางวัลมากมาย รวมถึงตำแหน่งผู้นำในยุคพันปีของพระคริสต์ ในยุคนั้น พระเยซูคริสต์จะ ทรงเป็นกษัตริย์ของโลก และผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากยุคคริสตจักรจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำของประเทศต่างๆ(รองลงมาก็เป็นผู้นำระดับจังหวัด, ผู้นำอำเภอ และอื่นๆ) หากเราได้คำนวนประเทศและจังหวัดที่อาจจะมีในยุคพันปีนั้นแล้วเปรียบเทียบเลขนั้นกับจำนวนผู้เชื่อทั้งหมดที่มีในยุคคริสตจักร จะเป็นเปอร์เซนท์ที่น้อยมากทีเดียว พระองค์สามารถกล่าวแก่ผู้เชื่อส่วนใหญ่ว่า

"เจ้านะหมดสิทธิ์เลย!!! เพราะความรู้ทั้งหมดที่เจ้ารู้เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณจะสามารถถูก
โอนเข้าสมองของยุง โดยยังจะมีที่เหลืออยู่ ส่วนระดับแรงจูงใจของเจ้าก็ยังน้อยยิ่งกว่าหมีโคอะล่า"

"อนึ่ง ผู้ใดมีชัยชนะและถือรักษากิจการของเราไว้จนถึงที่สุด[ที่สุดของชีวิตของแต่ละผู้เชื่อ]
เราจะให้ผู้นั้น[ประมาณ 75-150 ผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขึ้นอยู่กับจำนวนประเทศที่มี
ในยุคพันปีของพระคริสต์] มีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ"
(วิวรณ์ บทที่2: บทที่26)

{2ทิโมธี บทที่2: ข้อ13: ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังทรงสัตย์ซื่อ เพราะพระองค์จะปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้}

คำว่า "ἀρνέομαι" / arneomai (อานีโอมัย)หมายถึง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ บอกปัด และอื่นๆ คริสเตียนส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธการเรียนหลักคำสอนพระคัมถีร์ ซึ่งเป็นความคิดของพระคริสต์({“เพราะใครเล่าจะหยั่งรู้พระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะสั่งสอนพระองค์ได้?”[ใครเล่าจะเข้าใจพระทัย ขององค์พระผู้เป็นเจ้าหรือเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำแก่พระองค์ได้? อิสยาห์ บทที่40: ข้อ13 ]แต่เรามีพระทัยของพระคริสต์}1โครินธ์ บทที่2: ข้อ16) คริสเตียนเหล่านี้จึงได้ปฏิเสธพระองค์เองเพราะการปฏิเสธความคิดของใครก็เป็นการปฏิเสธคนๆนั้น หากผู้เชื่อไม่ได้เรียนและประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ เขาจะไม่โตฝ่ายวิญญาณ แล้วพระองค์จะต้องปฏิเสธที่จะมอบรางวัลให้เขาอย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อที่ไม่ได้สัตย์ซื่อต่อพระองค์ในเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่บนโลก ก็ยังได้เข้าส่วนในพระองค์ตลอดไป เพราะฉะนั้น หากพระคริสต์จะปฏิเสธพระองค์นั่นเท่ากับว่าพระองค์จะต้องปฏิเสธพระองค์เอง เพราะเรื่องนี้เราจึงได้อ่านใน(กิจการ บทที่9: ข้อ4ข)ว่า"เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม"การที่เปาโลได้ข่มเหงคนที่เชื่อในพระคริสต์(อยู่ในพระคริสต์)เป็นการข่มเหงพระเยซูคริสต์เอง อนึ่ง พระองค์ไม่สามารถปฏิเสธความสัตย์ซื่อของพระองค์เอง

"แม้เขาล้ม[ผู้เชื่อที่ล้มเหลว]เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว[ไม่เสียความรอด]เพราะว่าพระหัตถ์พระผู้เป็นเจ้า [ผู้ทรงสัตย์ซื่อ]พยุงเขาไว้"
(สดุดี บทที่37: ข้อ24)

V
πέντε
pénte
5
เราเป็นบุตรของพระองค์ เราได้บังเกิดใหม่ในพระราชวงศ์ของพระเจ้า และไม่มีวันที่พระองค์จะทรงทอดทิ้งเรา

"ส่วนคนทั้งปวงที่ยอมรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์
พระองค์ก็ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า "
(ยอห์น บทที่1: ข้อ12)

"ท่านทั้งหลายล้วนเป็นบุตรของพระเจ้าโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ "
(กาลาเทีย บทที่3: ข้อ26)


VI
έξι
éxi
6
เราเข้าส่วนในพระกายของพระเยซูคริสต์ ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นศีรษะของพระกาย พระองค์ไม่สามารถตรัสแก่ผู้เชื่อว่าพระองค์ไม่ต้องการเขา

"ตาไม่อาจพูดกับมือว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ!”
และศีรษะไม่อาจพูดกับเท้าว่า “ฉันไม่ต้องการเธอ!” "
(1โครินธ์ บทที่12: ข้อ21;)

"พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักร ทรงเป็นจุดเริ่มต้น
เป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นจากตาย เพื่อพระองค์จะทรงเป็นผู้สูงสุดในทุกสิ่ง "
(โคโลสี บทที่1: ข้อ18)


VII
επτά
eptá
7
'ไวยากรณ์ภาษากรีก' ในพระธรรมกิจการ บทที่16 ข้อ31 คำว่า " πιστεύω " / pisteuo พิส-ติว-โอ แปลว่า "เชื่อ" เป็นคำสั่งซึ่งเขียนด้วยรูปแบบ aorist tense ซึ่งหมายถึงการที่เชื่อนั้นเป็นเหตุการณ์เดียว (ครั้งเดียว) และเกิดผลถาวร ส่วนคำว่า " σῴζω " / sozo(โซโซ่ ) ใน พระธรรมเอเฟซัส บทที่2: ข้อ8-9 เขียนด้วยรูปแบบสมบูรณ์กาล(perfect tense) ซึ่งหมายถึง ผู้ที่เชื่อรับความรอดเรียบร้อยแล้ว และความรอดนั้นจะยังคงอยู่ตลอดไป

"พวกเขาตอบว่า “จงเชื่อในองค์พระเยซูเจ้า แล้วท่านกับครัวเรือนของท่านจะได้รับความรอด”"
(กิจการ บทที่16 ข้อ31)

"เพราะว่าท่านทั้งหลายได้รับความรอดโดยพระคุณผ่านทางความเชื่อ
ความรอดนี้ไม่ได้มาจากตัวท่านเอง แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า
ไม่ใช่ความรอดโดยการประพฤติ เพื่อจะไม่มีใครอวดได้"
(เอเฟซัส บทที่2: ข้อ8-9)


VIII
οκτώ
októ
8
'เราเป็นผู้รับมรดก' เรามีมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ซึ่งรอคอยเราอยู่บนสวรรค์

"ในพระองค์ เรายังได้รับการทรงเลือก[ให้เป็นทายาท]
ตามที่ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าตามแผนการของพระองค์ผู้ทรง
กระทำให้ทุกสิ่งเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของพระประสงค์ของพระองค์ "
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ11;)

"และเข้าในมรดกอันไม่มีวันเสื่อมสลาย
เน่าเสียหรือเลือนหายไปซึ่งทรงเตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อพวกท่าน
โดยความเชื่อพระเจ้าได้ทรงปกป้องพวกท่านไว้ด้วย
ฤทธานุภาพของพระองค์จนถึงความรอดซึ่งพร้อมแล้วที่จะทรงสำแดงในยุคสุดท้าย "
(1เปโตร บทที่1: ข้อ4-5)

IX
εννέα
ennéa
9
'พระเจ้าทรงดำลงอยู่สูงสุด' พระเจ้าผู้ทรงดำลงอยู่สูงสุดทรงประสงค์ที่จะเก็บเราไว้เป็นของพระองค์

"องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเชื่องช้าที่จะทำตามพระสัญญาอย่างที่บางคนคิด
แต่ทรงอดทนต่อท่านเพราะพระองค์ไม่ทรงประสงค์ให้ผู้ใดพินาศ
แต่ทรงประสงค์ให้ทุกคนกลับใจใหม่"
(2เปโตร บทที่3: ข้อ9)

"แด่พระองค์ผู้ทรงสามารถคุ้มครองไม่ให้ท่านล้มลง
และนำท่านเข้าสู่เบื้องพระพักตร์อันเปี่ยมด้วยพระเกียรติสิริอย่างปราศจาก
ตำหนิและด้วยความชื่นชมยินดีอย่างใหญ่หลวง "
(ยูดา ข้อ24)

X
δέκα
déka
10
พันธกิจการประทับตราของพระวิญญาณบริสุทธ์ พระองค์ทรงประทับตราที่ชื่อของเราในหนังสือแห่งชีวิต ซึ่งรับรองว่าชื่อของเราจะไม่มีวันถูกลบออกจากหนังสือแห่งชีวิตนั้น

"ทรงประทับตราแสดงความเป็นเจ้าของบนเรา
และประทานพระวิญญาณของพระองค์ไว้ในใจเราเป็นมัดจำค้ำประกันในสิ่งที่จะมาถึง"
(2โครินธ์ บทที่1: ข้อ22;)

"และท่านทั้งหลายก็ได้ร่วมอยู่ในพระคริสต์เช่นกัน
เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐแห่งความรอดของท่าน
เมื่อท่านเชื่อก็ทรงประทับตราท่านไว้ในพระองค์ด้วย
ดวงตราคือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงสัญญาไว้ "

"และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย
โดยพระวิญญาณนี้ท่านได้รับการประทับตราแล้วสำหรับวันแห่งการทรงไถ่ให้รอด"
(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ13; บทที่4: ข้อ30;)

"แต่รากฐานมั่นคงของพระเจ้าตั้งอยู่อย่างไม่คลอนแคลน ประทับตราด้วยข้อความที่ว่า
“พระเจ้าทรงรู้จักบรรดาผู้ที่เป็นของพระองค์”[แล้วเขากล่าวกับโคราห์และพรรคพวกว่า
“พรุ่งนี้เช้าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงแสดงให้เห็นว่าใครเป็นคนของพระองค์
ใครเป็นผู้บริสุทธิ์ และพระองค์จะทรงให้ผู้นั้นเข้ามาใกล้พระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงเลือก
พระองค์จะทรงให้เข้าใกล้ชิดพระองค์ (กันดารวิถี บทที่16: ข้อ5)] และ
“ทุกคนที่เอ่ยพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจงหลีกหนีจากความชั่วร้าย”"
(2ทิโมธี บทที่2: ข้อ19;)

เปรียบเทียบกับ

"ทะเลคืนคนตายที่อยู่ในทะเล ความตายและแดนมรณาก็คืนคนตายที่อยู่ในนั้นและแต่ละคนถูกพิพากษาตามการกระทำของตน "

"ถ้าผู้ใดไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตผู้นั้นต้องถูกทิ้งลงในบึงไฟ"
(วิวรณ์ บทที่20: ข้อ13, ข้อ15)





Edit by Charcoal - 19 เม.ย.61 เวลา 21:02:54 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 20 มี.ค.61 เวลา 14:21:33 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ