Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 16 จับกุม...?

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 16 จับกุม...?

“...”

ท่ามกลางความนิ่งเงียบมีเพียงรอยยิ้มของเฟเทียร์เท่านั้นที่ปรากฏขึ้นมาราวกับการตัดสินใจทั้งมวลได้เริ่มต้นและยุติลงไปในพริบตา เพราะคำตอบมีเพียงแค่หนึ่งเดียวเท่านั้น...

ไม่จำเป็นจะต้องมีคำตอบอื่น...

หรือคำตอบที่สองเป็นอย่างเด็ดขาด...

“ฟุบ...”

เพียงฝ่ามือที่เรียวสวยตวัดลงผ่านยังแสงจันทร์ท่อประกายสีขาวนวลเป็นสัญญาณบอกจากหญิงสาวทั้งฮาเดียและเหล่ายังทหารราชองครักษ์ทุกคนต่างทราบดีถึงหน้าที่และคำตอบของเธอ-ฮาเดียที่ไม่รอช้ารีบพุ่งทะยานร่างออกไปพร้อมทั้งคมหอกที่กระชับมั่นแทงออกไปยังเบื้องหน้า ปากถึงกับส่งเสียงร้องสั่งการออกมาทันทีว่า

“ทุกคนจับกุมคนร้าย”

“หา...”

ท่ามกลางเสียงที่ร้องออกมาด้วยความตกใจของลอร์ดแมดิก้าที่เหมือนกับสมองยังไม่สามารถตอบสนองประมวลยังความคิดให้ทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาได้นี้-แต่คู่สนทนาของเขาที่เข้าใจผิดและตัดสินใจทุกอย่างได้อย่างรวดเร็วกว่าถึงกับรีบส่งเสียงร้องออกมาว่า

“แกบังอาจหลอกพวกเราหรือ...”

มือที่ตวัดกระชากยังดาบที่ข้างเอวออกมาอย่างรวดเร็วหมายจะฟันไปยังร่างของลอร์ดแมดิก้าที่เบื้องหน้าพลางส่งเสียงร้องตะโกนก้องออกมาว่า

“...ตายซ่ะเถอะ”

“เดี๋ยวก่อน...”

ลอร์ดแมดิก้าที่ร้องก้มหัวหลบพร้อมทั้งใช้มือทั้งสองป้องกันยังใบหน้าและศีรษะยังส่งเสียงร้องตะโกนก้องออกมาอีกว่า

“...ฉันไม่ได้ทรยศน่ะ”

“ฉันไม่ยอมให้แกหลอกได้อีกหรอก”

เพราะกับการนัดพบของทั้งสองฝ่ายในยามนี้มันไม่น่าจะมีบุคคลคนนอกรู้ได้อย่างเด็ดขาด-นอกไปจากตนและอีกฝ่ายเท่านั้น...รองแม่ทัพที่รักษาการที่เป็นคู่สนทนาไม่สนใจถึงคำปฏิเสธของอีกฝ่ายยังคงตวัดยังดาบฟันออกไปอีก

“โอย...”

ลอร์ดแมดิก้าที่โดนฟันใส่ยังหัวไหล่ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งทรุดลงไปนั่งยังพื้นได้แต่ใช้ยังประกายตาที่ขลาดเขลาจ้องมองไปยังคมดาบที่ฟันลงมายังร่างของตนอีกครั้งอย่างไร้ความปราณีราวกับยอมรับความชะตากรรมและความตายที่กำลังมาเยือนแล้ว...

“เปรี้ยง...”

แต่เสียงที่ดังขึ้นกลับมิใช้ยังเสียงของคมดาบที่กระทบฟันเข้าใส่ยังเลือดเนื้อหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายคน-แต่กลับเป็นเสียงของเหล็กปะทะเหล็ก...

คมดาบปะทะคมหอก...

ยามเมื่อลอร์ดแมดิก้าลืมตาขึ้นไปอีกครั้งถึงกับเห็นยังปลายหอกของฮาเดียที่พุ่งเข้ามาขว้างยังเบื้องหน้าของตนตวัดกันยังคมดาบป้องกันยังตนไว้ก่อนที่จะรีบตวัดแทงใส่ยังร่างของรองแม่ทัพที่เฝ้ายามในคืนนี้ให้ต้องถอยกลับไปด้วยความไม่สยบอารมณ์พลางส่งเสียงร้องออกมาว่า

“เป็นแผนชั่วของพวกแกจริงๆด้วย...”

ก่อนที่ประกายตาของเขาจะจ้องมองไปเห็นยังร่างของหญิงสาวที่งดงามภายใต้เกราะสีขาวเป็นประกายใต้แสงจันทร์รับกับเส้นผมสีทองที่เป็นละอองสีทองงดงามราวกับเทพธิดาแห่งรัตติกาล...

เจ้าหญิงแห่งดวงจันทรา...

เขาได้แต่จ้องมองไปด้วยประกายตาแห่งความตกใจเสียงร้องออกไปอย่างสั่นสะท้านว่า

“...เฟเทียร์”

“...”

เฟเทียร์ใช้ยังประกายสีเขียวมรกตที่นิ่งเงียบแทบจะไร้ยังความรู้สึกใดๆจ้องมองตอบกลับไปอย่างไม่สะทบสะท้านใดๆพลางร้องเรียกยังชื่อของอีกฝ่ายออกไปว่า

“เอ็ดวิน...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนว่า

“...เอ็ดวิน ฟาริเอก้า”
----------------------------------------

อาณาจักรอัสก้าเป็นอาณาใหม่ที่มีอายุเพียงร้อยกว่าปี...

เป็นอาณาจักรใหม่ที่เกิดขึ้นมาจากการล้มล้างยังอาณาจักรเก่าที่ชั่วร้ายด้วยวีรบุรุษหนุ่มที่เป็นเพียงหัวหน้าหมู่บ้านเล็กๆคนหนึ่งที่แต่งงานกลับองค์หญิงของอาณาจักรเก่าที่หลบหนียังพี่ชายซึ่งเป็นพระราชาที่ทั้งชั่วร้ายและไร้ศีลธรรมถึงขนาดเข้ามาในห้องนอนของน้องสาวในยามราตรีหมายที่จะปลุกปล้ำ...

แต่ยังดีที่ได้ยังนางกำนัลที่จงรักยอมเสี่ยงตายแจ้งข่าวและพาหลบหนีออกจากเมืองหลวงมาเสียก่อน...

ด้วยความไม่พอใจนี้ พระราชาที่ชั่วร้ายจึงส่งกองทหารองครักษ์ติดตามมาเข่นฆ่ายังบุคคลที่ช่วยเหลือและให้ที่หลบซ่อนแก่องค์หญิงมากมายจนกระทั่งมาถึงยังหมู่บ้านของวีรบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งก่อนที่จะได้รับการช่วยเหลือจนเกิดความรักกันและกันจนกระทั่งแต่งงานและก่อตั้งยังกองทัพกบฏเพื่อล้มล้างยังพระราชาที่ชั่วร้ายขึ้น...

ในตอนนั้นผู้นำของตระกูลฟาริเอก้าที่เป็นเพื่อนสนิทของวีรบุรุษหนุ่มซึ่งเป็นเพียงแค่นักศึกษาที่อ่อนแอธรรมดาๆกลับได้นำคนของตระกูลเข้าร่วมเป็นกลุ่มแรกและได้ใช้สติปัญญาอันชาญฉลาดช่วยยังวีรบุรุษหนุ่มสร้างยังกองทัพที่ยิ่งใหญ่จนสามารถช่วงชิงยังหัวเมืองชายแดนทางใต้มาได้หนึ่งเมืองก่อนที่จะเดินทางไปเชื้อเชิญยังผู้ปกครองที่ดินอีก 2 หัวเมืองคือตระกูลเบลวารีก้าและกีอัสให้ร่วมมือกันล้มล้างยังพระราชาที่ชั่วร้าย...

ด้วยกองกำลังจาก 3 สายที่บุกโจมตีสายฟ้าแลบอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดกลับทำให้ได้รับชัยชนะและสามารถสำเร็จโทษได้อย่างง่ายดาย...

ทั้ง 3 ตระกูลที่ร่วมกันก่อตั้งอาณาจักรใหม่จึงเชิญให้วีรบุรุษหนุ่มและองค์หญิงขึ้นเป็นพระราชาและพระราชินีขึ้นอาณาจักรแห่งนี้...

และด้วยเกียรติยศที่เหนือยังตระกูลใดๆ-ตระกูลฟาริเอก้าจึงได้รับแต่งตั้งให้ดูแลยังเหล่าทหารและความเรียบร้อยในเมืองหลวงและผู้นำตระกูลกีอัสที่ไม่ชอบยังชีวิตในเมืองหลวงจึงเลือกที่จะนำกองกำลังของตนกลับไปยังบ้านเกิดและกลายเป็นผู้ที่กุมยังกองทัพเฝ้ารักษาตามชายแดนของอาณาจักรแทน...

ส่วนผู้นำตระกูลเบลวารีก้าที่ได้รับบาดเจ็บและสิ้นใจตายบกลับสั่งให้บุตรชายที่สืบทอดยังตำแหน่งของตระกูลให้ละทิ้งอำนาจทางการทหารและช่วยเหลือยังงานทางด้านพลเรือนแทน เพราะไม่ต้องการให้บุตรชายและคนในตระกูลของตนต้องเข่นฆ่ายังผู้ใดให้เป็นบาปต่อตระกูลเช่นตนอีก...

วันเวลาที่ผ่านไปทั้ง 3 ตระกูลจึงค่อยๆยั้งรากลึกลงไปในตำแหน่งหน้าที่และหน่วยงานที่พวกตนรับผิดชอบ อำนาจต่างๆจึงค่อยๆแบ่งแยกอย่างชัดเจนขึ้นไปตามกาลเวลา...

ตระกูลฟาริเอก้าที่หัวเก่ามักจะมอบยังตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับบุตรคนโตเสมอๆส่วนบุตรคนอื่นจะค่อยช่วยเหลือยังบุตรคนโตในการดูแลตระกูลจนกระทั่งมาถึงรุ่นพ่อของเฟเทียร์ที่ปู่ของเธอกลับมีบุตรชายเพียงคนเดียวและพ่อของเธอก็มีเธอเป็นบุตรคนโต...

ในขนาดที่น้องชายร่วมปู่ของเธอกลับมีบุตรชาย 2 คนกับบุตรสาวที่แต่งออกไปยังตระกูลกีอัส 1 คน...ส่วนอาทั้ง 2 ของเธอแต่ละคนกลับมีบุตรชายอย่างละคน-ในขนาดที่อาคนโตมีบุตรสาวอีก 1 คน...

บุตรชายเพียงคนเดียวของอาคนโตปัจจุบันรับหน้าที่สำคัญในเมืองหลวงคือเป็นผู้ดูแลยังทหารพิทักษ์พระราชวังแห่งอัสก้าที่มีจำนวน 500 นาย-โดยมีบุตรชายของอาคนรองเป็นผู้ช่วยหรือเขาก็คือ...

เอ็ดวิน ฟาริเอก้าผู้นี้...

ผู้ที่มีสิทธิ์ในการสืบทอดยังตำแหน่งผู้นำของตระกูลฟาริเอก้าเป็นลำดับที่ 4 รอจากเธอและน้องชายของเธอกับบุตรชายของอาคนโตของเธอ...

ซึ่งก็หมายความว่าคนที่เบาปัญญาในสายตาของเฟเทียร์ผู้นี้ถ้าต้องการจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตระกูลในอนาคตจะต้องกำจัดยังเธอที่เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเป็นอันดับแรก...

”...”

เฟเทียร์ที่เค้นยิ้มออกมาอย่างเย็นชาจึงไม่จำเป็นต้องขบคิดอะไรก็ตวัดยังปลายดาบชิงไปยังอีกฝ่ายและก้าวเดินออกไปยังเบื้องหน้าทันทีพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่”

เพราะผู้ที่อีกฝ่ายคิดจำกัดนอกไปจากเธอยังร่วมไปถึงองค์หญิงเฟรย์ผู้ส่งศักดิ์อีกด้วย...

“เดี๋ยวก่อน...”

เมื่อทราบยังอีกฝ่ายที่ปรากฏมาในยามนี้ถึงกับทำเอาเอ็ดวินถึงกับต้องตกใจกลับถอยหลังกลับได้ด้วยความหวาดกลัวตอบเสียงสั่นๆออกมาว่า

“...ฉันเปล่าน่ะ”

แววตาที่มองไปยังเฟเทียร์ถึงกับรู้สึกและสัมผัสได้ความเกรียวกราดของหญิงสาวจนรู้สึกได้ถึงร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวไม่แตกต่างไปจากหนูที่สบสายตากับมังกร...

ความแตกต่างช่างมากมายจนไม่สามารถคิดที่จะต่อต้านได้-จนหัวเข่าที่สั่นสะท้านเหมือนกับแทบจะทรุดลงไปคุกเข่าลงแต่ยังติดอยู่ที่สัญชาตญาณรักชีวิตและศักดิ์ศรีที่ยังค้ำคออยู่ละก้อ...

ความรักชีวิตและศักดิ์ศรียังคงช่วยให้ไม่ทรุดลงไป...

“ยังกล้าปฏิเสธอีกหรือ...”

เฟเทียร์ที่จ้องมองไปพลางส่งเสียงสั่งการต่อไปอีกด้วยอำนาจและพลังที่เหนือกว่าอีกว่า

“...ยังไม่รอทิ้งอาวุธยอมแพ้อีกหรือ”

“ยอม...ยอม...แพ...”

ทั้งหัวใจและวิญญาณของเอ็ดวินถึงกับแทบอย่างจะเปล่งยังเสียงนี้ออกไป-แต่ด้วยทิฐิและความถือดีที่พอจะมีอยู่บ้างในสายเลือดของเขาทำให้ร่างกายที่สั่นเทาถึงกับต้องขัดขืนขึ้นมารีบส่งเสียงร้องตะโกนก้องออกไปทุกความรู้สึกใดๆว่า

“...ยอมแพ้น่ะหรือ...”

เมื่อวิชาดาบหรือเวทมนตร์ไม่สามารถสู้ยังหญิงสาวได้-มือที่ข้างเอวถึงกับกระชากยังปืนสั้นสีทองที่สามารถบรรจุกระสูนได้นัดเดียวชี้ไปยังใบหน้าของเฟเทียร์พร้อมทั้งร้องลั่นออกไปว่า

“...ฉันยอมตายเสียดีกว่า”

“เปรี้ยง...”

นิ้วที่กระดิกลั่นไกออกไปอย่างรวดเร็วถึงจะมีกระสูนเพียงแค่นัดเดียวก็มากเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงยังทุกสิ่ง ทุกชะตากรรมและชีวิตของเขาต่อไปจากนี้...

ขอเพียงเฟเทียร์ตาย...

แค่เฟเทียร์ตาย...

เฟเทียร์ตายเท่านั้น...

...

แต่...

“...”

ปลายคมหอกที่แหลมคมและแข็งแกร่งอันหนึ่งกลับตวัดฟันมาอย่างรวดเร็วบัดยังปลายกระสูนที่ควรจะพุ่งเข้าไปแทงหน้าอกทะลุไปยังด้านหลังของหญิงสาวกลับต้องกระเด็นพุ่งสวนกลับมาเฉียดผ่านยังข้างแกมของเอ็ดวินจนทิ้งยังรอยแผลที่เบาบางแต่ร้อนแรงบาดลึกลงไปถึงหัวใจและวิญญาณของเขาทันที...

แม้แต่อาวุธที่ทรงพลานุภาพที่สุดของมนุษย์ที่สามารถฆ่ายังสัตว์ร้ายต่างๆได้กลับไม่สามารถฆ่ายังหญิงสาวได้...

เพราะว่าอาวุธที่ร้ายกาจทึ่สุดบนโลกใบนี้ไม่ใช่สิ่งใดๆ-แต่กลับเป็นมนุษย์...

ฮาเดียแม้จะไม่ใช่อาวุธที่ร้ายกาจที่สุด-แต่ก็ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ว่า”เธอมิใช่อาวุธที่อันตราย” และอาวุธชิ้นนี้นอกจากจะมีชีวิตแล้วยังภักดีต่อหญิงสาวและองค์หญิงเฟรย์ยิ่ง...

...ผู้ที่ใช้ยังหอกปัดยังกระสูนให้สะท้านกลับมาคือฮาเดีย

“บ้าน่า...”

เสียงที่แทบจะแห้งหายไปในลำคอของเอ็นวินถึงกับเปล่งออกมาพร้อมทั้งร่างกายที่เหมือนกับจะสั่นเทาราวกับไม่เชื่อถือยังสิ่งที่เห็น มือที่สั่นเทาจนไม่สามารถกำยังกระบอกปืนที่ไร้กระสูนมั่นถึงกับต้องปล่อยให้มันล่วงหลุดลงไปจากมืออย่างไม่สามารถควบคุมอะไรได้อีก...

“...ตุบ...ตุบ...”

เท้าทั้งสองถึงกับต้องก้าวถอยหลังออกไปอย่างลืมตัว-สายตาที่จ้องมองไปยังเฟเทียร์ที่อยู่ด้านหลังของฮาเดียถึงกับรีบรู้ได้ถึงความแตกต่างระหว่างสถานะอย่างชัดเจน...

ราวกับกำแพงสูงจนสุดขอบฟ้าหรือหุบเอวที่ลึกล้ำจนมิสามารถยั้งคาดที่มิมีมนุษย์คนไหนๆสามารถก้าวข้าม เพราะเพียงแค่ลูกน้องของเธอตนยังมิสามารถเอาชนะได้...

“เอาไงดี-เฟเทียร์”

ฮาเดียส่งเสียงถามออกไปพร้อมทั้งก้าวเดินตรงไปยังเอ็ดวินที่เบื้องหน้าโดยไม่ละสายตาไปจากร่างอีกฝ่าย...เฟเทียร์ที่ไม่จำเป็นต้องสนใจหันไปมองยังเอ็ดวินถึงกับส่งเสียงตอบออกไปอย่างเรียบง่ายว่า

“จัดการซ่ะ”

“ได้...”

โดยที่ไม่จำเป็นต้องรอมองดูยังคำตอบสายตาของเฟเทียร์ก็หันไปจับจ้องมองยังลอร์ดแมดิก้าอีกครั้ง เพราะตัวการที่มีค่าที่สุดคือเขา...

ผู้นำตระกูลหนึ่งยอมมีค่ามากกว่าบุตรชายของผู้นำตระกูลย่อย...

“แกกล้าดูถูกฉันหรือ”

เอ็ดวินส่งเสียงร้องลั่นออกมาด้วยความไม่พอใจจ้องมองไปยังแผ่นหลังและเส้นผมสีทองที่พริ้วไสวของเธอโดยที่ไม่คิดที่จะหันกลับมาสนใจอะไร-มันเป็นการดูถูกเขายิ่งกว่าสิ่งใดๆ...แต่ฮาเดียที่มีหน้าที่รับผิดชอบจับยังอีกฝ่ายถึงกับตวัดยังปลายหอกกวาดออกไปยังพื้นด้านข้างกลับก้าวเดินเข้ามาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“กับแกแค่ฉันก็พอแล้ว”

ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะอีกฝ่ายนอกจากจะทรยศยังตระกูลและอาณาจักรแล้ว-แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ชั่วร้ายยิ่งกว่าคืออีกฝ่ายคิดจะฆ่ายังเฟเทียร์

“แก...”

เมื่อเห็นยังฮาเดียก้าวเข้ามาหมายจะลงมือกับตนทำเอาเอ็ดวินถึงกับก้าวถอยหลังไปอย่างรวดเร็วรีบส่งเสียงร้องสั่งยังลูกน้องที่ติดตามมาทั้ง 4 คนอย่างรวดเร็วทันที

“...รีบจัดการมันเร็ว”

“ครับ...”

เพียงเสียงตอบรับกลับมาของทหารปลายแถวทั้ง 4 ที่ติดต่างมาจากรีบส่งเสียงตอบรับแล้วพุ่งเข้าไปหายังฮาเดียแล้วรีบตวัด ทิ่ม แทง ฟันยังอาวุธทั้งหอกและดาบในมือใส่ยังร่างของนักรบสาวที่เบื้องหน้าอย่างไม่ประมาณตัวทันที...

“เปรี้ยง...”

ฮาเดียที่พุ่งเข้าไปตวัดหอกฟันกวาดออกไปด้วยความเร็วสูงปานสายฟ้าฟาดด้วยวิถีโค้งอันสวยงามใส่ยังร่างของทหารติดตามทั้ง 4 ในพริบตาจะลอยกระเด็นถอยหลังออกไปอย่างง่ายดายสนกับเป็นทหารปลายถอย
จริงๆ...

“ตายซ่ะ...”

เอ็ดวินได้ยินเสียงของฮาเดียเพียงแค่นั้นก่อนที่จะรู้สึกได้ถึงปลายหอกที่อยู่ห่างออกไปพุ่งแทงใส่ยังเอวซ้ายของตนจนร่างต้องลอยกระเด็นออกไปนอนกองอยู่กับพื้นพร้อมทั้งทุกสิ่งทุกอย่างที่มันดำมืดมิดลงไปจนหมา
สิ้น...

...

“ยอมรับการจับกุมเถอะ-ท่านลอร์ดแมดิก้า...”

ถึงแม้จะไม่พอใจหรือโกรธแค้นยังอีกฝ่ายที่เป็นหนึ่งในผู้ที่วางแพ้ลอบสังหารองค์หญิงเฟรย์และฆ่าเธอแต่หญิงสาวที่ยังคงให้เกียรติ์อีกฝ่ายในฐานะที่เป็นเพียงแค่ผู้ต้องสงสัยเท่านั้นจึงตวัดชี้ปลายดาบเรเปียร์ในมือตรงไปยังใบหน้าของชายสูงวัยพลางส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ท่านไม่มีทางรอดอีกแล้ว”

“จับกุมหรือ...”

ลอร์ดแมดิก้าที่ก้าวถอยหลังออกไปเพียงครึ่งก้าวเพียงเพื่อเพิ่มยังระยะห่างออกไปจากปลายดาบที่ชี้มา-เขาที่มีเวลาตั้งสติขบคิดสามารถกลับมายืนนิ่งอย่างเหยียกเย็นได้อีกครั้งผิดกับเอ็ดวินพลางส่งเสียงถามสวนกลับมาว่า

“...ข้ามีความผิดอะไรคิดจะจับกุม...”

เขายังส่งเสียงถามออกมาอีกด้วยความมั่นใจอีกว่า

“...มีหลักฐานอะไร”

“ความผิดอะไรน่ะหรือ...”

เฟเทียร์ที่เลิกคิ้วจ้องมองไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายที่สงบนิ่งจนผิดปกติแล้วส่งเสียงตอบออกไปว่า

“...ความผิดในฐานลอบปลงพระชนม์องค์หญิงและวางแผนสังหารยังขุนนางชั้นสูงยังไงล่ะ”

ขุนนางชั้นสูงที่หญิงสาวกล่าวถึงคือเธอที่มีตำแหน่งหน้าที่เป็นถึงหัวหน้าหน่วยราชองครักษ์ประจำตัวหญิงสาว...

“หึ...หึ...หึ...”

ลอร์ดแมดิก้าที่หัวเราะออกมาเล็กน้อยพลางจับจ้องมองไปยังหญิงสาวแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...แล้วมีหลักฐานอะไรมัยล่ะที่ข้าเป็นคนวางแผน”

“...”

ทำเอาเฟเทียร์ที่นิ่งเงียบลงไปเล็กน้อย เพราะจริงๆแล้วทางฝ่ายของเธออาศัยเพียงการคาดเดากับพยานส่วนบุคคลเสียมากกว่า-ส่วนหลักฐานที่จะพอพิสูจน์ได้กลับยังไม่มีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันนอกไปจากการจับได้ถึงการนัดพบในคืนนี้...

ส่วนเวทมนตร์ของทีฟาหรือแม่มดแห่งหนองน้ำคงไม่สามารถนำมาเป็นหลักฐานหรือข้อพิสูจน์ได้-หญิงสาวจึง
ได้แต่ส่งเสียงตอบออกไปว่า

“...เรามีพยานบุคคลและหลักฐานที่ชี้ไปยังทาง”

“ไม่มาทาง...”

ลอร์ดแมดิก้าที่จ้องมองไปยังหญิงสาวยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ข้าจะฟ้องพวกเจ้าที่ใส่ร้ายข้า เพราะข้าไม่มีทางส่งคนไปลอบสังหารองค์หญิงอย่างเด็ดขาด”

“...”

คำกล่าวนี้ทำเอาเฟเทียร์ที่ได้ยินต้องชะงักลงไปทันที เพราะจะว่ากันตามจริงแล้วหากองค์หญิงเฟรยทื่สิ้นพระชนม์ลงไปคนที่เสียผลประโยชน์ที่สุดก็น่าจะเป็นตระกูลเบลวารีก้าของลอร์ดแมดิก้าเอง...

“หึ...”

เมื่อเห็นยังหญิงสาวมีท่าทีลังเลลงไปด้วยความไม่มั่นใจลอร์ดแมดิก้าจึงสะบัดชายเสื้อหันกายหมายจะก้าวออกไปพร้อมทั้งกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“...หากไม่ธุระอะไรแล้วข้าต้องของตัวกลับไปรักษาบาดแผลก่อน-ท่านหัวหน้าทหารราชองครักษ์เอย”

เพราะถึงพูดถึงเกมทางการเมืองแล้วเฟเทียร์ยังเป็นรองยังอีกฝ่ายที่ไหลลื่นยิ่งกว่าปลาไหลและเจ้าเล่ห์เสียงยิ่งกว่าจิ้งจอกเสียอีก...

“เดี๋ยวก่อน...”

เฟเทียร์ที่ไม่ยอมยินร้องออกไปอย่างไม่พอพร้อมพลางสาวเท้าก้าวออกไปยังเบื้องหน้าหมายจะหยุดยั้งอีกฝ่ายเอาไว้...แต่คนรับใช้ 2 คนที่อยู่ด้านข้างถึงกับชักยังมีดสั้นอออกมาถือไว้พร้อมทั้งก้าวออกมาขว้างยังเธอไว้พร้อมทั้งตวัดฟันกรีดเข้ามา

“เปรี้ยง...”

เฟเทียร์ที่ตวัดยังเรเปียร์ในมือฟันกวาดไปอย่างรวดเร็วก็สามารถตวัดยังมืดสั้นในมือของทั้ง 2 ให้ลอยกระเด็นออกไปพร้อมทั้งสั่งการยังลูกน้องของเธอที่ติดตามมาอย่างรวดเร็วว่า

“จับกุมไว้”

“ครับ...”

“ค่ะ...”

ทหารราชองครักษ์ทั้ง 2 คนที่อยู่ใกล้รีบชักยังดาบจ่อไปยังลำคอของข้ารับใช้ทั้ง 2 ของลอร์ดแมดิก้าให้หยุดนิ่งลงไปทันที...เฟเทียร์จึงก้าวเดินตรงต่อไปอย่างไม่สนใจอะไรหมายจะหยุดยั้งและจับกุมอีกฝ่ายให้ได้

“หึ...ฝีมือดีกว่าที่คิดนี่...”

ลอร์ดแมดิก้าที่หันกลับมาใช้ปลายหางตามองอย่างยิ้มแยะที่เฟเทียร์ถึงจะเก่งยังไงก็เป็นแค่ผู้หญิงก่อนที่จะกล่าวออกมาอีกว่า

“...แต่ก็แค่นั้นแหละ”

“ยอมรับการจับกุมซ่ะ-ลอร์ดแมดิก้า...”

เฟเทียร์ที่พุ่งเข้าไปหายังรวดเร็วพร้อมทั้งปลายเรเปียร์ที่แทงออกไปสกัดยังอีกฝ่ายยังส่งเสียงกล่าวอีกว่า

“...หนีไม่พ้นหรอก”

“จำเป็นต้องหนีด้วยหรือ...”

ลอร์ดแมดิก้าที่เค้นยิ้มออกมาแค่นั้นก่อนที่จะมีเงาดำร่างสูงใหญ่ราว 3 ถึง 4 เมตรที่พุ่งเข้ามาขว้างระหว่างหญิงสาวและท่านลอร์ดเอาไว้พร้อมทั้งประกายคมของอาวุธชนิดหนึ่งจะพุ่งเข้ามาปัดยังปลายดาบของเธอให้กระเด็นออกไปด้วยแรงโจมตีที่รุนแรงทั้งยังพุ่งเข้ามาใส่ยังใบหน้าหญิงสาวอีกอย่างไม่หยุดยั้ง

“ตุบ...ตุบ...”

“โครม...”

เฟเทียร์ได้แต่กระโดดถอยหลังออกไป 2 จังหวะทิ้งยังระยะออกไปปล่อยให้เจ้าอาวุธที่พุ่งมาโจมตีพลาดลงไปทุบทะลายยังพื้นดินที่เบื้องหน้าจนแตกกระจายออกมา...

...

ลูกตุ้มหนามเหล็กขนาด 2 ฟุตที่ดูน่าจะหนักราวๆ 20 ถึง 30 กิโลที่ร้อยด้วยสายโซ่เหล็กกล้าที่มีความยาวกว่า 7 ถึง 8 เมตรคือตัวตนที่แท้จริงของเจ้าอาวุธที่ขัดขว้างยังเฟเทียร์เอาไว้...

“ฮึม...”

เฟเทียร์ที่กวาดสายตาจ้องไปมองยังคนรับใช้ของลอร์ดแมดิก้าที่ขว้างยังโจมตีของเธอที่เบื้องหน้าถึงกับต้องเลิกคิ้วขึ้นมาด้วยความประหลาดใจด้วยความสูงของอีกฝ่ายที่มากกว่ามนุษย์ทั่วไป...

4 เมตร...

ร่างที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมที่ขว้างเส้นทางยังเบื้องหน้าของหญิงสาวไม่ใช้มนุษย์อย่างแน่นอน-แต่ก่อนที่เธอจะส่งเสียงร้องถามอะไรออกมา...

“เฟียว...”

เจ้าลูกตุ้มร้อยสายโซ่ก็ถูกกระชากกลับไปแล้วหมุนแกว่งอีกครั้งอย่างรวดเร็วก่อนที่จะพุ่งตรงมาหายังเฟเทียร์อีกครั้งอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่าเดิม...

“เปรี้ยง...”

เฟเทียร์ที่ในครั้งนี้กลับจ้องมองไปเห็นมันอย่างชัดเจนถึงกับรีบตวัดยังดาบฟันใส่ลูกตุ้มอย่างสุดแรงจนมันกระเด็นออกไปแล้วรีบพุ่งร่างต่างไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สใจยังอาการชาที่ฝ่ามือจรดต้นแขนตวัดยังเรเปียร์ในมือฟันออกไปอีกครั้งอย่างรุนแรงใสอย่างอีกฝ่ายในพริบตา...

เพราะเธอไม่มีเวลาเหลือมากนัก...

ลอร์ดแมดิก้ากำลังก้าวเดินมุ่งตรงไปยังรถม้าที่จอดอยู่แล้วหากต้องเสียเวลาไปกว่านี้ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปทุกสิ่งทุกอย่างที่เพรียกลงทำมาในคืนนี้จะต้องไร้ค่าไป...

แต่...

“เปรี้ยง...”

ร่างภายใต้ผ้าคลุมที่มีความไวไม่แพ้กันกลับใช้ยังสายโซ่ในมือขึ้นมากันยังคงดาบไว้ไม่ใช้เฟเทียร์สามารถจัดการยังอีกฝ่ายได้-หญิงสาวจึงสะบัดยังปลายเรเปียร์อย่างรวดเร็วฟันใส่ยังใบหน้าของอีกฝ่ายปานสายตา...

“เฟียว...”

ยามที่คมดาบตวัดผ่านไปร่างในผ้าคลุมที่รีบพุ่งร่างถอยหนีไปอย่างรวดเร็วกลับไม่ได้รับบาดแผลใดๆเลยนอกไปจากปลายดาบที่สามารถตวัดยังชายผ้าคลุมบริเวณใบหน้าของอีกฝ่ายให้ขาดออกจนเผยออกมา-ถึงเฟเทียร์จะไม่ทราบยังอีกฝ่ายว่าเป็นใคร แต่จากลักษณะของเผ่าพันธุ์และทักษะในการต่อสู้ทำให้หญิงสาวทราบทันที่ว่าอีกฝ่ายเป็นใครถึงกับส่งเสียงร้องออกไปว่า

“ลิซาร์ดแมน...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ไฟก้าหรือ”

“...”

ร่างภายใต้ผ้าคลุมหรือลิซาร์ดแมนร่างสูงราว 4 เมตรผู้มีผิวสีฟ้าแกมน้ำเงินถึงกับนิ่งเงียบไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไรออกมาทำเอาเฟเทียร์ต้องเลิกคิ้วกล่าวไปว่า

“ฉันไม่คิดเลยว่าลิซาร์ดแมนผู้เก่งกาจและหยิ่งทะนงจะไม่มีความกล้าที่จะยอมรับว่าตนเองเป็นใคร”

เพราะถ้าเป็นไลเรสละก้อจะต้องยึดอกรับทุกสิ่งแม้กระทั่งความผิดของตนเองอย่างแน่นอนอย่างที่ไม่มีวันยอมก้มหัวให้สิ่งใดๆ...

“ใช่แล้ว...ข้าคือไฟก้ายอดนักรบอันดับหนึ่งแห่งเผ่าพันธุ์ลิซาร์ดแมน”

ยอดนักรบในหมู่นักรบยังไม่เท่ายอดนักรบในหมู่ลิซาร์ดแมน...

“ควับ...”

เพียงพริบตาเดียวไฟก้าก็สลัดยังผ้าคลุมที่คลุมยังร่างออกเผยให้เห็นถึงร่างกายที่สูงใหญ่และกล้ามเนื้อที่บึกบึนเหนือไปยิ่งกว่าไลเรสเสียอีก-เขาที่ใช้ลูกตุ้มรอยสายโซ่ยาวที่ล่ามติดอยู่ที่ข้อมือเป็นอาวุธกลับจ้องมองไปยังเฟเทียร์ที่เบื้องหน้าราวกับต้องประเมินยังฝีมือของเธอใหม่พร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ข่าวที่ว่าเธอสามารถชนะไลเรสน่าจะเป็นความจริงสิน่ะ...”

เพราะตอนแรกที่ไฟก้าทราบข่าวถึงการพ่ายแพ้ของไลเรสที่มีต่อหญิงสาวถึงกับแทบจะไม่เชื่อ เพราะไม่คิดว่าลิซาร์ดแมนเพียงหนึ่งเดียวที่ตนยึดถือเป็นคู่ต่อสู้ที่อยากจะเอาชนะสักครั้งจะพ่ายแพ้ให้กับหญิงสาวที่เป็นมนุษย์ได้...

ยิ่งมีข่าวว่าการประลองในเวทีมีการล้มมวยเกิดขึ้นจึงมั่นใจว่าการพ่ายแพ้ในครั้งนั้นจะต้องเป็นการแสร้งพ่ายอย่างแน่นอน...

ยิ่งทำให้รู้สึกดูถูกไลเรสจนไม่คิดที่จะลดตัวลงไปสู้ด้วย...

แต่พอได้เห็นยังฝีมือของหญิงสาวที่เบื้องหน้าถึงกับทำเอาไฟก้าสามารถรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณของตนเอง ถึงเลือดในกายที่เดือดพร่านกระหายในการต่อสู้...

กระหายที่จะเอาการต่อสู้มากกว่าจะสนยังชัยชนะ

...มันเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในสายเลือดของเหล่าลิซาร์ดแมนทั้งหลาย

...ความอยากต่อสู้

ไฟก้าที่ยิ้มออกมาพลางก้าวเดินตรงไปยังเบื้องหน้าของหญิงสาวพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ฉันจะเป็นคนที่มอบยังความพ่ายแพ้ให้กับเธอเอง”

“ชิ...”

เฟเทียร์ที่เค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ถึงอีกฝ่ายที่ขว้างยังเธอเอาไว้-แต่เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นเหลือให้กับเธออีกหญิงสาวจึงตวัดยังเรเปียร์ในมือหมายที่จะจัดการยังอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วที่สุด เพราะเป้าหมายของเธอไม่ใช่อีกฝ่ายแต่เป็นยังลอร์ดแมดิก้า...

“...หลีกไป”

หญิงสาวที่พุ่งร่างตวัดดาบออกไปอย่างสุดแรงถึงกับเปล่งเสียงร้องตะโกนออกไปทันที...

“เปรี้ยง...”

ไฟก้าถึงกับรีบตวัดยังโซ่รับบังคมดาบของหญิงสาวอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งใช้ยังปลายหางที่ตวัดพุ่งออกมาอย่างด้านซ้ายบนหมายจะโจมตีใส่ยังหัวของเธอทันที...

“เฟียว...”

แต่เฟเทียร์ที่รีบตวัดดาบเรเปียร์ในมือฟันออกไปอย่างรวดเร็วรับถึงหางที่ทรงพลังของลิซาร์ดแมนที่เบื้องหน้าอย่างง่ายดาย-ดวงตาที่เรียวสวยสีฟ้าครามของเธอถึงกับมองไปยังเป้าหมายถึงดวงตาของอีกฝ่ายถึงกับยิ้มออกมาทันที...

“...”

แต่แทนที่เฟเทียร์ที่แทงดาบใส่ยังเป้าหมายที่ค้นพบถึงกับรีบพุ่งร่างหนีออกไปอย่างขวาทิ้งยังไฟก้าไปยังเบื้องหลังอย่างไม่สนใจอะไร เพราะเธอคล้ายกับสังเกตเห็นถึงอะไรบ้างสิ่งได้ทันที...

“กล้าหันหลังให้กับข้าหรือ”

ไฟก้าส่งเสียงร้องออกมาด้วยความไม่พอใช้พลางควงยังลูกตุ้มในมือพุ่งใส่ยังแผ่นหลังของหญิงสาวอย่างสุดแรงหมายที่จะสังหารเธอให้ตายอย่างไร้ความปราณีใดๆ...

“เฟียว...”

เฟเทียร์ยังคงก้าวต่อไปยังเบื้องหน้าราวกับไม่สนใจยังลูกตุ้มเหล็กที่พุ่งทะยานไปพร้อมทั้งปลายเหล็กหนามอันแหลมคมทำเอาไฟก้าที่จ้องมองไปยังเธอถึงกับต้องรู้สึกประหลาดใจไม่ได้...

เธอไม่หยุด...

ไม่ได้หันกลับมาปัดป้อง...

แต่ท่าทีของหญิงสาวกลับเหมือนมิได้รอยังความตาย ประกายตาสีมรกตกลับจับจ้องไปยังเป้าหมายที่เบื้องหน้าราวกับไม่สนใจอะไร...

“เป็นเพราะอะไรกัน...”

ในชั่วพริบตาที่เร็วยิ่งกว่าสิ่งใดๆที่เหมือนกับกาลเวลาจะหยุดลงไฟก้าอดที่จะขบคิดขึ้นมาอย่างสงสัยมิได้ แต่เขากลับมิได้ออกเรี่ยวแรงใดๆเพื่อที่จะหยุดยั้งยังลูกตุ้มที่จะพุ่งใส่ยังเบื้องหลังของหญิงสาวราวกับจะปล่อยให้เธอต้องตายไปถึงแม้จะออกรู้สึกชื่นชอบยังประกายตาที่จับจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายของเธอมิได้...

“...ความมุ่งมั่นที่มีต่อองค์หญิงงั้นหรือ”

“โครม...”

แต่สิ่งที่ไฟฟก้าคาดคิดไม่ถึงกับเกิดขึ้นมาในพริบตา เพราะลูกตุ้มของเขากลับถึงปัดออกไปด้วยดาบที่เรียวยาวเล่มหนึ่งที่พุ่งตัดผ่านห้วงอากาศมาปักยังพื้นเบื้องหน้าขัดขว้างการโจมตีของเขานี้...

“...”

ประกายตาของไฟก้าที่จับจ้องมองไปถึงกับต้องประหลาดใจของการมาของดาบที่ไร้เจ้าของเล่มนี้เล็กน้อยก่อนที่จะกวาดสายตาจ้องมองไปยังทิศที่ดาบพุ่งทะยานมาแล้วเห็นถึงลิซาร์ดแมนตนหนึ่งที่ยืนอยู่บนสันหลังคาที่อยู่เหนืออกไป 3 ถึง 4 ร้อยเมตร...

“ลิซาร์ดแมนตนนั้น...”

ไฟก้าจำได้ดีถึงลิซาร์ดแมนตนที่ทำงานกับเด็กสาวที่ขายดอกไม้กลุ่มนั้นได้ดี เพราะดูเพียงพริบตาเดียวก็ทราบดีว่าอีกฝ่ายเคยผ่านสนามรบและอาบเลือดมามากมายเพียงใด ผู้ที่ผ่านสงครางอยู่รอดมาจนถึงตอนนี้จะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน...

เขาจึงชื่นชมและต้องการยังอีกฝ่ายมาเป็นยังลูกน้องของตนก่อนที่จะจดจำได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร

“...ไลเรส...”

ชื่อนี้ผลุดขึ้นมาทันทีในใจของเขาแทบจะในเวลาต่อมาเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนช่วยชีวิตเฟเทียร์เอาไว้ถึงกับยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัวพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกครั้งว่า

“...ความไว้ใจงั้นหรือ”

เพราะเฟเทียร์ที่เห็นยังไลเรสพุ่งทะยานมาจึงไว้ใจให้เขาปกป้องยังแผ่นหลังของเธอเอาไว้ด้วยความมั่นใจ-แต่รอยยิ้มของไฟก้าที่ผลุดขึ้นมาในยามนี้กลับมิใช่ เพราะความเชื่อใจที่หญิงสาวมีให้ต่อลิซาร์ดแมนตนหนึ่ง-แต่เป็นเพราะไลเรสที่สามารถปาดาบพุ่งมาขัดขว้างอย่างแม่นยำในระยะที่ห่างไกลต่างหาก...

คำว่า”ลิซาร์ดแมนเชียวชาญอาวุธที่สิ่ง”...

...คำกล่าวนี้ไม่โกหกเลย

...โดยเฉพาะกับไลเรส

...กับยอดนักสู้ผู้เป็นที่หนึ่งเหนือใครแห่งชนเผ่าลิซาร์ดแมนนี้

“...”

ไฟก้าที่ยิ้มออกมา เพราะเลือดและสัญชาตญาณกับร้องบอกเขาว่าสิ่งที่ต้องการมากที่สุดในยามนี้ของตนไม่ใช่การชื่นชมยังฝีมือของอีกฝ่ายหรือต้องการความภักดีในฐานะลูกน้องเลย...

แต่ต้องการสู้กับไลเรสต่างหาก...

ยังการต่อสู้ของนักสู้อันดับหนึ่งของลิซาร์ดแมนกับยอดนักรบในหมู่ลิซาร์ดแมน...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 ธ.ค.59 เวลา 00:21:03 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ