Charcoal
FREE RUNNING

{Child Abuse} 3

{Child Abuse}

[บทที่ ๓ : การฟื้นฟูสภาพจิตสำหรับผู้ที่ถูกทำร้าย]

เมื่อมีเด็กประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงเป็นเวลายาวนาน เขาจะพัฒนาวิธีการป้องกันทางจิตวิทยา เช่น การสกัดกั้น(repression) การแยกตัวออก(dissociation) การไม่ยอมรับความจริง(denial)เป็นต้น ซึ่งจะให้เขาถูกแยกออกจากความจริงของสถานการณ์ที่เขาอยู่เพื่อป้องกันจิตใจจากแรงกระแทกหรือความตึงเครียดเกินทน ด้วยวิธีนี้ ประสบการณ์ของเขาถูกฝังไว้ในจิตใต้สำนึกแห่งจิตใจ เพื่อช่วยรักษาสภาพจิตปกติสักชั่วเวลาหนึ่ง หากเด็กไม่มีวิธีการป้องกันทางจิตวิทยาเหล่านี้เขาคงเสียสติในทันที อย่างไรก็ตาม เมื่อเด็กได้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว วิธีการป้องกันทางจิตวิทยาจะไม่มีประสิทธิภาพต่อเขาแล้ว ผู้ใหญ่ต้องรับผิดชอบสำหรับชีวิตของตนมากยิ่งขึ้น เขาจึงจำเป็นต้องยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นกับตน แทนที่จะสกัดกั้น หรือปฏิเสธความจริงเหมือนที่เขาได้ทำตอนเป็นเด็ก เขาต้องจัดการต่อขยะที่อยู่ใต้สำนึก(garbage in the sub-consciousness of the soul) โดยการล้างสิ่งเหล่านั้นออกไปก่อนที่เขาจะสามารถมีความั่คงทางจิตใจ

พระเจ้าทรงห่วงใยเด็กที่ถูกทารุณเป็นอย่างมาก และจะทรงโปรดประทานการแก้ไขปัญหาสำหรับเขาอยู่เสมอ ขยะและข้อบกพร่องที่ถูกสะสมไว้เพราะการถูกทารุณสามารถถูกกวาดล้างจากจิตใจได้ด้วยการบังเกิดใหม่ผ่านทางการเชื่อในพระคริสต์ และการพัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณ โดยมีหลักคำสอนพระคัมภีร์วนเวียนอยู่ในกระแสความคิด และการพัฒนาความรักส่วนตัวที่มีต่อพระเจ้า เขาจะสามารถล้างขยะและข้อบกพร่องจากจิตใจนั้นได้ทีละเล็กทีละเล็กทีละน้อย

ใน มัทธิว บทที่ 18:6-10 พระเยซูได้สอนสาวกของพระองค์เกี่ยวกับผลภายหลังที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ทารุณเด็ก ในข้อ 12-14 พระองค์ยังทรงสอนเกี่ยวกับการทำร้ายเด็ก แต่ในตอนนี้ได้พูดถึงผู้เชื่อที่ถูกกระทำในวัยเด็ก ข้อที่ 11 ไม่มีอยู่ในต้นฉบับภาษากรีก จึงไม่ควรมีในพระคัมภีร์
ข้อ 11 ถูกคัดลอกมาจากลูกกา 19:10 แต่อาลักษณ์(ผู้คัดลอก)ซึ่งไม่เข้าใจความหมายหรือบริบทของข้อนี้ที่คิดเอาว่าข้อนี้น่าจะอยู่ในพระธรรมมัทธิวบทที่ 18 ด้วย เขาจึงแทรกข้อนี้เขามาเอง และได้ทำความหมายของทบเรียนให้เพี้ยนไปจากความหมายที่แท้จริง ในบริทบที่เรากำลังศึกษาอยู่ (มัทธิว 18:12-13) พระเยซูได้พูดถึงแกะที่กำลังเดินออกไปจากฝูงของตน [ภาษากรีกใช้คำ"πλαναω"/planao ปลา-นะ-ไอ ซึ่งฉับบแปลเป็นภาษาอังกฤษใช้คำว่า gone astray]ไม่ใช่แกะที่หลงหาย["απολλυµι"/apollymi อโพลลูมี หรือ lost] ในพระธรรมลูกา พระเยซูกำลังสอนพวกธรรมจารย์และฟาริสีเกี่ยวกับความรอด แต่ในพระธรรมมัทธิว พระเยซูกำลังสอนสาวกของพระองค์เกี่ยวกับเรื่องทารุณกรรมและการทำร้ายชีวิตเด็ก

มัทธิว 18:12 "ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร? ถ้าผู้หนึ่งมีแกะอยู่ร้อยตัว ตัวหนึ่งเดินออกไปจากฝูง ผู้นั้นจะไม่ละแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้บนภูเขา แล้วไปเที่ยวหาตัวที่หายนั้นหรือ?"

โดยการประยุกต์นำมาใช้แล้ว คำถาม"ท่านทั้งหลายคิดเห็นอย่างไร?" เป็นการท้าทายให้กับผู้ที่เคยถูกทารุณกรรมซึ่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วและเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ เช่นนี้เป็นผู้เชื่อที่ตอบสนองต่อ การถูกทารุณกรรมด้วยความขมขื่น เขาจึงได้เขวออกไปจากแผนการของพระเจ้าและวิธีการแก้ไขที่พระองค์ทรงจัดเตรียมให้เขา

ในบริบทนี้"แกะร้อยตัว"พูดถึงผู้เชื่อ คนเลี้ยงแกะคือพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 10:11) แกะที่"เดินออกไปจากฝูง" อ้างถึงผู้เชื่อที่เกิดปฎิกริยาเพราะการทารุณกรรมและการอยู่ห่างจากระบบการเรียนรู้ การจดจำ และการประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ซึ่งพระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เขา



พระเจ้าทรงประทานการแก้ไข้สำหรับปัญหาทุกเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับผู้เชื่อทุกคน ไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งพระเจ้าไม่ได้จัดเตรียมการแก้ไขให้ ถ้ามีผู้เชื่อชึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้ว ซึ่งยังขมขื่นจากการถูกทารุณตอนเป็นเด็ก นั้นแสดงว่าเขาพลาดที่จะนำการแก้ไขของพระเจ้ามาประยุกต์ใช้กับปัญหาของเขา มีผู้เชื่อหลายคนได้เดินออกจากแผนการของพระเจ้า เพราะเขาพลาดที่จะนำการแก้ไขของพระเจ้ามาประยุกต์ใช้ต่อประสบการณ์ของเขา เขาพลาดที่

จะกวาดล้างความขมขื่น ความโกรธ ความแค้น ฯลฯ จากจิตใจของเขา ความเครียดที่มีอยู่จากสิ่งเหล่านี้จึงกีดกั้นไม่ให้เขาเติบโตฝ่ายวิญญาณ เขาได้หันหลังกับแผนการอันอัศจรรย์ขอบพระเจ้า และเสียโอกาสที่จะพบความสุขในชีวิตของเขา

การระลึกถึงประสบกาณ์ชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในวัยเด็กจะสร้างแนวโน้มทางความคิดว่าตนเองมีเหตุผลที่ดีที่จะกระทำผิดบาปหรือมีความผิดปกติทางความคิดทางด้านบุคลิก หรือทั้งสองอย่างนั้นรวมกัน ด้วยเหตุนี้ผู้เชื่อจะใช้ประสบการณ์นั้นเป็นข้ออ้างที่ธรรมชาติบาปได้ควบคุมชีวิตของตน อาการเครียดภายหลังประสบการณ์ร้ายๆ (post-traumatic stress syndrome) การสัดกั้น, และ โรค จิตสคิสโซฟรีเนีย (Schizophrenia)(ยากอบ 1:8; 4:8) เป็นตัวอย่างในการเดินออกไปจากทางของพระเจ้า ถ้าผู้เชื่อได้โทษอดีตและ ประสบการณ์ทุกข์ยากของเขาสำหรับความเครียดที่เขามีอยู่ นั่นหมายความว่าเขาไม่มีทางที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณแล้ว ขยะที่อยู่ในจิตใต้สำนึกของเขาจะบอกว่า"ฉันต้องเป็นฝ่ายถูก ใช่! ฉันถูกซิ แต่เขา... เขาผิดแน่" เขาพยามรักษาคนชอบธรรมไว้โดยต้องยกข้อแก้ตัวสำหรับความผิดบาปที่เขาทำอยู่ และได้หมกมุ่นกับตัวเองมากจนเขาไม่คิดเห็นถึงการแก้ไขที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เขา ขยะที่เขาสะสมไว้ในจิตใต้สำนึกตั้งแต่เป็นเด็กและบาดแผลที่เขามีในจิตใจได้สร้างกำแพงหินแห่งความเย่อหยิ่งระหว่างความคิดเสรี และการแก้ไขของพระเจ้าซึ่งพระองค์ได้ประทานด้วยพระคุณ เพราะฉะนั้นเขาจะคิดอยู่ว่า"หลักคำสอนพระคัมภีร์ไม่ได้ผล ฉันลองดูแล้วแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง"

พระคัมภีร์ได้บัญชาผู้เชื่อให้ลืมสิ่งที่อยู่ข้างหลัง แล้วเอื้อมมือถึงสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ขยะจะไม่ได้ถูกกวาดล้างจากจิตใต้สำนึกโดยระลึกถึงประสบการณ์ร้ายแรงจากอดีต ขยะนั้นและรอยแผลจะรับการล้างออกจากจิตใจโดยการจัดการต่อธรรมชาติบาปด้วยการแก้ไข้ปัญหาของพระเจ้าเท่านั้น

การแก้ไขปัญหาของพระเจ้า เป็นวิธีซึ่งต้องใช้เวลาและจะดำเนินไปตามขั้นตอน ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่จะเราสามารถเห็นผลในทันที หลายคนมากอยากจะเห็นคำตอบโดยเร็วที่สุด แต่แผนการของพระเจ้าไม่อย่างนั้น ผู้เชื่อหลายคนคงหลงคิดว่าการจับมืออธิษฐานดังๆ การร้องเพลงด้วยสิ้นสุดอารมณ์ หรือการสารภาพบาปเป็นกลุ่ม เป็นต้น จะทำให้ปัญหาที่มีอยู่หมดไปในพริบตา อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาที่ถาวรจำเป็นต้องอาศัยการรับรู้ การเข้าใจ การจดจำ และการประยุกต์หลักคำสอน พระคัมภีร์มาใช้เป็นเวลานานอย่างสม่ำเสมอ การแก้ไขปัญหาของพระเจ้าเป็นสิ่งถาวรเพราะสิ่งเหล่านั้นได้สร้างความคิดของพระองค์ภายในจิตใจของผู้เชื่อ ซึ่งในที่สุดจะให้เขาสามารถรักพระเจ้าความรักนี้จะให้แรงจูงใจแก่เขาในการที่จะประยุกต์พระคุณของพระองค์ แล้วจะสามารถมองตัวเองและผู้อื่นด้วยความเมตตาและการให้อภัย ซึ่งจะช่วยเขารักษาบาดแผลที่เกิดขึ้นในอดีต

การสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้ในจิตใจอย่างสม่ำเสมอทำให้ผู้เชื่อมีเครื่องมือที่จะจัดการต่อปัญหา ธรรมชาติบาป และช่วยลบขยะออกจากจิตใต้สำนึกและกระแสความคิดอย่างทีละน้อยและสม่ำเสมอ ขยะนี้ได้รวมถึงการหมกมุ่นกับตัวเอง ซึ่งเป็นความเย่อหยิ่งที่ผู้เชื่อจะมองสถานณ์อย่างเข้าข้างตัวเองเสมอ (subjective arrogance fo self-absorption) การกบฏทางด้านอารมณ์ภายในจิตใจ (emotional revolt of the soul) ความมืดบอดในจิตใจ (blackout of the soul) และแผลเป็นแห่งจิตใจ (scar tissue of the soul) ซึ่งทั้งหมดนี้จะคู่กับการตั้งค่านิยมและการเรียงลำดับความสำคัญในชีวิตตามความคิดและวิถีของโลก

การพบกับความไม่ยุติธรรมในชีวิตเป็นหนึ่งในปัญหาที่ยากที่สุดเท่าที่มนุษย์เราต้องเผชิญ แต่พระเจ้ายังทรงจัดเตรียมกับปัญหาที่สมบูรณ์แบบอย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เราพยามยามแก้ไข้ปัญหาด้วยวิธีของมนุษย์ เราจะถ่วงเวลาการแก้ไขปัญหาของพระเจ้า ชีวิตของโยเชฟเป็นตัวอย่างอันเลิศประเสริฐ ซึ่งเราเห็นพระเจ้าจัดการต่อความไม่ยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผู้เชื่อ ความไม่ยุติธรรมเป็นการท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของผู้เชื่อ แต่แน่นอนว่ามันจะต้องเกิดขึ้นกับคุณ คุณจึงต้องมอบปัญหาไม่ยุติธรรมนั้นให้กับพระเจ้า เพื่อพระองค์ผู้ทรงเป็นผู้พิพากษาแห่งศาลสูงสุดจะได้ จัดการด้วยวิธีของพระองค์เอง

ก่อนที่ผู้เชื่อจะสามารถกลับมายังฝูงแกะอีกครั้ง เขาต้องมีความต้องการที่จะรับการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อบางคนไม่อยากจะหายจากอาการที่เขาเป็นอยู่ สิ่งเดียวซึ่งกีดกั้นไม่ให้ผู้เชื่อรับการฟื้นฟูฝ่ายวิญญาณคือความคิดเสรีของตน เป็นน้ำพระทัยพระเจ้าที่เขาจะได้รับการฟื้นฟูจนถึงความสมบูรณ์ พระองค์จะทำทุกอย่างเพื่อให้แกะตัวนั้นกลับมายังฝูงแกะของพระองค์ พระองค์ไม่ต้องการให้ชีวิตของผู้เชื่อที่เป็นเหยื่อของการทารุณต้องถูกทำลาย อย่างไรก็ตาม การที่จะฟื้นฟูชีวิตให้หายสนิทจำเป็นต้องให้ผู้เชื่อแสวงหาแผนการของพระเจ้าและวิธีการแก้ไขปัญหาของพระองค์เท่านั้น คุณไม่สามารถให้ผู้อื่นดำเนินชีวิตของคุณแทนคุณได้ แต่คุณจำเป็นต้องดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณเองซึ่งเป็นชีวิตฝ่ายวิญญาณที่พระองค์มอบให้แก่คุณอย่างส่วนตัว ไม่ว่าคุณจะรับคำปรึกษาจากผู้คนเป็นอันมาก แต่เขาจะช่วยคุณไม่ได้ คุณต้องใช้ความคิดเสรีของคุณ และแก้ปัญหาด้วยวิธีการแก้ปัญหาของพระเจ้าเท่านั้น

18:13-14 "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้นั้นพบแกะตัวที่หาย เขาจะมีความเปรมปรีดิ์ยิ่งกว่าที่มีแกะเก้าสิบเก้าตัวที่มิได้หายนั้น อย่างนั้นแหละ พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ไม่ทรงปรารถนา ให้ผู้เล็กน้อยเหล่านี้สักคนถูกทำลาย ["απολλυµι" / Apollymi ซึ่งหมายถึงถูกทำลาย หลง ตาย หรือพินาศ เนื่องจากในที่นี้ได้พูดถึงผู้เชื่อ จึงควรแปลว่า ถูกทำลาย]"

ในช่วงเวลาที่โมเสสและเยเรมีย์เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณของอิสราเอล พวกผู้ใหญ่ได้ปฏิเสธที่จะเรียนและประยุคต์พระคำของพระเจ้า{ผู้เชื่อในยุค อพยพ} แต่ลูกของพวกเขามีทัศนคติที่ตรงกันข้าม เขาตั้งใจเรียนและทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า ฝ่ายพ่อแม่เป็นคนชั่วร้ายและสร้างความเครียดภายในจิตใจของลูกของเขา อย่างไรก็ตาม จากการอยู่ภายใต้พันธกิจการสอนอันสัตย์ชื่อของโมเสสหรือเยเรมีย์ เขาสามารถเป็นผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ผ่านการรับรู้ จดจำ และประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา

ด้วยการรับรู้ การเข้าใจ การจดจำ และการประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอและอย่างเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง ผู้เชื่อจึงสามารถยกเลิกการใช้วิธีการป้องกันทางจิตวิทยา แล้วใช้เครื่องมือการแก้ไขปัญหาของพระเจ้าแทน โดยพระคุณของพระเจ้า คนที่เคยถูกทำร้ายสามารถหายเป็นปกติมีความสามารถสูงในการเห็นคูณค่าของชีวิต มีความสุข และมีความรัก หนึ่งในความสำเร็จที่สูงสุดแห่งชีวิตของคริสเตียนคือการมีชัยชนะเหนือความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ในจิตใจเพราะประสบการณ์ร้ายๆในอดีต


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 19 ส.ค.59 เวลา 08:03:15 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ