Charcoal
FREE RUNNING

{Child Abuse} 1

{Child Abuse}

[การฟื้นฟูสภาพจิต]
:การล่วงละเมิดเด็ก:

บทที่ ๑ : ผลจากการถูกทำร้าย

บทที่ ๒ : โทษของผู้ที่ทำร้าย หรือ ทารุณเด็กๆ

บทที่ ๓ : การฟื้นฟูจิตใจของผู้ถูกทำร้าย

{Child Abuse} {บทที่ ๑ : ผลจากการถูกทำร้าย}

เด็กๆ สามารถทนต่อความกดดันและความทุกข์ยากโดยปราศจาก การช่วยเหลือจากพ่อแม่ได้หรือไม่? คำตอบขึ้นอยู่กับวัยและการพัฒนาทางด้านความคิดของเด็กคนนั้น อย่างไรก็ตามเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถทนต่อปัญหาต่างๆในชีวิตได้ตามลำพัง และต้องอาศัยพ่อแม่ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้กับเขา โดยวิธีนี้ พอแม่จะสามารถช่วยลูกไม่ให้เกิดความเครียดในจิตใจของเขา

อย่างไรก้ตาม ยังมีพ่อแม่บางคนที่ทำลายชีวิตของลูกโดยหลายๆวิธี นี่คือพ่อแม่ที่เลวทรามเป็นพ่อแม่ที่ปราศจากสติปัญญา ความถ่อมใจ และคุณธรรม เขาจึงพลาดในสิ่งที่เขาควรรับผิดชอบต่อลูกๆ เขาไม่ได้เพียงแต่พลาดในการปกป้องลูกไว้จากความเครียด แต่เขาเองเป็นตัวการที่ทำให้ลูกต้องเครียด เขาร้องตะโกนใส่ลูกด้วยความโกรธ ซึ่งทำให้ความกลัวถูกฝังลงไปในจิตใต้สำนึกของเด็ก พ่อแม่บางคนทะเละวิวาทต่อหน้าลูก หรือกระวนกระวายต่อหน้าลูก และอธิบายปัญหาของเข้าให้ลูกฟัง เพื่อลูกจะสามารถกระวนกระวายร่วมกับเขา การทำร้ายจิตใจเด็กนั้นมีหลายรูปแบบ

พ่อแม่ที่ขาดสติปัญญาได้ทำร้ายจิตใจของลูกโดยพลาดที่จะคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด เช่น พ่อแม่อาจไม่คิดว่าลูกของเขามักจะสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง หรือไม่ก็เขาจะสนับสนุนให้ลูกทำบาปทางร่างกายโดยวิธีนี้ เพราะคิดว่ามันเป็นวิธีที่จะคลายความเครียดของลูกได้ เขาคงไม่รู้ว่าการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองเป็นสิ่งที่ทำร้ายจิตใจ และมีผลกระทบต่อเพศสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสหากเขาได้แต่งงานในอนาคต พ่อแม่เหล่านี้อาจอนุญาตให้ลูกดูภาพลามก โดยไม่คิดว่าเขานั้นกำลังส่งเสริมความต้องการทางเพศ และกำลังเติมขยะภายในจิตใต้สำนึกให้ลูกของตน (puts garbage in the subconscious)

มีการทำร้ายจิตใจเด็กอีกมากมายที่อาจจะไม่ชัดเจนเช่นนี้ เช่น พ่อแม่หลายคนได้อนุญาตให้ลูกอ่านการ์ตูนหรือดูหนังแนววิทยาศาสตร์บ่อยๆ{พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ควรอยู่อย่างใก้ลชิดให้การแนะนำกับสั่งสอนลูกตอนดูการ์ตูน หรือ หนัง} โดยไม่คิดถึงผลภายหลังต่อพัฒนาการของลูกการ์ตูนหรือหนังแนววิทยาศาสตร์จะทำให้เด็กคิดฟุ้งซ่าน (a pseudo frame of reference) ซึ่งจะทำให้ความคิดของเด็กถูกแยกออกจากความเป็นจริง เด็กๆ ต้องเรียนความจริง ไม่ใช่เรื่องนิยายและความคิดฟุ้งซ่าน เด็กทุกคนต้องรู้จักความจริง รวมถึงหลักการและกฎต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้เพื่อสังคมที่สงบสุข (the laws of divine establishment) ส่วนเด็กที่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เขาได้รับพระบัญชาไว้ให้เรียนรู้และนำหลักคำสอนพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้กับชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา พ่อแม่ที่ดีจะให้ลูกของตนเติบโตขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่สิ่งเสริมการเรียนรู้ความจริง

พระเจ้าทรงสร้างจิตใจของมนุษย์คือให้เด็กๆเชื่อและไว้ใจในพ่อแม่ของตน เพราะฉะนั้น การทำร้ายเด็ก เป็นการละเมิดความเชื่อถือของลูก ในกรณีที่เด็กถูกทารุณ เช่น ถูกทรมานหรือถูกข่มขืนความเชื่อของเขา ซึ่งเป็นระบบในการรับรู้ ก็จะถูกทำลายอย่างรุนแรง นอกจากนี้ การทารุณเด็กจะทำลายความถ่อมใจของเขา และย่อมจะเกิดความเย่อหยิ่งจองหอง (การหมกมุ่นกับเรื่องของตัวเอง)เข้ามาแทน พร้อมด้วยความบาปทางด้านความคิด

ช่วงอายุ 1 ถึง ประมาณ 8 ขวบ เป็นเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับพัฒนาการของเด็กเพราะเป็นช่วงเวลาในการสร้างบุคลิกและนิสัยของเขา ในวัยนี้ เด็กๆ ควรจะเรียนรู้หลักการและค่านิยมที่ถูกต้องควรจะได้พัฒนาความรู้ดีรู้ชั่ว และพัฒนาความถ่อมใจซึ่งจะให้เขามีท่าทีที่ถูกต้องต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจเหนือเขา พัฒนาการนี้ต้องอาศัยความเชื่อที่ลูกมีต่อพ่อแม่ ซึ่งเป็นความเชื่อที่มีเฉพาะในเด็กเล็ก เมื่อเด็กโตขึ้นเขาจะไม่มีความเชื่อเช่นนี้อีกเลย อย่างไรก็ตาม หากเด็กถูกทารุณโดยพ่อแม่ ช่วงพัฒนาการนี้จะสูญสิ้นไปจากชีวิตของเขา

สำหรับเด็กที่กำลังถูกทารุณ ถือเป็นสิ่งที่ยากสำหรับเขาที่จะหาความช่วยเหลือ พ่อแม่ทรยศต่อเขา และผู้อื่นอาจไม่สนใจ ไม่อยากจะเกี่ยวข้อง หรือไมเชื่อคำพูดของเด็กคนนั้น เขาจึงต้องจัดการต่อความชอกช้ำด้วยทรัพยากรที่เขามีอยู่ ส่วนเด็กที่ไม่รู้จักหลักคำสอนพระคัมภีร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องสะสมไว้ในจิตใจผ่านการเรียนทางด้านวิชาการเท่านั้น เขาจะต้องอาศัยวิธีการป้องกันทางจิตวิทยา (psychological defense method)แทนที่ เช่น repression ซึ่งเป็นวิธีการสะกดความทุกข์ เช่น ความกลัว หรือความแค้น ฝังไว้ในจิตใต้สำนึก และ denial ซึ่งเป็นการปฏิเสธความรู้สึกหรือความคิดนั้น ทั้งสองอย่างนี้จะแสดงออกมาเป็น projection คือการโยนบาปของตนให้แก่ผู้อื่น

จากตำรา Diagnostic and Statistical of MenTal Disorder,3rd ED (Revised), pp 393-4 "เครื่องมือการป้องกันเป็นรูปแบบของความรู้สึก ความคิด หรือพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งผู้กระทำอาจมีส่วนในการคววบคุมน้อย เครื่องมือการป้องกันนี้เป็นการตอบสนองต่ออันตรายในจิตใจ และมีไว้เพื่อที่จะซ้อนหรือบรรเทาการขัดแย้งและความเครียดซึ่งนำมาถึงความทุกข์ใจ"

เครื่องมือการป้องกันเหล่านี้ ถ้าเด็กๆที่ถูกทารุณต้องอาศัยเครื่องมือฯเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดขยะ(ความทรงจำ ความรู้สึก และความคิดที่ไม่ดี) ไว้ในจิตใต้สำนึก และจะเกิดข้อบกพร่องในจิตใจของเขา

เราสามารถแยกการทำร้ายเด็กได้อย่างน้อย 5 ประเภท ซึ่งบางประเภทจะรุนแรงกว่าประเภทอื่น

1.[การมีเพศสัมพันธ์ และ การทำร้ายเด็กทางเพศ]

พ่อแม่ พี่น้อง ญาติ หรือ ผู้อื่นจะทำร้ายเด็กโอยการกระทำทางเพศต่างๆรวมถึงการให้เด็กเห็นพ่อหรือแม่เปลือยกาย

2.[การทำร้ายร่างกาย]

คือการทารุณเด็กโดยหลายวิธี เช่น การตี, เผา, หรือการทรมานอย่างอื่น, การค้าแรงงานเด็ก หรือค้าประเวณี(ก็ถือว่าเป็นการทำร้ายเด็กทางเพศเช่นกัน) และการฆาตกรรม

3.[การทำร้ายจิตใจ]

นี้คือการทำลายความเชื่อและความถ่อมใจของเด็ก ซึ่งเกิดจากการที่พ่อแม่พลาดที่จะปกป้องลูกจากความเครียดในช่วงพัฒนาการของเขา(เอเฟซัส 6:4; โคโลสี 3:21) การทำร้ายจิตใจเกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ได้สอนถูกผิดให้กับลูก และการที่เขาพลาดที่จะให้ลูก เข้าใจแนวคิดถูกผิดนั้นโดยลงโทษลูกเมื่อเขาไม่เชื่อฟังพ่อแม่หรือละเมิดหลักหลักการและกฏหมายต่างๆ ที่พระเจ้าทรงสถาปนาไว้สำหรับสังคมที่สงบสุข{Laws of Devine's Establishment} ถ้าพ่อแม่ไม่ได้ตีสอนลูกสำหรับการกระทำผิด เด็กคนนั้นจะสะสมความรู้สึกผิดไว้ในจิตใต้สำนึก และจะมีปัญหาทางด้านอารมณ์และความคิดตามมาภายหลัง

หากฝ่ายพ่อหรือฝ่ายแม่ส่งเสริมให้ลูกเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งเมื่อเขาดำเนินคดีหย่าร้าง ก็ถือว่าเป็นการทำร้ายจิตใจของลูก ถ้าพ่อแม่เด็กไม่ได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่ลูก และละเลยต่อการสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์แก่ลูก และละเลยต่อการสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์แก่เขาก็ถือว่าเขามีส่วนในการทำร้ายจิตใจของลูกเช่นเดียวกัน แต่หากลูกได้เชื่อในพระคริสต์ และเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณ เขาจะเรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง "ฝ่ายท่านบิดา อย่ายั่วบุตรของตนให้เกิดโทสะ และจงอบรมบุตรด้วยการสั่งสอน และการเตือนสติตามหลักขององค์พระผู้เป็นเจ้า"(เอเฟซัส 6:4)

4.[การทำร้ายเด็ก โดยใช้อิทธิพลทางด้านอารมณ์]
คือการที่จะควบคุมเด็กผ่านบาปทางด้านอารมณ์ เช่น ความกลัว หรือความรู้สึกผิด ก็เป็นการทำร้ายจิตใจเด็ก พ่อแม่บางคนพยายามให้ลูกของเขาเป็นนักเรียนที่มีความรับผิดชอบสูงและตั้งใจเรียนหนังสือโดยใช้ความรู้สึกผิดเป็นแรงจูงใจ พ่อแม่อาจจะบอกกับลูกว่า"ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง พ่อแม่จะรู้สึกผิดหวังมากนะลูก..."จากนั้นถ้าเด็กคนนั้นพลาดที่จะได้เกรดที่ดี เขาจะรู้สึกผิดเพราะทำให้พ่อแม่ของเขาเสียใจ นี่ไม่ใช่วิธิการที่จะสอนให้ลูกรู้จักความรับผิดชอบ แต่เป็นแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้องซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคประสาทพิการ หรือในบางกรณีอาจนำมาถึงการฆ่าตัวตาย พ่อแม่ไม่ควรใช้ความรู้สึกผิด ความโกรธ ความแค้น การพูดใส่ร้าย ความกลัว หรือความรุนแรง เพื่อเป็นแรงจูงใจแก่ลูกของตน
พ่อแม่ไม่ควรที่จะสนับสนุนการให้ลูกดูถูกผู้อื่นหรือรังแกสัตว์ พ่อแม่ที่หัวเราะเยาะเย้ยผู้อื่นเขากำลังสอนลูกให้ไม่ใส่ใจต่อความรู้สึกของผู้อื่น พ่อแม่ที่ทำร้ายหรือดูถูกต่อเชื้อชาติอื่นกำลังสอนลูกให้เกลียดชังผู้ที่พระเจ้าทรงรัก และเป็นผู้ที่พระเยซูคริสต์ได้ตายบนไม้กางเขนเพื่อเขา
พ่อแม่ต้องระวังที่จะไม่ส่งเสริมให้ลูกเกิดความเย่อหยิ่งในจิตใจ มีพ่อแม่หลายคนที่ปฏิบัติต่อลูก เหมือนลูกเป็นราชาหรือราชินี เด็กเกิดมาพร้อมธรรมชาติบาป และมีแนวโน้มที่จะพัฒนาความเย่อหยิ่ง โดยปกติแล้วเขาไม่มีอะไรดีในตัวเขา จนกว่าเขาได้พัฒนาความถ่อมใจและความเคารพนับถือที่เขามีต่อพ่อ ดังนั้น พ่อแม่ไม่มีสิทธิ์ที่จะอวดว่าลูกของเขาเก่ง หรือ น่ารัก ในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญเลย

พ่อแม่ไม่ควรที่จะส่งเสริมความรู้สึกไวเกินไป(Hyper-sensitive)ในตัวลูก เด็กไม่ควรถูกปล่อยให้ร้องออดอ้อน คร่ำครวญ หรือ ไม่ยอมพูดจาโดยทำท่าบูดบึ้งเพราะสงสารตัวเอง หรืออาละวาดโมโหซึ่งเป็นการหมกมุ่นกับตัวเองเพราะความเย่อหยิ่ง พ่อแม่จึงไม่ควรเข้าปลอบโยนลูก หรือแสดงความสงสารต่อลูกเมื่อเขากำลังจมอยู่ในความสงสารกับตัวเอง พ่อแม่ควรหลีกเลี่ยงต่อการพัฒนาความรู้สึกไวเกินไปให้กับลูกโดยการสอนที่ดี และ การตีสอนอย่างถูกต้อง

เด็กๆ ควรได้รับการสอนให้เขามีสติปัญญาในการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง เด็กคนใดที่เป็นผู้เชื่อต้องรับการแนะนำในการประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับปัญหาของเขา ถ้าเขาอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าเพราะการกระทำบาป พ่อแม่ต้องคอยชี้แนะให้เขากล่าวถึงบาปนั้นต่อพระบิดา และ นำหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่ตรงกับสถานการณ์ของเขามาใช้

ไม่ว่าลูกเป็นผู้เชื่อหรือไม่ก็ตาม พ่อแม่ต้องห้ามการร้องคร่ำครวญเพราะรู้สึกสงสารตัวเองซึ่งเป็นความบาป พ่อแม่ต้องห้ามลูกไม่ให้ปล่อยอารมณ์ครอบงำความคิด(emote)เพราะไม่มีปัญหาในโลกนี้ซึ่งสามารถแก้ไขได้ด้วยอารมณ์ พ่อแม่ต้องสอนให้ลูกแก้ไขปัญหาโดยใช้ความจริงจากพระคำของพระเจ้า

เมื่อพ่อแม่เห็นว่าจำเป็นต้องตีสอนลูก เขาต้องไม่ขู่ว่าจะทำลูกเจ็บปวดถึงที่สุด หรือขู่ว่าจะทำร้ายสัตว์เลี้ยงของเขา หรือดุด่าเขา(เช่น ไอ้ควาย ) หรือไม่ให้ลูกมีความสัมพันธ์กับครอบครัวโดยบังคับให้อยู่แต่ในห้องนอนของเขาโดยลำพัง หรือขังเขาไว้ในตู้ เป็นต้น หากพ่อแม่จำเป็นต้องตีสอนลูกเขาต้องตีสอนลูกด้วยความรัก และความปรารถนาที่จะให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้หนึ่งในสังคนที่มีความสุขและรู้จักความรับผิดชอบ

5.[การทอดทิ้งและการไม่ดูแล]
การทารุณเด็กนั้นได้รวมถึงการที่พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่ได้จัดเตรียมสิ่งจำเป็นสำหรับลูก(เช่น อาหาร ที่พักอาศัย และเสื้อผ้า)การที่ไม่ได้สอนวิชาจำเป็นสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน(สุขอนามัย มารยาท ทักษะสังคม และทักษะในการคิด) และการพลาดที่จะพาลูกไปหาหมอตอนลูกป่วยหรือเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

สำหรับพ่อแม่ที่เป็นผู้เชื่อแล้ว การพลาดที่จะประกาศพระกิตติคุณแก่ลูก และสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์แก่เขา ถือว่าเป็นการละเลยที่ใหญ่หลวง

พ่อแม่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะมีอิทธิพลที่ดีต่อลูก หากพ่อแม่นั้นได้ทำลายความไว้วางใจของลูก เด็กๆจะเริ่มต้นกับชีวิตด้วยความเชื่อและความไว้วางใจที่บอด ลูกจะพัฒนาวิธีการป้องกันทางด้านจิตวิทยาแทน (substitute defense mechsnisms) เพื่อที่จะปกป้องจิตใจจากความตรึงเครียดเกินทน วิธีการป้องกันทางจิตได้สร้างขยะในจิตใต้สำนึกของจิตใจของเด็ก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำหรับเขาในการวางใจในพระเจ้า และการรับหลักคำสอนพระคัมภีร์เข้ามาในจิตใจ
พ่อแม่มีอิทธิพลมากในชีวิตของลูก และต้องเห็นความสำคัญต่อการรับผิดชอบต่อการเติบโตผ่ายวิญญาณของลูกด้วย


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 19 ส.ค.59 เวลา 08:01:07 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ