Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 14 2 เทพบุตรแห่งอัสก้า

ขอบคุณครับที่ติดตาม...และขอโทษด้วยที่ช้าไป เพราะติดตามปัญหาเล็กน้อยครับ

บทที่ 14 2 เทพบุตรแห่งอัสก้า

ในขนาดที่งานเลี้ยงกำลังสนุกสนานและเต็มไปด้วยแขกที่มีเกียรติ์มากมาย-แต่สายตาของทุกคนกลับสะดุจและหยุดลงไปยังชายหญิงเพียงคู่เดียวที่กำลังเต้นรำอยู่กลางฟอร์ราวกับเป็นเจ้าชายและเจ้าหญิงของงาน...

ยังหญิงสาวชุดดำและชายหนุ่มที่สูงใหญ่…

“พวกเรารีบไปกันเถอะ”

เฟเทียร์รีบกระซิบบอกยังองค์หญิงเฟรย์ทันทีที่เห็นยังโอกาสปีกตัวหนีจากท่านลอร์ดอันแสนน่ารังเกลียดที่ต้องใส่หน้ากากเข้าหน้ากัน ณ เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วทันที...องค์หญิงเฟรย์ที่พยักหน้ารับถึงกับยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วยเช่นกัน...

“เรารีบไปกันเถอะ...”

แต่ยังไม่ทันที่พวกเธอทั้งสองจะได้ก้าวหนีออกมากลับมีเสียงร้องเรียกดังขึ้นมาว่า

“เดี๋ยวก่อนครับ-องค์หญิงเฟรย์”

เสียงที่เรียกขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วนจนทำเอาทั้งเฟเทียร์และองค์หญิงเฟรย์ต้องหยุดและหันไปมองอย่างใช้ไม่ได้ก่อนที่หญิงสาวจะต้องขมวดคิ้วด้วยความหนักใจและองค์หญิงถึงกับเผลอถอนหายใจออกมาทันที เพราะตัวปัญหาได้ปรากฏตัวออกมาแล้วสิ...

ไม่สิจะต้องบอกว่าเป็นพระเอกของงานต่างหาก...
-------------------------------

ทางด้านของไลเรส เอลซ่าและเพนนี่ที่ปลอมตัวเป็นคนขายดอกไม้ในตอนนี้กำลังพบเจอกับงานที่หนักกว่าที่คิด เพราะตั้งแต่แอบเข้ามาในคฤหาสน์แห่งนี้ก็ไลเรสก็โดนขนดอกไม้ไปมาหลายสิบรอบ พอเสร็จก็ยังโดนขอให้ช่วยงานใช้แรงงานต่ออีก ส่วนเอลซ่ากับเพนนี่ที่หน้าตาดีถูกจับให้กลายเป็นสาวเสริฟ์และเด็กเสริฟ์ภายในงานจนแทบจะไม่มีเวลาปลีกตัวมาช่วยอะไรได้อีก...

“เฮ้ย...”

ไลเรสที่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เพราะถ้าจะหาข่าวจะต้องช่วยตัวเองไม่สามารถหวังพึ่งอะไรทั้งสองคนได้อีกแล้ว-เขาที่ไม่รอช้ารีบฉวยจังหวะที่โดนใช้ให้ไปตักน้ำในบ่อเพื่อมาเตรียมเป็นน้ำใช้ต่างๆในงานตั้งแต่ชงชา กาแฟ ทำอาหารตลอดจนใช้ล้างมือ ล้างภาชนะรีบหลบออกไปจากโรงครัวอย่างรวดเร็ว...

“ควับ”

ไลเรสที่อาศัยสายตาและประสาทอันแม่นยำสามารถหลบหลีกผู้คนได้อย่างแม่นยำผ่านยังโรงครัว ตัดโรงม้าออกไปยังด้านหลังของปราสาทยังห้องที่หมายตา...

ซึ่งมันน่าจะเป็นห้องทำงานของท่านลอร์ดหรือคนในตระกูลเบลวารีก้านี้อย่างแน่นอนและในห้องแห่งนั้นจะต้องมีหลักฐานอะไรบ้างอย่างทิ้งไว้อย่างแน่นอน...

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

เพียงกระโดดออกไปแค่ไม่กี่ครั้งก็สามารถพุ่งออกไปถึงจุดหมายได้อย่างง่ายดาย-ไลเรสที่กวาดสายตาผ่านยังรั้วเสาหินที่กั้นทางเดินระหว่างสวนและทางเดินด้านในคฤหาสน์ออกไปเล็กน้อยถึงกับไม่เห็นยังใครก็คิดที่จะพลิกตัวกระโดดข้ามไปกลับได้กลับตกหยุดชะงักลงไปในพริบตา...

…

ไลเรสรู้สึกได้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมองมาถึงกับรีบเปลี่ยนเป็นรีบก้มลงไปทำเป็นเก็บกวาดใบไม้ที่อยู่ในสวนแทน-ใช้สายตาชอบมองไปยังด้านหลังของตนเองที่รู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคนที่กำลังจ้องมองมา...

“ไฟก้า...”

ไลเรสแทบจะส่งเสียงร้องอุทานออกมาด้วยความตกใจถึงลิซาร์ดแมนที่เป็นทหารของที่นี่ที่กำลังแอบอยู่ด้านหลังของต้นไม้พร้อมทั้งลูกน้องอีกคน-ในมือของอีกฝ่ายยังมีมีดสั้นเล่มหนึ่ง...
มือคีบที่ปลายมีดพร้อมที่จะปามาได้ทุกเมื่อ...

...หากเมื่อครู่ไลเรสกระโดดออกไป

เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายกำลังจับจ้องมองมาพร้อมทั้งเตรียมตัวลงมือเช่นนั้น-ไลเรสจึงได้แต่แกล้งโง่ทำเป็นรู้ก้มๆเงยๆทำสวนและจัดดอกไม้ต่อไป...

“จัดการเลยมัยครับ-หัวหน้า”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงลิซาร์ดแมน-ทหารที่อยู่กับไฟก้ากล่าวพร้อมทั้งเลื่อนมือเปลี่ยนมาจับด้ามดาบหมายจะชักออกมาแทน...แต่ไฟก้าที่รู้สึกดีกับเผ่าพันธุ์เดียวกันไม่ต้องการให้โดยฆ่าอย่างไร้สาเหตุจึงรีบยกมือห้ามทันที

“ยัง...”

เขาที่ครุ่นคิดถึงการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วและแม่นยำของไลเรสที่กำลังทำสวนที่เบื้องหน้าจึงรู้สึกลังเลขึ้นมารีบเปลี่ยนใจกล่าวออกมาว่า

“...คอยจับตาไว้ก่อน”

“ครับ”

ถึงแม้จะไม่ยินยอมเท่าไหร่แต่เมื่อเป็นคำสั่งของหัวหน้านายทหารจึงได้แต่ตอบรับออกมาทันนั้น...ไฟก้าที่พยักหน้ารับแล้วจึงเดินออกไปเพียงทิ้งลูกน้องคนสนิทไว้คอยจับตาดูไลเรสเท่านั้น เพราะตนยังมีงานที่ต้องทำ

“เฮ้ย...”

ไลเรสที่เห็นยังไฟก้าก้าวเดินออกไปถึงกับส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งใจพลางปล่อยมือจากมีดเล็กๆที่ใส่ในการตัดแต่งใบหญ้าและกิ่งไม้ทันที เพราะเมื่อไฟก้าไม่อยู่แล้วการจะจัดการกับนายทหารที่แอบเฝ้าระวังอยู่ช่างง่ายดายยิ่งนัก...

แต่ก็ต้องเสียเส้นทางสายนี้ไป...

หลังจากที่ลังเลเล็กน้อยด้วยความเสียดายถึงโอกาสจึงเลยหน้าไปมองยังห้องทำงาสที่อยู่ห่างออกไปอีกด้านหนึ่งของรั้วพลางกล่าวออกมาเบาๆว่า

“สงสัยคงต้องฝากความหวังไว้กับแม่พวกนั้นแล้วล่ะ”

แม่พวกนั้น...

...ทีฟา

…ฮาเดีย

แต่น้ำเสียงคล้ายกับเหมือนไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายนัก...
--------------------------------

“เอียด...”

เสียงบานหน้าต่างค่อยๆเปิดออกมาอย่างแผ่วเบาพร้อมทั้งสายตาคู่หนึ่งที่ค่อยๆกวาดมองไปรอบๆระเบียงคฤหาสน์ที่ไร้ยังผู้เบื้องหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งเสียงอ่อนหวานที่ปนห้าวๆนิดๆจะรีบหันไปบอกยังเพื่อนร่วมทางที่มาด้วยกันเบาๆและรีบร้อนว่า

“ด้านหน้าไม่มีคน”

“ด้านหลังและข้างๆก็ปลอดคน”

เสียงของแม่เอลฟ์สาวที่ไพเราะราวกับเสียงนกร้องแห่งพงไพรรีบตอบกลับไปทันที-ทีฟาที่ในยามนี้ยืนระวังอยู่ทางด้านหลังของฮาเดียรีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็วทันที...

ในยามนี้ทั้งสองเลือกยังด้านข้างของคฤหาสน์ที่มั่นใจว่าปลอดผู้คนแล้วทั้งสองค่อยๆอาศัยยังพุ่มไม้ลัดเลาะมาถึงใต้ยังบานหน้าต่างชั้นบนที่เป็นเป้าหมายแล้วให้ทีฟากระโดดขึ้นไปเหยียบยังสันหลังคาอย่างแผ่วเบาแล้วจึงรีบฉุดยังฮาเดียตามขึ้นมาทีหลังแล้วแม่นักรบสาวจึงค่อยๆใช้มีดปลายแหลมแทงเข้าไปที่กลอนหน้าต่างแซะเพื่อเปิดมันอย่างมากอย่างรวดเร็ว เพราะถึงเธอจะไม่ใช่ลิซาร์ดแมน-แต่ก็มีความเชียวชาญยังมีดสั้นพอสมใจอยู่...

การที่ทั้งสองเลือกลอบที่จะเข้ามายังทางชั้น 2 แทนชั้นล่าง เพราะที่ชั้นบนนี้มีผู้คนอยู่น้อยกว่ายังชั้นล่างที่กำลังจัดงานอยู่...

...

บนเส้นทางที่ไร้ยังผู้คนเบื้องหน้าฮาเดียที่มีประสบการณ์มากกว่าจึงหมายตายังห้องใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆทันทีจึงรีบพุ่งนำหน้ายังทีฟาออกไปหมายจะเอาหูแนบยังบานประตูเพื่อฟังยังเสียงผู้คนที่อยู่ภายใน...

“ในห้องไม่มีคน”

ทีฟาที่มีประสาทสัมผัสที่แม่นยำและรู้รับได้ถึงสิ่งมีชีวิต ดวงวิญญาณได้ดีกว่าชิงกล่าวออกมาก่อนที่หูของฮาเดียจะแนบลงไป-ด้วยความที่อยู่ด้วยกันมาสักพักจึงสามารถมั่นใจยังโสตประสาทที่เชื่อถึงได้ของอีกฝ่ายจึงรีบเปลี่ยนใจเป็นเปิดประตูออกไปทันที

“เอียด...”

ส่วนมากประตูภายในคฤหาสน์จะไม่ลอดอยู่แล้วเผื่อให้คนรับใช้สามารถเข้าออกมาค่อยทำความสะอาดหรือรับใช้ได้อย่างสะดวกจึงทำให้สามารถเปิดเข้าไปได้อยู่ง่ายดายและรวดเร็วยิ่ง...

แต่...

“เออ...?”

ฮาเดียถึงกับส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยด้วยความผิดหวัง เพราะห้องที่เข้ามากลับเป็นยังห้องเล็กๆสำหรับเก็บของชั้นบนที่ใช้สำหรับเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ เช่นไม้กวาด ผ้ากั้นเปลื้อง เทียน เชิงเทียนหรือมีแม้กระทั้งถ้วย จาน ชามสำรองแทนที่จะเป็นยังห้องทำงานหรือห้องหนังสือหรือห้องเก็บเอกสารอย่างที่หวังไว้

“มาผิดที่”

ทีฟาส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างรวดเร็ว เพราะจากจุดหมายที่ควรจะเป็นห้องเก็บเอกสารกลับกลายเป็นยังห้องเก็บของเฉยเลย...แต่ฮาเดียที่หน้าแดงขึ้นมาด้วยความอับอายที่คำนวณยังทิศทางหรือเส้นทางผิดกลับไม่ยอมรับชิงส่งเสียงกล่าวตอบสวนกลับมาอย่างรวดเร็วว่า

“เปล่าซ่ะหน่อย...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ฉันแค่จะมาหายังที่ซ่อนตัวเผื่อสำรวจยังลู่ทางต่อไปต่อน่ะ”

“งั้นหรือ...”

แม่เอลฟ์สาวส่งเสียงตอบรับกลับมาด้วยสายตาที่ไม่เชื่อถือสักเท่าไหร่-แต่ในพริบตาอย่างรวดเร็วที่เธอดันยังร่างของฮาเดียเข้าไปในห้องเก็บของอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งรีบปิดประตูทันที...

...

“มีอะ...”

ยังไม่ทันมีโอกาสที่จะได้กล่าวจบฮาเดียก็ถูกยังฝีมือของทีฟารีบพุ่งมาปิดปากลงไปอย่างรวดเร็วทันทีพร้อมทั้งเสียงฝีเท้าที่เร้าร้อนเดินผ่านยังหน้าหน้าไปพร้อมทั้งเสียงบ่นโวยวายที่ดังลั่นข้ามบานประตูเข้ามาว่า

“แย่แล้ว...งานเลี้ยงเริ่มนานแล้วมีใครเห็นคุณหนูบ้างมัย”

“ไม่เห็น...”

“อยู่ที่ห้องนอนหรือเปล่า...”

เสียงตอบกลับมาพร้อมๆกับเสียงของฝีเท้าที่รีบร้อนเร่งจากไปทำให้ทั้งฮาเดียและทีฟารับรู้ถึงเหล่าคนรับใช้คงกำลังตามหายังคุณหนูของคฤหาสน์ที่หายตัวไปไม่มีเวลามาสนใจยังพวกเธอ...

ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสดี...

...

หลังจากสิ่งยังเสียงฝีเท้าของเหล่าคนรับใช้ที่หายไปจนลับแล้วทีฟาจึงหันไปกล่าวกับฮาเดียว่า

“เราไปกันเถอะ”

“ไปที่ไหนดี...”

ฮาเดียที่ไหวตัวทันกลับรีบปิดปากอย่างรวดเร็วทันที เพราะกลัวยังแม่เอลฟ์สาวที่อยู่ด้านข้างจะรู้ว่า”เธอไม่รู้จุดหมาย”...แต่ทีฟาที่รู้ทันกับยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์นิดๆด้วยความชั่วร้ายังเปิดประตูแล้วชี้ไปยังห้องที่อยู่ตรงสุดทางด้านขวามือที่บานประตูกว้างใหญ่กว่าห้องอื่นๆพลางกล่าวออกมาว่า

“ห้องนั้น...”

เธอยังกล่าวต่อไปโดยไม่รอยังแม่นักรบสาวที่มีสีหน้าที่สงสัยจะทันได้ร้องถามออกมาก่อนว่า

“...มีกลิ่นของเอกสารและน้ำหมึกโชยมามากมาย”

“จริงหรือ...”

โดยไม่รอยังเสียงที่สงสัยของฮาเดียจะกล่าวอะไรออกมาอีกทีฟาก็รีบวิ่งนำหน้าออกไปอย่างรวดเร็วและมั่นใจจนเธอที่ต้องรีบตามไปถึงกับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“...รอเดี๋ยวสิ”

“เอียด...”

ยามเมื่อบานประตูถูกผลักออกทั้งสองก็พบยังหน้าทำงานที่มีกองหนังสือและเอกสารมากมายว่างอยู่ทำเอาฮาเดียถึงกับยิ้มส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจว่า

“...ห้องนี้แหละ”

“ใช่แล้ว...เธอคิดว่ามากันใครกัน”

ทีฟายิ้มรับพร้อมทั่งกวาดสายตาจ้องมองไปยังเอกสารมากมายที่เบื้องหน้าราวกับพบถึงจุดหมายและสิ่งที่ต้องการแล้ว…แต่ฮาเดียที่รีบปิดประตูกลับมองไปยังกองหนังสือและเอกสารมากมายที่เบื้องหน้าด้วยความหนักใจ เพราะด้วยลำพังพวกเธอแค่สองคนจะมีปัญญาเปิดหนังสือและเอกสารเหล่านี้จนหมดเพื่อค้นหาถึงความลับที่ซุกซ่อนเอาไว้ได้หรือ...

ถึงจะมีเจ้าป๊อกก้านักดาบกับจอมเวทย์ตามมาด้วยก็เถอะ...

“นั่น...”

แต่ทีฟากลับก้าวเดินออกไปยังชั้นหนังสือที่อยู่ด้านซ้ายในสุดของห้องพร้อมทั้งชี้ยังปลายนิ้วออกไปยังชั้นที่สองจากด้านบนพร้อมทั้งกล่าวออกไปว่า

“...อยู่ที่ชั้นนั้น”

“หือ...”

ถึงฮาเดียจะส่งเสียงร้องออกไปด้วยความสงสัย-แต่สัญชาตญาณของคนที่รู้หน้าที่จึงรีบพุ่งตรงไปยังชั้นหนังสืออย่างรวดเร็วแล้วหยิบยังหนังสือออกมาจากชั้นประมาท 3-4 เล่มก็พบเห็นยังกล่องไม้เล็กๆใบหนึ่งวางอยู่ด้านข้างในของชั้นจึงยืมออกมาอย่างรวดเร็วหลังจากสำรวจดูเล็กน้อยก็ร้องออกมาว่า

“...ล็อคกุญแจไว้”

“แก๊ก...แก๊ก...”

แต่มันไม่เป็นปัญหาอะไรสำหรับนักรบสาวเช่นเธอที่เพียงใช้ยังมีดปลายแหลมไขสักเล็กน้อยเพียงครู่เดียวก็สามารถเปิดมันออกมาอย่างง่ายดายจนหยิบยังของที่ซ่อนอยู่ภายในออกมาถึงกับร้องบอกยังทีฟาที่อยู่ใกล้ๆซึ่งไม่มีท่าทีจะสงสัยราวกับเหมือนจะรับรู้อยู่แล้วว่า

“จดหมาย...”

แต่แววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยที่แม่เอลฟ์สาวสามารถทราบยังจดหมายฉบับนี้และที่ที่มันซุกซ่อนอยู่จึงร้องถามออกไปว่า

“...เธอรู้ได้ยังไงกัน”

เพราะจากที่เธอสังเกตเห็นถึงช่องลับจะหนังสือที่ว่างปิดบังเอาไว้ไม่สามารถมีใครจะรู้ได้นอกไปจากคนที่ทำยังช่องลับนี้และซ่อนยังจดหมายฉบับนี้เอาไว้...

“กลิ่น...”

แม่เอลฟ์สาวยังคงกล่าวต่อไปราวกับเหมือนเป็นสิ่งที่ง่ายๆธรรมดาๆว่า

“...จดหมายฉบับนั้นมันมีกลิ่นโชยออกมาต่างออกไป...”

“...”

เมื่อเห็นยังฮาเดียเหมือนมีสีหน้าไม่เข้าใจจึงอธิบายต่อไปอีกว่า

“กลิ่นของกระดาษและหมึกที่ใช้ในการเขียนยังจดหมายฉบับนี้มันเป็นกลิ่นของกระดาษและน้ำหมึกราคาถูกๆที่ผิดกับกลิ่นของหนังสือ กระดาษและน้ำหมึกที่ใช้อยู่ในคฤหาสน์แห่งนี้ที่มีกลิ่นหอมและราคาแพงยังไงล่ะ...”

ทีฟายังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...กลิ่นเหม็นที่รุนแรงกว่ามันโชยออกมาจากชั้นหนังสือนั่น-ฉันก็เลยเดาเอาว่าน่าจะมีจดหมายลับหรือเอกสารที่ซุกซ่อนเอาไว้ตรงนั้นน่ะ”

“อืมม์...”

เมื่อเห็นยังฮาเดียพยักหน้ารับเหมือนจะเข้าใจแล้วจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“รีบเปิดออกดูเถอะ”

“จริงสิ”

ฮาเดียพยักหน้าตอบรับพร้อมทั้งก้มหน้าลงไปมองยังซองจดหมายเนื้อหยาบๆสีเหลืองออกน้ำตาลๆที่ดูหนักๆราวกับเป็นของถูกๆในมือก่อนที่จะค่อยๆใช้ยังปลายแหลมของมีดแกะเลาะไปตามขอบซองที่ฉีกขาดหยิบยังกระดาษเขียนจดหมายราคาถูกออกมาค่อยๆเปิดอย่างระมัดระวัง...

“คืนนี้ ใต้สะพาน เที่ยงคืน...”

บนจดหมายเพียงเขียนเอาไว้แค่ 3 คำเท่านั้น-ซึ่งฮาเดียที่เห็นยังข้อความก็อ่านมันออกไปพร้อมทั้งหยิบมันให้กับทีฟาได้ดูเช่นกันก่อนที่จะร้องถามออกไปว่า

“...มันหมายความว่าไงกัน”

“ไม่รู้สิ”

เพราะสิ่งที่อยู่ตอกเหนือไปจากการค้นหาแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เธอสามารถรับรู้ได้ถึงการตีความลับที่ซ่อนอยู่นี้ เพราะถึงจะรู้เวลาและสถานที่กลับมีมากกว่าที่คิดไว้-ในเมืองหลวงแห่งนี้มาสะพานมากมายกว่า 10 แห่งที่พวกเธอและคนของเธอจะสามารถกระจายกันออกไปค้นหาได้...

แถมยังวันนี้จะใช่นี้มัย...

...วันที่จดหมายระบุไว้กับวันที่พวกเธอพบจดหมาย

“เอาไงดีล่ะ”

ฮาเดียส่งเสียงร้องถามออกไปพลางมองไปยังแม่เอลฟ์สาวราวกับจะขอความเห็น-แต่ทีฟาที่ได้แต่ส่ายหน้ากลับตอบออกมาว่า

“ไม่รู้”

“...”

ฮาเดียที่ได้แต่ฝืนยิ้มกลับส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...สงสัยคงจะต้องให้องค์หญิงกับเฟเทียร์เป็นคนตัดสินใจเองแล้วกัน”

เพราะถ้าไม่สามารถตัดสินใจหรือลงยังความเห็นใดๆลงๆปได้ก็มีแต่ต้องโยนไปให้คนอื่นตัดสินใจแทนเท่านั้น-ซึ่งเมื่อทีฟาที่ได้ยินจึงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยทันทีที่ไม่มีความจำเป็นที่ต้องรับผิดชอบอะไรพอๆกัน...

“อืมม์...”

“ป๊อกก้า...”

แต่อยู่ๆเจ้าป๊อกก้าก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างที่ไม่ทันจะมีใครคาดคิดเอาไว้...ทีฟาที่รู้สึกได้จึงรีบส่งเสียงบอกกล่าวกับฮาเดียที่อยู่ด้านข้างอย่างแผ่วเบาด้วยความรวดเร็วทันทีว่า

“มีคนมา”

“หา...”

ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงร้องด้วยความตกใจของฮาเดียที่ดังขึ้นมาบานประตูของห้องทำงานหรือห้องหนังสือแห่งนี้ก็ถูกเปิดออกมาทันที...

“เอียด...ด”


“เดี๋ยวก่อนสิครับ...องค์หญิงเฟรย์”

ทันทีที่ได้ยินเสียงของเฟเทียร์และองค์หญิงเฟรย์ถึงกับต้องขมวดคิ้วด้วยความยุ่งยากลำบากใจทันที เพราะคนที่พวกเธอไม่อยากเจอที่สุดกลับต้องมาเจออย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้...

อีริก เบลวารีก้า...

ยังบุตรชายคนรองของตระกูลเบลวารีก้าและยังเป็นคู่หมั่นขององค์หญิงเฟรย์...

...ว่าที่พระสวามีและผู้มีสิทธิ์ขึ้นเป็นองค์ราชาอันดับหนึ่งหากครองหญิงเฟรย์ครอบราชย์

“...”

องค์หญิงเฟรย์ที่ฝืนยิ้มตอนรับออกไปอย่างอันจนปัญาได้แต่กวาดสายตาจ้องมองไปยังคู่หมั่นและว่าที่สามีของเธอในอนาคตอย่างช่วยไม่ได้...

อีริก...เขาเป็นชายหนุ่มอายุ 21 -22 ปี ที่มีใบหน้าอ่อนโยน หล่อเหลาและงามสง่า มีดวงตาที่กลมโตสีเขียวมรกตรับกับจมูกที่โค้งเล็กน้อยดูไร้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ไว้ผมยาวสีเหลืองเป็นประกายสีแดงจางๆที่ดูงดงามน่าหลงใหล…
เขาที่สูงพอๆกับเฟเทียร์เล็กน้อยราว 170 ปลายด้วยร่างกายที่ดูบอบบางไร้ยังกล้ามเนื้อและไขมันที่เกินความจับเป็นจนดูเพรียวสวยสง่าจนแทบจะจับใช่ยังชุดสตรีก็สามารถหลอกลวงยังผู้คนได้-ในวันนี้กลับสวมใส่ยังชุดเสื้อคลุมยาวสีเขียวคลิปทองที่มีแขนยาวของเหล่านักปราชญ์ทับยังเสื้อเชิ้ตและกางเกงขายาวสีขาว สวมใส่ยังรองเท้าบูทสีดำ ที่หว่างเอวเพียวคาดยังดาบที่เรียวยาวโค้งประเภทเซเบอร์สีทองที่ประดับยังเพชรพลอยไว้จนดูเหมือนกับจะเป็นเครื่องประดับเสียมากกว่าจะใช้ในการสู้จริง...

ยามที่มองดูครั้งแรกชวนให้ผู้คนต้องรู้สึกถึงองค์ชายผู้แสนอ่อนโยนและอารียิ่ง…

แต่ยิ่งองค์หญิงเฟรย์มองไปกลับยิ่งสร้างยังความปวดหัวและไม่สบายใจให้กับเธอ เพราะชายผู้นี้กลับเป็นผู้ที่เพรียบพร้อมยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นชายตระกูล การศึกษา ฐานะ หน้าตา ยศและชื่อเสียงจนไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ถึงตำแหน่งขององค์ราชาองค์ต่อไป...

เพราะอีริกดีพร้อมไปทุกอย่างจนองค์หญิงเฟรย์ไม่สามารถหาถึงข้ออ้างในการปฏิเสธถึงการหมั่นหมายระหว่างเธอและเขาได้...

สิ่งเดียวที่องค์หญิงเฟรย์ทำได้คือหลีกเลี่ยงการเจอยังอีกฝ่ายให้มากที่สุดเท่านั้น เพราะต่อให้อีกฝ่ายดีแค่ไหน เหมาะสมแค่ไหน-เธอก็ไม่สามารถรู้สึกรักเขาได้...

การพบกันในแต่ละครั้งจึงสร้างยังความปวดหัวและไม่สบายใจให้กับองค์หญิงเฟรย์เป็นอย่างยิ่งด้วยเฉพาะวันนี้อีริกนอกไปจากจะสร้างยังความปวดหัวให้กับองค์หญิงเฟรย์แล้วเขายังสร้างความปวดหัวและไม่สบายใจให้กับหญิงสาวเป็นอย่างยิ่งอีกคนด้วย...

เพราะเขามิได้ก้าวเข้ามาหายังเธอเพียงคนเดียว…

แต่ยังนำพายังตัวปัญหามาให้กับเฟเทียร์อีกคนด้วย...

“โอ...”

เสียงร้องดังขึ้นมาด้วยความดีใจก่อนที่เสียงอันทรงพลังและน่าเกรงขามเสียงหนึ่งจะกล่าวต่อมาอีกว่า

“...ไม่คิดเลยจะได้พบเธอที่นี่-เฟเทียร์”

“...”

เฟเทียร์ที่ขมวดคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์เพียงใช้ยังสายตาที่คมกริบและระแวกระวังภัยจับจ้องมองไปยังอึกฝ่ายพร้อมทั้งเค้นเสียงกล่าวออกมาอย่างเย็นชาว่า

“...อาสเคออส”

การพบยังอีริกที่นี่เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้-แต่การพบยังอาสเคออสผู้ที่จะเป็นว่าที่คู่หมั่นของเธอที่นี่นับว่า”ช่างโรคร้ายเสียจริๆ”...

“...”

อาสเคออสที่ยิ้มออกมาจางๆกับยื่นมือโค้งก้มลงมายังเบื้องหน้าของหญิงสาวพร้อมทั้งเสียงเพลงที่เริ่มบรรเลงขึ้นมาอย่างแผ่วเบา-เขาเพียงจับจ้องมองมายังเธอด้วยประกายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังแล้วางเสียงกล่าวออกมาว่า

“...โปรดให้เกียรติ์เต้นรำกับผมสักเพลงได้มัยครับ”

“...”

เฟเทียร์ที่นิ่งเงียบเพียงจับจ้องไปยังบุรุษที่เบื้องหน้าด้วยความนิ่งเงียบทันที...

อาเคออสผู้มีใบหน้าหล่อเหลาสมชายชาตรี มีดวงตาที่เรียวโตคมกริบแสดงแสดงถึงความมุ่งมั่นใต้ยังเคียวที่คมเข้มเหยีอดตรงบ่งบอกถึงเป็นผู้ที่เชื่อมั่นใจตนเอง จมูกโด่งสันถึงนิสัยที่แน่วแน่ เหนือริมฝีปากที่บางเชียบอันหมายถึงนิสัยที่เยือกเย็น เขาที่มีใบหน้าที่เรียวกว้างรับกับเส้นผมสีทองที่ไว้ยาวถึงกลางหลังเพียงรวบเอาไว้อย่างมั่นคงในยามนี้กลับสวมใส่ยังชุดเสือสูทยาวสีแดง กางเกงสีดำ เพียงคลุมร่างด้วยฝ่าคลุมไหล่สีเหลืองอ่อนดูงดงามสมกับเป็น 1 ใน 2 หนุ่มหล่อที่สาวน้อยสาวใหญ่ทั้งอาณาจักรอัสก้าต่างหมายปองเฝ้าคอยคะนึงหาเคียงคู่กับอีริกเสียจริง...

เขาในยามนี้แต่งกายเฉกเช่นขุนนางผู้ทรงภูมิปัญญา-แต่เมื่อยามอยู่ที่กลางสนามรบเมื่อไหล่จะสวมใส่ยังเกราะสีทองยืนสั่งการอยูเบื้องหน้าของเหล่าทหารทั้งมวลสมกับเป็นแม่ทัพอันดับหนึ่งของอัสก้าจริงๆ...

“...”

เฟเทียร์ที่ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาได้ต้องลอบถอนใจกับชายหนุ่มที่ดูเบื้องหน้านี้ เพราะถึงในยามที่เขายืนเคียงคู่กับอีริกกับยิ่งข่มอีกฝ่ายลงไปเล็กน้อยด้วยร่างรูปร่างที่สูงเฟียวแต่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อราวกับเสือหนุ่มที่ชวนให้ต้องหลงใหล จนทุกสิ่งทุกอย่างของเขาเหมาะสมกับเธอยิ่งจนเทียบจะไม่มีข้อตำหนิใดๆเลยที่ไม่คู่ควร...

แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เฟเทียร์ไม่สามารถรับได้ถึงชายหนุ่มที่สมบูรณ์พร้อมและเป็นที่ใฝ่ฝันของหญิงสาวที่เบื้องหน้าคือเขาเป็นพวกอนุรักษ์นิยมอย่างรุนแรงตามความเชื่อของพวกหัวเก่าที่มิได้มีเพียงแต่มนุษย์คือผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระเจ้าเลือกสรรขึ้นมาปกครองยังโลกใบนี้-สิ่งมีชีวิตชนิดอื่นจึงเป็นเพียงแค่ชนชั้นต่ำหรือทาสของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสิทธิ์ของบุรุษที่เหนือกว่าและเป็นจ้าวชีวิตสตรี ที่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบทุกสิ่งทุกอย่างทั้งชีวิตและทรัพย์ ผู้ชายมีหน้าที่ทำงาน ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่อยู่บ้านเลี้ยงลูก...

นั้นเป็นสิ่งที่เฟเทียร์รับไม่ได้อย่างที่สุด-มันที่ขัดกับความฝันของเธอจึงปฏิเสธถึงบุรุษที่เบื้องหน้าเป็นอย่างยิ่งจนต้องกล่าวออกไปอย่างชัดเจนว่า

“ไม่...”

หญิงสาวที่ไม่รอช้ารีบฉวยโอกาสที่ในยามนี้เธอสวมใส่ยังชุดเกราะมาในงานพลางชิงกล่างออกไปอีกว่า

“...วันนี้ฉันมาในฐานะราชองครักษ์ขององค์”

เธอมาทำงานมิใช่มาในฐานะส่วนตัว...

“งั้นกระหม่อนขอพระราชทานอนุญาตจากองค์หญิงเชิญองครักษ์ของพระองค์เต้นรำกับกระหม่อนได้มัยพะยะค่ะ”

เมื่อได้ยินยังเฟเทียร์กล่าวออกมาเช่นนั้นอาสเคออสจึงหันไปโค้งให้กับองค์หญิงเฟรย์แล้วชิงกล่าวขออนุญาตจากเธอทันที...องค์หญิงเฟรย์ได้แต่ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มพลางกล่าวตอบไปว่า

“คงไม่ได้หรอก เพราะท่านพ่อได้สั่งกำชับมาให้เฟเทียร์ดูแลความปลอดภัยของเราจึงไม่สามารถอนุญาตให้ไปเป็นเพื่อนเต้นรำกับท่านได้หรอก”

“งั้นน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง”

เมื่อเห็นยังเพื่อนรักจ้องมองได้ยังเฟเทียร์ด้วยสายตาที่ผิดหวัง...อีริกที่ไม่รอช้าจึงรีบก้าวเดินออกมายังเบื้องหน้าพร้อมทั้งรีบกล่าวออกมาทันทีว่า

“ไม่ต้องกังวลหรอกหม่อนฉันจะดูแลพระองค์เอง...”

เขายังกล่าวต่อไปด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจว่า

“...ภายในคฤหาสน์แห่งนี้ข้าของรับรองว่าจะไม่มีใครสามารถทำร้ายบังพระองค์ได้โปรดว่างใจเถอะพะยะค่ะ”

“ไม่...”

“ไม่ได้...”

ยังไม่ทันทีองค์หญิงเฟรย์จะกล่าวอะไรออกไปเฟเทียร์กลับชิงกล่าวออกไปอย่างมิรอช้าว่า

“...มันเป็นหน้าที่ของข้าไม่สามารถมอบให้ใครทำแทนหรือรับผิดชอบได้หรอก”

หรือจริงๆแล้วคือเธอไม่ไว้ใจใครต่างหาก...

“...”

ทำเอาอีริกได้แต่หันไปยิ้มกับอาสเคออสอย่างจนใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากเห็นยังอีกฝ่ายส่ายหน้าออกมาอย่างอันจนปัญญาเหมือนๆกัน...

“เอียด...”

ยามบานประตูของห้องทำงานที่เปิดออกมาทำเอาทั้งทีฟาและฮาเดียถึงกับต้องสะดุ้งขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งเสียงฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วราวกับจะแข่งขันกับการเวลาแสดงให้เห็นถึงความรีบร้อนของผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นอย่างยิ่ง

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

ก่อนตามด้วย...

“ควับ...ควับ...ควับ...”

เหมือนกับกำลังก้าวเดินกระสับกระส่ายวนไปเวียนมาด้วยอาการที่ใจไม่สงบทั้งเหมือนกับกำลังรอคอยใครบางคนหรืออะไรบางอย่างอยู่และเหมือนกับมีเรื่องที่สำคัญยิ่งถึงชีวิตขั้นคอขาดบาดตายเลยก็ว่าได้ทำเอาทั้งฮาเดียและทีฟาที่คนหนึ่งแอบมุดลงไปใต้โต๊ะทำงานและอีกคนที่อาศัยยังความว่องไวกระโดดขึ้นไปนอนคว้าอยู่บนหลังตู้หนังสือถึงกับจ้องลอบหายใจออกมาด้วยความโล่งใจ เพราะอีกฝ่ายที่เข้ามาถึงจะไม่เห็นหน้าแต่ก็ทราบได้ว่ามิได้มาเพราะพวกตน ซึ่งไม่รู้จะเรียกได้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่...

“...”

ฮาเดียที่นิ่งเงียบถึงกับลอบคายยังมีดที่กำยังด้ามมีดสั้นแน่นออกเล็กน้อยพลางกวาดสายตาจ้องมองผ่านใต้ช่องว่างระหว่างพื้นกับผนังกั้นของโต๊ะออกไปเห็นยังเจ้าของเสียงฝีเท้าที่เข้ามาในห้องนี้...
เธอเห็นเพียงรองเท้าส้นสูงสีแดงที่ก้าวได้ไปมาเหน่อชายกระโปร่งดำเข้มอ่อนๆ...

“ผู้หญิงหรือ...”

ฮาเดียที่ขบคิดถึงชายกระโปร่งที่เห็นถึงความยาวที่แทบจะคลุมยังข้อเท้าถึงกับขบคิดในใจต่อไปว่า

“...เป็นสาวใช้หรือ”

“เอียด...”

ไม่นานนักบานประตูก็เปิดออกมาอีกครั้งพร้อมทั้งรองเท้าและชายกระโปร่งแบบเดียวกันที่เดินเข้ามาจนถ้าไม่สังเกตเห็นถึงท่าทีของทั้งคนที่คนหนึ่งรอคอยอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบคงจะคิดว่าเป็นเพียงแค่สาวใช้เข้ามาทำความสะอาดห้องละมั่ง...

แต่มันกลับไม่ใช่...

“ได้เรื่องว่าไง”

เสียงสาวใช้คนแรกถามออกไปด้วยความร้อนใจ

“อีกฝ่ายยืนยันว่าเป็นคืนนี้ใต้สะพานเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนเวลาเป็นสี่ทุ่มครึ่ง”

“ดีมาก...ฉันจะรีบไปรายงานเดี๋ยวนี้”

“อืมม์”

ก่อนที่ทั้งสองจะก้าวเดินออกไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นราวกับได้ทำหน้าที่สำเร็จแล้วพอๆกับฮาเดียและทีฟาที่ยิ้มออกมาด้วยความพอใจที่ทำงานสำเร็จได้ข่าวสารสำคัญมา...

แถมยังสามารถยืนยันได้ถึงความถูกต้องของเอกสารที่เห็นและวัน เวลากับสถานที่นัดหมายอีกด้วย...

“...”

ทั้งฮาเดียและทีฟาที่สบสายตากับถึงกับเผลอยิ้มรับออกมาอย่างไม่รู้ตัวกับผลงานที่พวกเธอสามารถทำสำเร็จในครั้งนี้โดยที่ไม่ทันได้สังเกตเห็นถึงเจ้าป๊อกก้านักดาบที่แอบอยู่ใต้โต๊ะถึงกับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“ป๊อกก้า...”
-------------------------------------------

...

พร้อมด้วยรอยยิ้มของหญิงสาวผมดำที่กำลังเต้นรำกับชายหนุ่มที่ยิงใหญ่ดั่งราชสีห์ที่ผลุดขึ้นมายังริมฝีปากราวกับไม่มีสิ่งใดๆที่สามารถปิดบังยังเธอได้...


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 29 มิ.ย.59 เวลา 20:46:48 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ