Charcoal
FREE RUNNING

Epistle of James {Chapter 2 } Part 8

Epistle of James {Chapter 2 } Part 8

{2:13.เพราะว่าการพิพากษา [แก่การกระทำดีประเภท"ไม้ หญ้าแห้ง หรือ ฟาง"ของผู้เชื่อหลังจากที่คริสตจักถูกรับขึ้นไป]ที่ปราศจากเมตตากรุณาจะปรากฏให้เห็นแก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติด้วยความเมตตากรุณานั้น[การที่ผู้เชื่อประยุกต์พระคุณขอบพระเจ้ามาใช้ในชีวิต]จะมีชัยชนะ[จะได้โอ้อวด]ที่การประเมินผล}

พระเจ้าจะทรงพิพากษา(ทำลาย)การกระทำดีทุกประการที่คริสเตียนได้ทำจากพลังฝ่ายเนื้อหนัง ถึงแม้ว่ามนุษย์อาจเห็นว่าการกระทำดีเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่พระเจ้าทรงเกลียดชังการกระทำดีที่ผลิดมาจากเนื้อหนังเท่ากับการกระทำบาป (อิสยาห์ 64:6)เหตุฉะนั้น พระคริสต์จะไม่ทรงสำแดงความเมตตากรุณาแก่การกระทำดีของมนุษย์ ซึ่งการกระทำนั้นจะต้องถูกทำลายในวันแห่งการพิพากษาและการประเมินผล พระองค์จะทรงมอบรางวัลให้แก่ผู้เชื่อจากการที่เขาได้ปฎิบัติด้วยพระคุณ คือ เข้าใจและเห็นคุณค่าในพระคุณของพระเจ้า และได้ประยุกต์พระคุณของพระองค์ในชีวิตผ่านเครื่องมือการแก้ไขปัญหา เนื่องจากการเกิดผลจากการประยุกต์พระคุณเป็นสิ่งที่ถวายเกียรติแก่แห่งพระคุณ การเกิดผลนั้นจึงถวายเกียรติแก่พระองค์

เนื่องจากข้อ 12 และ 13 เกี่ยวกับบัลลังก์แห่งการประเมินผล และการพิพากษา(ในภาษากรีกใช้คำเดียวกัน แล้วแต่บริบทว่าผู้แปลควรจะแปลเป็นคำไหน)ของพระคริสต์ จึงขออธิบายถึงหลักการและการประยุกต์ใช้ ตาม 7 ข้อต่อไปนี้คือ

1.การที่พระคริสต์ทรงประเมินผลชีวิตฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อทำให้การที่คริสเตียนประเมินคริสเตียนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะว่า ถ้าเราจะได้รับการประเมินโดยพระคริสต์ในอนาคต ทำไมผู้เชื่อจึงต้องประเมินและพิพากษาพี่น้องในเวลาที่เรายังอยู่บนโลกแต่ตัวท่านเล่า[ผู้เชื่อที่ยังไม่เติบโต] เหตุไฉนท่านจึงกล่าวโทษพี่น้องขอบท่าน[ผู้เชื่อที่โตแล้ว]หรือเหตุไฉนท่าน[ผู้เชื่อที่โตแล้ว]จึงดูหมิ่นพี่น้องของท่าน[ผู้เชื่อที่ยังไม่เติบโต] เพราะเราทุกคนต้องยืนอยู่หน้าบัลลังก์แห่งการพิพากษาของพระคริสต์(โรม 14:10)

2.พระคริสต์จะทรงพิพากษาการกระทำดีของมนุษย์ และทรงประเมินการเกิดผลที่แท้จริง ซึ่งคริสเตียนได้กระทำจากการอยู่ภายใต้การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

เพราะว่าจำเป็นที่เราทุกคนจะปรากฏตัวที่หน้าบัลลังก์แห่งการประเมินผลของพระคริสต์ เพื่อทุกคนจะได้รับสมกับการที่ได้ประพฤติในร่างกายนี้ แล้วแต่จะดี[การเกิดผลดี ที่มาจากการมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า]หรือชั่ว[การกระทำดีที่ผลิตจากพลังฝ่ายเนื้อหนัง](2โครินธ์5:10)

3.จะเป็นเวลาที่บางคนต้องเสียบำเหน็จไป บางคนก็จะได้รับ

เพราะว่าผู้ใดจะวางรากอื่นอีกไม่ได้แล้ว นอกจากที่วางไว้แล้วคือพระเยซูคริสต์ แล้วบนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำ เงินเพชรพลอย ไม้ หญ้าแห้งหรือฟาง การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะเวลาวันนั้น [วันแห่งการประเมินผล] จะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน[พระพรescrow blessingsจะเป็นของเขาตลอดชั่วนิรันดร์]{จากบทความ"การทนทุข์ของคริสเตียน"(บทที่9)}ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน [จะไม่ได้รับพระพรescrow blessingsนั้น]แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมื่อนดังรอดจากไฟ [การกระทำดีของเขาจะต้องถูกเผาไปก่อนที่เขาจะต้องถูกเผาไปก่อนที่เขาจะเข้าสู่ชีวิตนีรันดร์](1โครินธ์ 3:11-15)

4.ณ เวลานี้ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณ จะได้รับกายนิรันดร์[resurrection body]แต่จะถูกปฏิเสธเรื่องบำเหน็จ อย่างไรก็ตาม ไม่มีทางที่เขาจะเสียความรอดของเขาไป ประโยคเงื่อนไขที่อาจารย์เปาโลเขียนใน 2 ทิโมธี 2:11-13 เป็นประโยคเงื่อนไขขั้นที่ 1 (First class conditional sentences) ซึ่งหมายความว่าทุกประโยคเหล่านี้แถลงความจริงหรือไม่ก็สิ่งที่ผู้อ่านถือว่าเป็นความจริง

พระวาทะนั้นสัตย์จริง ถ้าเราตายกับพระองค์แล้ว[ซึ่งเป็นความจริง]เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์
เช่นกัน(2ทิโมธี 2:11)

ถ้าเราทน [สามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างต่อเนื่องผ่านความกดดันในชีวิต] เราก็จะได้ครอง
ร่วมกับพระองค์ด้วย[ในยุคพันปีของพระองค์ของพระคริสต์] ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ [พลาดที่จะโตฝ่ายวิญญาณและถวายเกียรติแด่พระเจ้า] พระองค์ก็จะปฏิเสธเราเช่นเดียวกัน [จะไม่ทรงมอบรางวัลให้](2ทิโมธี 2:12)

ผู้เชื่อจะได้รับรางวัลจากพระเยซูคริสต์ หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการที่เขาได้ปฏิบัติแผนการที่พระเจ้าทรงมีต่อชีวิตของเขาให้สำเร็จหรือไม่ วลี "ถ้าเราทน" หมายถึงการที่ผู้เชื่อศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์ และ ประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ต่อความกดดันและปัญหาต่างๆ ในชีวิตอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ได้ไม่ได้ถูกหันเหจากเป้าหมาย "ถ้าเราทน"ก็หมายถึงการที่ผู้เชื่อได้พัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณของตนจนเขาสามารถรักพระบิดา พระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระเยซูคริสต์ เป็นการที่ผู้เชื่อได้ตอบสนองต่อความรักซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อเขา ผู้เชื่อที่ได้เติบโตจนถึงความสมบูรณ์แบบฝ่ายวิญญาณจะได้รับตำแหน่ง(เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เสนาธิการ เป็นต้น) ในการครองโลกร่วมกับพระองค์ในยุค 1,000 ปีของพระคริสต์

ผู้ใดมีชัยชนะและถือรักษากิจการของเราไว้จนถึงที่สุด เราจะให้ผู้นั้นมีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ(วิวรณ์ 2:26)

พระคำของพระเจ้าคือความคิดของพระคริสค์ ถ้าคุณปฏิเสธที่จะให้พระคำของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ คุณกำลังปฏิเสธพระเยซูคริสต์ พระองค์จึงจะปฏิเสธที่จะมอบรางวัลให้คุณเมื่อพระองค์ทรงประเมินผู้เชื่อทุกคนหลังจากที่คริสตจักรจะถูกรับขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้เชื่อจะปฏิเสธพระองค์ แต่จะไม่มีวันที่เขาจะเสียความรอดไป

ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังทรงสัตย์ซื่อ เพราะพระองค์จะปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้(2ทิโมธี 2:13)

ถึงแม้อาจมีคริสเตียนที่ปฏิเสธพระเยซูคริสต์ตลอดชีวิตคริสเตียนของเขา แต่เขายังเข้าส่วนในพระองค์ตั้งแต่เวลารอด เพราะฉะนั้น ถ้าพระเยซูคริสต์จะทรงปฏิเสธผู้เชื่อคนนั้น ก็เท่ากับว่าพระองค์ได้ปฏิเสธพระองค์เอง ซึ่งเป็นความคิดที่เหลวไหลและหมิ่นประมาทพระองค์

5.ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณจะไม่ได้รับบำเหน็จที่บัลลังก์แห่งการประเมินผลของพระคริสต์

ด้วยว่าพื้นแผ่นดิน[จิตใจของผู้เชื่อ]ที่ได้ดูดดื่มน้ำฝน[ได้ศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์ผ่านศิษยาภิบาล] ที่ตกลงมาเนื่องๆและงอกขึ้นมาเป็นต้นผัก[ผลฝ่ายวิญญาณ] ให้ประโยชน์แก่คนทั้งหลาย [พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์] ที่ได้พรวนดินด้วยนั้น ก็รับพระพรมาจากพระเจ้า[ผู้เชื่อที่มีชัยชนะจะได้รับบำเหน็จของเขา] แต่ดินที่งอกหนามใหญ่และหนามย่อย[ผู้เชื่อที่แพ้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณผลิตบาปและความชั่วซึ่งทำลายผู้อื่น] เกือบจะถึงที่สาบแช่งแล้ว[เกือบถึงบาปซึ่งนำสู่ความตาย] ซึ่ง [การผลิตผลที่ไร้ประโยชน์ การกระทำดีจากฝ่ายเนื้อหนัง] ในที่สุดก็จะถูกเผาไฟเสีย
แต่ดูก่อนพวกที่รัก เราก็เชื่อแน่ว่าท่านทั้งหลายคงจะได้สิ่งที่ดีกว่านั้น[ชีวิตฝ่ายวิญญาณที่รับการอธิบายในจดหมายฝากของพระคัมภีร์ใหม่ดีกว่าพระวิหารและระบบพิธีการ ซึ่งเป็นเพียงเงาของสิ่งที่ได้มาแล้ว] และสิ่งซึ่ง"มาพร้อม"กับความรอด ถึงแม้เราพูดอย่างนั้น[ผู้เขียนได้ตำหนิพวกเขาในข้อที่ 6 ] เพราะว่าพระเจ้าไม่ทรงอธรรมที่จะทรงลืมการงาน [ตอนนี้กำลังเขียนถึงศิษยาภิบาลผู้สอนโดยเฉพาะ] และความรักซึ่งท่านได้แสดงต่อพระนามของพระองค์ ในการรับใช้[สอนพระคำ] ต่อวิสุทธิชนนั้นและยังรับใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง[ศิษยาภิบาลที่รักพระเจ้าจะขยันที่จะศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์ และสอนสมาชิกที่คริสตจักรของเขา] และเรา [พวกเรา ซึ่งเป็นศิษยาภิบาล] ปรารถนาให้ท่านทั้งหลายทุกคนแสดงความตั้งใจจริง เช่นเดียวกับเรา[ความตั้งใจในการศึกษาหลักคำสอบพระคัมภีร์] ให้ถึงความมั่นใจอย่างเต็มที่แห่งความหวังนั้นจนถึงที่สุดปลาย[จนถึงชีวิตจะสิ้นลง] เพื่อท่านจะไม่เป็นคนเฉื่อยช้า แต่ให้ตามเยี่ยงอย่างแห่งคนเหล่านั้น [วีรบุรุษในอดีต] ที่อาศัยความเชื่อและความเพียร จึงได้รับตามพระสัญญาเป็นมรดก[พระพรพิเศษที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้สำหรับทั้งโลกนี้ และชั่วนิรันดร์](ฮีบรู 6:7-12)

6.อาจารย์เปาโลนำกรีฑาสมัยโบราณมาใช้เป็นการช่วยให้เห็นภาพของบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์

ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกัน ก็วิ่งด้วยกันทุกคน[ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรทุกคน] แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว[คือ ผู้เชื่อที่มีชัยชนะในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา] เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้ ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็ เคร่งครัดในระเบียบทุกอย่าง แล้วเขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย [รางวัลนิ รันดร์แก่ผู้เชื่อที่มีชัยชนะ] ดังนั้นส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งอย่างนี้โดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้าได้ต่อสู้ อย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนักมวยที่ชกลม [อาจารย์เปาโลหลีกเลี่ยงการแสวงหาความสุขอย่างไร้สติ
โดยกระทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ เท่ากับการชกทุกหมัดถูกเป้า] แต่ข้าพเจ้าระงับความปรารถนาฝ่ายเนื้อหนังให้อยู่ใต้บังคับ เพราะเกรงว่าโดยทางหนึ่งทางใดเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ถูกไล่ออกจากสนามกีฬา[ถูกตัดสิทธิ์ที่จะรับรางวัล](1โครินธ์ 9:24-27)

7.พระคริสต์จะทรงมอบรางวัลแก่ผู้เชื่อตามที่เขาได้ประยุกต์พระคุณของพระเจ้ามาใช้ในชีวิตของเขา
(ยากอบ 2:12-13)

{หลักการเกี่ยวกับพระคุณและความเมตตากรุณา}

1.ผู้เชื่อซึ่งไม่ได้ปฏิบัติด้วยพระคุณ จะไม่สามารถรับรางวัลซึ่งพระองค์ทรงมอบให้ด้วยพระคุณ

2.เมื่อผู้เชื่อพลาดที่จะปฏิบัติภายใต้พระคุณ เขาจะไม่มีความกรุณาเมตตา จะ ไม่ผลิตผลที่พึ่งอาศัยความกรุณาเมตตา และจะไม่ประยุกต์พระคุณพระเจ้ามาใช้ในการปฏิบัติต่อคนอื่น

3.ผู้เชื่อที่ไม่ได้ปฏิบัติชีวิตด้วยพระคุณจะไม่มีความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น จึงจะไม่มีการเกิดผลในด้านความเมตตากรุณานั้น

4.มีแต่ผู้เชื่อซึ่งมีความคิดของพระเยซูคริสต์ และดำเนินชีวิตภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้า ซึ่งจะสามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา

5.การกระทำดีซึ่งผู้เชื่อได้ผลิตในขณะที่เขาอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าจะถูกเผาไป มีคริสเตียนหลายคนซึ่งปฏิบัติตามพิธีกรรมและกฎศาสนา หรือตามอารมณ์ของตนเอง ซึ่งกระตือรือร้นในการกระทำดีและการรับใช้พระเจ้า ซึ่งเป็นการผลิตผลจากพลังฝ่ายเนื้อหนัง แต่การกระทำเหล่านั้นจะต้องถูกทำลายในที่สุด

6.การผลิตผลเพราะการปฏิบัติด้วยพระคุณ เป็นสิ่งที่ถวายเกียรติแด่แหล่งพระคุณ เพราะฉะนั้น พระเจ้าทรงได้รับเกียรติเมื่อผู้เชื่อได้รับรางวัล ณ บัลลังก์แห่งการประเมินผลของพระคริสต์

Edit by Charcoal - 22 มิ.ย.59 เวลา 08:48:37 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 22 มิ.ย.59 เวลา 08:18:45 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ