Charcoal
FREE RUNNING

Epistle of James {Chapter 2 } Part 6

Epistle of James {Chapter 2 } Part 6

{2:9-11 แต่ถ้าท่านทั้งหลายเลือกหน้าคน[ลำเอียง]ท่านก็กระทำบาป และตามพระบัญญัติ[เลวีนิติ 19:18]ท่านก็เป็นผู้ละเมิดแล้ว เพราะว่าผู้ใดรักษาธรรมบัญญัติ[ของโมเสส]ได้ทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว ผู้นั้นก็กลายเป็น ["γίνοµαι" ginomai / กิโนมัย ] ผู้ผิดธรรมบัญญัติ [ของโมเสส]ทั้งหมด[หลังจากได้รับการพิจารณาจากศาล] ด้วยว่าผู้ที่[โมเสส]ได้กล่าวว่า'อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา' ก็ได้ตรัสไว้ด้วยว่า'อย่าฆ่าคน'แม้ท่านไม่ได้ล่วงประเวณีผัวเมียแต่ฆ่าคน ท่านก็กลายเป็น[กิโนมัย]ผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ[ของโมเสส] }

ในทั้ง 10 และ 11 ท่านยากอบใช้คำว่า'กิโนมัย'พระคำพระเจ้าทรงเห็นตรงกันกับหลักการว่า ถึงแม้มีคนถูกฟ้องว่กระทำผิด แต่เขายังเป็นคนบริสุทธิ์จนกว่าถูกพิสูจน์ว่าผิดจริง เพราะฉะนั้น ในข้อ 10 ไม่ได้เขียนว่า"ผู้นั้นก็เป็นผู้ผิด" และในข้อ 11 ก็ไม่ได้เขียนไว้ว่า"ท่านก็เป็นผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ"ด้วยว่า การพิจารณาคดีที่ถูกต้องจะพิสูจน์ว่าคนนั้นผิดจริงหรือไม่ ถ้าผิดจริงเขาก็ 'กลายเป็น' ผู้ที่ละเมิดกฎ(ธรรมบัญญัติ)แล้ว

{การละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสส}

หากมีคนหนึ่งที่อาศัยในประเทศอิสราเอลกระทำผิดตามธรรมบัญญัติของโมเสส เขาก็จะถูกพิจารณาคดี แล้วถูกทำโทษภายใต้ระบบศาลของอิสราเอล หรือไม่ก็โดยศาลสูงสุดแห่งสวรรค์ ในทั้งสองกรณีนี้ จำเลยจะถูกถือว่าบริสุทธิ์จนกว่าศาลจะสามารถพิสูจน์ว่าเขากระทำผิดจริง ส่วนผู้กระทำผิดต่อ เลวีนิติ 19:18 ผู้นั้นได้ถูกพิจารณาคดีโดยศาลแห่งสวรรค์ตั้งแต่อดีตกาลแล้ว ในคดีนี้ จะมีบุคคลหนึ่งแห่งตรีเอกานุภาพซึ่งจะดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้พิพากษา หลังจากที่ผู้พิพากษาทรงสดับฟังข้อเท็จริงทั้งหมดแล้ว ผู้พิพากษาจะทรงแถลงคำตัดสิน

มีชาวยิวที่เป็นผู้เชื่อในพระคริสต์หลายคนที่พยายามรักษาธรรมบัญญัติของโมเสสไว้ โดยคิดว่านั่นคือการปฏิบัติชีวิตฝ่ายวิญญาณในยุคคริสตจักร(การถือกฎศาสนาอย่างนี้ได้ยับยั้งการเติบโตฝ่ายวิญญาณของคริสเตียนที่คริสตจักรเยรูซาเล็ม) ความจริงคือ คริสเตียนเหล่านี้เชื่อว่าเขากำลังรักษาธรรมบัญญัติของโมเสสไว้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่เขายังละเมิดกฎของโมเสส ด้วยการกระทำการฆาตกรรมทางความคิดและการล่วงประเวณีทางความคิดเช่นเดียวกัน โดยการอ้างหลักการว่า การกระทำผิดที่ข้อเดียวทำให้กลายเป็นผู้ผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด ยากอบจึงเผยให้พวกเขาเข้าใจว่าพวกเขาได้ละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสส เพื่อเขาจะเลิกปฏิบัติตามกฎศาสนา และหันมาสนใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณที่แท้จริงเราไม่ได้พบกับชีวิตฝ่ายวิญญาณในธรรมบัญญัติของดมเสส ซึ่งเน้นศีลธรรมและระบบพิธีกรรม แต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราได้รับการเปิดเผยในจดหมายฝากในพระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ เป็นระบบซึ่งพระคริสค์ทรงแต่งตั้งให้ผู้เชื่อทุกคนเป็นปุโรหิตในพระราชวงศ์ของพระองค์ ชีวิตฝ่ายวิญญาณในยุคคริสตจักรเป็นสิ่งที่ผู้เชื่อได้ปฏิบัติโดยรับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และถูกเรียกว่า"กฏแห่งเสรีภาพ"

{ไม่มีใครสามารถกระทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสได้อย่างสมบูรณ์}

ท่านยากอบใช้การล่วงประเวณีและการฆ่าคนเป็นตัวอย่าง เพราะทั้งสองสิ่งนี้สามารถเป็นบาปทั้ง ทางความคิดและการกระทำถึงแม้ว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ไม่ได้ล่วงประเวณีหรือฆ่าคนโดยการกระทำ แต่หลายคนได้ล่วงประเวณีในความคิด และคริสเตียนส่วนใหญ่ หากไม่ทุกคนก็ต้องมีสักครั้งที่เขาได้เกลียดชังผู้อื่น ซึ่งเป็นการฆ่าคนในความคิด(1ยอห์น 3:14-15) แค่คิดเช่นนี้ก็เป็นการละเมิดพระราชบัญญัติแล้ว

ในพระธรรมมัทธิว 19:16-25 เราได้อ่านถึงการสนทนาระหว่างเศรษฐีหนุ่มและพระเยซูคริสต์ เศรษฐีหนุ่มคนนี้ได้คิดด้วยความเย่อหยิ่งว่าความรอดผ่านมีศีลธรรมและการทำดี และเขาสันนิฐานว่าตนเองกระทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงคิดว่าตนได้รอดแล้ว

(มัทธิว) 19:16 ดูเถิด มีคนหนึ่งมาทูลพระองค์ว่า"อาจารย์ ข้าพเจ้าจะต้องทำดีประการใดจึงจะ ได้ชีวิตนิรันดร์"มีหลายคนที่ชอบถามคำถาม ไม่ใช่เพราะเขาต้องการได้ยินคำตอบแต่เพราะเหตุอื่น ส่วนชายคนนี้เขาแค่อยากฟังพระเยซูยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นเป็นความจริง กล่าวคือ เขาได้กระทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสอย่างสมบูรณ์แบบ และรอดแล้ว(มัทธิว)19:17 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "ท่านถามเราถึงสิ่งที่ดีทำไม ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว [พระเยซูคริสต์]
ถ้าท่านปรารถนาจะเข้าในชีวิต [มีชีวิตนิรันดร์โดยพึ่งการกระทำดี] ก็ให้ถือรักษาธรรมบัญญัติไว้"[ทุกข้ออย่างสมบูรณ์แบบ]

พระเยซูคริสต์ทราบว่าชายผู้นี้ไม่ปรารถนาที่จะรู้ความจริง จึงตอบคำถามด้วยอีกคำถามหนึ่งพระองค์ทรงตอบผู้ที่แสวงหาความจริงด้วยวิธีหนึ่งแต่จะตอบผู้ที่ไม่แสวงหาด้วยอีกวิธีหนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงตรัสว่า"ผู้ที่ดีมีแต่ผู้เดียว"พระองค์กำลังท้าทายทัศนคติอันเย่อหยิ่งที่เศรษฐีหนุ่มมีเกี่ยวกับตัวเอง พระองค์กำลังไต่ถามว่าเขาได้เข้าใจในเรื่องการประสูติโดยหญิงพรหมจารี การที่พระเมสสิยาห์ทรงสภาพเป็นพระเจ้าและมนุษย์ในกายเดียวกัน(hypostatic union)หรือ พระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์(impeccability and perfection) และความสัมพันธ์ที่สิ่งเหล่านี้มีต่อความรอด อย่างไรก็ตามเศรษฐีหนุ่มไม่รู้จักศาสนศาสตร์เลย และไม่สนใจที่จะรับความรอดผ่านพระเยซูคริสต์ ที่ยิ่งเลวร้ายกว่านั้นเมื่อพระเยซูได้ตรัสว่ามีแต่ผู้เดียวที่ดี เศรษฐีหนุ่มคิดว่าพระองค์กำลังตรัสถึงตัวเขาเอง! ผู้ที่ไม่เชื่อซึ่งมีความถ่อมใจบ้างก็คงได้สำนึกว่าตัวเองเป็นคนบาป และจะแสดงความปรารถนาที่จะรู้จักพระเยซูคริสต์คือ"ผู้ที่ดีเพียงผู้เดียว" ผู้ซึ่งมีคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบ และผู้เดียวซึ่งได้กระทำตามพระบัญญัติของโมเสสทุกประการ

(มัทธิว)19:18-20 คนนั้นถามว่า "คือพระบัญญัติข้อใดบ้าง" พระเยซูตรัสตอบว่า "อย่าฆ่าคน อย่าล่วง
ประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน และจงรัก
เพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" เศรษฐีหนุ่มนั้นทูลพระองค์ว่า "ข้อเหล่านั้นข้าพเจ้าได้ถือรักษาไว้ทุก
ประการ ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง"

คำถามสุดท้ายนี้แสดงให้เห็นว่าคนนี้ไม่สนใจที่จะหาข้อมูลเกี่ยวกับพระคริสต์ แล้วถามอย่างไม่ใส่ใจว่า"ข้อใดบ้าง"เพราะความเย่งหยิ่งที่เขาได้พัฒนาจากการถือว่าตนชอบธรรมเพราะการกระทำดี(self-righteous arrogance)เขาจึงไม่มีความเคารพนับถือต่อพระผู้เป็นเจ้า เขาแค่อยากจะเห็นพระองค์ยกย่องความดีของเขาด้วยว่าเขาเองเชื่อว่าเขาได้รักษาธรรมบัญญัติไว้อย่างครบสมบูรณ์แล้ว

ความเย่อหยิ่งนั้นทำให้เขาตาบอดต่อความผิดพลาดและความบาปของตน เพราะถึงแม้ว่าเขาได้รักษาธรรมบัญญัติ 5 ข้อแรกที่พระเยซูตรัสนั้น(ถึงจะสำเร็จแต่ภายนอกก็ตาม)แต่เขาไม่ได้รักษาข้อสุดท้าย 5 ข้อแรกต้องการศีลธรรมที่จะรักษาไว้ได้(เพียงภายนอก คือโดยการกระทำ แต่ไม่จำเป็นต้องกระทำด้วยความคิด) แต่ข้อสุดท้ายต้องการคณุธรรมในระดับที่มีแต่ชีวิตฝ่ายวิญญาณซึ่งจะผลิตได้เท่านั้น เนื่องจากเศรษฐีหนุ่มคนนี้เย่อหยิ่งเขาไม่มีคุณธรรม และโดยเขาเป็นผู้ที่ไม่เชื่อ เขาก็จะไม่มีวันที่จะสามารถพัฒนาคุณธรรมถึงระดับซึ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน ความจริงคือ
เขาเกลียดเพื่อนบ้านของตน เพราะเศรษฐีหนุ่มคนนี้คิดว่าตัวเขาเองเป็นผู้ที่สมบูรณ์แบบที่สุด และเพื่อนบ้านเป็นคนบาป

ดังนั้น พระเยซูคริสต์ได้ยกธรรมบัญญัติ 5 ข้อซึ่งเกี่ยวกับศีลธรรม เพราะพระองค์ทรงทราบว่าเศรษฐีหนุ่มไม่ได้รักษากฏบัญญัติที่ 6 ในขณะที่พระเยซูอ้างถึงพระบัญชาข้อ 1-5 เศรษฐีหนุ่มเกิดความลำพองขึ้นในจิตใจ แต่พอฟังข้อที่ 6 เขาต้องโกหกเพื่อที่จะรักษาภาพลวงแห่งความสมบูรณ์แบบไว้เนื่องจากพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงทราบว่าชายคนนี้ไม่ได้รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง อย่างไรก็ตามเพื่อที่จะบังคับให้เขายอมรับความจริงว่าเขาไม่ได้รักเพื่อนบ้าน พระองค์ทรงบัญชาให้เขาแจกทรัพย์สมบัติของเขาให้แก่คนยากจน

19:21-22 และพระเยซูตรัสแก่เขาว่า "ถ้าท่านปรารถนาเป็นผู้ที่ทำจนครบถ้วน และท่าน
ปรารถนาจริง จงไปขายบรรดาสิ่งของท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์
สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามาและเป็นสาวกของเรา"เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็
ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่นของอันมาก

พระเยซูทรงทราบว่าชายคนนี้ต้องการที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบและรับความรอดผ่านความสามารถของตนเอง ไม่ใช่โดยพระคุณของพระเจ้าพระองค์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าเขาไม่สมบูรณ์แบบตามที่คิดไว้ เพราะฉะนั้น พระคริสต์ได้พิสูจน์ว่าเขาพลาดที่จะรักเพื่อนบ้านของตนเพราะถ้าเขารักจริง เขาก็จะเต็มใจขายสิ่งของของตน และ แจกให้คนอนาถา

สุดท้าย เขายังต้องทุกข์เพราะรู้แล้วว่าตนเองพลาดที่จะกระทำตามธรรมบัญญัติของโมเสส เขาจึงไม่สมบูรณ์แบบ เมื่อสำนึกในเรื่องนี้แล้วเขาน่าจะหันมามองพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งสมบูรณ์แบบเพียงผู้เดียว อย่างไรก็ตาม เศรษฐีหนุ่มคนนี้ไม่สนใจในความรอดที่พระเจ้าทรงประทานด้วยพระคุณจึงจากไปพระองค์จึงไม่มีโอกาสที่จะประกาศพระกิตติคุณให้เขาฟัง

เมื่อมีผู้ใดพยายามรับความรอดหรือพอพระทัยพระเจ้าผ่านระบบศีลธรรม ศาสนา หรือระบบการกระทำดีได้ คนนั้นได้ปฏิเสธนโยบายพระคณุของพระเจ้า และกำลังหลงในระบบการถือว่าตนชอบธรรมเพราะการถือศาสนาและการกระทำดี(legalism)ซึ่งได้มีอธิบายเพิ่มเติมด้วยหลักการเหล่านี้ คือ

1.ทั้งผู้ที่ไม่เชื่อ และผู้ที่เชื่อในพระเยซูคริสต์สามารถพัฒนาทักษะในการถือว่าตนเองชอบธรรมเพราะการถือศาสนาและการกระทำดี

2.มีบางข้อของธรรมบัญญัติของโมเสส(คือกฎต่างๆ ที่โมเสสระบุไว้สำหรับชนชาติอิสราเอล)ซึ่งแต่ละส่วนบุคคลจะไม่ละเมิดโดยเด็ดขาด ดังนั้น ผู้ที่ถือว่าตนชอบธรรมเพราะศาสนาและการกระทำดีจะยึดกฎบัญญัติเหล่านี้ไว้เป็นหลัก และมองข้ามข้อต่างๆที่เขากำลังละเมิดอยู่

3.ผู้ที่ถือว่าตนชอบธรรมเพราะศาสนาและการกระทำดีมักจะลืมว่าบาปทุกประการเป็นการกระทำผิดในสายพระเนตรของพระเจ้า

4.ผู้ที่ถือว่าตนชอบธรรมเพราะศาสนาและการกระทำดีชอบเน้นข้อกฎบัญญัติซึ่งเขาสามารถรักษาไว้แต่ผู้ที่สัตย์ซื่อกับตัวเองจะใส่ใจกับจุดอ่อนของตนในการหาทางแก้ไข

5.ผู้ที่ถือว่าตนชอบธรรมเพราะศาสนาและการกระทำดีมักจะมองข้ามบาปและจุดอ่อนของตนเอง แล้วใส่ใจ กับความเข้มแข็งของตน จากการนี้เขาจะสร้างระบบแห่งความชอบธรรมของตนเอง ซึ่งจะเป็นรากฐานในการดูถูกผู้อื่น โดยเน้นบาปของคนนั้น และมองข้ามจุดเข้มแข็งของเขา

6.การละเมิดธรรมบัญญัติของโมเสสข้อใดเพียงข้อเดียว ทำให้ผู้นั้นเป็นคนบาปหลักการนี้ก็จริง เช่นเดียวกับกฎหมายของประเทศชาติ คือ แค่คุณได้ผิดกฎหมายเพียงครั้งเดียวในชีวิต คุณก็กลายเป็นอาชญากร ถ้าคุณปล้นธนาคารเพียงครั้งเดียวแล้วถูกศาลพิจารณาว่าคุณผิดจริง ชื่อคุณจะถูกบันทึกไว้ตลอดชีวิต

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 09 มิ.ย.59 เวลา 09:56:13 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ