Charcoal
FREE RUNNING

Epistle of James {Chapter 2 } Part 5

Epistle of James {Chapter 2 } Part 5

{2:8. อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านทั้งหลายกระทำให้สำเร็จตามพระบัญญัติตามพระคัมภีร์ที่ว่า"จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"[เลวีนิติ 19:18]แล้ว ท่านทั้งหลายกำลังประพฤติดี[ปฏิบัติถูกต้อง]อยู่}

{พระราชบัญญัติ คำจำกัดความและการอธิบาย}

เราได้พบพระบัญญัติ [ภาษาอังกฤษแปลว่า the Royal Law] ในสามยุคแห่งประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ได้แก่ ยุคอิสราเอล ยุคแห่งพระคริสต์ และ ยุคคริตจักร และในทุกยุคนั้นก็มีความหมายไม่เหมือนกันบ้าง ผู้เชื่อในยุคอิสราเอลไม่สามารถปฏิบัติพระบัญญัติได้ในระดับสูงเท่าความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์หรือผู้เชื่อในยุคคริสตจักร พระบัญญัติไม่ได้ถูกเรียกว่า "พระบัญญัติ" จนกระทั่งยุคคริสตจักร แต่ยังมีการอ้างถึงพระบัญญัติครั้งแรกในเลวีนิติ 19:18 "เจ้าอย่าแก้แค้นหรือผูกพยาบาทลูกหลานญาติพี่น้องของเจ้า [ชาวยิวด้วยกัน] แต่เจ้าจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง เราคือพระผู้เป็นเจ้า"

{พระบัญญัติในยุคอิสราเอล}

ผู้เชื่อในสมัยอิสราเอลรับคำบัญชาที่จะกระทำต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา ความยุติธรรม และ ความชอบธรรม เหมือนที่เขากระทำต่อตนเอง และถ้ามีชาวยินด้วยกันกระทำไม่ยุติธรรมต่อเขา ด้วย ความเชื่อเขาควรฝากเรื่องนั้นไว้กับศาลสูงสุดแห่งสวรรค์ แทนที่จะแก้แค้นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อชาวยิวพวกนี้'ไม่ได้'รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ หรือมีหลักคำสอนพระคัมภีร์เท่ากับที่พระเยซูคริสต์หรือผู้เชื่อในยุคคริสตจักรมี ดังนั้น ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ พวกเขาจึงไม่เคยรับคำบัญชาที่จะรักศัตรู หรือที่จะอธิษฐานเพื่อพวกเขา

เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าว่าพระราชบัญญัติถูกเปิดเผยในยุคอิสราเอล แต่ไม่ได้มีใครกระทำให้สำเร็จจนถึงพระเยซูได้ถูกตรึงไว้ที่ไม้กางเขนในฐานะเป็นตัวแทนที่ได้รับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปของศัตรูของพระองค์

{พระบัญญัติในยุคแห่งพระเยซูคริสต์}


คำว่า"พระบัญญัติ"ได้รับชื่อเรียกนี้จากพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวง ในฐานะเป็นพระเจ้าพระองค์เป็นกษัตริย์ชั่วนิรันดร์และในฐานะเป็นบุตรดาวิด พระองค์ยังทรงได้รับตำแหน่งในพระราชวงศ์ของมนุษย์ที่สูงสุด ความรักอันไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลศาสตร์ฝ่ายวิญญาณที่บังเกิดขึ้นภายในจิตใจของพระองค์ ซึ่งกระทำให้พระองค์สามารถยอมแบกบาปของมนุษย์ทุกคนที่ไม้กางเขนด้วยความเต็มใจ "โอ พระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิดแต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"(มัทธิว 26:39ข);"เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาป ให้เป็นบาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์"(2 โครินธ์ 5:21)

การกระทำให้พระบัญญัติสำเร็จ คือการที่รักเพื่อนบ้านด้วยความรักที่ไม่มีเงื่อนไข{บางทีก็เรียกว่าความรักไม่ส่วนตัว(impersonal love)เพราะความรักอันไม่มีเงื่อนไขไม่จำเป็นที่เราต้องรู้จักเขาเป็นการส่วนตัว}ต้องการคุณธรรมจากผู้เชื่อหากจะกระทำพระบัญญัติถึงขั้นสูงสุด ก็ต้องการคุณธรรมที่สูงสุด เพราะฉะนั้นมีเพียงผู้เดียวที่สามารถบรรลุพระบัญญัติได้อย่างสูงสุด และนั้นคือ พระเยซูคริสต์ผุ้ทรงเป็นรัชทายาทในราชวงศ์ของกษัตริย์ดาวิด และทรงเป็นกษัตริย์เหนือกษัติริย์

พระเยซูคริสต์ทรงกล่าวถึงพระบัญญัติในมัทธิว 19:19"จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"และอีกครั้งในมัทธิว 22:37-39 "พระเยซูทรงตอบเขาว่า'จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และสิ้นสุดความคิดของเจ้า'นี้แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ 'จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' "

พระเยซูคริสต์เองทรงกระทำพระบัญชาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งสองข้อนี้ให้สำเร็จ เมื่อพระองค์ทรงถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน เพราะความรักส่วนตัวที่พระองค์ทรงมีต่อพระบิดา พระอค์จึงได้ยินยอมที่จะรับการทรงพิพากษาลงโทษสำหรับบาปทุกประการในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ พระองค์ทรงประยุกต์คำบัญชา"จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"แก่มนุษย์ทุกคนแห่งประวัติศาสตร์


{พระบัญญัติในยุคคริสตจักร}

สำหรับพระเยซูคริสต์ในขณะที่พระองค์ทรงถูกตรึงอยู่บนไม้กางเขน คำว่า "เพื่อนบ้าน" หมายถึงมนุษย์ทุกคนในประวัติศาสตร์ "และพระองค์ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา และไม่ใช่แต่บาปของเราพวกเดียว แต่บาปของมนุษย์ทั้งปวงในโลกด้วย"(1ยอห์น 2:2) พระองค์ทรงสามารถกระทำสิ่งนี้ให้เราเพราะพระองค์ได้พัฒนาคุณธรรม และความถ่อมใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากชีวิตฝ่ายวิญญาณของพระองค์ ตอนนี้ เราซึ่งเป็นผู้เชื่อในพระคริสต์ ได้รับชีวิตฝ่ายวิญญาณอันเดียวกันกับความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ทรงใช้ในเวลาที่พระองค์ทรงอยู่บนโลกนั่นหมายความว่าเราสามารถมีความรักไม่ส่วนตัวและไม่มีเงื่อนไข ต่อมนุษย์ทุกคนเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงมี

ในลูกา 6:27-36 พระเยซูกำลังตรัสสอนแก่คนสมัยนั้น เป็นคำสอนถึงหลักการและกราประยุต์ใช้ที่เกี่ยวกับความรักไม่ส่วนตัว

"แต่เราบอกท่านทั้งหลายที่กำลังฟังอยู่ว่า จงรักศัตรูของท่าน จงทำดีแก่ผู้ที่เกลียดท่านจงอวยพรแก่คนที่แช่งด่าท่าน จงอธิษฐานเพื่อคนที่เคี่ยวเข็ญท่าน ผู้ใดตบแก้มของท่านข้างหนึ่ง[ดูหมิ่นคุณ] จงหันอีกข้างหนึ่งให้เขาด้วย และผู้ใดริบเอาเสื้อคลุมของท่านไป ถ้าเขาจะเอาเสื้อด้วยก็อย่าหวงห้ามจงให้แก่ทุกคนที่ขอจากท่าน[หากทำแบบนี้ในบางประเทศก็ทำให้คุณหมดตัวทันที] และถ้าใครได้ริบของท่านไป อย่าทวงเอาคืน จงปฏิบัตต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน แม้ว่าท่านทั้งหลายรักผู้ที่รักท่าน จะนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน ถึงแม้คนบาป[ผู้ที่ไม่เชื่อ]ก็ยังรักเขาเหมือนกันถ้าท่านทั้งหลายทำดีแก่ผุ้ที่ทำดีแก่ท่านจะนับว่าเป้นคุณอะไรแก่ท่าน เพราะว่าคนบาปก็กระทำเหมือนกัน ถ้าท่านทั้งหลายให้ยืมเฉพาะแต่ผู้ที่ท่านหวังจะได้คืนจากเขาอีก จะนับเป็นคุณอะไรแก่ท่านถึงแม้คนบาป[ผู้ที่ไม่เชื่อ] ก็ยังให้คนบาปยืมโดยหวังว่าจะได้รับคืนจากเขาอีกเท่ากัน แต่จงรักศัตรูของท่านทั้งหลาย และทำการดีต่อเขา จงให้ยืมโดยไม่หวังที่จะได้คืนอีก บำเหน็จของท่านทั้งหลายจึงจะมีบริบูรณ์ และท่านทั้งหลายจะเป็นบุตร[อย่างมีคุณค่า]ของผู้สูงสุด เพราะว่าพระองค์ยังทรงโปรดแก่คนอกตัญญูและคนชั่ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีความเมตากรุณา[จงปฏิบัติจากความคิดที่สะท้อนถึงพระคุณของพระเจ้า เป็นทัศนคติที่ต่างจากความสงสารซึ่งมาจากอารมณ์] เหมือนอย่างพระบิดาของท่านมีพระทัยเมตตากรุณา"
(ลูกา 6:27-36)

โดยได้รับแรงจูงใจจากความรักส่วนตัวที่มีต่อพระบิดา ผู้เชื่อสามารถประยุกต์ความรักไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นการที่เขากำลังกระทำตามพระบัญญัติภายใต้หลักการว่า"การทำสิ่งที่ถูกต้องด้วยวิธีที่ถูกต้อง จึงเป็นการที่ถูกต้อง"เพราะฉะนั้น แทนที่จะแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ที๋มีกับผู้อื่นด้วยการกระทำบาป เราได้แก้ไข้ปัญหาด้วยชีวิตฝ่ายวิญญาณอันอัศจรรย์ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้เรา
อาจารย์เปาโลได้สอนเรื่องนี้ ท่านเขียนว่า "เพราะว่า พระบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียว คือว่า'จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวเอง' "(กาลาเทีย 5:14)

ท่านเขียนว่า

จงอวยพรแก่คนที่ขมเหงท่าน จงอวยพรและอย่าแช่งด่าเลย จงชื่นชมยินดีกับผู้ที่มีความชื่น
ชมยินดี และจงร้องให้กับผุ้ที่ร้องให้กับผู้ที่ร้องไห้ จงมีความคิดที่ตรงกัน [มุมมองของพระเจ้า]
ต่อกันและกัน อย่าใฝ่สูง แต่จงถ่อมใจลงมาหาที่ต่ำต้อย อย่าประเมินตัวว่าฉลาด อย่าทำชั่วตอบ
แทนชั่วแก่ผู้หนึ่งผู้ใดเลย แต่จงมุ่งกระทำสิ่งที่ซื่อสัตย์ในสายตาของคนทั้งปวง ถ้าเป็นได้
ตราบใดที่ขึ้นอยู่กับท่าน จงอยู่อย่างสงบสุขกับทุกคน ท่านผู้เป็นที่รักของข้าพเจ้า อย่าทำการ
แก้แค้นแต่จงมอบการนั้นไว้แล้วแต่พระเจ้าจะทรงลงพระอาชญา เพราะมีคำเขียนไว้แล้ว
[เฉลยธรรมบัญญัติ 32:35 และข้ออื่นๆ] ว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า "การแก้แค้นเป็นของเรา
เราเองจะตอบสนอง" เหตุฉะนั้น ถ้าศัตรูของท่านหิว จงให้อาหารเขารับประทาน ถ้าเขากระหาย
จงให้น้ำเขาดื่ม เพราะว่าการทำอย่างนั้นเป็นการสุมถ่านที่ลุกโพลงไว้บนศีรษะของเขา อย่าให้
ความชั่วชนะท่านได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี
(โรม 12:14-21)

{หลักการเกี่ยวกับพระบัญญัติ}

1.ความรักไม่ส่วนตัว(ซึ่งถูกเรียกว่า พระบัญญัติ ในยากอบ 2:8)เป็นเครื่องมือการแก้ไขปัญหาที่สำคัญแห่งชีวิตฝ่ายวิญญาณ

2.เมื่อคุณพยายามแก้ไขปัญหาด้วยบาป คุณทำให้ปัญหาทวีขึ้น และนำการตีสอนจากพระเจ้ามาถึงคุณ

3.แทนที่จะตอบโต้บาปของผู้อื่นด้วยบาป ความรักไม่ส่วนตัวได้เผชิญหน้าการแก้ไขปัญหาจากพระเจ้า

4.หากจะกระทำตามพระบัญญัติของพระเจ้า คุณธรรมของผู้ที่ถูกการทดสอบต้องใหญ่กว่าความหน้ารังเกียจของผู้ที่นำการทดสอบนั้นมา คุณธรรมของผู้เชื่อได้รับแรงจูงใจจากความรักส่วนตัวที่เขามีต่อพระเจ้า และ แสดงออกด้วยความรักไม่ส่วนตัวที่เขามีต่อเพื่อนมนุษย์

5.เรากลายเป็นรัชทายาทในพระราชวงศ์ของพระเจ้า ณ เวลารอด ผู้เชื่อที่ได้ปฏิบัติตามพระบัญญัติในเวลาที่ยังอยู่บนโลกจะได้รับพระพรอันเลิศประเสริฐเมื่ออยู่บนสวรรค์แล้ว








Edit by Charcoal - 24 พ.ค.59 เวลา 14:57:01 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 พ.ค.59 เวลา 14:38:26 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ