Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 13 ราชสีห์ผู้ยิ่งทะนง

ขอบคุณครับที่ติดตาม และขออภัยด้วยที่ห่างไปนาน เพราะมีปัญหาบางประการครับ

บทที่ 13 ราชสีห์ผู้ยิ่งทะนง

งานแรกที่ต้องทำในยามนี้คือสืบหายังตัวผู้ที่บงการอยู่หลังฉาก

และเมื่อพบว่าเป้าหมายที่สงสัยมี 2 กลุ่มจึงต้องแบ่งหน้าที่รับผิดชอบออกเป็น 2 กลุ่มเช่นด้วยกัน โดยกลุ่มแรกที่มีทีฟากับฮาเดียรับผิดชอบสืบทางด้นขององค์ชายเรย์ ส่วนกลุ่มที่ 2 คือไลเรสกับเอลซ่ารับผิดชอบทางด้านของอีริกหรือตระกูลเบลวารีก้า...

ซึ่งแน่นอนว่าพอแบ่งกลุ่มเช่นนี้-ทีฟาที่เป็นคนแรกที่ส่งเสียงคัดค้านออกมาด้วยความไม่พอใจทันที

“ทำมัยถึงไม่ให้ฉันไปคู่กับไลเรสล่ะ”

ถึงจะไม่มีใครกล่าวออกมาแต่ก็ต่างพากับคิดว่า”ทีฟาคงจะชวนโอกาสที่อยู่กับสองต่อสองนี้ปล้ำไลเรสอย่างแน่นอน” เพราะเฟเทียร์จึงชิงตัดบทออกมาว่า

“นี่เป็นคำสั่ง”

เรื่องจึงจบลงไปอยู่ง่ายดายและรวดเร็วยิ่งกว่าที่ทุกคนคาดคิดไว้...แต่ไลเรสที่สะดุดตายังผู้คนกลับมีความรู้สึกไม่สะดวกในการสืบข่าวนี้กลับกล่าวออกมาว่า

“ฉันขอเพนนี่ไปด้วยอีกคน”

กับไลเรสเป็นลิซาร์ดที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงจึงมีโอกาสที่ผู้คนจะจำได้และเอลซ่าที่เหมือนจะซุ่มซ่ามกลับกลายเป็นจุดอ่อนในการแบ่งกลุ่มในครั้งนี้จริงๆกับด้วยกำลังคนที่มีจำกัดจึงทำให้ไม่สามารถจัดหายังคนที่ไว้ใจได้อึกในเวลาอันสั้น ประกอบกับตัวของหญิงสาวไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ต้องการอีกคนจึงต้องถามออกไปว่า

“ไว้ใจได้ใช่มัย”

“…”

เมื่อเห็นยังไลเรสที่ยิ้มรับแล้วหญิงสาวจึงพยักหน้ารับท่ามกลางความโล่งใจของทีฟาที่อย่างน้อยไลเรสก็ไม่ได้ไปกันแค่สองต่อสองกับแม่นักบวชสาวอกโตคนนั้น...ส่วนแม่มดแห่งหนองน้ำที่คล้ายกับเป็นแขกพิเศษขององค์หญิงเฟรย์กลับยิ้มแล้วพยักหน้าให้เจ้าป๊อกก้านักดาบกับป๊อกก้านักบวชไปกับกลุ่มแรก ส่วนป๊อกก้านายพรายและป๊อกก้าจอมเวทไปกับไลเรส ส่วนเจ้าป๊อกก้านักสู้ค่อยทำหน้าที่วิ่งไปมาคอยส่งข่าวระหว่าง 3 กลุ่มคือกลุ่มของทีฟา ไลเรสและเธอ แต่จริงๆแล้วคือไลเรสกับทีฟาเท่านั้น เพราะเธอสามารถมองเห็นถึงทุกสิ่งทุกอย่างผ่านยังดวงตาของเหล่าป๊อกก้าทั้งหลายอยู่แล้ว...

ในขนาดที่เฟเทียร์กลับต้องคอยดูแลและคุ้มกันยังองค์หญิงเฟรย์กับพยายามที่จะขอร้องยังแม่มดแห่งหนองน้ำให้ยอมรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยมนตราของเหล่าจอมเวทที่ว่างอยู่ด้วย เพราะตำแหน่งนี้ถึงจะไม่สมเกียรติ์ของเธอ-แต่เฟเทียร์กลับมีความจำเป็นที่จะต้องมีคนที่มีความรู้เรื่องเวทมนต์คอยช่วยงานทั้งการรับมือ ระวังป้องกันตลอดจนต่อสู้...

ไม่เช่นนั้นคงไม่เกิดเหตุนักโทษใช้เวทมนต์ฆ่าตัวฆ่าเพื่อรักษาความลับไว้หรอก...

“ช่วยก็ได้...”

แต่ทันทีที่เฟเทียร์กล่าวกลับได้รับคำตอบกลับมาอย่างรวดเร็วและง่ายดาย-แม่มดแห่งหนองน้ำยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...แต่มีข้อแม้ว่าจอมเวททุกคนจะต้องฟังคำสั่งของฉันเพียงคนเดียวและฉันจะไม่ฟังคำสั่งของเธอหรือใครอย่างเด็ดขาด”

“...”

หลังจากขบคิดเล็กน้อยแล้วเฟเทียร์จึงถามออกไปว่า

“...แต่เธอไม่คิดที่จะเป็นศัตรูพร้อมทั้งยอมช่วยเหลือเราจริงๆใช่มัย”

“แน่นอนอยู่แล้ว...”

แม่มดแห่งหนองน้ำที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...เพราะฉันก็อยากจะดูสิว่าโลกที่พวกเธอฝันไว้มันจะสามารถเป็นจริงได้หรือไม่กัน”

“งั้นก็ตกลง”

เพราะถ้าได้อีกฝ่ายมาร่วมมือในฐานะของพันธมิตรที่ถึงแม้จะไม่ใช่ในฐานะลูกน้องก็ตาม ก็ยังดีกว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเธอหรือปล่อยให้เธอเป็นศัตรู...

กับแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ผู้ปกครองยังดินแดนมากกว่าครึ่งของทวีป...

...แค่นี้ก็ถือว่าดีแล้ว
--------------------------------------

การสืบข่าวกลับเป็นไปได้อย่างน่าเบื่ออย่างที่สุดสำหรับไลเรส เพราะวันๆเขาเอาแต่ต้องหลบอยู่ในบ้านเล็กแถวๆคฤหาสน์ของตระกูลเบลวารีก้าของอีริกเท่านั้นด้วยรูปร่างที่ชัดเจนของตนจึงอาจมีคนจำได้จึงต้องปรากฏตัวให้น้อยที่สุดหรือเฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น...

ถึงในเมืองอัสก้าจะมีลิซาร์ดแมนมากมายหลายร้อยคนที่อาศัยอยู่-แต่ไลเรสที่เป็นทั้งยอดนักสู้และรองหัวหน้าทหารราชองค์รักษ์ประจำตัวขององค์หญิงเฟรย์กลับเป็นที่รู้จักของทุกคนจึงไม่สามารถปลอมไปสืบข่าวได้ อย่างดีก็แค่ปลอมเป็นคนรับใช้ช่วยขนของให้เอลซ่ากับเพนนี่เท่านั้น...

ส่วนหน้าที่ในการหาข่าวจึงเป็นของเอลซ่ากับเพนนี่ที่ปลอมเป็นพี่สาวน้องชายขายดอกไม้ในบริเวณรอบๆคฤหาสน์แทน-ซึ่งถามเอลซ่าที่รับบทพี่สาวจะตั้งแผงข่างดอกไม้อยู่ที่บริเวณประตูหน้าแล้วเพนนี่ที่รับบทเป็นน้องชายก็แกล้งทำเป็นออกเดินขายไปรอบๆแล้วแอบมองเข้าไปยังส่วนต่างๆของคฤหาสน์เพื่อหายังสิ่งที่ผิดสังเกตและคอยพูดค่อยกับทหารยาม คนรับใช้และผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเพื่อหลอกถามยังข่าวความเคลื่อนไหลที่เกิดขึ้นภายในคฤหาสน์...

แต่สิ่งที่ได้กลับเป็น...

“นี่ไอ้หนู...”

1 ในทหารยาม 2 คนที่รับหน้าที่เฝ้ายังประตูคนหนึ่งถึงกับก้าวเดินเข้ามากอดคอยังเพนนี่ด้วยท่าทางสนิทสนมฉันพี่ชายก่อนที่จะยิ้มแล้วร้องถามออกมาว่า

“...พี่สาวแกมีแฟนหรือยัง”

“เออ...”

ทำเอาเพนนี่ได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างเจื่อนๆกับคำถามของชายหนุ่มมากมายที่มักจะถามเขาเช่นนี้จึงได้แต่จับจ้องมองไปยังแม่นักบวชสาวเอลซ่าที่ในยามนี้เธอ...

ยังเอลซ่าที่สวมใส่เป็นชุดเสื้อสีเหลืองอ่อนแขนยาวที่ค่อยข้างรัดรูปทำให้เห็นถึงรูปร่างของแม่นักบวชสาวอย่างชัดเจน ใส่ยังกระโปร่งเนื้อหยาบสีน้ำตาลตามแบบหญิงสาวชาวบ้านทั่วๆไป ผมที่ปกติมักจะมัดแล้วรวบไว้ภายใต้หมวกนักบวชกลับปล่อยยาวสยายลงมาจนถึงต้นขายิ่งทำให้ดูใบหน้าที่ขาวนวลอ่อนหวานยิ่งเพิ่มความน่ารักขึ้น...

และอย่างที่บอกคือเสื้อที่รัดรูปร่างทำให้เห็นถึงหน้าอกหน้าใจที่ใหญ่จนแทบจะทำให้หนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ทั้งหลายที่เห็นน้ำลายส่อไปตามๆกัน...

เรียกได้ว่า”เธอที่สวยเหนือมาตรฐานของพวกหญิงสาวชาวบ้านทั่วๆไปไม่ผิดไปจากเนื้อสันชั้นดีที่อยู่ท่ามกลางหมาป่า”ก็ว่าได้...

“แนะนำให้หน่อยสิ”

ในขนาดที่ทหารคนแรกที่ยังอายๆกอดคอของเพนนี่ไว้เพื่อขอให้เขาแนะนำเอลซ่าให้...แต่เพื่อนทหารอีกคนที่ใจกล้ากว่าถึงกับรีบพุ่งเข้าไปหาพร้อมทั้งจับมือของเธอไว้อย่างรวดเร็วพลางกว่าว่า

“คืนนี้ว่างมัยจ๊ะ-น้องสาว”

“เออ...”

ทำเอาเอลซ่าที่เป็นนักบวชสาวที่ไม่ค่อยชินกับผู้ชายมากมายเท่าไหร่ถึงกับต้องหน้าแดงขึ้นมาในพริบตาทันที เธอที่พะว้าพะวังไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะตามหน้าที่เธอจะต้องหาโอกาสคุยกับพวกทหารและคนทั่วๆไปเพื่อรวบรวดยังข้อมูลและข่าวสารต่างๆ...

แต่การคุยและถูกอีกฝ่ายถูกเนื้อต้องตัวกลับเป็นสิ่งที่เธอไม่เคยเจอมาก่อน-ยิ่งมองไปเห็นยังมือของอีกฝ่ายที่ยื่นออกมาใกล้ยังตัวเธอหมายจะจับเนื้อต้องตัวยิ่งทำเอาเธอตาลายแทบจะเป็นลม...

มองไปเหมือนกับเห็นยังมือมากมายนับร้อยนับพันพุ่งตรงเข้ามายังร่างของเธอราวกับจะจู่โจมมากมายยังทุกส่วนของร่างกาย...

“กรี๊ด...”

เอลซ่าได้แต่หลับตาลงไปทั้งน้ำตาราวกับเหมือนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้-ได้แต่ก้มหน้าก้มตาลงไปราวกับยอมรับชะตา...

“หมับ...”

แต่ทุกสิ่งกลับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังจากมาเสียงโดนจับ-แต่ร่างของนักบวชสาวกลับไม่มีส่วนใดรู้สึกได้ถึงจะโดนแตะต้องจึงแอบลอบลืมตาซ้ายขึ้นมาชำเลืองมองดูอย่างขลาดเขลานิดๆประสมปะปนไปกับความอยากรู้...

มือของทหารยามถึงกับหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของเอลซ่าห่างออกอยู่ราวๆ 10 ถึง 15 เซนที่ข้อมือของอีกฝ่ายกำลังถูกยังกรงเล็บที่แข็งแกร่งของไลเรสคว้าเอาไว้...

“คิดจะทำอะไรนายข้า”

ไลเรสที่ในยามนี้ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ของเอลซ่าถึงกับชะโงกหน้าออกไปถามราวกับจะเอาเรื่องทำเอาทหารจามถึงกับต้องหยุดชะงักลงไปด้วยความตกใจ...

สำหรับการที่เด็กสาวขายดอกไม้จะมีคนรับใช้เป็นลิซาริด์แมนคอยทำหน้าที่ลากรถหรือใช้แรงงานต่างๆในเมืองนี้ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกอะไร เพราะสำหรับลิซาริด์แมนแล้วกลับเป็นสิ่งมีชีวิตที่ถือว่าต่ำที่สุดในเมืองคอยมีหน้าที่ทำงานต่ำๆรับใช้ยังผู้คน ทำงานที่มนุษย์ทั่วๆไปไม่ยอมทำอยู่แล้วตลอดจนงานที่มีรายได้ผลตอบแทนน้อยด้วย การที่จะเห็นลิซาริด์แมนที่ไม่มีทางไปหรือที่อยู่ขายตัวเป็นทาสผู้คนตามบ้านเรือน โรงงานหรือในเมืองจึงเป็นเรื่องที่ปกติไป...

สำหรับไลเรสที่เป็นนักสู้อาศัยยังลานประลองจึงจัดว่าเป็นเรื่องที่แปลกเสียมากกว่าอีกสำหรับโลกที่ไม่เท่าเทียม-ที่หญิงสาวต้องการจะเปลี่ยนแปลงมันนี้...

“แก...”

เมื่อนายทหารยามที่โดนยังไลเรสจับข้อมือไว้ถึงกับรู้สึกตัวตั้งสติได้ถึงกับร้องโวยวายออกมา เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นนายทหารที่ทรงเกียรติ์รับหน้าที่ดูแลคฤหาสน์ของขุนนางระดับสูงกับโดนแค่ลิซาริด์แมนที่เป็นเพียงแค่ทาสของคนยากไร้มาสัมผัสตัวถึงว่าเป็นการลบหลู่และหมิ่นเกียรติ์เป็นอย่างยิ่งถึงกับรีบสะบัดมือของไลเรสที่กุมไว้ออกอย่างรวดเร็วราวกับกลัวจะติดยังเชื้อโรคก็ไม่ปานทั้งยังรีบชักดาบชิงไปยังอีกฝ่ายพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกไปว่า

“...เป็นแค่ลิซาร์ดแมนกล้าบังอาจนัก”

“...”

ในขนาดที่ไลเรสซึ่งจับจ้องมองไปยังทหารยามและปลายดาบที่ชี้มายังเบื้องหน้าด้วนความลังเลยากที่จะตัดสินใจ เพราะแค่เด็กหนุ่มที่เหมือนกับพึ่งจะหันใช้อาวุธที่เบื้องหน้า-เขาสามารถจัดการได้อย่าง่ายดายจนอีกฝ่ายแทบจะไม่มีโอกาสทันได้รับรู้ถึงความพ่ายแพ้เลยก็ได้...

แต่ถ้าลงมือ...

“เป็นแค่ลิซาริด์แมนทำไมหรือ”

อยู่ๆกลับมีเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจดังขึ้นมายังด้านหลังของนายทหารยามของเงาดำที่ยิ่งใหญ่จนแทบจะบดบังยังทุกสิ่งไป...นายทหารยามที่ได้ยินถึงกับหันไปมองทางด้านหลังถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจเป็นอย่างยิ่ง

“หัวหน้าไฟก้า”

“...”

ไลเรสที่ได้ยินยังทหารเรียกยังอีกฝ่ายถึงกับต้องเงยหน้าหันกลับไปมองด้วยสายตาที่เคร่งเครียดหนักใจจนต้องลอบกลืนน้ำลายผ่านยังลำคอที่แห้งฝากไปอย่างไม่รู้ตัว...

เพราะอีกฝ่ายไม่เพียงแค่เป็นยอดนักรบ...

แต่ยังเป็นลิซาร์ดแมนอีกด้วย...

ไฟก้า...เป็นลิซาร์ดแมนผิวสีเขียวอมน้ำเงินที่สูงราว 4 เมตร-ร่างกายที่แข็งแรงและทรงพลังกลับเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและบาดแผลที่มากมาย ที่เด่นที่สุดกลับเป็นรอยแผลเป็นที่เป็นรอยยาวกรีดจากหน้าผากด้านซ้ายตัดผ่านดวงตาลงมาถึงลำคอที่มาจากคมดาบ สวมทับด้วยเกราะและเครื่องป้องกันสีเงินที่ทำจากเหล็กกล้าผสมคาร์บอนอันแข็งแกร่ง มีน้ำหนักที่เบาและราคาที่แพงยิ่งทั้งร่างจนดูหน้าเกรงขาม...

แต่สิ่งที่สร้างยังความประหลาดใจให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมากกลับเป็นที่ลำคอของไฟก้ากลับมีปลอกคอเหล็กกล้าสีดำสนิทที่ดูแข็งแกร่งแสดงถึงความเป็นสัตว์เลี้ยงเอาไว้ แถมที่ข้อมือซ้ายยังมีโซ่เหล็กยาวที่ล่ามไว้กับลูกตุ้มเหล็กเหมือนกับนักโทษไว้อีก...

ถึงจะเป็นนักรบที่เก่งกาจแต่สำหรับชนชั้นสูงก็ไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลี้ยงตัวหนึ่งเท่านั้น...

...นี่คือความเป็นจริงของอาณาจักรอัสก้าแห่งนี้

“...”

ท่ามกลางความนิ่งเงียบที่ทั้งไลเรสและไฟก้าที่สบสายตากันกลับสร้างยังความตกใจให้แก่กันและกัน-ไลเรสที่เป็นฝ่ายรู้ตัวก่อนจึงมองตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้านอะไร เพราะถ้าหลบสายตาจะมีพิรุธ...

“เป็นแค่ทาสรับใช้หรือ...”

ทางด้านของไฟก้าที่ใช้สายตากวาดไปมองยังทั่วร้างของไลเรสที่ปลอมตัวเป็นคนรับใช้ สวมใส่ยังกางเกงผ้าเนื้อหยาบสั้นแค่น่อง ทาปกผิดยังสีผิวด้วยดินจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม ทั้งยังปกผิดยังบาดแผลมากมายจากการต่อสู้ก่อนจะไปหยุดยังมือขวาที่เหมือนกับจับยังอาวุธมามากมายก่อนที่จะถามออกไปว่า

”...เป็นทาสจริงๆหรือ”

“ใช่ครับ”

ไลเรสได้แต่ตอบกลับไปพร้อมทั้งแกล้วกำหมัดและปล่อยเป็นระยะๆให้ไฟก้าได้เห็นก่อนที่อีกฝ่ายจะส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“น่าเสียดาย...”

เพราะไฟก้าเหมือนกับจะรู้สึกคุ้นๆหน้ายังไลเรสที่ปลอมตัวมาราวกับเหมือนจะจำได้-เพียงแต่มีบางสิ่งบางอย่างทำให้รู้สึกได้ว่าไม่ใช่จึงไม่มั่นใจจึงได้แต่ถามออกไปว่า

“...สนใจมาเป็นลูกน้องของฆ่ามัย”

ถึงจะไม่ใช่ยังไลเรสที่เขารู้จักแต่จากสายตาและท่าทางที่ไม่ยอมสยบง่ายๆนี้ถูกใจของไฟก้าจนอยากที่จะเอามาเป็นทหารของตนทันที...

เพราะมั่นใจว่าจะต้องมีฝีมือการใช้อาวุธที่ดีตามสายเลือดของลิซาร์ดแมนอย่างแน่นอน...

“ไม่ครับ...”

ไลเรสที่โค้งศีรษะให้อีกฝ่ายเป็นเชิงเคารพและหลบสายตาก่อนที่จะแกล้งมองไปยังเอลซ่าให้ไฟก้าเห็นแล้วกล่าวออกไปว่า

“...ข้าคงไม่สามารถทรยศยังนายของข้าได้หรอกครับ-นายท่าน”

เพราะโดยปกติแล้วเมื่อลิซาร์ดสาบานเป็นข้ารับใช้ของใครแล้วจะจงรักษ์ภักดีไปจนชั่วชีวิตเลยทีเดียว...

“น่าเสียดาย...”

ไฟก้าที่หันกายก้าวเดินออกไปเพียงกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า

“...ถ้ามีเรื่องอะไรต้องการให้ข้าช่วยก็มาได้ทุกเมื่อ”

“ขอบคุณ”

ไลเรสเพียงยิ้มรับแล้วโค้งให้อีกฝ่ายด้วยความนับถือ เพราะอีกฝ่ายที่จงใจกล่าวเช่นนั้นเพราะต้องการที่จะช่วยเหลือยังพวกตนไปจากทหารยามที่คิดจะรังแกเอลซ่า...

“เออ...เออ...”

เอลซ่าที่ไม่ทราบว่ามายืนอยู่ด้านหลังของไลเรสเมื่อไหร่กลับส่งเสียงดังขึ้นเมื่อเขาหันกลับไปมองแล้วเธอจึงรวบรวมความกล้าค่อยๆแล้วออกมาว่า

“ขอบคุณค่ะ”

“...”

เมื่อเห็นถึงไลเรสที่ทำหน้างงๆเหมือนกับจะยังไม่เข้าใจเอลซ่าที่หน้าแดง เพราะอายๆจึงได้รีบกล่าวออกมาอย่างดังว่า

“ที่ช่วยฉันไว้เมื่อกี้น่ะ”

“อ้อ...”

ไลเรสที่พยักหน้ากลับกล่าวออกไปแค่ว่า

“...ไม่เป็นไร”

จริงๆแล้วมันก็เป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องช่วยเธอไว้อยู่แล้ว เพราะเป็นพวกเดียวกันในการปลอมตัวมาในครั้งนี้หาก-เอลซ่าเป็นอะไรไปคงไม่พ้นตกเป็นความรับผิดชอบของเขาอย่างแน่นอน...

หลังจากที่ลอบแอบสืบไป 6-7 วันกลับไม่ได้ยังผลอะไรที่น่าพอใจ เพราะไม่มีข่าวคราวอะไรที่เกี่ยวกับการลอบสังหารหรือพบยังบุคคลที่น่าสงสัยซึ่งจะนำไปสู่การลอบสังหารหญิงสาวกับองค์หญิงได้เลย...

“รู้สึกทางนี้จะเหลว”

เอลซ่าส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความท้อใจ เพราะหลังจากไฟก้าออกโลงมาช่วยเหลือยังพวกเธอไว้พวกทหารยามก็ไม่กล้าที่จะเข้ามาพูดคุยและแสดงความสนิทสนมใดๆกับพวกเธออีกเลย...ไลเรสที่เบื่อหน่ายเช่นกัน เพราะวันๆได้แต่นั่งจับเจ่าไม่มีอะไรทำเซ้งไปวันๆอยู่ที่ข้างร้านขายดอกไม้เช่นนี้ไม่เหมาะกับเขาเลยจึงกล่าวออกไปว่า

“งั้นถอนตัวดีมัย”

เพราะหากไม่มีอะไรที่ผิดปกติและน่าสงสัยเช่นนี้สู้เอาเวลาไปกระทืบคนในลานประลองเล่นดีกว่า...

...ยังได้เงิน

“แต่ว่า...”

เอลซ่าที่ลังเลนั้นทั้งเบื่อและอยากกลับแต่ก็กลัวที่จะปล่อยยังโอกาสไป เพราะการที่จะสร้างยังความสนิทจนทหารยามไม่สงสัยในตัวพวกเธอมันไม่ใช่ง่ายๆเลย-แต่ถ้าจะล่ะทิ้งไปก้อ...

แต่รอต่อไปเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไร

ตามปกติแล้วถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาก็มักจะเขียนรายงานขึ้นไปว่า”ทุกอย่างปกติ”แล้วกลับบ้านได้-แต่นี่มันเกี่ยวถึงความปลอดภัยของเฟเทียร์และองค์หญิงเฟรย์เธอจึงได้แต่ตอบออกไปอย่างลังเลว่า

“...คงจะไม่มีมั้ง”

“งั้นคืนนี้ฉันจะลอบเข้าไปในคฤหาสน์”

เมื่อกลับไม่ได้-ไลเรสจึงตัดสินใจที่คืนนี้จะอาศัยยังความมืดมิดลอบเข้าไปสืบข้อมูลภายในคฤหาสน์เพียงลำพัง เพราะด้วยฝีมือของเขามั่นใจว่าสามารถเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว...แต่เอลซ่าที่ได้ยินถึงกับร้องออกมาอย่างด้วยความตกใจจนเสียงลั่นว่า

“หา...”

จนทหารยามทร่อยู่ไม่ห่างออกไปนักรู้สึกตัวหันมามองยังเธอ-เอลซ่าที่ไว้ตัวทันจึงรีบยิ้มพร้อมทั้งก้มหัวขอโทษออกไปทันที

“ขอโทษค่ะ...ไม่มีอะไร”

แล้วหันกลับไปกล่าวกับไลเรสว่า

“...แบบนี้ก็แย่สิ ถ้าเกิดโดนจับได้จะทำไงกันล่ะ”

“เธอคิดว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”

ไลเรสสวนกลับไปทันทีทำเอาเอลซ่าถึงนิ่งเงียบ เพราะถ้าแค่ไลเรสก็น่าจะลอบเข้าไปได้อยู่แล้วจึงได้แต่ส่งเสียงออกไปอย่างอำๆอึ้งๆว่า

“เออ...เออ...”

“งั้นก็ตกลงตามนี้”

แต่ก่อนที่เอลซ่าจะได้มีโอกาสตอบรับหรือปฏิเสธใดๆกับข้อเสนอของไลเรส...เพนนี่ที่รีบวิ่งเข้ามาหาทั้งสองด้วยความยินดีกลับรีบส่งเสียงกล่าวออกว่า

“มีข่าวดีครับ-หัวหน้า”

“อะไร…”

ไลเรสหันไปมองยังเพนนี่ด้วยความสงสัยก่อนที่เด็กหนุ่มจะรีบตอบกลับมาทันทีว่า

“ที่คฤหาสน์คืนนี้จะมีงานเลี้ยงแล้วดอกไม้ที่มีอยู่สดไม่พอจึงอยากที่ให้เราไปหาดอกไม้ไปส่งเพิ่มน่ะครับ”

“โฮ่...”

ไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความยินดี เพราะโอกาสที่จะลอบเข้าคฤหาสน์เช่นนี้มีไม่ง่ายนัก...

ใช่แล้ว...โอกาสลอบเข้าคฤหาสน์เช่นนี้มีไม่ง่ายนัก เพราะเช่นนี้เจ้าป็อกก้าจอมเวทจึงส่งเสียงร้องออกมาทันที...

“ป๊อกก้า...”
-------------------------------------------

อย่างที่บอกว่าโอกาสดีๆมีไม่ง่ายนัก...

เมื่อเทียบกับทางฝั่งของฮาเดียกับทีฟาที่ไม่มีผลอะไรคืบหน้านอกจากเสียเวลาเปล่าๆเช่นกัน การได้เข้าไปส่งดอกไม้ในคฤหาสน์ถือว่าเป็นโอกาสที่หาไม่ได้ง่ายๆจริง...

ทันทีที่พวกไลเรส เอลซ่ากับเพนนี่ทราบข่าวดีนี้พวกของเฟเทียร์ องค์หญิงเฟรย์และกลุ่มของฮาเดียกับทีฟาก็ทราบในเวลาเดียวกัน...

แผนการลอบเข้าคฤหาสน์เพื่อสอบข้อมูลจึงเริ่มต้นขึ้น...

แผนการลอบเข้าไปยังภายในคฤหาสน์จึงถูกปรับเปลี่ยนทันทีจากที่จะให้พวกของไลเรสแค่ 3 ลอบเข้าไปกลับแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแทน...

กลุ่มแรกเป็นกลุ่มของไลเรส เอลซ่าและเพนนี่เช่นเดิมที่รับหน้าที่นำยังดอกไม้ไปส่งในปราสาทคืนนี้พร้อมทั้งทำทีลอบเข้าไปตีสนิทกับคนงานในคฤหาสน์เพื่อสืบยังข้อมูล

กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มของเฟเทียร์ องค์หญิงเฟรย์และแม่มดแห่งหนองน้ำที่อาศัยยังฐานะว่าที่คู่หมั่นของอีริกเพื่อเข้ามารวมงานเลี้ยงโดยมีหน้าที่พันพัวคนในงานเอาไว้เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มที่เหลือมีเวลาทำงานได้สะดวกๆ...

ส่วนกลุ่มสุดท้ายตกเป็นของฮาเดียและทีฟาที่มีหน้าที่อาศัยยามวิกาลที่จังหวะเหล่าทหารยามเผลอลอบเข้ามาในปราสาทเพื่อค้นหายังเอกสารหรือหลักฐานต่างๆที่จะเอาผิดยังตระกูลนี้ให้ได้...

โดนที่ทั้ง 3 ทีมจะมีพวกป๊อกก้าที่แฝงตัวอยู่ในเงาคอยประสาทงานและส่งข่าวผ่านกันและกันตามจิตสำนึกและความต้องการของแม่มดแห่งหนองน้ำ...

เมื่อตกลงกันเสร็จท่ามกลางความตกใจของเอลซ่าที่อยู่ๆทุกคนมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าและไลเรสที่ไม่สามารถคัดค้านอะไรได้-แผนการลอบเข้าไปคฤหาสน์ของตระกูลเบลวารีก้าจึงเริ่มต้นขึ้น...
-----------------------------------

คำว่า”องค์หญิงเฟรย์เสร็จ”เพียงคำเดียวถึงกับแปรเปลี่ยนทุกสิ่งภายในงาน...

จากบรรยากาศของงานที่คึกครึนสนุกรื่นเริงกลับกลายเป็นพิธีการและตรึงเครียดขึ้นมา...

จากเจ้าของคฤหาสน์หรือตระกูลเบลวารีก้าที่เป็นผู้ที่ทรงเกียรติ์และอำนาจที่สุดของงานกลับต้องลดระดับและบารมีลงไปเป็นรอง...

ถึงจะมาโดยที่มิได้รับเชิญหรือบอกกล่าวยังเจ้าบ้านล่วงหน้า-แต่จะมีใครกล้าที่จะปฏิเสธถึงแขกที่สุดเกียรติ์ที่สุดของอาณาจักรนี้ที่มิเป็นสองรองใครด้วยหรือ...

อีกทั้งยังเป็นว่าที่คู่หมั่นของบุตรชายคนรองของตระกูลด้วย...

การมาที่มิชอบด้วยเหตุกลับกลายเป็นมีเหตุผลมากมายนับร้อยนับพันประการมารองรับในพริบตา...

และสิ่งที่ยินทำให้ทุกคนอันพึงมียินดีเป็นที่สุด(โดยเฉพาะชายหนุ่มและหญิงสาวทั้งหลาย)คือหญิงสาวที่ได้รับการกล่าวขานว่าสวยที่สุดของอาณาจักรทั้ง 2 คนต่างพร้อมใจมายังงานเลี้ยงในวันนี้ทั้งคู่...

องค์หญิงเฟรย์...

หัวหน้าราชองครักษ์เฟเทียร์...

แถมสิ่งที่สร้างยังความประหลาดใจให้กับผู้คนทั้งหลายคือหญิงสาวปริศนาที่มิทราบว่าเป็นใครกลับมีความสวยงดงามทัดเทียมสามารถประชัดแข่งขันได้ไม่เป็นรองทั้ง 2 ยังมีร่วมงานด้วยอึกคน...

ทำให้ผู้คนมากมายอดที่จะตื่นเต้นยินดีที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้มิได้รวมถึงเจ้าภาพที่ดีใจยิ่งที่ได้จัดยังงานเลี้ยงในคืนนี้ขึ้นมาถึงจะมีบางส่วนที่ฉุกละหุกวุ่นวายอยู่บางก็ตาม...

“กระม่อนรู้สึกเป็นเกียรติ์ที่องค์หญิงสาวมาร่วมงาน”

ท่านเมดิก้าซึ่งเป็นผู้นำของตระกูลเบลวารีก้าถึงกับโค้งให้กับองค์หญิงพร้อมทั้งกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความปรืมปิติ...

“ไม่เป็นไร...”

องค์หญิงเฟรย์ที่ในยามนี้สวมใส่ยังชุดเสื้อคลุมยาวสีฟ้าอ่อนของสายน้ำยิ้มรับพลางตอบกลับไปว่า

“...เราแค่มาตามคำสั่งของท่านพ่อที่ต้องการให้เกียรติ์ท่านลอร์ดเท่านั้น”

“ขอบพระทัยฝ่าบาท...”

เมดิก้าที่ไม่สนใจถึงคำกล่าวขององค์หญิงว่าจะเป็นจริงหรือไม่ เพราะคงไม่มีใครกล้าไปถามพระราชาหรอก-แค่องค์หญิงเฟรย์ยอมมาปรากฏกายในงานเลี้ยงแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม...

ก็ถือว่าเป็นเกียรติ์มาแล้ว...

เขาจึงกล่าวต่อไปว่า

“...ขอบพระทัยองค์หญิงพะยะค่ะ”

“อืมม์...”

องค์เฟรย์ที่ยิ้มรับเพียงหันไปยื่นมือซ้ายให้กับหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างกายแล้วกล่าวออกไปว่า

“...เราเข้าไปในงานเถอะ-เฟเทียร์”

“พะยะค่ะ”

เฟเทียร์ที่ในยามนี้สวนใส่ยังชุดราชองครักษ์เต็มยศเนื้อฟ้าสีน้ำเงินเข้มประดับด้วยเกราะสีขาวบริสุทธิ์จึงดูสวยงามสง่าเป็นอย่างยิ่งพยักหน้ารับพลางเอื้อมมือขวาไปจูงมือขององค์หญิงเฟรย์ไว้ก่อนที่จะก้าวเข้าไปในงานเคียงคู่กันดูงดงามประหนึ่งองค์หญิงและอัศวินผู้สูงศักดิ์ทำเอาชายหนุ่มทั้งหลายต้องตกตะลึงในความงามและหญิงสาวทั้งหลายต้องลุ่มหลงตกอยู่ในภวังค์นี้...

“เออ...”

ท่านลอร์ดเมดิก้าที่ยิ้มรับพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังสาวสวยในชุดดำที่งดงามยิ่งด้วยความสงสัยและใคร่รู้ก่อนที่จะถามออกไปว่า

“...ไม่ทราบว่าสุภาพสตรีท่านนั้นเป็นใครพะยะค่ะฝ่าบาท”

เพราะต่อให้ท่านลอร์ดเจ้าของคฤหาสน์จะครุ่นคิดเค้นสมองสักเพียงใดก็มิอาจจดจำได้ถึงหญิงสาวผู้สวมยังอาภรณ์สีน้ำเงินตัดดำที่งดงามว่าเป็นใครกัน...

ไม่ว่าจะจากเชิญพระวงศ์ บุตรหญิงหรือภรรยาขุนนางก็ไม่น่าจะมีใครที่งดงามและสูงศักดิ์เช่นเธอ-แต่กลับมิสามารถจดจำได้ทั้งอาณาจักรของตนตลอดจนอาณาจักรข้างเคียง...

“...”

องค์หญิงเฟรย์ที่ยิ้มเล็กน้อยเพียงตอบกลับไปว่า

“...เธอเป็นเพื่อนของเรา”

“อ้อ...ที่แท้ก็เป็นพระสหายขององค์หญิงนั่นเอง”

เมื่อมิได้รับคำตอบอย่างที่ต้องการกลับมาท่านลอร์ดจึงได้แต่ยิ้มกับหัวเราะแก้เขินเท่านั้นพลางจับจ้องมองไปยังหญิงสาวชุดดำด้วยแววตาที่สงสัยและหลงใหล เมื่อไม่ทราบว่าอีกฝ่ายเป็นใครกันแน่นอกไปจากน่าจะเป็นบุคคลที่มีผู้ยิ่งใหญ่คอยปกป้องอยู่ด้านหลังจึงรู้จักและสามารถมากับองค์หญิงได้จึงไม่สามารถที่จะใช้กำลังชิงหรือบังคับให้มาเป็นของตนได้จึงเหล่สายตาไปยังคนรับใช้ที่อยู่ด้านข้าง...อีกฝ่ายเพียงพยักหน้าอย่างเข้าเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสืบและคอยฟังบทสนทนาของหญิงสาวชุดดำเพื่อหาข้อมูลทันที...

เพราะถ้าสามารถลงมือได้ก็จะได้ลงมือ...

“ฮือ...”

ท่ามกลางชายหนุ่มมากมายที่กำลังเข้ามาคอยพูดคุยด้วยหญิงสาวชุดดำรับรู้ได้ถึงจิตใจทีมุ่งหมายของลอร์ดเมดิก้าถึงกับยิ้มรับทันทีโดนไม่ต้องหันไปมองทั้งนายและบ่าวที่แอบเข้ามาคอยดักฟังใกล้ๆเธออย่างแอบแฝงความต้องการเอาไว้...

“ไม่ทราบคุณผู้หญิงพอที่จะให้เกียรติ์เต้นรำกับข้าสักเพลงได้มัย”

อยู่ๆก็มีเพียงที่กังวางดุจพญาอินทรีและทรงอำนาจเหนือผู้คนดั่งราชสีห์ดั่งขึ้นมาทำให้หญิงสาวในชุดดำต้องหันหน้าไปมองดูด้วยความสนใจอย่างลืมตัวทันที...

ยามเมื่อสายตากวาดมองไปยังเบื้องหน้าครั้งแรกถึงกับรู้สึกได้ถึงสายลมที่โชยพัดของพญาอินทรีที่กระพือปีกเห็นถึงราวที่กำลังเยื้องย่างตรงมาอย่างงามสง่าทรงพลังอำนาจสยบทุกสิ่งดั่งราชสีห์...

ราวประหนึ่งเจ้าแห่งท้องนภาและผู้ที่เหยียบทั้งพสุธา...

ชายหนุ่มที่ยืนอยู่อย่างามสง่าที่เบื้องหน้ามีรูปร่างที่สูงใหญ่ถึง 188 เซน ใบหน้าที่คมสันหล่อเหลาสมชายชาตรีไม่จัดว่าหล่อมากจนเกินไปนัก ประกอบด้วยดวงตาที่คมกริบ คิ้วที่ยาวใหญ่รับกับหน้าผากที่กว้างแสดงถึงเป็นผู้ที่ทรงพลังอำนาจและภูมิปัญญา...

ไว้เส้นผมที่ไม่สั่นหรือยาวเกินไปนักสีน้ำเงินเข้มเฉกเช่นเดียวกับสีของดวงตาที่เหมือนจะมองทะลุทุกสิ่ง เหนือจมูกโด่งเป็นสันของผู้ที่หนักแน่น เหนือริมฝีปากที่ค่อนข้างบางแสดงถึงความอำมหิต แต่ยิ้มนี้ที่ยิ้มให้กับหญิงสาวชุดดำกลับช่างดูอ่อนโยนราวกับสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิแทนทียังฤดูที่จางหายไป...

ด้วยร่างกายที่มีกล้ามเนื้อไม่มากจนดูน่ากลัวหรือน้อยไปจนดูอ่อนแอกลับพอดีจนรู้สึกได้ถึงร่างกายของเสือร้ายที่ไร้ยังไขมันส่วนเกินแม้จะสวมใส่ยังเสื้อเชิ้ตสีขาวบางๆแขนยาวที่พับแขนและไม่ได้ติดกระดุมที่ลำคอจนดูเหมือนคนเสเพลก็ตาม...

ภาพที่เขากำลังก้าวเดินเข้าไปหาหญิงสาวในชุดดำคล้ายดั่งพญาราชสีห์กำลังเยื้องย่างไปหานางสิงก็มิปานจนทำให้สายตาของทุกคนต้องสะดุจเผลอจ้องมองไปยังเขา...

“ให้เกียรติ์เต้นรำของข้าสักเพลงได้มัย”

“ได้สิ...”

ยามเมื่อหญิงสาวชุดดำตอบรับก้าวออกไปเต้นรำเคียงคู่กันสองคนทำเอา ณ ลานเต้นรำแห่งนี้กลายกับตกเป็นของสองคนต้องหยุดดูแม้จะเป็นผู้ที่เต้นอยู่ก่อนแล้วก็ตาม...

ต้องหยุดนิ่งหลงใหลตกอยู่ภายใต้มนตร์สะกดแห่งทั้งคู่จนแทบจะลืมเลือนสิ้นทุกสิ่งแม้แต่องค์หญิงเฟรย์ผู้สูงศักดิ์ก็อดรู้สึกถึงความเหมาะสมอันแปลกประหลาดของทั้งสองคนนี้มิได้...

หากคนหนึ่งเป็นตะวันอีกคนคือจันทรา...

หรือคนหนึ่งคือกลางวันอีกคนต้องเป็นกลางคืน...

“...”

แต่เฟเทียร์ที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากทุกคนที่หลงใหลไปในความสง่างาม-แต่เธอกลับรู้สึกได้ถึงอันตราย...

เพราะต่อให้ราชสีห์งามสง่าเพียงใด-แต่ยาวที่เจอกันอยู่ในกลางป่าเขาจะมีใครรู้สึกได้ถึงความงดงามของราชสีห์กันเล่า-ความรู้สึกของเฟเทียร์ที่รู้สึกได้ในยามนี้คือกำลังเผชิญหน้าอยู่กับเสือร้ายที่สวมหนังของยอด
อาชาเสียมากกว่า...

บุคคลผู้นี้อันตราย...เฟเทียร์รู้แค่นั้น...

ถึงจับต้องไม่ได้และไร้หลักฐาน แต่หญิงสาวก็เชื่อมั่นใจความรู้สึกของตนเอง ชายหนุ่มที่เบื้องหน้านี้อาจจะไม่เก่งเท่าไลเรสแต่เขาคล้ายกับมีพลังอำนาจอะไรบางอย่างที่แฝงไว้จนไลเรสอาจจะไม่สามารถเทียบได้...

สิ่งนั้นมันคุกคามยังความรู้สึกของเธอให้รับรู้แต่ดิ้นรนเพื่อป้องกันยังชีวิตตนเองและผู้ที่เธอรัก...

มันเป็นความรู้สึกเดียวในยามที่เจอยังหญิงสาวชุดดำ...

...เจอยังแม่มดแห่งหนองน้ำ

“ใคร...”

เฟเทียร์ที่เลิกคิ้วพลางส่งเสียงร้องถามยังลอร์ดแมดิก้าออกไปว่า

“...ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน”

เขาที่สามารถเข้ามาเป็นแขกในงานเลี้ยงนี้ได้จะต้องเป็นคนรู้จักของท่านลอร์ดหรือไม่ก็ผู้หนึ่งผู้ใดในตระกูลเบลวารีก้าอย่างแน่นอนเลย...

“เออ...”

ลอร์ดแมดิก้าที่มีสีหน้าที่ลำบากใจและลังเลเล็กน้อยยิ่งเมื่อเห็นถึงสายตาที่จ้องมองมาขององค์หญิงเฟรย์อีกคนสุดท้ายก็ตัดสินใจกัดฟันกระซิบตอบกลับมาอย่างแผ่วเบาว่า

“...เขาเป็นคู่ค้าของกระหม่อนน่ะ-พะยะค่ะ”

“งั้นหรือ...”

องค์หญิงเฟรย์ที่พยักหน้ารับเพียงขบคิดเล็กน้อยจึงกล่าวต่อไปว่า

“...ที่แท้ก็พ่อค้ารายสำคัญนั่นเอง”

เพราะในสังคมของอาณาจักรอัสก้าถึงพ่อค้าแม้จะไม่มีอำนาจเท่าขุนนาง-แต่กลับได้รับเกียรติ์จนขุนนางต้องเป็นฝ่ายที่เกรงใจแทนโดยเฉพาะพ่อค้ารายใหญ่ที่มีความสามารถและทรัพย์สินมากมาย...

ขุนนางโดยทั่วไปมักจะเป็นเจ้าของที่ดินอันมากมายที่ก่อให้เกิดยังผลผลิตอันมหาศาล แต่ผลผลิตอันมากมายที่กินไม่หมดนั้นกลับไร้ค่าเมื่อมากเกินความต้องการที่ใช้กินและอยู่ในแต่ละวันจึงต้องพึ่งพายังพ่อค้านำสินค้าออกไปให้หรือขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อ ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงต้องพึ่งพาอาศัยกัน...

หากมีพ่อค้าที่เก่งกาจช่วยเหลือนอกจากจะหาเงินได้อย่างมากมายแล้วยังสามารถใช้เงินนั้นในการจับจ่ายซื้อสิ่งของที่ต้องการผ่านทางพ่อค้าไว้ว่าจะเป็นเครื่องใช้ประจำวัน เพชรนิลจินดา อาหาร ยา เสื้อผ้าตลอดจนอาวุธ ชุดเกราะ ทหารรับจ้างและนักฆ่า ทาสด้วย...

พ่อค้าจึงเป็นสิ่งที่ขุนนางมิสามารถล่วงเกินได้หากต้องการยังอำนาจและความมั่นคง มั่งคั่งของตระกูล...

“หวังว่าแค่ค้าขายเพียงสินที่เกิดจากบนดินน่ะ...”

เฟเทียร์ที่ยังมิวายสินความสงสัยยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คงไม่ได้ค้าขายผิวดินหรอกน่ะ”

“...”

ลอร์ดแมดิก้าที่ได้ยินเพียงฝืนยิ้มราวกับทำเป็นเหมือนไม่ได้ยินก่อนที่จะแกล้งมองไปยังทางอื่นลอบยังสีหน้าที่ไร้ยังความรู้สึกใดภายใต้รอยยิ้มที่มิใครสามารถอ่านออกหรือสังเกตเห็นได้ถึง...


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 19 เม.ย.59 เวลา 01:40:08 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ