Charcoal
FREE RUNNING

Eternal Rewards

{Eternal Rewards}
[2 Timothy 2:11-13]

รางวัลนิรันดร์
2ทิโมธี 2:11-13

ความรอดของเราไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสัตย์ซื่อที่มีต่อพระเจ้า แต่ออาศัยความสัตย์ซื่อของพระเจ้าเพียงฝ่ายเดียว

{2ทิโมธี 2;11 : พระวาทะ[พระนามของพระคริสต์ ยอห์น 1:1] นั้นสัตย์จริง ถ้าเราตายกับพระองค์แล้ว
[ซึ่งเป็นเรืองจริง ผู้เชื่อทุกคนได้เข้าส่วนในการตายของพระคริสต์บนไม้กางเขน] เราก็จะมีชีวิต[นิรันดร์]
อยู่กับพระองค์เช่นกัน}

ประโยคเงื่อนไขที่เราได้อ่านใน 2 ธิโมธี 2:11-13 เป็นประโยคเงื่อนไขขั้นที่หนึ่ง(เป็น first-class conditional sentencens) ชึ่งได้แถลงข้อเท็จจริง หรือ ข้อความซึ่งผู้เขียนถือเป็นความจริงอาจารย์เปาโลกำลังบอกว่า ในเวลาที่เราได้รับความรอด เราได้เข้าส่วนในความตายของพระคริสต์(โรม 6 )ในประโยคเงื่อนไขขั้นที่หนึ่งข้างบนนี้ อนุประประโยคแรก(ที่ขึ้นต้นด้วย"ถ้าเราตาย...")เป็นความจริงนั้นหมายความว่าอนุประโยคที่สอง("เราก็จะมีชีวิต")ก็จำต้องเป็นความจริงด้วย ดังนั้น เรามั้นใจได้ว่าเรามีชีวิตนิรันดร์กับพระคริสต์

{2ทิโมธี 2:12 : ถ้าเราทน[สามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างต่อเนื่องผ่านความกดดันในชีวิต]เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ด้วย[ในอาณาจักกรพันปีของพระองค์(the Millennial Kingdom)]ถ้าเราปฏิเสธพระองค์[ปฏิเสธพระคำ ซึ่งเป็นความคิดของพระองค์]พระองค์ก็จะปฏิเสธเราเช่นเดียวกัน[จะไม่ทรงมอบรางวัลให้ ไม่ว่าพูดถึงในช่วงยุคพันปีของพระคริสต์ หรือ ในชีวิตนิรันดร์]}


คำกรีกว่า "ὑποµενω"ypomeno (ฮู-โพ-เมโน) หมายถึงการสู้ทนต่อความยากลำบาก เป็นการที่ผู้เชื่อมีความเข้มแข็งและความมั่นคงเมื่อเผชิญความกดดัน ทุกครั้งที่อาจารย์เปาโลใช้คำนี้ ก็หมายถึงการที่คริสเตียนได้ประยุกต์พระคำของพระเจ้าต่อความกดดัน ปัญหา อุปสรรค และการทดสอบในชีวิต{กรุณา อ่านThe 10 Problem-solving Devices เครื่องมือการแก้ไขปัญหา 10 ประการ} การที่ผู้เชื่อได้กระทำเช่นนี้ก็ทำให้เขาเข้มแข็งขึ้น แล้วกระทำให้เขาได้ก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณ เช่น เมื่อผู้เชื่อได้โตขึ้นถึงขั้นถึงขั้น ความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน(spiritual self-esteem) เขาจะถูกนำไปสู่การทดสอบประเภท'การทนทุกข์เพื่อป้องกันความเย่อหยิ่ง'(providential preventative suffering อย่างที่อาจาร์เปาโลต้องได้รับผ่าน"หนามในเนื้อ")ผู้เชื่อที่ผ่านการทดสอบนี้จะกลายเป็นผู้เชื่อที่"เป็นอิสระจากระบบโลก"(spririttual autonomy)และเมื่อพร้อมแล้วก็จะต้องรับการทดสอบอีกระดับหนึ่ง เป็นการทดสอบประเภท'การทดสอบการก้าวหน้า'(momentum testing)หากเขาได้ผ่นการทดสอบนี้ก็ถือว่าเป็นผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณแล้ว(spiritual maturity) และเมื่อเขาได้บรรลุเครื่องมือการแก้ไขปัญหาประการที่ 10 แล้ว(คือ การปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์)เขาจะถูกนำไปยังการทดสอบขั้นสุดท้าย คือ 'การทดสอบในฐานะเป็นพยาน'(evidence testing มีตัวอย่างในพระธรรมโยบ)(มีการอธิบายประเภทการทดสอบเพิ่มเติ่มในหนังสือ "การทนทุกข์ของคริสเตียน"{เขียนโดยอาจารย์ของผมเอง})ผู้เชื่อที่ได้ผ่านการทดสอบทุกขั้นตอนจะได้ถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างสูงสุด ซึ่งพระเจ้าจะทรงมอบรางวัลมากมาย รวมถึงตำแหน่งผู้นำในยุคพันปีของพระคริสต์ ในยุคนั้น พระเยซูคริสต์จะ ทรงเป็นกษัตริย์ของโลก และผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากยุคคริสตจักรจะได้รับตำแหน่งเป็นผู้นำของประเทศต่างๆ(รองลงมาก็เป็นผู้นำระดับจังหวัด, ผู้นำอำเภอ และอื่นๆ) หากเราได้คำนวนประเทศและจังหวัดที่อาจจะมีในยุคพันปีนั้นแล้วเปรียบเทียบเลขนั้นกับจำนวนผู้เชื่อทั้งหมดที่มีในยุคคริสตจักร จะเป็นเปอร์เซนท์ที่น้อยมากทีเดียว พระองค์สามารถกล่าวแก่ผู้เชื่อส่วนใหญ่ว่า

"เจ้าหมดสิทธิ์เลย เพราะความรู้ทั้งหมดที่เจ้ารู้เกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณจะสามารถถูกโอนเข้าสมองของยุง โดยยังจะมีที่เหลืออยู่ ส่วนระดับแรงจูงใจของเจ้าก็ยังน้อยกว่าหมีโคอะล่า"

"อนึ่ง ผู้ใดมีชัยชนะและถือรักษากิจการของเราไว้จนถึงที่สุด[ที่สุดของชีวิตของแต่ละผู้เชื่อ]เราจะให้ผู้นั้น[ประมาณ 75-150 ผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ขึ้นอยู่กับจำนวนประเทศที่มีในยุคพันปีของพระคริสต์] มีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ"(วิวรณ์ 2:26)


{2ทิโมธี 2:13: ถ้าเราไม่สัตย์ซื่อ พระองค์ก็ยังทรงสัตย์ซื่อ เพราะพระองค์จะปฏิเสธพระองค์เองไม่ได้}


คำว่า "ἀρνεοµαι"arneomai (อานีโอมัย)หมายถึง ปฏิเสธ ไม่ยอมรับ บอกปัด และอื่นๆ คริสเตียนส่วนใหญ่ได้ปฏิเสธการเรียนหลักคำสอนพระคัมถีร์ ซึ่งเป็นความคิดของพระคริสต์(1โครินธ์ 2:16) คริสเตียนเหล่านี้จึงได้ปฏิเสธพระองค์เองเพราะการปฏิเสธความคิดของใครก็เป็นการปฏิเสธคนนั้นหากผู้เชื่อไม่ได้เรียนและประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ เขาจะไม่โตฝ่ายวิญญาณ แล้วพระองค์จะต้องปฏิเสธที่จะมอบรางวัลให้เขาอย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อที่ไม่ได้สัตย์ซื่อต่อพระองค์ในเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่บนโลก ก็ยังได้เข้าส่วนในพระองค์ตลอดไป เพราะฉะนั้น หากพระคริสต์จะปฏิเสธพระองค์นั่นเท่ากับว่าพระองค์จะต้องปฏิเสธพระองค์เอง เพราะเรื่องนี้เราจึงได้อ่านใน(กิจการ 9:4ข)ว่า"เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม"การที่เปาโลได้ข่มเหงคนที่เชื่อในพระคริสต์(อยู่ในพระคริสต์)เป็นการข่มเหงพระเยซูคริสต์เอง

อนึ่ง พระองค์ไมสามารถปฏิเสธความสัตย์ซื่อของพระองค์เอง

"แม้เขาล้ม[ผู้เชื่อล้มเหลว]เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว[ไม่เสียความรอด]เพราะว่าพระหัตถ์พระผู้เป็นเจ้า [ผู้ทรงสัตย์ซื่อ]พยุงเขาไว้"(สดุดี 37:24)



Edit by Charcoal - 23 เม.ย.59 เวลา 13:23:48 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 28 มี.ค.59 เวลา 11:48:56 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ