Charcoal
FREE RUNNING

The 10 Problem-solving Devices

The 10 Problem-solving Devices
เครื่องมือการแก้ไขปัญหา 10 ประการ



หน่วยทหารของกองทัพสหรัฐมีชื่อย่อว่า FLOT (Forward Line of Troops) เป็นหน่วยที่ต้องเผชิญและสู้รบกับศัตรูก่อนใคร ทหารเหล่านี้ได้กีดขวางไม่ให้ศัตรูยึดพื้นที่ๆผู้บัญชาการได้กำหนดไว้และตามเวลาที่ผู้บัญชาการได้กำหนดไว้ด้วย และเป็นหน่วยที่มีหน้าที่ในการแตกแยกและทำลายกองกำลังหลักของศัตรู พระเจ้าทรงจัดเตรียม FLOT ฝ่ายวิญญาณให้คุณเช่นกันเป็นแนวป้องกันภายในจิตใจของคุณเพื่อที่คุณจะสามารถเผชิญ และ ชนะศัตรูฝ่ายวิญญาณแนวป้องกันนี้ประกอบด้วยกองกำลังทั้งหมด 10 หน่วย เป็นเครื่องมือการแก้ไขปัญหาซึ่งแต่ละหน่วยนั้นได้รับการสร้าง และ การพัฒนาผ่านการเติบโตฝ่ายวิญญาณของคุณ

กองกำลังเหล่านี้จะทำให้คุณชนะศัตรูในการสู้รบ 4 ด้าน ได้แก่ การทดลองต่างๆ ที่เกิดมาจากธรรมชาติบาป ความกดดันจากความเครียดภายในจิตใจ การชักชวนให้หลงไปกับหลักคำสอนที่ผิดเพี้ยน และแนวโน้มที่จะวางใจในการแก้ไขปัญหาของมนุษย์(human solutions)ด้วยการแปรแถวระบบป้องกันของพระเจ้า ศัตรูจะไม่มีทางจู่โจมหรือบุกเขตพื้นที่ของคุณได้ เครื่องมือการแก้ไขปัญหา เป็นวิธีการที่จะทำให้เราสามารถนำหลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับประสบการณ์ของเราได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งป้องกันไม่ให้ความกดดันจากภายนอกกลายเป็นความตึงเครียดภายในจิตใจ การใช้เครื่องมือการแก้ไขปัญหาเริ่มต้นด้วยการกลับสู่สถานะฝ่ายวิญญาณ คือ จากการดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังกลับมามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า(fellowship with God) เป็นการนำฤทธานุภาพของพระองค์มายังคุณเพื่อคุณจะสามารดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณและก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณได้


การที่คุณได้พัฒนาความรู้ epignosis (เอ็พ-พี-โนซิส) เป็นการพัฒนาเครื่องมือการแก้ไขปัญหา
เพื่อที่คณุจะเรียนรู้และดำเนินชีวิตอย่างมีความหมาย มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนและท้ายสุดจะบรรลุแผนการของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของคุณ ไม่ว่าคุณจะประสบกับความยากลำบากหรือความเจริญรุ่งเรืองก็ตาม คุณจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกเรื่องในชีวิตได้โดยการประยุกต์เครืองมือการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องในแต่ละสถานการณ์ของคุณ




1.REBOUND (การตั้งต้นใหม่)

เมื่อจิตใจของคุณถูกควบคุมด้วยธรรมชาติบาป คุณกำลังดำเนินชีวิตฝ่ายเนื้อหนังและไม่สามารถดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณได้ (โรม 7:15-21) วีธีการตั้งต้นใหม่เป็นวิธีเดียวที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ และเป็นเครื่องมือการแก้ไข้ปัญหาประการเดียวที่ใช้งานได้เมื่อผู้เชื่ออยู่ฝ่ายเนื้อหนัง (in carnality) คุณจะกลับมาสู่สถานะฝ่ายวิญญาณ (spirituality) ได้อย่างไร? เพียงคุณกล่าวถึงบาปของคุณต่อพระบิดาคุณจะมีสัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้งหนึ่ง

ถ้าเราสารภาพบาปของเรา[ที่เราได้สำนึก] พระองค์ทรงสัตย์ชื่อและเที่ยงธรรม[ซึ่งอำนวยผลลัพธ์ว่า] จะทรงโปรดยกบาปของเรา[ที่เราได้สำนึก] และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [คือบาปที่เราไม่ได้สำนึก (1 ยอห์น 1:9)

กลศาสตร์ในการหลุดพ้นจากการกระทำบาปมีสี่ขั้นตอนคือ

1.กล่าวถึงบาปของคุณต่อพระบิดา (สภาพแบบส่วนตัวต่อพระเจ้า โดยไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่นได้ทราบบาปของคุณ) เพื่อคุณจะได้รับการให้อภัยอย่างสมบูรณ์แบบ และจะได้กลับมามีสถานะฝ่ายวิญญาณอีกครั้งหนึ่ง
คือการที่จิตใจของคุณได้รับการทรงประกอบ(การทรงควบคุม)ด้วยพระวิญญาณบริสุทธ์

2.แยกปัจุจบันออกจากบาปเพื่อจะไม่หมกมุ่นหรือขมขื่นกับเรื่องบาปนั้น(ฮีบรู12:15)

3.ลืมบาปที่ทำไป เพื่อจะไม่มีความรู้สึกผิดที่เกิดจากการกระทำบาป(ฟิลิปปี 3:13)

4.ก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณ(ฟิลิปปี 3:14)

คุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรือเสียใจก่อนจะกล่าวถึงบาปของคุณเพื่อรับการทรงชำระจากพระบิดา การตั้งต้นใหม่เป็นการทรงชำระคุณจากบาปและการอธรรมทั้งสิ้น และให้คุณมีสัมพันธภาพกับพระบิดาเพื่อว่าคุณจะสามารถก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณ การตั้งต้นใหม่ทำไห้คุณได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งจำเป็นในการปฏิบัติและบรรลุแผนการของพระเจ้าที่มีต่อชีวิตของคุณ

ปากข้าพเจ้าได้ร้องทูลพระองค์ และลิ้นข้าพเจ้าได้ยกย่องพระองค์ ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วช้าไว้ในใจข้าพเจ้า องค์พระผู้เป็นเจ้าจะไม่ทรงสดับ (สดุดี 66:17-18)

2.THE FILLING OF THE HOLY SPIRIT (การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานฤทธิ์เดชแก่คุณเพื่อคุณจะสามารถประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ ปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้า มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์อย่างที่ผู้อื่นมองไม่เห็น(invisible impact on history) และถวายเกียรติแด่พระเจ้าอย่างสูงสุดผ่านทรัพยากรฝ่ายวิญญาณทั้งหลายที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้ ฉะนั้น คุณได้รับพระบัญชา"จงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" ( เอเฟซัส 5:18 ) นี่คือการ ที่พระองค์ทรงควบคุมจิตใจของคุณหลังจากการตั้งต้นใหม่ เป็นการนำฤทธิ์เดชมายังเครื่องมือการแก้ไขปัญหาต่อไปและช่วยห้ามคุณไม่ให้ตอบสนองต่อการล่อลวงของธรรมชาติบาป


แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณและท่านจะไม่สนองความต้องการของเนื้อหนัง[ธรรมชาติบาป]
(กาลาเทีย5:16)


เมื่อคุณดำเนินอยู่ฝ่ายเนื้อหนัง ซึ่งเป็นสถานะที่คุณกำลัง"ดับพระวิญญาณ"และกระทำพระองค์(พระวิญญาณบริสุทธิ์)"เสียพระทัย" การก้าวหน้าของคุณถูกระงับ และ คุณไม่สามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณ ต่อต้านการล่อลวงที่กำลังโจมตีจุดอ่อนแห่งธรรมชาติบาปและล่อให้คุณกระทำความดีจากพลังฝ่ายเนื้อหนัง หรือใช้เครื่องมือการแก้ไขปัณหาได้ การที่เราได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นการที่เรา "ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ" และจำนนต่อพันธกิจการสั่งสอนพระคำของพระองค์(ยอห์น16:13) และที่ประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์มาใช้กับสถานการณ์ของเรา การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เปลี่ยนไอ-คิวของมนุษย์ ให้เป็นไอ-คิวฝ่ายวิญญาณซึ่งทำให้คริสเตียนทุกคนสามารถเข้าใจความรู้ฝ่ายวิญญาณได้ ดังนั้นผู้เชื่อทุกคนของยุคคริสตจักรจึงมีโอกาสเท่าเทียมกัน และมีสิทธิ์เท่ากันที่จะเรียนและเข้าใจหลักคำสอนพระคัมภีร์ซึ่งเป็นฐานของเครื่องมือการแก้ไขปัญหาอีก 8 ประการต่อไป




3.THE FAITH-REST DRILL (วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ)

เมื่อคุณถูกโจมตีด้วยปัญหามากมายจนไร้ความคิด คุณจำเป็นต้องประยุกต์หลักคำสอนในรูปแบบพื้นฐานที่สุด คือพระสัญญาของพระเจ้า การใช้พระสัญญาอย่างสม่ําเสมอทำให้คุณสร้างความไว้ใจในพระเจ้าอย่างเป็นนิสัย ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าเป็นการ "อดทนต่อความยากลำบาก"(โรม 12:12) ความอดทนต่อความยากลำบากเป็นการที่คุณมีความเชือแบบแน่วแน่ในพระคำของพระเจ้า เมื่อคุณอยู่ภายใต้ความกดดันความยากลำบากการหายนะ และ"คุณจะต้องยึดพระคำของพระองค์ไว้จนพระสัญญากลายเป็นจริงมากกว่าสถานการณ์ ประสบการณ์ หรืออารมณ์ของคุณ" เมื่อคุณเชื่อในพระสัญญาอย่างไม่สงสัยเลย คุณถึงสามารถเข้าสู่ที่พำนักแห่งความสงบสันติภายในจิตใจ ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการคิดด้วยมุมมองของพระเจ้า

พระสัญญาคือการรับรองจากพระเจ้า เป็นการแถลงนโยบายของพระเจ้าที่รับการส่งเสริมจากหลักคำสอน
พระคัมภีร์ เป็นศิลาอันมั่นคงและเป็นที่ยึดเหนี่ยวของคุณ พระสัญญาเปิดเผยพระลักษณะและนโยบายของพระเจ้าทำให้คุณเห็นมุมมองของพระองค์โดยทันที และทำให้สถานการณ์อันซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายๆ มีพระสัญญามากมายที่รับรองถึงการทรงจัดเตรียมปัจจัยสำคัญและการทรงคุ้มครองดูแลในยามลำบาก

ขั้นตอนในการประยุกต์วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมาใช้มีดังนี้คือ

1.ยึดพระสัญญาของพระเจ้าไว้สักประเด็นหนึ่ง เพื่อคุณจะมีความสงบมั่นคงในจิตใจ

2.ทบทวนหลักคำสอนพระคัมสอนพระคัมภีร์ซึ่งจะสนับสนุนพระสัญญานั้น

3.สรุปสถานการณ์จริงจากการประยุกต์ขั้นตอน 1 กับ 2 เป็นการที่คุณมองสถานการณ์ด้วยความเชื่อ
และทำให้ความเชื่อได้ควบคุมสถานการณ์

การปฏิบัติตาม 3 ขั้นตอนนี้จะทำให้คุณมองสถานการณ์ที่กดดันด้วยมุมมองของพระเจ้าและเป็นการพัฒนาความมั่นใจเพราะหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่มีในจิตใจ จากนั้นแล้ว การมั่นใจในความสัตย์ซื่อและการทรง ดูแลปกป้องของพระองค์จะทำให้คุณสามารคุมสติ ผ่อนคลาย และวางใจในพระองค์ว่าพระองค์จะทรงแก้ไขปัญหาทุกเรื่องในชีวิตของคุณ


ท่าน[อับราฮัม] มิได้หวั่นไหวแครงใจใพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคงยิ้งขึ้น จึงถวายเกียรติยศแด่พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่าพระองค์ทรงฤทธิ์สามารกระทำให้สำเร็จได้ตามที่พระองค์ตรัสสัญญาไว้
(โรม 4:20-21)



วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อทำให้คุณสามารถคิดได้เมื่อต้องอยู่ภายใต้ความกดดัน ทำให้คุณสามารถควบคุมอารมณ์ และทำให้สามารถเห็นคุณค่าในพระคุณของพระเจ้ามากยิ่งขึ้น(ฮีบรู 4:1-3ก; 2เปโตร 1:3-4)

การผสมผสานความเชื่อกับพระสัญญาทำให้คุณเปลี่ยนมุมมองของคุณ จากการถือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นการจำนนต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจ (รวมทั้งพระเจ้าและผู้ทีมีสิทธิอำนาจเหนือคุณในสังคม) ให้มีความสง่าผ่าเผยและมีเกียรติ ไม่เข้าข้างตัวเอง พร้อมฟังคำสั่งสอน(teachabiliy) และมีความเป็นมืออาชีพ การยึดพระสัญญาไว้เป็นการแปรขบวนปัองกันฉับพลันที่รักษาแนวป้องกันไว้ชั่วคราวก่อนที่จะประยุกต์หลักคำสอนที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิมมาใช้กับสถานการณ์ วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อนี้เป็นรากฐานแห่งความถ่อมใจและความเข้มแข็งซึ่งมีความจำเป็นในการปฏิบัติตามแผนการของพระเจ้าในทุกขั้นตอน




4.GRACE ORIENTATION (การเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระคุณของพระเจ้า)

การใช้วิธีการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อทำให้ผู้เชื่อปรับตัวเข้าหาพระคุณของพระเจ้า เป็นการรับรองว่าคุณจะได้รับการพิจารณา ความยุติธรรม และ การเอาใจใส่จากศาลสูงสุดแห่งสวรรค์ ความเข้าใจในนโยบายพระคุณของพระเจ้าและการสำนึกว่าคุณไม่สมควรที่ได้รับทรัพย์สิ้นอันมากมายที่ได้รับ จากพระองค์อยู่แล้วนั้นเป็นทัศนคติที่สร้างความถ่อมใจที่ แท้จริงเป็นระบบความคิดและเป็นวิถีชีวิต ในระบบความคิดนั้น ความถ่อมใจคือการเป็นอิสระจากความเย่อหยิ่งและมุมมองของมนุษย์ และในวิถีชีวิตความถ่อมใจคือกราปรับตัวให้จำนนต่อผู้ที่มีสิทธิอำนาจและการมองโลกจากความจริงแห่งหลักคำสอนพระคัมภีร์ ความถ่อมใจที่แท้จริงให้ความสามารถในการรับพระพรที่ยิ่งใหญ่

"ท่านทุกคนจงสวมทับความถ่อมใจในการปฎิบัติต่อกันและกัน ด้วยว่าพระเจ้าทรงต่อสู้คนเหล่านั้นที่ถือตัวจองหอง แต่พระองค์ทรงประทานพระคุณแก่คนทั้งหลายที่ถ่อมใจลง เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงถ่อมใจลงภานใต้พระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระเจ้า เพื่อพระองค์จะได้ทรงยกท่านขึ้น เมื่อถึงเวลาอันควร" (1 เปโตร 5:5ข-6)

ด้วยความถ่อมใจคุณจะเป็นคนที่รับรู้ได้(is teachable)ความคิดของคุณจะปรับเข้าหานโยบายพระคุณของพระเจ้า คุณจึงเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ คณุจะเข้าใจว่ามีเพียงความสามารถและฤทธิ์เดชขอบพระเจ้าเท่านั้นที่จะ สามารถช่วยคุณและให้คำตอบในทุกปัญหาในชีวิตของคณุ เนื่องคณุสำนึกว่าพระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคุณด้วยพระคุณเสมอ คุณก็สามารถเริ่มปฏิบัติต่อตนเองและผุ้อื่นตามนโยบายพระคุณของพระองค์เช่นเดียวกัน คุณมีความเมตตาต่อผุ้อื่น และจะมองข้ามความผิดและข้อบกพร่องของเขา (เอเฟซัส4:31-32) ทัศนคตินี้ซึ่งก่อขึ้นจากการประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ได้ผลิตคุณธรรมของคริสเตียนภายในจิตใจของคุณ


5.DOCTRINAL ORIENTATION (การปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์)

"เพราะดังที่เขาคิดในจิตใจของเขา เขาจึงเป็นเช่นนั้น" (สุภาษิต 23:7ก)

ชีวิตฝ่ายวิญญาณคือการคิดด้วยมุมมองของพระเจ้า และการที่คุณได้ประยุกต์ความคิดนั้นต่อสถานการณ์ต่างๆของคุณ เมื่อคุณได้คิดด้วยหลักคำสอนพระคัมภีร์ที่คุณได้สะสมไว้ในจิตใจคุณ และพร้อมที่จะรับการประยุกต์นำมาใช้ (metabolized doctrine) คุณจึงได้ปฏิบัติชีวิตด้วย "จิตใจของพระคริสต์" ซึ่งเป็นแหล่งแห่งสติปัญญาที่แท้จริงและสูงสุด (1 โครินธ์ 2:16) การเห็นความสำคัญในประเด็นนี้ และ การปฏิบัติตามทำให้คุณสามารถก้าวหน้าจากการเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณ ซึ่งเป็นขั้นที่ผู้เชื่อได้ประยุกต์พระสัญญาง่ายๆจนขั้นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ เป็นผู้เชื่อที่สามารถสรุปเหตุผลจากหลักคำสอนพระคัมถีร์ที่ซับซ้อน(complex doctrinal rationales)


"อย่าประพฤติตามโลกนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจใหม่ [ปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์] เพื่อท่านจะได้ทราบพระประสงค์ของพระเจ้าว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่านทั้งหลายทุกคน โดยพระคุณ[การเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระเจ้า] ซึ่งทรงประทานแก่ข้าพเจ้าแล้ว อย่าคิดถือตัวเกินควรจะคิดนั้นแต่จงคิดให้ถ่อมสุขุม [มุมมองของพระเจ้า] สมกับขนาดความเชื่อที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่มนุษย์ทุกคน[เป็นมาตรฐานความคิดที่ได้มาจากการสะสมหลักคำสอนพระคำภีร์ไว้ในจิตใจ]" (โรม 12:2-3)


ความจริงได้ก่อสร้างกระจกขึ้นภายในจิตใจ เพื่อให้คุณสามารถประเมินตนเองและสถานการณ์ของคุณจากมุมมองของพระเจ้า และโดยไม่เอาความคิดเห็นส่วนตัวเข้ามาปะปน เมื่อคุณคิดด้วยมาตรฐานและบรรทัดฐานแห่งหลักคำสอนพระคัมภีร์ คุณได้พึ่งอาศัยพระผู้เป็นเจ้า ทำการตัดสินใจที่ดี และได้แก้ไขปัญหาแห่งชีวิตโดยวิธีของพระเจ้า ไม่ใช่วิธีของมนุษย์

จุดประสงค์หนึ่งในชีวิตของผู้เชื่อคือการปลูกฝังความจริงภายในจิตใจ อย่างไรก็ตาม การสร้างระบบหลักคำสอนพระคัมภีร์ภายในจิตใจให้พร้อมที่จะนำมาใช้กับประสบการณ์ส่วนตัว เป็นสิ่งเกิดขึ้นอย่างทีละเล็กทีละน้อยตามขั้นตอน ความจริงถูกสร้างขึ้นมาบนฐานความจริง ผู้เชื่อจะต้องเรียนแบบ"บรรทัดซ้อนบรรทัด ที่นี่นิด ที่นั้นหน่อย"(อิสยาห์ 28:10) โดยวิธีนี้เชื่อได้พัฒนาโครงสร้างความรู้(frame of reference)เพื่อที่จะรับรู้และสะสมหลักคำสอนที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เรียนเห็นภาพใหญ่ของชีวิตฝ่ายวิญญาณอันน่าอัศจรรย์ หลักการนี้อธิบายว่าทำไมผู้เชื่อจำเป็นจะต้องฟังหลักคำสอนพระคัมภีร์เป็นกิจวัตรประจําวัน และเน้นการสอนซ้ำ(repetition)โดยศิษยาภิบาล เราไม่สามารถสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์โดยแค่แสดงความกระตือรือร้นในการเรียนเป็นครั้งเป็นคราว แต่ด้วย การเรียน การจดจำ และการระลึกถึงคำสอนอย่างจริงจังและเหนียวแน่น การเรียนรู้ และการจดจำหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้จะบังเกิดความเชื่อความมั่นใจในพระคริสต์และความรักต่อพระเจ้าอย่างเสมอ(1โครินธ์ 13:13)


6.A PERSONAL SENSE OF DESTINY (การรู้จักเป้าหมายขอบชีวิต)

ด้วยความมั่นใจจากหลักคำสอนพระคำภีร์ภายในจิตใจ คุณเริ่มที่จะมีชีวิตที่เล็งถึงอนาคตอันนิรันดร์บนสรรค์ การเห็นคุณค่ากับตนเองได้สร้างขึ้นมาจากฐานะที่คุณมีอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะคุณได้เข้าส่วนในทุกสิ่งที่พระคริสต์ทรงมีและทรงเป็น เช่น ความชอบธรรมของพระองค์(2 โครินธ์ 5:21)ความเป็นบุตรของพระเจ้า(กาลาเทีย 3:26) การเป็นปุโรหิตของพระองค์(ฮีบรู 10:10-14) การทรงเป็นพระราชาของพระองค์(2ทิโมธี 2:11-12)และอนาคตของพระองค์(โรม8:30) การที่เราได้เข้าส่วนในพระคริสต์ทำให้พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างในการเติบโตฝ่ายวิญญาญของเราและในการถวายเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งจะทำให้เราครอบครองกับพระองค์ตลอดไปเป็นนิตย์ การที่คุณได้เห็นคุณค่าในสิ่งเหล่านี้เป็นการบ่งบอกว่าคุณได้รู้จักเป้าหมายของชีวิตคุณแล้ว

จากการรู้จักเป้าหมายในชีวิตของคุณ คุณจึงจะสามารถพัฒนาความสุขและความมั่นใจชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน (spiritual self esteem) ซึ่งเป็นขั้นฝ่ายวิญญาณที่คุณสามารถเผชิญและแก้ไขปัญหาของคุณจากหลักคำสอนพระคัมภีร์โดยไม่ต้องขอคำปรึกษาและการชี้แนะจากผู้อื่น คุณได้พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ที่จะเข้าใจและรับประโยชน์จากพระพรของพระเจ้า ที่จะทนต่อความทุกข์อย่างมีความสุข และที่จะรักษาการ ก้าวหน้าฝ่ายวิญญาณคุณเอาไว้ นี่คือสมัยแรกของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ที่พระเจ้าทรงมอบสิทธิเหล่านี้แก่ผู้เชื่อ

"เพราะในพวกเราไม่มีผู้ใดมีชีวิตอยู่เพื่อตนเอง และไม่มีผู้ใดตายเพื่อตนเอง ถ้าเรามีชีวิตอยู่เพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และถ้าเราตายก็ตายเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้นไม่ว่าเรามีชีวิตหรือตายไปก็ตาม เราก็เป็นคนขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (โรม 14:7-8)

ผ่านการเห็นคุณค่าและการสะท้อนพระคุณของพระเจ้า และการปรับความคิดให้ตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์คุณได้เห็นศักยภาพของตนเองภายในแผนการของพระเจ้า ความทุกข์และความลำบากได้เลือนรางเพราะคุณมีมุมมองชีวิตที่มีความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน การมั่นใจในอนาคตของตนเองจะไม่เปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ และเนื่อจากคุณได้เห็นคุณค่าในมรดกที่คุณได้รับจากพระเจ้า คุณจะสำนึกในพระคุณของพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง


7.PERSONAL LOVE FOR GOD THE FATHER (ความรักส่วนตัวต่อพระบิดา)

เมื่อคุณได้ค้นพบพระลักษณะและคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า และทรัพยากรฝ่ายวิญญาณอันอัศจรรย์ที่พระองค์ทรงประทานให้คุณแล้ว คุณจะสามารถตอบสนองต่อพระองค์ด้วยความเคารพ นับถือ ความจงรักภักดี และการอ่อนน้อม เป็นการบรรลุพระบัญชาของมัทธิว 22:37 ความรักส่วนตัวที่คุณมีต่อพระเจ้าจะเป็นแรงจูงใจที่จะกระตุ้นให้คุณเลียนแบบความบริสุทธิ์และคณุธรรมของพระองค์ ความมั่นใจในพระเจ้าทำให้คุณรักษาแรงเคลื่อนในการใช้เครื่องมือการแก้ปัญหา และทำให้คุณกล้าหาญในสถานณ์ทุกข์ยาก เป็นความกล้าหาญอันเดียวกันกับที่ถูกแสดงถึงในเฉลยธรรมบัญญัติ 31:6,8

แต่คุณจะสามารรักพระเจ้า คือ จะนมัสการและนับถือพระองค์ได้อย่างไรทั้งที่พระองค์เป็นผู้ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา(1 เปโตร 1:8)คุณได้มองเห็นได้รู้จัก และได้รักพระองค์ผ่าน"ความจริง"คือ หลักคำสอนพระคัมภีร์ และ"วิญญาณ"คือ การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 4:24) เมื่อคุณสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้ในใจจนคุณได้คิดด้วยความคิดของพระองค์ ได้มองมุมมองของพระองค์ และเห็นคุณค่าในความบริสุทธิ์และคุณธรรมอันสมบรูณ์แบบของพระองค์ คุณได้รักพระองค์ในขณะที่คุณพัฒนาความสามารถในการที่จะรักพระเจ้า คุณกำลังจะพัฒนาความมั่นใจว่า แม้แต่ปัญหาที่เข้ามาในชีวิตของคุณ พระองค์ยังควบคุมประวัติศาสตร์เพื่อให้ปัญหานั้นกลายเป็นผลประโยชน์แก่ตัวคุณเอง

"เรารู้ว่า สำหรับผู้ที่รักพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่ง ให้เกิดผลดี แก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระค์"(โรม 8:28)



8.IMPERSONAL LOVE FOR ALL MANKIND (ความรักอันไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์)

กาทดสอบที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตมักจะมาในรูปแบบ การทดสอบผ่านผู้คน (people testing) คงมีบางคนที่คุณต้องคบซึ่งเป็นคนที่งี่เง่าหรือชั่วร้าย และคุณคงต้องการที่เป็นเพื่อนหรือมีความสนิทสนมกับคนไม่กี่คนที่คุณได้เลือกเอง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะพูดถึงคนใกล้ตัวคุณนั้นก็ยังยากที่จะรักพวกเขาด้วยความรักส่วนตัวอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง มีบางครั้งซึ่งความสัมพันธ์ ไม่ว่าสนิทสักเท่าไร จะทำไห้ผิดหวังหรือเกิดการคัดค้านกันระหว่างสองฝ่าย ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะมีความรักส่วนตัวต่อคนที่ไม่น่าคบหรือไม่น่ารัก และจะเป็นไปได้อย่างไรที่เราจะปฏิบัติตามพระบัญญัติ "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"(โรม 13:9)?

คุณจะรักทุกคนได้ด้วยความรักอันไม่ส่วนตัวเท่านั้น(โรม 13:8-10)ความรักอันไม่ส่วนตัวต่อเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายไม่จำเป็นต้องอาศัยความดึงดูดจากเขา การเป็นมิตรเป็นเพือน หรือให้เราจะคบกับเขาหรือแม้แต่รู้จักเขาก็ได้ ความรักอันไม่ส่วนตัว ซึ่งมาจากคุณธรรมของผู้ที่รักและไม่รักเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือเสน่ห์ของผุ้ที่ถูกรัก เป็นความรักอันเดียวกับความรักซึ่งพระเจ้าทรงมีต่อผู้ที่ไม่เชื่อทุกคน(ยอห์น 3:16; เอเฟซัส 5:1-2) พระเจ้าทรงวางแผนและทรงปฏิบัติแผนการความรอดของผุ้ที่ไม่เชื่อนั้นจากฐาน แห่งคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ ความรักอันไม่ส่วนตัวไม่เกี่ยวกับ ความรู้สึกหรืออารมณ์แต่อย่างใด แต่อาศัยคุณความดีของผู้ที่รัก เมื่อคุณมีความสุขและความมั่นใจกับชีวิตฝ่ายวิญญาณของตน และได้พัฒนาความรักส่วนตัวที่มีต่อพระเจ้า(1ยอห์น 4:21) คุณถึงจะมีคุณธรรมซึ่งจำเป็นก่อนที่จะสำแดงความรักให้กับเพื่อนมนุษย์

"ความรักนั้นก็อดทนนานและกระทำคุณให้ ความรักไม่อิจฉา ความรักไม่อวดตัว ไม่หยิ่งผยอง ไม่ทำสิ่งที่ไม่บังควร ไม่คิดเห็นแก่ฝ่ายเดียวไม่ฉุนเฉียว ไม่ช่างจดจำความผิด ไม่ชื่นชมยินดีในความชั่วช้า แต่ชื่นชมยินดีในความจริง ไม่แคะไค้คุ้ยเขี่ยความผิดของเขา และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ และมีความหวัง[ความมั่นใจ] อยู่เสมอและเพียรอดทนทุกอย่าง "(1 โครินธ์ 13:4-7)

ความรักไม่ส่วนตัว ซึ่งบังเกิดมาจากคุณธรรมของพระเจ้า จะไม่แพ้ต่อจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของคน ความรักส่วนตัวที่คุณมีต่อพระเจ้าและความรักอันไม่ส่วนตัวที่คุณมีต่อเพื่อนมนุษย์ได้บวกกันเป็นความรักคุณธรรม(virtue love) ด้วยความรักคุณธรรมนี้คุณจะไม่ถูกถ่วงด้วยการไม่ให้อภัย ความขมขื่น ความโกรธ การตัดสินผู้อื่น ความเคียดแค้น หรือปาบทางความคิดประเภทอื่นๆ และจะไม่ถูกหันเหด้วยความเครียด ความกดดัน หรือการถูกข่มเหง คุณจะเชื่อฟังและเลียนแบบพระผู้เป็นเจ้าโดยการตอบแทนการดุหมิ่นและการเป็นปรปักษด้วยความเมตตากรุณา ความเอาใจใส่ ความ อดทน และความถ่อมใจ (โคโลสี 3:12-14; เปโตร 3:8-9)



9.SHARING THE HAPPINESS OF GOD (การเข้าส่วนในความสุขของพระเจ้า)

ในขณะที่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ทรงถูกทรมานอย่างเหลือพรรณนา พระองค์ไม่เคยสูญเสียสันติสุขและความปิติยินดีที่สมบูรณ์แบบ(ฮีบรู 12:2) ทัศนคติสงบสุขภายในความคิด (a relaxed mental attitude) กระทำให้พระองค์สามารมองสถานการณ์ที่ทนทุกข์และสถานการณ์ที่เจริญรุ่งเรืองว่าเท่ากัน และชีวิตกับความตายก็เป็นสิ่งเท่ากัน(ฟิลิปปี 1:21) พระองค์ไม่เคยรู้สึกกลัว ไม่เคยสงสารพระองค์เอง และ ถึงแม้ว่าพระองค์ต้องได้ประสบความโหดร้าย ถูกทรมาน และความตายก็ตาม แต่ความสุขของพระองค์นั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง คุณเองสามารถประสบกับความสุขนี้ในชีวิตของคุณ เป็นพระพรจากพระเจ้าที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับผู้คน สภาพสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งใดในโลกนี้ เมื่อหลักคำสอนพระคัมภีร์และความรักได้ครอบงำจิตใจของคุณ คุณจะประสบสันติสุขที่สูงสุดท่ามกลางการทดสอบที่ยากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเภทการทดสอบผ่านความคิด(thought testing) ผ่านผู้คน(people testing) ผ่านระบบ(system testing) หรือผ่านความหายนะ(disaster testing)

"นี้คือสิ่งที่เรา[พระเยซูคริสต์] ได้บอกแก่ท่านทั้งหลายแล้ว[คำสั่งสอนต่างๆ จากหลักคำสอนพระคัมภีร์] เพื่อให้ความสุของเรา[ความสุข ของพระเจ้า]ดำลงอยู่ในพวกท่านและให้ความสุขของท่านเต็มเปี่ยม[สมบูรณ์แบบและถาวร]" (ยอห์น 15:11)

ความสุขของพระเจ้าไม่มีวันสูญสิ้นและไม้ได้อาศัยสิ่งของจากโลกนี้ เมื่อคุณได้เห็นว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าสถานการณ์รอบข้าง ความสุขของพระเจ้าจะอยู่กับคุณในทุกที่และทุกเวลาเป็นคู่หูที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ ความสุขภายในสามารถชนะความโศกเศร้าและความกลัวของมนุษย์(ยากอบ 1:2) และจะพัฒนาความสามารถในการดำเนินชีวิตในหลายด้าน ไม่มีเหตุการณ์ใดๆที่จะชนะคุณได้



10.OCCUPATION WITH THE PERSON OF JESUS CHRIST (การปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์)

เมื่อคุณมีความรักและความเคารพนับถือกับใครสักคน ความคิดของคุณจะปักใจไว้กับคนนั้นอย่างแรงกล้า เช่นเดียวกับ เมื่อคุณได้พัฒนาความเข้าใจและความรักที่คุณมีต่อองค์พระเยซูคริสต์เจ้า คุณก็จะคิดถึงพระองค์ในทุกเรื่องและเป็นแบบอย่างชีวิตของคุณ พระองค์จะกลายเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของคุณและจะเป็นอิทธิพลซึ่งนำทุกความคิด ทุกการตัดสินใจและทุกการกระทำของคุณ ในแต่ละขณะเวลาคุณได้เพ่งความคิดของคุณ ที่พระองค์ เนื่องจากชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณได้รับการหล่อเลี้ยงและการหนุนใจจากพระคริสต์เพียงผู้เดียว คุณจะไม่ต้องอาศัยผู้คนสำหรับความรักความสุข ความช่วยเหลือและการหนุนจิตชูใจอีกต่อไป คุณกลายเป็นผู้เชื่อที่เป็นอิสระจากระบบโลก ไม่มีการทนทุกข์ หายนะ หรือความกดดันใดๆซึ่งจะสมารบุกรุกเข้าไปข้างในจิตใจของคุณและแย่งชิงตำแหน่งที่พระคริสต์ทรงครองอยู่นั้น

กุญแจสำคัญในการพัฒนาและการประยุกต์เครื่องมือการแก้ไขปัญหาอันสูงสุดนี้คือการที่คุณได้เติบโตฝ่ายวิญญาณจนกระทั้งความคิดของพระคริสต์กลายเป็นความคิดของคณุ ในการที่คุณมีชีวิตอยู่เพื่อพระคริสต์ คุณจะมีความรักส่วนตัวต่อพระเจ้าสูงสุด และจะเรียงลำดับความสำคัญ (priorities) ให้ตรงกับน้ำพระทัยของพระเจ้า การที่คุณเคยเห็นตนเองเป็นศูนย์กลางจะถูกแทนด้วยแรงจูงใจที่มาจากความรักที่คุณมีต่อพระเจ้า เพราะคุณธรรมและความสามารถในดำเนินชีวิตคุณจึงจะมีความสุข และ ความสงบสันติไม่ว่าสถานการณ์ของคุณจะเป็นอย่างไร ปัญหาต่างๆเลือนหายไปแพราะกิเลสตัณหาและความปรารถนาแห่งธรรมชาติปาบจะแพ้ต่อจิตใจซึ่งได้ปักใจไว้กับพระเยซูคริสต์






Edit by Charcoal - 10 เม.ย.59 เวลา 22:06:53 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 01 มี.ค.59 เวลา 19:20:04 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ