Charcoal
FREE RUNNING

ความโกรธ

ความโกรธ


คำจำกัดความ

ความโกรธคือบาป เป็นการแสดงออกถึงความขมขื่น ความเกรียดชัง ความขัดข้องใจ และ การไม่สมเหตุผลความโกรธนั้นก่อจากทั้งความคิด อารมณ์ หรืออาจจะทั้งสองอย่างด้วยกัน คำว่า ὀργη (ออร์-เก) ในภาษากรีกหมายถึงความโกรธที่ก่อเกิดจากความคิด(เช่น ความขุ่นเคือง ความแค้น) ส่วนคำว่า θυµος (ธ-โมส)หมายถึงความโกรธที่เกิดจากอารมณ์ จึงมักจะเกิดอย่างกระทันหัน (เช่น ความฉุนเฉียว ความโมโห)ทั้งสองประเภทนี้เป็นเป็นปฏกิริยาตอบโต้ต่อคนหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ขมขื่น แล้วกลายเป็นความคิด คำพูด หรือการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผล ความโกรธผลักดันให้นินทา ตัดสิน กล่าวร้าย เกลียดชัง แก้แค้น มุ่งร้าย รวมถึงการฆ่าตรกรรมด้วย บางคนอาจหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองเพื่อแก้ตัวว่าทำไมตนต้องโกรธ(หรือกระทำบาปใดๆก็ตาม)โดยอ้างว่าความโกรธเป็น"ปฏิกิริยาธรรมชาติ" ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของตน ทัศคตินี้บ่งบอกถึงการไม่ รับผิดชอบต่อความคิดและพฤติกรรมของตน

เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าความโกรธได้มาจากการใช้ความคิดเสรีในการตัดสินใจ(Volition) ขอยกเรื่องจริงนี้มาให้คิดดูมีผู้ชายคนหนึ่งที่ถูกหมายจับให้ขึ้นศาล คดีเรื่องขับรถประมาทเพราะเกิดโทสะเวลาขับ ผู้พิพากาษาสั่งให้ จำเลยพบจิตแพทย์เพื่อแก้เรื่องโทสะของเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของการลงโทษ ในวันแรกที่ได้พบจิตแพทย์นายแพทย์สังให้เขานังรถยนตร์ด้วยกัน ด้วยว่าจำเลยต้องเป็นคนขับ พอกำลังขึ้นทางด่วน นายแพทย์บอกเขาว่า"ทุกครั้งที่มีรถตัดหน้าคุณ ผมจะให้คุณ 20 เหรียญ"หลังจากนั้นไม่นานก็มีรถตัดหน้าเขาพอดี แต่แทนที่จะโกรธผู้ชายคนนั้นยิ้ม.........แน่นอนอยู่แล้ว!!!


ในกรณีนี้ ผู้ชายไม่โกรธเพราะได้รับแรงจูงใจจากข้อตกลงว่าจะได้รับเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับคริสเตียนแรงจูงใจในการควบคุมอารมณ์มีมากกว่าเงิน ได้แก่ สันติสุขในจิตใจ การหลีกเลี่ยงการตีสอนจากพระเจ้า และมีโอกาศที่ได้ก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณ


:หลักการและข้อพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับความโกรธ:

1.หหลายครั้งความโกรธจะสัมพันธ์กับความริายา และความดุร้าย
"ความพิโรธก็ดุร้าย ความโกรธก็ท่วมท้น[กระทบต่อทุกคนที่รอบ ข้าง] แต่ใครจะยืนต่อหน้าความริษยาได้"
[ความริษยาเป็นแรงจูงใจที่มีอิทธิพลมาก] (สุถาษิต 27:4)
บาปเหล่านี้อยู่ในข้อเดียวกันเพราะเป็นบาปที่มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คนที่อิฉจาริษยาจะโกรธอย่างง่าย
ดายเมื่อมีคนขัดขวางเขา ซึ่งบ่อยครั้งความโกรธจะนำไปสู่การแก้แค้น


2.ความโกรธสัมพันธ์กับความโง่เขลา
"อย่าให้ใจของเจ้าโกรธเร็ว เพราะความโกรธมีประจำอยู่ใน ทรวงอก[จิตใจ]ของคนเขลา"
(ปัญญาจารย์ 7:9)
ไม่มีใครสามารคิดด้วยเหตุผลได้ขณะที่เขาโกรธอยู่ หลักการนี้ได้อธิบายว่าทำไมคนเรามักจะพูดสิ่งที่โง่และหน้า
อับอายเมื่อโกรธ หากคุณชอบโมโหตอนอยู่ในสถานการณ์กดดัน คุณก็เป็นคนโง่ เพราะคุณไม่ได้เรียนรู้ที่จะคิด
ด้วยเหตุผลในเวลาที่ถูกกดดันนั้น ในยามกดดันจะถูกควบคุมด้วยอารมณ์ แต่คนฉลาดก็จะคิดด้วยเหตุผลเสมอ


3.เสรีภาพในการตัดสินใจเป็นแหล่งกำเนิดของบาป(เช่น ความโกรธ)
เพราะฉะนั้น เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะโทษธรรมชาติบาปเพราะการที่เราได้ตักสินใจกระทำบาปมาจากความคิดเสรีในการตัดสินใจ ไม่ใช่จากธรรมชาติบาป
นั้นอย่างไรก็ตาม ธรรมชาติบาปจะล่อลวงให้คนทำความผิดบาปเสมอ
"แล้วการงานของเนื้อหนังนั้น[ธรรมชาติบาป]เห็นได้ชัด คือ.....การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน
การริษยากัน การโกรธกัน....."(กาลาเทีย 5:19,20)


4.คนที่โมโหง่าย และมักโกรธได้สร้างปัญหาให้คนอื่น
"คนเจ้าโมโหย่อมเร้าการวิวาท และคนที่มักโกรธก็เป็นเหตุให้มีการละเมิดมากขึ้น"
(สุภาษิต 29:22)


5.ความโกรธทำลายประเทศชาติ
"พระผู้เป็นเจ้าตรัดดังนี้ว่า'เพราะเหตุการละเมิดของเมืองเอโดม สามครั้งและสี่ครั้ง เราจะไม่ยอมกลับลงทัณฑ์ เพราะเขา[เมืองเอโดม] ได้ไล่ตามน้องของเขา[เชื้อสายของยาโคบ]ด้วยดาบและสลัดความสงสารทิ้งเสียสิ้น เพราะความโกรธของเขานั้นบั่นทอนอยู่ตลอดกาล และความพิโรธของเขาก็มีอยู่เป็นนิตย์' "(อาโมส 1:11)


6.ความโกรธสัมพันธ์กับการกระทำให้พระวิญญาณบริสุธิ์ทรงเสียพระทัย
"และจงหยุดกระทำให้พระวิญญาณบริสุธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูก ประทับตราหมายท่านไว้จนถึงวันที่ ท่านทรงไถ่ จงให้ใจขื่น และใจขัดเคือง และ ใจโกรธ และการทะเลาะ เถียงกัน และการพูดเสียดสี กับการคิดปองร้ายทุกอย่าง อยู่ห่างไกล จากท่าน" (เอเฟซัส 4:30,31)



7.คริสเตียนได้รับคำสั่งให้ขับความโกรธออกไปจากชีวิตของเขา
"แต่บัดนี้สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสียด้วย คือความโกรธ ความขัดเครือง การคิดปองร้าย การหมิ่นประมาท คำพูดหยาบโลนจากปาก ของท่าน"(โคโลสี 3:8)


8.ความโกรธเป็นอุปสรรคซึ่งทำให้การอธิษฐานของผู้เชื่อไม่เกิดผล
"เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าปรารถนาให้ผู้ชายจากทุกแห่งได้อธิษฐาน โดยยกมืออันบริสุทธิ์ปราศจากโทสะและการเถียงกัน"(1ทิโมธี 2:8)


9.อย่าคบคนที่มักโกรธง่าย ซึ่งทำคุณเสี่ยงต่อการรับนิสัยของเขา
"อย่าเป็นมิตรกับคนที่มักโกรธ หรือไปกับคนขี้โมโห เกรงว่าเจ้าจะเรียนรู้ทางของเขา และ พัวพันจิตใจ เจ้าเข้าในบ่วง"(สุภาษิต 22:24,25)


10.ถึงแม้ว่า เอเฟซัส 4:26 เป็นการอ้างอิงจาก สดุดี 4:4 แต่ข้อความได้ต่างกันไปเล็กน้อย"ท่านโกรธอยู่ แล้วหยุดกระทำบาป อย่าให้ถึงตะวันตกท่านยังโกรธอยู่"(เอเฟซัส 4:26) คำกริยาว่า οργιζεσθε (ออกิเสสเท) สามารถแปลในรูปแบบ present active imperative หรือไม่ก็ present active indicative หากคุณต้องเลือก คุณจะเลือกแปลคำนี้ว่า "พวกคุณจงโกรธ"หรือว่า"พวกคุณกำลังโกรธ" ไม่หน้าเชื่อเลยว่าพระคัมภีร์แปลบางฉบับได้แปลคำนี้ว่า"พวกคุณจงโกรธ(ภาษาอังกฤ"Be angry"ผมสงสัยว่าผู้แปลกำลังเมาอยู่ หรือเปล่า......{หรืออาจ ดมกาว ตอนแปลอยู่ก็เป็นได้} เพราะไม่มีทางที่อาจารย์เปาโลจะสั่งให้กลุ่มผู้เชื่อที่เอเฟซัสต้องโกรธ ความจริงคือ เปาโลรู้ว่าพวกเขามีปัญหาเรื่องความโกรธ จึงสั่งพวกเขาให้หยุด)"ในภาษากรีกมีคำปฏิเสธสองคำเป็นหลัก คำว่า µη (เม) ที่คู่กับคำกริยาในรูปแบบ subjunctive mood (ปริกัลมาลา) มีความหมายว่า"อย่าทำ"(สิ่งนั่น)หรือ"ห้ามทำ"(สิ่งนั่น) ยังมีคำปฎิเสธว่า ου(อู)ที่คู่กับกับคำกริยาในรูปแบบ future tense (อนาคตกาล) ก็มีความหมายว่า"อย่าทำ"(สิ่งนั่น) หรือ"ห้ามทำ"(สิ่งนั่น)เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในข้อข้างบนนี้เรามีคำว่า'เม'เขียนคู่อยู่กับกำกริยาἁµαρτανω(ฮามาทาโน แปลว่า"กระทำบาป") ซึ่งเขียนในรูปแบบ present imperative ปัจจุบันกาล(present tense)แสดงให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพวกเขากำลังทำบาปอยู่ แล้วมาลาบังคับ(imperative mood)(ที่คู่กับคำปฏิเสธว่า'เม') ให้ผู้อ่านเข้าใจว่าพวกเขาถูกสั่งให้หยุด มีชาวเอเฟซัสหลายคนที่โกรธมานานๆ

อาจเป็นความโกรธที่สะสมอยู่เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน หรือเป็นปีคุณจะต้องกล่าวถึง(สารภาพ) บาปที่คุณได้กระทำเร็วที่สุด เสร็จแล้วประยุกต์พระสัญญา หลักการ หรือ หลักคำสอนซึ่งจะช่วยคุณไม่กระทำบาปอีก (โดยเฉพาะบาปเดิมนั้น หรือบาปประการอื่นที่เกี่ยวข้องกัน) ข้อพระคำนี้ก็ได้บัญชาให้คนที่โกรธต้องสารภาพบาปและแก้ไข้เรื่องนั้นก่อนที่จะเข้านอนในวันนั้น อย่าให้ความโกรธของคุณยังอยู่ถึงอีกวัน

ขอย่าลืมว่าคุณต้องรับผิดชอบสำหรับความคิดและการกระทำของคุณ เพราะฉะนั้นคุณไม่มีสิทธิ์ที่จะกล่าวโทษคนอื่นถ้าคุณโกรธ ถึงแม้ว่าจะมีว่าจะมีคน หรือ องกรค์ใดก็ตาม ปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมต่อคุณ แต่นี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัวหรือเหตุผลที่คุณจะโกรธได้ ขอคณุจงมองว่านี่คือโอกาศที่จะปรยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ เพื่อว่าจะได้ผ่านการทดสอบซึ่งอยู่ต่อหน้าคุณ แล้วจะก้าวหน้าในชีวิตฝ่ายวิญญาณของคุณ


ทุกครั้งที่คุณถูกล่อลวงให้โกรธ จงคิดใคร่ครวญถึงวิธีการแก้ปัญหาที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้คุณและ ความสัมพันธ์ที่คุณมีกับพระองค์ กษัตรย์ดาวิดทำเช่นนี้ แล้วสามารถชนะการล่อลวงให้โกรธ
ถึงแม้ว่าดาวิดถูกข่มเหง แต่เขาสามารถรักษาความชอบธรรมไว้เพราะการนำพระคำของพระเจ้าต่อประสบการณ์ของเขา"ปล่อยให้ตัวสั่นเถิด[tremble]แต่อย่าทำบาป จงคำนึงในใจเวลาอยู่บนที่นอนและสงบอยู่ [ไม่ต้องวางแผนแก้แค้น] เซลาห์"(สดุดี 4:4)



Edit by Charcoal - 17 เม.ย.59 เวลา 11:00:08 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 23 ก.พ.59 เวลา 13:01:32 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ