Charcoal
FREE RUNNING

The 10 Characteristics Of God Version I

The 10 Characteristics Of God
พระลักษณะของพระเจ้า 10 ประการ

Version I

I
ένα
éna
1
Sovereignty
(ดำรงอยู่สูงสุด)

พระเจ้าทรงอยู่ดำลงอยู่สูงสุด เป็นผู้ครองจักกรวาลทรงตำแหน่งองค์กษัตริย์แห่งสวรรค์และแผ่นดินโลกพระองค์ทรงอำนาจสูงสุด และควบคุมประวัติศาสตร์ ผู้เขียนสดุดีบทที่ 83 เขียนถึงบุคคลแรกแห่งตรีเอกานุภาพ คือ พระบิดาว่า"พระองค์เดียว ผู้ทรงพระนามว่า 'พระเยโฮวาห์' ทรงเป็นผู้สูงสุดเหนือแผ่นดินโลกทั้งสิ้น"(สดุดี บทที่83: ข้อ18ข)และในที่สุด แผนการพระเจ้าจะสำเร็จตามน้ำพระทัยของพระบิดา ด้วยว่าสวรรค์เป็นเช่นไร ก็จะ "เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก"(มัทธิว บทที่6: ข้อ10)

ส่วนพระบุตร พระบิดาเคยตรัสถึงพระองค์ว่า "เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้วบนศิโยน ถูเขาอันบริสุทธิ์ของเรา"(สดุดี บทที่2: ข้อ6) และในฐานะเป็นพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบในทุกประการ(the God-man) พระเยซูคริสต์ยังทรงยืนยันถึงตำแหน่งอันสูงสุดของพระองค์{ตั้งแต่เวลาที่พระเยซูทรงเสด็จมาจากสวรรค์โดยรับสภาพเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงสมบูรณ์แบบ และมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ ทรงสถิตในกายเดียวกัน(the God-man)ซึ่งพระองค์ทรงสภาพเป็น God-man ดังนี้ตลอดไปเป็นนิตย์(ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ5-11)}โดยตรัสว่า"สิทธิอำนาจทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว"(มัทธิว บทที่28: ข้อ18ข; เปรียบกับ ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ11; วิวรณ์ บทที่19: ข้อ6) ถึงแม้ว่าซาตานคือผู้ครองโลก(ยอห์น บทที่12: ข้อ31; เปรียบกับ บทที่16: ข้อ11) แต่น้ำพระทัยของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าแผนการของซาตานโดยสิ้นเชิง ผู้เชื่อทุกคนจึงควรนั่นใจว่าพระเยซูคริสต์ทรงควบคุมประวัติศาสตร์ และมั่นใจว่าเรามีอนาคตที่แสนงดงาม(สดุดี บทที่33)ในฐานะเป็นผู้ซึ่งดำรงอยู่สูงสุด พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแจกจ่ายของประทานฝ่ายวิญญาณ"แก่แต่ละคน[ผู้เชื่อ] ตามชอบพระทัยพระองค์"
(1 โครินธ์ บทที่12: ข้อ11)

II
δύο
dýo
2
Righteousness
(ความชอบธรรม)

ความชอบธรรมของพระเจ้า คือ ความดีอันสมบูรณ์แบบทุกประการของพระองค์ น้ำรพะทัยและพระราชกิจของพระองค์ได้สอดคล้องกับมาตรฐานอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรมที่สมบูรณ์แบบและไม่สิ้นสุด(absolute righteousness)ตรงข้ามกับความชอบธรรมของมนุษย์ซึ่งต่างระดับและไม่อาจบรรลุมาตรฐานของพระเจ้า(relative righteousness)

"ข้าพระองค์ทุกคนได้กลายเป็นเหมือนสิ่งสกปรก
และการกระทำอันชอบธรรมของข้าพระองค์ทั้งสิ้น
เหมือนผ้าเปื้อนเลือดประจำเดือน[แปลตรงจากภาษาฮีบรู]"
(อิสยาห์ บทที่64: ข้อ6ก)

พระบิดาได้ตรัสถึงความชอบธรรมของพระองค์ว่า"ความชอบธรรมของเราจะอยู่เป็นนิตย์"(อิสยาห์ บทที่51: ข้อ8ข)และพระบุตรยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของพระบิดา(ลูกา บทที่18: ข้อ19; ยอห์น บทที่17: ข้อ25)พระคัมภีร์ได้เขียนถึงพระบุตรว่าพระองค์ทรง"บริสุทธิ์ ปราศจากอุบาย ไร้มลทิน แยกจากคนบาปทั้งปวง"(ฮีบรู บทที่7: ข้อ26)"ชอบธรรม"(1ยอห์น บทที่2: ข้อ1) และทรงเป็น"ผู้ทรงไม่มีบาป {ไม่มีธรรมชาติบาป}"(2 โครินธ์ บทที่5: ข้อ21) [(Sin Nature ธรรมชาติบาป) มนุษย์ทุกคนมีธรรมชาติปาบอยู่ในเซลล์ของร่างกาย(ยกเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์)(โรม บทที่6: ข้อ6; บทที่7: ข้อ5; ข้อ18) ซึ่งถูกสืบทอดทางอสุจิของผู้ชายในเวลาปฏิสนธิ (ปรฐมการ บทที่5: ข้อ3)ธรรมชาติบาปเป็นแหล่งการล่อ และผลิตกิเลสตัณหาซึ่ง ทำให้มนุษย์กบฎต่อพระเจ้า พระคัมภีร์ได้เรียกธรรมชาติบาปว่า 'คนเก่า'(เอเฟซัส บทที่4: ข้อ22) เนื้อหนังแห่งบาป(โรม บทที่8: ข้อ3-4) อาจารย์เปาโลได้เขียนถึงหลักการของบาป การรับธรรมชาติบาป และการตายฝ่ายวิญญาณของมนุษย์ในพระธรรม โรม บทที่7: ข้อ8-20 และการที่ผู้เชื่อไม่ได้เป็นทาสต่อธรรมชาติบาปใน โรม บทที่8: ข้อ2, ข้อ9}และในอนาคตคนทั้งปวงจะทรงเรียกพระองค์ด้วยพระนามว่า"พระผู้เป็นเจ้า ความชอบธรรมของเรา"(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ6) การที่พระวิญญาณทรงพระนามว่า"บริสุทธิ์"ได้เล็งถึงความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์

III
τρία
tría
3
Justice
(ความยุติธรรม)

เนื่องจากพระเจ้าทรงยุตธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ พระองค์ไม่อาจกระทำต่อผู้ใดด้วยการอธรรม พระเจ้าทรงสัมพันธ์กับมนุษย์ผ่านความยุติธรรมของพระองค์ ด้วยว่า พระองค์จะทรงอวยพรหรือจะพิพากษาลงโทษมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของพระองค์ สิ่งใดที่ผิดกับความชอบธรรมของพระเจ้า เช่น บาปส่วนตัวของเรา ความยุติธรรมของพระองค์จำต้องลงโทษ สิ่งใดที่ถูกกับความชอบธรรมของพระองค์ เช่น การที่ผู้เชื่อได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าเพราะความเชื่อในพระเยซูคริสต์(1โครินธ์ บทที่1: ข้อ30)ความยุติธรรมของพระองค์ก็จำต้องอวยพรความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระเจ้า เมื่อรวมด้วยความรักของพระองค์ ก็กลายเป็นคุณธรรมของพระองค์

พระบิดาทรงชอบธรรมในทุกเรื่องที่พระองค์ทรงกระทำต่อมนุษย์(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่32: ข้อ4; เนหะมีย์ บทที่9: ข้อ33) พระบิดาทรงประทานพระบุตรให้รับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปของเราแทนเรา ซึ่งเป็นการพอพระทัยความยุติธรรมและความชอบธรรมของพระบิดา(ยอห์น บทที่3: ข้อ16; โรม บทที่3: ข้อ24-26) พระบิดาก็ยังทรงแต่งตั้งพระบุตรให้ทรงเป็น"ผู้พิพากษาอันชอบธรรม"(2 ทิโมธี บทที่4: ข้อ8) และทรง"ประทานให้พระบุตรมีสิทธิอำนาจที่จะพิพากษาด้วย"(ยอห์น บทที่5: ข้อ27)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงความยุติธรรมของพระเจ้าด้วยพันธกิจในการให้โลกรู้แจ้ง"ถึงความผิดบาป ถึงความชอบธรรม และถึงการพิพากษา"(ยอห์น บทที่16: ข้อ8-11)พระเจ้าไม่ได้พิพากษาลงโทษใครถึงบึงไฟนรกยกเว้นผู้ที่ได้ปฎิเสธความรอดนิรันดร์ ที่พระองค์ทรงประทานแก่ทุกคนผ่านพระเยซูคริสต์เป็นข้อเสนอที่พระองค์ทรงเสนอให้ชาวโลกได้รับตลอดทั้งชีวิตของเขา

IV
τέσσερα
téssera
4
Love
(ความรัก)

พระเจ้าทรงเป็นความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงและดำลงอยู่นิรันดร์(1 ยอห์น บทที่4: ข้อ8ข, ข้อ16) ความรักของมนุษย์ ซึ่งแปรปรวนและเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่อาจเทียบกับความรักของพระองค์ได้ ความรักของพระเจ้าไม่ได้ถูกชักพาไปด้วยอารมณ์ความรักของพระเจ้าไม่ได้แสวงหาการทดแทน และสามารถอยู่ได้โดยปราศจากการตอบสนองจากผู้อื่น ความรักของพระองค์สามารถดำลงอยู่โดยปราศจากทูตสวรรค์หรือมนุษย์เพราะพระองค์ ทรงเป็นความรัก และทรงมีความรักต่อพระองค์เอง

ความรักของพระองค์ทรงสำแดงออกในสามด้าน

1.ความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระองค์เอง(Divine self love)
คือ พระเจ้าทรงรักความชอบธรรมของพระองค์เอง ดังนั้น ความรักนี้ ได้เล็งถึงความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของแต่ละบุคคลในตรีเอกานุภาพ

2.ความรักส่วนตัวของพระเจ้า(Divine personal love)
เป็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อผู้เชื่อทุกคนได้รับความชอบธรรมของพระเจ้าแล้ว

3.ความรักไม่ส่วนตัวของพระเจ้า(Divine impersonal love)
เป็นความรักที่พระองค์ทรงมีต่อผู้ไม่เชื่อทุกคนในฐานะเป็นคนบาป(ยอห์น บทที่3: ข้อ16; โรม บทที่5: ข้อ8) ความรักไม่ส่วนตัวที่พระเจ้าทรงมีต่อที่ผู้ไม่เชื่อตั้งอยู่บนคุณธรรมของพระเจ้า ไม่ใช่คุณความดีใดๆ ของมนุษย์[ความรักไม่ส่วนตัว(หรือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข)(impersonal love)ได้ขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้รัก ความรักส่วนตัว(personal love)ขึ้นอยู่กับความหน้ารักของผู้ที่ถูกรัก ความรักอันไม่ส่วนตัวของพระเจ้า(Divine impersaol love)คือการที่พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อคนบาปด้วยความเมตตาและคุณธรรมอันทรงสมบูรณ์แบบของพระองค์]

คำว่า"พระเจ้าทรงเป็นความรัก"หมายถึงทุกพระภาคในตรีเอกานุภาพ พระบิดาทรงรักพระบุตร และยังทรงสำแดงความรักที่พระองค์มีต่อมนุษย์ด้วย

"พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ปรารถนาให้คนเหล่านั้น[ผู้เชื่อทั้งหลาย]
ที่พระองค์ได้ประทานให้แก่ข้าพระองค์[พระบุตร] อยู่กับข้าพระองค์ใน
ที่ซึ่งข้าพระองค์อยู่ เพื่อเขาจะได้เห็นสง่าราศีของข้าพระองค์ซึ่งพระองค์ได้
ประทานแก่ข้าพระองค์ เพราะพระองค์ทรงรักข้าพระองค์ก่อนที่จะสร้างโลก"
(ยอห์น บทที่17: ข้อ24)

"โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้า[พระบิดา]ที่มีต่อเราทั้งหลายก็
เป็นประจักษ์แล้ว เพราะว่าพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียว
ของพระองค์ที่บังเกิดมาให้เสด็จเข้ามาในโลก
เพื่อเราทั้งหลายจะได้มีชีวิตโดยพระบุตรนั้น"
(1 ยอห์น บทที่4: ข้อ9)

ทั้งพระบิดาและพระบุตรทรงรักเรามากจนพระคริสต์ทรงตายแทนเรา


"แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลายคือขณะ
ที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อ[แทน]เรา"
(โรม บทที่5: ข้อ8)

ความรักของพระเจ้าทรงสำแดงแก่มนุษย์โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

"เพราะว่าความรัก[ส่วนตัว] ของพระเจ้าได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของเรา
โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราแล้ว"
(โรม บทที่5: ข้อ5ข)

ความรักส่วนตัวของพระเจ้าจำเป็นต้องสอดคล้องกับความชอบธรรมของพระองค์ มนุษย์ไม่สามารถบรรลุมาตรฐานความชอบธรรมของพระเจ้าได้
หากพระเจ้าจะทรงรักมนุษย์ที่เลวทรามด้วยความรักแบบเดียวที่พระองค์ทรงรักพระองค์เอง ก็จะเป็นการประนีประนอมกับคุณธรรมของพระองค์

ความชอบธรรมของพระเจ้าได้เรียกร้องให้ความยุติธรรมของพระองค์พิพากษาลงโทษบาป ความยุติธรรมของพระเจ้าจึงได้พิพากษาลงโทษ มนุษย์ทุกคน(โรม บทที่5: ข้อ12) ในทำนองเดียวกัน มีแต่ความยุติธรรมของพระเจ้าซึ่งสามารถช่วยให้มนุษย์รอดจากบาป ด้วยว่า ความยุติธรรมของพระองค์ได้พิพากษาลงโทษพระเยซูคริสต์ที่ไม้กางเขนสำหรับบาปทุกประการของมนุษย์ เนื่องจากพระคริสต์ได้ทรงการพิพากษาลงโทษแทนเรา ความยุติธรรมของพระเจ้าสามารถประกาศว่าเราเป็นคนชอบธรรม ณ เวลาเชื่อในพระคริสต์ เป็นวิธีการซึ่งไม่ได้ประนีประนอมคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้าแต่อย่างใด

"เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาป
ให้เป็นบาปเพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคน
ชอบธรรมของพระเจ้าทางทางพระองค์"
(2โครินธ์ บทที่5: ข้อ21)

เนื่องจากพระเจ้าทรงรักความชอบธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เราผู้ซึ่งมีความชอบธรรมของพระองค์แล้วก็กลายเป็นผู้ซึ่งพระองค์ทรงรัก ด้วยความรักส่วนตัวของพระองค์ เนื่องจากความรอดของเราเป็นผลลัพธ์จากการที่พระองค์สามารถประกาศว่าเราเป็นคนชอบธรรม(โรม บทที่3: ข้อ24-26)ความยุติธรรมจึงเป็นมาตรฐานในการนำทั้งพระพร และการตีสอน จากพระเจ้าถึงผู้เชื่อ{Justification คือการที่พระเจ้าทรงประกาศเป็นทางการว่าที่ผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ เป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์}

ความมั่นใจในข้อเท็จจริงว่า พระองค์ไม่สามารถประนีประนอมคุณธรรมของพระองค์ ควรทำให้ผู้เชื่อในพระพระคริสต์มั่นใจในการคุ้มครองของพระองค์ พระองค์ทรงรักเราด้วยความรักส่วนตัวตลอดชั่วนิรันดร์เพราะเราได้รับความชอบธรรมของพระองค์แล้ว

V
πέντε
pénte
5
Eternal Life
(ทรงดำรงอยู่ตั้งแต่อดีตการถึงนิรันดร์การ)

พระเจ้าทรงเป็น พระองค์ทรงดำรงอยู่นอกเหนือสิ่งอื่นใด และทรงดำลงอยู่โดยพระองค์เอง พระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์ ผู้ทรง"อยู่นอกเหนือสิ่งอื่นใด"(อพยพ บทที่3: ข้อ14) ผู้ทรงไม่มีการเริ่มต้นหรือการสิ้นสุด(สดุดี บทที่90: ข้อ2; บทที่102: ข้อ27) พระองค์ดำรงอยู่โดยไม่พึ่งอาศัยสิ่งใด คำว่า(เร-ซีท)ในภาษาฮีบรู ซึ่งแปลว่า"ปฐมกาล"(ปฐมกาล บทที่1: ข้อ1) หมายถึง การเริ่มต้นของพระราชกิจการเนรมิตสร้างจักรวาล ไม่ใช่การเริ่มต้นของพระเจ้า พระเจ้าไม่มีการเริ่มต้น พระธรรมยอห์น บทที่1: ข้อ1 ได้กล่าว่าทั้งพระบิดาและพระบุตรทรงดำลงอยู่ก่อนการทรงสร้าง พระเยซูคริสต์"ทรงอยู่กับ"พระบิดาและ"ทรงเป็นอยู่แล้ว"ในเริ่มแรกของจักรวาล

"ในเริ่มแรกนั้นพระวาทะ[พระเยซูคริสต์ พระบุตร] ทรงเป็นอยู่แล้ว
และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้า[พระบิดา]และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า"
(ยอห์น บทที่1: ข้อ1)

พระคริสตธรรมคัมภีร์ใหม่ได้รับรองว่า"ชีวิต[นิรันดร์]...ได้ดำรงอยู่กับพระบิดา"(1ยอห์น บทที่1: ข้อ2)และชีวิตนิรันดร์นั้นก็"อยู่ใพระบุตรของพระองค์"(1ยอห์น บทที่5: ข้อ11) พระเยซูคริสต์ทรงเป็น"อัลฟา และ โอเมกา"ใน วิวรณ์ บทที่1: ข้อ8 Αα /Alpha, άλφα "อัลฟา"คือตัวอักษรแรกในภาษากรีก ซึ่งเล็งถึงการที่พระเยซูคริสต์ทรงดำลงอยู่ตั้งแต่อดีตการ ส่วนตัวอักษร Ωω / Omega, ωμέγα "โอเมกา"ซึ่งเป็นอักษรสุดท้ายในภาษากรีก ก็เล็งถึงพระเยซูคริสต์ในฐานะเป็นพระเจ้าทรงสมบูณ์แบบ และมนุษย์ที่ทรงสมบูรณ์แบบ ทรงสถิตในกายเดียวกัน{ในภาษาอังกฤษเรียกว่า"hypostatic union"ซึ่งมาจากคำกรีก ว่า “ὑπόστασις”/ (hoop-os'-tas-is) hupostasis (ฮูโพ-สทา-ซิส) "Sediment, Foundation, Substance, Subsistence" ที่มีความหมายดั่งนี้ว่า แก่นแท้ ความเป็นอยู่ และ ความจริง Hypostatic Union (ไฮโพ-สทา-ทิค ยูเนี่ยน) เป็นการที่มีพระเจ้า และ มนุษย์ ทรงสถิตในกายเดียวกัน คือ พระเยซูคริสต์เจ้าผู้ซึ่งเป็น "the God-man"}ในฐานะเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์ และในฐานะมนุษย์ทรงเป็นบุตรแห่งดาวิด ผู้ซึ่งจะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สองเพื่อครองทรัพย์สินทั้งปวงด้วยพระนามว่า"จอมกษัตริย์ และ จอมเจ้านาย"เป็นตำแหน่งที่พระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์

พระเจ้าทรงอยู่นอกเหนือการเวลา ในทางตรงข้าม มนุษย์อยู่ภายใต้การเวลา ซึ่งเราได้แบ่งออกเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งมีช่วงเวลาสั้นหรือยาว และเรากำหนดด้วยปี เดือน วัน ชั่วโมง นาที และวินาที ยากอบได้เปรียบชีวิตของเราว่า"หมอก"(ยากอบ บทที่4: ข้อ14)ซึ่ง"ปรากฏอยู่แต่ประเดี๋ยวหนึ่งแล้วก็หายไป"เราจึงไม่ต้องแปลกใจที่ดาวิดเคยเขียนว่า"มนุษย์เป็นผู้ใดเล่าซึ่งพระองค์ทรงลำลึกถึงเขา"(สดุดี บทที่8: ข้อ4ก)อย่างไรก็ตาม พระองค์ทรงระลึกถึงเราเสมอ และทรงสำแดงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคนผ่านการที่พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทาง แห่งความรอด

"ผู้ที่วางใจในพระเจ้าในพระบุตรก็มีชีวิตนิรันดร์ ผู้ที่ไม่เชื่อฟัง[คำบัญชาที่จะเชื่อใน]
พระบุตรก็จะไม่เห็นชีวิต แต่พระพิโรธของพระเจ้าตกอยู่กับ เขา"
(ยอห์น บทที่3: ข้อ36)

VI
έξι
éxi
6
Omniscience
(ความสัพพัญญู)

พระเจ้าทรงทราบทุกสิ่ง ในภาษาอังกฤษพระลักษณะนี้ถูกเรียกว่า Omniscience (โอมนิซี-เอ็นซ์) ซึ้งมาจากษาลาตินสองคำ ได้แก่ omni(โอมนิ) ซึ่งแปลว่า"ทั้งหมด"และ scientia(ไซเอ็นเทีย)คือ"ความรู้"พระเจ้าทรงทราบทุกเหตุการณ์ตั้งแต่อดีตกาล ไม่ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นแค่ความเป็นไปได้ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ก่อนพระเจ้าทรงสร้างโลก พระเจ้าทรงทราบทุกวินาที ปัญหาทุกเรื่อง และบาปทุกประการในชีวิตของคุณตั้งแต่เกิดจนวันตาย ถึงแม้ว่าความรู้ของพระองค์ทรงอยู่เหนือการเวลา แต่พระองค์ไม่เคยใช้ความหยั่งรู้ของพระองค์นั้นละเมิดเสรีภาพในการตัดสินใจของมนุษย์ ในแผนการของพระเจ้า พระองค์ทรงสถาปนาให้มนุษย์ทุกคนมีความคิดเสรีในการตัดสินใจ{volition "เสรีภาพในการตัดสินใจ" เป็นส่วนของจิตใจซึ่งเราได้ใช้ในการ ตัดสินความคิด และการกระทำของตน}มีสิทธิ์เลือกที่จะรับหรือที่จะปฎิเสธพระคุณของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ คุณจึงต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินและการกระทำทุกเรื่องของคุณ(โรม บทที่14: ข้อ12)

ทั้งสามพระภาคในตรีเอกานุภาพทรงสัพพัญญู พระบิดาทรง"สมบูรณ์ในความรู้"(โยบ บทที่37: ข้อ16; เปรียบเทียบกับ มัทธิว บทที่6: ข้อ8; บทที่10: ข้อ29-30; กิจการ บทที่1: ข้อ24)พระบุตร"ทรงทราบทุกสิ่ง"(ยอห์น บทที่18: ข้อ4; เปรียบกับ มัทธิว บทที่9: ข้อ4; ยอห์น บทที่2: ข้อ25) และพระคัมภีร์กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าทรงเป็น"วิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ...การวินิจฉัยและ...ความรู้"(อิสยาห์ บทที่11: ข้อ2)


VII
επτά
eptá
7
Omnipresence
(ทรงสถิตอยู่ทุกที่)

พระองค์ทรงอยู่นอกเหนือเขตจำกัดของเนื้อที่ พระองค์ทรงอยู่ในทุกที่และอยู่นอกเหนือทุกสิ่ง คำว่า immanence (อิมะเนนซ์) หมายถึงการที่พระเจ้าทรงสถิตในทุกที่ในธรรมชาติ ในประวัติสตร์ และในเหตุการณ์มนุษย์ทุกเรื่อง(เยเรมีย์ บทที่23: ข้อ23-24; กิจการ บทที่17: ข้อ27-28)

คำว่า transcendence(แทรน-เซ็นเดนซ์) หมายความว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่นอกเหนือจากจักวาลที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้าง และพระองค์ไม่ถูกกักบริเวณเพราะความจำกัดของเนื้อที่(สดุดี บทที่113: ข้อ5; อิสยาห์ บทที่55: ข้อ8-9; ยอห์น บทที่8: ข้อ23)

พระคำว่า"แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยสง่าราศีของพระองค์"(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ3ข)ได้บอกเราว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในทุกจุดของจักวาล ในขณะเดียวกันพระองค์ยังทรง"บริสุทธิ์"และทรง"สูงและเทิดทูนขึ้น"(อิสยาห์ บทที่6: ข้อ1, ข้อ3ก)นอกจากการที่พระองค์ทรงสถิตทุกที่ พระองค์ยังสามารถปรากฏอยู่เฉพาะที่ด้วย เช่น

1.ทรงให้ธรรมบัญญัติแก่โมเสส(เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่4: ข้อ10)

2.การทรงปรากฏในรูปแบบต่างๆ(เรียกว่า theophany)(ปฐมการ บทที่18: ข้อ1; อพยพ บทที่3: ข้อ2-6; กันดารวิถี บทที่14: ข้อ10; 1พงศ์กษัตริย์ บทที่8: ข้อ10-11; อิสยาห์ บทที่6; เปรียบกับ ยอห์น บทที่12: ข้อ37-41)

3.การทรงบังเกิดและทรงดำรงอยู่บนโลกในฐานะมนุษย์ คือ พระเยซูคริสต์เจ้า(ยอห์น บทที่1: ข้อ14)

4.การทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อ (ยอห์น บทที่14: ข้อ20, ข้อ23; 2โครินธ์ บทที่6: ข้อ16)

การที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ทุกที่เป็นการรับรองว่าผู้เชื่อไม่ได้อยู่โดยลำพัง(ฮีบรู 13:5ข) พระบิดาทรงอยู่เต็มฟ้าสวรรค์และโลก(เยเรมีย์ 23:23-24) พระบุตรผู้ซึ่งสถิตอยู่ในพระบิดา และในผู้เชื่อ(ยอห์น บทที่14: ข้อ20; โคโลสี บทที่1: ข้อ27)ก็ทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงอยู่กับ(ผู้เชื่อ) ทั้งหลายเสมอไป(มัทธิว บทที่28: ข้อ20) และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสถิตอยู่ภายในผู้เชื่อในยุคคริสตจักรทุกคน(1โครินธ์ บทที่6: ข้อ19)[ยุคสมัยในประวัติของมนุษย์(dispensations)เป็นหลักศาสนศาสตร์ที่อธิบายถึงการที่พระเจ้าทรงแบ่งแยกประวัติศาสตร์ของมนุษย์ออกเป็นยุคสมัยต่างๆ พระคัมภีร์ได้ระบุถึง 6 ยุคสมัยอย่างชัดเจนซึ้งต่อเนื่องกัน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีบทบาทที่เกียวเนื่องกันกับยุคสมัยอื่นๆ แต่ละยุคสมัยนั้นได้เปิดเผยแผนการ น้ำพระทัย และพระประสงค์ที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์ชาติ ส่วนยุคคริสตจักร ก็เริ่มต้น ณ วันเพนเทคอสต์ ราวๆปี 30 แล้วจะสิ้นสุดลงเมื่อคริสตจักรจะถูกรับขึ้นไป(the Rapture) การศึกษาเรื่อง dispensations เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผู้เชื่อจะสามารถเข้าใจมุมมองของพระเจ้าทีมีต่อประวัติศาตร์อย่างถูกต้อง ศึกษาเพิ่มเติมได้จาก The divine Outline of Historygrinispensation and the church(1990)หน้า 63-70]


VIII
οκτώ
októ
8
Omnipotence
(ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุด)

พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งได้ มีความสามารถและสิทธิอำนาจที่ไม่จำกัด ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดของพระองค์ได้รับรองว่า"ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้"(ลูกา บทที่1: ข้อ37) หากจะบอกว่าพระเจ้าทรงจำกัด ก็จำกัดโดยพระองค์เอง เพื่อให้สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำสอดคล้องกับพระลักษณะ
อันสมบูรณ์แบบของพระองค์ พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งที่พระองค์ทรงพึ่งประสงค์ แต่อาจไม่ประสงค์ แต่อาจไม่ประสงค์ที่จะกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำได้(เอเฟซัส บทที่1: ข้อ1)

ฤทธานุภาพไม่สิ้นสุดทรงมีแด่ทั้งพระบิดา พระบุตร และวิญญาณบริสุทธิ์ พระบิดาทรงถูกเรียกว่า"ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์"(โยบ บทที่11: ข้อ7)และฤทธานุภาพของพระองค์ทรงของพระองค์ทรงดำลงอยู่ตลอดชั่วนิรันดร์(โรม บทที่1: ข้อ20) ฤทธานุภาพของพระบุตรได้สร้างจักรวาน ทรงผดุงสรรพสิ่งไว้ และทรงกระทำให้ประวัติศาสตร์ดำรงไปอย่างต่อเนื่อง(อิสยาห์ บทที่40: ข้อ26; เปรียบกับ โคโลสี บทที่1: ข้อ16-17; ฮีบรู บทที่1: ข้อ3) พระเยซูคริสต์ทรงพระนามว่า"ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์"และ"ผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด"(ปฐมการ บทที่17: ข้อ1; อิสยาห์ บทที่9: ข้อ6; วิวรณ์ บทที่4: ข้อ8; บทที่19: ข้อ6) และในพระธรรมโรมยังเขียนถึงพระองค์ว่า

"ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุภาพคือโดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่า เป็นพระบุตรของพระเจ้า"
(โรม บทที่1: ข้อ4ข)

พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงประทานฤทธิ์ได้ทรงประทานฤทธิ์เดชแก่ความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์ในการเป็นขึ้นจากความตาย และนี่คือฤทธิ์เดชอันเดียวกันซึ่งพระองค์ทรงประทานแก่ผู้เชื่อในการปฏิบัติตามแผนการของพระบิดา (เศคาริยาห์ บทที่4: ข้อ6; กิจการ บทที่1: ข้อ8; โรม บทที่15: ข้อ19)

ในเวลาที่พระเยซูคริสค์ทรงประทับอยู่บนโลก พระองค์ทรงจำกัดการใช้ฤทธิ์เดชจากความเป็นพระเจ้าของพระองค์ให้เป็นตามพระทัยของพรบิดา
(ยอห์น บทที่5: ข้อ17; บทที่6: ข้อ65; บทที่8: ข้อ28 ฟิลิปปี บทที่2: ข้อ6-8) และเพื่อพระองค์สามารถสำแดงฤทธ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์(อิสยาห์ บทที่42: ข้อ1; มัทธิว บทที่4: ข้อ1; ลูกา บทที่4: ข้อ18-19; ยอห์น บทที่3: ข้อ34) ด้วยว่าพระองค์(พระเยซูคริสต์)ประสงค์ให้ผู้เชื่อในยุคคริสตจักรได้เข้าใจว่าฤทธิ์เดชในการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณได้มาจากการปฏิบัติแผนการของพระบิดา และการพึ่งพาฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

IX
εννέα
ennéa
9
Immutability
(การไม่ทรงเปลี่ยนแปลง)

พระเจ้าไม่ทรงเปลี่ยนแปลง พระองค์ไม่สามารเปลี่ยนแปลงพระองค์เอง และไม่สามารถถูกเปลี่ยนโดยปัจจัยภายนอก พระองค์ทรงเป็นเสถียรภาพที่
สมบูรณ์แบบ การตัดสินพระทัย ความสัพพัญญู ความชอบธรรม และพระลักษณะอื่นๆของพระองค์ไม่เคยเปลี่ยน และไม่มีวันจะเปลี่ยนไป(กันดารวิถี บทที่23: บทที่19; สดุดี บทที่33: ข้อ11; บทที่102: ข้อ27; มาลาคี บทที่3: ข้อ6) เช่นเดียวกัน พระคำและพระราชกิจของพระองค์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

คงมีหลายคนตั้งคำถามว่า"หากพระเจ้าทรงฤทธานุภาพอย่างไม่สิ้นสุด พระองค์ก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้ตามชอบพระทัยของพระองค์ ไม่ใช่หรือ?"ไม่ได้! พระลักษณะของพระองค์ทรงสอดคล้องกับคุณธรรมของพระองค์ จะไม่มีพระลักษณะหนึ่งมีอำนาจเหนือกว่าอีกพระลักษณะหนึ่ง หรือจะกระทำพระราชกิจซึ่งขัดกับพระลักษณะอื่นของพระองค์ นั่นหมายความว่าพระองค์จะไม่ทรงกระทำอะไรที่จะขัดกับพระประสงค์ของพระองค์ เพราะฉะนั้น ฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงพระองค์ได้

การที่พระองค์ไม่ทรงเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่รับลองว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่สัตย์ซื่อ เราวางใจพระองค์ได้ พระองค์จะไม่ทำให้เราผิดหวัง พระองค์
ทรงสัตย์ซื่อรักษาพระคำของพระองค์ไว้(ฮีบรู บทที่6: ข้อ17-19) พระสัญญาของพระองค์ไม่เคยล้มเหลวสักคำเดียว(1พงศ์กษัตริย์ บทที่8: ข้อ56) ถึงแม้ว่าเราอาจไม่สัตย์ซื่อ แต่พระองค์ทรงสัตย์ซื่อเสมอ (2ทิโมธี บทที่2: ข้อ13)ในพระบิดา"ไม่มีการแปรปรวน หรือไม่มีเงาอันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลง"(ยากอบ บทที่1: ข้อ17) พระเยซูคริสต์"ทรงเหมือนเดิมในเวลาวานนี้ และวันนี้ และต่อๆไปเป็นนิจกาล"(ฮีบรู บทที่13: ข้อ8) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสัตย์ซื่อที่จะช่วยผู้เชื่อในทุกเรื่อง(ยอห์น บทที่14: ข้อ16) และที่จะสั่งสอนพระคำของพระเจ้า(1โครินธ์ บทที่2: ข้อ13)

X
δέκα
déka
10
Truth
(ความจริง)

พระเจ้าทรงเป็นความจริงสูงสุด(สดุดี บทที่12: ข้อ6) ความจริงนั้นได้สำแดงแก่มนุษย์ผ่านพระคำของพระองค์(ยอห์น บทที่8: ข้อ45-46) ในพระราชกิจของพระองค์(สดุดี บทที่33: ข้อ4) และวิถีทางของพระองค์(วิวรณ์ บทที่15: ข้อ3)พระองค์ทรงสำแดงและตรัสความจริงในการเปิดเผยของพระองค์ในทุกรูปแบบ รวมถึงพระบัญชา พระสัญญา และคำตักเตือน ความสัตย์ซื่อของพระองค์ทรงค้ำจุนพระคำอันสัตย์จริงของพระองค์(สดุดี บทที่100: ข้อ5)พระบุตรทรงรับรองถึงความสัตย์จริงของพระองค์โดยตรัสว่า"พระองค์ผู้ทรงใช้เรามานั้นทรงสัตย์จริง"(ยอห์น บทที่7: ข้อ28 เปรียบกับ ยอห์น บทที่17: ข้อ3)เมื่อตรัสถึงพระองค์เอง พระเยซูตรัสว่า"เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากเรา"(ยอห์น บทที่14: ข้อ6) และพระคัมภีร์เขียนถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า "พระวิญญาณทรงเป็นความจริง"(1ยอห์น บทที่5: ข้อ7)

ความเข้าใจว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดและทรงมีลักษณะอย่างไร และการพึ่งพาพระลักษณะอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ทั้งในยาม ทุกข์ยากลำบาก และในยามเจริญรุ่งเรืองได้สร้างความมั่นใจและความสงบสันติภายในจิตใจของผู้เชื่อ ผู้เชื่อจึงสามารถทำการตัดสินใจที่ประกอบด้วย สติปัญญา แล้วจะปฏิบัติอย่างถูกต้องในทุกสถานการณ์ของชีวิต







Cowboy Bebop - Space Lion by The Seatbelts

https://www.youtube.com/watch?v=2NalThWdU3M


Edit by Charcoal - 23 มิ.ย.61 เวลา 22:13:58 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 13 ก.พ.59 เวลา 11:56:56 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ