Charcoal
FREE RUNNING

Epistle of James {chapter 1 } part 6

Epistle of James {chapter 1 } part 6


{1:6ข-8 เพราะว่าผู้ที่สงสัยก็เป็นเหมือนคลื่นในทะเล ซึ่งถูกลมพัดให้ปั่นป่วน [ความเครียดภายในจิตใจ] และซัดไปมา[ความไม่มั่นคง] ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใด[พระพรพิเศษ]จากองค์พระผู้เป็นเจ้าเลย คนสองจิตใจ["διψυχος" dipsuchos /ดิบซูคอส] เป็นคนไม่มั่นคงในบรรดาทางทั้งหลายของเขา}


ผู้เชื่อที่เติบโตขึ้นในพระคุณและความรู้ได้เข็มแข็งในการประยุกต์พระคำของพระเจ้าด้วยความเชื่ออย่างไรก็ตาม คริสเตียนที่ดำเนินชีวิตโดยอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า และยอมให้อารมณ์ของเขาครอบงำจิตใจแทนที่จะมีความคิดอย่างมีเหตุมีผล ไม่อาจอธิษฐานอย่งเกิดผลได้ ความหวั่นไหวภายในจิตใจและไม่มั่นคงกลายเป็นวิถีชีวิตของเขาแล้ว การที่เขาได้พลาดที่จะดำเนินชีวิตภายใต้สิทธิอำนาจของพระเจ้าทำให้เขาพัฒนาอีกบุคลิกหนึ่ง หรือ บางทีก็อาจมีหลายบุคลิกได้

ในพระคัมภีร์มีคำศัพท์ 3 คำซึ่งอธิบายภาพรวมเกี่ยวกับโรคจิต อาจารย์เปาโลได้แนะนำวิชานี้ด้วย
คำว่า "σαρκικός" sarkikos (ซาคิคอส)(1 โครินธ์ 3:3) และ "σάρξ" sarx (ซาคซ์) (เช่น โรม 7:18) ทั้งสองคำนี้มีความหมายว่า "เนื้อหนัง" และเป็นคำที่ผู้เขียนพระคัมภีร์ใช้เพื่อพูดถึงธรรมชาติบาปเพราะว่าธรรมชาติบาปอาศัยอยู่ในโครงเชลล์ของร่างกาย {ธรรมชาติบาปไม่สามารถทำการได้โดยปราศจากชีวิตของ มนุษย์ เนื่องจากการล่อลวงต่อเจตจำนงที่มาจากธรรมชาติบาปนั้นต้องปรากฏขึ้นมาเป็นความคิดในจิตใจก่อน เพราะฉะนั้นธรรมชาติบาปเริ่มทำการเมื่อตัวอ่อนในครรภ์ได้คลอดออกมาและกลายเป็นมนุษย์เพราะได้รับจิตใจ(soul)จากพระเจ้า ดังนั้น ชีวิตของมนุษย์และการ ทำการของธรรมชาติบาปได้เริ่มต้นพร้อมๆกัน เมื่อพระเจ้าทรงประทานจิตใจให้กับร่างกายในเวลาคลอด พระเจ้าได้ใส่(imputes) บาปดั้งเดิมของอาดัมไว้ กับธรรมชาติบาป ด้วยเหตุนี้ มนุษย์ได้เกิดมาโดยมีชีวิตฝ่ายร่างกาย แต่ตายฝ่ายวิญญาณ"เพราะทุกคนทำบาป[เนื่องจากบาปขอบอาดัม]และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า"(โรม 3:23) "เพราะว่าคนเป็นอันมาก[มนุษย์]เป็นคนบาป เพราะคนคนเดียว[อาดัม]ที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมาก[ผู้เชื่อในพระคริสต์] ก็เป็นคนชอบธรรม[ในสายพระเนตรของพระเจ้าตั้งแต่เวลารอด]เพราะคนเดียว[ความเป็นมนุย์ของพระเยซู] ที่ได้ทรงเชื่อฟังฉันนั้น(โรม 5:19)"} อย่างไรก็ตาม คำ 'ซาคิคอส' นั้น มีความหมายทางวิชาการมากกว่า 'ซาคร์' และมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่า โดยอธิบายถึงการที่ผู้เชื่อถูกควบคุมด้วยธรรมชาติบาป คำนี้ได้อธิบายว่าคนไข้โรคจิตส่วนใหญ่ได้พัฒนาอาการโรคจิตอย่างไร คนที่ชอบอิจฉาอาจพัฒนาบุคลิกที่สอง ซึ่งเป็นบุคลิกที่หมกมุ่นกับบาปอิจฉา คนที่ชอบล่วงประเวณีอาจพัฒนาบุคลิกที่สอง เป็นบุคลิกที่หมกมุ่นกับเรื่องเพศและอื่นๆอีกมากมาย

ถ้ามีผู้หนึ่งได้ดำเนินชีวิตภายใต้บาปบางประการเป็นเวลายาวนาน สุดท้ายเขาจะพัฒนาโรคจิตบางอย่าง เช่น การแยกตัวออกจากความจริง(dissociation) หรือ สคิโซฟรีเนีย (schizophrenia เป็นโรคจิตประเภทหนึ่งที่คนไข้มักจะเก็บตัว) ท่านยากอบได้อธิบายถึงคนนี้ว่าเป็นคน"สองจิตใจ"เพื่ออธิบายถึง ผู้เชื่อทีได้พัฒนาสองบุคลิกขึ้นไป(split personality)หากคนนี้ยังคงเลี้ยงบุคลิกนั้นไว้อย่างต่อเนื่อง เขาก็จะกลายเป็นคนวิกลจริต (שׁגּעון shigaon ซา-กัย-โอน madness ) โมเสสได้ใช้คำฮีบรูนี้เพื่ออธิบายอาการที่เกิดขึ้นกับหลายคนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดานกับโมเสส(เฉลยธรรมบัญญัติ 28:28)

นี่คือขบวนการของผู้เชื่อที่กำลังถอยหลังฝ่ายวิญญาณ การถอยหลังฝ่ายวิญญาณนั้นเป็นวิถีชีวิตของผู้เชื่อที่ได้เลือกกบฏและหันไปจากแผนการ น้ำพระทัย และพระประสงค์ทีพระองค์ทรงมีต่อชีวิตของเขา ผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณไม่ได้เสียความรอดของเขาไป แต่อยู่ภายใต้อิทธิพลแห่งระบบโลกของ ซาตาน เขาใช้ความคิดเสรีของตน โดยเลือกที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับบาปและความชั่ว และจะต้องทุกข์ทรมานกับความโศกเศร้าที่ เขานำมาให้กับตนเอง (Self-induced misery) และการตีสอนจากพระเจ้า (divine discipline)

การถอยหลังฝ่ายวิญญาณได้เกิดขึ้นตาม 8 ขั้นตอนดังนี้ คือ


1.Reaction and distraction (การตอบโต้ และ การหันเห)

เมือผู้เชื่อได้ตอบโต้ต่อผู้อื่นหรือสถานการณ์ที่กดดัน นั่นเป็นเพราะว่าเขาถูกหันเหด้วยความบาปทางด้านอารมณ์และความเย่อหยิ่ง เช่น อิจฉา ขมขื่น เคียดแค้น ไม่ให้อภัย พูดใส่ร้าย สงสารตัวเอง มักใหญ่ใฝ่สูง กลัว ตัดสินผู้อื่น นินทา และอื่นๆ
เราได้ถูกหันเหจากการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณเมื่อเรามีค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง สิ่งใดที่เราคิดว่าสำคัณกว่าการเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์และการดำเนินชีวิตฝ่ายวิญญาณเป็นค่านิยมที่ผิด การมีค่านิยมที่ผิดทำให้ผู้เชื่อเรียงลำดับความสำคัญที่ผิดพลาดเช่นกัน(has false priorities)จากนั้นเขาจะจัดเวลาของเขาโดยเน้นกิจวัติซึ่งไม่สำคัญต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณ แล้วจะถูกหันเหออกจากแผนการของพระเจ้า การตอบโต้ และการหันเหจากพระเจ้าทำให้ผู้เชื่อไม่มีความสุข ซึ่งจะนำเขาไปสู่ขั้นตอนที่สอง


2.frantic search for happiness (การแสวงหาความสุขอย่างไร้สติ)

ผู้เชื่อในพระคริสต์จะสามารถมีความสุขได้ก็ต่อเมื่อเขากำลังอยู่ในพระทัยของพระเจ้าและกระทำตามแผนการที่พระเจ้าทรงมีต่อชีวิตของเขาเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชื่อที่อยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าไม้ได้นึกถึงความจริงข้อนี้ จึงแสวงหาความสุขโดยพยายามตอบสนองความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง คือ กิเลสตัณหาแห่งธรรมชาติบาปซึ่งมาในหลายรูปแบบ อาทิเช่น ผู้เชื่ออาจมีความต้องการที่จะมีอำนาจและอิทธิพลเหนือผู้อื่น(power) ต้องการมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น(approbation) ต้องการให้ผู้อื่นเชื่อและคิดตามเขา(crusader lust) ต้องการเงินทอง(money) ต้องการเมาเหล้าและเมายา(chemical lust) ต้องการเพศพันธ์และยุ่งเกี่ยวกับการลามก(sex) หรือต้องการกระทำอาชญากรรม(crime) ยังมีการแสวงความเพลิดเพลินที่เบากว่า เช่น ความต้องการที่จะมีสังคม หรือที่จะท่องเที่ยว ซึ่งอาจเป็นความต้องการที่เกิดจากธรรมชาติบาป ถึงแม้ว่าไม่มีความต้องการฝ่ายเนื้อหนังใดๆ ที่จะนำสันติสุขมาสู่ชีวิตของผู้เชื่อ แต่เขาเชื่อว่าสิ่งที่เขากำลังแสวงหานั้นจะทำให้เขามีความสุข เขาได้ถูกหลอกด้วยธรรมชาติบาปของตนเอง ก็เป็นการหลอกตัวเองอย่างแท้จริง


3.operation boomerang (การปฎิบัติการ บูมเมอแรง)

ไม่ว่าผู้เชื่อจะประสบความสำความสำเร็จในการไขว่คว้าสิ่งที่ฝ่ายเนื้อหนังของอยากได้หรือไม่ก็ตามความทุกข์ของเขาจะต้องทวีมากยิ่งขึ้น หากเขาได้รับในสิ่งที่เขาแสวงนั้น ความทุกข์ของเขาก็จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้นำความสุขมาสู่เขาตามที่เขาได้คิดไว้ ในกรณีที่เขาไม่ได้สิ่งนั้น เขายังเชื่อว่านั้นจะนำความสุขมาให้เขา จึงจะพยายามไข่ว่คว้าต่อไป เขาได้ขว้างบูมเมอแรงออกไปหลายครั้ง แต่ก็ไม่ถูกเป้าสักครั้ง มันได้แต่วนกลับมาโดนหัวเขาเองทุกที ความผิดหวังและความเสียใจที่ไม่ได้ดั่งใจ ได้แต่ทำให้เขามีความทุกข์มากขึ้นกว่าเดิม


4.emotional revolt of the soul (อารมณ์กบฏต่อความคิดและจิตใจ)

การแสวงหาความสุขปลอม(pseudo happiness)ได้นำไปสู่ความผิดหวัง(frustration)และความซึมเศร้า อาการแบบนี้ได้นำผู้เชื่อที่ถอยหลังฝ่ายวิญญาณอยู่ถึงขั้นที่ 4 คือ การที่อารมณ์กบฏต่อความคิดและจิตใจ นี่คือการที่ความคิด การตัดสินใจ และการกระทำของผู้เชื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของอารมณ์ หากเขารู้สึกดีหรือแค่รู้สึก 'ขนลุก' เขาคิดว่าเขากำลังมีประสบการณ์กับพระเจ้า หากเขาร้องไห้ในเวลาที่กำลังร้องเพลงนมัสการพระเจ้า นั่นแสดงว่าเขารักพระองค์ หากเขาหลงรักผู้หญิงสักคน เขาก็จะขอเธอแต่งงาน คนเช่นนี้ไม่มีความคิดของพระเจ้าในกระแสความคิดของเขา ผู้เชื่อที่กำลังถอยหลังฝ่ายวิญญาณไม่ได้ทำการตัดสินใจจากรากฐานแห่งความจริงและหลักการ แต่ตามความคิด ความรู้สึก และอารมณ์ของตน เขาไม่สามารถควบคุบบาปทางด้านอารมณ์ เช่น ความกลัว ความกระวนกระวาย การสงสารตัวเองและอื่นๆ เขาได้ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดาเพื่อตั้งต้นใหม่กับพระองค์(rebound 1ยอห์น 1:9 )และปฏิเสธที่จะศึกษาพระคำของพระเจ้า เพราะสิ่งนี้ต้องใช้ความคิดและไม่ได้กระตุ้นอารมณ์ของเขา ยิ่งอารมณ์ได้ควบคุมจิตใจมากเท่าใด การที่ผู้เชื่อจะหันกลับมาจากการถอยหลังฝ่ายวิญญาณก็ยิ่งยากมากขึ้นเท่านั้น

ผู้เชื่อที่อารมณ์ได้กบฎต่อความคิดและจิดใจได้กลายเป็นผู้เชื่อที่ยโสและเห็นแก่ตัว เขามักจะเรียกร้องสิ่งต่างๆ จากพระเจ้าและผู้อื่น เมื่อเขามีความทุกข์ที่เขาได้ก่อให้กับตนเอง(self-inducedmisery) หรือกำลังรับตีสอนจากพระเจ้า(divine discipline) เขาคิดว่าการอิธิษฐานจะลบล้างความทุข์นั้นให้หายไปจากชีวิในทันที เขาคิดว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะอธิษฐานขอพระองค์ทรงจัดการกับปัญหาของเขา ในขณะที่การแก้ไขที่แท้จริง คือ การใช้ความคิดเสรีของตน(volition) อย่างถูกต้อง


5.permanent negative volition (การปฏิเสธพระเจ้าอย่างถาวร)

จากการผ่าน 4 ขั้นตอนแรกแห่งการถอยหลังฝ่ายวิญญาณ ผู้เชื่อจะไม่เรียงลำดับความสำคัญในชีวิตตามพระคำ และลืมค่านิยมและมาตรฐานแห่งหลักคำสอนพระคัมภีร์ไปเสีย จนกระทั่งเขาไม่สามารถควบคุมชีวิตและอนาคตของตนได้ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ผู้เชื่อปฏิเสธที่จะศึกษาพระคำของพระเจ้าอย่างถาวร หากผู้เชื่อได้ปฏิเสธที่จะศึกษาพระคำของพระเจ้า เขาจะไม่มีวันที่จะเข้าใจน้ำพระทัย แผนการ และ พระประสงค์ที่พระองค์ที่พระองค์ทรงมีต่อชีวิตของเขา เพราะฉะนั้น การกระทำของเขาทุกประการจะถูกนับว่าเป็น"การกระทำที่ตายแล้ว" (dead works)และ"การกระทำดีของมนุษย์"(human work)ซึ่งพระเจ้าไม่ทรงรับ(1 โครินธ์ 3:12-15) เขากำลังปฏิบัติชีวิตโดยกำลังแห่งเนื้อหนัง ไม่ใช่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวจนะของ พระเจ้าที่ผู้เชื่อได้สะสมไว้ในจิตใจ และจากฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์

เนื่องจากเขาได้ปฎิเสธพระคำของพระเจ้า เขาจะสร้างความเย่อหยิ่งมากยิ่งกว่าเดิม เปรียบเสมือนกับคนหัดขี่จักยานจนสุดท้ายเขาก็ขี่ได้อย่างอัตโนมัติ ผู้เชื่อคนนี้ได้พัฒนาทักษะความเย่อหยิ่งจนมันกลายเป็นนิสัย ทักษะความเย่อหยิ่งมี 3 ขั้นตอนดังนี้คือ

1.หาเหตุผลว่าสิ่งที่ตนทำนั้นถูกต้องแล้ว (self-justification) นี่คือการที่ผู้เชื่อได้บอกตนเองว่า"ฉันมีสิทธิ์ที่จะกระทำบาปนั้น ฉันสมควรทำแบบนี้อยู่แล้ว" หรือ "เขาทำให้ฉันทำบาป ฉันจึงจะไม่ต้องรับผิดชอบต่อบาปนั้น"

2.การหลอกตัวเอง (self-deception) คือการที่ผู้เชื่อได้หลอกตนเองเกี่ยว กับเรื่องการกระทำบาปและเรื่องความสุขที่แท้จริง

3.การหมกมุ่นกับตนเอง (self-absorption) เป็นสถานะที่ผู้เชื่อถูกควบคุมด้วยบาปทางด้านอารมณ์


6.black-out of the souls (มืดบอดในจิตใจ)

เนื่องจากผู้เชื่อที่อยู่ในขั้นตอนที่ 6 แห่งการถอยหลังฝ่ายวิญญาณไม่มี หรือแทบจะไม่มี หลักคำสอนพระคัมภีร์ภายในจิตใจของเขา เขาก็จะไม่มีอะไรปกป้องจิตใจจากข้อมูล การสั่งสอน หรือแนวคิดที่ผิด ในสภาพนี้ ผู้เชื่อจะเชื่อเรื่องโกหกของซาตาน(เอเฟซัส 4:17,18; 1ยอห์น 2:11; 1ทิโมธี 4:1) มีแต่ความจริงในกระแสความคิดเท่านั้นที่จะช่วยปกป้องเราจากหลักคำสอนที่ผิด เมื่อผู้เชื่อและสะสมหลักคำสอนที่ผิด ความจริงที่เขาเคยมีในจิตใจจะถูกลบล้างออกไปในที่สุด


7.scar-tissue of the soul (แผลเป็นที่จิตใจ)

เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ก็จะไม่มีความจริงในส่วนต่างๆของจิตใจ (compartments of the souls) ไมีมีความจริงในเวที หรือ ฐานเก็บและเรียงข้อมูล (frame of reference) ศูนย์ความจำ (memory center) ทีสะสมคำศัพท์ (vocabulary storage) ที่สะสมข้อมูลตามประเภทต่างๆ (categorical storage) แผนกสำนึกถูกผิด (conscience) แผนกเสริมสร้างการก้าวหน้า (momentum) และแผนกสติปัญญา (wisdom department) (เอเฟซัส 4:18; เยเรมีห์ 7:25-27) ถึงแม้ว่าผู้เชื่ออาจเคยมีความจริงอยู่ในจิตใจมาก่อน แต่ความจริงนั้นได้ถูกลืมไปและถูกแทนที่ด้วยหลักการและความเชื่อผิดๆ จิตใจของมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำงานไปด้วยความจริง ไม่ใช่ความเท็จ ในขั้นตอนที่ 7 นี้ ผู้เชื่อได้เป็นปรปักษ์ต่อความจริงและผู้ที่สอนความจริง และโดยเขาได้ปฏิเสธหลักคำสอนพระคัมภีร์ เขาจึงได้ปฎิเสธจิตใจของพระคริสต์ (1โครินธ์ 2:16) นี่เป็นการรับรองว่าคนนี้เป็นปรปักษ์ต่อพระเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของตน(มัทธิว 6:24)


8.reverse process-reversionism (ความคิดและทัศนคติที่อยู่ตรงข้ามจากน้ำพระทัย พระประสงค์ และแผนการของพระเจ้า)

นี่คือขั้นตอนสุดท้ายแห่งการถอยหลังฝ่ายวิญญาณ เป็นผลลัพธ์จากการรวมประตู 6 และ 7 ทุกสิ่งที่ดีและมีคุณค่าในชีวิตถูกปฏิเสธ ในขณะที่ผู้เชื่อได้ยอมรับและเชื่อได้ยอมรับและเชื่อในสิ่งที่ไรประโยชน์และเป็นเรื่องไร้สาระ การที่ผู้เชื่อถอยหลังฝ่ายวิญญาณเป็นเวลานานทำให้เขาปฏิเสธคำบัญชาของพระเจ้าทุกประการและ ทำให้การเรียงลำดับคววามสำคัญ และ ค่านิยมในชีวิตกลับตรงกันข้ามกันข้ามกับทีเคยเป็น

ผู้เชื่อที่ปกติดีจะมีจิตใจที่สมบูรณ์ ด้วยว่าทุกส่วนได้สอดคล้องกันและตรงกับหลักคำสอนพระคัมภีร์ในข้อที่ 8 ยากอบได้แนะนำเรื่องเกี่ยวกับผู้เชื่อซึ่งได้พัฒนาอีกบุคลิกหนึ่ง ด้วยคำว่า "διψυχος"(ดิบซูคอส ซึ่งมีความหมายตรงตัวอักษรว่า สองจิตใจ) ด้วยการแยกตัวออกจากความจริง (dissociation) มนุษย์ทำให้จิตใจของตนแตกแยกจนกลายเป็นสองบุคลิก นี่เป็นขบวนการที่ทำลายความสมบูรณ์และความสอดคล้องภายในจิตใจ คนไข้จะมีความคิดและการประพฤติบางอย่างซึ่งเขาควบคุมไม่ได้ ความคิดเหล่านั้นจะแยกตัวออกจากกระแสความคิดและบุคลิกหลัก และจะก่อบุคลิกที่สองขึ้นมา หรือ ในบางกรณีก็อาจจะมีอีกหลายบุคลิกก็ใด้

มีสามปัจัยซึ่งทำให้ผู้เชื่อต้องเสี่ยงต่อการพัฒนาบุคลิกที่สอง ปัจจัยแรก คือ การยอมให้ปัญหาและความกดดันภายนอกจิตใจ (outside pressure) กลายเป็นความเครียดภายในจิตใจ (stress in the soul)ปัจจัยที่สอง คือ การจำนนต่อธรรมชาติบาปอย่างต่อเนื่อง และปัจจัยที่สาม คือ การที่ผู้เชื่อได้ถอยหลังอย่างมีศีลธรรม (moral degeneracy) หรือ ถอยหลังอย่างไร้ศีลธรรม (immoral degeneracy)ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

ผู้เชื่อที่ถอยหลังอย่างมีศีลธรรม ได้เน้นการกระทำดีและการรับใช้พระเจ้า แต่ไม่ได้คึกษา จดจำและประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์ จึงไม่ได้เติบโตขึ้นในพระคุณและความรู้ของพระผู้เป็นเจ้า เขาปราถนาที่จะตอบสนองกิเลสตันหาของตนเองเท่านั้น เช่น เขามีความต้องการที่จะมีชื่อเสียงในคริสตจักร และเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น หรือต้องการชีวิตสังคมในคริสตจักรท้องถิ่นของเขา เขาเย่อหยิ่งมากเพราะตนเองมีศีลธรรมและรับใช้พระเจ้าแยะ แต่เขาไม่สามารถควบคุมบาปทางความคิดและคำพูดเขาอาจร้องเพลงพระเจ้ามากมาย อธิษฐานอาทิตย์ละหลายร้อยหัวข้อ และชอบพูดคำว่า"ขอบพระคุณพระเจ้า" หรือ "ขอพระเจ้าอวยพร" อย่างเป็นนิสัย แต่เขาไม่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเลย

ในอีกด้านหนึ่ง คริสเตียนที่ไร้ศีลธรรมจะแสวงความสุขโดยพยายามตอบสนอง กิเลศตัณหาที่มาในรูปแบบที่โดดเด่นและชัดเจนกว่า เช่น เรื่องเพศ ของมึนเมา อาชญากรรม ฯลฯ ผู้เชื่อคนนี้ได้เพิกเฉยต่อการสร้างความสัมพันธ์กับพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งไม่ต่างจากผู้เชื่อที่ยึดติดกับศีลธรรมและการรับใช้พระเจ้าที่กระทำจากกำลังของมนุษย์ ฉะนั้น เขาจึงต้องแบกทุกข์พอกับผู้เชื่อที่เสื่อมทรามทางด้านศีลธรรม ทั้งผู้เชื่อที่เสื่อมทางด้านศีลธรรม และในทางไร้ศีลธรรมสามารถก่อให้เกิดโรคจิตและสร้างบุคลิกหลายบุลิกได้

เมือผู้เชื่อได้สร้างบุคลิกที่สองแล้ว ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะกลับสู้สภาพเดิมแต่ก็ยังเป็นไปได้ ผู้เชื่อที่ต้องการรับการฟื้นฟูทางจิตใจจะต้องศึกษาพระคำของพระเจ้าอย่างขะมักเขม้น ผ่านการสั่งสอนของศิษยาภิบาลที่มีคุณสมบัติในการสอนพระคำ เมื่อผู้เชื่อได้นำพระคำของพระเจ้ามาประยุกต์ใช้ เขาจะพัฒนาความรักที่เขามีต่อพระเจ้า ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจที่ให้เขาสามารถมีชัยชนะเหนือบาปที่เขาชอบทำ จากการจดจำและสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้ในจิตใจ แผลเป็นและขยะที่อยู่ในจิตใต้สำนึกซึ่งทำลายจิตใจและความเชื่อของเขาจะถูกกวาดล้างออกไปทีละเล็กทีละน้อย และเขาจะเริ่มพัฒนาความมั่นคงและสามารถเกิดผลในชีวิตฝ่ายวิญญาณ

แผลเป็นในจิตใจก่อขึ้นจากการกระทำบาปและการปาบและการปฏิเสธความจริง ทุกครั้งที่คนหนึ่งได้ปฏิเสธความจริง เขาได้สร้างบาดแผลในจิตใจ ซึ่งทำให้เขาเสียความไวต่อความจริง (insensitive to the truth)ทุกครั้งที่ ฟาโรห์ ได้ปฏิเสธคำสั่งของพระเจ้าที่จะปล่อยชาวยิวให้เป็นอิสระ เขาได้สร้างบาดแผลในจิตใจซึ่งพระคัมถีร์บอกว่า"ฟาโรห์ทำพระทัยแข็งกระด้าง"(ภาษาอังกฤษ คือ he hardened his heart)ดุจดังแผลเป็น(scar tissue)ที่ปลายนิ้วมือทำให้คนไม่ไวต่อความร้อน แผลเป็นในจิตใจทำให้ ฟาโรห์ ไม่ไวต่อพระบัญชาของพระเจ้า ดังนั้น พระเจ้าจึงต้องนำภัยพิบัติที่หนักกว่าเดิมมายังอียิปต์ เพื่อจะทะลุแผลเป็นแห่งจิตใจของ ฟาโรห์


You with the sad eyes
Don't be discouraged
Oh I realize
Its hard to take courage
In a world full of people
You can lose sight of it all
And the darkness inside you
Can make you feel so small

But I see your true colors
Shining through
I see your true colors
And that's why I love you
So don't be afraid to let them show
Your true colors
True colors are beautiful

Show me a smile,
Don't be unhappy, can't remember when
I last saw you laughing
If this world makes you crazy
And you've taken all you can bear
You call me up
Because you know I'll be there

And I'll see your true colors
Shining through
I see your true colors
And that's why I love you
So don't be afraid to let them show
Your true colors
Your true colors
Your true colors are beautiful

Dark Souls III - Trailer SONG Version (True Colors of Darkness) cover OST (Official Soundtrack)


Linkin Park - Numb
https://www.youtube.com/watch?v=kXYiU_JCYtU


Linkin Park - Breaking The Habit
https://www.youtube.com/watch?v=v2H4l9RpkwM


Linkin Park - Crawling
https://www.youtube.com/watch?v=Gd9OhYroLN0







Edit by Charcoal - 27 ก.พ.59 เวลา 07:26:50 น.

Edit by Charcoal - 08 เม.ย.59 เวลา 11:12:37 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 10 ก.พ.59 เวลา 10:38:30 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ