Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LOVE FANTASY-06-Tales of Lovingly Dragon ตอนที่ 1 เปลวเพลิงแห่งขะตากรรม (ขึ้นตัวละครใหม่ครับ)

LOVE FANTASY-06-Tales of Lovingly Dragon

ชะตากรรมของคนผู้หนึ่งคล้ายถูกลิขิตมาจากสิ่งใดกัน...

ใช่ถูกกำหนดมาจากชาติกำเนิดหรือไม่...

และกับข้าที่มีชาติกำหนดที่แสนต่อยต่ำกลับหลงรักยังเธอที่อยู่ ณ จุดที่สุดที่สุดจนเกินจะเอื้อมถึง...
--------------------------------------------

เมื่อ 500 ปีก่อน...

“ตายซ่ะ-ริวาซ”

“แต่ต่างหากที่ต้องตาย-สกาย”

เสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งร่างของชายหนุ่มที่สวมยังชุดเกราะสีน้ำครามพุ่งเข้าตวัดดาบใส่พร้อมยังปีศาจที่อาบยังเกราะสีขาวด้วยประกายแห่งแสงสว่างที่พุ่งสวมเข้ามาก็แทงยังประกายดาบที่คมกริบปานสายฟ้า...

“สกาย...ระวัง...”

หญิงสาวที่สวมใส่ยังเกราะสีแดงที่เห็นยังคมดาบกำลังจะแทงในชายหนุ่มถึงกับพุ่งร่างออกไปก่อนที่เสียงกรีดร้องจะดังลั่นขึ้นมา...

“...กรี๊ด...”

“อ๊าก...”

ท่ามกลางเสียงร้องของปีศาจแห่งประกายแสงสว่างที่ดับสูญไปพร้อมทั้งร่างของหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บจนไม่สามารถยืนหยัดอยู่ต่อไปไหว...ชายหนุ่มที่อุ้มยังร่างของหญิงสาวไว้ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่น

“เซเทียน่า...เธออย่าตายน่ะ”

“ขอโทษน่ะ...”

หญิงสาวที่ยกมือขึ้นมาลูบใบหน้ายังชายหนุ่มเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่จะปล่อยมือให้ห้อยตกลงไปพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาว่า

“...ฉันรักคุณ...”

กับลมหายใจที่หลุดลอยหายไปจากร่างท่ามกลางชายหนุ่มที่กอดยังร่างของหญิงสาวเอาไว้แน่ส่งเสียงร้องร่ำไห้ออกมาอย่างดังลั่นว่า

“ทำไม”

“หักใจเถอะ-สกาย”

“เซเทียน่าคงไม่อยากจะเห็นคุณเศร้าเสียใจจากการจากไปของเธอหรอก”

เสียงปลอบใจของเพื่อนรักและสหายที่ร่วมรบทั้งสองกลับไม่เข้าหูยังชายหนุ่มที่หัวใจกำลังแตกสลายอยู่ในยามนี้เลย-เขาที่ก้มลงไปจูบยังหญิงสาวถึงกับส่งเสียงร้องมาอย่างดังลั่นอีกครั้งหนึ่ง...

“ทำไม”

“ครืน”

พร้อมทั้งพื้นพสุธาและวิญญาณของทุกสรรพสิ่งกับสั่นไหวบนพื้นพิภพรอบๆปกคลุมยังร่างชายหนุ่มที่เคยโอบกอดยังร่างของหญิงสาวอยู่กลับปรากฏเป็นรูปปั้นของมังกรสีม่วงและดำกับวิหกสีแดงและเหลืองขึ้นมา...

และหลังจากนั้นสองผู้กล้าที่เหลือทั้ง 2 คนจึงยังแต่งงานกันและร่วมกันสร้างยังอาณาจักรที่สงบสุขขึ้นมาจนกระทั่งจนถึงทุกวันนี้...
-----------------------------------

ตอนที่ 1 เปลวเพลิงแห่งขะตากรรม

ดินแดนแห่งนี้มีชื่อว่า”แฟนตาซี” มันเป็นดินแดนที่พระเจ้าสร้างขึ้น ในดินแดนที่มี 7 มหาทวีปและอีก 4 ทวีปย่อย มีอาณาจักรและหมู่บ้านมากมายนับร้อย แต่ว่าดินแดนแห่งนี้กลับถูกแบ่งออกเป็น 10 ส่วน ด้วยพลังกำแพงแสงของพระเจ้า ด้วยเหตุผลใด...โดยที่เราไม่มีทาง-ได้รับรู้

มหาทวีปที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ตรงกลางของดินแดนนี้-ที่มีนามว่า”โลเกียร์” ถึงกับถูกพระเจ้าแบ่งออกเป็น 5 ส่วน มีหมู่บ้านบางหมู่บ้านถูกตัดผ่าทำให้ได้แค่มองผ่านอยู่กันคนละด้านของกำแพงแสงนั้น และบนมหาทวีปนี้มีอาณาจักรอาณาจักรหนึ่งที่ถูกตัดออกให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวตรงกลางของทวีปที่มีชื่อว่า”ดรีมฟาแลนด์” อาณาจักรนี้พิเศษกว่าอาณาจักรใด เพราะว่าที่เหนือยอดปราสาทของอาณาจักรนี้ มีวิหารซึ่งเป็นที่อยู่ของพระเจ้าลอยอยู่ให้ผู้คนสามารถมองเห็นได้ แต่ว่าด้วยอำนาจของพระองค์จึงไม่มีมนุษย์คนไหนสามารถผ่านเข้าไปได้ เช่นเดียวกับกำแพงแสงที่พระเจ้าใช้แบ่งโลกออกเป็นส่วนๆที่ไม่มีมนุษย์คนไหนก้าวข้ามไปได้

และที่เราเรื่องราวที่เราจะกล่าวต่อไปนี้กลับที่เริ่มต้น ณ ทวีปขนาดใหญ่แห่งหนึ่งทางตะวันตกเของดรีมฟาแลนด์ที่อยู่อีกด้านของกำแพงแสงแห่งพระเจ้า...ยังทวีปที่มีนามว่า”ดราเรน่า”

...ทวีปที่มีความหมายในภาษามังกรว่า”ทวีปแห่งมังกรที่บริสุทธิ์”

ณ เมืองหลวงของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ตั้งอยู่บนกลางทวีปอันมานามว่า”ดราเรนัส”
---------------

ปีศักราชแห่งพระเจ้าอาเทออนที่ 1993

ดราเรน่าเป็นทวีปที่ยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกสุดของโลก-มีอาณาจักรดราเรนัสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ทางตอนเหนือของทวีปแห่งนี้ราวกับเป็นผู้นำของอาณาจักรต่างๆที่อยู่ภายใต้กำแพงแสงของพระเจ้าอันยิ่งใหญ่แห่งนี้...ซึ่งตลอดทั้งปีบนทวีปแห่งนี้จะมีอากาศที่อบอุ่นเย็นสบาย-เพียงมีฤดูหนาวที่ยาวนานเพียงแค่ 2 ถึง 3 เดือนเท่านั้น...

และเรื่องราวที่จะกล่าวถึงในตอนนี้ก็เรื่องขึ้นมาเมืองหลวงแห่งนี้ซึ่งเมื่อราวๆ 500 ปีก่อนได้เป็นสถานที่ต่อสู้ระหว่างผู้กล้าทั้ง 4 กับจอมปีศาจที่แสนชั่วร้ายที่ต้องการจะทำลายล้างยังทวีปแห่งนี้...

ซึ่งภายหลัง 2 ผู้กล้าที่เหลือรอดชีวิตอยู่ได้แต่งงานกันและสร้างยังอาณาจักรดราเรนัสแห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ยังความรักของผู้กล้าที่เสียชีวิตไปทั้งสองคน...

ดราเรนัสในภาษาของมังกรจึงหมายถึงความรักของมังกร...

เมืองหลวงของอาณาจักรดราเรนัสที่เป็นเสมือนศูยน์การการปกครองของอาณาจักรต่างๆมาตลอดกว่า 500 ปีนี้ก็ เพราะอาณาจักรแห่งนี้ได้เก็บรักษายังอาวุธศักดิ์สิทธ์ทั้ง 3 ชิ้นจาก 4 ผู้กล้าเอาไว้-เพื่อมอบให้กับเหล่าผู้กล้าที่จะถือกำเนิดมาในภายหน้าที่จะกลับมาเพื่อปกป้องยังทวีปแห่งนี้จากปีศาจร้ายที่อาจจะกลับหวนกลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง...

และในวันนี้กลับเป็นวันที่ผู้คนทั้งอาณาจักรต่างรอคอยและส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี-เมื่อมหาบาทหลวงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดได้ทำนายถึงการกำลังของผู้กล้าอีกครั้งหนึ่งในท้องขององค์ราชินีแห่งดราเรนัส...ทำให้ทุกคนที่กำลังรอคอยการถือกำเนิดของผู้กล้าที่จะช่วยโลกในนี้อย่างใจจดใจจ่อ...

แต่ใครจะรู้ล่ะว่า”อีกมุมหนึ่งของปราสาทที่ยิ่งใหญ่กลับปรากฏยังเรื่องราวที่มิคาดฝันขึ้นมา”เช่นเดียวกัน

“เปรี้ยง...”

ท่ามกลางเสียงสีฟ้าสีม่วงที่ฟาดลงมาจากท้องนภาใส่ยังรูปปั้นมังกรและวิหกอันเป็นรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ในสวนกลางปราสาทจนแตกแหลกสลายไปราวกับปรากฏยังลางร้ายของจอมปีศาจร้ายที่กลับคืนมา...

ทหารยาม 2 คนที่เห็นเหตุการณ์ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ

“แย่แล้ว”

“ซวยล่ะที่นี้”

เพราะการที่รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์โดนยังสายฟ้าฟาดเสียหายกลับเป็นสิ่งที่เป็นลางร้ายของอาณาจักร-ไม่สิต้องเป็นของทวีปแห่งนี้เลยทีเดียว...

แต่สิ่งที่สร้างยังความตกใจให้กับทหารยามทั้งสองกลับเป็น

“แง...”

เสียงของเด็กทารกที่ร้องขึ้นมาอย่างดังลั่นใกล้ๆกับเศษหากของรูปปั้นมังกรและวิหกที่หักพังทะลายลงพร้อมทั้งเสียงของทารกอีกคนหนึ่งที่ดังขึ้นมาจากภายในห้องบรรมทมขององค์ราชินีของดราเรนัส

“แง...”

เด็กทั้งสองคนร้องไห้ออกมาอย่างดังลั่นในเวลาเดียวกัน-แต่ชะตากรรมของเด็กทารกทั้งสองคนกลับแตกต่างกับราวฟ้ากับดินเลย...
----------------

10 ปีต่อมา...ปีศักราชแห่งพระเจ้าอาเทออนที่ 2003

ณ ยามเช้าของคอกม้าที่แสงของดวงตะวันยังคงมิสามารถสาดส่องมานอกไปจากสายลมอันหนาวเหน็บของเดือน 12 ที่กำลังโชยพัดพร้อมทั้งเกล็ดหิมะแรกของปีที่ทวีปยีงความหนาวเย็นเสียดยังผิวกายของผู้คนจนสั่นสะท้าน...

แม้แต่เหล่าทหารยามที่กำยำที่สวมใส่ยังชุดเกราะและเสื้อผ้าที่หนานุ่มยังอดที่จะหนาวสั่นสะท้านไม่ได้-อย่าว่าแต่เด็กน้อยวัย 10 ขวบที่กำลังนอนหนาวสั่นอยู่ในคอกม้าเลย...

“ตื่นได้แล้ว...”

เสียงตวาดดังออกมาอย่างดังลั่นของคนหาฟืนที่เป็นคนหัวหน้าเหล่าคนงานระดับล่างพร้อมทั้งจ้องมองไปยังของเด็กน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่ยังกองฟางอาศัยให้ความอบอุ่นไม่ผิดไปจากม้าหรือสัตว์เล็กๆตัวหนึ่ง-คิ้วที่ขมวดไปด้วยความไม่พอใจถึงกับส่งเสียงร้องสั่นการออกมาว่า

“...รีบปลุกมันให้ตื่น”

“ได้เลย...”

คนหาบฟืนที่ได้ยินถึงกับยิ้มออกมาอย่างยินดีรีบเอาถังน้ำที่พึ่งจะตักขึ้นมาสาดลงไปยังร่างของเด็กน้อยที่กำลังนอนลงไปทันที

“...ซ่า”

“จ๊าก...”

เด็กน้อยที่โดนยังสายน้ำที่หนาวเย็นของฤดูหนาวถึงสะดุ้งตัวส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นรีบลุกขึ้นมากอดยังร่างที่หนาวสั่นทันทีพลางรีบกวาดสายตาจ้องมองไปรอบๆราวกับพยายามที่จะทำยังความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมา...

“เปรี้ยง...”

แต่ก่อนที่เด็กน้อยจะเข้าใจอะไรถึงกับโดนยังปลายเท้าของหัวหน้าคนตัดฟืนเตะเข้าไปที่กระพุงท้องอย่างรุนแรงจนร่างกระเด็นล้มลงไปนอนกองกับพื้นส่งเสียงไอสำลักออกมาอย่างจะหายใจไม่ออก

“แคก...แคก...แคก...”

“รีบลุกได้แล้ว...อย่ามั่วสำออย...”

หัวหน้าคนตัดฟืนถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นอีกครั้งหนึ่งพลางใช้มือจิกลงไปยังเส้นผมสีม่วงกระชากยังใบหน้าน้อยๆขึ้นมาพลางกล่าวออกมาว่า

“...ถ้าไม่อยากอดตายก็รีบไปทำงานได้แล้ว”

“ได้ครับ”

เด็กน้อยที่สวมใส่ยังเสื้อผ้าสีซอมซ่อที่ทั้งเก่าและขาดรีบส่งเสียงตอบรับออกมาทันทพร้อมทั้งรีบลุกก้าวเดินออกไปหยิบเอากองฟางไปกองเป็นอาหารยังม้าในคอกอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรีบตรงไปทำงานต่างๆทั้งตักน้ำ ผ่าฟืนและให้อาหารยังสัตว์ต่างภายใต้สายตาของหัวหน้าคนตัดฟืนที่กำลังจ้องมองดูอยู่ด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับจะเหยีบดหยาบและดูแคลนนิดๆพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“ทำไมไม่ตายๆไปซ่ะ”

“นั่นสิ...”

คนหาบฟืนที่เหมือนกับจะเห็นด้วยถึงกับส่งเสียงร้องด่าออกมาอีกคนอย่างไม่สบอารมณ์ว่า

“...น่าจะตายๆไปได้ซ่ะก็ดี-ไอ้เด็กอัปมงคล”

“เอ้ย...”

หัวหน้าคนตัดฟืนถึงกับส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างอัปจนปัญญาพลางกล่าวต่อมาอีกว่า

“...ใครล่ะที่ให้พระราชาของเราทรงมีเมตตาที่ยังยอมให้เด็กอัปมงคลที่พ่อแม่ที่เอามันมาทิ้งกลับแล้วทำให้รูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ของเราเสียหาย”

เพราะในยามที่ทุกคนกำลังรอคอยและดีใจถึงการกำเนิดของผู้กล้าที่หวนกลับมาจุติอีกครั้งหนึ่งกลับมีคนพบยังเด็กทารกถูกทิ้งกองไว้ยังเศษรูปปั้นศักดิ์สิทธิ์ของผู้กล้าเซเทียน่าและสกายที่โดนฟ้าฟาดทำลายเหมือนกับเป็นลางร้ายของอาณาจักร...

ซึ่งผู้คนทั่วๆไปก็ต่างพากับโทษและว่ายังเด็กน้อยที่ถูกทิ้งราวกับเป็นแพะรับบาปของเรื่องนี้...

เมื่อไม่มีใครต้องการหรือรับเลี้ยงดูยังเด็กกำพร้าที่ไร้ยังพ่อแม่นี้จึงทำให้พระราชทรงสั่งให้เหล่าคนงานช่วยเลี้ยงดูเด็กน้อยเอาไว้มิให้ต้องอดตาย เพราะเด็กน้อยไม่ได้ผิดอะไร...

แต่พระราชาที่ยิ่งใหญ่ที่วันๆมั่วแต่ต้องยุ่งยากกับเรื่องราวมากมายจนลืมยังเรื่องราวของเด็กน้อยนี้ไปจึงทำให้ชะตากรรมของเด็กน้อยเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ เพราะคนส่วนมากยังคงเกลียดและไม่พอใจยังเด็กน้อยอยู่...

ยังเด็กน้อยที่ไม่มีใครรู้ว่า”ได้แบกรับยังชะตากกรมรมที่ยิ่งใหญ่เอาไว้”...

ชะตากรรมที่ฟ้าได้ลิขิตมา...
----------------

“อู้ย...”

เด็กน้อยส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดถึงสายลมที่เย็นๆโชยพัดยังมาผิวกายจนต้องเจ็บปวดราวกับคมมีดที่กริบลงมาบนเนื้ออ่อนพลางเงยหน้าขึ้นไปมองดูยังดวงตะวันในยามเช้าที่สาดแสงลงมาพลางส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจว่า

“...แย่แล้ว...สายแล้ว”

เขาที่ไม่รอช้ารีบเอาเศษฟืนที่ผ่าเสร็จรีบมัดแล้วโยนใส่ยังรถเข็นแล้วเข็นวิ่งตรงไปยังห้องครัวและโรงอาบน้ำทันที เพราะหากส่งฟืนไปยังทั้ง 2 แห่งไม่ทันเวลาจะต้องโดนลงโทษอย่างแน่นอนเลย

“ช้าจริงๆเลย”

เสียงบ่นของหัวหน้าสาวใช้ในปราสาทดังขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ เพราะได้เวลาที่จะต้องเตรียมยังน้ำอุ่นให้กับพระราชาเซล พระราชินีเทียร่าและองค์หญิงรัชทายาทให้อาบต้องเช้าในยามเช้าที่อากาศหนาวเย็นแล้ว...แต่สำหรับเด็กน้อยที่ได้รับยังหน้าที่ที่ต้องผ่าฟืนพิ่มนอกไปจากการใช้สำหรับทำอาหารนี้ถึงกับรีบส่งเสียงร้องออกไปว่า

“ได้แล้วครับ”

“นี่ทุกคนมาช่วยกันเร็วๆเข้า”

หัวหน้าสาวใช้ที่เห็นยังกองฟืนมาถึงกับไม่มีเวลามาสนใจอะไรอีกรีบสั่งการยังบรรดาสาวใช้ทั้งหลายให้รีบเอาฟืนไปเตรียมต้มน้ำทันที เพราะพระราชาและพระราชินีที่ทรงขยันขันแข็งมักจะตื่นเช้าอยู่เสมอๆ...

การทำงานในช่วงเช้าจึงแข่งกับเวลาเป็นอย่างยิ่ง...

ยามเมื่องานการทุกอย่างเสร็จรีบร้อยแล้วหลังจากที่ต้องช่วยเหลือยังเหล่าพ่อครัวและแม่ครัวของปราสาทเตรียมยังอาหารเช้าเสร้จแล้วเด็กน้อยจึงมีโอกาสได้ทรุดลงมานั่งพิงยังกำแพงห้องอย่างหมดแรงได้ เพราะเขามีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะต้องโดนใช้ให้ไปทำงานในสวนอีกต่อไป

“เอ้า...มาทานข้าวได้แล้ว...”

พ่อครัววัย 50 กว่าๆเพียงคนเดียวที่มักจะใจดีกับเด็กน้อยถึงกับหยิบยังขนมปัง สตูลเนื้อและผัก ผลไม้หรืออะไรที่พอจะหาได้เอามาวางให้กับเด็กน้อยพร้อมทั้งส่งเสียงกล่วออกมาด้วยรอยยิ้มทันที

“...จะได้โตวัยๆ”

กับเด็กน้อยตัวแค่นี้ควรที่จะทานเยอะๆ เพราะไหนจะนอนไม่พอและต้องทำงานหนักแล้วยังต้องโดนรังแกอีกมากมาย-สิ่งที่เขาสามารถช่วยเด็กน้อยได้คือหาของให้กินให้มากที่สุดเท่านั้น...

พ่อครัวที่สงสารเด็กน้อยหากไม่ติดว่าตนอาศัยอยู่ในห้องพักของวังและภรรยาที่เกลียดยังเด็กน้อยคงจะรับเอาเด็กน้อยนี่ไปเลี้ยงดูภายนอกอย่างแน่นอนเลย-แต่เขากลับไม่สามารถช่วยอะไรได้นอกจากเรียกมาช่วยงานในยามเช้ากลับยามบ่ายเพื่อให้ไม่ต้องโดนรังแกเท่านั้นจากคนทั้งวัง...

“ขอบคุณครับ”

เด็กน้อยที่ได้ยินถึงกับเงยหน้าขึ้นไปยิ้มรับอย่างยินดี เพราะจะมีแต่พ่อครัวใหญ่คนนี้คนเดียวที่ดีกับตน-ที่ให้อาหารและหายังเสื้อผ้าให้ใส่...พ่อครัวที่ยิ้มรับพลางกล่าวออกมาว่า

“ไม่เป็นไร...”

เขาที่เอาผ้าห่มสำหรับกันลมหนาวโยนให้กับเด็กน้อยแล้วกล่าวออกมาอีกว่า

“...เอาไว้กันหนาว...”

ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...หน้าหนาวแล้วนี่”

“ขอบคุณครับ”

เด็กน้อยพยักหน้าด้วยรอยยิ้มตอบรับกลับมาอย่างสดใส...พ่อครัวที่พยักหน้ารับอย่างไม่คิดอะไรพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังร่างกายของเด็กน้อยที่จัดว่า”สูงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเด็กทั่วๆไป” เพราะมักจะออกแรงด้วยการทำงานหนักตลอดทั้งวัน แม้จะไม่มีกล้ามที่ใหญ่โต-แต่สุขภาพกลับสมบูรณ์แข็งแรงจึงกล่าวออกไปว่า

“กินให้เยอะๆและเรียนรู้ให้มาก...”

พ่อครัวยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...แล้ววันหนึ่งจงไปจากอาณาจักรนี้ซ่ะ”

“...”

เด็กน้อยถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองยังพ่อครัวเพียงผู้เดียวที่มอบยังความอารีให้กับตนด้วยความสงสัยเป็นอย่างยิ่ง...พ่อครัวที่บลูบยังเส้นผมสีม่วงที่สากๆ สบยังประกายตาสีดำแล้วจึงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ไปหายังเมืองเล็กๆที่ไม่มีใครรู้จักแล้วใช้ชีวิตสร้างครอบครัวอย่างมีความสุขจากสิ่งต่างๆที่เรียนรู้ยังที่นี่ซ่ะ”

เพราะทราบดีว่าหากเด็กน้อยอยู่ที่นี่คงไม่มีใครจะยอมรับยังเด็กน้อยที่เป็นเหมือนกับตัวอัปมงคลในความคิดของผู้คนหรอก...

“ครับ”

เด็กน้อยได้แต่พยักหน้าตอบรับออกมาด้วยรอยยิ้มที่เศร้าๆเท่านั้นกับความเป็นจริงที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้นี้...
---------------------------------------

แสงตะวันยามบ่ายในฤดูหนาวมักจะร้อนแรงยิ่งกว่าฤดูร้อนเสียอีก-โดยเฉพาะต้นหญ้าที่แข็งๆไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่ยังไม่ละลายไปจนกรีดยังมือน้อยๆที่บอบบางให้เป็นแผลทุกครั้งที่กำลงไปยามมือต้องดึงมันออกมา

“เฮ้ย...”

เด็กน้อยที่ทำงานหนักถึงกับยกมือขึ้นมาปาดหยาดเหงื่อที่ออกแม้แต่ในฤดูหนาวเช่นนี้พลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังกองหญ้าที่ถอนเสร็จต้องเอาไว้กองทิ้งไว้ที่ศอกม้าหรือโรงนอนของตนสำหรับใช้เป็นอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงในยามเช้าแล้วยิ้มออกมาโดยแทบจะลืมยังความเจ็บปวดของมือที่เลือดไหลซิบๆกล่าวออกไปว่า

“...เสร็จเสียที”

“ไม่เอา...”

แต่อยู่ๆกลับมีเสียงที่ไพเราะราวกับระฆังแห่งพสุธาที่สั่นไหวในเปลวไฟดังขึ้นมาพร้อมทั้งยังกล่าวต่อมาอีกว่า

“...เราไม่เรียนแล้ว”

“แต่ว่าองค์หญิง”

เสียงของเหล่าอาจารย์สาวที่เป็นหัวหน้านักบวชดังขึ้นมาทำเอาเด็กน้อยที่ได้ยินเสียงรีบรู้ถึงน้ำเสียงที่ไพเราะซึ่งดังขึ้นมาเป็นใครกัน...

เป็นเจ้าหญิงรัชทายาทของอาณาจักรแห่งนี้ที่ว่ากันว่าเกิดวันเดียวกับตน...

เจ้าหญิงรัชทายาทยังคงกล่าวออกมาอย่างเอาแต่ใจอีกว่า

“เราไม่เรียนแล้ว...”

ทั้งยังกล่าวออกมาอย่างไม่แคร์อะไรว่า

“...เวทอะไรเราก็รู้หมดแล้ว”

“แต่ว่าองค์หญิงจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับกฏระเบียบของราชสำนักอีกน่ะเพคะ”

“ไฟกันเถอะ-ฟรีน๊อก...”

แต่เจ้าหญิงรัชทายาทคล้ายกับไม่สนใจรีบกระโดดข้ามยังกำแพงระเบียงลงมายังสวน ณ เบื้องหน้าของเด็กน้อยที่เงยขึ้นไปทันที...

เขามองเห็นยังเด็กสาวในพริบตา...

เธอเป็นเด็กสาวสวยผมสีทองไว้ทรงหน้าที่รวบไว้ยาวถึงเอว ประกายตาสีแดงเพลิงที่เรียวสวยกำลังจับจ้องมองยังเด็กน้อยรับกับจมูกที่โด่งเป็นสัน ใบหน้าและปรางแก้มที่เรียวขาวนวลรับกับริมฝีปากที่บอบบางสีชมพูอ่อนๆ คิ้วสีทองเฉียงเรียวสวยแสดงถึงนิสัยทีเอาแต่ใจและไม่ยอมแพ้ใคร

ทั้งๆที่เป็นเด็กผู้หญิงแต่ร่างที่เพรียวสวยกลับสูงพอๆกับเด็กผู้ชาย สวมใส่ยังเสื้อสูทแขนยาวสีแดง กางเกงขายาวสีขาวสะอาด สวมรองเท้าสีแดงดูสง่า งดงามและสวยงามยิ่งเกินวัย...

ที่ด้านข้างเหนือบ่าซ้ายยังมีลูกนกฟีนิกซ์ตัวน้อยที่กำลังกระพือปีกที่ลุกเป็นไฟค่อยพิทักษ์อยู่เคียงข้าง...

...นี่เป็นการพบกันครั้งแรกของชะตากรรม

...การพบกันของเด็กชายและเด็กสาวที่จะช่วยเหลือยังดินแดนแห่งนี้เอาไว้

“เปรี้ยง...”

ก่อนที่เท้าทั้งสองของเด็กสาวจะเหยียบลงมายังแผ่นหลังของเด็กน้อยจนล้มลงไปนอนกองกับพื้นไม่ผิดกับก้อนหินให้เธอเหยียบย่ำแล้วกระโดดลงไปยังพื้นด้านข้าวกวาดตามามองยังเขาด้วยความสงสัยระคมประหลาดใจ

“เจ้าเป็นใครกัน”

น้ำเสียงที่ไพเราะดังขึ้นมาพร้อมทั้งสายตาที่สงสัยพลางจับจ้องลงไปยังเด็กชายที่กำลังลุกขึ้นมานั่งพักคลายอาการเจ็บปวดอยู่ ณ เบื้องหน้า...

“เออ...เออ...”

นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนถามยังชื่อของเด็กชายทำเอาเขาที่ได้ยินถึงกับต้องตกตะลึงถึงคำถามนี้...แต่เด็กสาวที่ไม่เห็นยังเด็กชายตอบจึงส่งเสียงร้องถามออกมาอีกครั้งว่า

“เจ้าชื่ออะไรกัน...”

เธอยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างรวดเร็วว่า

“...รีบตอบมาเร็วๆสิ”

“เออ...”

เด็กชายที่ร้องออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะก้มหน้าลงไปด้วยความอับอาย เพราะตั้งแต่เกิดมากลับไม่มีใครตั้งชื่อให้กับเขาจึงได้แต่ตอบออกไปว่า

“...ไม่มี”

“หือ...”

เด็กสาวที่ได้ยินไม่ถนัดเพียงส่งเสียงออกมาราวกับจะร้องถามทำให้เด็กชายที่ก้มหน้าลงไปมองยังพื้นได้แต่กล่าวออกมาอีกครั้งว่า

“ผม...ผม...”

แล้วจึงกล่าวต่อไปอย่างดังชัดเจนว่า

“...ผมไม่มีชื่อครับ”

“หา...”

เด็กสาวที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจพลางเอามือกอดยังอกจ้องมองเด็กน้อยที่เบื้องหน้าพลางกล่าวออกไปว่า

“...คนอะไรกันไม่มีชื่อ”

“ผมไม่มีชื่อจริงๆ...”

เด็กชายส่งเสียงกล่าวออกไปด้วยความเจ็บปวดจนหยาดน้ำตาจะไหลรินออกมาในความโชคร้ายของตน เพราะแม้แต่ม้าหรือหมายังมีชื่อเรียก-แต่เขาที่เกิดมาพร้อมทั้งความรังเกียจของผู้คนกลับไม่มีบาทหลวงหรือใครๆยอมที่จะตั้งชื่อให้...

แม้แต่พ่อครัวที่อารีซึ่งไร้ยังความรู้เพียงก็เรียกเขาว่า”ไอ้หนู”เท่านั้น...

เขาจึงได้แต่กล่าวต่อไปอีกว่า

“...ผมไม่มีชื่อครับ”

“บ้าน่า...”

เด็กสาวที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า”จะมีเด็กชายที่ไม่มีชื่ออาศัยอยู่ในวังแห่งนี้”จึงต้องร้องถามออกไปอีกครั้งว่า

“...งั้นเจ้าเป็นใครกัน”

“ผมเป็นเด็กรับใช้...”

เด็กชายที่ก้มหน้าลงไปราวกับไม่กล้าที่จะสบยังสายตาของเด็กสาวที่เป็นถึงเจ้าหญิงรัชทายาทของอาณาจักรและผู้กล้าแห่งพสุธาและเปลวเพลิงที่กลับชาติมาเกิด-เขาที่รู้สึกได้ถึงความแตกต่างและต่อยต่ำของตนจึงได้แต่กล่าวออกไปอย่างจนใจว่า

“...เป็นแค่คนงานเก็บฟืนเท่านั้น”

“งั้นหรือ...”

เด็กสาวที่ได้ยินคำตอบถึงกับต้องขมวดคิ้วพลางจ้องมองไปยังเด็กชายที่กำลังนั่งก้มหน้าลงไปมองดูยังพื้นเห็นเพียงเส้นผมสีม่วงอ่อนๆที่ดูงดงามถึงกับต้องกล่าวออกมาว่า

“...เงยหน้าขึ้นมาสิ”

“ครับ...”

เด็กชายที่ได้รับคำสั่งถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองดูยังเด็กสาวทันที เพราะด้วยใบหน้าที่สวยงดงามก็ชวนให้เขาอยากที่จะเงยหน้าขึ้นไปมองดูอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน...

...

มองดูยังใบหน้าของเด็กสาวอย่างลืมตัวจนกระทั่งมีเสียงของเทหารยามที่ดูแลยังรอบๆสวนออกมาเห็นจึงรีบส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นว่า

“บังอาจ...ยังไม่รีบก้มหน้าอีก”

“โครม...”

แล้วเท้าหรืออะไรบางอย่างที่หนักๆถึงกับถีบกดลงมายังด้านหลังของเด็กชายจนต้องล้มลงไปนอนกองอยู่กับพื้นอย่างเจ็บปวดยิ่งจนต้องร้องออกมา

“โอ๊ย...”

“แกนี่ช่างบังอาจจริงๆ...”

เสียงของนายทหารยามที่กระทืบเท้าลงมายังแผ่นหลังของเด็กชายด้วยความโกรธระคนตกใจยังร้องด่าออกมาอีกว่า

“...แกกล้าจ้องมองหน้าขององค์หญิงหรือ”

“ปะ...เปล่าครับ...”

เด็กชายที่ในยามนี้ใบหน้าถูกเหยียบกดอยู่กับพื้นถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเจ็บปวดว่า

“...เป็นองค์หญิงสั่งให้ผมเงยหน้า”

“ยังจะมาโกหกอีกหรือ”

เสียงร้องด่าออกมาอย่างดังลั่นของนายทหารอีกคนที่เอาปลายเท้าเตะยังปากของเด็กชายจนแตกเลือดสาดไหลออกมาแล้วจึงก้มลงไปราวกับจะเอามือจิกหัวขึ้นมาด้วยความโกรธแค้นหมายจะหิ้วออกไปทิ้งยังห้องขังไม่ก็ห้องเก็บฟืน...

แต่...

“หยุดน่ะ...”

เด็กสาวร้องออกมาอย่างทันทีว่า

“...ปล่อยเด็กคนนั้นเดียวนี้น่ะ”

“ครับ...ครับ...”

เหล่าทหารยามทั้งสองที่ได้ยินต่างรีบส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจทันทีรีบทรุดลงไปนั่งคุกเข่าให้กับเด็กสาวด้วยความตกใจราวกับไม่รู้ว่า”ไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจกัน”...เด็กสาวที่กวาดสายตามองไปยังร่างของเด็กชายที่บัดนี้กำลังนอนกองอยู่กับพื้นด้วยความเจ็บปวดถึงกับรีบร้องถามออกไปว่า

“เด็กคนนี้เป็นใครกัน...”

เธอยังถามต่อมาอีกว่า

“...ทำไมถึงมาอยู่ที่ปราสาทของเราได้”

“เด็กคนนี้เป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเอามาทิ้งไว้ที่ปราสาทในวันที่องค์หญิงประสูติ”

ทหารยามอีกคนยังส่งเสียงกล่าวต่อมาอีกว่า

“ตอนที่มีคนพบเด็กชายคนนี้ก็พบยังรูปปั้นท่านผู้กล้าแห่งตำนานแตกสลายจึงทำให้ทุกคนต่างรังเกียจยังเด็กคนนี้ เพราะเชื่อกันว่าจะนำยังความโชคร้ายและกาลกินีมาให้...”

เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...แต่พระราชาที่ทรงเมตตาจึงให้เด็กคนนี้อาศัยอยู่ที่ห้องเก็บฟืนของปราสาทน่ะพะยะค่ะ”

“งั้นหรือ...”

เด็กสาวที่กอดยังอกถึงกับพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วจึงใช้เท้าเขี่ยยังใบหน้าของเด็กชายให้เงยขึ้นมาจนเห็นถึงใบหน้าอย่างชัดเจนถึงกับกล่าวออกมาด้วยความพอใจว่า

“...ถึงจะสกปรกไปหน่อยแต่ก็หน้าตาดีใช้ได้...”

เธอที่คล้ายกับไม่เคยมีเพื่อนเล่นวัยเดียวกันจึงรีบกล่าวออกมาอย่างไม่รอช้าอีกว่า

“...นับตั้งแต่วันนี้เจ้าจะต้องมาเป็นคนรับใช้เรา”

“หา...”

ท่ามกลางเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจของทหารยามทั้งสองคนที่ดูเหมือนกับเด็กสาวจะไม่สนใจเพียงเอาปลายนิ้วชชี้แตะยังปลายค้างของเธอราวกับขบคิดถึงอะไรบ้างอย่างได้จึงยิ้มร้องออกมาว่า

“เอาอย่างงี้...”

เธอที่ไม่รอช้ารีบใช้ยังประกายตาสีแดงเพลิงจับจ้องมองไปยังเด็กชายที่ในยามนี้ที่กำลังลุกขึ้นมาเงยหน้ามองดูด้วยความสงสัยแล้วจ้องกล่าวต่อไปว่า

“...ต่อไปเราจะเรียกเจ้าว่าไลท์แล้วกัน”

“ไลท์...”

เด็กชายที่ได้ยินถึงกับทวนยังคำเรียกยังชื่อของตนด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ตนมีชื่อเรียกเช่นเดียวกับทุกคนแล้ว...

เขาไม่ได้เป็นเด็กชายอีกแล้ว...

แต่มีชื่อว่า”ไลท์”...

ประกายแสง...

เวทที่ต่ำที่สุดของธาตุแสงสว่าง-ไลท์...

เวทที่ทำให้เกิดแสงสว่างที่ถึงจะไม่สามารถทำร้ายยังผู้ใดได้-เวทที่เพียงแค่ทำให้ส่องสว่างหรือเพียงแค่แสบตาเท่านั้น...

“เอาล่ะ...ต่อไปเจ้ามีชื่อว่าไลท์ล่ะกัน...”

เด็กสาวที่กอดอกยังพยักหน้าอย่างดีใจพลางจ้องมองไปยังเด็กชายหรือไลท์ที่เบื้องหน้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...นับตั้งแต่นี้ทั้งชีวิต วิญญาณ ร่างกายและทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าเป็นของฉันเจ้าหญิงแห่งดราเรน่าจงจำไว้...”

เธอที่ยืนยังปลายรองเท้าสีแดงไปยังเบื้องหน้าแล้วกล่าวออกไปว่า

“...จงสาบานซ่ะ”

“ครับ...”

ไลท์ที่ไม่รอช้ารีบคุกเข่าลงไปยังเบื้องหน้าของเด็กสาวหรือเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งดราเร่น่าแล้วกล่าวออกมาทันทีว่า

“...ข้าไลท์ขอสาบานว่าจะจงรักและภักดีต่อเจ้าหญิงเซร์น่าตลอดจนตราบชั่วชีวิตจะหาไหม้อย่างไม่มีวันตระบัดสัตย์...”

เขาที่ก้มลงไปจูบบังปลายเท้าของเด็กสาวหรือองค์หญิงเซร์น่าด้วยความเต็มใจราวกับจะใช้ยังเลือดที่รินไหลออกมาจากปากประทับลงไปด้วยความภักดียังส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...หากข้าทรยศขอให้เทพพระเจ้าอาเทออนผู้ยิ่งใหญ่ตลอดจนเหล่าราชันย์ผู้ครองบังลังก์แห่งราชันย์ทั้งแปดจงลงโทษข้าทุกทรมานยิ่งกว่าความตายด้วยเถิด”

“ดีมาก...”

เซร์น่าที่ได้ยินถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจจึงรีบหันไปสั่งยังเหล่าทหารยามที่กำลังนั่งคุกเข่าด้วยความตกใจอยู่ที่ด้านข้างของไลท์ว่า

“...ต่อไปห้ามใครมาทำร้ายยังข้ารับใช้ของข้าอย่างเด็ดขาด...”

เธอที่ไม่รอช้ารีบตวัดยังมือไปด้านซ้ายปรากฏยังเจ้าลูกนกฟีนิกซ์-ฟรีน๊อกพ่นเปลวเพลิงออกมาเป็นคมดาบเรเปียร์ยาวสีแดงที่งดงามยิ่ง ตัวโก่งดาบเป็นรูปวิหกเพลิงที่กำลังกระพือปีกทั้งสองข้างไปยังด้านหลัง หันหน้าไปด้านนอกแล้วฟันออกไปปรากฏยังเปลวเพลิงเผาผลาญยังต้นไม้ที่อยู่ด้านข้างให้ลุกโชนขึ้นมาพร้อมทั้งกล่าวออกมาอีกว่า

“...หากใครกล้ามาทำร้ายคนรับใช้ของข้าอีกเป็นเห็นดีกันแน่”

“ครับ...ครับ...”

ทำเอาทหารยามทั้ง 2 คนที่เห็นถึงประกายดาบที่คมกริบตัดผ่านออกไปถึงกับต้นไม้ต้องลุกเป็นเปลวไฟจนต้องหวาดกลัวไปตามๆกันรีบก้มหัวลงไปขอโทษทันที...

“ควับ...”

แต่เซร์น่าที่คล้ายกับไม่สนใจอะไรอีกกลับตวัดยังคมดาบเรเปียร์ที่แดงเพลิงกลับมาฟาดยังลำคอของไลท์แล้วเลิกคิ้วกล่าวออกมาว่า

“หากเจ้ากล้าทรยศข้า...”

เธอยังส่งเสียงกล่าวต่อมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ข้าจะใช้ยังคมดาบนี้แทงหัวใจของเจ้าเอง...จำไว้”

“ครับ...”

ไลท์รีบส่งเสียงตอบกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจและหวาดกลัวนิดๆทันทีว่า

“...ข้าจะไม่มีวันทรยศองค์หญิงอย่างเด็ดขาด”

“งั้นก็ดีแล้ว...”

เซร์น่าที่ได้ยินถึงกับยิ้มอกมาอย่างพอใจแล้วตวัดยังดาบเล็กน้อยให้กรีดยังแก้มของไลท์ให้เป็นแผลจางๆที่ไม่เหลือรอยแผนเป็นเอาไว้ให้เลือดรินไหลออกมาพร้อมทั้งทิ้งยังความเจ็บปวดเอาไว้ก่อนที่จะหันหลังแล้วโยนยังดาบเรเปียร์ลงแดงเพลิงรูปวิหกเพลิงทิ้งไปอย่างไม่ใยดี...

“พรึบ...”

ท่ามกลางดาบที่หายไปราวกับประกายไฟในนภากาศ...เซร์น่าที่ก้าวเดินออกไปเพียงหันกลับมาใช้หางตามองมายังไลท์แล้วกล่าวออกมาว่า

“ตามมา”

“ครับ...”

ไลท์ที่เอามือกุมยังบาดแผลที่แก้มซ้ายที่โดนกรีดทิ้งยังหยาโลหิตและความเจ็บปวเอาไว้ถึงกับรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตามหลังของเด็กสาวไปอย่างรวดเร็วด้วยรอยยิ้มทันทีราวกับพบยังเปลวไฟแห่งความหวังที่ส่องนำชีวิตตนก็ไม่ปาน...

ยังเส้นทางที่คล้ายได้ถูกกำหนดเอาไว้เมื่อ 500 ปีก่อน...

...เส้นทางที่คล้ายกับมาบรรจบกันอีกครั้งหนึ่งนี้

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 09 ก.พ.59 เวลา 00:27:02 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

สิ่งที่อ่านต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องหลัก-เพียงแต่อยากเขียนขึ้นมาเท่านั้น

ละครโรงเล็ก ตอนที่ 1

เอน่า      :      เซ้งขึ้นภาคใหม่อีกแล้วหรือ

ฟลอน่า      :      ทำไมล่ะ

อายน่า      :      เธอลองคิดถึงพระเอกภาคที่ผ่านๆมาสิ

ฟลอน่า      :      พระเอกภาคที่ผ่านๆมาหรือ(ทำหน้างงๆ)

พาน่า      :      ภาคสองเป็นเอ็ม(อาเรส) ภาคสามเป็นโลลิ(เจราส) ภาคที่แล้วลามก(ราเมล)(ตอบอย่างไร้เดียวสา) ภาคห้าซิสค่อน(เทรุส)

แคทน่า      :      ส่วนพระเอกภาคนี้ยิ่งหนักใหญ่ เพราะเป็นการร่วมจุดแย่ๆของพระเอกต่างๆเอาไว้ด้วยกันนอกจากจะเป็นเอ็มตัวพ่อแล้วยังเป็นโลลิอีกต่างหาก

เซร์น่า      :      พวกเธอไม่มีสิทธิ์มาว่าคนรับใช้ของชั้นนะ

แคทน่า      :      ลืมไปว่าเธอก็เป็นประเภทเอสตัวแม่เหมือนกัน

ไลท์      :      ห้ามว่าองค์หญิงน่ะ

ทุกคน      :      พวกเธอนี่ช่างสมกันจริงๆ(พลางใช้สายตาดูถูกจ้องมองไปยังทั้งสอง)

เซร์น่า      :      พระเอกภาคแรกก็ไม่มีเท่าไหร่หรอก เพราะร่วมทั้งเอ็ม ทั้งโลลิและลามกไว้ในคนเดียวกัน(ริวโน่)

ดิวน่า      :      เธอกล้าว่าริวโน่หรือ

อายน่า      :      ฉันไม่ปล่อยเธอไว้แน่

ฟลอน่า      :      ฉันจะสาบแช่งเธอ

เอน่า      :      ฉันจะฆ่าเธอ

พาน่า      :      ฉันจะสั่งสอนเธอเอง

แคทน่า      :      เตรียมตัวตายได้เลย

เซร์น่า      :      เข้ามาได้เลย...ฉันไม่กลัวพวกเธอหรอก

บีน่า      :      ในขนาดที่ทุกคนกำลังทะเลาะกัน...ช่วยติดตามกันต่อด้วยน่ะค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 09 ก.พ.59 เวลา 00:30:07 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ