Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 12 นายแห่งรัตติกาล

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 12 นายแห่งรัตติกาล

ใคร...

กับคำถามที่เรียบง่ายนี้ถึงกับทำเอาทุกคนต้องนิ่งเงียบไปตามๆกัน เพราะถึงจะรู้ว่า”มีคนร้ายลักพาตัว”กับ”คนที่รอยังความช่วยเหลือ”...

แต่กลับไม่ปัญญาหาเจอ...

“เอาไงดีล่ะ...”

เอลซ่าส่งเสียงตามออกไปราวกับต้องการคำตอบ เพราะตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องแข่งกับเวลา ยิ่งปล่อยเวลาให้นานยิ่งออกไปเท่าไหร่ อันตรายและความตายก็ยิ่งจะย่างกายเข้าไปถึงยังตัวประกันมากเท่านั้น...

...

แต่กลับไม่มีใครสามารถตอบถึงคำถามนี้ได้นอกจากสายตาที่คาดหวังของใครคนหนึ่งที่เริ่มแรกจับจ้องมองไปยังทีฟาเพียงคนเดียวก่อนที่คนอื่นๆจะเริ่มค่อยๆรู้สึกตัวแล้วสายตาทั้งมวลที่เหมือนกับจะฝากยังความหวังก็จับจ้องมองไปยังเอลฟ์สาวเพียงคนเดียว...

เธอคล้ายกับเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวในยามนี้ เพราะสามารถมองเห็นถึงเวทมนตร์ที่คนร้ายใช้ฆ่าตัวตายได้

“เออ...”

เมื่อเห็นยังทีฟาที่เหมือนกับมียังสีหน้าและท่าทางที่ลังเลอยู่-ไลเรสที่พอจะรู้เกี่ยวกับความสามารถบางอย่างของพวกพรานเอลฟ์ที่เป็นสุดยอดแห่งนักล่าได้จึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“เธอค้นหาได้มัย”

“จะลองดู...”

แม้ทีฟาจะมีความลังเลที่ไม่มั่นใจเต็มร้อย-แต่ขอเพียงไลเรสกล่าวออกมาเธอจะทำให้มันเป็นจริงให้ได้…

“...ข้าแต่วิญญาณใดที่ยังอาวรณ์ต่อสรรพสิ่งบนพิภพโปรดจงนำทางข้าสู่สิ่งที่เจ้ามุ่งหมายด้วยเถิด”

ทีฟาที่กำยังแหวนในมือของจอมเวทย์ที่ตายตัวตายไว้ในมือกล่าวออกมาก่อนที่จะค่อยแบมือออกจนทุกคนที่มองไปบนฝ่ามือที่เรียวยาวสีขาวนวลนั่นถึงกับเห็นยังแหวนที่ค่อยจางหายไปเป็นเงาดำจางๆสายหนึ่ง...

เงาดำที่ราวกับผู้คนที่สวมยังผ้าคลุมลอยอยู่เหมือนพื้นเล็กน้อยดั่งดวงวิญญาณทำเอาเอลซ่าที่ถึงจะเป็นนักบวชถึงกับต้องเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งกับพื้นส่งเสียงออกมาอย่างเสียงสั่นๆว่า

“ผี...ผี...”

“วิญญาณหรือ”

เฟเทียร์ถึงกับจับจ้องมองไปยังเงาดำที่เบื้องหน้าด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจมากกว่าความหวาดกลัว…แต่ทีฟาที่ส่ายหน้ากลับส่งเสียงตอบออกมาว่า

“ไม่ใช่...”

เอลฟ์สาวที่ยิ้มออกมาอย่างเศร้าๆได้แต่กล่าวออกมาว่า

“...นี่ไม่ใช่วิญญาณผู้ตาย-แต่เป็นความอาวรณ์ที่ยังเหลืออยู่ต่างหาก”

นี่เป็นศาสตร์ลับของพวกเอลฟ์ที่จะของยืมพลังแห่งวิญญาณถ่ายทอดลงไปในสิ่งของเพียงค้นหายังสิ่งที่ผู้ตายต้องการจะบอกหรือยังคงอาลัยอาวรณ์สิ่งใด...

มันจึงเป็นเหมือนกับการเสี่ยงดวง เพราะหากผู้ตายไม่ต้องการบอกสิ่งใดหรือมีอะไรที่ติดค้างในใจก่อนตายวิชานี้อาจจะใช้ไม่ได้ผลหรือผิดยังเป้าหมายที่ต้องการได้ เช่นหากต้องการหาคนรัก ถ้าหยิบเอาสิ่งของผิดจากแหวนแทนที่จะเป็นของหญิงคนรักไปเป็นอาวุธหรือหญิงคนอื่นอาจจะได้คำตอบที่ไม่ตรงความจริง...

คนที่ต้องการฆ่าหรือฆ่าผู้ตาย...

คนที่เป็นเจ้าของแหวนซึ่งอาจจะขโมยมา...

“อืมม์...”

ไลเรสที่พอรู้เกี่ยวกับศาสตร์ลับนี้อยู่บ้างถึงจะไม่เคยเห็นกับตา-แต่ก็เคยได้ยินมาจึงพยักหน้ารับแล้วหันไปมองยังเฟเทียร์ราวกับจะถามว่า”เอาไงต่อ”...เฟเทียร์ที่เห็นถึงเงาดำพุ่งทะยานออกไปยังเบื้องหน้าจึงรีบวิ่งนำออกไปเพียงสั่งมาคำเดียวว่า

“ตาม”

ทำเอาทุกคนทั้งเอลซ่าที่เขาอ่อนต้องรีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วภายใต้การพยุงของฮาเดียทันทีอย่างไม่สามารถปฏิเสธได้ยกเว้น…

“ป๊อกก้า...”

เจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ที่เหมือนไม่สนใจอะไรเพียงส่งเสียงร้องแล้วหันไปมองกันด้วยความสับสนจนสุดท้ายเจ้าป๊อกก้านักดาบก็ก้มลงไปเอาจมูกดมไปรอบๆพื้นกับหมาตัวหนึ่งก่อนที่จะร้องออกมา

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

แล้วเจ้าป๊อกก้านักดาบที่ได้กลิ่นอะไรจะวิ่งนำออกไป 4 ขารางกับสุนัขตัวน้อยที่กระโจนออกไปอย่างรวดเร็วเหมือนเห็นของกินหรือตัวเมียทำเอาเจ้าป๊อกก้าที่เหลือทั้ง 4 รีบใส่ฝีเท้าหมาวิ่งตามกันแทบไม่ทัน...
-----------------------

“เฟียว...”

ทันทีที่ประกายมีดสั้นตวัดตัดผ่านยังลำคอกลับปรากฏยังมือที่เรียวงามปิดปากแน่นจนไม่ยอมให้มีเสียงใดๆเล็ดรอดออกไปได้ก่อนทราร่างทั้งร่างจะทรุดลงไปอย่างหมดลมหายใจและวิญญาณ-ฮาเดียที่รับหน้าทีสังหารยังยามโชคร้ายรีบลากยังร่างของร่างที่ไร้วิญญาณกลับเข้ามายังหลังต้นไม้พลางยกมือขึ้นปราดเหงื่อส่งเสียงถามออกไปว่า

“เอลซ่าเป็นไงบ้าง”

“ทางนี้ก็เรียบร้อยค่ะ”

แม่นักบวชสาวส่งเสียงตอบออกมาพร้อมทั้งยืนอยู่ค้างข้างร่างของยามอีกคนที่ดูเหมือนจะโชคดีกว่า เพราะเพียงแค่สลบไปด้วยเวทสะกดหลับเท่านั้น...

“ดี...”

ถึงจะไม่พอใจที่อีกฝ่ายยังใจอ่อนอยู่บ้าง เพราะถึงยังไงหน้าที่ของอีกฝ่ายในสนามรบก็รับหน้าที่พลสนับสนุนรักษาคนบาดเจ็บเสียมากกว่า-แต่สำหรับงานนี้ที่เธอและเอลซ่าที่รับผิดชอบในการจัดการกับยามทั้ง 2 คนก็ถือว่า”สำเร็จลุล่วง”เลยจึงหันไปบอกกับหญิงสาวว่า

“เรียบร้อยแล้ว-เฟเทียร์”

“กุญแจล่ะ”

ทันที่ที่สิ้นเสียงฮาเดียรีบตรวจค้นอย่างรวดเร็ว-เมื่อไม่พบอะไรจึงส่งเสียงจ้องมองไปยังเอลซ่าที่กำลังส่ายหัวอย่างอับจนปัญญาจึงได้แต่ตอบออกไปว่า

“ไม่มี...เอาไงดี”

“...”

เฟเทียร์กับนิ่งเงียบ เพราะด้วยบานประตูเล็กๆที่ขว้างนี้นี้ลำพังพวกเธอก็สามารถทำลายได้ แต่กลับยังเสียงดังที่เกิดขึ้นจะทำให้เหล่าคนร้ายรู้ตัวและทำร้ายตัวประกันได้...แต่ก่อนที่เธอจะตัดสินใจทำอะไรไลเรสที่รับหน้าที่กำแพงกั้นขว้างหน้ายังเจ้าสิ่งที่ยังหลงเหลืออาวรณ์ยังโลกหล้าไว้กับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ฉันจัดการเอง”

เขาที่อาศัยยังจังหวะที่เจ้าสิ่งที่หลงเหลือซึ่งเดินตันกำลังหันกลับไปเดินวนไปวนมาในราวป่าอย่างไร้สมองรีบพุ่งไปยังบานประตูที่เบื้องหน้ากระชับยังมีดสั้นออกมาไขยังรูกุญแจอย่างรวดเร็วจนเปิดมันออกมาอย่างง่ายดายสมกับที่ว่า”ลิซาร์ดแมนเชี่ยวชาญยังอาวุธทุกสิ่ง”จริงๆ...

ที่สามารถใช้ได้คล่องแคล้วราวกับขโมยมืออาชีพ...

“ควับ...”

เจ้าสิ่งที่หลงเหลือพอรู้ว่ามีทางไปต่อรีบหันแล้วพุ่งเข้าไปในบานประตูเป็นคนแรกตามด้วยทีฟาที่ตามเข้าไปพร้อมทั้งสายตาที่รวดเร็ว แหลมคมและฉับไวเห็นถึงยามอีก 3 คนที่กำลังนั่งดื่มเหล้าเงยหน้าขึ้นมามองพอดี...

“เฟียว...เฟียว...เฟียว...”

“ฉึก...ฉึก...ฉึก...”

ลูกธนู 3 ดอกที่พุ่งออกไปอย่างรวดเร็วถึงกับแทงทะลุยังลำคอของยามทั้ง 3 ในแทบจะเวลาเดียวกับพริบตาที่ทั้ง 3 เงยหน้าขึ้นมา...

“ไปกันเถอะ”

ทีฟาที่รีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่สนใจยังฮาเดียและเอลซ่าที่กำลังตกใจยังฝีมือการยิงธนูอันรวดเร็ว แม่นยำและไร้ความลังเลใจใดๆของเธอ...

“ควับ...”

เจ้าสิ่งที่หลงเหลือคล้ายกับยิ่งทวีความเร็วยิ่งขึ้นเหมือนใกล้ยังจุดหมายถึงกับตรงไปหยุดยังบานประตูห้องเล็กๆที่อยู่ใต้ดินของบ้านราวกับพยายามที่จะเข้าไป แต่ด้วยความไร้ปัญญาและพลังใดๆจึงทำได้แค่หยุดอยู่ ณ เบื้องหน้ายามที่มีสิ่งใดขว้างกั้นเท่านั้น

“เปรี้ยง...”

ทีฟาที่ทราบดีว่าถึงจุดหมายที่ต้องการแล้วจึงยกเท้าถีบยังบานประตูให้เปิดออกมาอย่างไร้ซึ่งความลังเลใดๆ...ทันทีที่บานประตูเปิดออกเจ้าสิ่งที่หลงเหลือก็พุ่งตรงไปหยุเอยู่ยังเบื้องหน้าสิ่งที่มันต้องหารจะหา...

“ฮือ...”

หญิงสาวชาวบ้านในชุดมอมแมมราวกับไม่ได้เปลี่ยนมา 3-4 วันคล้ายรู้สึกได้ยังบานประตูที่เปิดออกและสิ่งที่มาหยุดอยู่ยังเบื้องหน้าถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองยังเงาดำถึงกับยิ้มออกมาทั้งน้ำตา เพราะสิ่งที่เธอรอคอยได้มาช่วยเธอแล้วถึงกับส่งเสียงร้องเรียกออกไปว่า

”เด...”

แต่น้ำเสียงกลับต้องชะงักไปเมื่อเงาดำได้จางหายไปเหลือไว้เพียงแค่แหวนทองคำวงเล็กๆวงหนึ่งเท่านั้น แววตาที่ปิติดีใจเปลี่ยนเป็นลังเลพร้อมทั้งมือที่เอื้อมหยิบออกกลับมาดูอย่างชัดเจนแลกกับหยาดน้ำตาที่กลายเป็นความโศกเศร้าดังขึ้นมาพร้อมกับหัวใจปริ่มจะแตกสลาย...

เพราะเขาผู้นั้นไม่มีวันมาอีกแล้ว...

ไม่มีวันได้พบอีกแล้ว...

“เรามาช่วยแล้ว”

แม้แต่น้ำเสียงที่อ่อนโยนของนักบวชสาวอย่างเอลซ่ายังไม่สามารถดังขับกล่อมไปถึงดวงใจที่กำลังแหลกสลายนี้ได้จึงหันไปขอยังความช่วยเหลือจากเฟเทียร์แต่สิ่งที่ตอบกลับมานั้นกลับเป็นสายตาที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน เพราะความอ่อนแอและความไร้สามารถของเธอจึงยังคงต้องมีผู้คนที่สูญเสียและเศร้าสร้อยเช่นนี้อยู่ต่อไป...

“เฮ้ย...”

ไลเรสที่เข้าใจยังความเจ็บปวด โกรธและไม่พอใจของหญิงสาวดีเพียงถอนหายใจออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปเห็นยังเจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ที่เหมือนกับจะมาถึงก่อนพวกเขาและกำลังเล่นอยู่อย่างสนุกสนามกับเด็กชายตัวน้อยที่น่าจะเป็นลูกของหนึ่งในคนร้ายถึงขนาดยอมเป็นม้าให้ขี่...

“...นี่เรามาถึงช้ากว่าพวกมันหรือ”

เพราะสิ่งที่ไลเรสหนักใจกลับเป็นพลังและความสามารถของเจ้าพวกนี้ที่ยังเป็นปริศนาอยู่และเหนือสิ่งอื่นใดคือแม่มดแห่งหนองน้ำผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ด้านหลังของพวกมันต่างหาก...

“ทุกคนปลอดภัยก็ดีแล้ว...”

เอลซ่าส่งเสียงร้องออกมาอย่างโล่งใจ-เมื่อถามทั้งหญิงสาวที่ชื่อทาญาและเด็กชายอันซึ่งเป็นคนรักและลูกชายของคนร้ายที่โดนจับตัวมา แต่กลับไม่ได้ความถึงผู้ที่บงการอยู่หลังฉาก เพราะทั้งคู่ถูกก่อนถูกพาตัวมาไม่รู้อะไรอยู่แล้วนอกไปจาก...

คนร้ายที่เป็นจอมเวทมีชื่อว่าบาลันส่วนอีกคนชื่อแม๊กต่างทำงานเป็นทหารและคนรับใช้ของตระกูลเบลวารีก้า...

หรือพูดง่ายคือเป็นคนของอีริกที่เป็นพระคู่หมั่นขององค์หญิง...

“อืมม์...”

เฟเทียร์เพียงพยักหน้ารับ เพราะรูปการและสิ่งต่างๆที่เธอรวมรวบได้กลับชี้ไปยังเขาเพียงผู้เดียว พูดง่ายๆถ้าเป็นคนบงการคือเธอตายแล้วเมื่อแต่งงานกับองค์หญิงและให้น้องสาวแต่งงานกับอาสเคออสก็จะเท่าครองอาณาจักรนี้ไว้ในกำมือได้อย่างง่ายดายส่วนจะจัดการกับตระกูลฟาริเอก้า ของหญิงสาวเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ต้องการ...

แต่ถึงจะไม่ใช่ตัวเองแต่เป็นความต้องการของตระกูลก็ไม่แน่จะแตกต่างกัน...

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดในยามนี้คือไม่ใช่ไม่สามารถระบุตัวคนร้ายได้-แต่กลับเป็นคือกลับไม่หลักฐานอะไรที่น่าชี้ชัดไปว่าเป็นการกระทำของหรือตระกูลเบลวารีก้าเลย...

ถึงองค์หญิงเฟรย์จะเชื่อเธอแต่ถ้าไม่มีหลักฐานก็ไม่สามารถปฏิเสธการแต่งงานได้...

ส่วนในยามนี้เธอจะแต่งงานกับอาสเคออสหรือไม่ก็ไม่แตกต่างกัน เพราะหากฆ่าเธอผลลัพธ์ก็ยังคงเหมือนเดิมอยู่ดี...

...คำตอบไม่แตกต่าง

“เฟเทียร์...แย่แล้ว”

อยู่ๆฮาเดียที่เหมือนกับได้รับถึงจดหมายด่วนจากนกพิราบสื่อสารถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ...หญิงสาวที่รู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบางอย่างถึงกับรีบร้องถามออกไปทันทีว่า

“มีอะไรหรือ”

“ที่ปราสาทเกิดเรื่อง...”

ฮาเดียยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...มีคนบุกเข้าปราสาท”

“บ้าน่า...”

เอลซ่าที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าศัตรูของพวกเธอหรือคนร้ายจะกล้าบุกเข้าไปในปราสาทที่มีทหารรักษาการณ์อยู่นับร้อยได้...

“รีบกลับเร็ว...”

เฟเทียร์ส่งเสียงร้องออกมาอย่างร้องใจ เพราะองค์หญิงเฟรย์กำลังตกอยู่ในอันตราย-เธอที่พลาดพายังทุกคนออกมาจนหมดจนไม่เหลือใครที่สามารถไว้ใจได้สักคนที่จะรับมือกับศัตรูที่ชั่วร้ายและเก่งกาจ...

ทั้งเธอ ไลเรส ฮาเดีย เอลซ่าหรือทีฟาต่างอยู่ที่นี่กันหมดราวกับหลงยังแผนล่อเสือออกจากถ้ำ...

หากทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ถูกสร้างขึ้นมาหน้าฉากเพื่อทำร้ายองค์หญิงแสดงว่าทุกการเคลื่อนไหวของพวกเธอตกอยู่ในเงื้อมือของฝ่ายตรงข้าม...

...ในหมู่คนของเธอมีไส้ศึก

เฟเทียร์ที่ร้องใจถึงกับรีบสาวเท้าออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจยิ่งใดอีก เพราะความปลอดภัยขององค์หญิงเฟรย์จะต้องมาก่อนและเหนือสิ่งอื่นใด...

“…ชิ”

หญิงสาวที่วิ่งถึงกับเค้นเสียงออกมาจากไรฟันด้วยความไม่สบอารมณ์ เพราะถึงเส้นทางที่เบื้องจะสามารถเงยหน้าขึ้นไปมองเห็นยังตัวปราสาทได้แต่กลับถูกขว้างเอาไว้ด้วยจำนวนของบ้านเรือนที่มากมายจนเรียงร้อยเป็นตรอกเขตวงกตที่สับสนในใจของหญิง ณ เวลานี้...

“ไม่ต้องรีบขนาดนี้ก็ได้...”

ไลเรสส่งเสียงทัดทานออกไป เพราะในยามนี้ดูเฟเทียร์ล้นลานจนแทบจะสูญเสียถึงความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนหมดสิ้น-เขาจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คงไม่มีใครสามารถจัดการคนนับร้อยได้ในพริบตาโดยที่ไม่มีรู้หรอกน่า”

เพราะถึงพวกของไลเรสกับเฟเทียร์จะไม่อยู่ภายในปราสาท-แต่ที่ปราสาทยังมีทหารราชองครักษ์ที่หญิงสาวเป็นผู้ที่คัดเลือกมาด้วยตัวเองอยู่นับร้อยคน...

คงไม่มีใครสามารถจัดการพวกนั้นได้ง่ายๆหรอกหรือถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นจริงก็ต้องมีทหารคนอื่นๆในปราสาทรับรู้และนำกำลังเข้าไปช่วยเหลืออยู่ดี...

จึงไม่น่าจะเป็นห่วงอะไร...

...เพียงแต่ไลเรสคล้ายลืมคิดไปถึงผู้หนึ่งที่มีความสามารถเช่นนั้น-สามารถจัดการผู้คนนับร้อยๆได้ในพริบตา

“ไม่แน่หรอก...”

เฟเทียร์ที่รู้สึกกังวลขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกราวกับมีลางสังหรณ์ถึงอะไรบางอย่างถึงกับตอบออกไปว่า

“...เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องที่ร้ายแรงอะไรพวกนั้นไม่มีทางส่งข่าวมาอย่างเด็ดขาด”

“เฮ้ย...”

ไลเรสที่เห็นยังหญิงสาวยังวิ่งวนไปตามตรอกด้วยความร้อนใจถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างอับจนปัญหา เพราะรู้ดีถึงนิสัยที่ดื้อรั้นของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีจึงรีบพุ่งเข้าไปคว้าของเอวของหญิงสาวทันที...

“ว้าย...ย...”

เฟเทียร์ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจเล็กน้อยที่อยู่ไลเรสก็ฉวยจังหวะที่เธอกำลังร้อนใจจู่โจมมาก่อนที่ร่างของเธอจะถูกยกขึ้นไปนั่งบนบ่าของเขาจึงรีบถามออกไปว่า

“...นายจะทำอะไรน่ะ”

“ฉันจะแบกเธอไปเอง...”

ไลเรสที่ไม่สนใจถึงเฟเทียร์ที่ร้นลาน เพราะความอายกลับกระโดดขึ้นไปตามหลังคาของบ้านเรือนตัดตรงไปยังปราสาทอย่างรวดเร็วพลางตอบออกมาว่า

“...เพราะงั้นถ้าเธอใช้เวทมนตร์พอไปถึงปราสาทก็หมดแรงพอ”

“...”

ทำเอาเฟเทียร์ที่นิ่งเงียบถึงกับต้องเผลอยิ้มออกมาอย่างลืมตัว เพราะเป็นจริงอย่างที่ไลเรสว่าหากเธอวิ่งวนไปมาหลงอีกสักนิดหน่อยคงต้องใช้เวทมนตร์เพิ่มพลังแล้วกระโดดข้ามบ้านเรือนผู้คนอย่างแน่นอนเลย...

“เดี๋ยวคิดจะทำอะไรกันน่ะ”

ทีฟาที่เห็นยังไลเรสอุ้มเฟเทียร์ขึ้นบ่าแล้วกระโดดไปตามหลังคาบ้านอย่ารวดเร็วเหมือนกับไม่ได้ยินหรือไม่สนใจยังเธอเลยถึงกับรีบกระโดดตามไปอย่างรวดเร็วตามหลังคาอีกคนอย่างรวดเร็วทันที...ทำเอาเอลซ่าที่เห็นถึงกับต้องร้องออกไปว่า

“รอเดี๋ยวสิ...”

เมื่อไม่มีเสียงตอบและถูกทิ้งไว้ท่ามกลางตรอกซอกซอยอันมากมายที่ไม่รู้จักนี้-แม่นักบวชสาวได้ต้องใช้สายตาละห้อยจ้องมองไปยังฮาเดียที่ถูกทิ้งเป็นเพื่อนร้องถามออกไปว่า

“...เอาไงดีล่ะ”

“ตามไปสิ”

ฮาเดียส่งเสียงตอบออกมาแค่นั้นก่อนที่จะวิ่งนำยังเอลซ่าตรงออกไปตามเส้นทางเท่าที่จะจำได้...

ส่วนเรื่องนำพายังทาญาและเด็กน้อยคงต้องทิ้งไว้ให้กับเจ้าพวกป๊อกก้าด้านหลังเท่านั้น
------------------------

“บ้าน่า...”

ทันทีที่กลับมาถึงยังปราสาทแล้วสายตาของหญิงสาวที่กวาดไปมองถึงภาพที่เบื้องหน้าถึงกับต้องร้องออกมาทั้งประหลาดใจและตกใจ...ไลเรสที่เห็นเช่นกันอดที่จะร้องออกมาอีกคนว่า

”นี่มันอะไรกัน...”

เพราะภาพที่เห็นในยามนี้กลับเป็นเหล่าทหารยามและทหารองครักษ์ที่รับผิดชอบยังตัวปราสาทอันที่อยู่อาศัยขององค์หญิงเฟรย์ตลอดจนคนงานรับใช้ นางกำนัล พ่อครับ แม่ครัวร่วมกว่า 200 ชีวิตต่างนอนกองอยู่กับพื้นอย่างไร้สติจนหมดสิ้น...

”ครอก...”

“...ฟี่”

มีแต่เพียงเสียงกรนและเสียงกรนของผู้คนเท่านั้นที่พอจะยืนยันได้ดีถึงทุกคนที่ยังคงมีชีวิตอยู่...ไลเรสที่ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าทรุดนั่งลงใกล้ๆร่างของทหารยามที่หมดสติไปแล้วเอาปลายนิ้วแตะไปที่ลำคอตรวจดูการหายใจและชีพจรจึงร้องออกมาว่า

“ชีพจรปกติ...”

เขายังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนอีกว่า

“...ทุกคนแค่หลับไป”

...

แต่สิ่งที่ตอบกลับมากลับเป็นความเงียบแทนความรู้สึกที่โล่งใจ เพราะใครก็ตามที่สามารถทำให้คนมากมายเหล่านี้สามารถสลบลงไปในเวลาพริบตาอย่างที่ไม่มีใครทันรู้ตัว ไหวตัวทันก็สามารถฆ่าและสังหารทุกคนได้อย่างง่ายดายเช่นเดียวกัน...

ผู้ลงมือกลับน่ากลัวยิ่งจนเฟเทียร์สัมผัสได้ถึงคมเคียวของพญามัจจุราชที่สามารถจะตวัดเก็บเกี่ยวยังทุกชีวิตของผู้คนได้อย่างง่ายดายแม้กระทั้งไลเรสที่อยู่ด้านข้างถึงกับต้องเลื่อนมือไปกุมยังด้ามดาบอย่างไม่ทันได้รู้สึกตัว...

“เฟรย์...”

เฟเทียร์ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นด้วยความเป็นห่วงและกังวลถึงความปลอดภัยขององค์หญิงเป็นอย่างยิ่ง ในเวลาเช่นนี้ไม่มีเวลามาสงสัยหรือหายังคำตอบใดๆอีกแล้ว...
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยขององค์หญิง...

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...เฟียว...”

เฟเทียร์จึงรีบวิ่งพุ่งกระโจมออกไปอย่างรวดเร็วตัดผ่านสายลมออกไปทันทีก่อนที่ใครๆจะคาดคิดถึงทำเอาไลเรสและทุกคนที่เป็นห่วงยังความปลอดภัยของหญิงสาวที่ขาดความเยือกเย็นต้องรีบสาวเท่าวิ่งตามออกไปอย่างรวดเร็วทันที
-------------------------

“ตุบ...ตุบ...ตุบ...”

เสียงฝีเท้าวิ่งตัดผ่านไปตามตัวทางเดินของปราสาทด้วยความเร่งรีบ-ยิ่งวิ่งผ่านก็ยิ่งสร้างยังความร้อนรุ่มและร้อนใจให้กับเฟเทียร์เป็นอย่างยิ่ง เพราะทุกเสียงทางที่วิ่งผ่านไปยังคงปรากฏเหล่าผู้คนในปราสาทนอนสลบหลับใหลไม่ได้สติราวกับถูกยังมนต์สะกด

...

แต่หญิงสาวกลับไม่มีเวลามาใส่ใจยังเรื่องนี้ เพราะชีวิตและความปลอดภัยขององค์หญิงเฟรย์มีค่าสำคัญมากที่สุด ไม่ใช่เพราะเธอคือองค์หญิงรัชทายาทผู้สูงศักดิ์หรือความหวังที่จะทำให้ความฝันของเธอและทุกผู้คนเป็นจริง...

แต่เธอคือเพื่อน คือผู้ที่รักยิ่งของหญิงสาวต่างหาก...

“ปัง...”

ทันทีที่ประตูถึงผลักออกไปร่างของหญิงสาวที่พุ่งผ่านเข้าไปอย่างรวดเร็วแทบจะเป็นเวลาเดียวถึงกับส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

“...เฟรย์”

เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวัง ความห่วงใย และความรักที่เปล่าออกไปในครั้งด้วยก่อนที่สายตาของหญิงสาวซึ่งรีบกราดมองไปดูรอบๆอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเห็นยังร่างขององค์หญิงเฟรย์ที่ในยามนี้กำลังนั่งดื่มน้ำชาอยู่อย่างสบายใจเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

“เอ๋ะ...”

เฟเทียร์ส่งเสียงร้องออกมาอีกครั้งด้วยความโล่งใจก่อนที่จะรู้เหมือนยกโลกทั้งใบที่กดทับเธออยู่ออกไปก่อนที่สังเกตได้ถึงร่างของใครบ้างคนที่กลับเพิ่มเข้ามานั่งอยู่ภายในห้องนี้อย่างที่ไม่ควรมี...

เป็นหญิงสาว...

หญิงสาวผู้หนึ่ง...
-----------------------

หญิงสาว...?

แม้แต่ไลเรสก็ไม่แน่ใจว่าจะใช่สรรพนามนี้เรียกแทนยังตัวตนของสิ่งที่เห็นยังเบื้อหน้าได้ เพราะถึงแม้จะมีรูปกายนอกดูเป็นหญิงสาว-แต่เขากลับรู้ได้ถึงแผ่นฟ้าแผ่นดินที่กว้างใหญ่ของโลกยามราตรีเมื่อมองดูยังหญิงสาวที่นั่งอยู่เบื้องหน้า...

เธอเป็นดั่งตัวแทนแห่งรัตติกาล...

ไม่ใช่เพราะมีเส้นผมสีดำที่ยาวสลวย ดวงตาสีดำสนิทเป็นประกายราวมีดวงดารา หรือสวมใส่ยังชุดยาวสีน้ำเงินเข้มดั่งผื่นฟ้ารัตติกาล เผยผิวที่ขาวนวลยิ่งกว่าเมฆเมฆาบนท้องฟ้าออกมา...

ความงดงามของใบหน้าเรียกรับกับคำว่าสวยที่สุดบนพิภพได้อย่างเต็มเปี่ยม เพียงแต่ความสวยนี้คมกริบดั่งคมมีดและดูยั่วยวนนิดๆผิดกับเฟเทียร์ที่สามารถประชันได้ด้วยเพราะมีความงดงามกว่าและเทียบกับกับองค์หญิงเฟรย์ที่อ่อนหวานน่ารักเช่นกัน...

หากองค์หญิงเฟรย์งดงามดั่งดวงจันทร์ เฟเทียร์เป็นดวงตะวันแล้วเธอจึงเป็นเช่นดั่งรัตติกาล...

นี่คือความสวยงามของผู้หญิงทั้ง 3 ที่ทัดเทียมและแตกต่างกัน...

แต่สิ่งที่ไรเลสรู้สึกได้ สัมผัสถึงมันกลับมากกว่าความสวยงดงามคือพลังและอำนาจที่ดูเหมือนจะสยบเหยียบทั้งโลกหล้าเอาไว้ได้อย่างไร้ผู้ทัดเทียม...

“...”

เพียงแค่เห็นถึงครั้งแรกและแววเดียวเขาที่จับจ้องมองไปยังหญิงสาวที่สวมยังหมวกปลายแหลมและถือไม้เท้าในมือซึ่งนั่งจีบชาพร้อมรอยยิ้มที่สบายอารมณ์ยังเบื้องหน้าถึงกับทราบทันทีว่าเธอคือใคร...

นามเพียงหนึ่งเดียวที่ผลุดและสามารถแบ่งออกมาได้ยามนี้มีเพียง...

“แม่มดแห่งหนองน้ำ”

“หา...”

สิ้นเสียงของไลเรสถึงกับทำเอาทุกคนที่ได้ยอนยกเว้นองค์หญิงเฟรย์ถึงกับต้องร้องออกมาด้วยความตกใจกับคำกล่าวของเขาอย่างไม่เชื่อยังสิ่งที่สายตามองเห็น...

ถึงหญิงสาวที่ดูอายุเพียงแค่ยี่สิบต้นๆยังเบื้องหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งหญิงสาวอันสมบูรณ์จะเป็นเจ้าของตำนานที่กล่าวเล่าขานกันมานานนับหลายร้อยปี...

ถึงราชินีผู้ครอบดินแดนที่ดำทมิฬ...

ดินแดนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าครึ่งทวีป...

...แม่มดแห่งหนองน้ำ

เพียงแค่คิดถึงนามนี้ก็ทำเอาเข่าของลิซาร์ดแมนผู้ไม่เคยหวั่นเกรงสิ่งใดๆเช่นเขาเทียบจะทรุดลงไปคุกเข่ายอมสยบให้กับฝ่ายตรงข้าม...

ถึงความรู้สึกที่เป็นเผชิญหน้ากับเทพเจ้ามิใช่ปีศาจร้าย...

มันไม่ใช่ความหวาดกลัวแต่เป็นหวั่นเกรง...

“เธอเป็นใครกัน...”

เฟเทียร์ที่เห็นยังอีกฝ่ายถึงกับนั่งดื่มน้ำชาอยู่เบื้องหน้าขององค์หญิงเฟรย์ถึงกับส่งเสียงร้องถาสออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ร่างกายที่เหมือกับถูกยังพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่บางอย่างสยบไว้ถึงกับทรุดเทยังเรียวแรงทั้งหมดออกไปประหนึ่งคนที่เดินขึ้นภูเขาสูงนับร้อยนับพันกิโลแล้วก้าวเท้าก้าวสุดท้ายที่รวบร่วมยังเรียวแรงเหยียบย่างลงไปสู่ยอดเขาสุดท้ายอันสูงที่สุดชี้ยังปลายดาบเรเปียร์ที่รวมทั้งพลัง ความกล้าและความหวังราวกับจะท้าทายยังเทพเจ้าเบื้องบนออกไปทั้งคำถามที่ว่า

“...มาทำอะไรที่นี่”

“...”

ไลเรสที่จ้องมองไปถึงกับยิ้มออกมา เพราะหากมีมนุษย์เพียงคนเดียวที่กล้าท้าทายยังพระเจ้าและสรรพสิ่งอันยิ่งใหญ่และทรงพลังได้-มีเพียงแต่เธอเท่านั้น...

“ฉันเป็นใครน่ะหรือ...”

เสียงที่ไพเราะราวเสียงสายลมที่พัดผ่านมาจากสุดขอบโลก-มอบยังความทรงพลังแห่งความอบอุ่นตอบมาอีกว่า

“...มันนานมากจนลืมไปแล้วล่ะ...”

ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็นสายลมที่กันโชกแรงขึ้น เย็นขึ้นด้วยคำกว่าที่ว่า

“...แต่หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมานี้ทุกคนต่างพากันเรียกชั้นว่าแม่มด...”

“...”

ทุกคนได้แต่นิ่งเงียบราวกับรอคอยให้เธอตอบออกมาทั้งๆที่คำตอบนั้นต่างสถิตอยู่ในหัวใจทุกคนตั้งแต่เห็นยังเธอปรากฏกายขึ้นมาแล้ว เพราะไม่มียังนามใดจะแทนยังตัวตนของเธอได้ชัดเจนเท่านั้นอีกแล้ว-จึงได้แต่ฟังยังเธอที่ยืนยันยันตนเองให้ชัดเจนลงไปว่า

“…แม่มดแสนสวย”

...

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบลงไปด้วยความรู้สึกอันแปลกประหลาดที่เหมือนกับจะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกันเลยที่เดียวกับคำพูดของเธอที่กล่าวออกมา เพราะถ้าไม่ตกใจก็ได้แต่หันหน้าไปมองกันเหมือนกับจะถามว่า”เอาไงดี” เช่นเอลซ่ากับฮาเดียที่เหมือนกับส่ายหน้าอยากจนใจทั้งคู่...แต่เฟเทียร์ที่ตั้งสติแล้วสลัดยังความรู้สึกอันกระอักกระอวยออกไปอย่างรวดเร็วพลางถามออกไปว่า

“การที่ท่านแม่มดแห่งหนองน้ำมาที่นี่ เพราะตอบรับที่จะช่วยเหลือพวกเราแล้วใช่มัย...”

ทั้งยังถามออกมาอีกว่า

“...ช่วยทำยังความฝันของเราให้เป็นจริง”

สร้างยังโลกที่ทุกผู้คนสามารถอาศัยกันได้อยู่อย่างเท่าเทียมกัน...

“คิก...คิก...คิก...”

เสียงหัวเราะราวกับละลอกคลื่นแห่งท้องทะเลดังมาพร้อมกับคำตอบที่ว่า

“...เปล่าหรอก...”

มือที่เรียวงามเปลี่ยนจากหยิบยังแก้วชาเปลี่ยนมาหยิบจับยังมีดสั้นที่เคยใช้ลอบสังหารหญิงสาวทั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบกลับเปลี่ยนเป็นสายธารที่สงบนิ่งตอบกลับมาว่า

“...ฉันแค่มาจัดการกับของข้าวของฉันที่หายไปเท่านั้น...”

เธอมาที่นี่เพราะมีดสั้นของเธอไปจึงมาตามทวนคืนทำเอาเฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกับต้องรู้สึกผิดหวังทันที...แต่อยู่เสียงก็คล้ายกับสายฝนที่ตกลงมาอย่างชุมฉ่ำมอบถึงความหวังให้กับทุกผู้คนยังกล่าวอีกว่า

“...แต่พวกป๊อกก้าจอมซนพวกนี้กลับชอบทำของของฉันหลายมากมายเสียจริง”

“หายไปกี่ชิ้นกันค่ะ”

องค์หญิงเฟรย์ที่นั่งคุยนั่งฟังอยู่นานแล้วถึงกับส่งเสียงร้องถามออกมาด้วยความสงสัย...แต่เสียงที่ดั่งสายน้ำที่รินไหลไปยังแช่มช้ากลับจ้องมองไปยังเจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ที่กลับมาพร้อมกับเด็กชายและหญิงสาวกลับทิ้งคำตอบที่เฉกเช่นสายน้ำวนที่มิรู้จบว่า

“...แต่ฉันทิ้งเด็กๆที่น่ารักของฉันไว้ให้พวกเธอกี่คนกันล่ะ”

5 ตัวเท่ากับ 5 ชิ้น...

พอได้ขอหมดเธอก็จะกลับไป...

“...”

เฟเทียร์ที่ได้รับคำตอบถึงกับยิ้มออกมาทันที เพราะดูท่าแม่มดแห่งหนองน้ำผู้ยิ่งใหญ่คงจะอยู่กับเธอไปอีกนานเลยล่ะ...แม่มดแห่งหนองน้ำที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหนาวกลับใช้ปลายนิ้วคีบปลายด้ามมีดสั้นชี้ลงไปยังทิ้งราวกับจะทิ้งขยะพลางกล่าวออกมาว่า

“...เอาล่ะเด็กซุกซนต้องกลืนเข็มพันเล่ม...”

เธอที่จ้องมองไปยังเจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ด้วยประกายตาที่สวยเรียวโค้งดั่งคมเคียวของพญามัจจุราชแล้วกล่าวออกมาอีกว่า

“...เอาล่ะแล้วจะลงโทษใครดีที่ทำเอามีดสั้นแห่งการกลมกลืนนี้หายกัน”

“ป๊อกก้า...”

ทำเอาเจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ที่ได้ยินถึงกับต้องสะดุ้งขึ้นมาในทันทีพากันก้าวถอยหลังไปคนละก้าวอย่างลืมตัวยกเว้นเจ้าป็อกก้านักดาบที่โชคร้ายไม่ได้ถอยหลังไปเพียงคนเดียงจึงเป็นเหมือนกับมันเสนอตัวออกมาเอง...

“ป๊อกก้า...”

เมื่อเจ้าป๊อกก้านักดาบที่รู้สึกตัวถึงกับรีบส่ายหน้าหันรีหันขว้างด้วยความตกใจเหมือนกับจะรีบถอยกลับไปรวมกลุ่มกับพวกที่เหลือทันแต่-แต่กับโดนเจ้าป๊อกก้าจอมเวทถีบก้นจะกระเด็นออกมายังด้านหน้าล้นลงไปยังบริเวณเท้าของแม่มดแห่งหนองน้ำแทน...

“ป๊อกก้า...”

เมื่อกับป๊อกก้านักดาบเสนอตัวออกมาแม่มดแห่งหนองน้ำที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานก็กล่าวออกมาว่า

“ที่แท้ก็วอร์วันเองหรือ...”

เธอที่ทิ้งยังมีดสั้นลงไปในปากของเจ้าป๊อกก้านักดาบให้มันกลืนหายไปถึงกับกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“...เอาล่ะที่นี้ก็ลงโทษเรียบร้อยแล้วล่ะ”

“ป๊อกก้า...”

ทำเอาเจ้าป๊อกก้าที่เหลือถึงกับต้องถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งใจทันทีที่สามารถรอดตัวไป...แต่แม่มดแห่งหนองน้ำที่ยิ้มพลางจ้องมองไปยังทุกคนถึงกับกล่าวออกมาอีกว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอก-มีส่วนของทุกคนอย่างเท่าเทียมเลยจ๋ะ”

“ป๊อกก้า...”

ถึงกับทำเอาเจ้าป๊อกก้าทั้งหลายได้ยินต่างพากันร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวกันทันทีถึงรอยยิ้มที่ร่ารักอ่อนหวานแสนกลเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายนี้...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 09 ก.พ.59 เวลา 00:21:15 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ