Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 11 วงวานแห่งอำนาจ...

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 11 วงวานแห่งอำนาจ...

“...”

ท่ามกลางความนิ่งเงียบที่ทุกคนต่างยอมรับกันถึงปัญหาในยามนี้คือการคงอยู่ของเฟเทียร์ในฐานะราชองครักษ์ขององค์หญิงกลับเป็นตัวขัดขว้างถึงการลอบสังหารเฟรย์...

ในรายชื่อของบุคคลที่น่าสงสัยคงจะหนีไปไม่พ้นยังกลุ่มของญาติและเหล่าขุนนางที่ต่างพากันสนับสนุนยังองค์ชายเรย์ลูกพี่ลูกน้องที่วัยเยาว์ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของเธอ

“นอกจากนี้ยังมีใครอีก”

ไลเรสที่ไม่ค่อยรับรู้ถึงรายละเอียดการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ในราชสำนักสักเท่าไหร่กลับถามออกไปพลางกวาดสายตาไปยังหญิงสาว เพราะต้องการรู้ถึงบุคคลที่จะต้องระวัง-ซึ่งถ้าเป็นปกติในสนามรบเขาเลือกที่จะชิงเป็นฝ่ายลงมือก่อนมากกว่าจะเป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้...

...เลือกฆ่าก่อนที่จะถูกฆ่า

“ใครน่ะหรือ...”

เฟเทียร์ได้แต่ยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญา เพราบุคคลที่อยากให้พวกเธอตายมันมีมากมายเสียเหลือเกิน เพราะการคงอยู่ของพวกเธอมันไปขว้างยังเส้นทางของอำนาจและผลประโยชน์ของผู้คนมากมาย...
การสร้างยังโลกที่ทุกคนสามารถอยู่ได้อย่างเท่าเทียมและมีความสุขกลับทำให้ผู้ที่มีความสุขและได้รับผลประโยชน์จากโลกที่กดขี่และความแตกต่างกันทางชนชั้นต่างพากันไม่พอใจ...

เฉกเช่นเหรียญที่มี 2 ด้าน-เมื่อมีด้านหนึ่งที่ได้เปรียบก็ต้องมีอีกด้านหนึ่งที่เสียเปรียบ...

“งั้น...”

ไลเรสที่เหมือนกับเห็นถึงสีหน้าที่ลำบากใจของหญิงสาวและทุกคนถึงคำถามนี้ของเขาจึงได้แต่ส่ายหน้าเห็นกับพอที่จะทราบถึงคำตอบได้เป็นอย่างดีจึงเปลี่ยนเป็นส่งเสียงถามออกไปว่า

“...แล้วมีใครที่พอจะไว้ใจได้บ้างล่ะ”

“อย่างแรกก็น่าจะเป็นอาสเคออสมั้ง”

องค์หญิงเฟรย์ถึงกับเป็นคนที่ส่งเสียงตอบแทนยังหญิงสาวที่ทำยังสีหน้าไม่พอใจถึงผู้ที่จะมาแย่งชิงยังเฟเทียร์ของเธอไป...ไลเรสที่เห็นเช่นนั้นจึงส่งเสียงร้องถามออกไปทันทีว่า

“เหตุผลล่ะ”

“เพราะอาสเคออสรักเฟเทียร์”

ทันทีที่เอลซ่าส่งเสียงตอบออกมาด้วยรอยยิ้มกลับมีเสียงที่เค้นขึ้นมาด้วยความไม่พอใจของหญิงสาวทันทีพร้อมทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“คนที่ไม่เคยรู้จักกันไม่มีทางรักกันอย่างเด็ดขาด”

เพราะจริงและการหมั่นหมายของเฟเทียร์กับอาสเคออสเป็นความต้องการของพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายหรือถ้าจะพูดให้ถูกคือเป็นการหมั่นหมายของทั้งสองตระกูลมากกว่าจะเป็นความต้องการส่วนตัวของเธอ

“เพราะอำนาจยังไงล่ะ...”

องค์หญิงเฟรย์ที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวด้วยสายตาที่เห็นใจกับแววตาที่เข้าใจยังคงกล่าวแทนยังเพื่อนรักของเธอต่อไปอีกว่า

“...เพราะการแต่งการของอาสเคออสกับเฟเทียร์จะทำให้อำนาจทางการทหารทั้งหมดของอาณาจักรอัสก้าที่ประจำอยู่ในเมือหลวงและตามหัวเมืองต่างๆต่างตกอยู่ในมือของทั้งสองตระกูลไงล่ะ-จึงไม่มีทางที่อาสเคออสคิดที่จะสังหารยังเฟเทียร์อย่างเด็ดขาด”

“อืมม์”

ไลเรสพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะการแต่งงานของหญิงสาวคือกลไกที่จะขึ้นสู่อำนาจของทั้งสองตระกูลที่จะกุมยังอำนาจทั้งมวลของอาณาจักรนี้ได้อย่างง่ายดายจึงได้แต่ร้องถามออกไปว่า

“...งั้นเป็นใครกัน”

เพราะหากองค์หญิงเฟรย์ตายคนที่ได้ประโยชน์ที่สุดน่าจะเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุนยังองค์ชายตัวน้อย-แต่กับถึงต้องมาลอบฆ่ายังหญิงสาวที่เป็นผู้ขว้างทางอีกคนด้วยหรือ...

“ไม่สิ...”

ไลเรสที่รู้สึกติดใจยังคำพูดของแม่มดแห่งหนองน้ำที่ทิ้งไว้หากมองในมองกลับแล้วการลอบสังหารนี้มิใช่ต้องการฆ่าองค์หญิงเฟรย์...

แต่เป็นเฟเทียร์แล้ว...

เขาจึงร้องถามออกไปทันทีว่า

“...หากคนที่ถูกลอบฆ่าเป็นเธอล่ะ”

“...”

คำถามนี้ถึงกับทำเอาทุกคนต่างนิ่งเงียบไปในทันที เพราะมันก็เป็นอีกหนึ่งของความเป็นไปได้เช่นกันกับการตายของหญิงสาวอาจจะทำให้องค์หญิงเลิกล้มความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงยังอาณาจักรนี้พร้อมกับลิดรอนยังอำนาจทางการทหารที่จงรักภักดีกับเธอไปในเวลาเดียวกันด้วย...

“หากเฟเทียร์ตาย...”

เพียงแค่คิดถึงตรงนี้ก็ทำเอาประกายตาที่มั่นคงของเฟรย์ถึงกับต้องสั่นไหวไปด้วยประกายหยาดน้ำตาแห่งความเสียใจที่เหมือนกับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกจะดับสูญลงไป...

“ไม่ต้องห่วงหรอก...”

เฟเทียร์ที่คว้ายังใบหน้าของเฟรย์เข้ามาโอบกอดไว้ในอ้อมอกยังสบสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจลงไปพร้อมทั้งกล่าวออกไปว่า

“...ฉันจะไม่ยอมตายง่ายๆอย่างแน่นอน”

“อืมม์...”

เฟรย์ถึงกับสบสายตากลับไปด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นจนสุดหัวใจ เพราะต่อให้คนทั้งหมดไม่สามารถเชื่อถือได้-แต่เฟเทียร์จะมิใช่เช่นนั้น...

“อีริก...”

อยู่ๆฮาเดียที่นั่งนิ่งเงียบมาตลอดก็ส่งเสียงกล่าวออกมา-ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...อีริก บุตรของตระกูลเบลวารีก้าที่เป็นหนึ่งในสามของตระกูลที่กุมอำนาจของเหล่าขุนนางทั้งหลายเอาไว้”

“เหตุผลล่ะ”

ไลเรสส่งเสียงถามออกไปอีกครั้ง เพราะดูแล้วอีกฝ่ายดูยังไงก็ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับหญิงสาวเลย...

“อีริก...”

แต่ก่อนที่ฮาเดียจะกล่าวอะไรออกมาอีก...เฟเทียร์กลับชิงกล่าวออกมาก่อนว่า

“ฉันอธิบายเองดีกว่า...”

แล้วเธอที่ไม่รอช้าฟังถึงคำตอบ คำโต้แย้งหรือความคิดเห็นของใครจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...อย่างที่บอกแล้วว่าอาณาจักรแห่งนี้นอกเหนือไปจากราชวงศ์แล้วยังมีตระกูลใหญ่อีกสามตระกูลที่มีอำนาจส่งสูงและค่อยดูแลทั้งเหล่าขุนนางและทหารทั้งหลายเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจซึ่งกันและกันเอาไว้...”

“...ฟาริเอก้า กีอัสและเบลวารีก้า”

ไลเรสที่ไล่ชื่อของ 3 ตระกูลออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังเฟเทียร์แล้วหญิงสาวจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“และตระกูลเบลวารีก้าที่ว่าก็เป็นตระกูลที่มีอำนาจเหนือยังขุนนางทั้งเหนือจนเรียกได้ว่ากุมอำนาจขุนนางพลเรือนไว้จนหมดสิ้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เหล่าขุนนางจะเสนอขึ้นไปจึงต้องผ่านยังหัวหน้าของตระกูลนี้หรือพ่อของอีริกที่เป็นอัครเสนาบอดีที่ปรึกษาราชาของพระราชา”

“...”

ไลเรสที่ขบคิดเล็กน้อยถึงใบหน้าของหัวหน้าเหล่าขุนนางคนหนึ่งที่แสดงความคิดเห็นคัดค้านตนที่จะมายังตำแหน่งรองหัวหน้าราชองครักษ์ด้วยความดูถูกและไม่ชอบใจที่เป็นเพียงแค่ลิซาร์ดแมนกลับมาทำงานในวังหลวงได้จึงถามต่อไปว่า

“...แล้ว”

“นอกจากนี่อีริกที่เป็นลูกชายคนรองของตระกูลเบลวารีก้าทั้งยังพระคู่หมั่นขององค์หญิงเฟรย์ด้วย”

สิ้นเสียงของเฟเทียร์ที่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับจะไม่สบอารมณ์นิดๆทำเอาไลเรสที่เลิกคิ้วด้วยความสงสัยพลางถามออกไปว่า

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ต้องการให้เธอตายล่ะ”

เพราะถ้าอีริกที่เป็นพระคู่หมั่นไม่จำเป็นต้องทำอะไรแค่รอแต่งงานกับองค์หญิงเฟรย์ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ เพราะถึงอำนาจการปกครองและบริหารบ้านเมืองในอนาคตจะเป็นขององค์หญิงเฟรย์ที่จะกลายเป็นราชินีในอนาคต-แต่ด้วยตำแหน่งของพระราชาก็คงจะเอื้อยังผลประโยชน์และอำนาจมากมายให้กับอีริกและตระกูลเบลวารีก้าอย่างแน่นอนเลย...

ไลเรสที่ขบคิดไม่เข้าถึงสามารถที่อีกฝ่ายต้องการให้หญิงสาวตายถึงกับเผลอไปฉุกใจคิดถึงเหตุหนึ่งได้ถึงกับส่งเสียงออกไปว่า

“หรือว่าพวกเธอมีความรักที่ต้องห้ามกัน”

ระหว่างเฟเทียร์กับเฟรย์...

ความรักต้องห้ามของหัวหน้าราชองครักษ์กับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์...

...เพราะดูเหมือนทั้งสองจะไม่ชอบใจยังคู่หมั่นของอีกฝ่ายเหมือนกัน

“มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะ”

ฮาเดียที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องลั่นออกมาด้วยใบหน้าที่แดงขึ้นมาอย่างเอียงอายทันที…ส่วนไลเรสที่เพียงหัวเราะเล็กน้อยกลับกล่าวออกมาว่า

“แค่ล้อเล่นน่า...อย่าคิดมาก”

“ล้อเล่นแบบนี้ไม่ไหวน่ะ...”

ฮาเดียที่หน้าแดงถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจนิดๆ เพราะทำเอาเธอต้องใจ ตื่นเต้นจนหัวใจจะวายไปด้วยอีกคนพลางหันไปเห็นยังเอลซ่าที่เหมือนกับหน้าแดง เข่าอ่อนจนทรุดลงไปนั่งราวคนที่ไม่สบายจึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“...เอลซ่าเธอไปอะไรหรือเปล่า”

“องค์หญิงกับเฟเทียร์ไม่ได้น่ะ...”

เธอยังส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างหน้าแดงอีกว่า

“...นี่ยังกลางวันอยู่เลยน่ะ...”

“...”

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบไปในทันทีเหมือนพอจะเดาๆได้ว่าแม่นักบวชสาวกำลังคิดอะไรอยู่...ทีฟาที่นั่งฟังอยู่นานถึงกับร้องออกมาว่า

“เอชซ่าลามก”

“พวกเธอเลิกเล่นกันได้แล้ว...”

เฟเทียร์ที่ไม่พอใจถึงกับตวาดยังพวกฮาเดีย เอลซ่าและทีฟาก่อนที่จะใช้ยังสายตาที่ไม่พอใจจับจ้องมองไปยังไลเรสพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...นายลองคิดดูดีๆก็จะรู้เองไม่ใช่หรือ”

“ถ้าเธอแต่งกับกับลูกชายของตระกูลกีอัสกับองค์เฟรย์แต่งงานกับลูกชายตระกูลเบลวารีก้า...”

ไลเรสที่ขบคิดถึงผลกระทบที่ตามมาของการแต่งงานทางการเมืองของหญิงสาวทั้งสองคนนี้ถึงกับร้องออกมาอย่างดังลั่นทันทีว่า

“...อำนาจทางการทหารและการปกครองจะแบ่งแยกออกจากกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน”

“ใช่...”

เฟเทียร์ที่พยักหน้ารับยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...อำนาจทางการทหารทั้งหมดจะตกอยู่ในเงื้อมือของตระกูลฟาริเอก้ากับกีอัสที่เกี่ยวดองเป็นญาติกันในขนาดที่ทางฝ่ายตระกูลเบลวารีก้าจะกุมอำนาจในราชสำนักทั้งมวลเอาไว้...”

“แต่ถึงอีริกจะได้ขึ้นเป็นพระราชาแต่กลับไร้ถึงพลังและอำนาจในมือ”

ไลเรสชิงกล่าวออกมาก่อนยังความคิดและคำพูดของหญิงสาวที่จะกล่าวออกมาถึงความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น...เฟเทียร์ที่ยิ้มรับถึงกับส่งเสียงถามออกมาอีกว่า

“แล้วเป็นนายจะรู้สึกยังไงล่ะถ้าได้เป็นพระราชาและอำนาจทั้งหมดกลับตกอยู่ในมือคนอื่นหรือตระกูลอื่นล่ะ”

“...”

ไลเรสที่ฝืนยิ้มราวกับเข้าใจยังคำตอนพลางกล่าวออกมาว่า

“...ถ้าเป็นฉันคงจะนอนไม่หลับอย่างแน่นอนเลย”

เพราะหากได้เป็นพระราชาที่ไร้แม้แต่กำลังทหารปกป้องยังตนเองและตระกูลแถมยังจะต้องคอยหวาดกลัวหรือกังวลถึงอีกฝ่ายจะฆ่าตนเพียงแย่งชิงบัลลังก์...

การแต่งงานของตระกูลฟาริเอก้ากับตระกูลกีอัสจึงอันตรายไปต่ออีริกและตระกูลเบลวารีก้าเป็นอย่างยิ่ง...
มันจึงไม่ควรให้เกิดขึ้น...

...เฟเทียร์จึงต้องตาย

หรือไม่ก้อ...

...เป็นอาสเคออส

“เอ๋ะ...เดี๋ยวก่อนน่ะ...”

ทีฟาที่กำลังกินผลไม้ระหว่างประชุมมากกว่าที่จะสนใจอะไรถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสงสัยอะไรบางอยู่ เธอที่ในยามนี้ได้รับบรรจุจากเฟเทียร์กับองค์หญิงเฟรย์ให้รับตำแหน่งของรองหัวหน้าราชองครักษ์ประจำตัวองค์หญิง-โดยมีหน้าที่รับผิดชอบหน่วยพลธนูแล้ว เพราะฝีมือการยิงและการวางแผนที่เห็นจากการประลองกับฮาเดียจึงเสนอความเห็นออกมาว่า

“...แต่ถ้าเกิดสลับคู่ล่ะ”

“สลับคู่”

เอลซ่าที่หน้าแดงถึงกับร้องถามออกมาด้วยความสงสัยและกระตือรือร้นเป็นพิเศษหันไปมองยังแม่เอลฟ์สาวราวกับรอคอยยังคำตอบ...ทีฟาที่กล่าวออกมาว่า

“ก็เปลี่ยนเป็นคู่ของเฟเทียร์แต่งกับอีริกส่วนเจ้าหญิงก็แต่งกับอาสเคออสไงล่ะ”

“โถ่...”

เมื่อได้ยินยังน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความผิดหวังของเอลซ่าทำเอาแม่เอลฟ์สาวต้องถามกลับไปด้วยความสงสัยอีกว่า

“แล้วเธอคิดว่าจะเปลี่ยนเป็นใครคู่ใครล่ะ”

“...”

เมื่อทุกคนที่เห็นยังเอลซ่าหน้าแดงเหมือนกับกำลังคิดอะไรที่มันไม่ควรอยู่จนไม่สามารถตอขออกมาได้ทำเอาฮาเดียต้องโกรธขึ้นมาทันทีพร้อมทั้งร้องออกมาว่า

“เธอนี่มันพวกโรคจิตชัดๆเลย”

“ไม่ใช่น่ะ”

เอลซ่ารีบส่งเสียงร้องปฏิเสธออกมาทันทีว่า

“...ฉันไม่ได้ติดถึงเรื่องท่านอาสเคออสกับท่านอีริกเข้าหอกัน...”

ก่อนที่จะรับชะงักเสียงปิดปากลงไปอย่างรวดเร็วทันทีท่ามกลางสีหน้าที่ไม่พอใจของฮาเดียที่กำลังเขม่นมองไปราวกับจะเข้ามาจัดการเล่นงานเธอ…

“ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

เจ้าป๊อกก้านายพรานที่ร้องออกมาถึงกับจับยังเจ้าป๊อกก้านักดาบที่นอนอยู่กระดกก้นขึ้นแล้วขยับเอวไปมาทางด้านหลังแสดงถึงความคิดของแม่นักบวชสาวให้ทุกคนเห็นอย่างชัดเจน...

...

ยิ่งทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งเงียบพูดอะไรไม่ออก...

“ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

ส่วนเจ้าป๊อกก้าจอมเวทย์กลับเอามือจับค้างของป็อกก้านักบวชสาวแล้วจ้องมองไปด้วยแววตาที่ซึ้งๆก่อนที่จะก้มลงไปจูบทำเอาทุกคนที่เห็นถึงกับต้องหน้าแดงไปตามๆกัน...ดีที่เฟเทียร์กลับชิงส่งเสียงขัดออดมาก่อนที่เรื่องจะบานปลายออกไปมากกว่านี้ว่า

“เป็นไปไม่ได้หรอก...”

เธอที่สบยังสายตาของไลเรสที่จ้องมองมาแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“อีริกและตระกูลเบลวาริก้าไม่มีทางยอมทิ้งตำแหน่งพระราชาในอนาคตอยู่เด็ดขาด”

“อืมม์...”

ไลเรสพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย เพราะตำแหน่งนี้มันเย้ายวนจริงๆ-คงไม่มีใครบ้าสามารถล่ะทิ้งมันได้หรอกจึงหันไปกล่าวว่า

“…เพราะเช่นนั้นถึงต้องฆ่าเธองั้นหรือ”

เพราะเมื่อไม่สามารถล่ะทิ้งยังตำแหน่งราชาได้จึงเลือกแค่ไม่ยอมให้อีกสองตระกูลที่เหลือร่วมมือเป็นทองแผ่นเดียวกันได้ถึงเหตุผลมันจะยังไม่เพียงพอก็เถอะ...

มันต้องมีอีกบางสิ่ง...

เพราะหากเป็นเช่นนี้ตระกูลเบลวารีก้าถึงจะได้นั่งบัลลังก์-แต่ก็ยังมิมั่นคงอยู่ดี...

“ไม่หรอก...”

เฟเทียร์ที่ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาได้แต่ส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...อีริกยังมีน้องสาวอยู่อีกคน”

“...”

ทำเอาไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบไปในทันที เพราะทุกอย่างหากเป็นไปตามแผนการที่วางไว้เมื่อเฟเทียร์ตายถ้าอาสเคออสแต่งงานกันน้องสาวของอีริก...

เท่ากับทั้งสองตระกูลได้โดดเดียวยังตระกูลฟาริเอก้า

เมื่อถึงเวลาเบลวารีก้ากับกีอัสจะล้มล้างยังตระกูลของเฟเทียร์แล้วรวบอำนาจทางการทหารในเมืองหลวงมาเป็นของตนอย่างแน่นอน...

เฟเทียร์นอกจากเธอจะตายไม่ได้แล้ว...

...เพื่อตระกูลเธอก็ไม่สามารถปฏิเสธถึงการแต่งงานนี้ได้

เพื่อความอยู่รอดของตระกูลจึงต้องมีการแต่งงานของเฟเทียร์และอาสเคออสขึ้น...

“ไม่หรอก...”

เฟเทียร์ที่จ้องมองไปยังองค์หญิงเฟรย์ก่อนที่จะกวาดสายตาผ่านยังทุกคนไปยังไลเรสที่ยืนอยู่ใกล้ๆแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างชัดเจนว่า

“...ถ้าต้องแต่งงานกับอาสเคออสเท่ากับฉันยอมรับความพ่ายแพ้และล้มเลิกความฝันไป”

เท่ากับยอมรับที่จะเลิกการสร้างยังอาณาจักรที่ทุกคนสามารถอยู่กันได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะอาสเคออสและตระกูลกีอัสเป็นตระกูลที่เกลียดและกีดกันยังทุกชนเผ่าที่ไม่ใช่มนุษย์ ถึงขนาดที่มองยังสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าเป็นศัตรูของมนุษย์ก็ว่าได้...

หากเฟเทียร์แต่งงานกับอาสเคออส-ตระกูลกีอัสที่เหมือนกับกุมอำนาจทางการทหารและได้รับการสนับสนุนจากตระกูลของเธอจะต้องเปิดศึกเพื่อกวาดล้างและต่อสู้กับทุกชนเผ่าที่มิใช่มนุษย์ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้ๆอาณาจักรอัสก้าอย่างแน่นอนเลย...

เพราะตระกูลกีอัสที่รับผิดชอบตามชายแดนมักจะมีปัญหากระทบกระทั่งกับชนต่างเผ่าหลายต่อหลายครั้งจนเกิดเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องกวาดลางยังชนเผ่าอื่นๆมากกว่าจะเป็นความแค้น...

ด้วยความเชื่อที่ว่า”มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถเชื่อใจได้”...

“งั้นจะทำยังไงล่ะ”

ไลเรสส่งเสียงถามออกไป เพราะอย่างรู้การจัดการปัญหาของหญิงสาว...แต่เฟเทียร์ที่ส่ายหน้าอย่างอับจนปัญหาก่อนที่จะสบสายตากลับมาด้วยความมั่นใจแล้วตอบออกมาว่า

“ถึงตอนนี้จะไม่รู้แต่จะต้องมีทางออกอย่างแน่นอน”

“...”

ไลเรสสบสายตาที่จ้องมองมาของหญิงสาวถึงกับรู้ถึงได้ถึงความเชื่อมั่น ศรัทราที่แผ่ออกมาจากแววตาและน้ำเสียงของหญิงสาวมากกว่าจะเป็นแค่ความหวังหรือคำพูดที่โกหกหลอกลวงหรือปลอบใจยังตัวเองหรือผู้อื่น...
ไลเรสที่เห็นถึงกับยิ้มรับกลับไป เขาเชื่อมั่นในตัวของหญิงสาวว่าจะต้องมีทางออกอย่างแน่นอน เพราะเขาอยากที่จะลองเสี่ยงกับความฝันของหญิงสาวดูถึงโลกที่พวกเธอต้องการจะสร้างขึ้นมา เพราะถึงยังไงมันก็ไม่มีอะไรที่จะเสียหายอยู่แล้ว...

ไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าสภาพที่เป็นอยู่ในยามนี้แล้ว...

...ยังโลกที่ผู้มีกดขี่ยังผู้ยากไร้

“งั้นก็สรุปได้ว่า...”

ไลเรสที่กวาดสายตาจ้องทองไปยังทุกคนแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนถึงความเข้าใจของตนเองว่า

“...ถ้าคนร้ายต้องการชีวิตขององค์หญิงเฟรย์ก็น่าจะเป็นพวกที่สนับสนุนองค์ชายเรย์-แต่ถ้าต้องการชีวิตเธอก็อยากจะเป็นอีริกหรือไม่ก็ตระกูลเบลวารีก้าและพวกเราก็ไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้จากอาสเคออสและตระกูลกีอัสได้ด้วยใช่มัย”

“ใช่แล้ว...”

เฟเทียร์ที่พยักหน้ารับจึงกล่าวออกมาว่า

“...สรุปคือเรามีกลุ่มคนร้ายที่น่าสงสัยอยู่สองกลุ่มหรืออาจจะเป็นทั้งสองกลุ่มก็ได้และไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้...”

เฟเทียร์ยังอธิบายต่อไปว่า

“...เพราะคนร้ายอาจจะไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียว-ซึ่งอาจร่วมมือหรือเป็นศัตรูกันตลอดจนอาจไม่รู่ถึงการทำงานของอีกกลุ่มและไม่สามารถขอยังความช่วยเหนือจากใคร เพราะอาจจะสร้างยังโอกาสให้อีกฝ่ายฉกฉวยหน้าผลประโยชน์ได้เช่นเดียวกัน...”

ก่อนที่จะสรุปออกมาว่า

“...สรุปคือพวกเราโดดเดี่ยวแล้ว”

“ไม่แต่เฉพาะพวกเรา...”

พวกเราที่ไลเรสกล่าวออกไปเชิงถาม นั่นหมายถึงกลุ่มของพวกเราที่เป็นเฉพาะเหล่าทหารองครักษ์โดนไม่ร่วมถึงตระกูลของหญิงสาวด้วย...

“...”

เฟเทียร์เพียงยิ้มรับกลับมาแทนยังคำตอบ เพราะเพื่อความฝันของเธอ ความฝันขององค์หญิงเฟรย์และทุกคนแล้วค่าตอบแทนที่เธอต้องจ่ายออกไปนั้นมันมากมายกว่าที่ใครๆคาดคิดยิ่งนัก...

“เอ้อ...”

เอลซ่าที่เห็นยังทุกคนมีสีหน้าที่เหมือนกับเศร้าๆจึงรีบเปลี่ยนเรื่องพูดออกไปว่า

“...ตอนนี้เราไปสอบสวนคนร้ายที่จับได้กันดีมัย เผื่อที่จะได้ตัดยังกลุ่มที่น่าสงสัยออกไปน่ะ”

“ก็ดี...”

แต่ยังไม่ทันที่จะสิ้นเสียงตอนรับของฮาเดียกลับมีเสียงร้องของเพนนี่ที่เป็นเหมือนกับลูกน้องคนสนิทของไลเรสรีบเปิดประตูพุ่งเช้ามาพร้อมทั้งส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นว่า

“หัวหน้า...แย่แล้วครับ...”

ก่อนที่เด็กหนุ่มซึ่งไม่ทันได้สนใจหรือสังเกตเห็นถึงใครๆไปนอกจากไลเรสจะร้องต่อไปว่า

“...เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ-หัวหน้า”

“มีอะไร...”

ไลเรสเพียงส่งเสียงร้องถามกลับไปอย่างเบื่อหน่ายมากกว่าจะสนใจ เพราะเรื่องใหญ่ของเพนนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับตนหรือคนอื่นๆก็ได้...

แต่ครั้งนี้เขากลับคิดผิด เพราะ...
-----------------------------------------

นักโทษที่จับกลับมาจากป่าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเอลฟ์ที่หมายจะลอบทำร้ายหญิงสาวและองค์หญิงเฟรย์กลับตายแล้ว...

...

ทำเอาทุกคนที่รีบวิ่งเข้ามาดูภายในห้องขังเฉพาะของเหล่าองครักษ์ที่อยู่ด้านหลังของห้องพักข้างปราสาทที่จับกลับมาต่างตายกันจนหมดสิ้น...

“นี่มันอะไร”

เฟเทียร์ ไลเรส ทีฟา ฮาเดียต่างนี่เงียบไปตามๆกันมีแต่เพียงเอลซ่าที่ร้องออกมาด้วยความตกใจพร้อมๆกับเสียงของเหล่าป๊อกก้าทั้งหลายที่ตามมาพากันร้องออกมาด้วยความสนใจ อยากรู้ อยากเห็น ตื่นเต้นและยินดี

“ป๊อกก้า...”

“การตายนี่...”

ไลเรสที่จ้องมองสภาพการตายของเหล่านักโทษที่ตายกันอย่างปราศจากล่องลอยการต่อสู้หรือบาดแผลใดๆ-เขาที่กวาดสายตาเพียงแววเดียวไม่เห็นลักษณอาการของการถูกพิษด้วยจึงร้องออกมาด้วยความสงสัยว่า

“...มีปัญหา...”

เพื่อความแน่นใจเขายังตรวจดูร่างกายของคนร้ายใกล้ๆอย่างละเอียดกลับไม่พบยังบาดแผลหรืออาวุธใดๆนอกไปจากแหวนทองวงเล็กๆในมือที่ล่วงหลุดลงมาพอโดนเขาขยับ พอบีบปากกลับไม่พบเศษเสี้ยวของยาพิษหรืออะไรจึงสรุปด้วยเพียงอย่างเดียวจึงกล่าวออกไปว่า

“...ทุกคนน่าจะตายด้วยเวทมนตร์”

“เวทแห่งความตาย...”

เฟเทียร์ที่พยักหน้ารับจึงกล่าวออกไปว่า

“…ดิส”

เป็นเวทคำสาปที่จะทำให้ผู้คนที่โดนคำสาบถึงแก่ความตายอย่างง่ายดายโดยไร้ซึ่งบาดแผลใดๆจนดูเหมือนกับหมดสิ้นลมหายใจไปเอง...

แต่เวทมนตร์ระดับกลางเช่นนี้จะต้องใช้เวลาในการร่ายและหากอีกฝ่ายสวดมนตร์ต่อต้านก็อาจจะทำให้เวทมนตร์ล้มเหลวได้เช่นเดียวกันจึงไม่นิยมใช้หากผู้ใช้มิได้มาพลังเวทจนแตกต่างกันมากมายกับผู้ที่โดยยังเวทนี้...

“ไม่น่าเป็นไปได้...”

ไลเรสยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...ไม่น่าจะมีจอมเวทสามารถใช้เวทโดยที่ทหารยามไม่รู้ตัว-แถมยังโดนเวททั้งสามคนจึงเป็นไปได้ยากมากๆนอกจาก...”

มีไส้ศึก...

แม้ไลเรสจะไม่ได้กล่าวแต่ทุกคนต่างสามารถคิดขึ้นมาได้ถึงความเป็นจริงข้อนี้ เพราะในหน่วยทหารราชองครักษ์ของหญิงสาวกลับมีศัตรูแฝงตัวเข้ามา...

แถมยังเป็นจอมเวทอีกด้วย...

“มีใครเข้ามาที่นี่บ้าง”

ไลเรสส่งเสียงร้องถามออกไปทันที...เพนนี่ที่เป็นคนที่รับผิดชอบดูแลกับเพื่อนๆอีก 2-3 คนจึงรีบกวาดสายตามองไปยังเพื่อนแล้วตอบไปออกไปทันทีว่า

“นอกไปจากพวกเราสี่คนแล้วไม่มีใครเข้ามาอีกครับ”

“อืมม์...”

ไลเรสที่กวาดสายตามองยังเพนนี่และเหล่าทหารอีก 3 คนที่เหลือถึงกับต้องส่ายหน้า เพราะทั้ง 4 ไม่น่าจะใช่จอมเวทและใช้เวทมนตร์ขั้นกลางเช่นนี้ได้…

แล้วศัตรูเข้ามาได้ยังไงกัน...

“หือ...”

แต่ที่ทีฟาที่คล้ายกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นการใช้เวทมนตร์ได้จากซากศพคนร้ายคนหนึ่งจึงรีบชี้ยังยังอีกศพที่อยู่ห่างไปจากร่างแรกที่ไลเรสสำรวจแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...คนร้ายนั่นเป็นคนใช้เวทมนตร์”

“หา...”

ฮาเดียส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสงสัยท่ามกลางเสียงของไลเรสที่กล่าวออกมาและเฟเทียร์ที่พยักหน้ารับอย่างเห็นด้วยว่า

“นี่ทีฟาเธอหมายความว่าคนร้ายคนที่สองร่ายเวทมนตร์ใส่คนร้ายคนแรกแล้วจึงฆ่าตัวตายด้วยเวทมนตร์เดียวกันงั้นหรือ”

“ใช่แล้ว...”

ทีฟาที่เห็นและสัมผัสได้ถึงพลังเวทที่ยังหลงเหลืออยู่จากซากศพคนร้ายคนที่สองจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คนร้ายนั่นเป็นคนที่ฆ่าเพื่อนแล้วฆ่าตัวฆ่าอย่างแน่นอน เพราะฉันสัมผัสได้ถึงล่องลอยการใช้เวทดิสที่เหลืออยู่น่ะ-ไลเรส”

“อืมม์...”

ไลเรสที่พยักหน้ารับอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เพราะทราบดีถึงสัมผัสที่แหลมคมของเอลฟ์ได้เป็นอย่างดีและยิ่งทีฟาด้วยแล้วยิ่งมีความสามารถที่ยอดเยี่ยมเหนือใครๆจึงได้รับตำแหน่งหน่วยสอดแนบ-แต่ยังที่ยังสงสัยอดที่จะถามออกไปไม่ได้ว่า

“...ทำไมกัน”

เพราะอะไรกัน...

ทำไมคนเราถึงตัดสินล่ะทิ้งยังชีวิตของตนเองได้อย่างง่ายดายขนาดนี้ราวกับมันช่างไร้ค่า ทั้งๆที่เขาและพวกเด็กๆตลอดจนเหล่าหญิงสาวทั้งหลายต่างพยายามกันแทบตายเพื่อที่จะมีข้าวกิน เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอดให้ได้...

“เดี๋ยวก่อน...ฮาเดีย...”

เฟเทียร์ที่คล้ายกับสังเกตเห็นถึงอะไรบ้างอย่างถึงกับรีบส่งเสียงสั่งการยังฮาเดียแทนเอลซ่าที่เข่าอ่อนออกไปว่า

“...รีบไปตรวจดูยังที่มือของเจ้าจอมเวทนั่นเร็ว”

เพราะเธอคล้ายกับเห็นอะไรบ้างอย่าง...

“ในมือหรือ...”

ฮาเดียที่รีบวิ่งออกไปตรวจดูยังมือของซากศพจอมเวทตามคำสั่งของหญิงสาวถึงกับพบยังบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในมือจริงอย่างที่ว่าถึงกับส่งเสียงร้องออกมาทันที

“...นี่มัน...”

“ของเล่นเด็ก...”

เอลซ่าที่จ้องมือไปยังวัตถุที่ฮาเดียได้จากมือของศพจอมเวทกลับเป็นดาบไม้เล็กๆที่เด็กๆมักจะชอบใช้เล่นกันเวลาเล่นเป็นผู้กล้า อัศวินหรือนักรบกัน-เธอถึงกับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“...หมายความว่าไงกัน”

“อย่างงี้นี่เอง...”

เฟเทียร์ที่ยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาถึงสาเหตุที่คนร้ายคนแรกยอมตายปล่อยให้อีกฝ่ายลงมือและคนร้ายอีกคนลงมือฆ่าเพื่อนและฆ่าตัวตายตามที่หลัง...

เพราะมีครอบครัวและคนรักตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้าม...

“ฉันจะจับคนร้าย...”

เฟเทียร์ส่งเสียงกล่าวออกมาราวกับคำปฏิญาณต่อตนเองอีกว่า

“...และจะช่วยเหลือยังครอบครัวของทั้งสองให้ได้”

คนร้ายทั้งสองยอมตายเพื่อครอบครับและคนคัก-แต่ครอบครัวและคนรักที่ได้รับการปกป้องจะไก้รับความปลอดภัยจริงหรือ...

หากโชคดีอีกฝ่ายอาจไม่สนใจ...

แต่ถ้าไม่แม้แต่เศษฝุ่นละอองเพียงเล็กน้อยที่ขว้างทางเดินก็ต้องปัดทิ้งไป...

การที่เฟเทียร์ตัดสินเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อใคร แค่เป็นเพื่อความฝันของเธอและพวกเธอที่สามารถสร้างโลกที่ทุกคนสามารถอยู่กันได้อย่างมีความสุขด้วยรอยยิ้มที่ปราศจากความแตกต่างใดๆ...

“...”

ไลเรสและทุกคนที่ได้ยินถึงกับพยักหน้ารับอย่างเชื่อมั่นและเต็มใจ เพราะโลกและความฝันของเฟเทียร์ก็คือสิ่งที่พวกตนปรารถนาเช่นกัน...

แต่...

เอลซ่าที่สงสัยกลับส่งเสียงร้องถามออกมาว่า

“แล้วเราจะหาครอบครัวและคนรักของทั้งสองคนเจอได้ยังไงกันล่ะ”

...

กับคำถามนี้ของเอลซ่าถึงกับทำเอาทุกคนต้องนิ่งเงียบไปตามๆกัน...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 05 ม.ค.59 เวลา 23:12:17 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ