Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 10 เงาดำ...

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 10 เงาดำ...

“ฉึก...”

คมมีดสั้นแทงลงมายังเนื้อลำแขนที่แข็งแกร่งของไลเรสเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเพียงแต่กรีดลงไปยังผิวหนังเรียกยังรอยเลือดจางๆเท่านั้นสำหรับเขาที่เห็นถึงกรรมการที่กำลังจะลอบทำร้ายยังเฟเทียร์จึงปัดดาบและผลักร่างของเธอให้ถอยออกไปก่อนที่จะเข้ารับยังคมมีดแทง...

สำหรับลิซาร์ดแมนบาดแผลแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก...

ถึงเวลาที่ต้องสวนกลับแล้ว...

เมื่อพลิกยังร่างของหญิงสาวให้พ้นทาง-มือที่กำยังดาบก็พุ่งออกไปพร้อมทั้งขาที่ทยานออกไปสู่เป้าหมาย...

...

แต่...

สิ่งที่เกิดขึ้นแทนยังร่างกายที่พุ่งทยานออกไปกลับเป็นทรุดลง-เป็นนั่งชันเข่าลง...

...เป็นคุกเข่า

ไม่ใช่ไร้เรียวแรง ไม่ใช่บาดเจ็บ แต่เป็นยอมสยบ...

ทันทีที่โดนแทงร่างกายเหมือนรู้สึกรับรู้ได้ถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่-ยิ่งใหญ่กว่าเมไซอาจนมิสามารถต่อต้านได้...

...พระเจ้า

...ราชันย์

มีแต่เงยหน้าขึ้นจ้องไปมองยังภาพเบื้องหน้าอย่างยอมรับชะตากรรมยังคมมีดสีดำทมิฬที่ลุกโชนเป็นไอแห่งความมืดมิดที่มิสามารถต่อต้านได้แทงทะลวงลงมายังหัวใจของตนอย่างช่วยไม่ได้...

ความรู้สึกนี้ถึงไลเรสจะไม่ชอบใจกลับได้แต่ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาเท่านั้น มันเหมือนกับเขาที่กำดาบเล่มหนึ่งกำลังตวัดมันฟาดฟันใส่ยังเกลียวคลื่นยักษ์หรือมหาพายุที่สามารถกวาดล้างยังพื้นพิภพได้...

คมมีดที่ตวัดลงมายังเบื้องหน้ามันเหมือนกับคมเคียวของเทพมรณะหรือประกาศิตของจอมราชันย์ที่ทุกสรรพชีวิตมิสามารถปฏิเสธได้...

แม้ไม่ยินยอมแต่ก็ไม่สามารถต่อต้านได้...

...

แววตาที่จับจ้องมองไปยังคมมีด ยังความมืดมิดที่อาบ ยังเงาดำถึงกับเห็นยังหมวกสีดำใบหนึ่ง-ในที่สุดเขาก็รู้ถึงเหตุผลแล้ว...

“ป๊อกก้า...”

ท่ามกลางความตายและการยอมรับกลับมีเสียงร้องของป๊อกก้าดังขึ้นมาพร้อมทั้งร่างของเจ้าป๊อกก้านักดาบตัวน้อยที่กระโดดเข้ามาปัดยังคมมีดอัยทรงพลังนั้นไปอย่างง่ายดาย...

“...ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

ตามด้วยป๊อกก้าจอมเวทย์ที่ใช้ไม้กวาดร่ายเวทย์เกิดโซ่มัดไว้ ป๊อกก้านักบวชที่ใช้คทาร่ายมนตร์ชำระล้าง ป๊อกก้าทหารใช้หอกขัดขายังกรรมการให้ล้มแล้วแล้วป๊อกก้านายพรานร่างอ้วนก็นั่งทับทันที...

ทุกสิ่งจบสิ้นลงไปในชั่วพริบตาราวกับพลิกยังสถานการณ์ทุกสิ่งกลับตาลปัดไปหมดในชั่วเสี้ยงวินาที...
-------------------------------------

ชัยชนะหรือ...

นี่เราคิดฝันหรือบ้าไปหรือเปล่า...

ความแตกต่างระหว่าลิซาร์ดแมนกับมนุษย์ ทั้งพลังกำลัง ความเร็วและทักษะเทียบกับอีกฝ่ายแทบจะไม่ได้...

...การคิดเอาชนะมันจึงเป็นแค่ความฝัน

อันปราสาทที่ยิ่งใหญ่และสวยงดงามถึงเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้ปราสาทนั้นดูน่าเกรงขานงามสง่า ยิ่งใหญ่และทรงพลังกับเป็นธงทิวที่โพกสะบัดอยู่บนยอดปราสาทนั้น...

หากเฟรย์คือปราสาทของเธอ...

เธอก็เป็นธงทิวของเฟรย์เช่นกัน...

เธอจึงแพ้ไม่ได้ ไม่ว่าศัตรูที่ขว้างอยู่เบื้องหน้าจะเป็นใคร...

...เป็นลิซาร์ดแมน

...เป็นไลเรสก็ตาม

เพื่อเฟรย์ เพื่อองค์หญิงของเธอ...

เธอ-เฟเทียร์มีแต่ต้องชนะเท่านั้น...

เธอจะใช้ยังทุกอย่างที่มีเพื่อล้มยังลิซาร์ดแมนที่เบื้องหน้า-เพื่อล้มยังไลเรสลงเฟเทียร์ถึงกับยอมใช้พลังเวทย์ทั้งหมดที่เธอมีแลกยังช่วงเวลาอันน้อยนิดเพื่อชนะเขาพร้อมทั้งกำดาบพุ่งทยานออกไปอย่างไม่รอช้า...

ทั้งพลัง สติปัญญา กลยุทธ์ เวทมนตรา วิชาดาบ กระบวนท่าจู่โจมทั้งมวลที่ใช้ออกไปเพียงเพื่อแทงยังเรเปียร์สุดท้ายในมือนี้ออกไปยังไลเรสที่เบื้องหน้า...

ผลคือ...

คมดาบที่ฟาดลงไปยังลำคอ...

คมดาบที่นำชัยชนะมาให้เธอ...

...เฟเทียร์ บูลไอซ์ดรากอน

“ผู้ชนะคือ...”

ทันทีที่ได้ยินยังเสียงกรรมการเหมือนจะประกาศพร้อมกับพละพลังทั้งมวลของร่างกายและเวทมนตร์เหมือนกับจะสลายหมดสิ้นลงไปในพริบตากับชัยชนะนี้แทบไม่สนใจถึงกรรมการที่ประชิดเข้ามายังด้านหลัง...

...

เฟเทียร์ที่ทรุดเข่าอ่อนถึงกับหันไปมองตามสัญชาตญาณเห็นถึงคมมีดสีดำอันแสนชั่วร้ายพุ่งตรงมายังแผ่นหลังของเธอที่หมดแรงจะต่อต้าน...

“หมับ...”

ข้อมือของเฟเทียร์ที่ถูกจับกระชากให้ล้มลงไปในอ้อมอกของไลเรสมองเห็นยังลำแขนของอีกฝ่ายที่ยกมาขว้างกั้นบัดยังคมมีดให้กระเด็นออกไปเพียงเหลือยังรอยบาดแผลกรีดทิ้งไว้จางๆยังหัวไหล่ของลิซาร์ดแมนที่ปกป้องและยอมตายเพื่อเธอ...

“ป๊อกก้า...”

ก่อนที่เสียงร้องของป๊อกก้าจะดังขึ้นยามที่สายตาของหญิงสาวกวาดมองไปร่างของกรรมการก็ตกอยู่ภายใต้การจัดการของเหล่าป๊อกก้าทั้ง 5 ที่มิทราบว่ามากันตั้งแต่เมื่อไหร่…
----------------------------------

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

เจ้าป๊อกก้าทัง 5 ตัวที่จับนักลอบสังหารได้กับส่งเสียงร้องเหมือนกับจะพูดคุยประชุมปรึกษาหารืออะไรกันสักอย่างด้วยเสียงร้องที่ดังลั่นแล้วท่าทางที่เหมือนกับจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่สำหรับไลเรส เฟเทียร์ ฮาเดียแล้วกลับได้ยินแค่เสียงร้อง...

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

ดังเป็นที่น่าปวดหัวและสับสนไปหมด เพราะฟังอะไรไม่ออกนอกไปจากคำว่า“ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”เท่านั้น

“นี่...”

เจ้าท่าทางของพวกมันที่ฮาเดียและทุกคนพอจะสังเกตได้เห็นถึงความมันกำลังปวดหัวและตกใจยังเรื่องของมีดสั้นสีดำที่ตกออยู่กับพื้นข้างยังเจ้านักลอบสังหารที่ปลอมเป็นกรรมการอยู่-นักรบสาวที่หมดยังความอดทนถึงกับหันไปมองยังแม่เพื่อนสาวที่ถูกฉุดลากมาด้านข้างด้วยฝีมือเธอเมื่อรับรู้ว่ามีคนร้ายลอบสังหารเฟเทียร์ว่า

“...เอลซ่...เธอช่วยแปลทีสิ”

“โอ๊ย...ใครจะแปลเป็นล่ะ...”

แม่นักบวชสาวถึงกับส่งเสียงร้องครางออกมรด้วยความปวดหัวเช่นกัน เพราะต่อให้เธอเรียนหรือรู้ยังภาษาของอาณาจักรอื่นๆมาบาง แต่กับเสียงที่ส่งเสียงร้องออกมาราวกับเหมือนเสียงของสัตว์อื่นๆที่มนุษย์ไม่สามารถฟังถึงความแตกต่างของคำได้แม้แต่สักคำเดียวอย่างว่าแต่ไวยกรณถึงกับต้องส่ายหน้าตอบออกไปว่า

“...นี่มันไม่ใช่ภาษาของมนุษย์แล้ว-ฉันไม่เข้าใจเลย”

“ป๊อกก้า...”

มันเป็นเหมือนกับเสียงร้องของสัตว์ตัวน้อยน่ารักๆมากกว่า...

“...ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

ยิ่งเสียงร้องของพวกมันที่ดังขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งทำเอาฮาเดียที่ได้ยินถึงกับต้องขยี้หัวด้วยความไม่สบอารมณ์ส่งเสียงร้องโว้ยวายออกมาว่า

“โฮ้ย...มีใครฟังพวกมันพูดรู้เรื่องบ้างมัย”

“รู้สิ...”

ทันทีที่ทุกคนได้ยินยังเสียงของทีฟาที่ดังขึ้นทำเอาต้องมองไปยังแม่เอลฟ์สาวที่กำลังกล่าวเป็นสายตาเดียวทันที

“...ฉันฟังออกน่ะ”

“เธอฟังออกหรือ”

ทั้งฮาเดียและเอลซ่าต่างส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจทันทีพร้อมทั้งรีบพุ่งเข้าไปจับยังหัวไหล่ของทีฟาที่กำลังพยักหน้ารับราวกับเป็นเรื่องธรรมดาๆ...เฟเทียร์ที่เลิกคิ้วด้วยความสนใจจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“งั้นแปลสิ”

“ได้...”

ทีฟาที่รับคำพร้อมทั้งฟังยังเจ้าป๊อกก้าที่เป็นจอมเวทถือไม้เท้าร้องออกมาว่า

“ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

“ต้องใช่แน่ๆ...”

เมื่อเธอแปลข้อความเสร็จก็แปลต่อไปยังเสียงร้องของเจ้าป๊อกก้าที่เป็นนักบวชว่า

“ป๊อกก้า...ป๊อกก้า...”

“ฉันก็ว่าใช่”

ทำเอาทุกคนที่ตกได้แต่ฟังยังคำแปลของเจ้าป๊อกก้านักธนูหรือนายพรานว่า

“ต้องเป็นมันแน่ๆ”

“เอาไงดี”

ป๊อกก้าทหารถามทำเอาเหล่าป๊อกก้าและทุกคนต่างต้องส่ายหน้าออกมาตามๆกัน เพราะเหล่าป๊อกก้าไม่รู้จะทำเช่นไรในขนาดที่พวกของหญิงสาวที่ฟังเหมือนกับจะไม่รู้เรื่องอะไรเลย...

“อืมม์...”

แล้วอยู่ๆเจ้าป๊อกก้าที่เป็นนักรบหรือนักดาบที่เหมือนกับจะเป็นหัวหน้ากุ่มของเหล่าป๊อกก้าทั้ง 5 กลับเอากำปั้นทุบยังฝ่ามือตนเองเห็นกับคิดอะไรออกก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า

“...มีแต่ต้องเชิญท่านแม่มดสิน่ะ”

“จริงด้วย...”

“จริงด้วย...”

“ท่านแม่มด...”

“ท่านแม่มด...”

เหล่าป๊อกก้าที่เหลืออีก 4 คนต่างพยักหน้าตอบรับสนับสนุนด้วยทันที เพราะเมื่อพวกมันทั้ง 5 มีสามารถหายังคำตอบได้จึงมีแต่ต้องเรียกยังแม่มดแห่งหนองน้ำมาหายังคำตอบเอง...เจ้าป๊อกก้านักดาบจึงส่งเสียงร้องออกมาว่า

“งั้นใครดีล่ะ”

“...”

ทำเอาเหล่าป๊อกก้าทั้งหลายต่างนิ่งเงียบไปทันทีรีบส่ายหน้าปฏิเสธกันเป็นพัลวัน...เอลซ่าที่สงสัยจึงถามออกมาว่า

“ใครอะไรหรือ”

“ใครจะไปรู้เหล่า”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงของฮาเดียที่ตอบกลับมาเหล่าป๊อกก้าทั้ง 4 ตัวต่างรีบกวาดสายตาจ้องมองไปยังเจ้าป๊อกก้านักดาบเป็นสายตาเดียวก่อนที่หนึ่งในนั้นจะร้องออกมาว่า

“ป๊อกก้า...”

“แก...”

ทีฟาแปลออกมาอย่างชัดเจนทำเอาเจ้าป๊อกก้านักดาบรีบส่ายหน้าไปมาปฏิเสธออย่างเอาเป็นเอาตายทันทีก่อนที่ป๊อกก้าทหารจะกล่าวออกมาว่า

“แกเป็นคนเสนอความคิด...”

“แกต้องเป็นคนเชิญ”

ป๊อกก้านายพรานกล่าวออกมาอีกตัว...ป๊อกก้านักดาบร้องออกมาทันทีว่า

“ไม่มี...”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงของมันเจ้าป๊อกก้านักบวชที่ไม่รอช้ารีบตวัดยังไม้เท้าตีไปยังท้ายทอยของเจ้าป๊อกก้านักดาบจนสลบไปแล้วเจ้าป๊อกก้าจอมเวทที่เหมือนไม่สนใจอะไรจัดการดึงยังกางเกงของเจ้าป๊อกก้านักดาบที่นอนก้นโด่งให้หลุดออกพร้อมทั้งเผยยังสัญลักษณ์รู้หมวกสีดำสนิทที่แทบจะมองไม่เห็นจะเปล่งแสงขึ้นมาทันที...

“หือ...”

เสียงร้องขึ้นมาราวกับเหมือนลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมที่ประกายแสงสีดำที่พุ่งขึ้นมาจากก้นของเจ้าป๊อกก้านักดาบที่กำลังนอนโก่งตูดอยู่...

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

ป๊อกก้านักบวชกับจอมเวท 2 ตัวเหมือนกับพยายามที่จะบอกอะไรพร้อมทั้งชี้ไปยังร่างของเจ้ากรรมการและมีดสั้นที่ตกอยู่กับพื้นทำเอาสัญลักษณ์รูปหมวกสีดำที่กระพริบครั้งหนึ่งราวกับรับรู้ว่า

“เข้าใจแล้ว...”

ก่อนที่รำพึงว่า

“...ดูเหมือนข้าจะต้องไปเองแล้วสิน่ะ”

ก่อนที่คล้ายกับสัญลักษณ์รูปหมวกสีดำจะเลื่อนหายไป...ฮาเดียที่ยังงงๆและไม่เข้าใจอะไรกลับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“เดี๋ยวก่อนสิ...”

เธอยังกล่าวต่อมาอีกว่า

“...ช่วยอธิบายกันให้เข้าใจหน่อยสิ”

“ฮึม...”

สัญลักษณ์รูปหมวกสีดำเค้นเสียงออกมาเล็กน้อยแล้วกล่าวออกมาว่า

“...มีดสั้นเล่มนั้นเป็นของข้า”

“หา...”

ท่ามกลางเสียงของใครหลายต่อหลายคนที่ร้องออกมาด้วยความตกใจยกเว้นไลเรสที่รู้สึกและสัมผัสได้ถึงพลังอันยิ่งใหญ่จากคนมีดนั้น...ฮาเดียที่ตวัดยังปลายหอกในมือชี้ไปยังสัญลักษณ์ที่เบื้องหน้าพร้อมทั้งเสียงร้องออกไปด้วยความโกรธและไม่พอใจว่า

“...ทำไมเธอจะต้องฆ่าเฟเทียร์ด้วย”

แม่มดแห่งหนองน้ำมีเหตุผลอะไรที่ต้องการฆ่าเฟเทียร์...

“ฮึม...”

เสียงเค้นดังขึ้นมาอีกครั้งจากสัญลักษณ์รูปหมวกสีดำกลับตอบออกมาว่า

“...ข้ามีความจำเป็นอะไรที่ต้องการฆ่ายังแค่องครักษ์ของอาณาจักรเล็กๆคนหนึ่งด้วย”

...

ทำเอาทุกคนถึงกับต้องนิ่งเงียบไปตามๆกัน เพราะด้วยพลังและอำนาจของแม่มดแห่งหนองน้ำผู้ยิ่งใหญ่เพียงแค่กระพริบตาครั้งเดียวก็สามารถทำลายล้างยังอาณาจักรแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายแล้ว...

ไม่มีความจำเป็นเลย...

“แต่เธอบอกว่ามันเป็นของเธอไม่ใช่หรือ”

ฮาเดียส่งเสียงถามไปอีกครั้งด้วยความไม่พอใจ...เจ้าสัญลักษณ์สีดำที่กระพริบครั้งหนึ่งแล้วตอบออกมาว่า

“ต้องบอกมาเคยเป็นของข้าต่างหากล่ะ”

“หมายความว่าไง”

เฟเทียร์ส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัย...

“ข้าทำมันหายไป...”

สัญลักษณ์รูปหมวกสีดำยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ไม่สิต้องบอกว่ามันหนีไปต่างหาก”

“หา...”

ไม่ต้องรอให้ทุกคนที่ตกใจได้ร้องถามออกมาเจ้าสัญลักษณ์ที่กระพริบยังกล่าวออกมาอีกว่า

“ถึงจะเป็นแค่สิ่งทดลองแต่มันมีชีวิตและจิตใจจึงหนีออกไปหรือไม่ก็อาจจะโดนใครหลอกลวงไป”

“ป๊อกก้า...”

เหมือนมีเสียงร้องออกมาจากเจ้าป๊อกก้าตัวหนึ่งราวกับยอมรับผิด...ทีฟาจึงแปลออกมาว่า

“เจ้าป๊อกก้าตัวนั้นมันบอกว่ามันเอาออกมาเล่นเลยเผลอทำตกแม่น้ำไป”

“ป๊อกก้า...”

“ป๊อกก้า...”

มีเสียงร้องของเหล่าป๊อกก้ากำลังรุมด่ามัน...เจ้าสัญลักษณ์รูปหมวกสีดำจึงกล่าวออกมาว่า

“ช่างเถอะ...มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้...”

ก่อนกล่าวต่อไปว่า

“...ปัญหามันอยู่ที่ใครเป็นคนที่ครอบครองสิ่งนั้นต่างหากเล่าว่าต้องการสิ่งใดกันแน่”

“หรือว่าที่ต้องการทำลายเฟเทียร์เพราะองค์หญิง...”

เอลซ่ายังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...หากเฟเทียร์ได้รับบาดเจ็บก็จะไม่มีใครปกป้ององค์หญิงยังไงล่ะ”

“น่าคิดแฮะ...”

ไลเรสส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างครุ่นคิด เพราะการลอบสังหารองค์หญิงในครั้งที่แล้วต้องล้มเหลวลงไปเพราะอีกฝ่ายดูถูกยังเฟเทียร์และเหล่าทหารองครักษ์ของเธอนั้นเอง...

คิดว่าอาศัยเพียงนักฆ่าแค่ไม่กี่คนจะก่อกวนให้ทั้งสองฝ่ายฆ่ากันเองแล้วฉวยโอกาสซ้ำเติมที่หลัง...

หากเฟเทียร์ที่เหมือนกับเป็นหัวใจและจิตวิญญาณของเหล่าทหารองครักษ์เป็นอะไรไป การลอบสังหารยังองค์หญิงเฟรย์ก็จะง่ายดายขึ้นมากเลย...

“เลวที่สุด...”

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกลับร้องด่าออกมาด้วยความไม่พอใจกับอีกฝ่ายที่กล้าลงมือคือสังหารเธอ เพราะต้องการลอบทำร้ายยังองค์หญิงเฟรย์...

ที่เธอโกรธแค้นไม่ใช่เป็นเพราะตัวเธอ...

...แต่เป็นเพราะองค์หญิงเฟรย์ต่างหาก

“ฮึม...”

แต่เจ้าสัญลักษณ์รูปหมวกสีดำที่กระพริบกลับกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะหายไปว่า

“…อย่าลืมลองคิดในมุมกลับกันบ้างล่ะ”

“หมายความว่าไง...”

ถึงไลเรสจะร้องถามออกไปแต่กลับไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมานอกจาก...

“ป๊อกก้า...”

เสียงร้องของเจ้าป๊อกก้านักดาบที่ได้สติกลับมากำลังลุกขึ้นยืนอย่างงงๆในขนาดที่ป๊อกก้าจอมเวทกลับก้มลงไปเก็บยังมีดสั้นโยนไปทางเจ้าป๊อกก้านายพรานที่อ้าปากกินมันลงไปราวกับขนมปังชิ้นหนึ่งเท่านั้น...
-----------------------------------

“อะไรกัน...”

เสียงร้องดังขึ้นมาด้วยความตกใจขององค์เฟรย์ที่ทราบเรื่องถึงดับพุ่งมาจับหัวไหล่ของเฟเทียร์ ใช้ประกายตาที่กลมโตเรียวสวยเต็มเปี่ยมไปด้วยแววห่วงใยและประกายน้ำตาจับจ้องมองไปยังหญิงสาวถึงกับร้องออกไปปานเสียงจะร่ำไห้ว่า

“...เป็นอะไรหรือเปล่า...”

ทั้งยังกวาดสายตาจ้องมองไปยังทั่วๆร่างของหญิงสาวแล้วร้องถามออกไปว่า

“…ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรใช่มัย”

“เปล่า...กระหม่อนไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร...”

เฟเทียร์ที่ยิ้มรับถึงกวาดสายตาจ้องมองไปยังองค์เฟรย์ที่เบื้องหน้าดูว่าไม่ได้รับบาดเจ็บหรือมาอะไรเกิดขึ้นจึงยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“…ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเฟรย์...”

การที่หญิงสาวเปลี่ยนแผนเลือกที่จะกลับมายังปราสาทแทนยังของบ้าน เพราะกลัวยังองค์หญิงเฟรย์ที่เป็นเพื่อนรักของเธอจะได้รับอันตราย...

หากมีคนลอบสังหารเธออาจจะมีคนส่งคนมาลอบทำร้ายยังองค์หญิงในเวลาเดียวกันก็ได้...

“...”

เมื่อเห็นยังอีกฝ่ายปลอดภัยเหมือนกับจะไม่เป็นอะไรจึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจกล่าวออกไปว่า

“...เฟรย์”

“อืมม...”

เฟรย์ถึงกับยิ้มตอบรับกลับไป มิใช่ในฐานะขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์-แต่เป็นในฐานะของเพื่อนรัก เพื่อนสนิทที่สามารถตายแทนกันและสามารถแบ่งปั้น บอกเล่ายังทุกสิ่งกันได้...

“แล้วคิดว่าใครล่ะที่เป็นคนร้าย”

ไลเรสส่งเสียงถามออกไปในฐานะคนหนึ่งที่ต้องมาเขาร่วมประชุมในครั้งนี้อย่างอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่ เพราะการลอบสังหรณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ทั้งเงินรางวัลที่จะได้การประลองและเงินพนันต่างถูกยกเลิกไปจนหมดสิ้น...

บวกกับเขาที่มีตำแหน่งรองหัวหน้าองครักษ์ยังโยนลากมาประชุมในวันหยุดอีกจึงทำให้เขาอารมณ์เสียเป็นอย่างยิ่ง...

“...”

คำถามนี้ทำเอาหลายคนที่ร่วมประชุมนิ่งเงียบไปตามๆกัน…คนที่เข้าร่วมประชุมในยามนี้นอกไปจากองค์หญิงเฟรย์กับเฟเทียร์วยังมีเอลซ่า ฮาเดีย ทีฟาและเจ้าป๊อกก้าทั้ง 5 ตัวด้วย...

“ใครที่ต้องการให้องค์หญิงตาย...”

เมื่อไม่เห็นมีใครตอบไลเรสยังถามต่อไปอีกว่า

“...และใครที่ได้ประโยชน์กัน”

เขาถามออกไป เพราะต้องการรู้ว่า”องค์หญิงเฟรย์ไปเคยทำให้ใครไม่พอใจบ้าง” หรือการดำรงอยู่ของเธอกลับไปทำให้ใครต้องเสียผลประโยชน์...

“ปกติองค์หญิงไม่น่าจะมีศัตรูกับใครที่ไหน...”

เฟเทียร์ยังคงกล่าวต่อไปด้วยความมั่นใจว่า

“...เพราะปกติองค์หญิงทรงเรียบร้อย อ่อนหนาวและเป็นมิตร เมตตากับทุกคนเสมอมา”

“งั้นก็เหลืออยู่แค่อย่างเดียว...”

ไลเรสจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คือการตายขององค์หญิงทำให้ใครได้ประโยชน์กัน”

“มีมากล่ะ”

เฟเทียร์ส่งเสียงตอบออกมาถึงความเป็นจริงทีไม่สามารถปฏิเสธถึงได้ เพราะการที่องค์หญิงเฟรย์เป็นยังองค์หญิงรัชทายาทของอาณาจักรอัสก้าแห่งนี้-การมีชีวิตอยู่หรือตายของเธอส่งผลต่อคนมากมายอย่างยิ่ง...

“ใครบ้าง”

ไลเรสส่งเสียงถามออกไปอีกครั้ง เพราะถึงเขาที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้มานานก็ตามเถอะ ถึงจะพอรู้มาบ้างแต่ก็คงจะไม่รู้ได้ไปกว่าหญิงสาวที่มีหน้าที่ระวังและคอยดูแลยังความปลอดภัยขององค์หญิงได้หรอก...เฟเทียร์ที่พยักหน้ารับเพียงหันไปยังเอลซ่าแล้วสั่งการออกไปว่า

“เอลซ่า-เธออธิบายทีซิ”

“ได้ค่ะ...”

เอลซ่าที่เป็นคนที่รู้รายละเอียดดีที่สุดจึงพยักหน้ารับแล้วจึงค่อยอธิบายรายละเอียดออกมาว่า

“...คนแรกที่น่าจะได้ประโยชน์จากการตายขององค์หญิงที่สุดน่าจะเป็นองค์ชายเฟรน์-ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องขององค์หญิงเฟรย์ที่เกิดจากมารดาที่เป็นน้องสาวขององค์ราชและมีศักด์เป็นน้องชายขององค์หญิงน่ะ”

“ไม่น่าจะใช่องค์ชายเฟรน…”

เฟเทียร์ที่ปฏิเสธออกมาแทบจะในทันทียังอธิบายให้กับไลเรสและทุกคนได้ฟังยังความเห็นของเธออีกว่า

“...องค์ชายเฟรนที่มีอายุยังน้อยแค่สิบชันษานอกจากจะไม่เคยคิดร้ายใจแล้วยังทรงโอบอ้อมอารีรักยังองค์หญิงเฟรย์เป็นที่สุด-ไม่น่าจะต้องการสั่งฆ่าองค์หญิงได้หรอก”

“มันก็น่าจะจริง...”

ไลเรสพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เพราะองค์ชายตัวน้อยยังเด็กเกินไปกว่าที่จะหมายป้องยังราชบัลลังก์-แถมยังถือกำเนิดจากน้องสาวขององค์ราชอีกด้วย พวกที่ยึดถือยังกฎเกณฑ์เคร่งครัดคงจะไม่ยอมให้เด็กชายตัวน้อยขึ้นครองราชย์ง่ายๆแน่...

แต่เขาที่ยังไม่ตัดยังความเป็นไปได้ที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายออกไปจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...แต่คนอื่นที่เกี่ยวข้องกับองค์ชายล่ะ”

“อืมม์...”

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกับพยักหน้ารับทันที เพราะหากองค์ชายเฟรนขึ้นครองราชย์ชะก้อ ทั้งแต่ท่านแม่ที่เป็นองค์หญิง ท่านลุง ท่านน้าหรือบรรดาญาติๆทั้งหลายตลอดจนเหล่าขุนนางที่มีส่วนใกล้ชิดกับองค์หญิงที่เป็นพระมารดาก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน...

ดีไม่ดีอนาคตของอาณาจักรตลอดยังผู้คนอาจจะเปลี่ยนแปลงไปเลยก็ได้ตามยังเหล่าขุนนางกลุ่มใหม่ที่จะก้าวขึ้นมามีอำนาจใหม่แทนยังกลุ่มเก่าที่มีอยู่เดิมก็ได้…

อาจจะมีการแย่งชิงอำนาจ ไล่ร้ายอีกฝ่ายหรือเลวร้ายที่สุดอาจจะเกิดยังการกบฏหรือสงครามกลางเมืองเลยก็ได้...

เฟเทียร์จึงกล่าวต่อไปว่า

“...งั้นตระกูลกีอัสที่เป็นญาติของพระสนมจึงน่าสงสัยที่สุด”

“ตระกูลกีอัสหรือ...”

ไลเรสส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยราวกับเหมือนกับฉุกจะคิดถึงอะไรบ้างอย่างขึ้นมาได้-เพียงแต่กลับนึกไม่ออก...เอลซ่าที่เห็นจึงรีบส่งเสียงตอบออกมาด้วยรอยยิ้มทันทีว่า

“ตระกูลกีอัสที่เห็นตระกูลผู้นำของเหล่าแม่ทัพทั้งหลายที่ประจำอยู่ตามชายแดน...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...นอกไปจากนี้ท่านอาสเคออสที่ลูกชายคนรองของตระกูลกีอัสยังเป็นคู่หมั่นของเฟเทียร์อีกด้วย”

“...”

ไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องยกมือขึ้นมาเกาค้างเล็กน้อย เพราะถ้าเฟเทียร์ที่จะก้าวเป็นผู้นำตระกูลฟาริเอก้าแต่งงานกับลูกชายคนรองของตระกูลกีอัสที่ไม่สามารถสืบทอดตระกูลได้ก็เท่ากับเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ของสองตระกูลที่กุมถึงกำลังและอำนาจทางการทหารของอาณาจักรนี้เอาไว้จนหมดสิ้น...

เมื่อหนึ่งกุมยังทหารประจำการเมืองหลวง...

อีกหนึ่งกุมอำนาจของทหารตามหัวเมืองต่างๆ...

มันจึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมและสมควรที่สุดหากเธอต้องการที่จะทำยังความฝันของเธอให้เป็นจริง...

...เพียงแต่ไลเรสกลับรู้สึกไม่ชอบยังเรื่องนี้เลย

“การที่วันนี้ฉันต้องกลับไปบ้านก็เพราะเรื่องนี้...”

เฟเทียร์ยังส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ฉันต้องการที่จะปฏิเสธยังการหมั่นหมายนี้”

“ทำมัยล่ะ”

เอลซ่าส่งเสียงร้องถามออกมาด้วยความเสียดาย เพราะท่านอาสเคออสจัดได้ว่าเป็น 1 ใน 2 ชายหนุ่มที่หล่อเหล่างดงามสมชายชาตรีที่สุดของอาณาจักรแห่งนี้เลยก็ได้...

มีหญิงสาวจำนวนไม่น้อยที่พยายามเชิญยังอาสเคออส กีอัสไปยังงานเลี้ยงที่บ้านเพื่อที่หวังจะได้พบหรือเป็นเจ้าสาวของอีกฝ่าย...

ตลอดจนยังได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีมารยาทและการศึกษาที่ได้ ถึงแม้จะไม่ได้สืบทอดตำแหน่งของตระกูลจากบิดา เพราะเป็นลูกคนรอง-แต่ปัจจุบันกลับดำรงตำแหน่งถึงรองแม่ทัพที่กุมกองทัพนับหมื่นรองจากบิดาของเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น...

อีกทั้งมาจากตระกูลที่ร่ำรวยมีที่ดินและการค้ามากมายจนเรียกได้ว่า”มีกินมีใช้ตลอดชาติก็ไม่หมด” แถมยังไม่เคยมีข่าวคราวเจ้าชู้หรือเสียหายใดๆด้วยจนแทบจะเรียกได้ว่าเหมาะสมที่จะเป็นคู่หมั่นคู่หมายขององค์หญิงเฟรย์ก็ว่าได้-หากมิใช่องค์หญิงได้หมั่นหมายอยู่ก่อนแล้ว...

“เพราะอะไรน่ะหรือ...”

เฟเทียร์ที่เลิกคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์นิดกลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...เพราะหมอนั้นเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยมไงล่ะ...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...จำไม่ได้หรือเมื่อปีก่อนใครเป็นคนเสนอยังกฎเกณฑ์ห้ามผู้หญิงทำงานในกองทัพ”

และแน่นอนว่ากฎหมายนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อที่จะเล่นงานเธอไม่ให้เป็นราชองครักษ์ขององค์หญิงเฟรย์โดนเฉพาะ...แต่เอลซ่าที่ได้ยินกลับกล่าวออกมาว่า

“ก็ท่านอาสเคออสเป็นห่วงไม่อยากให้เฟเทียร์ต้องรับหน้าที่ที่เสี่ยงอันตรายนี้ไม่ใช่หรือ”

“เชอะ...”

เฟเทียร์เค้นเสียงออกมาอย่างไม่สมอารมณ์ เพราะถึงจะจริงอย่างที่เอลซ่าว่าก็ตาม-แต่เธอก็ไม่ชอบยังความคิดที่ว่า”ผู้หญิงมีแต่ต้องอยู่ติดบ้านทำงานบ้าน-ส่วนงานที่อันตรายหรือเสี่ยงตายเป็นของบุรุษอยู่ดี” เธอจึงอาศัยอำนาจของตระกูลที่ไม่ต้องการเสียยังสิทธิ์ทหารราชองครักษ์นี้ให้กับตระกูลอาสเคออสไปชิงยังตำแหน่งนี้มาได้...

“...หากฉันแต่งงานกับหมอนั่น...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ความฝันขององค์หญิงเฟรย์ ฉันและพวกเราทุกคนไม่มีทางเป็นจริงอย่างแน่นอน”

“...”

ทำเอาไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องลอบส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าหญิงสาวจะเลือกยังความฝันนี้มากมายยังชีวิตที่สุขสบายและสงบสุขเสียอีก...

ผิดกับเหล่าหญิงสาวลูกสาวขุนนางและคนชั้นสูงที่เขาเคยรู้จักมา...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 30 พ.ย.58 เวลา 23:49:29 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ