Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 8 วันหยุดพักผ่อนของลิซาร์ดแมน

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 8 วันหยุดพักผ่อนของลิซาร์ดแมน

หลังจากกลับถึงเมืองไกอัสพร้อมทั้งหน้าที่ที่ต้องนำพายังองค์หญิงเฟรย์ไปรับศีลจากเทพธิดาแห่งสายธารเสร็จสิ้นลงทุกคนก็ได้รับอนุญาตให้พักผ่อนอีก 1 วัน...

โดยเหล่าทหารองครักษ์ที่รับหน้าที่อยู่เฝ้าปราสาทกลับโชคร้ายกว่าทุกคนที่ไป เพราะต้องเข้าเวรต่อไปอีกวันแทน...

เหล่าองครักษ์ทั้งหลายที่อยู่ว่างๆกลับไม่มีแผนที่จะอะไรทำต่างพากันมาเดินเล่นภายในเมืองและยิ่งหลังจากที่พึ่งจะรับรางวัลมาหมาดๆก้อยิ่งทำให้เหล่าหญิงสาวทั้งหลายที่ไม่มีอะไรน่าทำไปกว่าการเดินจับจ่ายซื้อของในเมืองพอๆกับเหล่าชายหนุ่มทั้งหลายที่พอกลับมาและรับเงินไปเมื่อวานก้อพากันไปเมาหัวลาน้ำ...

“วาว...ใหญ่จังเลย”

ทีฟาที่กำลังตกใจถึงความยิ่งใหญ่ของเมืองหลวงแห่งอาณาจักรไกอัสถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นตกใจ ประหลาดใจและดีใจเป็นที่สุดจนยิ้มแย้มปลีรีบวิ่งไปวิ่งมามองดูผู้คนและสิ่งปลูกสร้างภายในเมืองต่างๆอันมากมาย เพราะเมื่อวานที่ทุกคนมาถึงก็เป็นยามเย็นที่ดวงตะวันตกดินแล้วบวกกับความเหน็ดเหนื่อยจึงไม่มีใครคิดที่จะอยู่ชื่นชมความงามนอกจากรับกลับไปนอนยังห้องพักที่จัดไว้ให้หลังเลิกประชุม...

สิ่งที่ทำเมื่อวานจึงมีเพียงแค่รับเงิน กิน ดื่มและนอนหลับเท่านั้น...

“นี่อยู่นิ่งๆสิ...”

ฮาเดียที่ต้องรับหน้าที่นำพายังแม่เอลฟ์สาวชาวบ้านเข้ามาเที่ยวชมและซื้อของใช้ส่วนตัวในเมืองถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความหนักใจที่ต้องรีบเดินตาม-ต่างกับอีกฝ่ายที่ไปมาหลายต่อหลายที่ในเมืองเป็นชั่วโมงๆราวกับเรียวแรงของทีฟาเหมือนจะไม่มีวันหมดสิ้นตกเธอต้องรับออกไปว่า

“...ทำเป็นบ้านนอกเข้ากรุงไปดี”

“ก็เป็นบ้านนอกจริงๆไม่ใช่หรือ”

เอลซ่าเป็นคนตอบแทนแม่เอลฟ์สาวที่ถูกกล่าวถึง เธอก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องเข้ามาเที่ยวในเมืองเป็นเพื่อนของทีฟาและฮาเดียตามคำสั่งของเฟเทียร์ที่ยังคงสะสางยังงานที่ค้างไว้ในระหว่างที่ออกไปทำพิธีจึงไม่มีเวลาออกมาเที่ยวกับทั้งสอง...

“นี่เธอ...กล้าเถียงหรือ”

ฮาเดียที่ไม่พอใจถึงกับเอากำปั้นบดขยี้ยังหูทั้งสองของเอลซ่าด้วยความไม่สบอารมณ์ทั้งที่กล้าต่อล้อต่อเถียงเธอทำเอาแม่นักบวชสาวต้องร้องออกมาด้วยความตกใจว่า

“ขอโทษค่ะ”

“น่ารัก...”

“สวย...”

ทำเอาชายหนุ่มทั้งหลายที่กำลังก้าวเดินไปมาภายในเมืองหลายต่อหลายคนถึงกับอดที่จะหันมามองอดยิ้มด้วยความน่ารักของพวกเธอทั้งสองมิได้ เพราะในยามนี้ทั้งฮาเดียและเอลซ่าไม่ได้สวมใสยังชุดนักรบหรือชุดนักบวชเช่นทุกครั้ง...

ฮาเดียในยามนี้สวมใสยังชุดเสื้อแขนกุดที่ไร้แขนโชว์ยังหัวไหล่ที่เรียวสวยทั้งสองข้าง เอวลอยนิดๆทำให้เห็นถึงท้องหน้าเล็กน้อยรับกับกางเกงขาสั้นที่เปิดเผยยังเรียวขาทั้งสองอย่างไม่สนใจใครก่อนสวมใส่ยังรองเท้าบูททั้งสองสีน้ำตาลทำให้เคลื่อนไหวสะดวกผิดกับเอลซ่าที่สวนใสยังชุดกระโปรงแขนสั้นวันพีชยาวสีฟ้าอ่อนๆ ชายกระโปรงที่หลอมกว้างยาวประมาทหน้าแข้งไม่ขัดต่อการเคลื่อนไหว สวมใส่ยังรองเท้าผ้าสีขาวทำให้ใครๆที่ไม่รู้จักพวกเธอเห็นเป็นเพียงแต่สาวชาวบ้านธรรมดาๆ 2 คนที่มาเที่ยวในเมืองเท่านั้น...

“นี่น้องสาว...”

อยู่ๆหนึ่งในกลุ่มชายหนุ่ม 3-4 คนที่สนใจกลับเดินเข้ามาจีบทั้งสองด้วยสายตาและท่าทีที่เจ้าชู้อีกว่า

“...ว่างๆไปเที่ยวกับพวกเรามัย...”

“ฮือ...”

ฮาเดียที่ที่ได้ยินถึงกับเลิกคิ้วจ้องไปยังฝ่ายตรงข้ามทำเอาชายหนุ่มทีทักถึงกับต้องชะงักกลายเป็นหินเหมือนกับโดนยังเมดูซ่ามองไปในพริบตา...ชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังอีกคนถึงกับจับยังหัวไหล่ของเพื่อนแล้วส่งเสียงถามออกมาอย่างเจ้าชู้อีกว่า

“ไง...สวยจนตะลึงเลยหรือ...”

แต่พอเห็นถึงใบหน้าของฮาเดียและเอลซ่าอย่างชัดเจนแล้วถึงกับต้องแข็งเป็นหินไปอีกคนทันที...เอลซ่าที่ชะโงกหน้าออกมาอย่างด้านหลังของฮาเดียมองยังกลุ่มของชายหนุ่มทั้งหลายที่เข้ามาจีบถึงกับส่งเสียงทักทายยังทุกคนออกมาด้วยรอยยิ้มทันที

“ไงจ๊ะ...สวัสดีแม๊ก สตีล การาช โมร็อค...”

เธอยังทักยังทุกคนต่อไปด้วยรอยยิ้มอีกว่า

“...ทุกคนมาเที่ยวกันหรือจ้า”

“ครับ...ครับ...”

“เปล่า...เปล่า...”

“ขอโทษครับ...”

“ตายแน่...”

ทั้ง 4 คนแทบจะตอบกลับไปคนทางด้วยอาการตกใจจนแทบอยากจะวิ่งหนีหายตัวไปในพริบตา แต่กลับไม่มีใครกล้าที่จะหนีไป เพราะรู้ว่าถ้าหนีละก้อตายแน่...

“เวลาว่างมากนักหรือ...”

ฮาเดียที่ยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายถึงกับส่งเสียงออกมาทั้งๆที่ไม่ได้ถามแต่ทุกคนกลับตอบออกมาว่า

“ไม่ว่างครับ”

“งั้นก็ดี...”

แต่ฮาเดียที่เหมือนกับไม่ได้ยินหรือไม่สนใจยังคำตอบกับส่งเสียงกล่าวออกมาทันทีว่า

“...ห้องน้ำที่ลานประลองสกปรกมาก...”

“อึก...”

ทำเอาทั้ง 4 ต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความหนักใจ เพราะรู้ดีว่างานที่หนักหนากำลังรอคอยยังทุกคนอยู่-ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่อ่อนหวานของฮาเดียมากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกกลัวยังนักรบสาวมากมายเท่านั้นได้แต่รอยังคำตัดสินโทษของเธอต่อไป...

เพราะใครให้พวกคนที่ไม่ดูตาม้าตาเรือกลับมาจีบยังทั้งสองคน...

“...ถ้าพรุ่งนี้เช้าห้องน้ำทั้งหมดไม่สะอาด...”

ฮาเดียยังกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...พวกแกตาย”

“ครับ...”

เพราะถึงห้องน้ำของลานฝึกที่พวกตนใช้ประจำจะกว้างใหญ่และมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ห้อง-ไม่ว่างานจะหนักหรือเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม...

คำตอบที่พวกเราสามารถตอบได้มีเพียงแค่คำตอบเดียวเท่านั้น...

...ไม่งั้นตาย

ทุกคนที่ไม่รอช้ารีบหันกายแล้ววิ่งหนีกลับไปยังลานฝึกอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งส่งเสียงร้องตะโกนทิ้งทายไว้ทั้งน้ำตาว่า

“...พวกเราขอตัวก่อนครับ”

เพราะวันหยุดของพวกตนต้องจบลงไปที่ห้องน้ำอย่างแน่นอนแล้ว...

ไม่เกินไปหน่อยหรือ-ฮาเดีย”

เอลซ่าที่อดสงสารยังทุกคนที่จะต้องสูญเสียยังวันหยุดพักผ่อนไปถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจต่อว่ายังอีกฝ่ายออกไป...ฮาเดียที่ไม่สนใจกลับโบกมือพลางกล่าวออกมาว่า

“ไม่เกินไปหรอก...”

ทั้งยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...พวกนั้นอยากมาหาเรื่องพวกเราเอง”

“เออ...”

เอลซ่าที่ได้ยินจึงได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายกับท่าทีของอีกฝ่ายที่เหมือนกับจะเอาแต่ใจตนเช่นทุกครั้ง...แต่ฮาเดียที่กวาดสายตาไปมองเห็นยังทีฟาที่ในยามนี้กำลังเดินตรงไปยังตลาดที่เบื้องหน้าด้วยความร้อนใจถึงกับต้องรีบจูงมือลากยังเอลซ่าวิ่งออกไปพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“รีบไปกันเถอะ...”

เธอยังกล่าวออกไปอีกว่า

“...เดี๋ยวหลงกับยั่ยเอลฟ์บ้านนอกนั่นก็แย่กันพอดี”

“นี่ช้าๆหน่อยสิ...”

เอลซ่าที่ร้องออกมาอย่างดังลั่นได้แต่รีบวิ่งตามหลังของฮาเดียไปอย่างไม่ทันตั้งตัวได้แต่ร้องโอดโอยขอความช่วยเหลือออกไปว่า

“...ฉันจะล้มอยู่แล้วน่ะ”

“เร็วสิ...”

แต่ฮาเดียที่ไม่สนใจกลับลากยังเอลซ่าวิ่งไปถึงกับทีฟาในยามนี้ที่กำลังแอบอยู่ด้านข้างของม้าสีขาวตัวหนึ่งโดยไม่สนใจยังอัศวินสาวที่กำลังขี่อยู่เหมือนกับกำลังแอบดูอะไรอยู่ทันที...ทำเอาแม่เอลฟ์สาวที่ได้ยินถึงกับรีบต้องหันมาส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจพลางเอานิ้วชี้แตะปากชิงกล่าวออกมาเบาๆว่า

“นี่เบาๆสิ...”

เธอยังส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...เดี๋ยวก็รู้ตัวหรอก”

“ใคร...”

ก่อนที่ทีฟาจะตอบอะไรกลับมากลับมีเสียงที่เหมือนกับสนใจถามลงมาจากอัศวินสาวที่นั่งอยู่บนหลังม้าว่า

“กำลังแอบตามใครหรือ”

“ฮือ...”

ทำเอาฮาเดีย เอลซ่าหรือแม้แต่ทีฟาต้องกวาดสายตาจ้องมองไปเห็นยังอัศวินสาวที่กำลังขี่อยู่บนหลังม้าคือเฟเทียร์ด้วยความตกใจทันที เพราะไม่คิดว่าเธอจะมาอยู่ที่ตลาดแห่งนี้ด้วย...ฮาเดียถึงกับร้องถามออกมาด้วยความตกใจทันทีว่า

“เธอมาทำอะไรที่นี่”

“กลับบ้าน...”

เฟเทียร์ที่เสร็จจากงานการที่ต้องสะสางในปราสาทกับองค์หญิงเฟรย์แล้วมีคนทางบ้านมาแจ้งข่าวจึงขวบม้ากลับไปยังปราสาทของตระกูลเธอที่อยู่ทางใต้ของเมืองจึงเลิกคิ้วถามออกไปว่า

“...พวกเธอมีปัญหาอะไรหรือ”

“เปล่าจ๊ะ...”

เอลซ่าที่ยิ้มรีบเป็นคนที่ตอบออกไปแทนยังฮาเดียที่เหมือนกับผึ่งจะคิดออกว่า”คนที่สามารถขวบม้าไปมาในเมืองได้ต้องมียศที่สูงๆเท่านั้น” และหญิงสาวที่พอจะมียศสูงขนาดนั้นในเมืองนี้กลับมีอยู่ 3 คนเท่านั้น...

ถ้าตัดยังองค์หญิงเฟลย์ที่ไม่ขี่ม้ากับพี่สาวของเฟเทียร์ที่เป็นแม่ทัพประจำอยู่ชายแดนไปแล้วก็เหลืออยู่แค่หญิงสาวเพียงคนเดียวเท่านั้น...

“ว่าแต่พวกเธอกำลังแอบตามใครอยู่กันล่ะ...”

เฟเทียร์ส่งเสียงออกมาอีกครั้งด้วยความสงสัยพลางจับจ้องมองไปยังทั้ง 3 ทันที...แต่ทีฟาที่เหมือนกับไม่สนใจยังหญิงสาวซักเท่าไหร่กลับรีบส่งเสียงกล่าวออกมาเบาๆอีกครั้งว่า

“เบาๆสิ...เดี๋ยวก็รู้ตัวกันพอดี”

“หือ...”

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกับรีบกวาดสายตาจ้องมองไปตามสายตาของแม่เอลฟ์สาวทันทีก่อนจะเห็นถึงคนที่ทีฟากำลังแอบตามอยู่อย่างชัดเจน...

เงาหลังแบบนี้มีเพียงแต่คนเดียวเท่านั้น-ไม่มีทางที่เธอจะมองผิดอย่างเด็ดขาด...

ยังลิซาร์ดแมนที่กล้าเดินตัดผ่านยังทุกสิ่งราวกับไม่สนใจอะไรด้วยท่าทีที่เหมือนกับจะเฉยชา-แต่กลับระมัดระวังยังทุกสิ่ง...

เดินอยู่อย่างสบายอารมณ์ท่าทางเมืองราวกับกลางสมรภูมิและจับตาดูทุกสิ่งเหมือนย่างก้าวผ่านคมดาบนับเช่นเดียวกับก้าวเดินผ่านยังร้านรวงมากมาย...

...ไลเรส
-------------------------------

“...”

ไลเรสที่เลิกคิ้วหันไปกลับมองยังด้านหลังเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะที่เขารู้สึกได้มันไม่ใช่แค่สายตาของใครบ้างคนกำลังจับจ้องมองมา-แต่เป็นเหมือนกับมีใครกำลังแอบตามเขามา...

...เฟเทียร์

สิ่งที่ไลเรสเห็นเหมือนกับหญิงสาวที่สวมใส่ยังชุดอัศวินแต่งยศกำลังควบม้าก้าวเดินตัดผ่านกลางตลาดอยู่เหมือนกับกำลังจะไปธุระที่ไป...

“...คงคิดไปเอง...”

เพราะคงไม่มีใครบ้าควบม้ากลางตลาดเพื่อแอบตามใครหรอก-มันสะดุดตาเกิดไป...

“...หึ”

ไลเรสที่ขบถึงความขบขันของตัวเองที่เหมือนกับจะระแวงมากเกินไปแล้วจึงรีบก้าวเดินตัดยังตลาดตรงไปยังตรอกแค่ๆที่อยู่ตรงด้านท้ายที่ทั้งเงียบและไร้ยังผู้คนเหมือนกับอยู่กับคนละโลกกับตลาดที่ครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คนทางด้านหลังอย่างสิ้นเชิญ...

ยังดินแดนที่เหมือนกับถูกเมืองทั้งเมืองทอดทิ้งไป...
----------------------------------------

“เอ๋ะ...”

ทีฟาที่เห็นยังเงาหลังของไลเรสหายเข้าไปในตรอกถึงรีบร้องออกมาด้วยตกใจรีบวิ่งจากหลังม้าของเฟเทียร์ออกไปทันทีทั้งๆที่มือยังกำสายบังเหียนม้าของหญิงสาวเอาไว้ทำเอาเธอที่อยู่บนหลังม้าถึงกับต้องร้องออกไปด้วยความตกใจว่า

“รอก่อนสิ”

“ไม่รอแล้ว...”

ทีฟาที่ร้องออกมาพลางรีบลากยังม้าของเฟเทียร์ออกไปอย่างไม่หยุดยั้งจนทำให้หญิงสาวต้องตามไปด้วยอีกคนโดยปริยาย...ส่วนฮาเดียกับเอลซ่าที่สบสายตากับอย่างจนใจก่อนที่จะรีบวิ่งมุ่งหน้าไปยังตรอกที่อยู่ท้ายตลาดทันที

“ที่นี่มันที่ไหนกัน”

ทีฟาร้องถามออกมาด้วยความสงสัยผ่านกวาดสายตาจ้องมองไปยังสภาพของบ้านเรือนในตรอกแคบๆที่ทรุดโทรมจนดูมืดสลัวทั้งๆที่เป็นยามกลางวัน ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามพากับนั่งหมดอาลัยตายอยากเหมือนกับซากศพ ดูไร้ชีวิตชีวา

สลัมยังดูดีเกินไปกับสภาพของที่นี่ เพราะสภาพที่เห็นเพียงดีกว่าตัวเมืองที่โรคระบาดพึ่งจะผ่านไปราวกับถูกทิ้งให้รอความตาย...

“นี่มันอะไรกัน”

เอลซ่าที่ไม่เคยมายังตรอกท้ายตลาดแห่งนี้มาก่อนถึงกับจ้องมองไปยังผู้คนที่นอกจากจะสวมใส่ยังเสื้อผ้าชุดที่ทั้งขาด เก่าหรือสกปรกตลอดจนมีคนมากมายที่พิการ บาดเจ็บตลอดร่างมีบาดแผลมากมายจนแทบจะไม่เชื่อว่ามีสถานที่แห่งนี้อยู่ในเมืองหลวงของไกอัสที่สวยงามแห่งนี้...

“ย่านคนยากไร้...”

เฟเทียร์ที่ยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยตอบออกมาด้วยแววตาที่จับจ้องมองไปยังภาพ ณ เบื้องหน้าอับเจ็บปวด เพราะสถานที่แห่งนี้กลับเต็มไปด้วยผู้คนยากไร้ที่ไม่ได้รับการสนใจจากผู้ใด คนที่บาดเจ็บและพิการในที่แห่งนี้กลับทหารที่บาดเจ็บจากสงครามแทบทั้งสิ้น...

“แล้วไลเรสมาทำไมที่นี่กัน”

ทีฟาส่งเสียงถามออกมาด้วยความสงสัยแทบยังทุกคนที่แอบตามหลังของเขามาอย่างช่วยไม่ได้ทำเอาต้องอดที่จะมองตามหลังเขาไปไม่ได้...ฮาเดียที่สืบประวัติของไลเรสมาเป็นอย่างดีทราบดีว่า”เขาเคยทำอะไร”หรือ”พักที่ไหนมาก่อน”จึงกล่าวออกมาอย่างไม่ขบคิดว่า

“คงมาเยี่ยมเพื่อนหรือคนรู้จักละมั้ง”

หากที่นี่เป็นที่ที่มีแต่ทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม-ไลเรสที่แต่ก่อนเคยเป็นนักรบรับจ้างจะรู้จักคนที่แห่งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...

“หวัดดี”

ไลเรสที่เดินไปหยุดอยู่ยังเบื้องหน้าของบ้านไม้สองชั้นที่โทรมหลังหนึ่งและเอามือเคาะประตูส่งเสียงทักทายออกไปด้วยรอยยิ้มทันที...ไม่น่าก็มีหญิงสาวรูปร่างหน้าตาดีที่สวมใส่ยังเสื้อรัดรูปไม่ได้ติดกระดุมโชว์ยังหน้าอกหน้าใจ พอเห็นถึงใบหน้าของไลเรสถึงกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเชิญชวนว่า

“มาแล้วหรือ-ไลเรส...”

ทั้งยังยื่นมือมาคว้ายังข้อมือของไลเรสฉุดลากเข้าไปในบ้านปิดประตูอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งส่งเสียงร้องถามออกมาว่า

“...ทำไมครั้งนี้ถึงมาเร็วล่ะ”

“คนรู้จักหรือ”

เอลซ่าที่ถึงจะอ่อนต่อโลกกว่าใครๆ ณ ที่นี้-แต่เพียงแต่เห็นท่าทางและการแต่งตัวของผู้หญิงก็ทราบดีว่า”เธอน่าจะประกอบอาชีพอะไร”...ในขนาดที่เฟเทียร์ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจท่ามกลางเสียงบ่นของฮาเดียที่อย่างไม่สบอารมณ์อีกคนว่า

“ที่นี่ก็มาหาผู้หญิงชั้นต่ำ”

“ถ้าอยากหาผู้หญิง...”

แต่ทีฟาที่น้อยใจวิ่งเข้าไปเหมือนกับบุกยังบ้านหลังนั้นยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...มาหาฉันก็ได้นี่-สำหรับไลเรสแล้วฉันพร้อมเสมอ...”

เธอยังบ่นออกมาอย่างน้อยใจว่า

“...ทำไมต้องเป็นผู้หญิงแบบนี้ด้วย”

“ผู้หญิงทั่วไปใช่จะรับแขกที่เป็นลิซาร์ดแมน”

ฮาเดียกล่าวออกมาทันที เพราะสำหรับสถานที่เที่ยวทั่วๆไปกลับไปรับลิซาร์ดแมนที่ไม่ใช่มนุษย์-แต่สำหรับที่นี่แตกต่างออกไป...

เพราะคนที่นี่ไม่มีทางเลือกอื่นอีก สำหรับผู้คนที่ถูกสังคมทอดทิ้งให้รอดคอยความตาย-หากไม่อยากตายอะไรก็ต้องทำอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้...

“ไปกันเถอะ”

เฟเทียร์เลิกคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์คิดที่จะหันม้าควบกลับตรงไปยังบ้านเธอด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เป็นผิดหวัง เป็นเสียใจ เซ้งในอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง...แต่ทีฟาที่เข้าใจผิดกลับรีบกระชากยังสายบังเหียนม้าของหญิงสาวตรงไปยังบ้านหลังนั้นพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมาทันที

“งั้นรีบไปกันเถอะ”

“เดี๋ยวก่อน”

แต่แม่เอลฟ์สาวกลับไม่สนใจฟังเสียงร้องของหญิงสาวเลยกลับมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งทำเอาฮาเดียกับเอลซ่าที่สบสายตากันด้วยความอับจนและอยากรู้อย่างเห็นแล้วรีบวิ่งตามหลังทั้งสองตรงไปยังบ้านที่ทั้งเก่าและทรุดโทรมหลังนั้นทันที...
-------------------------------

“ก๊อก...ก๊อก...ก๊อก...”

ฮาเดียที่เคาะประตูอยู่นานยังไม่มีเสียงของใครตอบรับหรือออกมาเปิดประตูให้กับพวกเธอเลยจึงส่งเสียงร้องตะโกนถามออกไปทันทีว่า

“มีใครอยู่บ้างมัย”

...

แต่กลับมีแต่ความนิ่งเงียบตอบกลับมายังฮาเดียราวกับเหมือนไม่มีใครอยู่ในบ้านเลย...ทีฟาที่เห็นยังไลเรสหายเข้าไปในบ้านหลังนั้นตั้งนานแล้วรู้สึกได้ถึงลางร้ายตามสัญชาตญาณของลูกผู้หญิงจึงพุ่งเข้าไปหมายจะพังยังบานประตูพลางร้องออกไปว่า

“เรารีบบุกเขาไปกันเถอะ”

“เดี๋ยวก่อนสิ...ใจเย็นๆ”

เอลซ่าที่ไม่รอช้ารีบเข้ามากอดเอวของแม่เอลฟ์สาวเอาไว้อย่างรวดเร็วทันที เพราะรู้นิสัยของอีกฝ่ายดีอยู่แล้ว-ถ้าปล่อยไปจะต้องฆ่ายังหญิงสาวทั้งหลายในบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน

“ปล่อยน่ะ...”

แต่ทีฟาที่พยายามดิ้นสลัดหลุดจากเอลซ่าแต่กลับโดนยังฮาเดียขว้างทางเข้าไปจึงเอามือหมายจะผลักยังอีกฝ่ายออกไปพร้อมทั้งร้องออกมาว่า

“...อย่ามาขว้างฉันน่ะ”

“เฮ่...”

“ไชโย...”

แต่เฟเทียร์ที่นั่งอยู่บนหลังม้าคล้ายกับได้ยินยังเสียงอะไรบ้างอย่างดังมาจากด้านหลังของบ้านจึงเลิกคิ้วด้วยความสงสัยพลางกล่าวออกมาว่า

“มีเสียงจากทางด้านหลัง...”

เธอที่ควบม้าก้าวเดินนำยังทุกคนตัดผ่านยังช่องว่างระหว่างบ้านที่เป็นทางเดินแคบๆตรงไปยังทางด้านหลังทันทีพร้อมทั้งส่งเสียงร้องบอกทุกคนว่า

“...ที่ด้านหลังมีคนอยู่”

“ไหนๆ...”

ทีฟาที่ได้ยินถึงกับวิ่งนำหน้าของทุกคนออกไปทันทีทำให้เอลซ่าที่กำลังฉุกแขนของฮาเดียที่รีบก้าวไปต้องหันหลังกลับมาบอกกับเพื่อนสาวของเธอว่า

“พวกเราก็รีบไปกันเถอะ”

“หือ...”

เฟเทียร์ที่เห็นยังภาพที่เบื้องหน้าถึงกับเลิกคิ้วด้วยความสนใจในขนาดที่ฮาเดียซึ่งตามหลังมาอีกคนเมื่อเห็นถึงภาพดังกล่าวถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

“นี่มันอะไรกัน”

เพราะภาพที่เบื้องหน้าสายตาของทุกคนในยามนี้คือ...

สวนหลังบ้านที่เป็นลานกว้างแทบจะไม่มีเครื่องประดับอะไรมากมายนอกไปจากต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่มีชิงช้าผูกไว้พอให้นั่งเล่นได้บนสนามหญ้าที่ไม่ยาวจนถึงกับรกไปนัก บริเวณไม่ห่างไกลยังมีโต๊ะและเก้าอี้ที่ทำจากตอไม้อย่างอยากๆวางไว้ในสวนที่ค่อนข้าวกว้างใหญ่เอาการ มีแปลงผักเล็กๆหลากหลายชนิดที่ดูเหมือนจะปลูกเอาไว้กินเองมากกว่าจะไว้ขาย...

มีโรงเลี้ยงไก่ที่มีไก่ออกมาเดินจิกหาอาหารกินและแม่วัวที่มีอายุอยู่ตัวหนึ่งสำหรับให้น้ำนมซึ่งดูไม่แตกต่างไปจากหลังบ้านของชาวบ้านทั่วๆไปนัก...

แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนกลับต้องแปลกหรือประหลาดใจกลับเป็นเหล่าเด็กๆชายหญิงมากมายนัก 20 ถึง 30 คนที่แตกต่างกันไปทั้งอายุและลักษณะท่าทางต่างๆตั้งแต่อายุแบแบะที่ต้องโดนคนที่โตกว่าอุ้มไว้คนถึงเด็กสาวที่ดูเหมือนจะโตที่สุดอายุราว 13-14 ปี บางคนมีใบหน้าที่น่ารักราวกับลูกสาวผู้ดี ในขนาดที่บางคนก็มีหน้าตาธรรมดาราวกับเด็กสาวชาวบ้าน ดวงตามีทั้งกลมโต เรียวรีหรือตาตี่ เหมือนกับจมูกที่บางโค้งสวย โด่ง หักหรือแม้แต่ไร้ดั้ง พอๆกับสีผมต่างๆมากมายตั้งแต่ดำ น้ำตาล ทอง เขียว ส้มไปจนถึงน้ำเงิน ฟ้าหรือสีต่างๆอีกมากมายทั้งตรง บาง หนา หยิก ยาว หยาบ...

และสิ่งที่ทำให้ทุกคนสนใจอีกกลับเป็นหญิงสาวมากมายตั้งแต่ 20 กว่าไปจนถึง 40 ที่ดูเหมือนกับจะเป็นแม่ๆของเด็กๆเหล่านั้นกับภาพของไลเรสที่อุ้มเอาเด็กน้อยวัยประมาณ 3 ขวบขึ้นขี่คอพาวิ่งเล่นออกไปด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนกว่าทุกครั้ง...

เด็กน้อยที่หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขท่านกลางเด็กๆอีกหลายคนที่พยายามจับหรือฉุดชายเสื้อและชุดของลิซาร์ดแมนแล้วต่างพากันร้องออกมาว่า

“พ่อ...พ่อ...อุ้มหน่อย”

“อุ้มหนูด้วยน่ะ-พ่อ”

“หา...”

เอลซ่าที่เห็นถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจทันทีว่า

“...เด็กๆเหล่านี้เป็นลูกของไลเรสหรือ”

“กรี๊ด...”

ทีฟาที่ร้องออกมาหมายจะพุ่งออกไปก่อนที่จะโดนยังฮาเดียล็อกตัวเอาไว้ยังส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ฉันไม่ยอม...”

ทั้งยังร้องออกมาอีกว่า

“...ไม่จริง”

“หือ...”

ไลเรสที่ได้ยินถึงกับเลิกคิ้วหันไปมองยังพวกของเฟเทียร์ที่อยู่ตรงกำแพงด้านนอกของตัวบ้านและตรอกแคบด้วยความสงสัยกล่าวที่จะร้องถามออกมาอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆว่า

“...พวกเธอมาทำอะไรที่นี่”

“ฉันแอบตามา...”

“บังเอิญ...”

“ฉันมากับฮาเดียน่ะ...”

มีทีฟาเพียงคนเดียวที่ตอบออกมาตรงๆอย่างไม่สนใจอะไรพลางใช้ยังสายตาที่ไม่พอใจจ้องมองไปยังไลเรสราวกับจะกินเลือดกินเนื้อยังอีกฝ่ายทันทีในขนาดที่ฮาเดียกลับตอบออกไปพร้อมทั้งไม่กล้าสบสายตา-ส่วนเอลซ่ากลับตอบออกมาตามความจริง...

ถึงจะไม่ทั้งหมดก็ตาม...

“...”

เมื่อเห็นสายตาของไลเรสจับจ้องมองมายังเธอเป็นคนสุดท้าย-เฟเทียร์จึงเลิกคิ้วส่งเสียงตอบออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ฉันแค่ถูกยั่ยพวกนี้ลากมาเท่านั้น”

“อ้อ...”

ไลเรสเพียงพยักหน้าอย่างรับรู้ท่ามกลางเหล่าเด็กๆในยามนี้ที่คายยังความกลัวและตกใจเริ่มก้าวออกมาจากด้านหลังของแม่ที่คล้ายกับเป็นที่หลบภัยของพวกตน...เฟเทียร์ที่จ้องมองไปพอจะเริ่มเดาๆอะไรได้แล้ว-แต่ในฐานะที่เธอเป็นหัวหน้าของไลเรสและหัวหน้าของทุกคนกลับส่งเสียงถามออกไปว่า

“นี่มันเรื่องอะไร...”

เธอยังกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ช่วยอธิบายด้วย”

“เฮ้อ...”

ไลเรสที่ได้ยินเพียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆเท่านั้น เพราะรู้ดีว่าต้องเสียเวลาไปเปล่าๆเพื่ออธิบายให้กับทุกคนเข้าใจอีกอย่างแน่นอนเลย...
---------------------------

หลังจากที่เฟเทียร์และทุกคนฟังเรื่องราวทั้งหมดก็เข้าใจถึงทุกสิ่งทุกอย่างคือผู้หญิงและเด็กๆที่เรียกเขาว่า”พ่อ”เหล่านี้-ไม่ใช่ลูกและเมียเขา...

แต่เป็นลูก เมียของเพื่อนและทุกคนที่ตายในสนามรบของไลเรส เพราะเหล่าทหารรับจ้างไม่เหมือนกับอัศวินหรือทหารของกองทัพที่หลังจากตายหรือพิการในสงครามจะได้รับเงินช่วยเหลือ(ถึงจะไม่มากพอก็ตาม)...

หลังจากตายหรือพิการชีวิตของเหล่าทหารรับจ้างก็ถือว่า”เป็นอันจบ” หากโชคดีพิการก็ยังพอที่จะทำงานเป็นคนรับใช้ในกองทัพเคยเหลือข้าวของหรือค้นหาทรัพย์สินตามร่างของคนตายได้ แต่ถ้าตายหรือกองทัพของทหารรับจ้างแตกสลายก็ไม่แตกต่างไปจากสวะที่ถูกทอดทิ้งจากสงคราม ชีวิตของตนและลูกเมียก็ไม่ต่างไปจากขยะชิ้นหนึ่งของเมือง...

หญิงสาวที่สามีตายหรือพิการทำได้เพียงแค่ขายยังสิ่งเดียวที่มีอยู่เพื่อเลี้ยงยังชีวิตของตนเองและครอบครัว เด็กถ้าไม่เป็นขโมยก็ขอทานเหมือนกับผู้ที่พิการกลับมา...

เพราะทุกคนมีเพียงแค่ที่อยู่เพียงแค่สลัมยังท้ายตลาดเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ไม่มีบ้านให้กลับ-ไม่มีที่ดินให้ทำกิน...ต้องทำทุกอย่างเพื่อมีชีวิตอยู่รอด

แล้วยิ่งในยุคที่เหล่าเมืองทั้งหลายต่างจับมือเซ็นสัญญาสงบศึกด้วยแล้วยิ่งถือได้ว่าเป็นโชคร้ายอันยิ่งใหญ่ของเหล่าทหารรับจ้างและครอบครัวยิ่ง เพราะกองทัพของทหารรับจ้างยังเอาตัวไม่รอด-ยิ่งไม่มีทางจ้างยังคนพิการ หญิงม่ายและเด็กอย่างเด็ดขาด...

ไลเรสที่เป็นทหารรับจ้างในหมู่ทหารรับจ้าง เป็นยอดนักรบในยอดนักรบที่สามารถรอดตายจากสมรภูมิและสงครามมากมายก็ใช่จะสามารถช่วยเหลือยังทุกคนได้ เพื่อนมากมายของเขาต้องตายลงไปเพื่อแลกยังชัยชนะทิ้งยังชีวิต ร่างการที่พิการ ลูก เมียไว้ยังด้านหลัง..

ไลเรสที่หันมองกลับไปเห็นถึงเหล่าผู้คนที่ถูกทอดทิ้งไว้ยังด้านหลังมากมายได้แต่ยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญา เพราะเขาที่ฆ่าศัตรูยิ่งมากมาย ยิ่งเร็วเท่าไหร่ เหล่าเพื่อนพ้องก็ตายน้อยลงไป-แต่ก็ยังไม่สามารถช่วยเหลือทุกคน...

เขาจึงได้แต่เอาเงินที่จากชัยชนะมาช่วยเหลือยังเหล่าผู้ที่อยู่ด้านหลังทั้งหลาย เพราะไม่อยากเห็นถึงลูกและเมียของคนที่เคยเป็นเพื่อนร่วมตายต้องลำบาก...

เหล่าหญิงสาวและเด็กๆมากมายที่ไม่มีที่ไปจึงถูกนำมาร่วมตัวอยู่ในบ้านหลังหนึ่งของหัวหน้ากองทหารรับจ้างคนหนึ่งที่ซื้อเอาไว้ เพราะคิดที่เป็นที่อยู่อาศัยหลังจากเก็บเงินได้กองหนึ่งแล้วเลิกเป็นทหารเพื่อเปิดยังโรงแรมหรือร้านอาหารถ้าไม่เกิดกองทัพนั้นโดนแม่ทัพที่บัญชาการสั่งให้เข้าไปติดกลับเพื่อล่อศัตรู ผลที่คือไลเรสกับคนเหลือรอดมาได้แต่ไม่กี่สิบคนเท่านั้น...

สิ่งที่ทุกคนร่วมทั้งไลเรสทำได้ในตอนนั้นคือเอาเงินรางวัลของกองทัพทหารรับจ้างที่มีผลงานช่วยให้ชนะสงครามได้กับเงินและขายของที่ค้นไปจากร่างของคนตายมาแบ่งกัน...

คนมากมายเลือกเงินทองมากกว่าจะเป็นกระดาษโฉนดที่ดิน เพราะหลังจากสงครามที่เมืองนี้สิ้นสุดลงทุกคนเลือกที่จะไปยังอาณาจักรสหรัฐที่กำลังต้องการทหารและการต่อสู้รออยู่...

ไลเรสที่ได้ที่อยู่จึงนำยังเหล่าผู้หญิงเด็กเข้ามาอาศัยอยู่ในเมือง ตอนแรกคิดประกอบการค้า-แต่อยู่ในทำเลที่ไม่ดีประกอบกับฝีมือในการทำอาหารก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรจึงไม่ค่อยมีลูกค้าสุดท้ายก็ต้องปิดไป...
เหล่าหญิงสาวที่นี่เพื่อเลี้ยงลูกต่างช่วยเหลือกันแม้ต้องทำงานที่ไม่ต้องการก็ตาม เพราะจะให้แบมือของเงินไลเรสเพียงทางเดียวก็ไม่ได้...

รายได้หลักของไลเรสที่ไม่มีสงครามให้ร่วมรบคือลานประลอง เพราะนอกจากไม่ต้องฆ่าใครแล้วยังง่ายกว่าการออกไปสู้เสี่ยงตายเสียอีก-เงินที่ได้มาจากรางวัลและลงแทงพนั้นยังข้างตนกลับเพียงพอแค่จะแบ่งให้ใช้จ่ายรายวันและที่เหลือก็เอามาให้กับเหล่าผู้หญิงและเด็กจนพอที่จะซื้อไก่และแม่วัวจนมีนมและไข่ให้กับเด็กๆกินได้ พื้นที่มากพอที่จะปลูกผักทำให้เหล่าหญิงสาวทั้งหลายลดการขายและเด็กไม่ต้องเข้าไปเป็นขโมยในตลาด...

ยิ่งตอนนี้ไลเรสที่เป็นถึงรองหัวหน้าขององครักษ์ขององค์หญิงจึงมีรายได้ที่แน่นอนมากพอที่จะทำให้เหล่าเด็กๆและผู้หญิงทั้งหลายสามารถพออยู่ได้ เพียงแค่อาศัยรับจ้างเล็กๆน้อยๆก็อยู่กันได้สบายๆโดนที่ไม่ต้องขายของที่ไม่ต้องการขายอีก...

“เป็นคนดีคิดแฮะ...”

ฮาเดียเพียงเค้นเสียงออกมาเบาๆอย่างไม่อยากเชื่อสักเท่าไร่หลังจากรู้ความจริง...เอลซ่าที่อยู่ใกล้ๆอดที่จะแซวยังเพื่อนรักของเธอออกไปเบาๆไม่ได้ว่า

“ชักชอบแล้วสิ”

“ใครจะไปชอบไอ้...”

แต่ยังไม่ทันที่ฮาเดียจะร้องอะไรออกไป...ทีฟาที่พุ่งเข้าไปหมายจะกอดยังร่างของไลเรสพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกไปว่า

“รักที่สุดเลย”

“...”

แต่เฟเทียร์ที่เลิกคิ้วจ้องมองไปยังไลเรสด้วยความสงสัย เพราะทราบดีว่า”เขาแค่ไม่น่าจะมาหาเพื่อเอาเงินให้เท่านั้น”จึงถามออกไปว่า

“...แล้วธุระของนายมีแค่นี้หรือ”

“หึ...”

ไลเรสที่หัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย เพราะวันหยุดพึ่งจะผ่านช่วงเช้าไปไม่เท่าไหร่เท่านั้น-ยังมีเวลาว่างอีกมากจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ฉันแค่จะมาบอกพวกนี้ว่า-วันนี้ฉันจะประลองก็เท่านั้น”

“หา...”

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกับตาเป็นประกายทันที เพราะดูเหมือนเรื่องที่จะกลับไปเจอเรื่องยุ่งยากใจที่บ้านคงจะต้องยกเลิกหรือไม่ก็เลื่อนออกไปยังวันหยุดครั้งต่อไปแล้วสิ...

มันช่วยไม่ได้...

...ช่วยไม่ได้จริงๆ

“...”

พร้อมทั้งรอยยิ้มที่ผลุดขึ้นมายังเหนือริมฝีปากของอัศวินสาว

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 ก.ย.58 เวลา 23:45:11 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ