Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 5 คืนก่อนพิธี

ขอบคุรครับที่ติดตาม

บทที่ 5 คืนก่อนพิธี

เอลฟ์หนุ่มทั้งสองคนที่ถูกจับเป็นเฉลยเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่ชื่อเอลกับฮันท์ซึ่งกำลังล่าสัตว์ไปกินเป็นอาหาร แต่ในระหว่างที่กำลังล่ากลับพบหมูป่าแล้วยิงธนูใส่มัน แต่ด้วยฝีมือที่ไม่แม่นยำจึงทำให้โดนจุดที่ไม่สำคัญจนหมูป่าที่บาดเจ็บแล้ววิ่งหนีมาทางพวกของไลเรสจนกระทั่งตามมาเลยโดยจับ...

ทั้งสองตกเป็นเฉลยของพวกเฟเทียร์อย่างง่ายดาย...

“พวกเอลฟ์นี่ล่าสัตว์เป็นอาหารด้วยหรือ”

เอลซ่าอดที่จะร้องถามออกมาด้วยความสงสัยไม่ได้ เพราะเอลฟ์ที่เธอเคยได้ยินเป็นพวกรักสัตว์และรักธรรมชาติไม่ใช่หรือ...

“ถึงปกติพวกเธอจะนิยมทานผักก็ตาม...”

ทีฟาที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...แต่บางครั้งก็พวกเราก็มีที่ชอบทานเนื้อเหมือนกัน”

เมื่อทานเนื้อจึงมีบางครั้งที่เอลฟ์จะล่าสัตว์เป็นอาหาร-ซึ่งคนทั่วไปไม่รู้เท่านั้น...

...ไม่ใช่ไม่ล่า

“งั้นหรือ...”

เอลซ่าพยักหน้ารับอย่างรับรู้ในขนาดที่ฮาเดียกลับหันมาถามยังเฟเทียร์ที่เหมือนเป็นหัวหน้าทุกคนว่า

“แล้วจะเอายังไงกับพวกนี้ดีล่ะ”

เพราะถ้าปล่อยไว้จะต้องยุ่งยากในภายหลังอย่างแน่นอนเลย-แต่ถ้าเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์นอกจากจะเป็นภาระเปล่าๆ...ทีฟารีบยกมือแสดงความเห็นออกมาทันทีว่า

“จัดการฆ่าทิ้งเลยดีมัยจะได้ตัดปัญหาภายหลังเลย”

นับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด...

...ถ้าไม่นับว่าโหดร้ายมากเกินไป

“...”

ทำเอาฮาเดียต้องจ้องมองไปยังแม่เอลฟ์สาวด้วยความไม่พอใจทันทีที่คิดจะฆ่าพวกเดียวกันอย่างหน้าตาเฉย-แต่ก่อนที่เธอคิดที่จะกล่าวอะไรออกไปเฟเทียร์กลับหันไปถามยังไลเรสว่า

“เอาไงดี”

“ฆ่าทิ้งดีที่สุด”

ไลเรสตอบออกมาอีกคนราวกับเป็นสิ่งที่เหมือนกับเป็นปกติในยามที่จับยังศัตรูได้อยู่แล้ว...เฟเทียร์ที่ครุ่นคิดเล็กน้อยถึงกับขมวดคิดด้วยความหนักใจถึงกับยกมือขวาขึ้นหมายจะสั่งการส่งสัญญาณอะไรออกมา

“เราว่าปล่อยไปดีกว่าน่ะ-เฟเทียร์”

อยู่ๆองค์หญิงเฟรย์ก็ส่งเสียงขอร้องออกมาทั้งน้ำตา เพราะเธอไม่ต้องการเห็นใครฆ่าหรือจะต้องถูกฆ่าเพราะเธอเป็นต้นเหตุ...เฟเทียร์ที่ยิ้มรับอย่างไม่สนใจอะไรกลับส่งเสียงออกมาทันทีว่า

“จัดการมัดแล้วพาไปกับเราด้วย...”

เมื่อเห็นถึงไลเรสที่จ้องมองด้วยความสงสัยกับการตัดสินใจของเธอจึงรีบกล่าวต่อไปทันทีว่า

“...เพราะการเดินทางเข้าป่ามาในครั้งนี้เพื่อเป็นการทำพิธีรับศีลอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์หญิง-ถ้าเป็นไปได้จึงไม่อยากให้มีใครต้องตายหรือหลั่งเลือดจากการนี้”

“ไชโย...”

เอลซ่าร้องออกมาอย่างดีใจทามกลางองค์หญิงเฟรย์ที่จ้องมองไปยังหญิงสาวพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ขอบใจน่ะ-เฟเทียร์”

“ไม่เพียงไรเพค่ะ-มันเป็นหน้าที่”

เฟเทียร์ตอบออกไปอย่างเรียบง่ายด้วยรอยยิ้มที่ไร้ยังการเสแสร้งใดๆ เพราะความต้องการขององค์หญิงเฟรย์ที่เป็นทั้งเพื่อนและนายของเธอคือประกาศิตที่มิสามารถขัดขืนได้...

“เฮ้อ...ไม่มีใครต้องหลั่งเลือดหรือ”

ไลเรสที่ถอนหายใจออกมาพร้อมทั้งก้าวเดินข้ามยังฆ่าหมูป่าที่โดนฆ่าแล้วชำแหละทำเป็นอาหารก่อนที่จะเหลือทิ้งเอาไว้ยังกองเลือดสีแดงฉานนี้ราวกับเหลือที่ทุกคนจะลืมมันไป...

“...”

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นถึงกับต้องอยู่ภายใต้สายตาคู่หนึ่งที่เค้นยิ้มออกมาท่ามกลางความนิ่งเงียบก่อนที่จะสังเกตเห็นถึงสายตาของลิซาร์ดแมนที่บังเอิญกวาดมองมาต้องรีบก้าวถอยหลังหลบหายไปในมุมมืดทันที...

“ฮึ้ม...”

“มีอะไรหรือ-ไลเรส”

ทีฟาส่งเสียงร้องถามออกมาด้วยความสงสัยและอยากรู้เมื่อเห็นยังไลเรสจ้องมองกลับไปด้านหลังทำเอาแม้แต่เฟเทียร์ก็ต้องกวาดสายตาจ้องมองมาด้วยอีกคน...

“เฮ้อ...”

ไลเรสกลับถอนหายใจออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเซ้งๆว่า

“...ไม่มีอะไรหรอกก็แค่ได้ยินเสียงอะไรประหลาดๆน่ะ”

แล้วจึงเดินออกไปอย่างไม่สนใจอะไรอีกได้แต่หวังว่าสิ่งที่ตนสังเกตเห็นคงจะไม่ใช่เรื่องที่สำคัญอะไรนัก...
-----------------------------------

หลังจากเดินทางผ่านไปอีกครึ่งวันก็ถึงยังจุดหมายสำหรับพักในคืนนี้ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากน้ำตกหลังหมู่บ้านของพวกเอลฟ์แค่ 100 กว่าเมตรเท่านั้น...

ซึ่งเหมาะสำหรับเป็นที่พักค้างแรมก่อนที่องค์หญิงเฟรย์จะประกอบพิธีรับศีลในตอนยามที่ตะวันขึ้น...
หน้าที่เตรียมที่พักและอาหารเย็นในคืนนี้กลับตกเป็นของนิชาที่รับผิดชอบจึงทำให้ไลเรสที่ว่างๆกลับเดินไปหาที่นั่งพักใต้ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆแล้วหยิบเอาน่องหมูป่าที่เหลือจากตอนกลางวันขึ้นมานั่งกัดกินอย่างไม่สนใจอะไรอีก เพราะงานหนักจริงๆของไลเรสคือคืนนี้ต่างหาก...

เขามีหน้าที่รับผิดชอบเวรยามทั้งหมดของคืนนี้...

...หรือทุกคืน

ส่วนลูกน้องที่ติดมาในยามนี้ของไลเรสมีผู้ชายติดตามมารวมทั้งเขาและเพนนี่ร่วม 16 คนหรือ 2 ใน 3 ของจำนวนที่มีอยู่-ไลเรสที่ไม่ต้องเสียเวลาขบคิดอะไรมา เพราะเวลาที่เริ่มจัดเวรยามเริ่มตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงตี 5 ซึ่งแบ่งอย่างง่ายๆเวรล่ะ 5 คนๆ 3 ชั่วโมงเป็นอันจบ...

เขาจึงสั่งการให้เพนนี่รับหน้าที่เป็นหัวหน้าเวรที่ 1 อันบาลที่เป็นนักรบวัยกลางคนเป็นหัวหน้าเวรที่ 2 ในช่วงเวลา 5 ทุ่มถึงตี 2 ที่ค่อนข้างสำคัญกับพาด๊อกที่เป็นนักรบหนุ่มที่มีความรับผิดชอบดูแลเวรสุดท้ายแล้วจึงนอนพักอย่างสบายใจ...

เพราะด้วยประสาทหูของลิซาร์ดแมนที่นอนหลับสนิทต่อให้ได้ยินถึงเสียงฝีเท้าที่ย่องเข้ามาในรัศมี 100 เมตรไม่มีทางรอดไปอย่างเด็ดขาด...

งานนี้จึงถือว่าหมูมากๆ...

พอทานเสร็จเขาที่คิดจะล้มตัวลงไปนอนกลับได้ยินยังเสียงฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาพร้อมทั้งเสียงกระทบกันของชุดเกราะ-ไลเรสที่ไม่จำเป็นจะต้องหันไปมองก็ส่งเสียงถามออกไปว่า

“มีอะไรหรือล่ะ-ฮาเดีย”

เพราะถ้าเป็นเสียงฝีเท้าของเฟเทียร์ที่สวมใสยังชุดเกราะเหมือนกันจะมีฝีเท้าที่เบาและมั่นใจกว่านี้-ผิดกับฝีเท้าของฮาเดียที่เดินกระแทกส้นเท้าทิ้งน้ำหนักลงมาอย่างไม่พอใจและลังเล...

“ฉันมาตามไปประชุมเรื่องพิธีวันพรุ่งนี้...”

เมื่อเห็นถึงท่าทีเหมือนกับจะไม่ใส่ใจของลิซาร์ดแมนที่เบื้องหน้าจึงต้องกล่าวต่อไปว่า

“...เป็นคำสั่งของเฟเทียร์”

“เฮ้อ...”

ไลเรสได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆอีกครั้งได้แต่ลุกขึ้นไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะถ้าปฏิเสธยังฮาเดียออกไป-เฟเทียร์ที่เป็นหัวหน้าโดยตรงเขาจะต้องมาเองอย่างแน่นอน...

และเขาก็ยังไม่คิดที่จะขัดคำสั่งด้วย...

...ไม่สิจะต้องบอกว่า”ยังต้องการเงินเดือนรองหัวหน้าองค์รักษ์นี้อยู่ต่างหากล่ะ”
---------------------------------

การประชุมไม่มีอะไรมาก แค่จะบอกถึงหน้าที่ของแต่ละคนที่จะต้องทำอะไรและเวลาที่จะเริ่มทำพิธีคือตอน 6 โมงโดยประมาณที่แสงตะวันขึ้น-ซึ่งหน้าที่ของเขาแค่เฝ้าอยู่ด้านนอกสุดของกระโจมกับฮาเดีย...

เพราะภายในกระโจมจะมีเฟเทียร์รับผิดชอบความปลอดภัย เอลซ่าในฐานะนักบวชเป็นคนทำพิธีโดยมีนิชาเป็นผู้ช่วย...

“หาว...”

ทันทีที่ได้ยินไลเรสจึงหาวออกมาแล้วรีบเดินกลับไปนอนทันทีทีเลิกประชุม-เขาที่หลับไปราว 1 ถึง 2 ชั่วโมงก็ได้ยินยังเสียงฝีเท้าแรกที่เขามารบกวนอย่างแผ่วเบาราวกับสายลม...

“ไลเรส...ไลเรส...”

ทีฟาที่พึ่งอาบน้ำเสร็จก็มาร้องเรียกกระซิบที่ข้างหูของไลเรสที่แกล้งหลับอยู่-แต่เมื่อเห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาตอบรับหรือปฏิเสธใดๆจึงต้องส่งเสียงบ่นออกมาอย่างไม่พอใจว่า

“...หลับสนิทเลย...เซ้งชะมัด”

ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนไปด้านข้าของไลเรสแล้วค่อยๆซุกขดกายเข้าไปนอนใกล้ๆจนหลับสนิทไปในเวลาต่อมาไม่นาน...ไลเรสที่เห็นยังทีฟาหลับสนิทไปแล้วจึงขยับตัวออกไปนอนห่างขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างไม่สนใจอะไร เพราะถึงคืนนี้อากาศของป่าจะเย็นสบาย-แต่เขาก็ไม่คิดที่จะนอนเบียดกับใครจึงหลับลงไปอีกครั้ง...

“ตุบ...ตุบ...”

เสียงฝีเท้าดังขึ้นมาอีกครั้งราว 2 ถึง 3 ชั่วโมงต่อมาปลุกยังไลเรสขึ้นมาอีกครั้ง-เมื่อฟังยังเสียงฝีเท้าก้าวมาด้วยความมั่นใจตรงมายังเขาก็ทำเอาไลเรสทราบดีว่าเป็นใคร...

...เฟเทียร์

...

เสียงฝีเท้าของเฟเทียร์ถึงกับหยุดนิ่งที่เบื้องหน้าของไลเรสที่รู้สึกตัวขึ้นมาราวกับไร้ยังการเคลื่อนไหวใดๆ-ไม่สิ...

มันมีการเคลื่อนไหว...

“ควบ”

เสียงของเรเปียร์ถูกชักออกมาอย่างฝักอย่างแผ่วเบาจนแทบจะขึ้นขนาดที่หูของลิซาร์ดแมนที่สามารถได้ยินยังเสียงเข็มตกในรัศมี 100 เมตรแทบจะไม่ได้ยิน...

แต่ไลเรสคล้ายกับรู้สึกได้จากเสียงเพียงเล็กน้อย จากสายลมของบรรยากาศที่ขยับสั่นไหว-เขารู้สึกได้ถึงเฟเทียร์ที่ชักดาบออกมาด้วยความมั่นใจ...

“เฟียว...”

ดาบแทงตรงออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับเสียงของมันที่พุ่งเข้ามาทะลุยังใบหูและสมองของไลเรสก่อนทำให้เขาทำให้ทราบถึงเฟเทียร์ที่กำลังแทงดาบตรงมายังใบหน้าของตนที่กำลังหลับอยู่...
เป็นดาบที่ไร้ถึงจิตสังหาร...

“ฮือ...”

แต่ไลเรสที่ส่งเสียงร้องออกมาพลันลืมตาขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งใช้ยังมือขวาที่แม่นยำและรวดเร็วตวัดขึ้นมาตะปบยังคมดาบที่แทงใส่ยังใบหน้าของตนตามสัญชาตญาณทันที...

เพราะทราบดีว่า“ถึงดาบจะไร้จิตสังหาร”ก็สามารถสร้างยังความบาดเจ็บให้กับตนได้...

และดาบของเฟเทียร์ก็เป็นประเภทนั้นด้วย...

...

แต่สิ่งที่ไลเรสตะปบคว้าได้กลับเป็นยังความว่างเปล่า เพราะตัวดาบกลับหยุดยั้งลง ณ เบื้องหน้าของเขาในขนาดที่กระแสลมอันรุนแรงจากการแทงกลับพุ่งทะยานผ่านยังกรงเล็บจนบาดยังผิวที่ทั้งหนาและหยาบของลิซาร์ดแมนจนฉีกขาดออกเลือดไหลกระเซ็นตรงมายังใบหน้าของเขา...

“ควับ...”

ไลเรสที่ไม่มีเวลาขบคิดอะไรถึงกับรีบขยับหัวหลบทันทีปล่อยให้กระแสดาบอันแหลมคมพุ่งใส่ยังต้นไม้ที่เป็นรูเหลือบสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวพลางถามออกไปว่า

“อะไร”

“แค่อยากทดสอบนายดูหน่อย...”

เฟเทียร์ส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เพราะอยากรู้ว่านายจะแกล้งหลับไปนานแค่ไหนเท่านั้น”

“...”

ไลเรสเลิกคิ้วราวกับจะร้องถามออกไปว่า”รู้ได้ไงฟะ”...เฟเทียร์ที่เค้นยิ้มออกมาพลางสะบัดยังดาบเก็บเข้าฟักกลับตอบออกมาว่า

“ความรู้สึก...”

ทั้งยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...สัญชาตญาณของฉันมันบอกอย่างนั้น”

เพราะไม่มีทางที่ชายที่เป็นทั้งยอดนักรบและลิซาร์ดแมนจะไม่รู้ตัวว่า”เธอเข้าใกล้อย่างเด็ดขาด”...

“...”

ทำเอาไลเรสไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้อีกถึงสัญชาตญาณของเฟเทียร์หรือสัญชาตญาณนักสู้หรืออาจจะเป็นสัญชาตญาณของผู้หญิงของเธอนี้ได้...

แต่ที่แน่ๆคือมันกลับถูกต้อง...

เขาจึงได้แต่ถามออกไปว่า

“...มาปลุกการดึกมีอะไรหรือเปล่า”

“ดูแลเวรถามให้ดี...”

เฟเทียร์ตอบมาเพียงแต่ว่า

“...ทั้งคืนนี้และพรุ่งนี้อาจจะเป็นการต่อสู้ที่ชี้ถึงชะตาของพวกเราทุกคนก็ได้”

“งั้นหรือ”

ไลเรสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เพราะทราบดีถึงการชิงอำนาจในราชสำนักดีว่ามันน่ากลัวถึงเพียงไหน เพราะมันมีทั้งฝ่ายที่ต้องการสนับสนุนองค์หญิงเฟรย์ด้วยความจริงใจและหวังผลประโยชน์กับฝ่ายที่จะต้องการกำจัดเธอเพื่อผลประโยชน์เช่นกัน...

โลกของการเมืองจึงเป็นโลกที่น่ากลัวและชั่วร้ายกว่าสมรภูมิไหนๆเสียอีก...

“มาด้วยกันหน่อย...”

เฟเทียร์กล่าวออกมาเป็นเชิงคำพูดทั่วๆไปมากกว่าจะเป็นคำสั่งหรือขอร้องแล้วจึงหันกายก้าวเดินตรงไปยังริมทะเลสาบที่จะใช้ยังทำพิธีในวันพรุ่งนี้...ไลเรสที่ทราบดีว่ามันจะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญจึงได้แต่ลุกแล้วก้าวเดินไปอย่างไม่สู้จะเต็มใจนัก...

แต่ขัดเสียไม่ได้ เพราะเขายังอยากที่จะรับเงินเดือนอันน้อยนิดของรองหัวหน้าราชองครักษ์นี้อยู่...
----------------------------------

...

ท่ามกลางผิวน้ำที่สั่นไหว...

แผ่นหลังขึ้นเฟเทียร์ที่กำลังจับจ้องมองไปยังน้ำตกที่เบื้องหน้ากลับนิ่งเงียบ-เธอยืนนิ่งจ้องมองไปอยู่นานราวนับยี่สิบกว่านาทีจนไลเรสที่ยืนรออยู่ด้านหลังรู้สึกเซ้งจนคิดที่จะหันกายกลับไปหลายต่อหลายครั้ง...

เพียงแต่ทราบดีว่า”หญิงสาวมีเรื่องที่ยากลำบากใจ”จึงต้องใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่พอสมควร...

เขาที่ไม่มีอะไรทำประกอบกับหายง่วงแล้วจึงเลือกยังก้อนหินใกล้ๆแล้วทรุดกายลงไปนั่งอย่างช่วยอะไรไม่ได้นอกจากรอคอยต่อไปเท่านั้นจนในที่สุด...

“ฉันต้องการนาย...”

คำกล่าวที่กล่าวออกมาของหญิงสาวในน้ำเสียงที่เรียบสงบจนไม่สามารถชวนคิดไปถึงเรื่องชู้สาวได้จึงเลิกคิ้วด้วยความสนใจฟังยังเฟเทียร์ที่หยุดเปลี่ยนลมหายใจแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“...นายจงมาเป็นดาบเป็นพลังให้กับองค์หญิงและฉันเถอะ”

ไม่ใช่ต้องการเป็นสามี...

“ทำไม...”

ไลเรสถามออกไป เพราะต้องการถึงเหตุผลกับเขาในตอนนี้ก็เป็นลูกน้องของเธอที่มีหน้าที่ที่จะต้องทำตามคำสั่งไม่ใช่หรือ...

แม้จะเป็นแบบเช้าชายเย็นชามก็ตาม...

“ทั้งองค์หญิงกับฉันต่างมีความฝันที่เหมือนกันคือสร้างยังอาณาจักรที่ทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างเท่า
เทียมกัน”

“อืมม์...”

ไลเรสที่ได้ยินจึงพยักหน้ารับราวกับพอเข้าใจถึงสาเหตุที่ตนซึ่งเป็นลิซาร์ดแมนสามารถเข้ามาเป็นรองหัวหน้าองครักษ์ได้จึงฟังเธอกล่าวต่อไปอีกว่า

“แต่ด้วยกำลังของพวกเราในตอนนี้อ่อนแอเกินไป...”

เพราะมีแต่กองทหารองครักษ์ร้อยกว่าคนจะสามารถไปสู้กับทหารของทั้งอาณาจักรที่มีจำนวนเป็นหมื่นๆได้อย่างได้ แต่ถึงองค์หญิงเฟรย์จะได้รับการแต่งตั้งเป็นองค์ราชินีในอนาคตก็ใช่จะสามารถขัดแย้งกับเหล่าแม่ทัพและขุนนางที่มีหัวอนุรักษ์นิยมได้...

“...อำนาจแท้จริงของอาณาจักรนี้กลับตกอยู่ในมือของสามตระกูลใหญ่ซึ่งประกอบด้วยฟาริเอก้าที่กุมทหารในเมืองหลวง อาสเคออสที่มีเหล่าแม่ทัพตามหัวเมืองต่างๆหนุนหลังอยู่และตระกูลเบลวารีก้าที่เป็นที่ผู้นำของเหล่าขุนนางทั้งหลาย...”

ผู้นำเหล่าขุนนางที่ต่างมีทหารอยู่ในมือ...

เฟเทียร์ยังกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบว่า

“...ซึ่งผู้นำทั้งสามตระกูลต่างเป็นพวกหัวอนุรักษ์นิยมทั้งสิ้น”

รวมถึงพ่อของเธอด้วย...

“ท่าจะยากแฮะ”

ไลเรสถึงกับส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ เพราะสิ่งที่เฟเทียร์และองค์หญิงเฟรย์หวังไว้ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องง่ายพอที่ช่วงชีวิตของลิซาร์ดแมนที่กว่ากันว่า”ยาวนานกว่ามนุษย์ครึ่งหนึ่ง”จะทำได้สำเร็จเลย...

“ฉันต้องการทั้งดาบและพลังของนาย”

นี่คือสิ่งที่เฟเทียร์ต้องการจากไลเรส...

“บนทวีปอาเกียร์ที่ยิ่งใหญ่ถึงอาณาจักรไกอัสจะได้ชื่อว่าเป็นจ้าวทางเหนือ-แต่ก็ที่มีอาณาเขตเพียงแค่สามสี่เมืองทางตอนเหนือของทวีปเท่านั้น-จึงถือว่าเป็นเพียงแค่อาณาจักรเล็กๆ...”

นั่นคือคำตอบของไลเรส-เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ทางใต้มีรัฐอิสระทางการค้าฟรีริด้ากับเมืองย่อยๆอีกมากกว่าสิบเมืองที่เป็นอิสระต่อกัน-ทางตะวันออกมีอาณาจักรสหรัฐอันยิ่งใหญ่ที่ครอบดินแดนของมวลมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่และมากที่สุดถึงหนึ่งในสี่ของมหาทวีปแล้วเธอคิดว่าความฝันนั้นมันจะเป็นจริงได้หรือในเมื่อดินแดนของมนุษย์เหล่านั้นเป็นพวกอนุรักษ์นิยม”

“ได้สิ...”

เฟเทียร์ที่สบสายตาของไลเรสด้วยความมั่นใจยังตอบอกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ต่อให้ต้องเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก-ฉันก็จะต้องทำตามความฝันขององค์หญิงเฟรย์และตนเองให้เป็นจริงให้ได้”

“งั้นคนที่เธอควรข้อร้องไม่ใช่ฉัน”

“ใคร”

เฟเทียร์ส่งเสียงร้องถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะถ้าเป็นคนที่สามารถทำให้ความฝันของเธอเป็นจริงดี-เธอก็ยินดีที่จะไปขอร้องยังอีกฝ่ายทันที...

“เฮ้อ...”

ไลเรสที่ถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า

“...ถ้าตัดผ่านยังป่าเล็กป่าน้อยของพวกเอลฟ์และดินแดนย่อยของพวกคนแคระไปเสียหนึ่งในหกของทวีปของแล้วเธอคิดว่าดินแดนที่เหลือกว่าเกินครึ่งทวีปนี้เป็นของใครล่ะ”

“บ้าน่า...”

เฟเทียร์ที่จ้องมองไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ถึงกับต้องส่งเสียงร้องออกมาอย่างรับรู้ เพราะดินแดนเกินครึ่งทวีปอาเกียร์ทางทิศตะวันตกกลับเป็นหนองน้ำและป่าดึกดำบรรพที่ไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตใดสามารถอาศัยอยู่ได้...

ไม่สิ...

...มีเพียงหนึ่งเดียว

ราชินีผู้ครองยังดินแดงแห่งนั้น...

เฟเทียร์ที่จ้องมองไปยังไลเรสแล้วร้องถามออกไปว่า

“มันเป็นแค่ตำนานไม่ใช่หรือ”

“ตำนานมักมาจากเรื่องเล่า...”

ไลเรสยังตอบต่อไปอีกว่า

“...แต่เรื่องเล่าส่วนมากมักจะมาจากความจริง”

“เธอมีตัวตนอยู่จนจริง”

“ใช่...ถ้าได้เธอมาเป็นพวกต่อให้ความฝันของเธอกับองค์หญิงจะยิ่งใหญ่กว่านี้ก็สามารถเป็นจริงได้อย่างแน่นอน...”

ไลเรสกล่าวออกมาอีกอย่างมั่นใจว่า

“...คนที่เธอต้องการจึงไม่ใช่ฉัน”

“ไม่ใช่หรอก...”

เฟเทียร์ที่ยิ้มออกมาอย่างมั่นใจพลางจับจ้องมองไปยังไลเรสแล้วส่งเสียงกล่าวต่อมาอีกว่า

“...เป็นนายแหละถูกต้องแล้ว...”

“...”

พอเห็นยังไลเรสทำหน้าเหมือนกับยังไม่เข้าใจจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...เพราะนายและทุกคนคือผู้ที่จะร่วมมือกันทำความฝันของเราให้เป็นจริง...”

ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ไม่ใช่แค่ขององค์หญิง ของฉัน ของฮาเดีย ของเอลซ่าหรือของนาย-แต่เป็นของเราทุกคนต่างหากล่ะ”

“เฮ้อ...”

ไลเรสได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง เพราะรู้ถึงนิสัยของหญิงสาวเป็นประเภทที่ดื้อรั้นไม่มีทางที่จะยอมปล่อยตนไปง่ายๆอย่างแน่นอนจึงได้แต่ตอบออกไปว่า

“...ได้...ก็ได้”

“ดีมาก...งั้นงานต่อไปหลังจากเสร็จพิธีรับศีลก็คือ...”

เฟเทียร์ที่ยิ้มออกมาอย่างเชื่อมั่นพลางส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คือนำพาฉันไปพบยังเธอนั้นยังไงล่ะ”

“เฮ้อ...”

ไลเรสได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆ เพราะการเข้าป่าและหนองน้ำแห้งไปหาและเชิญชวนยังเธอผู้นั้น-มันเป็นอะไรที่ยากยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ่ง...

ไม่สิการเปลี่ยนใจยังเฟเทียร์ในยามนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าก็ได้...
------------------------------

“ชิ...ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย”

เอลซ่าที่แอบดูอยู่ถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์นิดๆด้วยความผิดหวัง...ฮาเดียที่ยืนอยู่ด้านขึ้นพร้อมทั้งจับทีฟามัดมือมัดเท้าและปิดปากอยู่ถึงกับกล่าวออกมาว่า

“มันจะเป็นอย่างที่เธอคิดได้อย่างไงกัน”

ถึงทั้งสองที่แอบตามมาเมื่อเห็นยังเฟเทียร์ลุกออกมาหายังไลเรสยามกลางคืนด้วยความสงสัยและอยากรู้ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปในทางอกุศลได้หรอก เพราะเฟเทียร์นอกจากจะมีคู่หมั่นที่เหมาะสมกับทั้งศักดิ์ศรีและฐานะของเธออยู่แล้ว-ยิ่งไม่มีทางที่คนที่ยิ่งในเกียรติยศและศักดิ์ศรีเช่นเฟเทียร์จะแอบมาพลอดรักกับไลเรสที่เป็นเพียงลิซาร์ดแทนได้อย่างเด็ดขาด...

เพราะเธอมีหน้าที่ เกียริยศและศักดิ์ศรีของตระกูลที่ต้องแบกรับ...

...ร่วมทั้งความฝันและความหวังที่หลอมร่วมกันเป็นความปรารถนา

นี่จึงไม่ใช่แค่ความแตกต่างของชนชั้นสูงสูงที่เป็นรองแค่เชื้อพระวงศ์กับคนร่อนแรที่ได้ซึ่งทุกสิ่งเท่านั้น...

...แต่มันยังเป็นความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์อีกด้วย

“ใครบอกล่ะ...”

ทีฟาที่พยายามดิ้นจากผ้าที่มัดปากยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...ความรักไม่มีพรมแดนต่างหากล่ะ...”

เธอที่แอบตามทั้งไลเรสและเฟเทียร์ออกมาคิดที่จะขัดขว้างทั้งสองคนถ้าไม่ถูกยังเอลซ่าร่ายเวทย์ทำให้ตัวชาและฮาเดียจับมัดไว้เสียก่อนยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ขอเพียงแค่คนสองคนรักกันก็ไม่จำเป็นที่ต้องสนใจอะไรอีก ความแตกต่างของชนชั้นและเผ่าพันธุ์เป็น
เรื่องเล็กไปเลย”

“เฮ้อ...”

ฮาเดียที่ถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆพลางสงเสียงบ่นออกมาว่า

“...ก็คงมีแต่ในสมองเน่าๆของเอลฟ์บ้าผู้ชายอย่างเธอเท่านั้นแหละที่คิดออกมาได้”

เพราะเธอรู้จักเฟเทียร์ดีว่า”หญิงสาวให้ความสำคัญกับองค์หญิงเฟรย์”เป็นอันดับแรก อะไรก็ตามที่จะทำให้เธอและองค์หญิงตกเป็นเป้าของอีกฝ่ายจึงไม่มีทางที่เฟเทียร์จะทำให้เกิดขึ้นอย่างแน่นอนเลย...

เช่นการจะหนีตามไลเรสไปโดยทิ้งยังทุกสิ่งทุกอย่างทั้งเกียรติยศและอำนาจของตระกูลที่จะทำตามความฝันและทอดทิ้งยังองค์หญิงเฟรย์ไว้ต่อสู้เพื่อความฝันตามลำพังจึงไม่มีทางอย่างเด็ดขาด...

และที่สำคัญที่สุดเฟเทียร์คือไม่มีทางที่จะรักยังลิซาร์ดแมนอย่างแน่นอนเลย...

เพราะเป็นเพื่อนจึงรู้จักเธอดีที่สุด...แต่เอลซ่าที่จ้องมองไปยังเฟเทียร์ที่ยิ้มให้กับการตอบรับของไลเรสในยามนี้อดที่จะต้องขมวดคิ้วด้วยความกังวลขึ้นมาไม่ได้ เพราะถ้าเฟเทียร์ต้องการสร้างยังโลกที่เท่าเทียมกันจริงๆ...
การแต่งงานระหว่างเผ่าพันธุ์และชนชั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ไม่ใช่หรือ...

เมื่อความฝันของเฟเทียร์และองค์หญิงเฟรย์เป็นจริงขึ้นมา...
----------------------------------

ยามค่ำคืนที่ทุกคนกังวลกลับผ่านไปอย่างง่ายดายราวกับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

แต่สิ่งที่รอคอยทุกคนอยู่คือยามเช้าที่น่ากังวลยิ่งกว่า...

...เวลาแห่งพิธีกรรม

แสงตะวันของยามเช้าในวันนี้สาดส่องลงมายังเวลาตี 5 กับอีก 47 นาที-ไลเรสที่ถูกปลุกขึ้นมาให้เตรียมการตั้งแต่ตอนตี 4 ครึ่งถึงกับอ้าปากหาวออกมาอย่างง่วงนอน เพราะถึงจะนอนไว รู้สึกตัวเร็วก็ใช่จะไม่ง่วงนอนเสียหน่อย...

ยิ่งมีหญิงสาวๆทั้งหลายแอบมารบกวนยามกลางคืนด้วย...

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของเขาคือผื่นผ้าสีขาวสะอาดที่ถูกขว้างยาวรอบๆริมทะเลสาบและน้ำตกซึ่งยาวราวๆ 100 กว่าเมตร สูงราว 3 เมตรจนแทบจะมองไม่เห็นยังอีกฝั่งของผื่นผ้าเลย...

สิ่งสุดท้ายที่ไลเรสเห็นก็คือเฟเทียร์ที่นำพายังองค์หญิงเฟรย์ นิชาและเอลซ่าตลอดจนนักบวชและทหารองครักษ์หญิงสาวราว 20 กว่าคนหายเข้าไปอีกด้านหนึ่งของผื่นผ้าตั้งแต่ตอนตี 5 ก่อนดวงตะวันขึ้นแล้ว-ทิ้งเพียงฮาเดียกับทหารองครักษ์ที่เหลือรับผิดชอบช่วยเขาดูแลยังด้านนอกของริมทะเลสาบและน้ำตกนี้เท่านั้น...

เขาแค่คุ้มกันที่ด้านนอก...

...ส่วนทางด้านในเป็นของพวกเฟเทียร์

“นี่อีกนานมัยกว่าจะเสร็จน่ะ”

ทีฟาที่อยากรู้อยากเห็นถึงกับส่งเสียงร้องถามยังฮาเดียออกไปหลังจากที่พยายามจะกระโดดมองไปยังอีกฝั่งของผ้าก่อนที่จะโดนยังแม่นักรบสาวคว้าคอไว้พร้อมทั้งตอบออกมาว่า

“อยู่เฉยๆได้มัย...”

ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...เดี๋ยวพิธีเสร็จแล้วพวกองค์หญิงกับทุกคนก็ออกมาเองแหละ”

“ก็ฉันอยากรู้นี่...”

ทีฟาที่เข้ากับคนง่ายผิดกับนิสัยของพวกเอลฟ์ที่กีดกันยังมนุษย์หรือผู้คนที่อยู่ภายนอกป่าให้ห่างไกลยังร้องถามยังฮาเดียออกไปว่า

“...แล้วเขาทำพิธีกันยังไงบ้างล่ะ-ฉันขอเข้าไปดูได้มัย”

“ไม่ได้...”

ฮาเดียที่คว้ายังคอเสื้อของทีฟาไว้อย่างรวดเร็วยังบ่นออกมาด้วยความไม่พอใจอีกว่า

“...นี่อยู่นิ่งๆได้มัย”

“ไลเรสช่วยหน่อยสิ...”

ทีฟาที่แกล้งร้องไห้จึงหันมายังไลเรสร้องขอยังความช่วยเหลือจากเขาให้ช่วยเธอจากเงื้อมือของฮาเดียที่กำลังขัดขว้างอยู่...

“ตรูม...”

แต่ก่อนที่ไลเรสจะส่งเสียงร้องกล่าวอะไรออกมากลับมีเสียงของเปลวเพลิงระเบิดขึ้นมาอย่างดังลั่นทำเอาทุกคนต้องหันไปมองยังเปลวของระเบิดเพลิงที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างร้องแรงอยู่ห่างออกไปตรงกลางป่าที่อยู่ห่างออกไปราว 2 ถึง 300 เมตร...

“ทุกคนระวังศัตรูโจมตี”

ฮาเดียส่งเสียงร้องพร้อมทั้งกระชับยังทวนในมือมั่นพลางส่งเสียงไปยังเปลวเพลิงที่ลุกโชนยังเปลวหน้าราวกับกำลังรอคอยถึงการโจมตีทันที

“มันแปลกๆน่ะ...”

ไลเรสที่จ้องมองไปยังเปลวเพลิงที่ลุกโชนห่างออกไปยังเบื้องหน้าด้วยความสงสัยและประหลาดใจ เพราะถ้าศัตรูโจมตีก็น่าจะมาโจมตีทางด้านนี้สิ...

ไม่ใช่โจมตียังจุดที่ห่างออกไปอย่างไร้ความหมายราวกับเป็นการบอกถึงทุกคนให้ทราบถึงกับพวกมันที่บุกมา...

ไม่สิ...มันจะต้องไม่ไร้เหตุผลอย่างแน่นอน

ไลเรสที่จ้องมองไปยังเปลวเพลิงที่ยังไม่ดับพร้อมทั้งเงี่ยหูยังได้ยินยังเสียงระเบิดของเปลวไฟดังต่อเนื่องเหมือนกับไม่มีทีท่าจะหยุดยั้ง...

“...ตรูม...ตรูม...ตรูม...”

ยังคงดังต่อเนื่องและแผ่วเบาลงมาเรื่อยๆ...

“...ตรงนั้น...”

ลิซาร์ดแมนรีบหันไปร้องถามยังทีฟาทันทีว่า

“...ระเบิดนั้นมันระเบิดที่ไหนกัน”

“หรือว่า...”

ทีฟาที่ขมวดคิ้วด้วยความตกใจถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างฉุกใจคิดได้ทันทีว่า

“...มันเป็นจะท้ายหมู่บ้านของพวกเรา”

ท้ายหมู่บ้านเอลฟ์...

“แย่แล้ว...”

ไลเรสที่กระชับยังดาบที่เรียวยาวออกมากระชับในมืออย่างรวดเร็วพร้อมทั้งร้องบอกยังทุกคนว่า

“...ทุกคนเตรียมรับมือเร็วเข้า...”

“รู้แล้วน่า...จะสั่งซ้ำอีกทำไม”

แต่ไลเรสร้องออกมาอย่างไม่สนใจยังเสียงขัดจังหวะด้วยความไม่สบอารมณ์ของฮาเดียอีกว่า

“เตรียมรับมือกับกองทัพเอลฟ์”

“หา...”

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกไปด้วยความไม่เข้าใจว่า”ทำไมกองทัพเอลฟ์ที่รักสันติจะมาบุกโจมตี”กัน...

...

แต่ไลเรสที่ไม่คิดจะตอบกลับไปพลางจับจ้องมองไปยังราวป่าที่สั่นไหวยังเบื้องหน้าด้วยสาบตาที่จ้องเขม้ง-ถ้าการคาดเดาของตนถูกต้องมันจะต้องเป็นสิ่งที่เลวร้ายอย่างแน่นอน...

“สวบ...สวบ...สวบ...”

ไม่นานนักร่างของนักรบเอลฟ์หลายร้อยคนก็ปรากฏออกมาจากราวป่าให้เห็นล้อมยังทุกคนไว้จากทุกทิศทุกทางรอบทะเลสาบและน้ำตกเอาไว้...

“ชั่วร้ายที่สุด...”

ไลเรสร้องด่าออกมาท่ามกลางทุกคนที่จ้องมองมายังเขาและมองไปรอบๆด้วยความไม่เข้าใจ เพราะสิ่งที่เขาคาดคิดไว้มันกลับเป็นความจริง...

พวกศัตรูไม่ได้เลือกที่จะบุกโจมตียังพวกเขาโดยตรง-แต่เลือกที่จะโจมตีในยังหมู่บ้านของพวกเอลฟ์เพื่อกระต้นให้โกรธแค้นแล้วนำพวกนั้นตรงมายังพวกเขาจึงได้แต่กล่าวออกมาว่า

“...แผนยืมดาบฆ่าคนอันร้ายกาจ”

เพราะพวกเอลฟ์ที่โกรธแค้นจากการโดนบุกรุกป่าและโจมตีหมู่บ้านที่อยู่อาศัยจะต้องโจมตีเข้ามาอย่างไม่สามารถเจรจาอย่างแน่นอน-ส่วนพวกตนที่มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องยังองค์หญิงเฟรย์ก็ไม่สามารถรามือยังรับการจัดการจากอีกฝ่ายเพื่อพูดคุยอย่างแน่นอน...

การต่อสู้ประหัตประหารอันชั่วร้ายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้กำลังจะเกิดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ระหว่างมนุษย์และเอลฟ์...

การต่อสู้ที่อับจนปัญญา-แต่มิสามารถปฏิเสธถึงมันได้...

สิ่งที่เลวร้ายที่สุดไม่ใช่อะไร-มันคือไม่สามารถปฏิเสธได้ยังไงล่ะ...


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 22 มิ.ย.58 เวลา 00:29:10 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ