Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LIZARDMAN บทที่ 3 ป่าศักดิ์สิทธิ์

ขอบคุณครับที่ติดตาม

บทที่ 3 ป่าศักดิ์สิทธิ์

ป่าศักดิ์สิทธิ์...

...คือเป้าหมายในการเดินทางวันนี้

ทางเหนือของเมืองหลวงทอดไกลออกไปประมาณครึ่งวันคือป่าศักดิ์สิทธิ์อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเวอร์รินซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักที่หล่อเลี้ยงยังเมืองหลวงไกอัสตลอดทั้งปี

ว่ากันว่าที่กลางป่าศักดิ์สิทธิ์มีน้ำตกสีขาวสะอาดที่บริสุทธิ์สวยงามยิ่งอันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเวอร์รินไหลรินอยู่และในอดีตที่มีประเพณีมาช้านานที่เจ้าชายและเจ้าหญิงทุกพระองค์ของไกอัสจะต้องมาสรงน้ำชำระล้างถึงความชั่วร้าย ณ ที่กลางน้ำตกแห่งนี้ก่อนที่จะแต่งงานหรือรับศีลชำระล้าง...

แต่สำหรับองค์หญิงเฟรย์ซึ่งเป็นรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวของไกอัสกลับยังมีเคยมาทรงน้ำชำระล้าง ณ น้ำตกศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เพราะด้วยความรักและเป็นห่วงของพระราชาจึงมิอนุญาตให้องค์หญิงเพียงผู้เดียวคนนี้เข้ามาค้างคืนในป่าเพียงทำพิธีชำระล้างในยามเช้าพร้อมแสงตะวัน...

ตั้งแต่เล็กองค์หญิงเฟรย์จึงไม่เคยออกไปค้างยังนอกพระราชวังเลยแม้สักครั้งนอกจากจะมีองค์ราชาเสด็จไปด้วย-ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกและถือเป็นงานที่สำคัญที่สุดของเฟเทียร์เลยก็ว่าได้

การเดินทางครั้งนี้จึงมีความสำคัญยิ่งกับเฟเทียร์ในฐานะของหัวหน้าองครักษ์ องค์หญิงเฟรย์และชาวเมืองทุกคนร่วมถึงไลเรสที่พึ่งจะรับหน้าที่จริงๆเป็นครั้งแรก

กับการพิทักษ์และระมัดระวังยังความปลอดภัยขององค์หญิงรัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวที่มีใครๆหลายต่อหลายคนต่างหมายปอง เพราะหากได้แต่งงานกับองค์หญิงเฟรย์ก็เท่ากับว่า”จะเป็นการการันตีถึงตำแหน่งขององค์ราชาแห่งไกอัสในวันหน้า” แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถอยู่ในกลุ่มแรกได้ต้องเลือกที่จะใช้ยังวิธีที่สองแทนก็คือ...

เมื่อไม่มีองค์หญิงเฟรย์ที่เป็นทายาทสายตรงอยู่เสียคนเหล่าผู้มีสิทธิ์สืบบัลลังก์ในลำดับต่อๆไปก็มีสิทธิ์ที่จะครองบัลลังก์ได้เช่นกัน...

และแน่นอนว่าผู้ที่หวังตำแหน่งพระราชาอาจจะไม่เพียงแค่ผู้ที่มีสิทธิ์สืบทอดบัลลังก์เท่านั้น แต่ยังร่วมถึงบรรดาลูกๆและลูกน้องของผู้ที่มีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ต่างก็มุ่งหวังให้ผู้มีสิทธิ์ขึ้นครองบัลลังก์ต่างได้ขึ้นครองบัลลังก์ เพราะนอกจากจะให้ตนได้มีสิทธิ์ครองบัลลังก์ตามมายังร่วมถึงมีอำนาจเพิ่มขึ้นอีกด้วย...

เฟรย์จึงอุปสรรค์ขัดขว้างที่สำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้...

พระราชแห่งไกอัสที่ทราบดีจึงระมัดระวังยังความปลอดภัยของบุตรสาวอันเป็นที่รักมากที่สุดจึงคัดเลือกยังเหล่าองค์รักษ์มากมายมาเพื่อพิทักษ์รักษาความปลอดภัยขององค์หญิงเฟรย์อย่างดีที่สุดราวกับจะเป็นกองทัพย่อยๆกองทัพหนึ่งภายใต้การควบคุมของเฟเทียร์ที่สามารถคุ้มกันและมีอำนาจพอที่จะสามารถต่อสู้เพื่อพาองค์หญิงเฟรย์หลบหนีไปยังเมืองอื่นเพื่อกลับกอบกู้บัลลังก์ได้...

เพราะเหล่าองค์รักษ์ทั้ง 100 คนที่คัดเลือกมาต่างเป็นนักรบสามารถต่อสู้ได้อย่างน้อย 1 ต่อ 5 หรือ 1 ต่อ 10 ได้แม้จะเป็นนักบวชก็ตาม...

...นอกจากนี้ส่วนมากทุกคนมักเป็นลูกหลานขุนนางที่มีการศึกษาและอบรมมาอย่างดีด้วย

อาจมีเพียงไม่มีคนเท่านั้นที่มาจากชนชั้นต่ำและหนึ่งในนั้นกลับเป็นเพียงแค่ลิซาร์ดแมนและเป็นคนไร้หัวนอนปลายเท้าที่ถือว่ามีประวัติเลวร้ายที่สุด-ที่ถึงทุกคนจะคัดค้านก็ตาม...

สุดท้ายก็สามารถได้ตำแหน่งองครักษ์แถมยังเป็นรองหัวหน้าอีกด้วย เพราะองค์หญิงเฟรย์ที่เชื่อใจยังเฟเทียร์เป็นผู้ที่เลือกเองและองค์ราชาก็ยอมรับจึงไม่มีใครคัดค้านได้

และอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนไม่กล้าชักดาบคัดค้านจึงถึงต้องท้าประลองชิงตำแหน่งกันก็ เพราะตลอดทุกอาทิตย์ที่มีการจัดการประลองตลอดเวลานับหลายปี...

ไลเรสเป็นผู้ที่ชนะทุกไปไปราวกับว่า”มันเป็นงานที่ต้องออกไปทำเป็นงานประจำเสียมากกว่าจะเป็นการประลอง” จะมีแพ้ก็แค่ครั้งเดียวที่แพ้ให้กับเฟเทียร์เมื่อไม่กี่วันก่อนเท่านั้น

ฝีมือจึงเป็นที่ยอมรับได้อย่างที่ทุกคนไม่กล้าปฏิเสธ...

...แม้จะเป็นเพียงแค่ลิซาร์ดแมน

“ยังอีกไกลมั้ยเนี่ย”

เสียงของเหล่าทหารดังขึ้นมาท่ามกลางฝีเท้าที่ถูกปล่อยให้ก้าวเดินออกไปตามขบวนที่มิได้เร็วหรือช้าจนเกินไปของไลเรส-เขาที่ยิ้มพลางหันหลังกลับไปมองยังกลุ่มทหารที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความเกียจคร้าน เพราะถึงเขาจะรู้ยังจุดหมายแต่กลับขี้เกียจที่จะตอบมันออกไป...

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไลเรสเข้ามายังป่าแห่งนี้...

ครั้งแรกที่เขาเข้ามา เพราะรับจ้างเข้ามาเป็นคนคุมกันพ่อค้าสมุนไพรที่เข้ามาหน้าของป่าในป่าแห่งนี้-มีหน้าที่ป้องกันยังสัตว์และเหล่าโจรป่าเท่านั้น จำได้ว่าเข้ามาแค่ราวๆชายป่าจึงไม่ได้น่ากลัวอะไรนัก

หลังจากนั้นเขาที่ทำงานเป็นทหารรับจ้างหลังจากที่ถล่มกองทัพฝ่ายตกข้ามจนบาดเจ็บก็ได้หลบเข้ามาซ่อนตัวที่ป่าแห่งนี้อยู่ราวๆกลางป่านานหลายเดือนทำให้พอรู้จักป่าแห่งนี้มาสมควร...

ชายป่าไม่น่ากลัวอะไร เพราะอยู่นอกเขต ถึงจะมีสัตว์ร้ายบ้างแต่ก็ไม่หนักหนาอะไรนัก...

ส่วนที่เป็นกลางป่าถือว่าเป็นชายแดนของผู้ที่อาศัยอยู่ในป่า-ที่มักจะมีกองสอดแนมคอยมาแอบดูผู้ที่บุกรุกว่า”เป็นอันตรายหรือไม่” ถ้าเป็นอันตรายก็จะมีกองกำลังมาขับไล่ออกไป...

ซึ่งไลเรสในตอนนั้นก็เคยกลั่นแกล้งยังเด็กที่มาสอดแนมเข้าเล่นฆ่าเวลาจนกลายเป็นเพื่อนเล่นกันอยู่ก่อนที่เขาจะออกจากป่าเมื่อ 3 ปีก่อน

“ไอ้หนูนั่นเป็นยังไงบ้างน่ะ...”

ไลเรสถึงกับบ่นต่อไปว่า

“...ป่านนี้คงโตเป็นหนุ่มแล้วสิ...”

เขายังจำได้ถึงเด็กซุกซนอายุประมาณ 13-14 ปีที่คอยมาสอดแนมเขาพลางกล่าวต่อไปอีกว่า

“...คงไม่โกรธเราหรอกมั้งที่ออกมาโดยไม่บอกอะไร”

เพราะในตอนนั้นไลเรสที่หายดีแล้วจึงออกมาป่ามาโดยไม่สนใจอะไร เพียงแค่ทิ้งยังข้อความที่สลัดอยู่ถึงต้นไม้ว่า”ไปล่ะ”เท่านั้น...

ถึงไลเรสจะถูกตัดสินว่า”ไม่มีอันตรายอะไร” แต่ดูเหมือนการที่เด็กสอดแนมมาเล่นกับไลเรสจะทำให้เหล่าชายที่อาศัยอยู่ในป่าไม่พอใจเขาสักเท่าไหร่ เพื่อป้องกันยังการเกิดเรื่อง-ไลเรสที่ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องอยู่ต่อไปจึงต้องออกจากป่าเป็นการดีที่สุด...

แต่การกลับเข้าป่าในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไป...

เพราะจุดหมายการเดินทางขององค์หญิงเฟรย์ภายใต้การนำของเฟเทียร์กลับเป็นการมุ่งหน้าไปยังน้ำตกศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในส่วนของป่าลึกหรือจะเรียกได้ว่า”น่าจะเป็นหลังหมู่ป่าของผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าเลยก็ว่าได้”
ความปลอดภัยของการเดินทางในครั้งนี้จึงขึ้นมากับสัมพันธภาพของอาณาจักรไกอัสและผู้ที่อยู่ในป่าว่า”ดีแค่ไหน” เพราะตามปกติแล้วส่วนมากก็มีองค์หญิงเข้ามาทำพิธีชำระล้างโดยที่ไม่มีปัญหาอะไร...

แต่ก็จะทุกครั้งไป เพราะการจะทำพิธีแต่ละครั้งจะต้องส่งคนมาบอก(หรือจริงๆคือขออนุญาต)ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าก่อน-ส่วนสำหรับครั้งนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น

เพราะดูเหมือนกับจะเป็นการออกเดินทางโดยที่มิได้เตรียมการอะไรไว้ล่วงหน้าเลย เรียกได้ว่า”ถ้าเฟเทียร์ไม่รู้”หรือถ้ารู้ก็อาจจะโดนยังใครบางคนบังคับให้ต้องรีบเดินทางหรือมีความจำเป็นอะไรเป็นแน่...

“เฮ้ย...”

เมื่อคิดถึงตรงนี้อดที่จะทำเอาไลเรสต้องถอนหายใจออกมาไม่ได้ เพราะจะบอกว่าไม่เกี่ยวก็ไม่ได้-เขาที่เป็นรองหัวหน้าองครักษ์คนหนึ่งจะต้องปกป้องยังองค์หญิงและทุกคนเอาไว้

“...ถ้าไม่ต้องสู้ก็ดีสิ”

ถึงไลเรสจะเก่งการต่อสู้-แต่กลับไม่ชอบที่จะต่อสู้โดยได้เหตุผลเท่าไหร่ กับกับนั่งๆนอนๆกินเงินเดือนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หากต่อสู้แล้วได้เงินเพิ่มขึ้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง...

เพราะชื่อเสียงและเกียรติยศสำหรับลิซาร์ดแมนคนหนึ่งแล้ว...

...มันไร้ประโยชน์-ไร้สาระเป็นที่สุด

ถ้าทำได้ไลเรสก็ไม่อยากสู้-แต่ก็ไม่ใช่จะหนีจากหน้าที่ได้จำทำเอาเขาอดที่จะเซ้งๆขึ้นมานิดๆไม่ได้จนต้องบ่นออกมาอีกครั้งว่า

“...น่าจะทำพิธีที่โบสถ์ก็ดีแล้ว”

“รองหัวหน้า...รองหัวหน้า...”

เมื่อเห็นยังเพนนี่ที่เป็นทหารรับใช้ช่วยจูงม้าให้ซึ่งกำลังเดินถือหอกอยู่ที่ด้านข้างส่งเสียงเรียกออกมาจึงถามกลับไปว่า

“มีอะไร”

“ป่านี้อันตรายมั้ยครับ”

ตามวิสัยของทหารหรือลูกน้องแล้วถ้ามีอะไรที่ไม่รู้ก็จะถามคนที่เป็นหัวหน้าออกโดยที่ไม่ทันได้ฉุกใจคิดเลยว่า”หัวหน้าจะรู้หรือไม่”...แต่ยังดีที่คนที่ถามเป็นเขา-ไลเรสจึงยิ้มออกมาอย่างเกียจคร้านนิดๆแล้วตอบไปว่า

“ไม่หรอกมั้ง...”

เพราะสำหรับเขาที่เคยรบกับคนนับร้อยมาแล้วจึงไม่รู้สึกว่า”ป่านี้อันตราย” ไม่สิไม่รู้สึกว่า”ที่ใดอันตรายต่างหาก”และในเวลาเดียวกันก็ไม่เคยรู้สึกว่า”ที่ใดปลอดภัยด้วย”เช่นเดียวกัน

สำหรับไลเรสแล้วทุกที่มีอันตราย-แต่ไม่อันตรายจนเขารับมือไม่ได้ ความอันตรายนั้นจึงไม่น่ากลัวเท่าไหร่นักถ้ามันเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอมาตลอดจนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว...

“...มันก็เหมือนกับบ้านแหละ”

เพราะบ้านหรือที่อยู่ในยามนี้ของไลเรสก็ถือว่า”ค่อนข้างอันตราย”กับการที่ต้องรับมือกับเหล่าอัศวินและทหารองครักษ์ที่ไม่พอใจเขาจนสามารถหันยังคมดาบแทงใส่ได้ทุกเมื่อ...

การอยู่ท่ามกลางคนที่เป็นศัตรูยังน่ากลัวน้อยกว่าอยู่ท่ามกลางคนที่มิรู้ว่า”เป็นมิตรหรือศัตรูเสียอีก”

“แต่ป่าแห่งนี้มันดูวังเวงยังไงชอบกลน่ะครับ”

เพนนี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆเล็กน้อยทำเอาไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องหาวออกไปไม่ได้ เพราะด้วยหน่วยของไลเรสที่เป็นผู้ชายจึงรับหน้าที่เดินนำหน้าขบวนเปิดทางให้ทุกคน แต่รองหัวหน้าเช่นเขาจึงต้องขี่ม้านำหน้าทุกคน...

โชคร้ายจึงตกเป็นของเพนนี่ที่รับหน้าที่จูงม้าของเขาไป เพราะเด็กหนุ่มที่เบื้องหน้ากลับต้องกลายเป็นคนที่เดินนำหน้าของทุกคนไปโดยปริยายไป...

...ถึงด้านข้างจะมีทหารอีก 2 คนก็เถอะ

“หาว...”

ไลเรสที่หาวออกมาจึงกล่าวออกไปว่า

“...เพราะไม่มีเสียงสัตว์หรือเสียงอะไรเลยเงียบไงล่ะ”

เขาตอบออกไปเช่นนั้น เพราะไม่มีเสียงสัตว์หรือเสียงฝีเท้า หายใจของสิ่งใดๆจึงทำให้ไม่อันตรายไงล่ะ...ป่าที่เงียบสลบจนวังเวงในยามนี้กลับไม่มีอะไรเลย

“งั้นหรือครับ”

เพนนี่ที่ได้ยินถึงกับยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ เพราะเมื่อคิดดูแล้วมันก็จริงที่ไม่มีเสียงสัตว์ก็ไม่มีสัตว์-ไม่มีอันตรายใดๆ เขาเคยได้ยินพรานป่าเล่าให้ฟังว่า”จริงแล้วสัตว์กลัวคน”-ถ้ามีผู้คนเขามาในป่าพวกสัตว์จะพากับหลบหนี้ไปเสียหลบ...

แต่สิ่งที่เพนนี่ซึ่งโล่งใจกลับลืมสังเกตไปอย่างหนึ่งก็คงมือขวาของไลเรสในยามนี้ที่ว่างเปล่า...

มือที่ไม่ได้ถืออะไรตั้งแต่หาวเมื่อครู่นี้...

“เฟียว...”

ท่ามกลางความเงียบกลับมีเสียงแหวกอากาศดั่งขึ้นมาพร้อมกับศรที่พุ่งตรงมาจากกิ่งไม้ที่อยู่สูงขึ้นไปราว 3 ถึง 40 เมตรตรงใส่ยังไลเรสทันทีราวกับจะหมายยังชีวิตเขา

“...เปรี้ยง”

ไลเรสที่ไม่ทราบชักยังดาบสั้นประมาณครึ่งเมตรออกมาตั้งแต่เมื่อไหร่ถึงกับฟันยังศรนั่นอย่างง่ายได้ราวกับทราบดีว่า”จะมีศรพุ่งมา” เพราะสิ่งที่ไลเรสสัมผัสและรู้สึกได้จากอีกฝ่ายไม่ใช่จิตสังหาร-แต่เป็นความโกรธแค้น...

การอ่านยังความโกรธแค้นจากอีกฝ่ายเป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพราะจิตสังหารแล้วสำหรับคนที่ผ่านสงครามมามากมายจะทราบได้ทันทีเมื่อมีใครหมายปองยังชีวิตตน

แต่ความโกรธแค้นกลับเป็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ลึกลงไปในหัวใจยิ่งกว่า เพราะจิตสังหารอาจเป็นคนที่มิรู้จักกันแต่ด้วยเหตุผลก็สามารถฆ่ากันได้...

สำหรับความโกรธแค้นแล้วมีแต่ต้องรู้จักกันเท่านั้น ยิ่งความโกรธแค้นมากยิ่งรู้จักกันมาก-ยิ่งรับมือยาก...

“เกิดอะไรขึ้นครับ...”

เพนนี่ที่เห็นยังปลายลูกศรพุ่งมาและโดยปัดทิ้งทราบดีถึงอันตรายถึงกับร้องถามออกมาด้วยความตกใจว่า

“...ไหนรองหัวหน้าบอกไม่มีเสียงไม่อันตรายไงครับ”

“ฉันลืมบอกไป...”

ไลเรสที่คล้ายกับไม่สนใจอะไรยังตอบออกมาอีกว่า

“...ความเงียบคืออันตรายที่สุดต่างหากล่ะ”

เพราะนักล่าที่เก่งที่สุดคือนักล่าที่ไร้เสียง ไร้ถึงเสียงเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งเสียงของลมหายใจและเต้นของหัวใจ...มิใช่ไม่เคลื่อนไหว ไม่หายใจหรือหัวใจเต้น...

แต่ทั้งการเต้นไหว ลมหายใจและจังหวะของหัวใจกลับกลมกลืนไปในเสียงของใบไม้ที่พริ้วไหว เงาที่เคลื่อนไหวก็ผสานเป็นหนึ่งกันเงากิ่งไม้ ใบหญ้าที่ลูบตามลม

“แล้วรองหัวหน้ารู้ได้เงยครับ”

ทุกคนหันไปมองยังไลเรสเพียงสายตาด้วยรอกับรอคำตอบ เพราะหากบอกว่า”เขาได้ยิน”ก็ไม่น่าเป็นไปได้ ได้กลิ่น ณ จุดนี้ก็อยู่ใต้ลม...

“เซนส์ละมั่ง...”

ไลเรสตอบออกไปได้แต่นั้น เพราะตั้งแต่ผ่านมายังกลางป่าแห่งนี้เขาก็รู้สึกเหมือนมีใครบางคนจ้องมองมายังเขาด้วยสายตาที่เหมือนกับโกรธแค้นอยู่...ก็เท่านั้นเอง

...ไม่มีเหตุผลอื่น

“มีเรื่องอะไร”

เฟเทียร์ที่เห็นถึงลูกธนูพุ่งมาถึงกับสวมยังมือขึ้นมาด้านหน้าร้องถามออกมาทันที วันนี้เธอยังสวมใส่ยังชุดสีน้ำเงินคลุมทับด้วยเกราะสีขาว ประดับยังโล่ไว้ที่แขนซ้ายดูงดงามท่ามกลางประกายของเสียงแดดราวกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์เช่นทุกครั้ง...

ด้วยใบหน้าที่สวยงามจนทำเอาชายหนุ่มทั้งหลายต้องหลงใหลถ้าไม่ใช่ดวงสายที่เรียวสวยกลับแฝงถึงความเย็นชาเอาไว้มิให้ผู้ใดกล้าเข้าใกล้กับดาบที่ข้างเอว

“ไม่มีอะไรหรอก...”

ไลเรสที่กระโดดลงไปยังพื้นที่เบื้องหน้า เพราะไม่ต้องการให้ม้าหรือใครเป็นอันตรายกลับตอบออกไปว่า

“...เดี๋ยวฉันจัดการเอง”

“เดี๋ยวก่อน...”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเฟเทียร์ร่างของไลเรสก็กระโดดและพุ่งทะยานขึ้นไม่ตามกิ่งไม้อย่างรวดเร็วแล้ว

“...เฟียว...เฟียว...เฟียว”

มีลูกศรมากมายพุ่งสวนมาถึงไลเรสที่กระโดดหลบอย่างง่ายดายราวกับเดาทางได้...เฟเทียร์ที่เห็นจึงรีบชักดาบฟันใส่ยังศรที่พุ่งตกลงมาอย่างแม่นยำพลางสั่งการออกไปว่า

“ทุกคนระวัง...”

เธอยังกล่าวออกไปอย่างมั่นใจว่า

“...ศัตรูมีเพียงคนเดียว”

“หึ...”

ไลเรสที่กระโดดผ่านกิ่งไม้ลอยตัวหลบยังลูกศรอีก 3 ถึง 4 ดอกถึงกับยิ้มออกมาอย่างพอใจ เพราะเฟเทียร์คล้ายกับมองเพียงแววเดียวก็ทราบจากทิศทางของลูกศรและความแม่นยำก็รู้ดีว่า”ศัตรูมีเพียงคนเดียว”เท่านั้น...

“...ควับ...”

ไลเรสที่หลบยังศรอีกครั้งถึงกับกระโดดขึ้นไปอีก 3 เมตรเห็นถึงอีกฝ่ายที่ทราบดีว่า”เขาไกลแล้ว”จึงหยุดยิงรีบกระโดดหลบไปยังกิ่งไม้ที่อยู่อีกต้นทันที-เขาจึงไม่รอช้ารีบกระโดดตามไปอย่างรวดเร็วถึงเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน...

ยังเด็กสอดแนมผู้อาศัยอยู่ในป่าที่เติบโตขึ้นมาแล้ว...

...อีกฝ่ายคงโกรธเขาที่จากไปโดยไม่บอกล่ะมั้ง

เพราะเป็นเพื่อนเก่าจึงเป็นศัตรูที่รับมียากที่สุด...

...ยิ่งรู้จักยังสู้และรับมือด้วยลำบาก

...แต่ไม่ใช่ไม่ได้

“เฟียว...เฟียว...เฟียว...”

อีกฝ่ายที่ไว้ไม่แพ้กันถึงกับกระโดดหลบหนีไปตามต้นไม้พร้อมทั้งอาศัยยังเงาใบไม้เป็นที่กำบังยิงยังลูกธนูออกมาอีก 5 ถึง 6 ดอกทำเอาไลเรสที่หลบได้แค่ 5 ดอกถึงกับต้องเอาฟันกัดยังศรดอกสุดท้ายอย่างช่วยไม่ได้ ต้องขอบคุณฟันที่แข็งแรงของลิซาร์ดแมนไม่งั้นลูกศรคงพุ่งเข้ามายังบ่าของเขาอย่างแน่นอน

ถึงจะไม่สามารถฆ่าก็ทำให้เขาต้องบาดเจ็บเป็นแน่...

“ฝีมือเฉียบขึ้นนี่”

เพราะฝีมือในการยิ่งและความเร็วตลอดจนพลังทำลายและความแม่นยำถือได้ว่า”เหนือกว่าทุกคนที่ไลเรสเคยเจอมาเลย”

ถ้าไม่ใช่เขาเป็นทหารธรรมดาคงตายไปด้วย 1 คนต่อ 1ดอกแล้ว...

ทุกดอกที่ยิงออกมาถึงกับตรงยังจุดสำคัญและมีพลังพอที่จะทะลุยังร่างของผู้คนได้ แต่ถ้าเทียบกับร่างของลิซาร์ดแมนแล้วอาจจะพอทำให้เจ็บปวดเท่านั้น

หรือจะว่าอย่าง่ายๆก็คืออีกฝ่ายรู้ว่า”เขาเป็นลิซาร์ดแมน”จึงยิงอย่างไม่ปราณีเลยก็ว่าได้...

“...ยุ่งยากชะมัด”

พอหยุดรับและหลบลูกศรก็ทำเอาอีกฝ่ายทิ้งระยะห่างออกไปนับ 20 ถึง 30 เมตรแล้ว-ถึงอีกฝ่ายจะมีพลังสู้เขาที่เป็นลิซาร์ดแมนไม่ได้...

แต่ความเร็วกลับไม่เป็นรองเลย...เขาไม่เคยเจอใครที่เร็วขนาดนี้มาก่อนเลย เผลออาจจะเร็วกล่าวเขาหรือเฟเทียร์ด้วยซ้ำไป...

แต่มันก็ไม่แปลกอยู่แล้ว เพราะพวกผู้ที่อาศัยอยู่ในป่ามักจะเป็นพวกที่เร็วอยู่แล้ว...ยิ่งเป็นพวกที่สอดแนมด้วย

หากริซาร์ดแมนทรงพลัง แข็งแรงและรวดเร็วกลับไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้...เอลฟ์กลับมีความเร็วและพลังเวทย์เหนือกว่าทุกชนเผ่า...

ริซาร์ดแมนครองพลังและความเร็ว...

เอลฟ์ครองความเร็วและความฉลาด...

คนแคระครองความฉลาดและพลัง...

มนุษย์กลับน่ากลัวที่สุด เพราะครองยังทุกสิ่ง...

...ทั้งความโลภและความชั่วร้าย

“ควับ...ควับ...”

ไลเรสที่กระโดดเหยียบยังกิ่งไม่พุ่งร่างตามยังอีกฝ่ายไปอย่างรวดเร็วในระยะประชิดถึงกับต้องเอี้ยวคอหลบยังลูกศรที่พุ่งเข้ามาแล้วใช้ยังมือซ้ายที่ยื่นออกไปคว้ายังข้อเท้าของอีกฝ่ายที่กระโดดออกไปจากกิ่งไม้อย่างเฉียดเฉียวทันที...

คาดไปเพียงเสี้ยววินาที...

“เฟียว...”

ผู้สอดเนียมที่ไม่รู้ช้ารีบหวดยังคันธนูฟาดใส่ยังหน้าของริซาร์ดแมนอย่างไม่รอช้าหมายจะสกัดและทิ้งระยะห่างออกไป แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี...

“ตุบ...”

เท้าที่เหยียบลงไปยังกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆก็ออกแรงหมายจะกระโดดกระโจมหลบหนีไปในเวลาเดียวกับมือซ้ายที่อ้อมไปยังด้านหลังใช้ซอกนิ้วทั้ง 4 ดึงลูกธนูออกมาพร้อมกันถึง 4 ดอกราวกับพร้อมที่จะเผล็ดศึกในระยะประชิดที่พอมีช่องว่างนี้ เพราะต่อให้ไลเรสเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางที่จะหลบยังลูกธนูที่พุ่งออกมาในระยะไม่ถึงเมตรอย่างแน่นอน...

แต่...

“ควับ...”

แต่สิ่งที่ผู้สอดแนบกลับคาดไม่ถึงคือแทนที่ไลเรสจะหลบหรือยอมรับการโจมตีอย่างง่ายดาย เขากลับใช้ยังอุ้มมือคว้าจับยังปลายคันศรที่ฟาดลงมาไว้...

แถมยังมิได้จับไว้เปล่าๆ...

ไลเรสยังออกแรงกระชากดึงทำให้ผู้สอดแนมที่ได้กระโดดลอยตัวอยู่กลางอากาศต้องเสียหลักถูกดึงไปตามแรงกระชากอย่างไม่ทันตั้งตัวให้ไม่สามารถทิ้งระยะหรือดึงลูกธนูได้ถนัดนัก

“หมับ...”

ไลเรสที่ไม่รอช้ารีบเอามือคว้ายังต้นแขนและข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วท่ามกลางกิ่งไม้และอากาศทำให้ร่างของทั้งสองที่ลอยอยู่ถึงกับล่วงหลนลงมาในพริบตา

“ควับ...”

ผู้สอดแนบที่ไม่รอช้ารีบอาศัยยังแรงที่มีหมุนตัวพลิกยังร่างของไลเรสที่อยู่ต่ำกว่าเพื่อที่จะรับยังกิ่งไม้และท่อนไม้เพื่อลดยังความเร็วลงและป้องกับยังความเจ็บตัว

“หึ...”

ไลเรสที่ทราบดีว่า”อีกฝ่ายคิดจะใช้ตนรับแรงกระแทก” ถึงอาศัยยังจังหวะที่แผ่นหลังกระแทกยังกิ่งไม้อันสุดท้ายที่สูงราวเมตรกว่าๆพลิกร่างอีกครั้งให้อีกฝ่ายอยู่ด้านล่างในยามที่ตกถึงพื้นดิน

“ตุบ...”

เขาทราบดีว่า”อีกฝ่ายที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรนัก” เพราะพวกที่ชอบปืนต้นไม้มักจะมีวิธีรับมือกับกระตกต้นไม้อยู่แล้ว-แถมยังในระยะแค่เมตรกว่าด้วย...

“ควับ...”

แต่ก็เป็นอย่างที่คาดไว้เมื่ออีกฝ่ายซึ่งขดตัวเป็นก้อนกลมเวลาที่ตกถึงพื้นกำลังพยายามที่จะดิ้นหลุดและหลบหนีไป...ไลเรสจึงทิ้งร่างลงไปกดยังอีกฝ่ายไว้พร้อมทั้งเอามือจับแขนทั้งสองของอีกฝ่ายไว้เหนือหัวยันกับพื้นทันที ส่วนมืออีกข้างก็จับยังขาข้างหนึ่งของอีกฝ่ายที่พยายามดิ้นไว้ไขว้กันราวกับกากบาท

“เฟียว...”

เฟเทียร์ที่สิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วถึงใช้ยังปลายดาบเรเปียร์ของเธอพลาดไปยังลำคอของผู้สอดแนบทันทีเพื่อให้อีกฝ่ายยอมรับความพ่ายแพ้...แต่ไลเรสที่ทราบยังนิสัยของผู้สอดเนียมเป็นอย่างดีถึงกับยังคงกดร่างของอีกฝ่ายเอาไว้แน่นพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“จับได้แล้ว”

แต่ก่อนที่เขาจะกล่าวอะไรออกไปมากกว่านี้ทั้งฮาเดียและเอลซ่าต่างก็รีบตามมาถึงพร้อมทั้งเสียงร้องของผู้สอดแนบที่ดังกังวานด้วยความไพเราะว่า

“ปล่อยน่ะ-ไลเรส”

“หือ...”

ทำเอาไลเรสต้องขมวดหน้าผากด้วยความสงสัย เพราะผู้สอดเนียมที่รู้จักจากที่น่าจะเป็นเด็กกะโปโลเมื่อสมัยก่อนกลับกลายเป็นเอลฟ์สาวที่แสนสวยเสียแล้ว...

แถมหน้าอกหน้าใจที่เขาทับอยู่กลับไม่ธรรมดาเสียด้วยสิ...

“ชิ...”

เฟเทียร์ที่จ้องมองมาถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจนิดๆ...ส่วนเอลซ่าถึงกับจ้องมองมาด้วยดวงตาที่เป็นประกายและใบหน้าที่แดงฉานกับเสียงร้องด่าออกมาด้วยความดูถูกของฮาเดีย

“ไอ้ผู้ชายลามก”

“เฮ้ย...”

ไลเรสในยามนี้จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยอะไรไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นมานี้
---------------------------------

ผู้สอดเนียมเป็นเอลฟ์สาวสวยที่อายุประมาณ 17 ปีที่ชื่อทีฟา...

ทีฟาเป็นเอลฟ์ที่มีดวงตากลมโตสีม่วง เส้นผมสีทองยาวสยายถึงหัวเข่า เธอมีส่วนสูงพอๆกับเฟเทียร์ มีใบหน้าที่สวยงาม ผิวขาว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากที่บอบบางสีชมพูอ่อนๆ รูปร่างเพรียวสวยดูบอบบางกว่า...
สวมยังเสื้อกล้ามไร้แขนสีเหลืองอ่อน ก่อนที่จะคลุมทับด้วยเสื้อแขนสั้นสีน้ำตาลเนื้อหยาบที่พับยังแขนเล็กน้อย สวมยังกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลที่ยาวแค่น่องโชว์ยังเรียวขาที่ขาวนวลสวยและบอบบาง ที่เอวยังสะพานเข็ดขัดสีดำเส้นโตเฉียงๆที่มีดาบสั้นเสียบอยู่ในฝักและกระบอกใส่ยังลูกศรที่ด้านหลัง...

ใส่ยังถุงมือที่ไร้นิ้วและรองเท้าบูทสีเหลืองออกน้ำตาลนิดๆกำลังนั่งพับเพรียบอยู่ที่เบื้องหน้าของทุกคนในยามนี้ราวกับเป็นนักโทษที่รอการสอบสวนอยู่ในฐานะของคนที่บุกเข้ามาจู่โจมยังคณะเดินทางของเจ้าหญิง

ทีฟาไม่ได้โดนมัด เพราะเฟเทียร์เห็นว่า”ไม่มีความจำเป็น”กับเอลฟ์สาวเพียงคนเดียวไม่มีทางหนีรอดไปจากพวกเธอทั้ง 4 คนได้...

ที่สอบปากคำเป็นเพียงลานกว้างข้างแม่น้ำที่ถูกจัดขึ้นมาเป็นที่พักทานอาหารในยามเที่ยงของวันซึ่งมีเหล่าทหารองครักษ์หญิงประมาณ 10 คนรับหน้าที่คอยระวังความปลอดภัย

เฟเทียร์เป็นประทานโดยมีฮาเดียกับเอลซ่าเป็นผู้ช่วย ส่วนองค์หญิงเฟรย์นั้นคอยดูอยู่ข้างๆ เมื่อไลเรสที่รับผิดชอบตรวจดูยังเหล่าทหารองค์รักษ์ให้ตรวจตราความเรียบร้อยเสร็จแล้วจึงกลับเข้ามาดูยังการสอบตรวจด้วยในฐานะที่เขาเป็นคนรู้สึกของผู้ต้องหาหรือก็คือทีฟาที่เขาเคยคิดว่า”เป็นเอลฟ์ผู้ชายนั่นเอง”...

มินาล่ะพี่ชายของทีฟาจึงไม่ชอบใจเขา...

เฟเทียร์ที่จ้องมองไปยังทีฟาที่นั่งอยู่อย่างสบายใจที่เบื้องหน้าจึงถามออกไปว่า

“...เธอลอบโจมตีเราทำไม”

“พวกเธอบุกรุกเข้ามาในเขตหมู่บ้านเรา...”

ทีฟาที่ยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ฉันจึงมีหน้าที่ต้องขับไล่ยังผู้ที่บุกรุกเข้ามา”

“อืมม์...”

ทำเอาเฟเทียร์ต้องพยักหน้ารับอย่างช่วยไม่ได้ เพราะก็เป็นจริงอย่างที่ว่า”พวกเธอเข้ามาในป่าแห่งนี้โดยไม่ได้แจ้งให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าหรือเอลฟ์ทราบ”-การที่อีกฝ่ายจะโจมตีมาจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร...

กลับชอบด้วยเหตุผล...

แต่หญิงสาวที่ยังคล้ายสงสัยกลับยังถามต่อไปอีกว่า

“...แต่ปกติแล้วเธอก็น่าจะมาพูดคุยกับทราบเราดีๆก่อนไม่ใช่หรือ...”

หยุดเล็กน้อยด้วยความลังเลก่อนที่จะกล่าวต่อไปว่า

“...ไม่ใช่อยู่ๆก็มาโจมตีกันอย่างไม่บอกไม่กล่าวแบบนี้-แถมยังเจาะจงจะเล่นงานกับแบบถึงตายด้วย”

เพราะจากที่เธอรู้ว่า”พวกเอลฟ์เป็นพวกที่รักสงบ” ถ้าไม่รุกรานยังอีกฝ่ายก่อนก็จะไม่โจมตีก่อน-แต่นี่คล้ายกับผิดจากที่รู้มา...

“หึ...จริงอย่างที่เธอว่า...”

ทีฟาที่ยอมรับอย่างตรงๆยังจ้องมองไปยังไลเรสที่กำลังนั่งอยู่บนตอไม้ใกล้ๆเพื่อฟังยังการสอบสวนด้วยสายตาที่โกรธๆยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...ฉันกะจะฆ่าหมอนั้น”

“ที่แท้ก็เรื่องชู้สาว”

“ว้าย...ย”

ฮาเดียที่นั่งฟังอยู่ถึงกับยิ้มเยาะออกมาในขนากที่เอลซ่าซึ่งคิดอะไรอยู่ไม่รู้กลับหน้าแดงส่งเสียงร้องออกมา...ไลเรสที่ได้ยินถึงถอนหายใจออกมาเท่านั้น

“เฮ้ย...”

“งั้นก็หมายความว่าเธอรู้จักกับไลเรสและมีความแค้นกันเป็นการส่วนตัวสิน่ะ...”

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงกับสรุปออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาก่อนที่จะถามออกไปว่า

“...เล่ามา”

“ไม่มีอะไรแค่หมอนั้นแอบทิ้งฉันไปเมื่อก่อน...”

ทีฟาที่จ้องมองไปยังไลเรสยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ทั้งๆที่บอกว่าจะพาไปด้วยแท้ๆ”

“ชิ...”

เมื่อได้ยินถึงตอนนี้ทำเอาเฟเทียร์รู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาถึงกับหันไปถามยังไลเรสที่นั่งอยู่ว่า

“...สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงหรือ”

โดยที่ไม่แน่ใจว่า”ที่เธอไม่พอใจเป็นเพราะไลเรสมีผู้หญิงหรือเขาทอดทิ้งผู้หญิงกันแน่”-แต่ไม่ว่าสิ่งใดแล้วสำหรับตัวเธอและอัศวินที่ทรงเกียรติ์กลับเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ทั้งสิ้น...

“ทำไมฉันต้องโกหกด้วย”

“ผู้ชายชั่วช้า...”

ฮาเดียถึงกับส่งเสียงด่าออกมาโดยไม่เกรงใจ แม้เธอจะไม่ได้มองหรือเอยชื่อใครออกมา-แต่ทุกคนก็ทราบดีว่า”เป็นใคร”...เฟเทียร์เพียงใช้สายตาที่เย็นชาจ้องมองมายังไลเรสราวกับจะถามว่า”มีอะไรอธิบายมั้ย”...

แต่ไลเรสกลับเพียงแค่...

“หาว...”

อ้าปากหาวออกมาเหมือนอย่างไม่สนใจอะไรเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทีฟากล่าวเป็นความจริง-แม้จะมีอะไรบ้างอย่างที่คาดเคลื่อนไปบ้างก็ตาม...

เขาจึงไม่มีอะไรที่จะต้องแก้ตัว...

“แล้วเธอต้องการอะไรกันแน่”

เฟเทียร์ถามออกไป เพราะยังไงการเข้าไปในป่าก็ต้องอาศัยยังความร่วมมือจากเอลฟ์สาวที่เบื้องหน้า เพราะถ้าเป็นศัตรูอย่างว่าแต่จะเดินทางไปถึงน้ำตกศักดิ์สิทธิ์เลย...

แค่อยู่ในป่าก็เป็นปัญหามากแล้ว...

“ฉันจะนำทางให้เธอก็ได้...”

ทีฟาที่ทราบดีถึงจุดประสงค์การเดินทางเข้ามาในป่าของพวกเฟเทียร์เป็นอย่างดีสมกับเป็นหน่อยสอดเนียม เพราะถ้าเป็นคณะเดินทางขององค์หญิงแล้วล่ะก้อจุดหมายจะต้องเป็นน้ำตกศักดิ์สิทธิ์อันเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเวอร์รินอย่างแน่นอน...

เหมือนกับที่พวกนักล่าหรือพ่อค้าที่จะหายังของหรือสัตว์ป่าในแหล่งที่ชุกชุม...

เอลฟ์สาวที่จ้องมองไปยังไลเรสที่นั่งอยู่เหมือนกับไม่เกี่ยวข้องอะไรแล้วจึงกล่าวต่อไปว่า

“...แค่ทิ้งไลเรสไว้ให้ฉันก็พอ”

เพราะไม่ว่าจะมองยังมุมไหน-แค่ลิซาร์ดแมนคนเดียวแลกกับความปลอดภัยขององค์หญิงและการทำหน้าที่
สำเร็จถือว่า”คุ้มแสนคุ้มจะตายไป”...

“เฮ้ย...”

ไลเรสที่ได้ยินถึงกับต้องถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆ เพราะดูเหมือนการเจรจาคงจะจบลงเช่นนี้ แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะเขาจะได้ฉวยโอกาสนี้พักสบายๆไปในตัวด้วย แล้วรอยามที่ทีฟาเผลอค่อยแอบหนีกลับเข้าเมืองไปนอนเล่นอีก 2-3 วันก่อนที่จะกลับไปทำงานตามเดิม...

ตอนนี้ก็แค่ให้เพนนี่ช่วยเขียนรายงานแก้ต่างให้ก็แล้วกันว่า”เขาที่โดนจับเป็นตัวประกันพึ่งจะสามารถหลบหนีกลับมาได้”...

เท่ากับงานนี้ไม่เสียอะไร...

“ไม่...”

แต่คำตอบของเฟเทียร์กลับทำลายซึ่งความคาดหวังของทุกคนไปจนหมดสิ้นด้วยคำกล่าวต่อไปที่ว่า

“...ฉันไม่มีทางที่จะทิ้งลูกน้องแล้วหนีเอาตัวรอดอย่างเด็ดขาด”’

เพราะไม่ว่าจะมีข้อแลกเปลี่ยนใดเธอก็ไม่ยอมที่จะใช้ยังลูกน้องคนหนึ่งคนใดหรือแม้แต่ไลเรสที่เป็นเพียงลิซาร์ดแมน-เพื่อผลประโยชน์อย่างเด็ดขาด...

สำหรับเธอแล้วเลือกที่จะต้องปกป้องยังทุกคนว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เอลฟ์ คนแคระหรือลิซาร์ดแมนก็ตาม...

“บ้าน่า...”

ฮาเดียที่ได้ยินถึงกับร้องโวยวายออกมาด้วยความไม่พอใจ เพราะการใช้ยังไลเรสแลกเปลี่ยนกับทีฟาถือเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลละดีที่สุดกับทุกฝ่ายด้วยจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ส่งไลเรสให้ไปน่ะดีแล้วล่ะ”

เพราะจะได้กำจัดยังไลเรสออกไปจากหน่วยองครักษ์นี้ด้วย

“แบบนี้ไลเรสก็น่าสงสารแย่สิ”

เอลซ่าถึงกับร้องออกมาด้วยแววตาที่เหมือนกับมีหยาดน้ำตาเออล้นออกมาราวกับจะเห็นใจยังไลเรสทำเอาลิซาร์ดแมนหนุ่มที่เห็นถึงกับต้องลอบส่ายหน้าแอบบ่นออกมาเบาๆว่า

“ไม่ต้องเห็นใจกันหรอก”

“เราคิดว่าไม่ควรที่จะให้มีใครต้องมาเสียสละให้กับเรา...”

องค์หญิงเฟรย์ที่นั่งฟังอยู่ถึงกับลุกขึ้นมาแล้วกล่าวออกมาว่า

“...เพราะทุกๆคนต่างมีค่าจะความสิ่งที่ต้องปกป้อง-เราที่ถึงจะอ่อนแอแต่ก็เป็นองค์หญิงของไกอัสจึงมีหน้าที่รับผิดชอบที่จะต้องปกป้องยังประชาชนตลอดจนนักรบของเราด้วย...”

พลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังไลเรสแล้วกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เป็นกษัตริย์หรือขอทานก็ตาม-ถ้าอาศัยอยู่ภายในไกอัสเราจึงมีหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบยังชีวิต ทรัพย์สินและความปลอดภัยของเขา”

“...”

ไลเรสที่ไม่กล่าวอะไรออกไปพอจะเข้าใจแล้วว่า”ทำมัยเฟเทียร์จึงซื่อสัตย์ต่อองค์หญิงนัก”และทำไมองค์หญิงจึงให้นางกำนัลมาว่าจ้างให้เขาแกล้งแพ้ลับหลังเธอกัน...

เพราะต่างฝ่ายต่างปกป้องกันและกัน...

เฟเทียร์ที่ได้ยินถึงพยักหน้ารับท่ามกลางทุกคนที่นิ่งเงียบลงไปราวกับไร้ข้อโต้แย้งใดๆอีกก่อนที่จะถามออกไปว่า

“แล้วเธอล่ะจะเอาไง”

“...”

ทีฟาที่ทราบดีว่า”ไม่มีทางให้อีกฝ่ายยอมใช้ไลเรสแลกเปลี่ยนกับการนำทางครั้งนี้”จึงได้แต่ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์นิดๆแล้วจ้องมองไปยังอัศวินสาวที่เบื้องหน้าก่อนที่จะกล่าวออกไปว่า

“ฉันจะไปกับพวกเธอด้วยล่ะกัน

เพราะถ้าไม่สามารถทำให้ไลเรสอยู่กับเธอได้ก็มีแต่เธอเท่านั้นที่จะตามเขาไปเอง...นั่นคือคำตอบของทีฟา

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 21 เม.ย.58 เวลา 00:16:37 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ