Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

LOVE FANTASY-05- Sword and Destiny ตอนที่ 20 รัชทายาทแห่งชะตากรรม

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ตอนที่ 20 รัชทายาทแห่งชะตากรรม

งานเลี้ยงภายในพระราชวังของอาณาจักรอัสก้าอันเป็นยิ่งใหญ่อันดับหนึ่งของมหาทวีปแห่งนี้ได้สร้างยังความประทับใจให้กับคิสน่าเป็นอย่างยิ่ง...

แต่ไม่ใช่ยังห้องโถงสำหรับเลี้ยงรับรองและจัดงานเต้นรำพื้นหินอ่อนที่เรียงรายเป็นรูปลวดลายต่างๆที่สวยงาม พื้นบันไดที่มีราวทองสวยงดงาม โคมไฟห้อยระย้าที่ยิ่งใหญ่หรือหลังคาโดมที่ทำจากกระจกใสจนสามารถมองเห็นได้ถึงท้องฟ้ายามราตรี...

และไม่ใช่ยังรูปภาพวาดที่งดงามประดับตามฝาผนัง ประกอบด้วยเหล่าอัศวินอันทรงเกียรติ์ที่ยืนอยู่รายรอบเพิ่มความปลอดภัยและงามสง่าน่าเกรงขาม หรือยังเหล่าหญิงสาวชั้นสูงที่สวมใส่ยังเสื้อผ้าอันสวยงามตลอดจนเครื่องประดับที่ท่อประกายแข่งขันกับดวงดาราบนท้องนภา...

เพราะหญิงสาวที่สวยและงดงามที่สุดที่กุมยังสายตาให้ทุกคนต้องเหลียวหันมามองตั้งแต่คนรับใช้ที่ต่ำศักดิ์จนราชาผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่ครองกว่าครึ่งทวีปต้องหันมามองมีเพียงคนเดียวเท่านั้น...

คิสน่า...

คิสน่าที่งดงามถึงกับยิ้มออกมาอย่างดีใจถึงสิ่งที่สร้างยังความประทับให้กับเธอเป็นที่สุดในงานเลี้ยงนี้ก็คือ ณ งานเลี้ยงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งทวีปเพื่อเลือกยังรัชทายาทผู้เป็นราชาองค์ต่อไปของดินแดนแห่งนี้กลับเป็นงานเลี้ยงที่หลอมรวมยังอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่หาได้มารวมไว้ยังในงานนี้ต่างหาก...

เพราะการที่สามารถรวบรวมถึงอาหารอันแหลกหลาย เลิศหรู อร่อยและขึ้นชื่อของเมืองต่างๆมาไว้ในงานเลี้ยงนี้กลับเป็นการแสดงถึงพลังและอำนาจของพระราชวังหลวงแห่งอัสก้าแห่งนี้ที่ไม่เป็นสองรองที่ใด
เทพธิดาแห่งชะตากรรมผู้สวยและงดงามยิ่งกับดวงตาเป็นประกายในพริบตาทันทีที่เห็นยังอาหารต่างๆที่เรียงรายอยู่ ณ เบื้องหน้าตั้งแต่เนื้อปูน้ำแข็งของแดนหิมะ ผลไม้และเครื่องเทศของชายทะเลทางใต้ เค้กและบรรดาของหวานจากเมืองหลวง อาหารประเภทแป้งจากทางตะวันตกต่างถูกหลอมร่วมอยู่ในงานเลี้ยงนี้จนหมดสิ้น-คิสน่าที่ไม่รอช้าจึงเริ่มลงมือและชิมยังอาหารและเครื่องดื่มมากมายอย่างไม่หยุดยั้ง

กว่ากันว่าอาหารทุกชนิดซึ่งผ่านยังริมฝีปากที่เรียวสวยคู่นี้ลงไปจนหมดสิ้น-อาหารปริมาณ 1 ใน 10 ของงานนี้หายลงไปในกระเพาะของเทพธิดาผู้งดงามผู้นี้ ซึ่งผู้คนส่วนมากที่มาเพียงแค่ทานอะไรนิดๆหน่อยๆพอเป็นพิเศษ เพราะหลักใจความสำคัญของงานเลี้ยงในคืนนี้คือรอดูว่า”ใครจะเป็นวาทีราชาองค์ต่อไป”ต่างหากล่ะ...

ผู้ที่จะกำหนดถึงอนาคตและชะตากรรมของทุกชีวิตบนทวีปนี้...

คนที่สนใจและสังเกตถึงปริมาณการทางของคิสน่าอาจจะมีเพียงอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ต่างรู้สึกแตกต่างออกไป...

เทรุสที่ยิ้มไม่กล่าวอะไร เพราะเหมือนกับชินแล้ว...

โซฟีที่ทานตามหญิงสาวไปได้สักพักก็เรื่องท้อไม่ไหวแล้ว...

มีเพียงเรกะที่ยังพอจะทานเป็นเพื่อนของคิสน่าได้-แต่ก็น้อยกว่ากันราวครึ่งต่อครึ่ง...

เซนัสที่คล้ายกับไม่สนใจอะไร เพราะสายตาของเขากลับกวาดมองและรอคอยไปยังเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น...
ดุ๊กที่เห็นถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจพลางขบคิดถึงปริมาณอาหารที่หญิงสาวทานลงไป เพราะหากเป็น
เช่นนี้ในแต่ละวัน-เขาจะต้องล่มจมในไม่ช้าแน่...

...ถึงจะเป็นเจ้าเมืองที่มีภาษีมากมายก็เถอะ

พิมอสที่เข้ามาในงานเลี้ยงก็คล้ายกับไม่สนใจยังพวกเทรุสเพียงคุยกับขุนพลและนายทหารของอัสก้าที่รู้จักไม่กี่คำแล้วก็ไปหอบเอาอาหารมากินไม่สนใจอะไรอีก...

ส่วนเฮรอลที่คล้ายกับมั่วแต่ตื่นตาสนใจยังสิ่งอื่นอยู่ภายในปราสาทจนแทบไม่สนใจยังหญิงสาวที่ทานอาหารจนกระทั่งได้ยินยังเสียงของโซฟีที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังรูปร่างของคิสน่าที่บอบบางจนไม่น่าจะเชื่อว่าเอาจำนวนปริมาณอาหารอันมากมายที่พอจะเลี้ยงยังทหารได้ทั้งกองทัพนั้นหายไปไหนหมดจึงร้องถามออกไปว่า

“อาหารที่เธอทานหายไปไหนกันน่ะ-คิสน่า”

มันเป็นการตัดพ้อแกมรู้สึกอิจฉานิดๆมากกว่าจะถามออกไป เพราะไม่มีหญิงสาวคนไหนที่ไม่ชอบทานอาหารโดยเฉพาะกับของหวาน แต่อาหารที่แสนอร่อยและของหวานที่เหล่าหญิงสาวทั้งหลายชอบกลับมีศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วก็ว่าได้...

เพราะทุกชิ้นที่ทานลงไปกลับเป็นศัตรูกับแรงโน้นถ่วงของโลกที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ...

“นั่นสิ...”

เรกะที่กำลังทานเนื้อสเต็กวัวราดซอสสูตรพิเศษที่มีเฉพาะดินแดนทางทางตะวันตกอันเป็นบ้านเกิดของเธออยู่ถึงกับร้องถามออกไปด้วยความสนใจอีกคนว่า

“...เธอหนักเท่าไหร่กัน”

เพราะถึงการที่ผู้ชายถามยังน้ำหนักผู้หญิงจะเป็นเรื่องที่เลวร้ายที่สุด-แต่ผู้หญิงที่เป็นเพื่อนกันคำถามนี้กลับไร้ความหมายใดๆนอกจากความอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น

“คงราวๆสี่สิบสองล่ะมั่ง”

คิสน่าที่ตอบออกมาอย่างไม่คิดอะไรพลางยัดเจ้าหมีผัดก้อนใหญ่ที่ใช้ส้อมม้วนเข้าปากทันที...ทำเอาโซฟีที่นั่งอยู่ถึงกับร้องออกมาด้วยความตกใจทันที

“หา...”

เพราะถึงจะเห็นยังโซฟีที่เตื่ยกว่าคิสน่าเล็กน้อย-แต่ก็หนักราวๆ 47 กำลังจะแตะ 48 อยู่แล้วเชียวน่ะและยิ่งตกใจไปอีกที่ได้ยินยังเรกะกล่าวออกมาว่า

“งั้นหรือ...”

เธอยังกล่าวออกมาว่า

“...ฉันหนักกว่าสี่สิบห้า”

“ทำไมกัน...”

โซฟีร้องออกมาอย่างดังลั่นราวกับน้ำตาจะไหลออกมา เพราะถ้านับตามความสูงแล้วจะเรียงเป็นเรกะ คินน่าและเธอ-ถ้าเรียงตามปริมาณการทานก็เป็นคิสน่า(มากกว่ามาก) เรกะและเธอ...

แต่ทำไมพอเป็นน้ำหนักกลับเป็นเธอ เรกะและคิสน่าจึงต้องรีบส่งเสียงร้องถามออกไปทันทีว่า

“...ทำไมพวกเธอที่ทานมากกว่าฉันจึงเบากว่าล่ะ”

“ทำไมน่ะหรือ...”

เรกะที่กำลังทานยังเนื้ออีกชิ้นพลางตอบออกมาอย่างไม่คิดอะไรว่า

“...คงเพราะออกกำลังกายทุกวันล่ะมั่ง”

เพราะถึงจะเห็นยังเรกะที่ทานเช่นนั้นก็เถอะ เพราะทุกวันเรกะที่มักจะตื่นก่อนยังทุกคนราวๆชั่วโมง 2 ชั่วโมงเพื่อฝึกฝนถึงการต่อสู้เป็นประจำ...จนทำเอาโซฟีที่ได้ยินถึงกับต้องร้องบ่นออกมาด้วยความน้อยใจนิดๆว่า

“พวกนักสู้นี่น่าอิจฉากัน”

แต่สายตาของโซฟีที่จับจ้องมองไปในยามนี้กลับเป็นหน้าอกของเรกะต่างหาก เพราะการออกกำลังกายบ่อยๆก็ทำให้รูปร่างดีด้วยเช่นกัน...

หากเรียงตามลำดับของน่าอกแล้วก็ยังเป็นเรกะ คิสน่าและเธอที่รัดท้ายที่สุด ผิดกับรอบเอวที่เธอกับเป็นอันดันหนึ่ง...

แต่เรกะที่คล้ายกับไม่ทันสนใจยังสายตาของโซฟีกลับสนใจเช่นเดียวกันจนหันไปถามยังหญิงสาวว่า

“แล้วเธอล่ะ-ทำไมถึงไม่อ้วนเลย”

เพราะปริมาณการกินและจำนวนของที่คิสน่าทานลงไปอย่างไม่สนใจอะไรเลย-ยกเว้นรสชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้นกลับไม่มีนำหนักที่เพิ่มขึ้นเลย เหมือนกับในท้องของแม่เทพธิดาสาวที่กำลังนั่งทานอยู่มีหลุดดำอยู่ก็ไม่ผิด...

“...”

คิสน่าที่ยิ้มพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...การใช้เวทมนตร์บ่อยๆก็ช่วยเผาผลาญยังปริมาณอาหารที่เราทานลงไปได้”

“จริงหรือ...”

โซฟีที่ได้ยินถึงกับดวงตาเป็นประกายยื่นหน้าออกไปก้มมือถามยังคิสน่าทันทีราวกับพบยังเทพธิดาแห่งการทานมาโปรดเลย เพราะสำหรับเหล่านักเวทย์สาวๆมักจะประสบกับปัญหาเรื่องน้ำหนักเสียเป็นส่วนมาก...

ในการต่อสู้อย่างมากก็แค่พูดกับชี้นิ้วสั่งเท่านั้น...

“อืมม์...”

คิสน่าที่ยิ้มออกมาอย่างไม่คิดอะไรพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ปริมาณอาหารที่เราทานลงไปจะส่งผลต่อพลังเวทย์ของเราเช่นเดียวกัน เพราะยิ่งทานลงไปมากก็เหมือนกับเรายิ่งสะสมพลังเวทมนตร์เข้าไปมากมายเท่านั้น-ดูอย่างจอมเวทที่เก่งกาจสิถึงกับไม่มีใครอ้วนเลยใช่มั้ยล่ะ”

“แต่ทำไมของฉันจึงกลายเป็นไขมันล่ะ”

โซฟีส่งเสียงบนออกมา เพราะเธอก็เคยเห็นยังอาจารย์ที่สอนเวทมนตร์ให้กับเธอที่ทั้งแก่ทั้งอ้วนก็ยังมีเลย...คิสน่าที่ยิ้มออกมาอย่างไม่สนใจเอาส้อมจิ้มลงไปยังกุ้งแม่น้ำตัวโตใส่ปากยังกล่าวออกมาอีกว่า

“เพราะเวทมนตร์ที่เธอใช้มันเป็นเวทมนตร์ระดับต่ำยังไงล่ะ...”

แล้วหญิงสาวที่ยิ้มออกมา เพราะความอร่อยของกุ้งและน้ำซอสอโวคาโดที่ราดก่อนที่อธิบายต่อไปอีกว่า

“...เมื่อใช้ยังพลังเวทน้อยจึงทำให้มีพลังเวทเหลืออยู่มากจนเกินความจำเป็นต้องเปลี่ยนยังสารอาหารมาให้สะสมกลายเป็นไขมันแทน...”

เธอที่ตักยังผักที่เป็นเครื่องเคียงทานลงไปแล้วยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...และในเวลาเดียวกันถ้าเราใช้เวทระดับสูงก็จะทำให้พลังเวทมนตร์ที่สะสมไว้หมดไปจนต้องดึงเอามาจากสารอาหารที่ทานลงไปและในเวลาเดียวกันก็ทำให้ไปกระตุ้นยังการสะสมพลังเวทในร่างกายของเราให้มีมากขึ้นด้วยแล้วพอที่นี้จะทานเท่าไหร่ได้ก็ไม่มีปัญหา”

“...”

เซนัสที่เพียงเอาหมูสเต็กที่เสียบไม้ขึ้นมาจิ้มน้ำซอสอย่างเซ้งได้ยินถึงคำอธิบายของคิสน่าที่แปลกใหม่-แต่ก็มีส่วนที่จริงอย่างที่เธอว่า เพราะทุกครั้งที่เขาใช้ยังเวทมนตร์ที่รุนแรงก็มีความรู้สึกอ่อนแอและหิวๆขึ้นบ่อยๆ-แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัยคือปริมาณอาหารที่หญิงสาวทานมาสามารถบอกได้ว่า”พลังเวทที่เธอสะสมไว้มันมากมายขนาดได้กัน”...

ดีไม่ได้อาจจะทำลายล้างเมืองทั้งเมืองได้เลยทีเดียว...

...หากเธอทานอาหารเท่ากับปริมาณของกองทัพ 1 กองทัพแต่จอมเวท 1 กองทัพสามารถทำอะไรได้มากมายกว่านั้น

“แต่ว่า...”

เรกะที่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยจึงร้องถามออกไปว่า

“...แต่ปกติฉันไม่เคยเห็นยังเธอใช้เวทมนตร์เลยไม่ใช่หรือ”

“นั่นสิ...”

คำถามนี้ทำเอาโซฟีที่ได้ยินถึงกับร้องออกมาด้วยความประหลาดใจอีกคน เพราะตั้งแต่อยู่รวมกันมา-พวกเธอไม่เคยเห็นยังคิสน่าอะไรเลยสักอย่าง...

ไม่เคยช่วยต่อสู้เลยสักครั้งเลยแม้แต่จะคิด...

ถึงการทำนายดวงของคิสน่าจะแม่นยำถึง 100 % ก็ตาม-แต่มันใช้ยังพลังเวทมากมายขนาดนั้นเลยหรือ...
แต่สิ่งที่หญิงสาวตอบกลับมาเป็นรอยยิ้ม

“...”

เธอยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...เธอลืมแล้วหรือไงงว่าฉันคือเทพธิดาแห่งชะตากรรมเชียวน่ะ”

“หือ...”

“เอ๋ะ...”

เมื่อเห็นยังเรกะกับโซฟีที่เหมือนกับทำหน้าด้วยความสงสัยกันทั้ง 2 คนแล้วหญิงสาวที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางซ่อนยังความเจ้าเล่ห์นิดๆแล้วกล่าวออกมาอีกว่า

“ก็แค่ฝากยังปริมาณอาหารและพลังงานที่ต้องเปลี่ยนเป็นพลังเวทเหล่านั้นไว้ที่ปลายทางของกาลเวลายังไงล่ะ...”

คิสน่าที่เอาปลายนิ้วชี้มาแกว่งที่เบื้องหน้าของทุกคนแล้วจึงกล่าวต่อมาอีกว่า

“...เพราะในชีวิตของคนเราอาจจะต้องใช้พลังเวทเมื่อไหร่ก็ไม่รู้จึงต้องฝากไว้กับกาลเวลาไว้เมื่อใช้ในเวลาที่ต้องการยังไงล่ะ-มันเหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคารยังไงล่ะ”

หมายกับความว่า”พอมีเงินเยอะไม่สามารถพกไปไหนได้จนเก็บกระเป๋าล้นออกมา-เราก็นำไปฝากยังธนาคารยังไงล่ะ”...พออธิบายอย่างนี้ต่อให้โง่แค่ไหนก็เข้า-โซฟีถึงกับร้องออกมาทันทีว่า

“อย่างนี้มันขี้โกงนี่”

“ช่วยไม่ได้...”

คิสน่าที่ยิ้มพลางตักยังเค็กกล้วยหอมเข้าปากอย่างไม่คิดอะไร เพราะข้อดีอย่างของการมีพลังเวทที่สะสมอย่างไร้ขีดจำกัดที่สามารถนำมาใช้ได้ทุกเมื่อของเทพธิดาแห่งชะกรรมแล้วก็คือทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนและไม่รู้สึกจุกกระเพาะ เพราะอิ่มเกินไปหรือหิวยามที่ไม่มีอะไรทานหรอก...

เพราะกาลเวลาทุกอยู่อยู่ในความควบคุมของเธอ...

“...เอาล่ะ...”

แต่อยู่ๆคิสน่าที่เหมือนกับจะรับรู้อะไรถึงกับเงยหน้าขึ้นมามองยังชายหนุ่มคนหนึ่งที่ก้าวเดินออกมาจากประตูด้านข้างบัลลังก์ของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่แห่งอัสก้าพอดีพลางส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“...ได้เวลาแล้วสิน่ะ”

“หือ...”

ทำเอาเทรุสที่นั่งทานยังเนื้อย่างอยู่ถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองยังยังชายหนุ่มที่ก้าวออกมาพร้อมทั้งเสียงร้องของมหาดเล็กที่ทำหน้าที่พิธีกรในงานเลี้ยงร้องบอกออกมาว่า

“เจ้าชายอันดับหนึ่งเสร็จแล้ว...”

ทั้งยังกลางต่อไปว่า

“...เจ้าชายอัฟโด้”

“หึ...”

ดุ๊กในยามนี้ที่กำลังเขย่าแก้วไวน์แดงในมือให้ส่งกลิ่นอันหอมหวนออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ก้าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่อารีแล้วจึงกล่าวต่อมาว่า

“...นั่นคือองค์รัชทายาทอันดับหนึ่งที่มีสิทธิ์ครอบบัลลังก์สูงที่สุดของอัสก้า-เจ้าชายอัฟโด้”

“หา...”

โซฟีที่ได้ยินถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองยังชายหนุ่มชุดขาวที่เป็นองค์ชายอันดับหนึ่งแห่งอัสก้าทันที...

อัฟโด้เป็นชายหนุ่มที่อายุราวๆ 27 ถึง 28 ปี มีใบหน้าที่ดูหล่อเหลา ไว้ผมสีทองที่เป็นประกายรับกับดวงตาที่ฟ้าอ่อนดูสดใสและเป็นประกายราวกับสายธารที่มอบยังความชุ่มชำให้กับผู้คน ไม่ดูเย็นชาเหมือนกับเอฟเฟลทั้งๆที่ทั้ง 2 มีใบหน้าที่คลับคล้ายกัน...

แต่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนจนรู้สึกได้ว่า”หากชายหนุ่มคนนี้ขึ้นครองบัลลังก์จะนำสันติสุขมาสู่ผู้คนทั้งทวีป”อย่างแน่นอนเลย...

เขาสวมใส่อยู่ในชุดยาวเสื้อแขนยาวสีขาวสะอากที่มีคลิบทอง สวมถุงมือ ผ้าคลุมและรองเท้าสีขาว คลุมทับด้วยสายสะพานหัวไหล่ลงมายังหว่างเอวสีน้ำเงินดูงดงามยิ่ง...

“...”

อัฟโด้ที่โค้งให้กับทุกคนด้วยรอยยิ้มที่อารีราวกับมอบยังความเมตาให้กับทุกคนพลางส่งเสียงกล่าวต่อมาอีกว่า

“...ต้องขอประทานอภัยเสด็จพ่อและเหล่าแขกผู้มีเกียรติ์ทั้งหลายที่ลูกมาร่วมยังงานเลี้ยงแห่งนี้ช้าไปหน่อย เพราะกำลังหารือเรื่องการทดลองสร้างเขื่อนเพื่อนำพลังงานชนิดใหม่มามอบให้กับทุกคนอยู่ครับ”

“เชอะ...”

ดุ๊กที่เห็นถึงกับยิ้มเย้ยอีกฝ่ายออกมานิดๆแล้วกล่าวออกมาว่า

“...ยังเป็นคนดีเหมือนเดิม”

แม้ได้ยินถึงน้ำเสียงที่เหมือนกับประชดนิดๆของดุ๊กทำเอาโซฟีต้องร้องถามออกไปว่า

“หมายความว่าท่านอัฟโด้สร้างภาพหรือ”

“เปล่า...”

ดุ๊กได้แต่ส่ายหน้าเท่านั้น เพราะคงไม่มีใครเหมาะสมกับตำแหน่งราชายิ่งกว่าอัฟโด้อีกแล้ว-แม้แต่เขาที่มีสิทธิ์ก็ตามที...

”แต่น่าเสียดายน่ะ...”

คิสน่าที่ใช้ยังปลายส้อมที่จิ้มยังกุ้งที่กำลังสีท่อสีแดงอมขาวที่แสนอร่อยไปยังอัฟโด้กลับส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“...ที่ชายคนนี้จะไม่ได้เป็นพระราชา”

“หมายความว่าไงกันล่ะ”

โซฟีถึงกับส่งเสียงถามออกไปด้วยความสงสัยทันที เพราะแค่เป็นเจ้าชายองค์โตก็พอแล้วไม่ใช่หรือ-นี่ยังไม่ร่วมถึงคุณสมบัติอื่นๆที่เหมาะสมอีก...คิสน่าที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนราวกับสายธารเพียงแต่ตอบออกมาว่า

“มันเป็นชะตากรรม”

“เอฟเฟลแน่ๆเลย...”

เทรุสที่นั่งฟังอยู่นานถึงกับส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

“...เอฟเฟลจะต้องชิงบัลลังก์อย่างแน่นอนเลย เพราะหมอนั้นต้องการพลังและอำนาจจึงจับตัวของเทเรียมา”

“...”

คิสน่าที่เพียงแค่ยิ้มออกมาโดยที่ไม่ได้ตอบอะไรท่ามกลางเซนัสที่ต้องขมวดคิ้วด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า”หญิงสาวที่นั่งอยู่ ณ เบื้องหน้าคนนี้เป็นใครกันแน่”...

...

แต่ที่สิ่งสายตาของคิสน่าสนใจในตอนนนี้กลับไม่ได้องค์ชายรัชทายาทผู้สูงศักดิ์-เจ้าชายอันดับหนึ่งที่เบื้องหน้าแต่กลับเป็นเด็กสาวผมสีฟ้าคราม ดวงตากลมโตที่เรียวสวยสีเขียวที่เบื้องหน้า-ที่ไม่ทราบว่า”มีนั่งร่วมโต๊ะอยู่กับทุกคนตั้งแต่เมื่อไหร่”กำลังหยิบยังน่องไก่กัดกินอย่างมีความสุขยิ่งของมาจนเห็นยังเขี้ยวที่น่ารัก...

เด็กสาวอายุประมาณ 11-12 ปีที่ไว้ผมยาวถึงกลางหลัง มีใบหน้าที่ขาวนวลเรียวสวย จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีบางที่บองบางสีชมพูอ่อนๆ สวมใส่ยังชุดของเด็กรับใช้ทั่วๆไปคือเสื้อแขนยาวสีเขียวกับกางเกงสีดำแต่กลับไม่สามารถปกผิดยังความงดงามและสูงศักดิ์เอาไว้ได้ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงเป็นลูกสาวของคนใหญ่คนโตที่ไหนแอบปลอมตัวเป็นคนรับใช้เข้ามาในงานเลี้ยงแห่งนี้เช่นเดียวกับพวกตน...

“นี่มันของฉันน่ะ”

เฮรอลที่นั่งยังร่วมโต๊ะอาหารเห็นยังเด็กสาวที่ไม่ทราบมาจากไหนมาแย่งยังนิ่งไก่อบซอสที่แสนอร่อยชิ้นสุดท้ายไปกัดกินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่พอใจพลางยื่นมืออกไปหมายจะคว้ายังน่องกินที่เด็กสาวกัดกินไปคำหนึ่งกลับคืนมาทันทีแล้วจึงกัดกินไปอย่างไม่คิดอะไร

“คืนมาน่ะ”

เด็กสาวที่เห็นถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นทำเอาผู้คนที่กำลังชมยังงานและความหล่อเหล่าของเจ้าชายอัฟโด้หรือเมื่อแต่ตัวเจ้าชายเองก็ต้องหันกลับมามองด้วยความสนใจ...องค์ราชาที่กวาดสายตาสีทองมาเห็นถึงยิ้มแย้มออกมาอย่างพอใจส่งเสียงหัวเราะออกมา

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

ราวกับขบขันยังเฮรอลและเด็กสาวที่กำลังแย่งชิงยังน่องไก่ที่กัดกินไปแล้วอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งๆที่ในงานเลี้ยงแห่งนี้กลับมีอาหารมากมายจนผู้คนทานจนไม่หมดไม่สิ้น...

จำกัดเฉพาะคนธรรมดาน่ะ...

...ไม่นับยังเทพธิดาที่สามารถฝากยังสารอาหารไว้กับปลายของกาลเวลาได้

“เสด็จพ่อ...”

อัฟโด้ที่เห็นถึงกับส่งเสียงร้องออกด้วยความลำบากใจเล็กน้อยที่เห็นยังเด็กสาวกำลังทะเลาอยู่กับเฮรอล...องค์ราชาที่ยิ้มพลางกล่าวออกมาอย่างไม่ถือสาอะไรว่า

“เอาน่าๆ...รอดูไปก่อนเถอะ”

“ควับ...”

เจ้าชายอัฟโด้จึงพยักหน้ารับอย่างโล่งใจที่องค์ราชาซึ่งเป็นบิดาของตนไม่คิดที่จะเอาเรื่องอะไรจึงโบกมือให้เหล่าทหารองครักษ์ที่ดูแลยังงานเลี้ยงแห่งนี้ถอยออกไปโดยไม่ได้ห้ามปรามอะไรทั้งสองอีก...เด็กสาวที่ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามยังเฮรอลถึงกับเอาส้อมปาใส่ยังอีกฝ่ายที่อยู่เบื้องหน้าพำลางร้องออกมาอย่างไม่พอใจว่า

“คืนมาน่ะ”

“จ้างให้ก็ไม่โดนหลอก...”

เฮรอลที่สามารถหลบอย่างง่ายดายถึงกับกัดกินยังน่องไก่เข้าไปเป็นคนสุดท้ายแล้วจึงหันมายิ้มให้กับเด็กสาวพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...หมดแล้วล่ะ”

“แก...”

เด็กสาวที่เห็นถึงกับจ้องมองไปยังเฮรอลด้วยความโกรธแค้นทั้งน้ำตาทันพลางส่งเสียงร้องออกไปว่า

“...ฉันจะฆ่าแก”

“จ้างให้ก็ไม่มีวันหรอก”

เฮรอลที่ยิ้มเยาะยังเด็กสาวที่อายุพอๆกันกลับจึงหันกายหมายจะไปหายังอาหารทานเพิ่มสักหน่อย เพราะวิ่งหนียังเด็กสาวมาจนเหน็ดแล้วท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้คนมากมายที่จ้องมองมาและส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนานยังท่าทีน่ารักของเด็กน้อยทั้ง 2 คน

“ชิ...”

แต่เด็กสาวที่คล้ายกับไม่พอใจจึงพุ่งไปคว้าเอาถุงมือจากขุนนางคนหนึ่งปาใส่ยังหลังของเฮรอลพร้อมทั้งส่งเสียงร้องถามออกมา

“ฉันก็ท้าประลองกับนาย”

“หา...”

เฮรอลที่เห็นถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจและงงๆนิดๆพลางจ้องมองไปยังเด็กสาวที่ขว้างถุงมือใส่ตน-ซึ่งถึงเป็นการท้าประลองของเหล่าชนชั้นสูงที่นิยมทำกัน...

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

องค์ราชาที่กำลังมองดูอยู่กับกับส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างพอใจแล้วจึงกวาดสายตามองมายังเฮรอลแล้วร้องถามออกมาว่า

“...เจ้ากล้ารับคำท้าของมั้ยเด็กสาว”

“ท่านพ่อ”

อัฟโด้ที่ได้ยินถึงกับร้องออกมาพลางคิดที่จะกล่าวอะไร...แต่องค์ราชากลับยิ้มพลางโบกมือห้ามไว้ไม่ให้กล่าวอะไรจึงได้แต่นิ่งเงียบลงไป

“ว่าไงล่ะ”

องค์ราชาตรัสถามออกมาอีกครั้ง...เฮรอลที่จ้องมองไปยังเด็กสาวที่เบื้องหน้าแล้วน้อยแล้วจึงหันไปตอบยังองค์ราชาว่า

“ครับ”

“งั้นก็ดี...”

องค์ราชาที่ยิ้มรับพลางกวาดมองแล้วกล่าวออกมาอีกว่า

“...จะได้มีอะไรสนุกๆดูระหว่างงานเลี้ยง”

ยามเมื่ออัฟโด้ที่ไม่สามารถห้ามอะไรได้จึงได้แต่พยักหน้าพลางโบกมือเล็กน้อยจนปรากฏยังผู้ที่ร่วมงานเลี้ยงต่างพากับถอยร่นไปยังรอบๆห้องโถงเปิดยังที่ว่างตรงกลางสำหรับเต้นรำให้กลายเป็นลานประลองของทั้งคู่ทันที...

“ตุบ...”

เด็กสาวที่ก้าวออกไปคนกลับคว้ายังดาบของเหล่าทหารหนึ่งที่ดูเรียวเล็กและเบาบางเหมาะสำหรับใช้เป็นอาวุธสั้นๆของเหล่าทหารมาแทนยังอาวุธของเธอและชี้ไปยังใบหน้าเฮรอลพร้อมทั้งส่งเสียงถามออกไปว่า

“...เขามาได้เล่น”

“ฉันไม่กลัวเธอหรอก”

เฮรอลที่ยิ้มรับพลางสาวเท้ากลางออกไปโดยที่ไม่ได้หยิบเอาอาวุธอะไรของใครทำเอาเด็กสาวที่เห็นถึงกับเลิกคิ้วด้วยความไม่พอใจพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ไหนล่ะอาวุธของนาย”

“อาวุธของฉันหรือ...”

เฮรอลที่ไม่รอช้ารีบสะบัดยังชายผ้าที่คลุมร่างออกเผยให้เห็นถึงชุดเสื้อแขนสั้นสีน้ำเงินที่สวมอยู่ทับด้วยเสื้อกั้กที่ไร้แขนสีแดง กางเกงยีนส์ขาสั้น กับรองเท้าผ้าสำหรับเดินป่าสีน้ำตาลพร้อมทั้งที่กลางหลังยังสะพานกระบอกใส่ศรและคันศรเอาไว้

“พวกคนป่าหรือ”

เด็กสาวที่เห็นจึงเค้นเสียงออกมาอย่างดูถูกนิดๆ เพราะการแต่งตัวและอาวุธของเฮรอลไม่ผิดกับนายพรานที่ล่าสัตว์ตามป่าเลย...แต่อัฟโด้ที่เห็นถึงกับต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจร้องกล่าวออกมาว่า

“อาวุธนั่นใช้ไม่ได้...”

แล้วจึงหันไปสั่งกับเหล่าทหารที่อยู่ใกล้ๆว่า

“...ไปเอาวุธสำหรับซ้อมมา”

“ครับ”

นายทหารที่ไม่รอช้ารีบไว้เอาดาบไม้และลูกธนูสำหรับซ้อมที่จะทำจากไม้เหมือนกัน-แต่ตรงปลายที่น่าจะเป็นเหล็กแหลมกลับเป็นเพียงปลายมนๆขนาดใหญ่ทำด้วยผ้าสีแดงเพื่อในยามที่สัมผัสตัวจะทำให้สีติดอีกฝ่ายเพื่อแสดงว่า”โดนยิงที่ตรงไหน”ไปให้กับทั้งสองทั้งที

เพราะการต่อสู้นี้ไม่ความที่จะมีเลือดออกจริงๆ...

“ควับ...”

เด็กสาวที่ลองตวัดยังดาบไม้สีแดงที่พอตวัดผ่านไปก็จะปรากฏยังเส้นสีแดงแทนการโดนฟันเช่นเดียวกันเพื่อทดสอบน้ำหนักดูพลางพยักหน้าเล็กน้อย เพราะดาบนี้ก็มีน้ำหนักที่บางกว่าดาบเหล็กที่เลือกมาตอนแรกเสียอีก...ส่วนทางด้านของเฮรอลที่ลองยิงดูสักดอกสองดอกจึงยิ้มออกมาอย่างพอใจส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ไม่มีปัญหา”

เพราะถึงจะช้าไปบาง-แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไรกับการยิงออกมาด้วยธนูของเขานี้...เด็กสาวที่เห็นจึงยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วกล่าวว่า

“เข้ามาได้เลย-ไอ้คนป่า”

“ฉันต่างหากล่ะจะจัดการเธอ-ยั่ยเด็กป่าเถื่อน”

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

องค์ราชาที่เห็นทั้งสองโต้ตอบกันถึงกับส่งเสียงหัวเราะออกมาด้วยความชอบใจพลางโบกมือแล้วบอกออกไปว่า

“...งั้นก็เริ่มได้”

“เฟียว...เฟียว...”

เฮรอลที่ไม่รอช้าเป็นฝ่ายที่เริ่มก่อนจึงยิงธนูออกไป 2 ดอกตามหลังกันไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเงาตามกัน...เด็กสาวที่ไม่รอช้าก็ตวัดยังดาบไม้ฟันใส่ยังลูกธนูทั้ง 2 ดอกได้อย่าง่ายๆ

“เปรี้ยง...เปรี้ยง...”

แล้วพุ่งเข้าไปหมายที่จะฟันยังร่างของเฮรอล-แต่เด็กหนุ่มที่ไม่รอช้ากลับพุ่งกระโดดหลบถอยไปยังด้านหลังพร้อมทั้งเอาลูกธนูยิงใส่ยังหน้าอกของเด็กสาวอีกครั้ง

“...เปรี้ยง”

แต่ด้วยระยะที่ใกล้ทำให้ไร้ยังพลังและความเร็วจนทำให้เด็กสาวสามารถปัดได้แล้วพุ่งตรงเข้าไปตวัดดาบไม้ฟันใส่ยังร่างของเฮรอลอีก 2 ถึง 3 ครั้ง

“ควับ...ควับ...ควับ...”

แต่เฮรอลกลับสามารถกระโดดหลบได้อย่างง่ายดายจนเด็กสาวที่ต้องขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจถึงกับส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

“อย่าหนีสิ”

“เชอะ...”

เฮรอลที่เค้นเสียงร้องตอบออกไปว่า

“...ไม่หลบก็บ้าสิ”

“ควับ...”

แล้วคว้ายังลูกธนูอีกประมาณ 3 ถึง 4 ดอกยิงติดต่อกันไปยังร่างของเด็กสาวอย่างรวดเร็วทันที...เด็กสาวที่ไม่รอช้าจึงรีบตวัดยังดาบไม้ฟันยังลูกธนูตกลงไปยัง 2 ดอกแล้วกระโดดหลบยังอีกดอกหนึ่งได้อย่างง่ายดาย

“เฟียว...”

ได้แต่ปล่อยให้ลูกธนูดอกสุดท้ายพุ่งเฉียดผ่านข้ามแก้มซ้ายไปเพียงทิ้งยังรอยเส้นสีแดงไว้เล็กน้อยแล้วตวัดยังดาบฝันลงไปยังเฮรอลที่ยืนอยู่จนแทบจะกระโดดหลบไม่ทัน

“เฟียว...”

คมดาบของเด็กสาวเพียงทิ้งยังรอบแดงจางๆที่เหมือนกับฟันเฉียดไว้บนหัวไหล่ของเฮรอลเท่านั้น...เฮรอลที่เห็นเช่นนั้นจึงเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจนิดๆ

“เชอะ...”

“ชิ...”

พร้อมๆกับเด็กสาวที่ร้องออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เช่นเดียวกัน...อัฟโด้ที่เห็นถึงดการประลองของทั้งสองถึงกับขมวดคิ้วด้วยความไม่สบายใจนิดๆคิดที่จะส่งเสียงกล่าวออกไป

“...”

แต่เด็กสาวที่ไม่รอช้ากลับพุ่งเข้าไปหายังเฮรอลอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่ทันคาดคิดก้มตัวลงไปตำหลบยังลูกธนูของเฮรอลที่ยิงสกัดออกมา

“เฟียว...เฟียว...”

“...เฟียว”

แล้วตวัดยังดาบไม้ฟันใส่โดนยังหน้าแข้งซ้ายของเฮรอลที่กระโดดหลบไป...ส่วนเฮรอลที่ไม่ยอมแพ้กัดฟันขมยังความเจ็บปวดยิงยังลูกธนูออกไปดอกหนึ่งไปโดนยังหัวเข่าของเด็กสาวเช่นเดียวกัน

“โอ๊ย...”

เด็กสาวที่ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดถึงกับหยุดชะงักลงไปไม่ได้ติดตามยังเฮรอลที่ทรุดลงไปนั่งเจ็บขาอยู่ห่างออกไปราวๆ 4 ถึง 5 เมตร...

“...”

ทั้งสองที่คล้ายกับยังไม่ยอมแพ้ถึงกับต่างสบสายตาจ้องมองไปกันอย่างโกรธแค้นและไม่พอใจนิดๆราวกับจะลุกขึ้นไปต่อสู้กันอีกครั้งอย่างเอาเป็นเอาตายมากกว่าจะแค่ประลองกันแล้ว...อัฟโด้ที่เห็นถึงทั้งสองที่เหมือนกับไม่มีท่าทางจะหยุดยั้งลง-หากปล่อยไว้จะต้องเกิดเรื่องราวลุกลานใหญ่โตอย่างแน่นอนจึงรีบส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

“หยุดมือได้”

“หา...”

“เอ๋ะ...”

ทั้งเฮรอลและเด็กสาวที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องพลางมองไปยังเจ้าชายอัฟโด้ด้วยความไม่พอใจนิดๆ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องการที่จะเอาชนะยังอีกฝ่ายให้ได้...

“ถ้าปล่อยไว้เรื่องจะยิ่งลุกลานไปกับใหญ่...”

อัฟโด้จึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...พอแค่นี้แหละ...”

และคิดที่จะกล่าวต่อไปว่า

“...ให้ทั้งคู่เสมอกัน”

เพราะต่างได้รับอาวุธของแต่ละฝ่ายไปกันคนล่ะ 2 แห่งแล้ว...แต่เด็กสาวที่ไม่ยอมกลับร้องบอกออกมาว่า

“ฉันชนะต่างหาก...”

เธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า

“...อีกฝ่ายลุกไม่ขึ้นแล้วเห็นมั้ย”

“ใครว่าลุกไม่ขึ้นล่ะ...”

เฮรอลที่เล็งธนูมายังเด็กสาวสวมกล่าวมาพลางบอกต่อไปอีกว่า

“...หากเจ้าชายอัฟโด้ไม่ส่งเสียงออกมาก่อน-เธอแพ้แล้วต่างหาก”

“หากอัฟโด้ไม่ร้องออกมา...”

เด็กสาวสวนกลับมาทันทีว่า

“...ฉันฟันนายกระเด็นออกไปแล้วล่ะ”

“ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า...”

องค์ราชาที่ส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจพลางจ้องมองไปยังทั้งสองที่หันมามองยังตนแล้วจึงถามออกไปว่า

“...พวกเธอทั้งสองคนยังไม่ยอมจบแค่นี้ใช่มั้ยล่ะ”

“อืมม์...”

“ชิ...”

ทั้งเด็กสาวและเฮรอลต่างพยักหน้าตอบรับออกมาทันที...พระราชที่เห็นจึงโบกมือแล้วกล่าวออกมาว่า

“งั้นก็ให้ประลองกันต่อเถอะ”

“ท่านพ่อ”

อัฟโด้คิดที่จะกล่าวอะไรออกมา...แต่พระราชที่ยิ้มกลับกล่าวออกมาว่า

“เอาน่าๆ”

“เข้ามาได้เลย...”

เฮรอลส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งเด็กสาวที่ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าไปหายยังเด็กหนุ่มพร้อมทั้งตวัดยังดาบไม้ในมือออกไปทันทีตามโลกหล้าที่ยังคงหมุนอยู่ต่อไปทันทีราวกับชะตากรรมที่ยังคงก้าวเดินไปอย่างไม่รู้ตัว...

เรื่องราวยังคงดำเนินต่อไปเฉกเช่นชะตากรรมที่ยังคงก้าวเดินต่อไปอีกอย่างไม่สามารถหยุดยั้งได้...

...โลกหล้ายังคงหมุนอยู่ต่อไปตามเข็มของนาฬิกา

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 31 ม.ค.57 เวลา 22:19:14 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน


สิ่งที่อ่านต่อไปนี้ไม่เกี่ยวกับส่วนที่เป็นเนื้อเรื่องหลัก-เพียงแต่อยากเขียนขึ้นมาเท่านั้น

ละครโรงเล็ก ตอนที่ 20

หลังจากที่ทุกคนพอยังดุ๊กที่หน้าปราสาท

โซฟี      :      ว้าย...เขาว่าผู้ชายพอไม่เจอหน้ากันสามวันนี้ต้องดูกันใหม่

เรกะ      :      งั้นหรือ

โซฟี      :      ทั้งหล่อ ทั้งรวยแถมชั่วร้ายนิดๆ...นี่แหละเจ้าชายในฝันเลย

เรกะ      :      แต่(ชอบทำตัว)เป็นโจรไม่ใช่หรือ

โซฟี      :      ไม่เป็นไรหรอก เพราะเจ้าเมืองส่วนมากถ้าอยากได้ทรัพย์สินก็หยิบฉวยจากพระราชาชนอยู่แล้ว หรืออยากได้ผู้หญิงก็ฉุดคร่าไปไม่ต่างกับโจรหรอก

เรกะ      :      แต่ทั้งสมบัติและผู้หญิงที่ดุ๊กอยากได้ไม่ใช่เธอไม่ใช่หรือ

โซฟี      :      (หลังจากนิ่งเงียบไปสักพัก)ไม่เป็นไรหรอก เพราะยังไงคิสน่าก็ไม่สนใจยังดุ๊กอยู่แล้วล่ะ

เรกะ      :      เฮ้ย(ถอนหายในอย่างปลงๆ)

คิสน่า      :      ฉันคิดว่าเธอน่าจะห่วงอนาคตของเมืองที่ดุ๊กกับโซฟีปกครองต่างหากล่ะลองได้มีเจ้าเมืองและภรรยาแบบนี้

เรกะ      :      นั้นสิ

      ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับนิ่งเงียบไปตามๆกัน เพราะลองเทพธิดาแห่งชะตากรรมเช่นคิสน่ากล่าวออกมา-มันต้องน่าเป็นห่วงจริงๆ...

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 31 ม.ค.57 เวลา 22:20:23 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ