YAmiMaRU
Member

นัยยะในภาพยนตร์เรื่องWarm Bodies ซอมบี้ที่รักPart3(Final) * Spoiler เนื้อหาอย่างแรง!*

ในที่สุดก็มาถึงบทสุดท้ายที่ทั้งช้า ทั้งยาวที่สุดใน 3 บท เพราะคนเขียนแอบอู้ ( ไม่ใช่หล่ะ ) บทนี้จะเน้นไปที่ตัวอาร์กับจูลี่พระ-นางของเรื่อง ซึ่งในตัวหนังก็เดินเรื่องผ่าน 2 ตัวละครนี้เป็นหลักเกือบทั้งเรื่อง มาดูกันว่าสิ่งที่ทั้ง 2 ได้พบเจอในเรื่องนั้นได้บอกอะไรกับเราบ้าง และคำว่า “ บูรณาการ “ นั้นคืออะไร?


Part3 อาร์และจูลี่ - “การบูรณาการ” เริ่มจากการเปิดใจเข้าหากัน

      
ก่อนหน้านี้ใน Part 1 ผมได้เกริ่นถึงตัวละครอาร์ไปแล้ว ตอนนี้เลยจะขอกล่าวถึงจูลี่กันบ้างนะครับ จูลี่นางเอกของเรื่องเธอเป็นมนุษย์ธรรมดาที่อาศัยอยู่ในเมืองหลัง “กำแพง” ที่พ่อของเธอสร้างขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์คนกลายเป็นซอมบี้ ซึ่งเป็นเวลา 8 ปีหลังเกิดหายนะขึ้น เธอและพ่อซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ปกครองเมืองนี้ได้สูญเสียแม่ไปจากการถูกซอมบี้ฆ่า หากแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทั้ง 2 นั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง พ่อของเธอได้กลายเป็นนักล่าซอมบี้ตัวยง สร้าง “กำแพง” ล้อมรอบเมืองเอาไว้ คอยส่งอาสาสมัครซึ่งเป็นคนวัยหนุ่มสาวออกไปหาของที่ยังใช้ได้ภายนอกกำแพงโดยบอกว่าพวกเขาเป็นความหวังของมนุษยชาติ ขณะที่จูลี่กลับยังคงหวังอยู่ว่าจะมีใครสร้างยาหรืออะไรก็ตามที่มาช่วยให้คนหายจากการเป็นซอมบี้ และอยากที่จะเป็นชาวสวนชาวไร่มากกว่าเป็นนักล่าเหมือนพ่อของเธอ

      
ตรงนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งคู่มองโลกปัจจุบันคนละด้าน พ่อของจูลี่มองว่าโลกใกล้ถึงจุดจบและไร้ซึ่งความหวังได้แต่อาศัยอยู่ใน “ เกราะ” ที่ตัวเองสร้างขึ้น ไล่ทำลาย “หายนะ” อย่างไร้จุดหมาย และส่งคนออกไปหา “ทางรอด” ที่เหลืออยู่น้องลงเข้าไปทุกที ผิดกับจูลี่ที่เธอยังเชื่อว่าโลกยังรักษาได้ ยังสร้าง “ความหวัง” ขึ้นมาใหม่ได้ หากแต่ความเป็นจริงก็คอยตอกย้ำว่ามันช่างริบหรี่เหลือเกิน เพราะไม่มีใครเชื่อแบบเธออีกแล้ว จะเห็นได้ว่าทั้งอาร์และจูลี่ต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันนั่นคือ “ความหวัง” แต่มันก็อยู่เหลือน้อยนิดจนใกล้จะหมดเมื่อต่างฝ่ายต้องอยู่ท่ามกลาง “ ความสิ้นหวัง” ด้วยกันทั้งคู่

      
แต่เมื่อทั้งคู่ได้มาพบกัน การเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ( แม้จะไม่ค่อยโสภาซักเท่าไหร่ ) ในเมืองที่ทั้ง 2 ออกมาหาทางรอดของแต่ละฝ่ายก็เกิดการปะทะกันขึ้น ครั้งแรกที่อาร์ได้เห็นจูลี่เขาถึงกับจ้องมองเธอต่างตกตะลึงดั่งรักแรกพบก็ไม่ปาน ลืมหมดสิ้นทุกอย่างแม้กระทั่งความหิวที่มีมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ถูกหยุดไว้ด้วยลูกปืนหนึ่งนัดที่ยิงใส่เขา ความหิวเข้าครอบงำอีกครั้ง ( อาจรวมถึงความโกรธที่ถูกขัดจังหวะด้วย ) อาร์เข้าเล่นคนที่ยิงเขาและฆ่าพร้อมกับกินสมองของชายคนนั้นทันที เมื่อซอมบี้กินส่วนสมองของคน เขาก็จะได้รับความทรงจำจากคนๆนั้นมาด้วย นั่นทำให้อาร์รู้ว่าชายคนนี้ชื่อ “เพอรี่” และเคยเป็นแฟนของจูลี่มาก่อน หลังการต่อสู้จบลง อาร์ได้เข้าไปหาและเรียกชื่อเธอออกมา พร้อมทั้งพยายามปกป้องและพาเธอกลับไปพร้อมกับเขา

      
ในตอนนั้นอาร์เองก็สับสนเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนี้ หากแต่ความรู้สึกที่พึ่งก่อตัวขึ้น ( อีกครั้ง ) ทรงพลังกว่า เขาพาเธอกลับมายังสนามบิน มายังเครื่องบินที่เขาเรียกว่า “บ้าน” และบอกกับเธอว่าที่นี่ “ปลอดภัย” และตัวเขา “ไม่เป็นอันตราย” แน่นอนว่าตอนแรกจูลี่ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว หากแต่ก็ไม่รู้ว่าจะหนีออกไปได้ยังไง ความกลัวที่เธอแสดงออกมาอย่างชัดเจนทำให้อาร์เลือกปล่อยให้จูลี่อยู่คนเดียวบนเครื่องบิน ส่วนตัวเองก็มาหาที่สงบๆและเริ่มกินสมองของเพอรี่ต่อ? ความทรงจำต่อมาที่อาร์ได้รับรู้คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียพ่อที่กลายเป็นซอมบี้ พ่อที่ลืมลูกชายตัวเองและตรงเข้ามาทำร้ายจนจูลี่จำเป็นต้องฆ่าทิ้งเพื่อปกป้องเขา นั่นทำให้อาร์รู้ว่าทำไมมนุษย์จึงเกลียดและหวาดกลัวพวกเขานัก เมื่อกลับมาที่เครื่องบินจูลี่ก็ยังคงมีท่าทีหวาดกลัวและร้องขอให้ปล่อยเธอไป อาร์ที่ไม่ต้องการให้เธอหวาดกลัวและปล่อยเธอไปในตอนนี้เลือกที่จะเปิดเพลงจากแผ่นเสียงเพราะๆ และมานั่งอยู่ตรงที่นั่งข้างๆ( แต่มีทางเดินแยกไว้) โดยไม่เข้าใกล้มากไปกว่านี้ ในคืนนั้น หัวใจของอาร์ได้กลับมาเต้นเบาๆเพียงหนึ่งครั้ง


ในจุดนี้ตัวหนังได้บอกใบ้วิธีแก้ไขทัศนคติของผู้คนที่มีต่อด้านไม่ดีของตัวเราเอาไว้ว่าสิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่การพูดบอกเขาว่าเราเป็นคนดีแล้ว เราเลิกทำชั่วแล้ว แต่เป็นการรู้ว่าเราทำอะไรไม่ดีเอาไว้กันแน่ บางคนอาจจะรู้ความผิดของตนเองแต่ไม่ทุกด้าน เราจำเป็นต้องรู้ถึงผลกระทบระยะยาวจากความผิดที่เราก่อไว้ อย่างเช่นอาร์ที่ถึงแม้จะรู้ว่าการกินคนมันไม่ดีเพราะเท่ากับเป็นการฆ่าคนแต่มันไม่จบแค่นั้น มันยังส่งผลถึงคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป ต้องเสียชีวิตอันสงบสุขไป ต้องอยู่ท่ามกลางความกลัวว่าจะต้องสูญเสียอะไรไปอีก ทั้งผู้คนรอบข้างจนถึงชีวิตตัวเอง นั่นทำให้อาร์เลือกวิธีการเข้าหาจูลี่ใหม่จากการพูดเป็นการกระทำ ไม่ใช่ว่าการกระทำสำคัญกว่า แต่มันสำคัญทั้งคู่ และผลจากการกระทำนี้นอกจากจะทำให้จูลี่มองอาร์เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ตัวอาร์เองยังได้บางอย่างที่เคยสูญเสียไปกลับมาด้วย


ในเช้าวันต่อมาจูลี่ได้หลอกล่ออาร์โดยขอร้องให้เขาไปหาอาหารมาให้เธอแล้วพยายามหนีกลับไป แต่ก็ต้องเจอกลุ่มซอมบี้ที่ตามกลิ่นตัวเธอมาและอาร์ก็เข้ามาช่วยเธออีกครั้งและไปหาอาหารมาให้กินจริงๆ ครั้งนี้จูลี่ได้ตระหนักถึงความจริงใจของอาร์ที่มีต่อเธออย่างชัดเจนจึงยอมที่จะอยู่ต่อตามที่เขาขอร้องเอาไว้ และแล้วความสัมพันธ์แปลกๆของทั้งคู่ก็ได้เริ่มต้นขึ้น จูลี่ที่ไม่มีอะไรจะทำก็เริ่มสำรวจเครื่องบิน ( บ้าน ) ที่เหมือนกระจกสะท้อนตัวตนภายในของอาร์ออกมา ทั้งสิ่งของที่อาร์เที่ยวไปเก็บมาจากที่ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของที่มีลักษณะเป็นคู่ชายหญิงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ทับกระดาษรูปคู่เด็กชาย-หญิง แว่นสามมิติแบบเก่าที่ภาพส่วนใหญ่เป็นรูปชายหญิงอยู่ด้วยกัน เครื่องเล่นแผ่นเสียงสุดคลาสสิคที่มีแต่เพลงโรแมนติก รวมไปถึงการขับรถเล่นในรันเวย์ของทั้งคู่ ความหวาดกลัวเริ่มหมดไปและแทนที่ด้วยความรู้สึกดีๆที่มีต่อกัน ในคืนนั้นจูลี่ได้ถามถึงแฟนของเธอ การตายของเขา และบอกเล่าถึงโลกที่เธออาศัยอยู่ การเตรียมใจต่อการสูญเสีย ความตาย การพลัดพราก แม้จะรู้ว่าเธอเป็นทุกข์อาร์ก็ยังไม่กล้าบอกความจริงออกไป


หลังจากจูลี่หลับไปแล้วอาร์ก็ได้กินสมองของเพอรี่ต่อและหวังว่ามันจะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าฝันร้ายที่สุดของเขากำลังจะมาเยือน ในความทรงจำสุดท้ายนี้เขาได้เห็นชายหนุ่มที่สูญเสียเลือกที่จะเดินตามทางที่พ่อของจูลี่สร้างไว้และปฎิเสธ “ความหวัง” ที่ทั้งคู่เคยมีให้กันไปจนหมด ในภารกิจแรกของเพอรี่ อาร์ได้เห็นถึง “การยึดติด” ต่อภารกิจมากกว่าความปลอดภัยของกลุ่ม รวมทั้งความหมางเมินของเพอรี่กับจูลี่ แต่นั่นไม่เลวร้ายเท่ากับฝูงซอมบี้ที่บุกเข้ามาฆ่าและกินพวกเขา ส่วนอาร์กลับต้องเผชิญหน้าสิ่งที่เลวร้ายที่สุดสำหรับเขานั่นคือการได้เห็น “ตัวเขา” ตอนที่เป็นซอมบี้ผู้หิวกระหาย บ้าคลั่ง น่าสะพรึงกลัว เข้ามาฆ่า “ตัวเขา” เอง มันเลวร้ายเกินกว่าที่อาร์จะรับได้ ในขณะเดียวกันเขาก็รู้แล้วว่าตัวเองได้ทำเรื่องที่ยากเกินให้อภัยไปซะแล้ว


ตรงนี้ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับอาร์ แม้มันจะแรงไปหน่อย ( ไม่หน่อยหรอก มากเลยหล่ะ ) กับการได้เห็นด้านที่เลวร้ายที่สุดของตัวเอง ผ่านมุมมองของ “ผู้รับเคราะห์” จากการกระทำของเขาโดยตรง ไม่ต่างอะไรกับการถูก “กรรมตามสนอง” ซึ่งสำหรับผมนั่นเป็นการลงโทษที่โหดร้ายและสมเหตุสมผลที่สุด ยิ่งกว่าการถูกดำเนินคดีตามกฏหมายซะอีก เพราะการที่คนเราจะสำนึกในความผิดที่ตัวเองก่อได้นั้น วิธีที่ดีทึ่สุดก็คือการเจอกับตัวเอง ถูกกระทำเหมือนที่เคยไปทำกับเขาไว้ก่อนนั่นเอง ( ยกเว้นคนไม่เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม )


หลังจากฝันร้ายนั้นผ่านไป อาร์ก็พบว่าจูลี่ได้หายตัวไปแล้ว เขาออกตามหาอย่างรีบร้อนจนเจอเธอกำลังถูกฝูงซอมบี้ล้อมเอาไว้โดยมี “เพื่อน” ของเขารวมอยู่ด้วย อาร์เข้าช่วยเหลือขณะเดียวกันเพื่อนของเขาก็บอกให้เขา “กิน” จูลี่ซะ อาร์ปฏิเสธพร้อมพาเธอหนีออกมาเพื่อส่งเธอกลับ “บ้าน” ตามที่สัญญาเอาไว้ หากแต่ก็ถูกฝูงซอมบี้อีกกลุ่มขวางทางเอาไว้ และ “บางอย่าง” ที่ไม่น่าเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่ออาร์กับจูลี่ “จับมือกัน” สิ่งนี้ส่งผลต่อฝูงซอมบี้ทันที พวกเขาหลีทางให้ทั้งสองคนอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งคู่ขับรถออกไปจากสนามบินมุ่งสู่เมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ ระหว่างเกิดฝนตกหนักจึงต้องแวะค้างคืนที่บ้านร้างหลังนึง ในคืนนั้นจูลี่ได้กล่าวขอบคุณทุกสิ่งที่อาร์ทำให้เพื่อเธอ ได้รับรู้ว่าตัวเขานั้นพยายามมากเพียงใดเพื่อที่จะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง และบอกว่าเขาเป็น “คนดี” นั่นทำให้อาร์ตัดสินใจที่จะบอกความจริง ความจริงที่ว่าเขาเป็นคนฆ่าเพอรี่แฟนของจูลี่เอง ซึ่งดูเหมือนเธอเองก็จะรู้อยู่ก่อนแล้วแต่หวังว่ามันจะไม่เป็นจริง แม้อาร์จะพูดขอโทษเพียงใดเธอก็ไม่หันมามองเขาอีก คืนนั้นอาร์ได้ฝันเป็นครั้งแรกหลังจากที่ตายไปแล้ว ในฝันเขาเห็นสวนผลไม้ที่มีต้นแอปเปิ้ลเต็มไปหมด ดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่างจ้า เห็นจูลี่ เพอรี่ และนอร่าเพื่อนหญิงของเธอ ได้รับรู้สิ่งที่เธอต้องการจะทำถ้าโลกสงบสุข นั่นคือการ “บูรณาการ” การเยียวยาโลกใบนี้ให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และบอกเขาว่าเขาจะเป็นอะไรก็ได้ที่เขาอยากจะเป็น แต่เมื่ออาร์ตื่นขึ้นทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างหวัง จูลี่หายไปพร้อมกับรถ การถูกปฎิเสธจากความรักครั้งแรกมันรุนแรงเสมอ อาร์เดินกลับไปยังสนามบินด้วยใจที่ชอกช้ำ ท้อแท้ และสิ้นหวัง ไม่ต่างจากจูลี่ที่ทั้งเสียใจและผิดหวังไม่แพ้กัน


แม้การเปิดใจเข้าหากันครั้งแรกของทั้งคู่จะจบลงไม่สวยนัก หากแต่มันกลับสร้าง “การเปลี่ยนแปลง” ที่รุนแรงและรวดเร็วให้เกิดขึ้นในหมู่ซอมบี้คนอื่นๆ โดยเริ่มจาก “เพื่อน” ของอาร์ที่มาเห็นภาพโปสเตอร์ในสนามบินเป็นรูป “การจับมือกัน” พร้อมความทรงจำที่เห็นอาร์และจูลี่ทำเหมือนกับในภาพ และอีกความทรงจำเป็นภาพตัวเขาเองกำลังจับมือกันผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่ไม่รู้ตัวซอมบี้คนอื่นๆก็เริ่มเข้ามาดูภาพนี้ พร้อมกับหัวใจที่หยุดเต้นไปนานของพวกเขาก็เริ่มกลับมาเต้นอีกครั้ง หากแต่ความเปลี่ยนแปลงกลับสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่า “โบนนี่” เป็นอย่างมาก พวกมันริ่มไล่ล่าซอมบี้ที่มีอาการเหล่านี้ รวมทั้งพุ่งเป้าไปที่อาร์กับจูลี่ด้วย เมื่ออาร์ทราบเรื่องเขาก็เกิดความหวังใหม่ขึ้นมา ความหวังที่ว่าพวกเขาจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม กลับไป “มีชีวิต” อีกครั้งและครั้งนี้เขาไม่ได้พยายามเพียงคนเดียวอีกต่อไป เมื่อไม่ต้องทำแต่เพียงผู้เดียวอีก กำลังใจกับความมุ่งมั่นก็เพิ่มขึ้น ความมั่นใจก็เพิ่มพูน ตอนนี้เขาพร้อมที่จะไปหาจูลี่อีกครั้งและทำความฝันของเธอให้เป็นจริง


เพื่อปกป้องจูลี่และบอกเล่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้ได้รู้ อาร์ต้องเข้าไปในเมืองหลังกำแพงที่มนุษย์อาศัยอยู่ ผ่านทางลับที่จูลี่และเพอรี่เคยใช้มาก่อน แม้จะเสี่ยงแค่ไหนเข้าก็ต้องทำให้ได้ ในเวลาเดียวกันจูลี่ก็ได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆที่เจอมา พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่มีต่ออาร์ให้นอร่าได้รู้ ซึ่งแน่นอนว่านอร่ายังไม่เชื่อเท่าไรนักกับเรื่องนี้ แต่ความจริงก็มาให้เห็นต่อหน้าอย่างรวดเร็วเกินคาด เมื่ออาร์หาบ้านของจูลี่เจอ เธอตกใจมากแต่ก็ดีใจมากด้วยเช่นกัน ทั้งคู่ต่างขอโทษและให้อภัยต่อกันได้ในที่สุด นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเหล่าซอมบี้ก็ได้สร้างความหวังให้กับจูลี่อีกครั้ง แต่ยังคงมีปัญหาใหญ่ขวางเอาไว้อยู่ นั่นคือพ่อของเธอ ชายที่สิ้นหวังและเกลียดชังเหล่าซอมบี้ยิ่งกว่าผู้ใดในโลก รวมทั้งฝูงโบนนี่ที่รวมตัวกันมาล่าทั้งสองถึงเมืองมนุษย์ แม้ว่าจูลี่จะพยายามอธิบายสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเหล่าซอมบี้ให้ฟังแค่ไหนพ่อของเธอก็ไม่ยอมเชื่อ ไม่ยอมรับว่ามันจะเป็นจริงไปได้ ยิ่งเมื่อเขาเจอกับอาร์ก็ยิ่งขาดสติคิดแต่จะฆ่าอาร์ทิ้งอย่างเดียว พร้อมกับความจริงที่ว่าเขาเป็นคนฆ่าแม่ของจูลี่ที่กลายเป็นซอมบี้เองกับมือ


ตรงนี้สำคัญมากครับ จากตอนแรกที่เราคิดว่าพ่อของเธอชอบฆ่าซอมบี้เพราะโกรธแค้นที่พวกมันพรากภรรยาของเขาไป กับกลายเป็นว่าเขาเป็นคนฆ่าเธอซะเอง ฟังดูก็ไม่เห็นต่างกันซะเท่าไหร่ ในเมื่อกลายเป็นซอมบี้ก็เท่ากับว่าตายไปแล้ว แต่มันต่างกันอย่างมากครับ เพราะการฆ่าภรรยาตัวเองนั้นเท่ากับฆ่าความรัก ความหวัง ความดีงาม สามัญสำนึกความเป็นคนในตัวเองไปด้วย การเป็นความผิดที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกสำหรับเขา ต้องจมอยู่กับความผิดนี้และหาทางออกไม่เจอ กลายเป็นความสิ้นหวังต่อตนเอง ต่อผู้คน ต่อโลกทั้งใบ ได้แต่สร้างกำแพงสูงเสียดฟ้ากั้นเมืองกับโลกภายนอกเอาไว้ ออกไล่ฆ่าเหล่าซอมบี้อยู่ทุกวัน พยายามทำให้ทุกคนเชื่อว่าไม่มีความหวังเหลืออยู่นอกกำแพง ไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อกลบเกลื่อนความผิดพลาดและความสิ้นหวังของตนเองพร้อมทั้งกอดมันเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย แม้จะมีความหวังวางอยู่ตรงหน้าก็ไม่สนใจเพราะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง นานวันเข้าก็เริ่มไม่สนใจสิ่งใด ไม่สนใจโลก ไม่สนใจลูกสาวที่ยังคงมี “ความหวัง” อยู่ และเชื่อว่าการไล่ฆ่าซอมบี้ให้หมดโลกเป็นความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวในชีวิตเท่านั้น ไม่ต่างกับเมืองในกำแพงที่ปิดกั้น เหินห่าง และไร้ซึ่งชีวิต


เมื่อไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของพ่อได้ อาร์กับจูลี่จึงต้องรีบไปเตือนซอมบี้คนอื่นให้รู้ถึงอันตรายที่กำลังมาจากทั้งมนุษย์และโบนนี่ หากแต่เมื่อไปถึงทั้งคู่กลับต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็น เหล่าซอมบี้ได้มารวมตัวกันรอพวกเขาทั้งสองเป็นจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ ( น่าจะทั้งหมดที่มีในสนามบินกันเลยทีเดียว ) และพร้อมจะช่วยทั้งสองอย่างสุดกำลัง แต่พวกโบนนี่ก็ได้มาถึงแล้ว อีกทางหนึ่งเหล่าทหารก็ตามทั้งสองมาด้วยเหมือนกัน แล้วพวกเขาก็ได้เห็นภาพที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น ภาพที่เหล่าซอมบี้กำลังต่อสู้กับเหล่าโบนนี่อย่างดุเดือดไม่รู้ว่าจะยิงฝ่ายไหนกันแน่ จนเมื่อเพื่อนของอาร์โยนโบนนี่ตัวนึงมาให้ฆ่าพร้อมกับทักทายทุกอย่างก็เปลี่ยนไป การร่วมือกันระหว่างมนุษย์และซอมบี้ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกแล้วในตอนนี้ ( รับรองว่าไม่มีทางได้เห็นฉากนี้ในหนังซอมบี้เรื่องอื่นๆอย่างแน่นอน )


ตรงนี้มีซีนแยกอยู่ฉากนึงที่น่าสนใจมาก เป็นฉากที่ทหารกลุ่มนึง ( ประมาณ 3 คน ) เข้ามาในพื้นที่และถูกโบนนี่เล่นงานจนเหลือคนเดียว ขณะที่จวนเจียนจะถูกฆ่ากลับมีซอมบี้คนนึงเข้ามาช่วยเขาไว้พร้อมกับยื่นมือมาทางเขา ในที่สุดพวกเขาทั้งสองก็จับมือกันได้สำเร็จ ผมชอบฉากนี้มาก มันแสดงให้เห็นถึงความจริงใจที่จะยื่นมิตรภาพมาให้อีกฝ่ายทีเคยเป็นศัตรูกันมาก่อนและพร้อมจะร่วมมือกันทำสิ่งที่ดีกว่าให้เกิดขึ้น


ในช่วงสุดท้ายของการต่อสู้ อาร์กับจูลี่ถูกโบนนี่ไล่ต้อนจนหมดทางหนี ความสิ้นหวังเริ่มเกาะกุมหัวใจเธอ แต่อาร์ไม่ยอม ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องช่วยเธอให้ได้ อาร์พาเธอหนีโดยโดดลงจากตึกสูงลงสระน้ำเอาร่างตัวเองรองรับแรงกระแทกแทน แน่นอนว่าถ้าเป็นปกติละก็ถึงตายได้เลย อารามตกใจทำให้จูลี่จึงรีบดึงอาร์ขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง เมื่อเขาได้สติทั้งสองต่างยิ้มและจุมพิตกัน ในเสี้ยววินาทีนั้นดวงตาของอาร์ที่ไร้แววก็กลับมาทอประกายอีกครั้ง อาร์ได้ชีวิตคืนมาแล้ว ชีวิตที่ตนเองโหยหามาตลอดเวลาที่ต้องกลายเป็นซอมบี้ “ความหวัง” ได้กลับมายังโลกใบนี้อีกครั้ง ส่วนการต่อสู้ระหว่างมนุษย์ ซอมบี้ และโบนนี่ คำว่า “สามัคคีคือพลัง” ก็ยังคงใช้ได้ทุกครั้ง เมื่อมนุษย์กับซอมบี้ร่วมมือกัน เหล่าโบนนี่ก็ไม่อาจทำลายล้างได้อีก


ตรงนี้มีคำพูดของอาร์ที่น่าสนใจกล่าวไว้ “ผมก็อยากให้พวกเรารักษาเหล่าโบนนี่ด้วยความรักเหมือนกัน แต่เราก็ฆ่าพวกมันไม่เหลือ ฟังดูโหดร้ายแต่ไม่รู้สึกผิดซักเท่าไหร่ พวกมันถลำลึกจนเกินไป กาฆ่าสายสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับซอมบี้ เมื่อเราร่วมมือกัน พวกมันก็หมดทางสู้ ส่วนพวกที่เราไม่ได้ฆ่าก็ตายกันไปเอง” อย่างที่เคยบอกไปก่อนหน้านี้ โบนนี่คือมนุษย์ที่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ไปจนหมดสิ้น ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก จึงจำเป็นต้องใช้การ “ตัดทิ้ง” ออกไปเท่านั้น แม้จะดูโหดร้ายแต่มันก็จำเป็น ส่วนตรงที่ไม่ถูกฆ่าก็ตายกันไปเองนั้นก็เพราะว่าไม่อาจหา “เหยื่อ” มาหล่อเลี้ยง “ความอยาก” ของตนเองได้อีกต่อไป เมื่อมนุษย์ในสังคมร่วมมือร่วมใจกันที่จะทำความดี ใช้ชีวิตอย่างถูกครรลองครองธรรม เหล่าคนเลวก็ไม่อาจจะทำความชั่วต่อไปได้อีก ไม่สามารถระบาย “ความอยาก” ของตัวเองออกมาได้ก็ไม่ต่างอะไรกับตายทั้งเป็น


ช่วงสุดท้ายของหนัง เหล่าซอมบี้ที่เหลือเริ่มที่กลับมามี “ชีวิต” อีกครั้ง บางคนก็กลับมามีชีวิตได้อย่างรวดเร็วเช่น “มาร์คัส” เพื่อนของอาร์ที่แทบจะกลับมาได้โดยสมบูรณ์ ( ยกเว้นมือซ้ายที่ยังต้องใช้เวลาอีกซักหน่อย ) บางพวกที่ลืมการใช้ “ชีวิต” ไปแล้วก็มีมนุษย์ที่เปิดใจยอมรับ พร้อมที่จะเรียนรู้และช่วยรักษาพวกเขาไปพร้อมๆกัน แม้จะดูน่ากลัวแต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ก็ดูน่ากลัวในตอนแรกเหมือนกันทั้งนั้น ( ตัวอย่างเช่นการประกาศเลิกทาสที่เกิดขึ้นทั่วโลก ) ในตอนจบเป็นฉากที่อาร์กับจูลี่นั่งอยู่ด้วยกันบนระเบียง เธอถามถึงชื่อจริง ถึงอดีตของเขา แต่อาร์ไม่ต้องการเพราะปัจจุบันนั้นดีอยู่แล้วและสำคัญที่สุด ทั้งคู่นับจับมือมองดูกำแพงสูงที่ค่อยๆถูกทำลายลงจนในที่สุดก็ไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นระหว่างโลกและเมืองอีกต่อไป


นี่คือที่มาของคำว่า “บูรณาการ” ตามหัวข้อที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งก็คือการเปิดใจเข้าหากัน การทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เชื่อใจกัน เรียนรู้ที่จะสร้างสิ่งที่ดีกว่าเดิมไปพร้อมๆกัน มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่ด้วยกัน ก้าวไปพร้อมๆกัน เมื่อมีคนเริ่มต้นก็จะมีคนทำตามต่อๆกันไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายก็ตาม เมื่อเราทำดีให้เขาเห็นว่าดีว่าทำแล้วมีความสุข คนอื่นๆก็จะเริ่มทำตามต่อๆกันไป เมื่อมีคนเริ่มทำตามมากขึ้นๆ จนในที่สุดมนุษย์ทั้งหมดก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตที่ดี ที่ถูกต้องร่วมกันได้อีกครั้ง เมื่อไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวกันและกัน “กำแพง” ไม่ว่าจะเป็นกำแพงที่ล้อมรอบบ้าน ล้อมเมือง ล้อมประเทศ หรือที่ล้อม “ใจ” ของเราก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป


สุดท้ายนี้ผมก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้เข้ามาอ่านและเข้ามาคอมเมนท์ และหวังว่าทุกท่านจะมีความสุขกับการอ่านบทความนี้ครับ ^_^

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 14 มี.ค.56 เวลา 23:56:15 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

Digimon Tamer
จอมเวทย์รัตติกาลแห่งห้องสมุด

ซึ้งจริงๆ

ปล. ได้ยินว่าจะมีภาค 2 ต่อนะ
ถ้าจริง ส่วนตัวคิดว่า "ไม่ไหวนะ" เพราะเรื่องมันจบสมบูรณ์แล้ว ถ้าจะทำต่อ ต้องเปลี่ยนคู่เปลี่ยนสถานที่ไปเลย อย่าใช้คู่อาร์-จูรี่ ไม่งั้น เนื้อเรื่องมันเละแน่นอน (ฮา)

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 15 มี.ค.56 เวลา 12:35:32 น.

YAmiMaRU
Member

มีต่อภาค 2 ? ไม่ไหวมั๊ง จบสมบูรณ์ขนาดนี้

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 15 มี.ค.56 เวลา 23:56:52 น.

Nighty
แมวสีฟ้า

มีนิยายภาค prequel เรื่อง The New Hunger กับ นิยายภาคสองที่คนเขียนกำลังแต่งอยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 19 มี.ค.56 เวลา 13:44:45 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ