YAmiMaRU
Member

นัยยะในภาพยนตร์เรื่องWarm Bodies ซอมบี้ที่รักPart2 * Spoiler เนื้อหาอย่างแรง!*

มาถึงส่วนที่2 ของบทความนี้แล้ว บอกตามตรงนี่ยังคิดอยู่เลยว่าหนังมันสอดแทรกเนื้อหาส่วนนี้เอาไว้อยู่ก่อนแล้วหรือผมคิดมากไปเองกันแน่? ( เข้าขั้นบ้าไปเองคนเดียว ) แต่ในเมื่อมันดันคิดไปแล้วและเห็นว่าน่าสนใจเลยอยากเผยแพร่ ( ระบาย? ) ให้คนอื่นได้ลองอ่านดู แล้วก็เหมือนเดิมอ่านแล้ววิจารณ์ได้เต็มที่ครับ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็น ยิ่งเยอะยิ่งชอบครับ ^_^

Part2 โบนนี่ – เมื่อมนุษย์ฉีกทึ้งความเป็นคนออกจากตัวเองไปจนหมด
      
โบนนี่คืออะไร? หลายท่านที่ยังไม่ได้ไปดูหนังเรื่องนี้คงสงสัยว่า โบนนี่เป็นใคร? มีความสำคัญกับเรื่องยังไง? ต้องบอกก่อนเลยว่าโบนนี่นั้นมีความสำคัญมากในเรื่องนี้ ถือเป็นหนึ่งในตัวละครที่ทำให้เนื้อเรื่องเดินได้และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในหนังด้วย
      
โบนนี่ หรือ Bone ที่แปลว่ากระดูก คือซอมบี้กลุ่มหนึ่งที่มาถึงจุดๆนึงที่ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป ไม่แยแสสิ่งใดแม้กระทั่งร่างกายของตนเอง โดยเริ่มจากการค่อยๆฉีกเนื้อหนังตนเองออกมาทีละส่วน ทีละส่วนจดหมด เหลือแต่กระดูกที่มีกล้ามเนื้อบางๆสีดำหุ้มอยู่ ( เท่าทีดูในหนัง ) ไม่จับกลุ่มกับซอมบี้ตัวอื่น นอกจากพวกเดียวกันเอง สนใจแต่การกินทุกอย่างที่มีหัวใจเต้น และดุร้ายขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก เนื่องจากเหลือแต่กระดูก ทำให้พวกนี้เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว สามารถวิ่งได้ แรงเยอะกว่าซอมบี้ทั่วไป เทียบกับอาร์ที่พยายามจะกลับมาเป็นคนอีกครั้ง โบนนี่ก็คือพวกที่ละทิ้งความเป็นคนไปจนหมดสิ้นแล้วนั่นเอง
      
ในช่วงแรกพวกนี้ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก อย่างมากก็โผล่มาแจมฉากสองฉาก จนกระทั่งเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในกลุ่มซอมบี้ โดยเริ่มจากอาร์ที่มีอาการเหมือนจะกลับไปมีความรู้สึกอีกครั้ง และส่งผลไปยังซอมบี้คนอื่นๆให้กลับมามีความรู้สึกตามไปด้วย นั่นทำให้เหล่าโบนนี่โกรธเป็นอย่างมาก พวกมันเริ่มไล่ล่าอาร์กับจูลี่ รวมไปถึงซอมบี้คนอื่นๆที่เริ่มเหมือนกับอาร์ ถึงขนาดรวมกลุ่มกันบุกไปยังเมืองที่มนุษย์อาศัยอยู่ ซึ่งนั่นนำมาสู่การต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่างมนุษย์ ซอมบี้ และโบนนี่ และบทสรุปของหนังเรื่องนี้
      
เมื่อเอามาเปรียบเทียบกับมนุษย์ในปัจจุบันแล้ว สำหรับผม โบนนี่ก็คือมนุษย์ที่ละทิ้งสามัญสำนึกของความเป็นคนไปจนหมดสิ้น ไม่มีสำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่เกรงกลัวสิ่งใด ทำทุกอย่างที่ตนเองอยากทำไม่ว่ามันจะถูกจะผิดยังไง สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นแค่ไหน หรืออย่างเลวร้ายที่สุดอาจถึงขั้นมองว่าตัวเองไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป หรืออาจมองว่ามนุษย์คนอื่นเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับตัวเอง มองคนอื่นเหมือนมองสัตว์ที่ตัวเองจะทำเรื่องโหดร้ายแค่ไหนก็ได้โดยไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ยกตัวอย่างง่ายๆก็อย่างเช่นพวกฆาตกรโรคจิต ฆาตกรต่อเนื่องที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่รู้สึกรู้สาอะไร เพราะพวกนี้มองว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกับมนุษย์อีกแล้ว
      
บางคนอาจคิดว่ามันคือการเปลี่ยนจากคนกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานดีๆนั่นเอง แต่อย่าลืมนะครับว่าสัตว์ไม่ว่าจะชนิดไหนจะไม่กินพวกเดียวกันเองเป็นอันขาด ต่อให้เป็นสัตว์กินเนื้อก็ตาม อาจมีการต่อสู้กันบ้าง แต่นั่นก็เพื่อแย่งตัวเมียบ้าง แย่งพื้นที่หากินบ้าง และจะจบลงโดยไม่มีการตายเกิดขึ้น หรือต่อให้มีการกินพวกเดียวกันเองจริงๆ ก็จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่จำเป็นถึงที่สุดแล้วเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นภาวะขาดแคลนอาหารอย่างนัก การเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าพื้นที่อยู่อาศัยจะรองรับได้ เป็นการฆ่าและกินเพื่อที่จะมีชีวิตรอดต่อไปเท่านั้น ผิดกับคนเราที่พร้อมจะฆ่ากันด้วยเหตุผลอื่นๆมากมายนอกจากเพื่อให้มีชีวิตรอด ซึ่งบ้างครั้งมันก็เป็นเหตุผลที่ไร้สาระเกินกว่าจะฆ่ากันเองด้วยซ้ำไป
      
ผมเคยได้คุยกับพนักงานร้านคนอื่นที่ทำงานอยู่คนละสาขากันตอนขากลับจากงานหนังสือ เธอเล่าให้ฟังว่ามีเพื่อนของเธอส่งคลิปๆนึงมาให้แล้วบอกให้ลองดู เธอบอกว่ามันเป็นคลิปที่เลวร้ายที่สุดเท่าทีเคยดูมา เป็นคลิปเด็กวัยรุ่นต่างประเทศ ( ไม่ทราบว่าประเทศอะไร ) จับกลุ่มกัน 3 – 4 คน เดินไปตามถนนตอนกลางคืนที่มีผู้คนเดินผ่านไปมา มีไฟทางส่องสว่าง ไม่เปลี่ยวหรือมืดมิดแต่อย่างใด อยู่ดีๆเด็กคนนึงในกลุ่มก็นำท่อนเหล็กในมือไปฟาดใส่คนที่เดินอยู่แถวนั้นอย่างไม่มีเหตุผล จนเขาล้มลงนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ( ไม่รู้ว่าตายไหม? ) และหัวเราะไปมากับกลุ่มเพื่อนๆด้วยกันอย่างสนุกสนาน และคนอื่นๆก็เริ่มทำตามบ้าง

พอผมฟังเธอเล่าเสร็จแล้วขนลุกเลย มันยิ่งกว่าดูหนังสยองขวัญซะอีก เพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เริ่มเกิดขึ้นแล้วกับสังคมมนุษย์ตอนนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนมันต้องมีบางอย่างเกี่ยวข้องกันถึงจะเกิดการทำร้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมาเฟีย ผู้มีอิทธิพลที่มีปัญหากัน นักเลงสองกลุ่มเขม่นกัน หรืออย่างบ้านเราที่เด็กนักเรียนยกพวกตีกันก็เพราะเป็นโรงเรียนคู่อริกัน แต่นี่ไม่ใช่ เดินอยู่บนถนนดีๆก็ถูกทำร้ายเพราะเพียงแค่อีกฝ่ายอยากทำขึ้นมาเท่านั้น โดยลืมไปแล้วว่าคนที่ตัวเองพึ่งทำร้ายไปนั้นเป็นมนุษย์เหมือนกัน พอได้มาดูหนังเรื่องนี้ทำให้ผมคิดว่า เนี่ยแหละโบนนี่ในโลกความเป็นจริง มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ และถ้าพวกเรายังไม่เริ่มหาทางทำอะไรซักอย่าง โลกแบบในหนังเรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นมาจริงๆก็เป็นไปได้


# ส่วนการที่โบนนี่ไม่พอใจและจ้องเล่นงานอาร์กับจูลี่นั้น เป็นเพราะอาร์กับจูลี่สามารถทำให้เหล่าซอมบี้เริ่มกลับมามีความรู้สึกได้อีกครั้ง นั่นหมายความว่าการกลายเป็นโบนนี่เหมือนพวกมันก็จะหมดไปด้วย เมื่อไม่มีโบนนี่เพิ่ม แถมอาจจะมีมนุษย์เพิ่มแทนเข้ามาอีก นั่นต้องสร้างปัญหาให้พวกมันอย่างแน่นอน เพราะคงไม่มีใครปล่อยพวกมันเอาไว้อีกต่อไป

ตรงนี้ถ้ามองในแง่มุมของโลกปัจจุบัน ซอมบี้ก็คือคนที่ทำความผิดเอาไว้ ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจอย่างที่เคยบอกไว้ในบทที่แล้ว แต่ไม่ว่าจะแบบไหนความผิดก็ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อคนทั่วไปทราบก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นคนเลวคนไม่ดีไปโดยทันที อย่างที่รู้กันว่าเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว แม้ตัวเองบอกว่าจะไม่ทำผิดอีกแล้วก็จะไม่มีใครเชื่อถืออีกต่อไป ต่อให้ไม่ทำผิดอีกจริง ก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการเปลี่ยนอคติของคนอื่นที่มีต่อตนเอง อาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิต แม้จะทำได้จริงก็อาจจะไม่มีใครเชื่ออีก เหมือนกับที่อาร์ต้องประสบในหนัง ( ตรงนี้จะกล่าวอย่างละเอียดในPartที่ 3 นะครับ ) เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนทั่วไปได้ก็มีแต่ต้องใช้ชีวิตในด้านลบต่อไป และเหล่าคนเลวที่ถลำลึกไปก่อนแล้วย่อมต้องการสร้างพรรคพวกเพิ่มขึ้น ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี เหมือนอย่างโบนนี่ที่ตัวมันเองก็คงต้องการให้ซอมบี้ทุกคนกลายเป็นโบนนี่เหมือนพวกมัน เพราะฉะนั้นการกระทำของอาร์กับจูลี่ก็ไม่ต่างกับการสร้างหนทางให้คนที่เคยทำความผิดได้มีโอกาสพิสูจน์ความตั้งใจ ความจริงใจในการแก้ไขปรับปรุงตนเองให้คนอื่นได้เห็น และอาจถึงขั้นกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไปอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าคนเลวที่ถลำลึกจนเกินเยียวยาแล้วย่อมไม่พอใจและไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแน่นอน #

ครั้งต่อไป Part 3 ( น่าจะสุดท้ายแล้ว ) อาร์และจูลี่ - "การบูรณาการ"เริ่มจากการเปิดใจเข้าหากัน


Edit by YAmiMaRU - 01 มี.ค.56 เวลา 00:49:26 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 28 ก.พ.56 เวลา 02:00:53 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply

Digimon Tamer
จอมเวทย์รัตติกาลแห่งห้องสมุด

อธิบายได้น่าดูจริงๆ

ตอนแรกที่เห็นหนัง เห็นโปรโมทหนัง ความรู้แรกที่เข้ามาในหัวเลยก็คือ "โคลน [ทไวไลท์] สินะ แค่เปลี่ยนจากแวมไพส์เป็นซอมบี้แทน" แล้วก็หมดความสนใจไปในทันที (ฮา)

ชักอยากไปดูแล้วสิ

ปล. จากที่อ่าน ผมไม่เข้าใจบทบาทของ โบนนี่ เท่าไหร่ ในเมื่อพวกเขา "ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป" ไหงพวกเขาถึงได้เกิด "สนใจ" อาร์ และเกิดความรู้สึก "โกรธ" ได้ ในเมื่อตัวอาร์เองนั้นไม่ได้เป็นโบนนี่ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโบนนี่ เป็นแค่ซอมบี้หนึ่งในหลายๆตัว ที่อาจจะพิเศษหน่อยตรงที่มีความรู้สึก แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโบนนี่เลย จะบอกว่า อาร์ ไปขัดลูกตาพวกโบนนี่ มันก็ไม่สมเหตุผลนิดหน่อยตรงที่พวกโบนนี่ "ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป" ขนาดซอมบี้ด้วยกัน แต่ไม่ได้เป็นโบนนี่ ก็ไม่ได้สนใจแล้ว แล้วทำไมต้องมาสนใจอาร์ด้วย?

สงสัยต้องไปดูหนังเพื่อหาคำตอบละมั้ง (ฮา)

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 28 ก.พ.56 เวลา 10:23:51 น.

LondaBell
The Guy who just passing through...

ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน.....

แต่กรณีของพวกโบนนี่ที่ยึดติดกับพวกอาร์น่าจะเป็นเพราะ "ความอิจฉา" ที่อาจจะยังไม่สามารถละทิ้งไปได้จนหมดละมั้ง ?

ในมุมมองผมคิดว่าต่อให้พวกมันละทิ้งความเป็นมนุษย์ไป แต่ตราบใดที่ยังมีความคิดหรือจิตใจแม้เพียงสักนิด ความอิจฉาก็ย่อมเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดาอะ

แล้วสิ่งที่อิจฉาก็คือความพยายามที่จะกลับไปเป็นตัวตนที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ของอาร์และซอมบี้ตนอื่น ๆ ในขณะที่พวกมันเลือกทิ้งไปเองจนเมื่อคิดจะย้อนกลับไปก็ทำไม่ได้แล้วอะไรประมาณนี้มั้ง ?

Edit by LondaBell - 28 ก.พ.56 เวลา 11:38:56 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 28 ก.พ.56 เวลา 11:37:16 น.

Coffgirl
หัวขโมยกาแฟ

Quote : Digimon Tamer

ปล. จากที่อ่าน ผมไม่เข้าใจบทบาทของ โบนนี่ เท่าไหร่ ในเมื่อพวกเขา "ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป" ไหงพวกเขาถึงได้เกิด "สนใจ" อาร์ และเกิดความรู้สึก "โกรธ" ได้ ในเมื่อตัวอาร์เองนั้นไม่ได้เป็นโบนนี่ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับโบนนี่ เป็นแค่ซอมบี้หนึ่งในหลายๆตัว ที่อาจจะพิเศษหน่อยตรงที่มีความรู้สึก แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับโบนนี่เลย จะบอกว่า อาร์ ไปขัดลูกตาพวกโบนนี่ มันก็ไม่สมเหตุผลนิดหน่อยตรงที่พวกโบนนี่ "ไม่สนใจสิ่งใดอีกต่อไป" ขนาดซอมบี้ด้วยกัน แต่ไม่ได้เป็นโบนนี่ ก็ไม่ได้สนใจแล้ว แล้วทำไมต้องมาสนใจอาร์ด้วย?
)


ที่มันสนใจน่าจะเป็นเพราะมันรู้ว่าถ้าปล่อยไปตัวเองเดือดร้อนแน่นอน ถ้าเทียบกับความเป็นจริงก็สมเหตุสมผลอยู่..

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 28 ก.พ.56 เวลา 18:10:41 น.

YAmiMaRU
Member

อืม ผมลืมจุดนี้ไปจริงๆด้วยแฮะ เดี๋ยวจะเพิ่มลงไปให้ครับ ขอบคุณครับ ^_^

เพิ่มให้แล้วครับ ตรงที่มี # นะครับ



Edit by YAmiMaRU - 01 มี.ค.56 เวลา 00:50:07 น.

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 01 มี.ค.56 เวลา 00:04:50 น.

EL
วัตถุลึกลับในห้องวิทย์ฯ

ลงชื่ออ่านครับ smile

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 01 เม.ย.56 เวลา 10:32:54 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 5 จากทั้งหมด 5 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ