K.W.E.
นักล่าCG Touhou

มีอา-มังกรน้อยปาฏิหาริย์ - (Master And The Little Dragon) - ตอน 48 สงครามสิ้นสุด

มีอา-มังกรน้อยปาฏิหาริย์ - (Master And The Little Dragon) -

ตอน 48 สงครามสิ้นสุด
------------------------------

            พื้นน้ำทะเลสาบสงบนิ่ง จะมีโหมกระเพื่อมบ้างเล็กน้อยตามแรงลมอ่อนๆยามเที่ยงที่พัดโบก
            ฟิลยังคงให้มีอาบินอยู่ที่ความสูงระดับเดิมและไม่ขยับไปไหน เขาถือโอกาสนี้รักษาแผลฉีกขาดที่แขนตัวเองให้ปิดสนิทโดยที่ไม่ยอมละสายตาจากพื้นน้ำ

            จนกระทั่งปิดแผลได้แล้วเสร็จ
            เมื้อเห็นว่าตอนนี้ผิวน้ำที่เคยเต็มไปด้วยไอน้ำก็ได้ระเหยไปมากจนเบาบางแล้ว ฟิลจึงได้บอกให้มีอาบินต่ำลงไปอีกนิด

            เมื่ออยู่สูงจากพื้นน้ำราวเมตรกว่าๆ ฟิลก็ล้วงมือไปที่กระเป๋าเสื้อที่อกหยิบดินที่กลบหน้าศพกราไนต์ขึ้นมา
            เขามองดินกองนี้แล้วนึกขอบคุณในความช่วยเหลือของกราไนต์ที่แม้จะดูเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เขาก็เชื่อว่ามันไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเอง
            "สุดท้ายก็ต้องให้คุณช่วยจนได้สินะ... แต่ก็ขอบคุณมากนะกราไนต์ ในที่สุดผมก็สะสางสิ่งที่ค้างคาและเสียดแทงใจไปได้เสียที" เขากล่าวกับดินกองนั้นด้วยที่เชื่อว่ามันจะสื่อไปถึงกราไนต์ที่ล่วงลับไปแล้วได้

            ฟิลขยับแขนออกไปด้านข้าง แล้วก็ได้คว่ำมือลงโปรยให้ดินปลิวไปกับสายลมและร่วงลงสู่ผิวทะเลสาบ ยังจุดที่ซึ่งมีศพของกอร์ด้อนและมิเร่อร์ถูกหลอมละลายนอนจมก้นพื้นอยู่
            อันเป็นการประกาศประกาศชัยชนะเป็นการส่วนตัวพร้อมกับปล่อยวางความแค้นและคับข้องใจทั้งหมดไป
            "พี่จ๋า..." มีอามองดินที่ลอยละล่องร่วงโรยตามแรงลมผ่านหน้าตัวเองไป
            "เรื่องของเราจบแล้วล่ะมีอา... ที่เหลือก็แค่เรื่องของพ่อเท่านั้น... จัดการให้เสร็จๆแล้วเราจะได้กลับบ้านกันสักทีนะ..." ฟิลเช็ดมือกับกางเกงตัวเอง แล้วจึงใช้มือข้างนั้นแกะเชือกที่ห้ามเลือดที่ต้นแขนซ้ายออก "กลับบ้านด้วยกันสามคน"
            "อื้ม..." มีอาพยักหน้าเห็นด้วย
            "เอาล่ะ... ก่อนอื่นก็ไปรวมตัวกับพ่อก่อนดีกว่านะ... จากนั้นค่อยว่ากันต่อว่าจะเอายังไง..." ฟิลบอก
            "ค่ะ"

            มีอาเริ่มตีปีกขึ้นบินไล่ระดับความสูงไป
            ฟิลเองก็คลายเชือกรัดแขนออกแล้วเสร็จ เขามองดูเกล็ดของกราไนต์ด้วยความพอใจ แล้วก็ได้สวมกลับเป็นเครื่องรางอีกครั้ง


            ...............................................


            ผลจากการปราบกอร์ด้อนได้ ทำให้ภาพลักษณ์ของฟิลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
            ยามนี้แม้ว่าชายหนุ่มและมังกรน้อยคู่หูจะดูอิดโรยไปมาก แต่ก็ไม่มีทหารมังกรคนไหนของไฮแลนด์ที่จะกล้าท้าทายอีก... ภาพการเผด็จศึกจอมทัพของตนอย่างที่เด็ดเดี่ยวดุดันน่ากลัวนั้นได้ฝังลึกไปถึงจิตใจ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหมาป่าในคราบลูกแกะที่เอาจริงนั้นน่ากลัวเพียงใด
            การยอมรับเรื่องที่แม่ทัพของตนพ่ายแพ้ มันก็เสมือนกับยอมรับแบบกลายๆว่าตนเองก็พ่ายแพ้ไปด้วยไม่ต่างกัน...

            ขณะที่ทางด้านอัศวินมังกรของอาโกลาสที่ปรับเปลี่ยนทัศนะเชิงบวกขึ้นมากเช่นกัน บางรายที่ไม่ชอบก็มองเห็นด้วยกับฝีมือ บางรายที่ชื่นชมก็ยกย่องไปอีก
            และเมื่อเห็นมีอาบินไปรวมกลุ่มด้วยแล้ว อัศวินส่วนนอกก็ฉีกตัวมาบินประคองห่างๆช่วยระวังป้องกันให้ ส่วนคนในก็เปิดทางพร้อมปรบมือชมชอบ ปฏิบัติเสมือนว่าฟิลมีความสำคัญในระดับเดียวกับรองแม่ทัพ

            ฟิลให้มีอาบินไปเรื่อยๆจนกระทั่งถึงจุดที่เครนี่อยู่
            "ทำได้ดีมากฟิล" เครนี่เอ่ยปากชมเปราะเมื่อเห็นฟิลเข้ามาในระยะใกล้ "พ่อไม่เคยเห็นใครที่บินได้เร้าใจและโจมตีได้ลึกล้ำเท่านี้มาก่อนเลย"
            "ขอบคุณครับพ่อ..." เขายิ้มรับคำชม
            "ดูเหมือนมีอะไรที่ต้องคุยอีกเยอะนะ แต่ลูกก็ยังเหนื่อยอยู่" เครนี่มองฟิลแล้วก็เข้าใจได้ง่ายๆ "ยังมีเวลาอีกสักแป๊ปก่อนเริ่มแผนขั้นสุดท้าย เอาเป็นว่าตอนนี้ลูกพักสักหน่อยก็แล้วกันนะ"
            "ครับ..."

            ฟิลพักเหนื่อยพลางมองลงไปข้างล่างฆ่าเวลา
            ซึ่งตอนนี้การรบที่ภาคพื้นดินเองก็ดูจะลดความรุนแรงลงไปพอสมควร

            การตายของวีเธอร์ในฐานะของแม่ทัพอาจไม่ส่งผลอะไรนักกับภาพรวมของศึกแห่งทัพฟ้าในช่วงแรก
            ไม่เหมือนกับการตายของกอร์ด้อนผู้ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไฮแลนด์

            การเสียกอร์ด้อนถือเป็นการเสียกำลังรบที่สำคัญที่สุดของประเทศ ทั้งหน่วยหน้ากล้าตายและผู้สั่งการที่เด็ดขาด
            แต่นั่นเองเมื่อเสียผู้นำไปแล้ว ความสำคัญของรองผู้นำจึงบังเกิดผล เพราะจะต้องรับช่วงต่อทั้งการนำทัพและการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

            แต่ทว่าเมื่อรองผู้นำเองก็ได้ถูกสังหารไป(ก่อนหน้า)ด้วยแล้วนั้น ผลเสียที่เกิดขึ้นก็พลันมากทวีคูณไปในทันที...

            เท่ากับว่าตอนนี้ทัพไฮแลนด์ขาดผู้นำทัพฟ้าอย่างสิ้นเชิง นายทหารมังกรยศรองลงมาหลายคนยังกระจายไปทั่วฟ้าและรวมตัวไม่ติดจนทำให้ขาดสายบัญชาการไป
            ซึ่งการเมื่อทัพฟ้ากำลังอยู่ในช่วงของความสับสนและวุ่นวายเช่นนี้ มันก็ทำให้ทัพบกของไฮแลนด์เองขาดกำลังสนับสนุนตามไปด้วย

            ตรงกันข้ามกับทางอาโกลาสราวฟ้ากับเหว...
            การสร้างตำนานมีชีวิตบทใหม่ของฟิลก็ทำให้ทัพบกของอาโกลาสกลับมามีแรงฮึดได้อีกครั้ง ด้วยความเชื่อที่ว่าหากฟิลสร้างปาฏิหาริย์ชนะกอร์ด้อนได้แล้ว เขาก็อาจจะสร้างปาฏิหาริย์อื่นได้ อีกทั้งเครนี่ก็เตรียมที่จะเริ่มแผนการขั้นสุดท้ายแล้วเช่นกัน
            พวกเขาเชื่อว่าในสภาพที่เป็นรองก็จริงแต่มันก็รองแค่จำนวนทหารเท่านั้น แต่พวกตนยังได้เปรียบเรื่องกลยุทธ์และผู้นำทัพที่พร้อมจะหาวิธีการพลิกสถานการณ์ให้กลับมาได้มาเช่นศึกอื่นๆก่อนหน้า จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้รู้สึกว่าจะพ่ายแพ้ได้อีกแล้ว

            สถานการณ์กำลังจะตีกลับ
            ฟิลมองดูทัพบกแล้วก็หันมาดูทัพฟ้า ซึ่งก็กำลังอยู่ในอารมณ์เดียวกัน
            ไม่ว่าจะมองในแง่ไหนก็เห็นได้ชัดว่าอาโกลาสเริ่มตีโต้กลับได้มากขึ้น

            ดูเผินๆอาจเป็นภาพที่น่ายินดี แต่ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปแล้ว ฟิลกลับรู้สึกว่าความได้เปรียบนี้ก็เป็นแค่ไฟวูบช่วงสั้นๆเท่านั้น
            การมองแบบนักวิชาการตามนิสัยทำให้เขาไม่หนีความจริงหรือเข้าข้างตัวเองเกินไป ซึ่งเขาก็ยังนึกไม่ออกว่าจะสามารถพลิกมาชนะศึกนี้ได้อย่างไร ในเมื่อจำนวนทหารทั้งบกและฟ้าของไฮแลนด์ยังคงมีมากกว่าหลายเท่าตัวไม่เปลี่ยนแปลง

            หากจะเป็นไปได้ก็มีเพียงเรื่องเดียวคือแผนของเครนี่ที่ทุกคนยึดมั่นและถวายชีวิตต่อสู้จนทุกอย่างลงตัวหมดแล้ว
            ฟิลพยายามตีโจทย์ว่าพ่อจะใช้วิธีไหนทำให้สงครามนี้จบลง คนๆหนึ่งจะทำอะไรได้มากขนาดเปลี่ยนเจตนารมณ์การศึกของทหารนับหมื่นๆนี้ได้เช่นไร?

            แต่จนแล้วจนอดฟิลก็ยังมองไม่ออก
            โดยเขาคิดว่าถ้ารู้ถึงพลังพิเศษของริริสแล้ว บางทีมันอาจจะทำให้คิดหาคำตอบได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้


            ...............................................


            ในสภาพการศึกที่กำลังพลิกกลับอยู่นี้
            คนที่ยังคิดว่าจำนวนที่แตกต่างจะไม่ทำให้ผลการรบเปลี่ยนไปง่ายๆแม้จะสังหารผู้นำทัพคนสำคัญไปแล้วก็ตามไม่ได้มีเพียงฟิลเท่านั้น

            แต่ยังมีเหล่าเสนาธิการและผู้นำสูงสุดของไฮแลนด์ด้วยที่ยังคงปักใจเชื่อถึงชัยชนะของตนเองไม่เปลี่ยนแปลง...

            เสียงล่ำลือเรื่องฟิลและมีอาจัดการกอร์ด้อนกระจายไปไวกว่าที่คิด
            เพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเหนือทะเลสาบที่อยู่ห่างออกไปเกือบสิบกิโลเมตรก็ถูกส่งมาถึงยังแนวหลังสุดของทัพไฮแลนด์

            จวบจังหวะต่อเนื่องที่ข่าวกระจายมาถึงนั้นเอง นายทหารแจ้งข่าวของทัพบกคนหนึ่งได้รับคำสั่งของ เค้นท์ผู้เป็นแม่ทัพ ให้มาขออนุญาตดำเนินการจากผู้มีอำนาจสูงสุดในเวลานี้
            "ท่านธีโอดอร์ครับ"

            นายทหารผู้นั้นยืนทำความเคารพห่างจากกลุ่มชายที่ยืนวางมาดและมีคนกางร่มให้ แล้วจากนั้นก็จึงได้รายงานเสียงดังไม่ขาดตกจากข้อความที่ได้รับมอบมา
            "ท่านเค้นท์อยากขอให้ท่านอนุญาตถอยทัพครับ"

            เป็นคำสั่งสั้นๆที่ง่ายต่อการจำ แต่ก็ทำให้ง่ายต่อการโต้ตอบเช่นกัน
            "ว่าไงนะ!" ธีโอดอร์ขมวดคิ้วมองทหารคนนั้นอย่างไม่พอใจ "จะให้ถอยทัพงั้นเรอะ!? นี่นายพูดอะไรออกมาอยู่รู้ตัวไหม!?"
            "เอ่อ... ก็แค่ถอยมาตั้งหลักน่ะครับ ตอนนี้เราไม่มีผู้นำทัพฟ้าแล้ว การสนับสนุนก็มีปัญหา จำเป็นต้องปรับขบวนทัพก่อน" เขาพูดตามที่ถูกเค้นท์กำชับมาด้วยความที่คาดออกล่วงหน้าว่าจะถูกผู้มีอำนาจสูงสุดโต้กลับเช่นไร
            "แล้วไง!?"
            "เอ่อ... คือ... ไม่ใช่หมายถึงเลิกศึกนะครับ แค่พักมาตั้งหลักก่อนเท่านั้นเอง แล้วเราจะบุกไปใหม่"

            ธีโอดอร์กำหมัดไม่พอใจพร้อมกับตะคอกกลับเสียงดัง
            "ไม่!! ข้าศึกจะหมดลมอยู่มะรอมมะร่อแล้วยังจะถอยไปหาอะไร!?"
            "แต่ว่าท่านเค้นท์..." นายทหารพยายามจะอ้างไปถึงผู้บัญชาการสายตรงที่สั่งการมา
            "กอร์ด้อนตายแล้วไง!? เจ้าเด็กหน้าใหม่ชนะแล้วไง!? ในเมื่อกำลังรบเรายังมากกว่าหลายเท่าแบบนี้!!" แต่ราชาผู้มีอำนาจเหนือกว่าก็แสดงทัศนะแข็งขืนกลับไปเช่นกัน "เค้นท์จะว่ายังไงฉันไม่สน! ถ้ามีกำลังมากกว่าแบบนี้แล้วยังคิดถอย มันก็ไม่สมควรเป็นแม่ทัพอีกต่อไปแล้ว!!"
            "เอะ... เอ๋...!?"
            "บอกกลับไปยังเค้นท์เลยว่าให้สู้จนตัวตาย! ใครที่ถอยฉันจะสั่งตัดหัวให้หมด!!" ธีโอดอร์ยื่นคำขาด


            ความสับสนวุ่นวายเกิดขึ้นทุกแห่งหนของสนามรบ
            แม้ว่ามีอยากพยายามทำให้มันจบ หรือจบแบบเสียหายน้อยที่สุด แต่หากขาดไร้ซึ่งอำนาจแล้วความคิดก็เป็นเพียงแค่ความคิดต่อไป

            เมื่อทหารแจ้งข่าวรับคำสั่งมาบอกยังแนวหน้าแล้ว
            เค้นท์ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกที่ห่วงชีวิตลูกน้องที่สุดคนหนึ่งก็ถึงกับส่ายหน้าและถอนหายใจให้กับคำสั่งบ้าบิ่นของราชาหนุ่มตามคำยั่วยุของเสนาธิการสอพลอทั้งหลาย
            "ให้ตายสิ... พวกหนุ่มที่ไม่เคยเข้าสนามรบก็เป็นแบบนี้ซะหมด มองจากแนวหลังแล้วจะรู้อะไร" แม่ทัพแห่งทัพบกไม่เห็นด้วยและกล้าวิจารณ์ผู้เป็นราชาอย่างเปิดเผยต่อหน้าลูกน้องที่ไว้ใจ "ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปล่ะก็มีหวังได้ตายกันหมดทั้งสองทัพแน่"
            "แล้วเราจะทำไงต่อดีล่ะครับ?" นายทหารยศรองลงมาที่ช่วยเหลืองานมาตลอดถามขอความเห็น
            "สู้ก็ตาย ถอยก็ตาย"

            เค้นท์เท้าสะเอวมองดูแนวหน้าที่รบพัลวัน ก่อนที่จะเสนอแนวคิดออกมา
            "ถ้าเป็นแบบนี้เห็นมีแต่ต้องตั้งเลือกประคองเท่านั้นล่ะ"
            "ประคองเหรอครับ?"
            "ใช่... ต้องให้ทุกกองร้อยรักษาแนวรบไว้ ต้านรับพื้นที่ตัวเองไว้ ไม่จำเป็นอย่าฝืนผลักดัน ข้าเชื่อว่าฝ่ายโน้นรุกกลับเพราะไม่อยากถูกเรารุกเท่านั้น ถ้าเราตั้งรับกับที่ไว้มันก็คงประคองแบบนั้นตามแน่"
            "หมายความว่าท่านจะให้ถ่วงเวลา?" เสนาธิการคนสนิทของเค้นท์สรุปแนวคิด
            "อย่างที่ได้ยินนั่นล่ะ พอทีเถอะกับการรบแบบนี้ ข้าเองก็ไม่ได้อยากมารบในศึกที่ไร้เหตุผลสิ้นดีแบบนี้หรอก"

            เค้นท์เป็นแม่ทัพที่ดีและยึดมั่นในหลักการปกป้องตนเอง และหยิ่งในศักดิ์ศรีของชายชาติทหารมากที่สุดคนหนึ่งของกองทัพ ทำให้บรรดาลูกน้องแห่งทัพบกเคารพรักมากเยี่ยงวีรบุรุษผู้เป็นต้นแบบ
            เดิมทีเขาเป็นทหารสายปฏิบัติการที่ราชาคนก่อนโปรดปรานที่สุดจึงดึงตัวมาเป็นหัวหน้าองครักษ์ โดยดูแลราชาและลูกสาว แต่หลังจากมีการเปลี่ยนมือของอำนาจแล้วเค้นท์ก็ถูกดึงกลับมาเป็นแนวหน้าของกองทัพ
            แม้จะมีปัญหาไม่ลงรอยกับกอร์ด้อนแต่เค้นท์ก็ได้ชื่อว่าจงรักภักดีต่อราชวงศ์มากที่สุด และยึดมั่นในหน้าที่มากที่สุดเช่น ธีโอดอร์จึงดึงตัวมาทำงานนี้อย่างไม่กังวลว่าจะถูกชิงอำนาจเอาได้

            อย่างไรก็ดีแม้จะจงรักภักดีเพียงใด แต่ถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบหรือไม่สมควรแก่เหตุผลแล้ว เค้นท์ก็มีแนวคิดที่จะดื้อแพ่งในรูปแบบตนเองเช่นกัน
            "เดี๋ยวนายกระจายคำสั่งเรื่องที่ข้าว่ามาเมื่อกี้ออกไปก็แล้วกัน" เขามอบหมายงาน
            "จะดีจริงหรือครับ?" เสนาธิการคนสนิทเป็นห่วงสวัสดิภาพผู้เป็นนาย
            "เฮ้ ข้าไม่ได้ทิ้งคำสั่งนะ แค่ทำให้มันช้าลงเท่านั้นเอง"
            "แต่ท่านธีโอดอร์คงมองเจตนาออกอยู่ดี"
            "อย่างดีก็แค่ถูกลงโทษหรือตำหนิ" เค้นท์ไม่ใส่ใจนัก
            "ท่านอาจถูกลดยศได้นะครับ?"
            "เรื่องนั้นช่างหัวมันเถอะ ยังไงไม่เกินปีหน้าข้าก็จะเกษียณแล้ว ยังไงก็ต้องออกจากอาชีพอยู่ดี... ถ้ายังรอดจากศึกนี้ไปได้ล่ะก็นะ" เค้นท์เงยหน้ามองดูสภาพของทหารแต่ละคนที่ทั้งบาดเจ็บและเหนื่อยล้า ก็พลาดเท้าสะเอวก้มหน้าปลง "และถ้าถึงตอนนั้นที่ศึกสงบจริง คิดว่าข้าจะสบตากับญาติพี่น้องของทหารที่ถูกส่งไปตายเยี่ยงสัตว์ตัวหนึ่งได้หรือ?"
            "ท่านแม่ทัพ..."

            เค้นท์หันมองทหารคนสนิทแล้วสั่งการหนักแน่นพร้อมรับทุกเรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาในภายหลัง
            "กระจายคำสั่งไปซะ ให้รักษาชีวิตตัวเองให้มากที่สุด อีกฝ่ายผลักดันมา เราก็ผลักดันกลับ แต่อย่าฝืนรุกอย่างเปล่าประโยชน์ คุมรูปขบวนไว้ กำลังเรามากกว่าก็สลับหมุนเวียนตำแหน่งกันแทนก็พอแล้ว สู้ในระยะยาวเราได้เปรียบกว่าแน่ ชัยชนะน่ะจะช้าจะเร็วมันก็ไม่แตกต่างกันหรอก"
            "ครับท่าน" นายทหารยืนตรงรับคำสั่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นนั้น

            เมื่อคำสั่งถูกระจายออกไปแล้ว เค้นท์ก็ถอนหายใจอีกครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมาบนฟ้า ไปยังจุดที่ฟิลและเครนี่อยู่
            เมื่อเห็นว่าสองกำลังรบที่น่าจะถูกยกตำแหน่งมือฉมังในการบินที่สุดยังคงหยุดนิ่งกับที่ เขาก็รู้สึกว่าเครนี่จะต้องวางแผนอะไรบางอย่างอยู่...

            ถึงจะต้องเน้นที่การรบภาพพื้นดิน แต่เค้นท์ก็สังเกตได้เป็นระยะๆว่าทัพฟ้าของอาโกลาสนั้นแทบไม่ได้ทำอะไรทัพบกไฮแลนด์เลย ดูเผินๆแล้วอาจเหมือนต้องการตรึงสถานะการรบไว้เพื่อต้านรับศัตรูบนอากาศที่มีมากกว่า
            แม้จนถึงตอนนี้แล้วทัพฟ้าอาโกลาสได้เปรียบชัดเจน แต่ก็ยังไม่มีทีท่าจะบุกเช่นเดิม

            เค้นท์คิดว่าเครนี่น่าจะเป็นคนประเภทเดียวกันตัวเอง คือรักชาติยิ่งชีพ ไม่มีแนวคิดรุกรานใครโดยไม่จำเป็น แต่หากจำเป็นต้องรุนแรงก็พร้อมจะรุนแรงสนองคืนแก่ศัตรู แต่ถ้าเลือกที่จะผ่อนปรนได้ก็จะผ่อนปรน
            ดังนั้นทุกการกระทำย่อมจะมีความหมายในตัวเองเสมอๆ แม้จะอ่านความคิดไม่ออก แต่เขาก็เชื่อว่าแม่ทัพอาโกลาสยังไม่ยอมแพ้ และกำลังวางแผนที่จะปิดฉากศึกนี้ให้ได้โดยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง
            "เจ้าเองก็คงอยากให้ศึกนี้จบลงเหมือนกันสินะ..." เขาเงยหน้ามองแล้วพูดลอยๆขึ้นมา "แต่ว่าจะจบยังไงล่ะ ชัยชนะของพวกเจ้านั่นยากเสียเหลือเกิน ตราบที่ท่านธีโอดอร์ยังอยู่ การจะขอยอมสงบศึกก็มีแต่ต้องศิโรราบเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง"


            ...............................................


            เค้นท์กล่าวถูก ตราบที่ไฮแลนด์ยังมีธีโอดอร์และเหล่าเสนาธิการทหารคนสนิทผลักดันจากทางด้านหลังอยู่นั้น โอกาสที่จะสงบศึกแบบไม่มีการสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนั้นย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
            การพ่ายแพ้อย่างราบคาบคือความต้องการของธีโอดอร์มาแต่แรก และเขาก็จะไม่ยอมให้มีใครมาทำลายภาพที่อยากเห็นนี้ไปได้อย่างเด็ดขาด

            เครนี่เองก็เข้าใจเรื่องความคิดของธีโอดอร์มาแต่แรกแล้วเช่นกัน
            ดังนั้นแผนที่ว่าจึงถูกเตรียมไว้อย่างดิบดีและจะไม่ยอมให้ผิดพลาดเป็นอันขาด

            ความที่ฟิลทำสำเร็จเกินคาด ไม่เพียงแค่สกัดกั้นกอร์ด้อนได้เท่านั้น แต่ยังพิชิตกอร์ด้อนได้อย่างเด็ดขาด การเตรียมการขั้นต้นจึงสำเร็จเหนือที่ตั้งไว้มาก เพราะความปั่นป่วนของทัพฟ้าไฮแลนด์จะยิ่งเปิดช่องมากกว่าที่วางไว้

            ก่อนที่จะเริ่มแผนการขั้นสุดท้าย เครนี่ได้มองดูภาพรวมอีกครั้ง เมื่อทุกอย่างดูเข้าที่แล้วเขาก็หันมองลูกชายด้วยใบหน้าที่เหมือนไม่มีสิ่งใดสิ่งค้างหรือเป็นห่วงอีก
            "ไปกันเถอะฟิล ได้เวลาแล้ว" เครนี่ยิ้มเล็กๆแล้วหันกลับไปข้างหน้าพร้อมกระตุกบังเหียนสั่งการริริส
            "ครับพ่อ..." ฟิลพยักหน้ารับแล้วให้มีอาบินตามไปติด

            เมื่อเครนี่และฟิลบินไปแล้ว ทัพคุ้มกันที่อยู่รอบๆก็ทำการเคลื่อนพลตามไปด้วย
            กำลังรบหลักชุดมีแค่สิบห้านาย แต่ก็เป็นยอดฝีมือระดับรองแม่ทัพหรือใกล้เคียงกันทั้งสิ้น และยิ่งเมื่อใจกลางนั้นมีสองยอดอัศวินมังกรที่เป็นผู้จัดการทั้งแม่ทัพและรองแม่ทัพของไฮแลนด์แล้ว
            ภาพที่เหล่าทหารมังกรไฮแลนด์ที่เหลือจะมองเห็นก็ไม่ต่างอะไรกับการเห็นกองร้อยทั้งกองร้อยบินผ่านน่านฟ้านั้นๆ... กองทัพแห่งไฮแลนด์น้อยร้ายที่จะกล้าพอเข้าไปขวาง

            แต่อย่างไรเสียพอเครนี่บินลึกมากขึ้นอีก แม้จะหวาดกลัวอยู่แต่เหล่าทหารมังกรไฮแลนด์ก็ตระหนักว่าการปล่อยให้ศัตรูบุกถึงแนวรบด้านหลังนั้นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องแน่
            ทั้งธีโอดอร์และเสนาธิการที่รับใช้อยู่นั้นต่างก็ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยมและเห็นแก่ตัวทั้งสิ้น การที่ปล่อยให้เครนี่รุกไปถึงตำแหน่งที่พอจะทำอันตรายได้ก็ถือว่าเป็นความผิดมากเกินพอที่จะตัดคอบรรดาทหารมังกรที่ดูแลส่วนนี้ได้

            แต่กระนั้นรูปแบบการต่อต้านก็เบาบางและหลวมกว่าที่ควรจะเป็นอยู่ดี
            ผลการรุกของเครนี่รวมถึงการสูญเสียหัวขบวนสายบัญชาการตรงของธีโอดอร์อย่างกอร์ด้อนและวีเธอร์ทำให้กองทหารมังกรไฮแลนด์แตกออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน
            กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่เห็นดีเห็นชอบกับการรบมาแต่แรก หรือเริ่มตระหนักว่าการรบนี้ไม่ได้ทำให้ประเทศหรือชีวิตตนและครอบครัวดีขึ้นเลย ซ้ำยังเอาชีวิตไปทิ้งเสียอีก
            พวกเขาเลือกที่จะไม่ขวางเครนี่ โดยมองว่าการปล่อยให้เครนี่จัดการกับผู้นำที่ตนไม่ชอบแล้วหาทางเจรจาจะเป็นการฉลาดกว่า หรือถ้าจำเป็นต้องสู้ก็จริงตลบหลังจัดการเครนี่จากด้านแทนก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลว

            ขณะที่กลุ่มที่สองยังขึ้นตรงหรือได้ผลประโยชน์กับอำนาจของธีโอดอร์ แม้จะมีไม่มากเท่ากับกลุ่มแรก แต่ก็มีอยู่พอสมควร
            กลุ่มนี้เองที่เป็นหน้าด่านชุดสุดท้ายบนฟากฟ้าที่พิทักษ์ผู้เป็นนายด้วยชีวิต

            งานของเครนี่เหมือนจะยากแต่ก็ไม่ยาก เหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย
            เขาอาศัยช่วงเวลาที่กองทัพไฮแลนด์กำลังกระจัดกระจายและสับสนในการดึงกำลังคนมารวมกันและตั้งทีมออกบินไปยังจุดนัดพบ

            เพียงแค่ไม่กี่นาทีหลังเครนี่เริ่มออกบิน บรรดาอัศวินมังกรส่วนที่เหลือของอาโกลาสก็แห่มารวมตัวกันจนมีจำนวนเกือบๆร้อยนาย ทำเอาตำแหน่งของเครนี่ดูราวเป็นกับไข่ในหินที่ไม่มีใครจะเข้าไปกระเทาะเปลือกให้แตกได้
            รูปแบบทัพเหมือนกับเป็นการป้องกันบุคคลสำคัญในการเดินทาง ก็เป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมเครนี่ผู้ได้ชื่อว่าบังคับมังกรได้เก่งที่สุดบนเคลเฟอร์ และมีประสบการณ์หลบหลีกการโจมตีบนฟ้าได้ยอดเยี่ยม กลับต้องใช้วิธีขลาดเขลาเช่นนี้

            เครนี่บินตรงไปข้างหน้าเรื่อยๆไม่สนใจอะไร
            นาทีนี้แล้วเขาต้องการก็เพียงแค่บินไปยังจุดปฏิบัติการโดยที่มีลูกชายเคียงข้างเท่านั้น...


            ...............................................


            การปะทะระลอกสุดท้ายเกิดขึ้นที่ส่วนนอกของแนวขบวน อัศวินมังกรเรียกพลังที่เหลืออยู่มาปกป้องเครนี่ชนิดที่ว่าธนูหลงเพียงดอกเดียวก็จะไม่ยอมให้หลุดไปได้

            เครนี่กวาดสายตามองแบบคร่าวๆ ดูภาพรวมว่าเป็นไปตามที่ต้องการไหม ซึ่งเมื่อเห็นว่าทุกอย่างดีพอแล้วเขาก็ได้หันกลับมามองยังลูกชายที่บินขนาบข้างตนเองอยู่
            "นี่ฟิล รับไปสิ" เครนี่ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้วโยนหอกขอดเกล็ดมังกรทั้งฝักไปทางลูกชาย

            ฟิลไม่ทันตั้งตัวแต่ก็ยกมือขึ้นตามสัญชาตญาณ อาวุธคู่กายเครนี่ก็ตกในวงแขนพอดิบพอดี
            "พ่อ..."

            ซึ่งเมื่อเห็นอาวุธชิ้นนั้นแล้วฟิลก็ชูกลับไปทางเครนี่ทันที
            "นี่มัน... อาวุธของพ่อไม่ใช่เหรอ...?" เขาหมายจะส่งมันคืนกับเจ้าของเดิม "เอามาให้ผมแบบนี้แล้วพ่อจะใช้อะไรล่ะ...?"
            "พ่อไม่จำเป็นต้องใช้แล้วล่ะ ลูกเก็บไว้เถอะ มันน่าจะมีประโยชน์กับลูกมากกว่าในภายภาคหน้านะ"
            "ยังไงน่ะครับ...?" ฟิลมองสงสัย
            "ลูกมาส่งพ่อแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ"

            เครนี่หันมองฟิลให้เต็มตาเป็นครั้งสุดท้าย ถึงภารกิจนี้จะต้องแลกด้วยทุกสิ่งแต่เขาก็ไม่มีความรู้สึกค้างคาใจอีกแล้ว
            "ฟิล... ก่อนหน้านี้พ่อเป็นห่วงลูกมาตลอด พ่อรู้สึกผิดจริงๆที่ต้องทิ้งครอบครัวทิ้งลูกๆตามลำพัง"
            "เรื่องมันแล้วไปแล้ว... มาพูดอะไรป่านนี้น่ะพ่อ..." ฟิลส่ายหน้า "จริงอยู่ผมเคยโกรธพ่อ... แต่มันก็เป็นเพราะความเข้าใจผิด... ถ้าพ่อคิดว่านั่นคือบาปจริงล่ะก็ ผมก็บาปเหมือนกันล่ะน่า... ผมทำไปแล้วตอนหนีมีอาออกมาไง... สรุปว่าเราผิดเหมือนกันนั่นแหล่ะ... แต่เรื่องเก่าๆก็ให้มันแล้วไปเถอะครับ... จบศึกนี้เราไปเริ่มต้นครอบครัวกันใหม่สามคนก็ได้นี่นา..."

            เครนี่ยิ้มเล็กๆหลังจากที่ได้ยินคำตอบของฟิล
            "ฮะๆ ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะ... เติบโตและเข้มแข็ง... ถ้าเป็นแบบนี้ต่อให้ต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายแค่ไหนล่ะก็ ลูกก็จะต้องยืนหยัดขึ้นมาอย่างสง่าผ่าเผยได้อีกแน่" เขากล่าวพลางชายตามองไปทางมีอา "ยิ่งมีผู้ช่วยที่รู้ใจกันทั้งยังเป็นคู่ปรับทุกข์ซึ่งกันและกันได้ดีแบบนี้แล้ว พ่อรู้สึกว่าวันข้างหน้าลูกจะไปได้ไกลจนพ่อก็คาดไม่ถึงแน่ๆ... ลูกคงเป็นได้ทุกสิ่งที่ลูกอยากเป็น"
            "พ่อจะพูดอะไรน่ะ...?" ฟิลรู้สึกพิรุธ ยิ่งเครนี่พูดก็ยิ่งเหมือนกำลังจะสั่งลาอยู่
            "ขนาดบาดเจ็บปางตาย เสียกราไนต์ แต่สุดท้ายลูกก็ยืนหยัดกลับคืน และเอาชนะกอร์ด้อนได้ พ่อไม่มีคำพูดใดจะชมเชยจิตใจที่กล้าแกร่งนี้แล้ว... จากนี้ไปถ้ามีอะไรพ่ออยากให้ลูกเข้มแข็งและลุกขึ้นหยืดหยัดและยืนให้สูงกว่าเดิมอีกนะลูก จงเข้มแข็งและอย่าหวั่นไหว... ลูกไม่ได้อยู่คนเดียวแต่มีมีอาอยู่ด้วย ให้ก้าวเดินไปด้วยกันอย่างมั่นคงนะ ช่วยกันประคับประคอง อุปสรรค์อะไรก็ไม่อาจขวางกั้นได้แน่"

            กล่าวกับฟิลแล้วเครนี่ก็หันมองทางมีอาแล้วพูดต่อเนื่อง
            "มีอา... ถึงจะเป็นช่วงเวลาสั้นๆแต่พ่อก็รักมีอาเหมือนมีมี่เลยนะ"
            "ครือ..." มีอามองแล้วขานรับ
            "พ่อจะต้องไปทำงานใหญ่แล้ว... คงไม่ได้กลับมาดูแลฟิลอีก ยังไงก็อย่าลืมเรื่องที่รับปากกับพ่อไว้ ถ้ามีอารักฟิลจริงต้องทำตามที่พ่อบอกนะ" เขากำชับย้ำ "จากนี้ไปมีอาคือคนสำคัญที่สุดของฟิลแล้ว ดูแลฟิลแล้วก็ดูแลตัวเองด้วยล่ะ"
            "กรร" เธอพยักหน้าจำเรื่องที่เครนี่เคยคุยเป็นการส่วนตัวได้

            ยิ่งทีคำพูดของเครนี่ก็ยิ่งฟังดูแปลกๆ
            แต่เครนี่ก็ไม่เปิดโอกาสให้ฟิลได้ถาม เขาตัดบทชักบังเหียนหันไปทางดาเนี่ยลที่บินอยู่ใกล้ๆทางฟากตรงข้าม
            "คุณดาเนี่ยลยังไงก็ฝากที่เหลือด้วยนะครับ"
            "บอกลาเรียบร้อยแล้วนะ"
            "ครับผมไม่มีห่วงอะไรอีกแล้ว ถึงมันจะเป็นการปิดฉากตัวเองลง แต่เห็นฟิลในวันนี้แล้วผมพอใจที่สุดแล้วครับ"
            "งั้นก็โชคดีนะเครนี่" ดาเนี่ยลพยักหน้ารับพร้อมอวยพร

            สิ้นคำกล่าวแล้วเครนี่ก็หันมาจับบังเหียนสองมือ แนบตัวชิดกับริริสก่อนที่จะออกคำสั่งเสียงดังหนักแน่น
            "ไปกันเลยริริส! เชิดไปบนฟ้า! มุ่งหน้าสู่ทรวงสวรรค์!!"
            "ก๊าซ!!" มังกรคู่กายแข็งขันและตีปีกออกบินสุดกำลัง

            ริริสบินโฉบสูงแนวเฉียงชัน ตำแหน่งที่เลือกบินนั้นเป็นช่องว่างระหว่างการต่อสู้
            เพียงแค่ชั่วอึดใจเท่านั้นเครนี่ก็พาตัวเองสูงระดับชั้นเมฆ ซึ่งกว่าทหารมังกรไฮแลนด์จะรู้ตัวว่าแม่ทัพผู้เป็นเป้าหมายแยกตัวออกมาลำพังก็พบว่าพวกตนถูกทิ้งห่างไปแทบไกลลิบแล้ว

            ทหารมังกรจำนวนหนึ่งพยายามไล่จี้ตามหลังไปอย่างไม่ลดละ
            ส่วนที่เหลือก็ยังสับสนอยู่ว่าควรจะทำอย่างไรดีระหว่างเผชิญหน้ากับกองอัศวินมังกรหรือไล่ตามเครนี่ไปแทน

            อย่างไรก็ดีเมื่อเห็นเครนี่บินไปในจุดที่มั่นใจได้ว่าจะไม่มีใครตามได้ทันแล้ว ดาเนี่ยลก็เป็นผู้ชิงตัดสินใจก่อน เขาถือสิทธิ์อำนาจของแม่ทัพมังกรสั่งการเหล่าอัศวินมังกรทั้งหมดแทนทันที
            "ทุกคนถอยได้!!" อดีตอัศวินมังกรระดับแม่ทัพเกษียณยังทรงแข็งแรงอย่างเต็มที่และสั่งการได้ดังฟังชัด

            เป็นที่รู้กันเมื่อคำสั่งของผู้รับช่วงแทนถูกถ่ายทอดออกไปแล้ว เหล่าอัศวินมังกรทั้งหมดก็พร้อมใจหันหัวมังกรกลับเพื่อพาตัวเองออกจากตำแหน่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกรุมล้อมได้
            กองอัศวินมังกรไฮแลนด์เริ่มถอนทัพไปยังตำแหน่งแนวหลังของตน ขณะที่ทางด้านไฮแลนด์เมื่อเห็นว่าอาโกลาสถอย พวกเขาก็เลยทำท่าจะเบี่ยงกลับไปไล่ล่าเครนี่แทนเช่นกัน

            ในระหว่างที่ทัพอาโกลาสทั้งหลายกำลังบินหนีออกมา จะก็มีเพียงฟิลคนเดียวที่ทำท่าจะไม่รับฟังต่อคำสั่งที่ดูแปลกนี้
            "ถอยทัพเหรอครับ... นี่ผมหูฝาดไปหรือไง...!?" ฟิลพูดแล้วยกมือขวาที่กำหอกขอดเกล็ดมังกรขึ้นมา "ทำไมปล่อยให้พ่อถูกไล่ไปคนเดียวอย่างงั้นล่ะครับ... แถมอาวุธก็ยัง...!?"
            "ได้ยินไม่ผิดหรอก ถอยทัพได้" ดาเนี่ยลพูดซ้ำตัดบท
            "แล้วพ่อจะทำยังไงต่อล่ะครับ... คนเดียวแบบนั้นด้วย...?"
            "เครนี่เขามีวิธีของเขาอยู่ เธอไม่ต้องเป็นห่วงหรอก หน้าของเราคือลวงให้ทัพฟ้าของไฮแลนด์ไขว้เขวเท่านั้นเอง พอทางบินเปิดโล่งแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของเครนี่เพียงคนเดียวเท่านั้น"
            "แต่ว่า..."
            "ถอยได้แล้วฟิล!" แฟ้งค์บินมาประกบแล้วช่วยนำพาอีกแรงหนึ่ง "ถ้านายไม่ทำตาม อาจทำให้แผนของท่านแม่ทัพสูญเปล่าได้นะ! แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจะไปบอกกับเหล่าอัศวินมังกรและทหารบกที่ยอมตายเพื่อซื้อเวลาให้แผนนี้ได้ยังไงกันล่ะ!?"

            เหตุผลของแฟ้งค์ฟังขึ้น
            ฟิลเห็นทหารทั้งบกและฟ้าล้มตายจำนวนมากในศึกนี้ และเวลานี้ก็คือช่วงที่สำคัญที่สุด แม้ไม่รู้ว่าเครนี่จะทำอะไรแต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดก็คือถ้าเกิดความล้มเหลวขึ้นมา ชีวิตที่เหล่าทหารยอมสละนั้นจะสูญเปล่าไร้ความหมายทันที...

            ฟิลจำยอมให้มีอาหันกลับและบินตามเหล่าอัศวินมังกรทั้งหลาย
            "คิดจะทำอะไรกันแน่นะพ่อ...?" เขากล่าวกับตัวเองเบาๆ

            ยิ่งทีความรู้สึกสังหรณ์ใจที่หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้
            และเสี้ยวหนึ่งนั้นก็มีความรู้สึกของการพลัดพรากจากลาแวบขึ้นมาด้วยเช่นกัน...


            ...............................................


            เครนี่บินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจทหารมังกรของไฮแลนด์ที่พยายามตามมาอยู่ห่างๆ
            จนเมื่ออยู่ในระดับความสูงที่หายใจได้ลำบากแล้ว ทหารมังกรและอัศวินมังกรทั้งหลายก็เริ่มประสบปัญหาหายใจไม่ทัน บ้างก็ถูกลมและความเย็นเล่นงานจนความเร็วในการบินตกไปมาก บางรายถึงกลับต้องยอมถอดใจลดระดับความสูงลง

            เครนี่และริริสเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกับทหารมังกรคนอื่น
            แต่ด้วยประสบการณ์ที่ผ่านการฝึกฝนมานับถ้วนไม่ครั้งก็ทำให้พอที่จะปรับตัวและหาช่วงจังหวะการบินที่ทำให้ประคองไปได้

            ไม่นานจากนั้นกองกำลังหลายสิบที่ไล่ตามมาก็ถอนตัวไปจนหมด
            ไม่มีทหารมังกรคนไหนจะฝืนบินตามมาได้อีกแล้ว...

            ความแตกต่างระหว่างอัศวินชั้นแม่ทัพกับทหารเกณฑ์มากไม่เพียงแค่การบินและการใช้อาวุธ
            แต่ยังรวมไปถึงการฝึกตนให้รับกับสภาพอากาศที่ธรรมดาด้วย

            ณ จุดที่อยู่เหนือเมฆ ฟ้านั้นใสและสวยงามนั้น
            เครนี่ให้ริริสบินเรื่อยๆตรงไปยังตำแหน่งของเป้าหมายโดยปลอดโปร่งไร้การต่อต้าน จากนี้ก็เหลือเพียงแค่บินเข้าสู่ระยะหวังผลที่ทิ้งดิ่งลงไปได้เท่านั้น

            
            เครนี่มุ่งหน้าไปทางหนึ่ง กลุ่มของฟิลก็มุ่งไปอีกทางหนึ่ง
            ระยะห่างของพ่อลูกมากขึ้นออกไปเรื่อยๆทุกที...

            ระหว่างนั้นฟิลที่รู้สึกคาใจมานานก็นึกออกแล้วว่าจะหาคำตอบจากเรื่องของพ่อได้อย่างไร
            "จริงสิ... มีอา..." ฟิลก้มหน้าเข้าใกล้หูของมีอา
            "มีอะไรเหรอพี่จ๋า...?"
            "ถ้าจำไม่ผิด... มีอาเคยได้ยินมาใช่ไหมว่าพลังพิเศษของริริสคืออะไร...?" ฟิลนึกถึงเรื่องที่เคยคุยแหย่กับมีอาได้
            "ก็..." มีอาพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบเนื่องจากรับปากกับเครนี่ไว้แล้ว

            แต่ยิ่งมีพิรุธเท่าไหร่ฟิลก็ยิ่งรู้สึกไม่ไว้วางใจมากเท่านั้น
            "รู้ใช่ไหม...?" เขาถามเสียงดุและจริงจังมากขึ้น "ตอบพี่มา...!"
            "ร... รู้ค่ะ..." เด็กน้อยตอบเสี่ยงสั่น
            "งั้น... พลังพิเศษของริริสคืออะไร...?" ฟิลถามต่อ
            "บอกไม่ได้ค่ะ..."
            "ทำไมล่ะ... บอกมาสิ..."
            "ไม่ได้ค่ะ... มีอารับปากกับพ่อจ๋าแล้ว..."
            "แล้วรู้ไหมว่าทำไมพ่อถึงต้องปิดเป็นความลับขนาดนั้น... มันเกี่ยวกับพี่หรือไง... หรือไม่อยากให้พี่เป็นห่วง...?"
            "มีอาไม่รู้..." เธอส่ายหน้า
            "บอกมาเถอะน่า...!" น้ำเสียงฟิลเริ่มดุมากขึ้นทุกที
            "มีอา... มีอาไม่รู้จริงๆ..."
            "งั้นชื่อพลังก็ได้...! บอกพี่มา...!"
            "ไม่...! มีอาบอกไม่ได้...!!" เด็กน้อยดื้อสุดตัว ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งแรกที่ฟิลเห็นมีอาดื้อที่สุดเช่นนี้

            มันพอจะทำให้เดาออกลางๆว่าเรื่องที่ฟิลอยากจะรู้นั้นเป็นเรื่องสำคัญหรืออันตรายแค่ไหน

            อย่างไรเสียฟิลก็รู้ดีถึงนิสัยของมีอา ปกติน้องสาวคนนี้อาจดูยอมทุกอย่างแต่ถ้าเป็นเรื่องสำคัญจริงๆเธอก็ใจแข็งเกินเด็กทั่วไปอย่างน่าทึ่ง
            "มีอาบอกพี่มา..." ฟิลพยายามลดอารมณ์จากดุลงมามีเหตุผล เสียงของเขาดูเยือกเย็นลงแต่น่ากลัวในอีกแบบหนึ่ง
            "ขอโทษนะพี่จ๋า... แต่ว่ามีอาบอกไม่ได้จริงๆ..." กระนั่นมีอาก็ยังคงยึดมั่นถือมั่นกับเรื่องเดิมที่เครนี่บอก

            ยิ่งทีก็ยิ่งเสียเวลาเปล่าฟิลถอนหายใจลากยาวแล้วพูดกับมีอาอีกครั้ง
            "พี่ไม่อยากทำแบบนี้เลยนะมีอา... แต่ว่ามันเป็นเรื่องชีวิตพ่อของพี่..."
            "อือ..." มีอาปิดปากสนิทแม้รู้ว่าจะโดนกระทำสิ่งใดต่อไป
            "บอกพี่มามีอา... พลังพิเศษของริริสคืออะไร...?" แล้วฟิลก็พูดเน้นเสียงคำสุดท้ายเป็นพิเศษ "นี่คือคำสั่ง...!"

            ด้วยธรรมชาติและกฎของมังกรกับผู้รับใช้แล้ว
            คำสั้นๆเพียงคำเดียวแต่ทรงพลังเหนือคำพูดข่มขู่หรือออดอ้อนนับล้านคำ...

            ดวงตามีอาเหมือนจะเบลอช่วงสั้นๆ ประสาทรับรู้ถูกครองงำด้วยพลังแห่งสัญชาตญาณเดิม
            คำสั่งง่ายๆของฟิลก็ถูกตอบกลับด้วยคำพูดง่ายๆเช่นกัน...
            "พะ... พลังพิเศษ... ของริริสคือ..." เด็กน้อยตอบมันออกมาโดยไม่อาจห้ามตัวเองได้ "วันโลกาวินาศ... ค่ะ..."

            เสียงของมีอาไม่ดังมากนักแต่ชัดเจนที่สุด ฟิลได้ยินเข้าก็แทบผงะจนเกือบตกหลัง
            "อะไรนะ...!? วันโลกาวินาศงั้นเหรอ...!?"

            พลันที่คำสั่งหมดฤทธิ์ไปแล้วแววตาของมีอาก็กลับคืน และสิ่งที่ตามมาก็คือน้ำตาและเสียงร้องไห้ที่สะอื้นขึ้นมาด้วยความรู้สึกผิด
            "ขะ... ขอโทษนะพี่จ๋า... แต่มีอาสัญญากับพ่อจ๋าแล้วว่าจะไม่บอกพลังนี้ไป เพราะว่าถ้าพี่จ๋ารู้ล่ะก็ พี่จ๋าจะเข้าไปห้าม แล้วพี่จ๋าจะต้องเจ็บสาหัสไปด้วย"
            "บ้าจริง...! มีอาไม่รู้ใช่ไหมว่าพลังนั้นเป็นยังไง...!?"
            "มีอา... มีอารู้ก็แค่ที่พ่อจ๋าบอกว่ามันรุนแรงมาก..."
            "ใช่สิ... มันต้องรุนแรงแหงอยู่แล้ว...!"

            ฟิลหันมองกลับหลังซึ่งตอนนี้ระยะห่างมากเกินที่จะเห็นอะไรจากเครนี่และริริสอีกแล้ว
            "ก็นั่นนะ... มัน... มันพลังระเบิดตัวเองเชียวนะ...!!" ฟิลพูดขึ้นเสียงดังและสั่นไหว รู้แล้วว่าพ่อของตนกำลังจะทำอะไร และจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

            ...............................................


            หลายปีก่อนหน้านี้...
            ณ บริเวณทดสอบการบินของฐานทัพหนึ่งของประเทศอาโกลาส พื้นที่แห่งนี้เป็นหน้าผาสูงชันรายล้อมและก็มีเพียงเครนี่กับริริสตามลำพังเท่านั้น

            ตูม!!

            เสียงระเบิดดังสะนั่นหน้าผาเวิ้ง

            มันเป็นครั้งแรกที่เครนี่ให้ริริสลองใช้พลังพิเศษดู หลังจากที่เห็นนิมิตรที่เสมือนภาพบิ๊กแบงหรือการระเบิดของดวงดาว...
            มันเป็นภาพการแตกกระจายสีขาวที่เจิดจ้า จากนั้นแล้วทุกอย่างก็กลายเป็นความว่างเปล่าไป...

            ในห้องสมุดของกองทัพมีหนังสือลับที่สุดเล่มหนึ่งที่เคยบันทึกถึงพลังพิเศษต่างๆของมังกรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
            ในหนังสือนั้นได้จำแนกพลังออกเป็นสายต่างๆ หากมีข้อมูลใหม่ๆก็อาจเขียนลงลึกถึงทั้งชื่อของมังกรและผู้ใช้มังกรด้วย อีกทั้งยังมีการวาดภาพประกอบถึงลักษณะพลังให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ
            โดยมากพลังของมังกรมักจะเป็นสายธรรมชาติ แต่ก็มีบ้างที่จะเป็นสายพิเศษที่อยู่นอกเหนือสายธรรมชาติ
            สำหรับสายพิเศษนั้น แม้ว่าพลังจะมีข้อจำกัดทั้งปริมาณของมังกรที่ใช้ได้ อีกทั้งการใช้อาจมีเงื่อนไขอื่นมาบีบ แต่ส่วนใหญ่แล้วพลังสายพิเศษมักมีอำนาจทำลายล้างที่น่ากลัวและโดดเด่นเหนือพลังทั่วไป

            หนังสือที่ถูกเขียนขึ้นโดยความร่วมมือของปราชญ์และนายทหารระดับปฏิบัติการนี้ได้เห็นพ้องตรงกันว่าพลังพิเศษของมังกรที่มีมาบนเคลเฟอร์นี้นั้น... วันโลกาวินาศถือเป็นพลังที่น่ากลัวที่สุด...
            ซึ่งรูปแบบก็คือการใช้อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายแทนระเบิด โดยอาจใช้เพียงแค่เกล็ดสำหรับการระเบิดในพื้นที่จำกัดและหวังผลปลอดภัยแก่ทั้งมังกรและผู้ใช้ แต่หากต้องการทำลายแบบวงกว้างก็สามารถใช้ทั้งตัวแทนระเบิดก็ได้

            มันเป็นการบันทึกที่แทบจะอยู่ในหน้าแรกๆของหนังสือ ซึ่งก็หมายความว่ามันเป็นพลังที่มีมานานแล้วและสืบทอดเรื่องราวมาด้วยคำบอกกล่าวเพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง
            แรกเริ่มเดิมทีเครนี่ก็ไม่ได้เชื่อบันทึกไปเสียทั้งหมด... จนกระทั่งทดสอบด้วยตัวเองนี่เองถึงได้ยอมรับความจริงว่าพลังพิเศษที่ริริสมีนี้เป็นของจริงและน่ากลัวเกินกว่าที่จะใช้อย่างพร่ำเพรื่อ

            เครนี่ให้ทดสอบการดีดเกล็ดออกไปปักผาหินแล้วจุดระเบิด ผลที่ได้นั้นกลับมาน่าทึ่งเหลือเชื่อ
            เพียงแค่เกล็ดๆเดียวกลับแปรสภาพเป็นระเบิดได้แรงไม่แพ้ไดนาไมท์ระเบิดเหมืองลูกหนึ่งเลยทีเดียว
            "เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงถูกเรียกว่าวันโลกาวินาศ... ขนาดเกล็ดแผ่นเดียวยังป่นหินได้ขนาดนี้..." เขาเพ่งมองผาหินที่แตกแหว่งผิดรูปเดิมไปมาก
            "กรร..." ริริสเองก็ไม่อยากเชื่อเช่นกันเพราะตัวเองก็เป็นเพียงมังกรเพศเมียที่ธรรมดาและค่อนข้างจะอ่อนแอกว่าเกณฑ์ตัวหนึ่ง ทว่าพลังพิเศษที่มีกลับสามารถฆ่ามังกรตัวใหญ่นับสิบตัวได้ด้วยเกล็ดเดียวเท่านั้น
            "พลังแรงไม่สมกับเป็นตัวเธอเลยนะ" เครนี่แตะจับที่คอริริส สายตาก็ยังดูผลการทำลายล้างไม่วางตา "นี่ถ้าใช้ทั้งร่างกายแทนตัวพลังล่ะก็... รัศมีรอบๆนี้หนึ่งถึงสองกิโลเมตรคงกลายเป็นผงแน่ๆ"
            "กรรร..." เธอขานรับเสียงอ่อยๆ

            เครนี่เอียงตัวมองหน้าริริสแล้วก็ขยับมือลูบคอแล้วพูดด้วยความเอ็นดู
            "สบายใจเถอะนะ ฉันไม่คิดจะใช้พลังพิเศษที่ต้องทรมานตัวเธอหรอก พลังที่รุนแรงนี้มันควรถูกปิดผนึกไว้สำหรับคราวที่จำเป็นจริงๆ" เครนี่พูดขึ้นด้วยความสัตย์จริง "แต่ว่าถ้าจำเป็นต้องใช้จริงล่ะก็ สัญญาได้เลยว่าฉันจะไม่ทิ้งเธอไปไหนแน่... ฉันจะใช้ทั้งที่ขี่หลังเธอแบบนี้ล่ะ ถ้าไม่ใช้ก็ไม่ใช้ด้วยกัน แต่ถ้าจะใช้ก็ต้องอยู่ด้วยกันจนถึงที่สุด"
            "ครือ..." ริริสหลับตาลงแล้วเอนคอตอบรับกับการลูบให้กำลังใจของเครนี่
            "อย่างน้อยก็เป็นการรับผิดชอบในฐานะผู้ใช้มังกร... ในฐานะของคนที่มีชะตากรรมผูกพันร่วมกันนะ"


            ...............................................


            ก๊าซ!!

            ริริสกรีดร้องขึ้นหนึ่งครั้งเป็นการส่งสัญญาณไปยังนายที่ดูเงียบลงไป

            เครนี่ที่กำลังก้มหน้าอยู่ก็ถึงกับสะดุ้งเล็กๆแล้วรีบเงยหน้าขึ้นมา
            "โอ๊ะ..." เครนี่เห็นท้องฟ้าแล้วก็รีบส่ายหน้าเรียกสติกลับคืน "อา... โทษทีริริส... เผลอหลับไปเสียได้"

            ความสูงที่อากาศเบาบางทำให้เครนี่เผลอวูบไป
            ซึ่งมันก็ทำให้เขาเห็นถึงภาพเหตุการณ์ในอดีตไปช่วงสั้นๆ

            ภาพอดีตที่ย้อนกลับคืนมาได้ถูกที่ถูกเวลา ราวกับว่าจะเตือนถึงคำพูดที่เคยให้สัญญาไว้ในอดีต...
            "ได้เวลาแล้วสินะ..."
            "ครือ..."
            "ถ้างั้นเตรียมตัวกันเถอะ"

            เครนี่ปิดหน้ากากเหล็กลง คงสภาพป้องกันตัวมิดชิด
            มันอาจไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ยังพอทำให้มีชีวิตได้จนถึงวินาทีสุดท้ายจนถึงวินาทีแตกหัก...

            ที่จริงแล้วในบันทึกไม่ได้กล่าวถึงพลังพิเศษทั้งหมด
            มีเพียงเครนี่กับดาเนี่ยลเท่านั้นที่รู้ถึงจุดอ่อนที่ร้ายแรงเพียงหนึ่งเดียวของพลังนี้...

            นั่นก็คือเมื่อทำการเริ่มจุดชนวนระเบิดแล้วมังกรจะเคลื่อนไหวไม่ได้ไปช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับปริมาณของชิ้นส่วนร่างกายที่จะใช้จุดระเบิด
            ลำพังแค่เกล็ดเล็กๆเกล็ดหนึ่งอาจใช้เวลาราวสามถึงห้าวินาทีก่อนการระเบิด

            แต่ศึกครั้งนี้ ถ้าต้องการให้ทุกอย่างบรรลุตามประสงค์แล้ว เครนี่ประมาณว่าอาจต้องใช้เวลาประมาณเกือบห้านาที

            ห้านาที...
            สำหรับการจุดระเบิดด้วยร่างทั้งร่าง...

            พลังทำลายล้างที่มากเกินพอจะทำให้แนวหลังของกองทัพไฮแลนด์ทั้งหมดถูกทำลายหายไม่เหลือแม้แต่ซาก...
            "เอาล่ะนะริริส... ไปทำหน้าที่สุดท้ายของเรากันเถอะ" เครนี่หมอบตัวแนวหลังริริสแล้วกระตุกเชือกสั่งการ
            "ครือ..." มังกรสาวก้มตัวลง แล้วจากนั้นก็เริ่มปรับองศาบินลง
            "จุดชนวน!" เขาออกคำสั่งใช้พลังพิเศษ "ขอเรียกใช้พลังแห่งวันโลกาวินาศด้วยความรุนแรงทั้งหมดที่จะทำได้!"

            พลันนั้นร่างทั้งร่างของริริสก็ส่องประกายสีทองเจิดจ้าขึ้นบริเวณเหลือชั้นเมฆ...


            ...............................................


            แสงสว่างจากพลังพิเศษนั้นอยู่สูงเกินไปและถูกแสงอาทิตย์ยามเที่ยงกลบสนิท

            ไม่มีใครรู้ว่าบัดนี้เครนี่ได้ดำเนินการตามแผนไปยังจุดไหนแล้ว
            จะมีก็เพียงฟิลเท่านั้นที่รู้สึกร้อนผ่าวที่กลางใจและอยากกลับไปห้ามเครนี่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม...

            ครั้งที่ยังอยู่ฟาร์มมังกร เครนี่ก็เคยเอาบันทึกดังกล่าวให้ฟิลอ่านหมายจะได้รู้ว่าอาจต้องเจอกับมังกรพลังพิเศษในหลายๆแบบ
            ฟิลจำถึงพลังพิเศษได้ทั้งหมด แต่เขาไม่นึกมาก่อนว่าพลังของริริสนั้นจะเป็นพลังที่ถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งในนั้น... พลังที่อยู่หน้าแรกๆของหนังสือ... มันใกล้ตัวเกินไปจนคาดไม่ถึง

            ถึงฟิลจะเป็นคนมีเหตุผลไม่เชื่ออะไรง่ายๆและไม่ปักใจเต็มร้อยแม้จะเป็นตำราก็ตาม
            แต่กับสิ่งที่เครนี่พูดและกระทำอยู่นี้มันทำให้เขาต้องเชื่อโดยสนิทใจว่าพลังนั้นเป็นของจริง

            คำพูดของเครนี่ไม่ใช่เป็นคำพูดเพื่อคุยกันทั่วไปประสาพ่อลูก
            หากแต่มันคือคำสั่งลา ก่อนที่จะต้องแยกกันตลอดกาล...

            ฟิลรู้แล้วว่าพลังที่รุนแรงนั้นจะถูกนำมาใช้เยี่ยงไร
            ถึงตอนนี้หลังจากที่รู้เรื่องทั้งหมดจากมีอาแล้ว เขาแทบจะหลุดความเยือกเย็นแล้วถูกแทนที่ด้วยความบ้าคลั่ง
            "กลับหลังมีอา...! เราจะไปห้ามพ่อ...!" ฟิลจับบังเหียนเตรียมชักกลับ
            "ไม่ทันแล้วล่ะฟิล เครนี่น่าจะเริ่มใช้พลังแล้ว" ดาเนี่ยลที่บินตามหลังมาห้ามเสียงแข็ง
            "ไม่ลองไม่รู้หรอกครับ...! ไปมีอา...! บินกลับ...!" ชายหนุ่มขึ้นเสียงดุดัน
            "ไม่! ถ้ามีอาไปพี่จ๋าจะต้องตาย!" ทว่ามีอาก็ปฏิเสธเสียงแข็งเช่นกัน
            "พี่ไม่สน...! ไปห้ามพ่อเดี๋ยวนี้...!"
            "ไม่!!"
            "ไปสิมีอา...! ขอร้องล่ะ...!!"
            "ไม่...! มีอาไม่ยอมเด็ดขาด...!!"

            ที่ผ่านมาฟิลคิดว่าการที่มังกรสามารถนึกอ่านได้เองน่าจะเป็นการดีกว่ามังกรที่รอเพียงคำสั่งอย่างเดียว อย่างน้อยหากเจ้าของเป็นอะไรไปมังกรก็ยังสามารถตัดสินใจด้วยตัวเองได้
            แต่มาถึงตอนนี้แล้วฟิลกลับรู้สึกว่าอิสระทางความคิดของมังกรนั้นกลับเป็นผลเสียขึ้นมาจนได้

            ฟิลไม่เคยนึกตำหนิมีอาที่เลือกความปลอดภัยของชีวิตตนมากกว่าอื่นใด
            แต่พ่อก็เป็นเพียงครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ฟิลรักครอบครัวที่สุดและเขาก็ไม่อาจยอมนิ่งเฉยดูพ่อตายลงต่อหน้า แม้ว่าการเข้าไปห้ามจะผิดต่อเหล่าทหารที่ใช้ชีวิตตัวเองเพื่อสร้างโอกาสให้แผนนี้ก็ตาม...
            "ไปมีอา...! กลับหลังเดี๋ยวนี้...!"
            "ไม่...!"
            "มีอา... พี่ไม่อยากทำแบบนี้นะ... ถ้ามีอาไม่ทำล่ะก็พี่จะ..." ฟิลออกลูกขู่

            ขณะที่ดาเนี่ยลกับแฟ้งค์หันมองกัน
            แม้จะร่วมฝึกและรบมาด้วยกันในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทั้งคู่ก็รู้จักฟิลมากเกินพอ และมั่นใจว่าฟิลตั้งใจจริงที่จะพาตัวเองไปห้ามเครนี่ให้ได้ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

            ดาเนี่ยลพยักหน้ากับแฟ้งค์
            พวกเขาคิดว่าหากจำเป็นก็อาจต้องออกแรงเพื่อห้ามฟิลไว้ โดยพร้อมจะใช้พลังพิเศษหรือปะทะเฉี่ยวชนเพื่อหยุดฟิลให้ได้
            การใช้ความรุนแรงอาจดูไม่ดีกับฟิลและมีอา แต่เพื่อให้แผนการบรรลุวัตถุประสงค์แล้วมันก็เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
            "พี่จะพูดเป็นครั้งสุดท้าย... หันหลังกลับเดี๋ยวนี้มีอา...!" ฟิลยื่นคำขาด
            "ไม่...!!"

            ในที่สุดแล้วฟิลก็หมดความอดทน เขาดึงบังเหียนออกข้างสุดตัวพร้อมใช้คำสั่งประกาศิตพิเศษของผู้เป็นนาย
            "กลับไปช่วยพ่อเดี๋ยวนี้...! นี่คือคำสั่ง...!!" เขากร้าวเสียงขึ้นหนักแน่น

            ดาเนี่ยลกับแฟ้งค์ก็บินแยกฉีกออกซ้ายและขวาประกบมีอาไว้พร้อมเบียดชน

            มีอานิ่งไปช่วงสั้นๆ แววตาเธอเลื่อนลอยเหมือนจะถูกครอบงำเช่นครั้งก่อนหน้า
            ปีกซ้ายของเธอย่อหุบลงไปเล็กน้อยทำท่าจะเอียงโฉบออกข้างตามคำสั่ง

            แต่ทว่า...
            อึดใจหลังจากที่สั่งการไปแล้วแววตาของมีอาก็กลับคืน เธอส่ายหน้าไม่ทำตามคำสั่งพร้อมกับร้องเสียงดัง
            "ไม่!! มีอาทำไม่ได้!!" มีอากลับมาบินต่อในทิศทางเดิม

            คำสั่งฟิลไม่เป็นผล...
            มันเป็นเรื่องที่แปลกและไม่เคยปรากฎมาก่อนกับการที่นายสั่งมังกรในเงื่อนไขที่ทำได้แล้วมังกรไม่ยอมทำตาม...
            "ไปมีอา...! หันหลังสิ...!!" ฟิลแปลกใจแต่ก็ไม่ยอมแพ้และสั่งซ้ำอีกครั้ง "นี่พี่สั่งมีอาอยู่นะ...!!"
            "ไม่!! มีอาไม่ยอม!!" แต่มีอาก็ยังคงปฏิเสธอย่างแน่นหนัก

            แฟ้งค์เต็มไปด้วยความสงสัย เขาเหลือบตามองดาเนี่ยล
            "คำสั่งไม่ได้ผล...?"
            "ฉันเองก็ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน" ดาเนี่ยลส่ายหน้างง

            ฟิลพยายามดึงบังเหียนด้วยแรงแขนที่เหลือน้อยนิด
            "โธ่มีอา... จะดูพ่อตายไปแบบนี้เหรอ...!?" เขาโอดครวญไม่รู้จะทำยังไงต่อไปอีกแล้ว "ไปห้ามพ่อสิ... มีอา..."
            "ไม่... มีอาไม่ยอมเสียพี่จ๋าไปเด็ดขาด...!!"

            มีอาเองก็โอดครวญเช่นกัน น้ำตาจากตาทั้งสองไหลนองเต็มหน้าเธอ หากฟิลรู้สึกว่าจะสูญเสียพ่อไปแล้วนั้น มีอาก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่มันจะเจ็บปวดกว่านี้อย่างเทียบไม่ได้ถ้าต้องเสียฟิลไปด้วย...
            เธอเลือกที่จะปกปักษ์พี่ชายไว้แม้จะต้องยอมปล่อยให้คนที่เธอรักเสมือนพ่อต้องจากไปก็ตาม...

            ระหว่างที่กำลังขืนขัดอยู่นั้นเอง
            เครนี่ก็บินโฉบลงมาในระดับความสูงที่พอจะมองเห็นได้แล้ว

            ซึ่งนั่นเองที่ทำให้สังเกตได้ถึงแสงสว่างที่เจิดจ้าเหมือนดวงอาทิตย์กำลังดิ่งเป็นแนวเฉียวไปในทางทัพหลังของไฮแลนด์
            "พ่อ...!?" ฟิลหันหลังสุดตัวมองดูแหล่งกำเนิดแสงที่ห่างไกลจนเห็นเพียงจุดเล็กๆ


            ...............................................


            พอพ้นแนวเมฆและแนวสาดของแสงอาทิตย์มาแล้ว
            ริริสในสภาพที่เรืองแสงเป็นจุดเด่นทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบินตรงไปยังแนวหลังของไฮแลนด์ที่ถือเป็นจุดหวงห้ามที่สุด

            เครนี่บุกไวและมาในตำแหน่งที่คาดไม่ถึง เขาให้ริริสบินตรงลงมาด้วยความเร็วสูงสุด แรงอัดของอากาศสูงตามจนแทบหมดสติแต่ทั้งคู่ก็ยังคงอดทนกับมัน
            ทั้งนี้เพราะเมื่อลงได้เพียงแค่ความสูงครึ่งหนึ่งของระยะที่บินอยู่ริริสก็มีอาการชะงักด้วยผลของพลังพิเศษ

            ชนวนถูกจุดโดยสมบูรณ์แล้ว
            ริริสไม่อาจขยับปีกได้อีก ก่อนที่จะขยับปีกไม่ได้เธอได้ย่อหุบปีกกลับและบินตรงลงมาให้สภาพที่เหมือนกำลังพุ่งหลาวลดแรงต้านจากลมมากที่สุด
            ด้วยความเร็วต้นที่สูงจึงทำให้ความเร็วในการบินตกจากนี้ไม่มีปัญหาอีกต่อไป และมันจะถึงยังจุดนัดพบตรงตามที่เครนี่คำนวณทุกประการ

            ธีโอดอร์เห็นเครนี่บินตรงลงมาก็ตระหนกเป็นการใหญ่
            แม่ทัพฝ่ายศัตรูมาตามลำพังโดยไม่มีอาวุธอาจไม่น่าคิดหนักอะไร แต่ว่าร่างมังกรรับใช้ที่เรืองแสงอยู่นี้เท่านั้นที่ให้ความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจที่สุด
            "ทหารมังกรโว้ย! อยู่เฉยอะไรวะ ไปจัดการมันเซ่! ถ้าปล่อยให้มันมาเหนือหัวฉันได้ล่ะก็ฉันจะสั่งกุดหัวให้หมดทุกคนเลย!!" ราชาหนุ่มตวาดสั่ง

            ทหารมังกรระแวกนั้นหลายคนขยับตัวบินเร่งมายังจุดที่เครนี่อยู่
            แต่ตำแหน่งของเครนี่ก็เหมาะสมกับแผนการที่สุด ทหารมังกรไฮแลนด์พยายามเร่งที่สุดแล้วแต่ก็ไม่อยู่ในระยะที่จะจัดการได้อย่างเด็ดขาด อาวุธเดียวที่พอจะหวังผลได้บ้างก็คือธนูเท่านั้น แต่ก็ต้องสุ่มเสี่ยงเมื่อราชาของตนอยู่ข้างล่าง หากยิงพลาดขึ้นมาแล้วอาจเกิดเรื่องที่ร้ายแรงกว่าได้

            อย่างไรก็ดีไม่ว่าจะมีธนูหรือไม่ เครนี่และริริสสวมเกราะเหล็กเตรียมการแต่แรก หากคิดจะยิงก็ไม่อาจส่งผลอะไรนัก
            ยิ่งระยะห่างก็ยิ่งทอนความแรงของธนูลงไปอีก แม้จะใช้ดอกใหญ่เพียงใดสายเอ็นหนาแค่ไหนก็ไม่อาจทะลุแผ่นเหล็กคุ้มกายได้ หากจะมีสักดอกที่เล่นงานได้ก็มีเพียงแค่ธนูของกอร์ด้อนเท่านั้น ซึ่งมันก็ถูกฟิลจัดการราบคาบไปแล้ว

            เมื่อเห็นว่ากองทหารไฮแลนด์ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เสนาธิการใกล้ชิดธีโอดอร์ทั้งหลายจึงคิดว่าให้รีบหนีไปยังจุดที่ปลอดภัยก่อนจะเป็นการดีที่สุด
            "ท่านธีโอดอร์ หลบไปที่ป่าใกล้ๆก่อนเถอะครับ!"
            "ชิ!" ถึงจะเป็นคนรั้นเพียงใดแต่ธีโอดอร์ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองเสมอ เขารีบวิ่งตามกลุ่มนายทหารระดับสูงที่นำไปก่อนหน้า

            เครนี่ก้มมองดูไม่วางตา ระยะห่างพอสมควรจนเห็นลางๆแค่ภาพชายกลุ่มเล็กๆกำลังแห่กันไปหลบในป่าที่มีต้นไม้สูงใหญ่
            ในความเห็นของเขาแล้วนี่เป็นการดิ้นรนที่ไร้ความหมาย เพราะต่อหน้าพลังอันยิ่งใหญ่ของริริสแล้ว มิอาจมีผู้ใดที่จะหลบหนีหรือเอาตัวรอดไปได้แม้จะเป็นสัตว์ใหญ่หรือจอมเวทที่เก่งกาจเพียงใด...

            ยิ่งระยะโจมตีสุดท้ายใกล้เข้ามา ฝ่ายของไฮแลนด์ก็ประชิดตัวเครนี่มากขึ้น
            พอเห็นว่าธีโอดอร์ไปยังจุดปลอดภัยแล้วลูกธนูจำนวนหนึ่งก็ถูกระดมยิงเข้าใส่

            สำหรับเครนี่ที่สวมเกราะแล้วธนูไม่อาจทำอะไรได้ แต่สำหรับริริสแล้วนั้นตรงข้ามธนูปักตามร่างของริริสในส่วนที่เกราะคลุมไม่ถึง
            มันทำให้มังกรสาวถึงกับกระตุกและกระอักเป็นจังหวะ แต่ก็ไม่ทำให้ความเร็วในการบินลดลงหรือทิศทางต้องแปรเปลี่ยนแต่อย่างใด

            น้ำหนักและแรงดึงดูดทำให้ยังคงพุ่งทะยานลงไปด้วยตัวของตัวเอง
            จุดสุดท้ายของเครนี่จะไม่เปลี่ยนแปลง แผนจะไม่ล้มเหลว ตราบที่ยังคงรักษาลมหายใจได้ถึงวินาทีสุดท้ายนั้น

            ซึ่งบัดนี้วินาทีดังกล่าวได้มาถึงแล้ว...
            "ขอโทษนะริริส... ที่ต้องลากเธอมาเจอเรื่องแบบนี้" เครนี่กล่าวขึ้น "ขอโทษที่ต้องเลือกที่ตายให้กับเธอ"
            "ครือ..." ริริสขยับตัวไม่ได้แต่ก็ยังมีแรงพอตอบโต้ได้บ้าง น้ำเสียงของเธอฟังดูอ่อนโยนเหมือนกับจะรับรู้และเห็นด้วยกับการกระทำของเครนี่
            "แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนะริริส เธอจะไม่ได้จากไปโดยลำพังหรอก... ฉันจะตามเธอไปด้วย"

            พอใกล้ถึงวินาทีสุดท้ายแห่งชีวิต โลกทั้งใบก็เหมือนจะหยุดหมุน
            เครนี่รู้สึกเห็นภาพอดีตย้อนกลับคืน วันเวลาแห่งความสุขกับชีวิตครอบครัวพ่อแม่ลูก...

            น้ำตาใสๆไหลซึมออกมาจากตาของชายผู้มากด้วยความรับผิดชอบที่เคยมีแผลใจ
            แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆที่ได้คืนดีกับลูกชาย แต่เขาก็พอใจที่สุดแล้วและหากสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ไปสามารถต่ออนาคตที่สงบสุขแก่ลูกได้ มันก็ถือว่าคุ้มค่าที่สุดแล้วด้วยเช่นกัน

            ลมที่พัดตีหน้ารุนแรงทอนกำลังลงไป เครนี่ลืมตาขึ้นเห็นถึงลำแสงสีทองที่ส่องเจิดจ้าเป็นเส้นตรงมาที่ใบหน้า แล้วจากนั้นภาพทั้งหมดก็ถูกแสงนั้นส่องทับจนกลืนไปทั้งหมด
            รอยยิ้มปรากฎขึ้นที่มุมปากของเครนี่ประหนึ่งว่าจะยอมรับตัวเองหรือเห็นนิมิตรบางอย่างถึงอนาคตของลูกทั้งสอง
            "ลาก่อนนะฟิล... มีอา... ขอให้ลูกๆมีชีวิตที่มีความสุขต่อไปนะ" เครนี่กล่าวลา

            พลันนั้นแล้วลำแสงก็กระจายตัวจากริริสไปทั่วบริเวณ
            ตามมาด้วยการระเบิดเกิดขึ้นอย่างรุนแรง

            ทั้งอัศวินมังกร นักรบมังกร รวมถึงทหารราบทั้งหมดในสนามรบได้รับผลกระทบกันทุกผู้ โดยเฉพาะวงกลมการระเบิดชั้นในที่ทุกคนถูกสังหารโดยที่ไม่ทันได้รู้สึกตัว

            ขณะที่ผลกระทบอย่างที่สองช็อคเวฟหรือคลื่นกระแทกกระจายตัวเป็นสิ่งที่ตามมา
            มังกรที่อยู่นอกรัศมีระเบิดแต่อยู่ในขอบเขตของช็อคเวฟนั้นถูกแรงกระแทกเล่นงานกันถ้วนหน้า ที่อยู่ใกล้พื้นที่ก็ถึงขั้นอวัยวะภายในเสียหายร่วงตาย บ้างก็ประคองตัวไม่ได้ถูกดันปลิวออกไปตกสู่พื้นไปด้วย

            แม้แต่กลุ่มของอัศวินมังกรที่กำลังบินหนีออกมาโดนปลางหางคลื่นกระแทกเข้าไปก็ถึงกับทรงตัวแทบไม่อยู่

            นอกจากนี้เสียงระเบิดนั้นทำเอาแทบทั้งหมดหูดับไปในช่วงเวลาหนึ่ง ขนาดดาเนี่ยลกับแฟ้งค์ที่รู้ล่วงหน้าปิดหูไว้ก็ไม่วายหูอื้อตามไปด้วย

            มีอากัดฟันบินตรงห่างจากจุดออกไปทั้งที่ยังหูอื้ออยู่เพื่อเอาตัวรอดจากผลกระทบนี้ ถึงตอนนี้เธอไม่สงสัยอีกแล้วว่าทำไมเครนี่ถึงห้ามไม่ให้ฟิลเข้าไปใกล้ตอนใช้พลังพิเศษ
            ส่วนฟิลที่หันหลังมองดูช่วงวินาทีตอนจุดระเบิดนั้นก็ได้แต่อ้ำอึ้งพูดอะไรไม่ได้ ตอนนี้เขาทั้งตาพร่า หูอื้อ และชาไปทั้งตัวด้วยผลของการระเบิด...

            แต่บางทีแล้วเขาก็รู้สึกว่ามันอาจจะดีก็ได้ที่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกแห่งความเป็นจริง
            เพื่อให้ลืมภาพที่ได้เห็น... ภาพวินาทีสุดท้ายของชีวิตพ่อตนเอง...


            ...............................................


            สิ้นเสียงระเบิดแล้ว
            ทุกอย่างก็มีเพียงความว่างเปล่า...

            บริเวณแนวหลังของทัพไฮแลนด์ที่เคยมีเต๊นท์บัญชาการ เสบียง อาวุธ และหน่วยพยาบาล ที่เป็นชัยภูมิที่เหมาะสม มีป่าล้อมรอบซ้ายขวาอันเป็นแนวปราการชั้นดี
            บัดนี้ทุกอย่างได้ถูกทำลายลงหมดสิ้นและโดยสมบูรณ์...

            โดยเฉพาะอย่างที่บริเวณจุดที่ริริสระเบิดตัวเอง
            พื้นดิน ณ จุดนั้นได้กลายเป็นกลุมกว้างขนาดใหญ่ความลึกส่วนกลางนั้นมากถึงสิบเมตร ลักษณะเหมือนลูกบอลที่กดลงไปในโคลน มันเรียบโค้งสวยงามแบบไม่น่าเป็นไปได้กับพื้นดินที่แห้งแข็งเช่นนี้

            ซึ่งนั่นก็สะท้อนว่าพลังพิเศษของริริสนั้นน่ากลัวเพียงใด...

            แรงระเบิดทุกอย่างถูกทำลายล้างจนเหี้ยน
            อานุภาพทางตรงนั้นน่ากลัวสมชื่อวันโลกาวินาศ...

            บริเวณระยะหวังผลรอบๆเกือบหนึ่งพันเมตรถูกกวาดล้างพร้อมกับขยี้ทุกอย่างจนไม่เหลือซาก
            อีกสองกิโลเมตรติดกันนั้นถูกผลกระทบต่อเนื่องจากแรงของช็อคเวฟ... ทหารราบและทหารมังกรไฮแลนด์ที่อยู่ใกล้แรงอัดไม่เสียชีวิตก็สาหัส ส่วนที่ห่างออกมาก็บาดเจ็บไล่ลำดับมากน้อยกันมา...
            แม้แต่ส่วนปลายของแรงระเบิดก็ถึงกับล้มลุกคลุกคลานกันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว...

            ในหูของแต่ละคนยังคงมีเสียงดังวิ้งๆก้องอยู่ไม่หาย
            ซึ่งก็สอดรับกับสมองที่เต็มไปด้วยความงงงวย สับสน แต่ตระหนก...

            ทั้งสองทัพยุติการต่อสู้ลงอย่างสนิท อาวุธถูกลดลงโดยไม่รู้ตัว
            ทุกสายตาล้วนจ้องมองย้อนไปยังจุดด้านหลังของแนวรบ...

            ที่โล่งหลุมลึกแห่งนั้น ไม่มีเครนี่ ไม่มีธีโอดอร์ ไม่มีเสนาธิการทหารที่หลบซ่อน
            กระทั่งทหารที่บาดเจ็บซึ่งถูกลูกหลงไปด้วย ทั้งหมดเหลือเพียงความว่างเปล่า...

            มันเกิดอะไรขึ้น!?

            นี่คือคำถามที่ทหารทั้งสองต่างคิดกันอยู่ในใจ
            พลังพิเศษของเครนี่เปลี่ยนทุกสิ่ง ตั้งแต่อารมณ์ที่ระอุในสงครามไปจนถึงความนึกคิดให้กลายเป็นความว่างเปล่าได้สนิท...


            ...............................................


            เค้นท์ซึ่งเป็นแม่ทัพบกเองก็ถึงกับทรุดเมื่อถูกแรงกระแทก
            แต่ด้วยความที่เจนสนามรบและเคยถูกโจมตีมามากจึงฟื้นตัวได้ไว
            สิ่งแรกที่เขากระทำทันทีเมื่อลุกขึ้นยืนได้แล้วก็คือหันมองกลับไปดูความเสียหายที่แนวหลัง

            ภาพปรากฎนั้นแทบทำให้ตะลึงตาค้างไป เมื่อพบว่ากำลังรบแนวหลังทั้งหมดหลายพันชีวิตหายสิ้นไป
            ทั้งส่วนที่รักษา หน่วนสนับสนุน อาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงบุคคลสำคัญทั้งหลาย... เรียกได้ว่าการโจมตีที่ลึกลับแบบฆ่าตัวตายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ทำให้ปัจจัยได้เปรียบทางการรบทั้งหมดลดประสิทธิภาพไปกว่าครึ่งจนสองทัพแทบจะสูสีกัน

            ในตอนนี้หากคิดจะสู้ต่อแล้ว เขาเชื่อสนิทใจว่าโอกาสล้มตายทั้งสองฝ่ายนั้นแทบเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์แน่...
            "นี่มันอะไรกัน... พลังพิเศษของเครนี่หรือนี่...?" เขาพูดขึ้นมากับตัวเองอย่างแทบไม่เชื่อสายตา
            "อา..." ลูกน้องคนสนิทที่เริ่มคืนสติได้เห็นภาพแล้วก็สับสนยิ่งกว่า "นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับเนี่ย...?"
            "โดนเล่นงานเข้าแล้วล่ะ... คาดไม่ถึงเลยว่าอาโกลาสจะเล่นไม้นี้"
            "แล้วเราจะเอาไงต่อล่ะครับ...?"
            "ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน" เขาตอบแบบนึกอะไรไม่ออก สายตาก็เพ่งมองไปยังแนวหลังเพื่อหาคำตอบนี้


            ในบรรดาทหารที่เต็มไปด้วยความสับสนอยู่นี้
            จะมีก็เพียงกลุ่มที่รับรู้มาก่อนว่าจะเกิดอะไรขึ้นเท่านั้นที่ตั้งสติได้ไวกว่าคนอื่น

            แฟ้งค์ส่ายหน้าเรียกประสาทให้กลับคืน การอุดหูช่วยป้องกันเสียงได้มาก เพียงช่วงสั้นๆโสตประสาทก็กลับคืนดังเดิม
            "ท่านเครนี่..." เขาดึงบังเหียนให้มังกรคู่ใจบินประคองตัวนิ่ง สายตาก็พลางทอดมองไกลออกไปยังพื้นที่สุดท้ายของเครนี่ "ชีวิตของท่านทำให้สงครามนี้ต้องยุติลงช่วงสั้นๆได้เลย..."
            "ไม่หรอกมันจะยุติถาวรต่างหาก" ดาเนี่ยลที่ฟื้นตัวแล้วเช่นกันพามังกรมาบินเคียงข้าง
            "หมายความว่ายังไงเหรอครับ?"
            "นี่คือเหตุผลว่าทำไมเครนี่ถึงเรียกฉันมา" ดาเนี่ยลถือโอกาสฝากงาน "ฉันจะไปเปิดโต๊ะเจรจา ฝากดูแลทัพฟ้าแทนด้วยล่ะ"
            "เจรจา?"
            "คอยดูก็แล้วกัน"

            ดาเนี่ยลกล้าหาญบินเดี่ยวลงไปยังที่ว่างเหนือพื้นที่กึ่งกลางของการศึกบนทัพบก
            ความที่ไม่ได้ติดอาวุธไปด้วยและไม่ได้แสดงทีท่าเป็นปฏิปักษ์ ทหารบกของไฮแลนด์จึงแค่ระวังป้องกันเท่านั้น หน้าไม้ถูกหยิบขึ้นมาขึ้นมาบรรจุลูกดอกเตรียมแต่ยังไม่ขึ้นเล็ง
            ขณะที่ทางด้านอาโกลาสเองก็เตรียมหน้าไม้ขึ้นมาเผื่อป้องกันอดีตแม่ทัพฟ้าเช่นกัน

            แต่บรรยากาศยามนี้ก็ดูอึมครึมเกินกว่าที่จะด่วนเล่นงานไปเพราะความหวาดระแวงหรือโมโห

            ดาเนี่ยลให้ฟรีซบินลงมาแตะเหยียบที่พื้นล่าง จากนั้นก็ให้มันนั่งนิ่งๆ ณ จุดกึ่งกลางของสองทัพ
            ซึ่งตอนนี้ทั้งสองทัพคงสถานะเพียงแค่ระวังป้องกันอย่างเงียบๆเท่านั้น

            เมื่อเห็นว่าหูและตาของเหล่าทหารเริ่มกลับคืนสภาพเดิมแล้ว ดาเนี่ยลก็กลับคืนภาพแห่งจอมทัพอาโกลาสและเจรจาด้วยภาษาเดิมที่คุ้นเคย
            "ข้าคือดาเนี่ยล ตัวแทนแม่ทัพของอาโกลาส ข้าต้องการเจรจากับผู้มีอำนาจสูงสุดของไฮแลนด์ในเวลานี้!"

            เพียงเท่านั้นบรรยากาศที่เงียบอย่างอึดอัดก็เปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ ตามมาด้วยเสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากทางฟากไฮแลนด์

            ไม่มีใครคิดมาก่อนว่าจะมีการเจรจาเกิดขึ้นได้
            ซ้ำยังช่วงเวลาที่กำลังทำศึกอยู่ และสถานที่ก็ยังเป็นจุดกึ่งกลางของสนามรบอีกด้วย...

            เสียงพูดคุยกันดังขึ้นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จากนั้นแล้วก็เริ่มเงียบลงเมื่อมีเสียงสั่งการแว่วมาจากแนวหลัง
            กองทหารไฮแลนด์ที่ตั้งแนวอยู่เริ่มเปิดทางเว้นช่องให้ผู้ที่คู่ควรจะเจรจาด้วยเดินออกมา

            ไม่นานนักจากนั้นชายวัยใกล้เคียงกันและมากทั้งอำนาจและบารมีในกองทัพ
            แม่ทัพแห่งทัพบกได้เดินออกมาอย่างอาจหาญ โดยไม่หวั่นว่าจะเป็นกับดักเช่นกัน

            ก่อนที่จะเดินไปยังจุดเจรจา เค้นท์ก็หยุดหน้าแนวทัพแล้วเอ่ยปากขึ้นแนะนำตัว
            "ข้าคือเค้นท์ แม่ทัพแห่งทัพบกไฮแลนด์" เขาเว้นช่วงสั้นๆและกล่าวต่อ "และคิดว่าน่าจะเป็นคนที่มีอำนาจสั่งการสูงสุดในเวลานี้"
            "ไม่ได้เจอกันนานมากแล้วนะ... ยินดีที่ได้พบอีกครั้งท่านเค้นท์" ดาเนี่ยลตอบรับอย่างให้เกียรติ
            "เช่นกัน"

            แม้ด้วยตำแหน่งของเหล่าทัพจะทำให้ทั้งสองไม่เคยปะทะกันมาก่อน
            แต่ด้วยวัยที่ใกล้เคียงและประกอบอาชีพทหารมานานก็ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็พอรู้ทัศนะแนวคิดและอุปนิสัยของกันและกันดีระดับหนึ่ง
            เดิมทีมันเป็นการเรียนรู้สำหรับเอาชนะ แต่ตอนนี้มันถูกใช้เพื่อการเจรจาแทนไปแล้ว

            ดาเนี่ยลก้าวลงจากหลังมังกรและก้าวเดินห่างออกมายังจุดนัดพบที่กึ่งกลางจริงๆ โดยไม่มีอาวุธและไม่มีมังกรมายุ่งเกี่ยว
            เสียงฮือฮาดังขึ้นมาจากทางฟากอาโกลาสบ้าง บางคนเสนอตัวจะมาช่วยคุ้มกัน แต่ดาเนี่ยลก็ปฏิเสธไป เขาต้องการให้มีการเจรจาในแบบผู้นำต่อผู้นำอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเท่านั้น

            ซึ่งเค้นท์ก็สนองกลับอย่างชายชาติทหารเช่นกัน เขาปลดฝักดาบแล้วฝากไว้กับทหารคนสนิท ก่อนที่จะเดินแยกออกมายังจุดกึ่งกลางตามลำพังโดยสั่งไม่ให้ใครยุ่งเกี่ยวและให้ทหารทุกคนลดอาวุธลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งธนูและหน้าไม้

            สองผู้มีอำนาจสูงสุดของกองทัพแต่ละฝ่ายในเวลานี้ประสงค์ที่จะเจรจากันจริงๆ
            ทั้งคู่ยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างไม่ถึงสองเมตร เห็นได้ถึงทั้งแววหน้าสีหน้าท่าทางและอารมณ์

            ซึ่งไม่ว่าดาเนี่ยลหรือเค้นท์ต่างก็รักษาท่วงท่าสงบนิ่งได้ดีแม้ว่าจะเพิ่งเกิดเหตุน่ากลัวและนองเลือดมาก็ตาม

            กองทัพนับหมื่นที่ยืนห่างออกไปต่างเงียบเสียงลงไปสนิท
            ไม่มีใครกล้าพูดแทรกขัดการเจรจา แม้แต่มังกรทั้งหลายเองก็รับรู้ถึงบรรยากาศและเงียบสงบลงไปได้เองโดยที่เจ้าของไม่ต้องสั่งการ

            จะมีก็เพียงแค่เสียงลมตีกิ่งไม้พัดโบกจากแนวป่าเท่านั้นที่ทำให้รู้สึกว่าที่แห่งนี้ยังมีชีวิตอยู่...


            ...............................................


            ดาเนี่ยลมองหน้าเค้นท์
            จากนั้นก็ได้พูดถึงเหตุผลที่ต้องมาคุยกันต่อหน้าพยานในสายอาชีพทั้งหมดในสนามรบนี้
            "สงบศึกกันแค่นี้จะดีกว่าไหม?"

            เขากล่าวมันออกมาครั้งเดียวแต่ชัดเจนทุกคำพูด

            มันเป็นคำพูดที่ไม่ว่าใครต่อใครก็คาดไม่ถึง ไม่ว่าจะทั้งฝ่ายของอาโกลาสหรือไฮแลนด์เอง...
            อาโกลาสอาจไม่มีเหตุผลที่จะสู้ต่อ แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยอมจำนน เช่นเดียวกับไฮแลนด์ที่เสียมากเกินกว่าจะถอยกลับโดยไม่มีอะไรติดมือกลับไป

            แต่อย่างไรเสียไม่ว่าจะมองมุมไหน สิ่งหนึ่งที่ส่วนลึกของจิตใจทหารทุกผู้ล้วนมีเหมือนกัน
            นั่นก็คือการอยากมีชีวิตต่อไป...

            เมื่อเห็นว่าเค้นท์ไม่แสดงความเห็นใดๆออกมา ดาเนี่ยลก็จึงรับหน้าเป็นคนอธิบายเหตุผลนั้นออกมาด้วยตัวเอง
            "ข้าเชื่อว่าเดิมทีแล้วทั้งไฮแลนด์และอาโกลาสเองก็ไม่ได้อยากจะทำสงครามกันเป็นแน่ ในอดีตก็อาจมีบ้างที่เราสู้เพื่อชิงดินแดนส่วนที่ยังไม่มีใครถือครอง หรืออาจมีโต้ตอบในเรื่องการล้ำเส้นเขตแดน แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่... มันเป็นการฆ่าล้างสังหารหมู่เพื่อยึดครองทั้งประเทศ และด้วยคำสั่งที่เด็ดขาดของราชาธิโอดอร์แล้ว พวกเจ้าจึงมิอาจเลี่ยงได้"

            ดาเนี่ยลเกริ่นแล้วถอนหายใจพลางส่ายหน้า
            "พวกเจ้าสู้เพื่อชิงดินแดนทั้งที่ไม่อยากสู้ ชนะแล้วพวกเจ้าได้อะไรก็ไม่รู้ได้ คนที่ได้ไม่ใช่พวกเจ้า และพวกข้าเองก็ต้องสู้ทั้งที่ไม่อยากสู้เช่นกัน แล้วไงล่ะ ผลสุดท้ายที่ได้มันคืออะไร... พวกเจ้าได้อะไร แล้วพวกข้าได้อะไร?"

            ดาเนี่ยลหงายมือขึ้นแล้วกวาดไปด้านข้าง นายทหารบางคนชายตามองแล้วได้คิด...
            "ไม่เลย... ไม่มีใครได้อะไรทั้งนั้น ที่แห่งนี้มีเพียงแค่ความสูญเสีย... มันมีไม่กี่คนที่จะได้ ขณะที่คนส่วนที่เหลือที่สละชีวิตไป ลูกหลานกลับต้องอยู่กับความหวาดระแวง ข้าเชื่อเลยว่าต่อให้ยึดอาโกลาสได้แต่ก็ไม่มีวันสวมปลอกคอให้ได้ เสือที่เจ็บแต่ก็ยังมีเขี้ยว พวกเจ้าจะเจอกับสงครามรูปแบบใต้ดินต่อไปในระยะยาวแน่"
            "จริงเช่นนั้น" เค้นท์ตอบรับสั้นๆแต่ยังสงวนทีท่าโดยรวม
            "ข้าไม่คิดว่าสองทัพจะให้อภัยกันได้ง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะที่ทำศึกไม่รู้ผลเช่นนี้ ต่างฝ่ายต่างก็สังหารเพื่อนพ้องน้องพี่คนรู้จักไปมาก" ดาเนี่ยลมองดูตามอาวุธเกราะที่เปื้อนและส่งกลิ่นคาวเลือดของทหารทั้งสองประเทศ "แต่มันจะดีกว่าถ้าไม่ต้องมีการนองเลือดมากไปกว่านี้... เมื่อราชาธีโอดอร์ล่วงลับไปแล้ว อำนาจผู้ปกครองจะกลับไปอยู่ในมือขององค์หญิงอาริเอลผู้เป็นน้องสาว และเป็นที่รู้กันว่าท่านมาริเอลรักความสงบที่สุข และต้องการที่จะให้ทั้งสองประเทศฉันท์มิตร... อันที่จริงแล้วพระองค์ท่านควรจะได้ทำพิธีหมั้นกับองค์ชายมาร์วินของประเทศข้าเสียด้วยซ้ำ... หากพระบิดาของพระองค์ไม่สวรรคตไปก่อน"
            "ข้ารู้ความคิดขององค์หญิงดี" แม่ทัพแห่งไฮแลนด์พูดขึ้นบ้าง "พระองค์ต่อต้านสงครามนี้มาโดยตลอด แต่ไม่อาจสู้อำนาจของผู้พี่ได้"
            "ถ้าเช่นนั้นท่านคิดยังไงกับสิ่งที่ข้าเสนอ?" ดาเนี่ยลถามพร้อมโน้มน้าวอย่างสมเหตุสมผล "วันนี้เราสูญเสียไปมากแล้ว ท่านเสียผู้นำประเทศ ข้าเสียผู้นำการรบ และพวกเราต่างก็เสียชีวิตทหารนับพันๆ ซึ่งหากรบต่ออาจเสียนับหมื่น ท่านก็รู้ดีว่าข้าไม่มีทางยอมถูกรุกรานประเทศต่อไปแน่ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างพร้อมใจกันถอยแล้วหาทางเจรจานั่นน่าจะเป็นทางเลือกเดียวที่ดีที่สุดกับทุกฝ่ายในตอนนี้... ข้าเห็นควรจะให้ยุติ ต่างฝ่ายต่างถอยพาคนเจ็บไปรักษา... ชีวิตที่เสียไปแล้วอาจช่วยกลับไม่ได้ แต่อย่างน้อยที่สุดเราอาจยังพอรักษาชีวิตคนที่บาดเจ็บจำนวนมากในแนวรบนี้ไว้ได้"

            เค้นท์มองดูทัพของอาโกลาส ซึ่งแม้บาดเจ็บล้มตาย ขนาดที่ต้องให้ผู้ใช้เวทมารักษาถึงแนวรบ แต่แววตาของทุกๆคนก็ยังไม่คิดที่จะถอดใจพร้อมสู้เพื่อปกป้องประเทศจนตัวตาย
            "การถอยจะนำมาซึ่งการเจรจา... การเจรจาที่จะส่งผลถึงนโยบายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่นั่นคืออนาคต" ดาเนี่ยลเสนอย้ำอีกรอบ "แต่ตอนนี้เมื่อผู้ที่เป็นต้นคิดการสงครามสิ้นสูญไปแล้ว เราก็ไม่มีเหตุผลที่จะสู้กันอีกจริงไหม?"
            "ก็ถูก"
            "และหากว่าที่ผู้ปกครองคนใหม่ประสงค์สงครามอีกนั่นก็เป็นเรื่องที่จะเกิดต่อไป ก็ให้ว่ากันในวันข้างหน้า แต่วันนี้เราพักรบชั่วคราวกันก่อนเถอะ เห็นแก่ชีวิตของเพื่อนร่วมประเทศ"

            หลังจากที่ฟังความมาเกินพอ ที่สุดแล้วเค้นท์ก็ถอนหายแล้วตอบรับกับข้อเสนอนั้น
            "ไม่จำเป็นหรอกต้องมองไปไกลในแง่ร้าย ข้าถวายงานรับใช้ท่านมาริเอลมานาน นานจนรู้ว่าพระองค์ท่านจะจัดการเรื่องนี้ยังไงต่อไป และจะมีรับสั่งลงมาที่ข้าเช่นไร" ชายผู้รับใช้ราชวงศ์ไฮแลนด์มาอย่างจงรักภักดีที่สุดพร้อมที่จะมอบอำนาจคืนแก่องค์หญิงที่ตนคิดว่าจะพาประเทศไปสู่สันติ

            และบัดนี้เขาก็จะถือโอกาสสำคัญนี้ในการเริ่มต้นนำสองประเทศไปสู่สันติ แม้ว่าอาจจะขัดแย้งกับความรู้สึกของคนในประเทศไปบ้างก็ตาม แต่เขาก็เชื่อว่ามันจะเป็นการดีที่สุดที่จะรักษาชีวิตเพื่อนทหารได้และมีโอกาสที่จะพัฒนาก้าวไปข้างหน้าด้วยกันแทนที่จะเข่นฆ่าอย่างไร้ประโยชน์
            "มันอาจจบไม่สวยนักกับไฮแลนด์ แต่ข้าเชื่อว่าองค์หญิงจะต้องคิดแบบนี้แน่" เค้นท์ยื่นมือขวาไปข้างหน้า "จบศึกกันตรงนี้เถอะ... สงครามสิ้นสุดแล้ว ไม่มีผู้ชนะ ไม่มีผู้แพ้ มีเพียงแค่ผู้เสียหายจากเหตุการณ์เท่านั้น"

            ดาเนี่ยลยื่นมือไปจับตอบรับ
            "ข้าเห็นด้วยที่สุด"

            สองแม่ทัพจับมือกันเชิงสัญลักษณ์
            และให้สัตย์วาจาต่อหน้าบรรดาทหารของตนให้ยึดถือและปฏิบัติตามนี้โดยเด็ดขาด

            เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมๆกับข่าวการสงบศึกที่กระจายไปยังทุกกองร้อยที่อยู่ในสนามรบให้ทราบทั่วถึงกัน

            จากนั้นก็มีเสียงฮือฮาดังตามมา แล้วตามด้วยเสียงเห โห่ร้องของสองทัพ บ้างก็เป็นเสียงสะอื้นไห้
            อาวุธอันหนักอึ้งและเปรอะไปด้วยเลือดทั้งของศัตรูที่ถูกฟาดฟันหรือเลือดของผองเพื่อนเคียงข้างที่ถูกสังหารสาดกระเซ็นโดนใส่ สิ่งเหล่านี้ถูกผละวางลงกับพื้นพร้อมๆกับความรู้สึกปลดปล่อย

            การยุติศึกทั้งที่ไม่รู้ผลแพ้ชนะเช่นนี้อาจทำให้บางคนรู้สึกค้างคาใจ
            แต่ทว่าส่วนใหญ่กลับเห็นว่ามันดีที่สุดแล้ว...

            ที่การต่อสู้ที่แทบไม่เห็นทางออกนอกจากหุบเหวแห่งความตายได้สิ้นสุดลงเสียที...


            ...............................................


            สงครามสิ้นสุดลงแล้วจริงๆ
            และมันก็เป็นเช่นที่เค้นท์กล่าว

            ผลปลายทางของการศึก ไม่มีผู้ชนะ... ไม่มีผู้แพ้...
            มีเพียงแค่ผู้เสียหายเท่านั้น...

            การเจรจายุติศึกจะเป็นหนทางสู่อนาคตที่มั่นคง แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ก็ต้องแลกด้วยความสูญเสียที่ใหญ่หลวงนัก

            กองทหารทั้งทางบกและทางอากาศของแต่ละฝ่ายต่างก็หันหลังและแยกกลับไปยังทิศถิ่นทวีปของตัวเอง
            ผู้ได้รับบาดเจ็บทะยอยถูกนำพาไปรักษายังจุดที่รองรับไว้ ส่วนที่ยังพอไหวก็ช่วยเหลือกันเก็บศพของทหารผู้เสียสละกลับไปประกอบพิธีกรรมอย่างถูกต้องต่อไป

            ดาเนี่ยลได้ตกลงกับเค้นท์แล้วว่าอีกหนึ่งเดือนให้หลังจะมีการนำฑูตของทั้งสองประเทศมาเจรจากันเฉพาะหน้าเพื่อเป็นหนทางไปสู่ทางสันติอย่างถาวร...
            วันทั้งวันที่อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลายคนแทบจะเป็นบ้าเสียให้ได้ก็จบลงในทิศทางที่ควรจะเป็นที่สุด

            เหมือนฟ้าฝนจะเป็นใจ เมื่อหลังสงบศึกแล้วเมฆครึ้มก็กระจายไปทั่ว บดบังดวงอาทิตย์ทอนความร้อนแรงลงไปมาก บางส่วนก็มืดลงไป
            เหล่าทัพฟ้าทั้งหมดออกจากพื้นที่ไปช่วยเหลืองานเท่าที่จะทำได้ด้วยกำลังที่เหลืออยู่

            เหลือเพียงแค่ฟิลกับมีอาเท่านั้นที่ยังคงอยู่บนผืนฟ้ามืดครึ้มนั้น...

            ฟิลไม่พูดอะไรมาตั้งแต่ครู่ใหญ่
            จนกระทั่งลมวูบใหญ่พัดเอาปอยผมโบกสะบัด เขาก็ได้หลุดคำพูดสั้นๆหนึ่งออกมา
            "พ่อ..."

            เป็นคำพูดคำเดียวแต่สื่อถึงความรู้สึกของผู้พูดได้ทั้งหมด มีอาน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกกลัวปนเสียใจ
            "พี่จ๋า... มีอาขอโทษ..." เธอรู้สึกว่าบางทีถ้าเธอยอมเชื่อฟิล เครนี่ก็อาจจะไม่ต้องเสียชีวิตก็เป็นได้ แต่กระนั้นเธอก็เลือกเหตุผลที่จะปกป้องฟิล "จะดุด่าว่าตีอะไรก็ได้... แต่มีอาพาพี่จ๋าไปไม่ได้จริงๆ..."
            "ไม่หรอก... ไม่ใช่ความผิดมีอา..." ชายหนุ่มส่ายหน้า "ไม่ใช่ความผิดเธอ..."
            "ฮือ... ฮือ..." แต่กระนั้นมีอาก็ห้ามน้ำตาแห่งความรู้สึกขัดแย้งนี่ไม่ได้

            ฟิลไม่พูดอะไรหรือปลอบใจยังไง เขาพยายามหยุดนิ่งไว้ไม่ให้ความรู้สึกที่คั่งคาในใจต้องทะลักออกมา
            "เหนื่อย... รู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน... พี่อยากนอนแล้ว... กลับกันเถอะ... มีอา... " เขาพูดเฉพาะในส่วนที่อยากกระทำที่สุด แม้จะเพื่อหลอกตัวเองแต่มันก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

            ฟิลพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนล้าไม่บิดบังความรู้สึกอ้างว้างและเจ็บปวด...
            "กลับบ้านของเรา..."

            มีอาพูดอะไรไม่ออกนอกจากสะอื้นเพียงอย่างเดียว
            ประหนึ่งว่าจะสานรับความโศกเศร้าจากพี่ชายที่กำลังร่ำไห้เงียบๆอยู่บนหลังของตน...

-----------------------------
Free talk - ในที่สุดสงครามก็จบลงสักที พร้อมกับชีวิตของคนสำคัญอีกจำนวนมาก...

สงครามที่ไม่อยากเริ่ม ไม่อยากร่วม แต่เมื่อถลำแล้วก็มีแต่เดินหน้าต่อไป
นี่คงเป็นบทแห่งความสูญเสีย ดราม่าหนักสุดท้ายของภาคนี้ล่ะครับ ตอนหน้าก็จะเป็นตอนจบของภาคพร้อมบทกลับคืนคนเดิมที่เติบโตขึ้นทางจิตใจของฟิล จะประทับใจหรือไม่อย่างไรรอติดตามกันได้เลยครับ ไม่นานเกินรอ smile

ปล. หดหู่ไปหน่อย แต่นิยายตอนยาวผมไม่มีเรื่องไหนจบ Bad End น่อ สบายใจได้กับตอนจบครับผม
อ่านกันมานานไม่มีจบแบบดราม่าโศกแน่ๆ

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 21 มิ.ย.55 เวลา 11:06:44 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ