akinis
Member

เรื่องสั้น [กระบี่_มารฟ้า_ดาบฆาตกร] [ตอนที่ 2 โรงเตี๊ยม กับชายเจ้าสำราญ]

( เรื่องนี้ จะเป็นซีรีย์ต่อเนื่องนะครับ เราได้ทำการพลิกเรื่องราว จากปรัชญาำกำลังภายใน
เป็นปรัชญาไซไฟกำลังภายใน ถูกปากถูกคอหรือไม่ ก็ลองอ่านดูนะครับ
ตอนที่ 1 http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37222 )
-----------------
อุดมการณ์ คือทุกคำตอบของความเป็นมนุษย์แน่หรือ
แม้ความดีงาม คือสิ่งที่โลกใบนี้ปรารถนา แต่มันใช่สิ่งที่ส่วนลึกในใจมนุษย์ปรารถนาด้วยหรือเปล่า?
สิ่งใดที่อยู่ภายใต้ความมืดมนของใจมนุษย์
เพื่อสิ่งนั้นแล้ว การเดินทางจึงยังไม่สิ้นสุด…
-----------------
ท่ามกลางโลกที่เปี่ยมไปด้วยแสงสว่าง เสียงที่ดังอยู่ในโสตอันอื้ออึง ก็ค่อยๆจับความได้ เช่นกับภาพจากตาที่พร่ามัว
ใครบางคนที่คอยเรียกอยู่นั้น หลังประตูลูกบิด ที่อยู่ไกลลับตาบานนั้น ที่ปรากฏบนโลกที่มีเพียงแสงสว่าง
“ตื่นเถิด พรานสัจจะ การเดินทางเพื่อมอบความหมายในชีวิตท่าน กำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว”
แม้เป็นเวลาเพียงเศษเสี้ยว แต่ภาพสุดท้ายที่ปรากฏคือ การพุ่งไปยังประตูอันเป็นเงาเพียงหนึ่งเดียวบานนั้น พร้อมกับภาพเรื่องราวต่างๆอันล่วงเลยมาทั้งชีวิต แล่นเข้ามา
-----------------
เบื้องหน้าของดวงตาอันเบิกโพล่งของพรานสัจจะ ปรากฎเป็นบ้านไม้เล็กๆหลังหนึ่ง ปลูกอยู่ริมแม่น้ำที่มีเรือเล็กขนาดคนไม่กี่คนนั่ง และใหญ่ขนาดลำโต แล่นผ่านไปมานอกหน้าต่าง พร้อมกับคนทั้งสามคนที่ต้อนรับเขาอยู่ตรงหน้า
หนึ่งคือ ชายหนุ่มผู้แต่งตัวจัดจ้านด้วยเสื้อผ้าลายดอก พร้อมโซ่ทองเส้นใหญ่ เจาะหู สวมแว่นตาทรงสะดุดตา และกางเกงที่ยาวเพียงเหนือเข่ากำลังนั่งไขว่ห้างพร้อมจิบเครื่องดื่มในแก้วทรงหรู
สองคนนั้น เป็นสตรี คนหนึ่งเป็นเพียงสาวแรกรุ่น อกกระดานในชุดเสื้อยืด กางเกงยีนส์ ที่แต่งตัวเพียงมัดรวบผมที่ยาวถึงหลัง เป็นหางม้าเท่านั้น ดูเธอจะยังคงนั่งอยู่ที่ระเบียงริมน้ำ จับจ้องสายตากับหนังสือเล็มเล็กนั้น โดยไม่ได้สนใจในตัวพรานหนุ่มเสียเท่าไหร่

แต่อีกนางหนึ่งนั้น เป็นดั่งกระดังงารุมได้ที่ ร้อนแรงทรงเสน่ห์ที่บุรุษแสวงหาจากเรือนร่างครบทุกประการ มีราศีคล้ายหญิงสูงศักดิ์จากต่างแดน ผู้ที่นั่งจิบชาร้อนจากกาถ้วยเล็กและขนมอย่างสบายอารมณ์ในห้องนั้น นางผู้แต่งกายด้วยชุดที่โดดเด่นแปลกตาในทรงยุโรป ทรงผมทองประกาย ในชุดโทนสีม่วงและใบหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยความน่าค้นหา โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น จึงเป็นสิ่งที่สวยงามขัดตาจากบรรยากาศรอบข้างก็ว่าได้ แม้มันจะไม่เข้ากับเจ้าตุ๊กตายัดนุ่นรูปนกสีแดงคิ้วหนาตัวนั้นเลยก็ตาม แต่ทันใดนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ทำลายความเงียบงันลง

“ยินดีต้อนรับ ท่านพรานสัจจะ” ชายหนุ่มในห้องนั้น เริ่มต้นบทสนทนาก่อน
“ตอนนี้ท่านอาจกำลังสงสัยว่า มีชีวิตอยู่ หรือได้ตายไปแล้ว แต่การที่พวกเราได้อยู่ร่วมกันในสถานที่นี้ คือชะตากรรมที่เกี่ยวพันร่วมกันกับพวกเราอย่างแน่นอน”

พรานสัจจะเอ่ยถามในทันที “พวกเจ้าเป็นคนเรียกข้ามาหรือ?”
ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขำๆ นี่คงเป็นวิธีการปฎิเสธของพวกเขากระมัง “โรงเตี๊ยมแห่งนี้ เป็นผู้คัดเลือกเรื่องราวของท่าน” พลางใช้นิ้วโป้งพาดชี้ไปทางด้านหลังของไหล่ ยังป้ายที่สลักตัวอักษร ’โรงแรมอิงพระยา’ ซึ่งตัวป้ายไม้เอง กลับดูเนื้อไม้ใหม่กว่าสภาพไม้ที่ปลูกสร้างบ้านริมน้ำนี้หลายปีนัก พรานสัจจะกลับมาสบตากับชายหนุ่มอีกครั้ง คล้ายคำถามว่า เขาเหล่านั้นคือใคร ไม่รอช้า ชายหนุ่มนักเจรจาก็ตอบไปว่า
“เรียกเราว่า John Titor เถอะท่านพรานสัจจะ” ชายหนุ่มยืดอกยิ้มร่า ทำท่าท้าวเอว และนำนิ้วโป้งที่ชี้ป้ายนั้น มาชี้ใส่ตัวเอง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงของสาวน้อยที่กำลังอ่านหนังสือเล่มเล็ออยู่ ก็เล็ดลอดออกมา

“อุ๊บ ฮิ..”
แม้เพียงเสียงเล็กๆราวกระต่ายก้าว ก็ไม่อาจพ้นหูพรานฉมังไปได้
ความผิดปกติเพียงน้อย ก็ทำให้พรานสัจจะรู้ได้ว่า ตนนั้นถูกลองเชิงอยู่จากเจ้าหนุ่มตรงหน้า
เพียงสิบก้าวที่พรานสัจจะเดินไปถึงระเบียง ก็ถึงตัวสาวน้อยแล้ว ทันใดนั้น พรานสัจจะจึงกวาดมือไปเหนือศรีษะของสาวน้อยจรดปลายทางที่ศรีษะของพรานสัจจะเอง ก่อนที่เธอจะตั้งตัวพูดคำใด พรานสัจจะได้หันหน้าไปทางชายหนุ่มและตอบกลับไปว่า

“John Titor เองนั้นเป็นนักท่องเวลาจากปีค.ศ. 2036 จะเป็นท่านได้อย่างไร ในเมื่อท่านเป็นเพียง เภสัชกรข้ามชาติ ที่มีเจ้าหน้าที่รัฐอยากพบมากที่สุดคนหนึ่งในโลก เจ้าหนุ่ม’อังเดร’ อย่าได้ประเมินคนต่างยุคอย่างเราต่ำไปนัก และเลิกลองเชิงกับเราด้วยคำลวงได้แล้ว เราไม่ชอบ”

สิ้นเสียง อังเดร ถึงกับผงะ ไม่นึกว่าเพียงชั่ววูบเดียว สถานการณ์ก็ได้เปลี่ยนไปเสียสิ้นแล้ว พรานสัจจะหาใช่คนต่างยุคที่ไม่รู้ความ ไม่ทันคนไม่ เห็นได้ชัดว่าเขาได้หยิบความรู้รอบตัวจากสาวน้อยคนนั้น มาเติมเต็มให้กับตัวเองไปแล้ว ในจุดนี้ อังเดร ไม่อาจประเมินได้ว่า พรานสัจจะ รู้ สิ่งใดไปแล้วบ้าง แต่สิ่งที่รู้ในตอนนี้อย่างแน่นอนคือ มีเสียงหัวเราะเยาะจากปากของหญิงสาวในชุดสีม่วงนางนั้น ดูท่านางจะพอใจที่พรานสัจจะ หักหน้าเขามาก แต่ในตอนนี้ อังเดรต้องสะกดความรู้สึกไว้ก่อน เพื่อรับมือกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
“ท่านพรานสัจจะ โปรดระงับโทสะไว้ก่อน ขออภัยที่ข้า อังเดร ล้อเล่นกับท่าน”
“สำนึกตนก็ดีแล้ว เจ้าหนุ่ม เราอโหสิกรรม” จากนั้น พรานสัจจะ จึงไปนั่งพักกายลงที่เก้าอี้ไม้โยก

ในขณะที่สาวน้อยริมระเบียงยังรู้สึกสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเล็กน้อย พรานสัจจะก็บอกกับนางว่า
“เราขออภัยที่ต้องฉวยความรู้บนโลกใบนี้จากท่านมา ‘แม่นางลักขณา’ แต่เพื่อพ้นจากความเขลาแล้วนั้น เราจำเป็นต้องทำ แม้อยากปฏิบัติกับท่านเช่นมนุษย์เจรจากัน แต่เราจำเป็นต้องก้าวผ่านจากความไม่รู้ไปให้ได้เสียก่อน”
แม้นางจะรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่จู่ๆ นางก็หน้าแดง และลุกขึ้นมาตวาดว่า

“ตาแก่บ้า!! แกคงรู้อะไรต่อมิอะไรของฉันยันเครื่องในแล้วสิ ตาแก่ลามก!!”

แล้วก็หุนหันไปยังห้องของตัวเอง ทิ้งให้หนังสือเล่มเล็กนั้นตกลงอยู่ตรงที่ๆเธอเคยนั่ง แต่นั่นเองยิ่งทำให้สาวใหญ่ที่นั่งพร้อมชุดน้ำชายิ้มที่มุมปาก เมื่อ ‘ลักขณา’ ก้าวผ่านด้านหลังเก้าอี้ชุดรับแขก ก็ไม่วายที่จะโดนทักทายตามประสาผู้หญิง

“ว๊าย!!”

สาวน้อยถึงกับร้องลั่น และสะบัดมือของสาวรุ่นใหญ่ออกจากสะโพกงามของเธอ ครั้งนี้ใบหน้าเธอแดงกว่าลูกตำลึงเสียอีก ตัวที่สั่นเหมือนลูกนกน้ำตาคลอ นั้นข่มความอายแล้วสะบัดร่างไปปิดประตูห้องส่วนตัวอย่างดัง ยิ่งทำให้ชาที่เธอซดกับขนมนั้น มีรสชาติยิ่งขึ้นไปอีก

“แล้วมาเล่นกันอีกนะ แม่สาวน้อย จุ๊บ..”
เธอแอบส่งจูบไล่ท้ายสะโพกงามพร้อมตวัดลิ้นเลียปาก

[[ปัง!!]]

ประตูถูกกระแทกปิดอย่างแรง
เพียงลมพัดวูบ ก็หอบหนังสือเล่มเล็ก ถึงมือพรานสัจจะเก็บไว้ได้ ดูเหมือนเจ้าบ้านอีกสองคน จะไม่ยี่หระอะไร กับของชิ้นนี้

“เอาล่ะ ทีนี้ ฉันก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่ตรงนี้แล้วสินะ…” หญิงสาวในชุดสีม่วงลุกขึ้น และดูเหมือนเธอกำลังจะกลับไปยังห้องตัวเองอีกคนเช่นกัน แน่นอนเธอไม่ลืมที่จะกอดตุ๊กตานกแดง หน้าโกรธตัวนั้นกลับห้องไปด้วย
“ยังไม่ทันเจรจาพาทีกัน ก็จะกลับไปพักผ่อนแล้วหรือ แม่นาง‘ปริศนา’? ” พรานสัจจะเอ่ยถามขึ้น
“ท่านคงรู้ไปซะทุกอย่างจากข้อมูลในสมองของยัยหนูนั่นหมดแล้วนี่ แล้วฉันจะอยู่ทำไมล่ะค่ะท่านพราน?” ปริศนา ตอบอย่างส่งสายตาเชิงตำหนิเล็กๆในการกระทำของพรานสัจจะ ที่ช่วงชิงความรู้ออกมาจากผู้หญิงตัวเล็กๆ โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันแม้กระทั่งตั้งตัว
“ข้าไม่ได้ฉวยออกมาซะทุกสิ่งอย่างที่เจ้าคิดหรอกนะ แม่นาง‘ปริศนา’ เป็นแค่เพียงความรู้ที่พอทำให้คุยกันทันคนยุคเจ้า และสิ่งที่ควรรู้อันพอเพียง ดั่งอาภรณ์สวมใส่ ในยุคของพวกเจ้าเพียงเท่านั้นเอง ยังมีสิ่งที่เราควรได้คุยกันอีกเยอะนัก” พรานสัจจะเอนกายบนเก้าอี้โยกนั้น หลับตาลง และพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าอยากถามสิ่งใดใน’การเดินทางครั้งใหม่’นี้ ก็ขอให้คุยกับเจ้า ‘อังเดร’ แทนก็แล้วกัน ข้าไม่ชอบตอบคำถามเรื่องจุกจิกน่ะ วันนี้เวรของเจ้านั่นที่จะต้อนรับท่าน หมดธุระแล้วข้าคงต้องขอตัว” ก่อนที่ประตูจะปิดลงนั้น พรานสัจจะ ก็เห็นว่าห้องของเธอ แง้มเพียงน้อยไว้แล้ว แม้จะไม่ติดใจอันใดนัก แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ประตูบานนั้น มันเป็นเช่นนั้นมาแต่แรกแล้วหรือไม่ และเพียงเสียงปิดประตูเงียบงันลงนั้นเอง…
“ท่านพรานสัจจะ” อังเดรเอ่ยขึ้น
“กินเหล้ากันไหม?” ชายหนุ่มได้ไปหยิบขวดเหล้าในครัวมาชู
ท่าทางจะลืมไปแล้วสินะ ว่าสุรานั้น มันไม่ดีต่อหัวใจเอาซะเลย
------------------------------------
“โอ้ว… กินแค่นี้พอหรือ ท่านพราน” อังเดร ได้ถามทีเล่นทีจริงกับพรานสัจจะ เมื่อเห็นกับข้าวในถาดสังกะสีใบเก่า
เป็นเพียง ผลไม้นานาชนิด ยำถั่วพลู และนมถั่วเหลือง
“มันดีต่อหัวใจ และเราเป็นเพียงอวัยวะ” พรานกล่าวตอบ
“มังสวิรัติ เสียด้วย แต่ข้าไม่เกรงใจล่ะนะ” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เริ่มก่อนโดยการแทะขาปูอลาสก้า และชวนคุยถึงความเป็นไปของโลกใบนี้ ราวกับไกด์นำเที่ยวของโลกใหม่เลยทีเดียว
“ว่าแต่ ท่านไม่กินเนื้อ แล้วท่านถือธนูทำไมเนี่ย…”
“ก็ด้วยเหตุหลายๆประการ….” การสนทนาและมื้ออาหารได้ดำเนินต่อไป

บนเสื่อริมระเบียงนั้น มีอาหารแปลกตาหลายอย่างอยู่บนจานชามสังกะสีที่เรียบง่าย ไวน์กลิ่นหอมเตะจมูก เป็ดปักกิ่ง พระกระโดดกำแพง แพะย่าง ขาหมูทอดกรอบ ซุปหูฉลาม ปูอลาสก้า ต้มยำกุ้งแม่น้ำ และอะไรต่อมิอะไรที่ อังเดร นั้น ยืนยันว่ายังไงตนก็ทานหมดเรียงรายราวกับ กับข้าวฉันเพลของพระในวัด พร้อมกับสุรา และลังน้ำแข็งที่วางอยู่ข้างๆ แม้การสนทนาจะเริ่มจากการชมความงามริมฝั่งเจ้าพระยา โลกที่เปลี่ยนแปลง การเมืองที่สับสน สาวงามที่น่าหลงใหล และเรื่องตลกวงเหล้าเคล้าเสียงฮาอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อผ่านไปได้ครึ่งทาง หยดน้ำบนแก้วเบียร์เย็นๆนั้นได้ตกลงมา อังเดรได้เริ่มกล่าวถึงความเป็นไปอันแท้จริงของโลกใบนี้

“โลกใบนี้น่ะท่านพราน คือโลกของความปราถนา” และการสนทนาอันแท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น พร้อมกับเบียร์สิงห์ในแก้วทรงกาแฟเย็น ที่กระดกเข้าปากจนหมด ขณะที่พรานสัจจะ กำลังขบถั่วอโวคาโด้อยู่
“การที่ท่านพรานปรากฏอยู่ตรงนี้ได้ นั่นหมายถึงปรารถนาอันแท้จริงของท่าน ยังไม่บรรลุ ขอโทษนะ ฮึบ!” ว่าแล้ว อังเดร ก็เอื้อมส้อมไปจิ้มปลาหมึกย่างซีอิ๊วที่อยู่ไกลออกไป มากินแกล้ม
“และเพื่อทำให้ปรารถนาของ ‘แขกผู้มาเยือน’ อย่างท่าน บรรลุเจตจำนง เราจึงต้องค้นหาความต้องการนั้น และทำให้มันเป็นจริง” อังเดร อธิบายต่อไป พร้อมกับเคี้ยวปลาหมึกไปด้วย
“สิ่งใดล่ะที่เราปรารถนา ในเมื่อเราก็ได้ทำตามกฎแห่งกรรมไปแล้วนี่นา” พรานสัจจะเอ่ยถาม
ก่อนลูกชิ้นปลากรายนึ่งจะเข้าปาก อังเดรได้ตอบว่า “ท่านไม่อยากให้ หฤทัย ต้องตาย ใช่หรือไม่”

พรานสัจจะนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนตอบกลับไปว่า “เรียกว่า’ดับสูญ’ จะดีกว่านะ อังเดร” ดูเหมือนสิ่งที่อังเดร คิดไว้ จะถูกต้อง
เขาจึงได้วางปลาเก๋าราดพริกในมือลง ยืนขึ้นพร้อมกับแสดงการทักทายอีกครั้ง
“ขอให้ข้าได้แนะนำตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ยินดีต้อนรับท่านพรานสัจจะ สู่โรงเตี๊ยมของเรา ด้วยภารกิจครั้งนี้ เราจะนำท่านไปสู่การเปลี่ยนแปลงเรื่องราว เพื่อไปพบกับปราถนาอันแท้จริงของท่านให้จงได้”
พรานสัจจะดูเหมือนจะเฉยชาต่อคำแนะนำตัวนั้นไปชั่วครู่ แต่ก็เข้าใจได้ว่า ในโลกแห่งนี้นั้น มีพลังที่จะย้อนกลับไปแก้ไขเรื่องราวของตนได้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ว่าการทำตามครรลองแห่งความถูกต้องของโลกนั้น คือสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ และทำให้ตน ต้องมาอยู่ ณ ที่ตรงนี้

จากนั้น พรานหนุ่มจึงก้าวไปยังเก้าอี้โยกตัวโปรด เอนกายให้เก้าอี้ไหวไปมา ก่อนให้ อังเดร ได้เล่าเรื่องราวของตนต่ออีกครั้ง พรานหนุ่มจึงได้เอ่ยถามว่า “จงบอกมาก่อน ว่าพวกเจ้ารู้เห็นเรื่องของข้าสักแค่ไหน อย่างไร”
“ข้าขอเท้าความให้ท่านพรานได้ทราบก่อนว่า โรงเตี๊ยมแห่งนี้นั้น เป็นเกมส์ที่รวบรวมบุคคลสามคนผู้มีความปรารถนาไว้ และจะมีเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะได้ปรารถนาของตนมาครอบครอง พร้อมกลับออกไปได้อย่างปลอดภัย เมื่อเกมส์จบลง” อังเดรนั้น เดินออกมาพ้นจากเสื่อแล้ว พลางดีดนิ้วหนึ่งครั้ง

[[แป๊ก!!]]

สำรับอาหารต่างๆ ก็ลอยไปยังครัว แต่ไม่วายที่เขาจะหยิบขวดแชมเปญ ที่จะถูกนำไปแช่ในตู้เย็น ติดมือไว้ก่อน
“โดยมี ‘Owner’ เจ้าของบ้านผู้มีอำนาจเหนือเรา และเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยมแห่งนี้ เป็นผู้ควบคุมกฎ และคอยดูแลความสะดวกให้เรา คอยจับตาดูอยู่ห่างๆ ในคุกริมน้ำสุดหรูแห่งนี้ แม้แต่อาหาร หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอันใด ‘Owner’ ก็คอยตระเตรียมให้เราทั้งหมด ด้วยความเร็วที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน” น้ำเสียงระรื่นของอังเดร ดูท่าว่าจะมีความสุขในขณะที่เล่าเรื่องราวเหล่านี้โดยแท้

“ท่านพรานสัจจะ ในขณะที่ข้าเตรียมสำรับกินเลี้ยงกับท่าน ท่านได้ลองบิดประตูทุกบานแล้ว ใช่หรือไม่”
“ใช่ ข้าลองแล้ว และไม่สามารถเปิดบานใดๆได้เลย ยกเว้นแต่ห้องนอนอันว่างเปล่า ที่มีแค่เตียง ห้องนั้นห้องเดียว”
อังเดร จึงกล่าวต่อไปว่า “ใช่ แม้แต่ห้องนั้นเอง ข้าก็ไม่สามารถเปิดมันได้ เพราะมันคือห้องของท่าน จนกว่าเจตจำนงของท่านจะยินยอม ข้าจึงจะเปิดได้ อย่าว่าแต่กำลังท่านเลย แม้แต่ศาสตราอันใดของท่าน ก็ไม่อาจเปิดประตูนั้น จากภายนอกได้เลย ไม่เล็ดลอดกระทั่งเสียงด้วย” อังเดร พรางกระดกขวดแชมเปญ ในมือไปพลาง บรรยายถึงการควบคุมเกมส์ของ ‘Owner’ โรงเตี๊ยมแห่งนี้โดยละเอียด พลางเอนกายลงบนโซฟารับแขก นอนคุยอย่างเอกเขนก

“สามวันก่อนหน้านี้นั้น เราจับตามองการเดินทางของท่าน พรานสัจจะ เราศึกษาเรื่องราวของท่านโดยละเอียด ตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงตอนที่หฤทัย ’ดับสูญ’ นั่นล่ะ กรอดูไปกลับ ซ้ำไปมา จนเราคิดว่า เราเข้าใจการกระทำของท่าน แต่ทบทวนไปมา เราก็ไม่เข้าใจการกระทำบางอย่างของท่านอยู่ดี” อังเดร วางแชมเปญลงข้างกาย พร้อมสบสายตามายังพรานหนุ่ม
“พรานสัจจะ ทำไมท่านถึงต้องเดินทางไปเพื่อส่งความตายของนางด้วย ทำไมท่านต้องอ้างคุณธรรม ทั้งๆที่ปลายทางคือการดับสูญไม่ต่างกัน ท่านไม่มีความรู้สึก ‘รัก’ นางบ้างเลยหรือ ทั้งในฐานะลูกศิษย์ หรือผู้หญิงคนหนึ่ง”
เก้าอี้โยกนั้น ไร้คนนั่ง พรานสัจจะลุกขึ้นมองไปยังเวิ้งน้ำตรงหน้า พร้อมกล่าวว่า

“คุณธรรมคือเจตจำนงของ ฤาษีโคบุตร ตั้งเป้าต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อออกห่างจากห้วงแห่งความทุกข์ เช่นเดียวกับที่เรากระหายปัญญาเพื่อสนทนากับเจ้าอย่างเท่าเทียมนั่นแหละ ไม่ว่าการกระทำนั้น จะห่างไกลจากวิถีปฎิบัติของมนุษย์เช่นไร เราไม่สนใจหรอก” ริมน้ำเจ้าพระยายามย่ำค่ำนั้น แม้จะมีแสงไฟเรียงราย แต่กลับไม่มีเสน่ห์จากสิ่งมีชีวิตอื่นใดเลย
“การเดินทางเพื่อเรียนรู้บาปของหฤทัยนั้น เป็นการเดินทางเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป วันที่กรรมเดินทางมาถึงเรานั้น มีอยู่อย่างแน่นอน ในจักรวาลของเรา แม้จะมีโลกกี่ใบก็ตาม แต่การเกิดขึ้นของสรรพสัตว์นั้น ต่างผูกพันกันด้วยกรรมอยู่ นั่นคือกฎของจักรวาลนี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา มันคือสิ่งที่เราสอนหฤทัยเองกับตัว และในเรื่องความรู้สึกที่เรียกว่ารักนั้น เราไม่เข้าใจหรอกนะ เราคือหัวใจ อวัยวะที่ถูกถอดไว้ พร้อมกับพลังงานอันบริสุทธิ์ ได้แบ่งชีวิตให้กับเรา หาใช่มนุษย์ไม่ จะไปมีสิ่งนั้นได้อย่างไรกัน” สิ้นคำนั้นเอง เสียงหัวเราะของอังเดรก็พลั่งพลูขึ้น

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก๊าก ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้า ฤาษีนี่ บอกว่าตัวเองไม่มีความรู้สึก ทั้งๆที่ตัวเองเป็นหัวใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก๊าก ถ้าผู้หญิงของมันรู้คงเศร้าใจว่ะ เจ้าคนเสื่อมสมรรถภาพ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ด้วยความมึนเมาจากสุรา ทำให้ชายหนุ่ม หัวเราะอย่างเลยเถิดไป

“และที่สำคัญที่สุดคือ มันปล่อยคนรักให้ไปตาย เพราะคำสอนบ้าๆของตัวเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น พรานสัจจะได้เข้าประชิดตัว และปาดลำคอขาดวิ่นด้วยปลายธนูอย่างไม่มีความลังเล เลือดได้กระฉูดสาดไปทั่วห้องโถงราวน้ำพุ

[[ฉูด…..]]

“โทษที่เจ้าไม่ระวังวาจาต่อหน้าข้า มันร้ายแรงนะ” น้ำพุสีแดงฉานนั้น ค่อยๆหยุดลง ทิ้งไว้เพียงแผลลำคอที่ถูกบาดอย่างเฉียบคมจนเกือบขาดนั้น แหวกขาดออกไปเรื่อยๆ บัดนี้เจ้าหนุ่มปากเสียได้นอนแน่นิ่งแล้วพรานสัจจะ จึงหันหลังไปสูดอากาศที่ริมน้ำอีกครั้ง

[[แป๊ก!!]]

แทบไม่เชื่อในเสียง อังเดรนั้นดีดนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง เลือดที่เคยกระเซ็นทั่วห้อง ก็กลับไปหาคอเจ้าของราวกับภาพย้อนกลับ จากนั้นรอยแผลก็หายสนิท อังเดรได้กลับมามีชีวิตโดยสมบูรณ์อีกครั้ง
“ทีนี้ท่านเข้าใจหรือยัง พรานสัจจะ ‘Owner’ แห่งโรงเตี๊ยม ควบคุมได้กระทั่งความตาย”
“ข้าชักอยากฆ่าเจ้าอีกสักครั้งแล้วสิ อังเดร” พรานสัจจะ หันกลับมา พร้อมธนูดอกเดิมในมือ
“อย่าเลย ท่านพราน ขอร้อง ข้าแค่อยากแสดงให้ท่านเข้าใจอย่างเป็นรูปธรรม มันเจ็บ” อังเดร รีบชูมือห้ามปรามโดยไว ก่อนที่เขาจะคอขาดเป็นครั้งที่สอง ก่อนที่พรานสัจจะ จะเก็บอาวุธลงไป

เงียบเสียงได้ชั่วครู่ อังเดร จึงได้เอ่ยปากอีกครั้ง
“ท่านพรานสัจจะ สิ่งหนึ่งที่ข้ารู้แน่นอนแล้ว นั่นก็คือ แม้ท่านเป็นหัวใจ ท่านก็มีความรู้สึกนะ ไม่เช่นนั้น ท่านคงไม่หุนหันขนาดมาเชือดคอข้าให้ตายในคมธนูเดียวได้หรอก”

ใบหน้าของพรานสัจจะตอนนี้ กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง เขารับฟังเสี้ยวหนึ่งของความคิดของ อังเดรอย่างไม่ปริปาก
“แม้ท่านอาจจะไม่ยอมรับตอนนี้ก็ตาม แต่ทุกคนที่มีความรู้สึก ย่อมหนีไม่พ้น ’รัก โลภ โกรธ หลง’ ความหลงอาจพบได้ยากในผู้รู้แจ้ง ความโกรธอาจพบได้ยากในผู้สงบแล้ว ความโลภอาจหาได้ยากในผู้ถือความพอเพียงเป็นวิถี แต่ความรักนั้น มีในทุกผู้คนอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นสิ่งที่ค้ำจุนโลกใบนี้ จงอย่าหนีความจริงข้อนี้เลย สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ข้าเรียนรู้มันด้วยทั้งชีวิตที่ผ่านมา”
พรานสัจจะจึงยิ้ม แล้วตอบกลับไปว่า “ไม่นึกว่า เภสัชกรข้ามชาติอย่างท่าน จะกล้าพูดเรื่องที่ไม่เข้ากับท่านเลยเช่นนี้นะ อังเดร” แม้เพียงรอยยิ้มอันเล็กน้อย แต่นี่คือครั้งแรกก็ว่าได้ ที่มีรอยยิ้มจากพรานหนุ่ม
“ท่านพรานสัจจะ ข้าเองยังมีเรื่องสงสัยอยู่บางประการ ในเรื่องราวที่ผ่านมา” อังเดร หยิบเอาแชมเปญขึ้นมาดื่มอีกครั้ง พร้อมดีดนิ้ว ให้ ‘Owner’ ส่งกลับแกล้มเบาๆมาที่โต๊ะรับแขกด้วย

“ท่านคิดว่าคนที่หยุดการเดินทางของท่านไว้กลางทาง คือเทพเจ้าแน่หรือ?” อังเดร ได้ต่อประเด็นนี้ต่อไปว่า
“หากการเดินทางของท่าน เป็นการเดินทางตามครรลองแล้ว มีเหตุผลใดที่เทพต้องลงมาบีบคั้นการเดินทางของท่านด้วย? ไม่แน่ว่า มันอาจจะมีชนวนจากความแค้นส่วนตัวในเรื่องอื่นๆของท่านหรือเปล่า เพื่อหวังผลประโยชน์ในประการใดก็ตาม”
“ตั้งแต่แบ่งภาคมามีชีวิตเช่นนี้ ข้าไม่เคยก่อศัตรูกับใครก่อนนะ” พรานสัจจะตอบกลับไป
“ก็อาจเป็นศัตรูกับท่านโคบุตรก็เป็นได้ไม่ใช่หรือ? อีกอย่างหนึ่งที่สงสัยเช่นกัน เหตุใดท่านถึงเร่งรัดการเดินทาง หลังจากพลั้งมือ ฆ่าสัตว์ลงไปล่ะ”

“การฆ่าผู้บริสุทธิ์นั้น บาปมหันต์ ต่อผู้ทรงศิลอย่างเรา อังเดร แม้หนุมานที่เป็นลิงป่าเอง ก็ไม่อยากทำ เพราะนอกจากบาปแล้ว บารมี ที่เป็นสิ่งที่ทำให้ศาสตราใดๆที่ร่ำเรียนนั้น เสื่อมมนต์ขลังลง เพราะเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์ ในภาวะตอนนั้น ข้าไม่อาจหยุดเวลาของโลกใบนั้นเพื่อให้การเดินทางสมบูรณ์ได้ ข้าจึงต้องเลือกไปยังปลายทาง ตามที่ชะตาฆาต ได้ลิขิตไว้”
ทันใดนั้น อังเดร ได้โผลงแทรกขึ้นมาอย่างตกใจว่า “เดี๋ยวนะ หยุดโลกใบนั้น ท่านทำได้จริงหรือ?”
“ใช่ แต่ตอนนี้ อาคมข้าเสื่อมจากการผิดศิลแล้วนี่”
ชายหนุ่มเจ้าสำราญ ยิ้มสบายอารมณ์ แล้วตอบกลับไปว่า “ท่านได้ย้อนเวลามายังจุดก่อนที่จะเริ่มต้นเดินทางแล้วล่ะ พรานสัจจะ อาคมของท่าน ยังไม่เสื่อมจากการทำบาปมหันต์หรอก”
พรานสัจจะจึงจับแขนชายหนุ่มไว้ เพียงพึมพำในปากไม่กี่พยางค์ดวงตาของท่านพรานก็ฉายลำแสงก่อนตวาดคำรามเสียงอันดังลั่น

[[WaRRRR]]

เมื่อมองออกไปยังระเบียงนั้น โลกทั้งใบ กลับนิ่งสงบ แม้แต่เจ้าพระยาที่ไม่เคยหลับไหล ก็หยุดนิ่งสนิท เรือโดยสาร นกบนฟ้า หรือแม้แต่รถยนต์บนสะพาน นอกหน้าต่างนั้น กลับหยุดนิ่งสนิท มีเพียง พรานสัจจะ และ อังเดร เท่านั้น ที่เดินทางไปมาบนโลกอันหยุดนิ่งได้ราวอิสระ
“นับจากนี้สามวัน การเดินทางครั้งใหม่ของท่านจะเริ่มต้นขึ้น ท่านที่ได้พลังกลับคืนมานี้ จะย้อนไปเขียนโลกใบเดิมอีกครั้ง ชำระความกับคนที่ทำให้การเดินทางของท่านหักเหไปจากครรลอง และพา หฤทัยให้พ้นจากความตายได้ เพื่อเติมเต็มปราถนาของท่าน”
อังเดร ได้ยื่นมือนั้นไปหาพรานสัจจะในลักษณะขอจับมือ
“ขอเพียงท่านร่วมทำพันธะสัญญากับข้า..”
_________________________________

(เรื่องราวในโรงเตี๊ยมแห่งนี้ยังไม่จบ ไว้พบกันในตอนต่อไปครับ)

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 11 พ.ค.55 เวลา 01:55:58 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ