davidmccartney
(Davie Mckie)
Member

DonGuard: ปริศนาแห่งดอนการ์ด- ตอนที่5 [PART3/3]

หากมีคอมเมนท์บอกได้เลยค่ายินดีปรับปรุงแก้ไขเสมอค่ะ (โค้ง)




DonGuard: ปริศนาแห่งดอนการ์ด

ดอนการ์ดคืออะไรกันแน่...!?
บัดนี้ปริศนาได้เริ่มต้นขึ้น
ในขณะที่ฆาตกรพยายามตามล่า ริคโทเฟ่นก็มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถแจ้งความเกี่ยวกับเรื่องของฆาตกรและดอนการ์ดให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อช่วยเหลือเขาได้ !!!

เขาควรจะทำอย่างไร...?!



ลิงค์ตอนที่ผ่านมา

คำโปรย+บทนำ
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=36965
ตอนที่1 [PART1/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=36988
ตอนที่1 [PART2/2]
http://pocketonline.net/board/view.php?id=37009
ตอนที่2 [PART1/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37045
ตอนที่2 [PART2/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37140
ตอนที่3 [PART1/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37181
ตอนที่3[PART2/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37227
ตอนที่4[PART1/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37268
ตอนที่4[PART2/2]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37302
ตอนที่5[PART1/3]
http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=37332
ตอนที่5[PART2/3]

\\\\\\\\\\\\\\\\\

DonGuard: ปริศนาแห่งดอนการ์ด- ตอนที่5 [PART3/3]





เมืองเอเมราลด์ไกลมากจากยิว พาร์ค ในขณะที่เวลาของการตามตัวชาลส์ลดลงอย่างช้าๆ พวกเขาจะต้องแข่งกับเวลา อัลทำหน้าที่เป็นผู้ขับที่ดี เวลาเดินทางคงประมาณเกือบสองชั่วโมง พวกเขาจึงนัดแนะที่จะพักค้างแรมในเอเมราลด์หนึ่งคืน






เมืองท่าชินซูรีแบ่งออกเป็นสามส่วนใหญ่ๆเรียกทางฝั่งตะวันตกว่าโยชแอนท์ ทางตะวันออกเรียกว่าซูคมัวเรีย และบริเวณหมู่เกาะเรียกว่าเกาะหลักเลอ กิลท์

อัลต้องขับรถจากฝั่งโยชแอนท์ไปยังเมืองเอเมราลด์ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซูคมัวเรียระยะทางเกือบหนึ่งร้อยกิโลเมตร

การเดินทางเพื่อติดตามใครสักคนในตอนนี้นั้นมันก็ถือเป็นเรื่องสนุกในอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งริคไม่เคยพานพบมาก่อน

“เหนื่อยแต่ก็ไม่เลว”นั่นคือคำวิพากษ์วิจารณ์สำหรับการเดินทางครั้งนี้



ของแฮริสเคลื่อนผ่านสะพานสายยาวสู่ฝั่ง ซูคมัวเรีย เสียงภายในรถเงียบกริบ

ริคและแฮริสหลับไปแล้ว

เมื่อรถข้ามมาถึงอีกฝั่งหนึ่งก็มีป้ายยินดีต้อนรับสู่เมืองเอเมราลด์ อัลไม่ชักช้าขับเข้าสู่ใจกลางเมือง ณ ร้านอาหารที่เขาเคยมาแวะครั้งหนึ่งนั่นก็คือ The Nine Gems

เสียงของรถบนถนนยามค่ำคืน โทรทัศน์จอยักษ์แสดงสื่อโฆษณา แสงไฟจากห้างสรรพสินค้าต่างๆทำให้สองหนุ่มตื่นจากนิทรา พวกเขาขยี้ตานั่งเงียบรวบรวมสมาธิ

“เรากำลังอยู่ที่ไหน”เสียงของริคฟังดูงัวเงียไม่ได้สติ

“เราอยู่ในเอเมราลด์แล้วล่ะ”อัลตอบ



อัลอ้อมไปจอดรถ เดินลงมาตามทางเดินเท้าและเลี้ยวเข้าไปสู่ร้านอาหาร The Nine Gems อันขึ้นชื่อลือชาในความอร่อยของอาหารต้นตำรับรสชาติแบบยูโรปา(ยุโรป)

อัลเบิร์ตเดินออกมาจากร้านพร้อมกับร้อยยิ้มกว้าง เพื่อนของเขาตื่นขึ้นมาเต็มตาแล้วหลังจากที่อัลเดินกลับมาถึงรถ

“ว่าอย่างไรบ้าง” ริคถาม

“ไม่มีซองจดหมาย” อัลบอก “ไม่มีอะไรเลย” น้ำเสียงของเขาไม่ได้ฟังดูกระวนกระวายใจเลยด้วยซ้ำ

“หมายความว่ายังไง? หรือว่าพวกเรา ... !” แฮริสตกใจ

“เรามาถูกแล้วล่ะ” อัลรีบแทรกบอก เขาขับรถมุ่งไปยังโรงแรมที่เคยมาพัก “พนักงานในร้านทุกคนบอกฉันแทบจะพร้อมกันเลยล่ะ ”

“ ว่า ... ” ริคสงสัย

“ ว่าชาลส์มอบบทกลอนให้แก่พวกเรา แล้วพวกเขาก็ช่วยกันนึกถึงกลอนที่ชาลส์แต่งขึ้นมาเมื่อเช้านี้คือ



โอ้ นายผู้เก่งกาจ

ยินดี ยินดี

ยินดีต่อชัยชนะ

เยี่ยมยอด เยี่ยมยอด

เยี่ยมยอดนั่นคือนาย

สุดท้าย สุดท้าย

สุดท้ายต่อความพยายาม

โอ้ นายผู้เก่งกาจ โอ้นายผู้เก่งกาจ



ฉันอยู่ที่แสนห่างไกล ท้องฟ้าสดใส

มองไปสู่ท้องธารา

จากนี้จากผืนพสุธา สู่ลำนาวา

กลับมา ณ ฐานที่หมาย

ความงามล้วนมีมากมาย อันว่าหลากหลาย

ยามสายจักพานพบกัน

เปรียบดั่งดินแดนแห่งฝัน สิ่งถูกสร้างสรรค์

พาฉันดั้นด้นวนเวียน

เพื่อบอกจึงเริ่มต้นเปลี่ยน จากข้อคำเขียน

สู่กลอนบอกใบ้ไล่ตาม



เขาบอกฉันมาอย่างนี้ พวกนายคิดว่าอย่างไรล่ะ ”

ทั้งสองฟังก่อนจะยิ้มออก “เขากลับไปยังจุดเริ่มต้น เขาลงเรือไป นั่นก็หมายความว่า ...”

“ใช่แล้ว” อัลบอก “พรุ่งนี้เราจะไปเมืองเลฟเลิฟเพื่อขึ้นเรือที่นั่น ไปยังเกาะซันแลนด์ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางของชาลส์ในครั้งนี้ เอาล่ะ! วันนี้เรานอนพักที่นี่กันก่อนเถอะ ฉันเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออีกแล้ว ”





ในวันที่สองของการเดินทาง

แฮริสตื่นสาย

ริคและอัลต้องลากเพื่อนออกจากเตียงไม่เช่นนั้นแล้วพวกเขาจะไม่มีทางได้ไปเลฟเลิฟในระยะเวลาที่ตั้งเป้าหมายไว้



เมืองเลฟเลิฟอยู่ติดกับอ่าวชินซูรี มีท่าเรืออยู่ที่นั่นเป็นแนวยาวติดหาดเทอร์เรอร์ ลาการ์ตาร์

พวกเขาตกลงกันเช่าเรือใบลำเล็ก ด้วยค่าจ้างเหมาจ่ายก็ตกในราคาที่สูงอยู่เอาการ ทั้งสามแบ่งกันรับผิดชอบคนละส่วนก่อนเตรียมสัมภาระออกสู่ทะเลกว้าง

ระยะทางจากท่าเรือเลฟเลิฟถึงเกาะซันแลนด์ประมาณหกถึงเจ็ดไมล์ทะเล พวกเขาไม่มีความรู้ทางทะเลบริเวณอ่าวแห่งนี้มาก่อนจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะต้องเสียเงินอีกเล็กๆน้อยๆเพื่อจ้างคนขับเรือชำนาญทางแก่พวกเขามาด้วย

แฮริสกับริคโทเฟ่นนอนอาบแดดอยู่บนดาดฟ้าเรือ ขณะที่อัลเบิร์ตใช้เวลาส่วนใหญ่กับการศึกษาแผนที่เดินทะเล กล้องสองตารวมถึงเข็มทิศแม่เหล็ก

พวกเขาเริ่มเดินทางตั้งแต่เก้าโมงเช้า เชื่อว่าคงใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่งก็จะเริ่มเห็นรูปร่างเกาะซันแลนด์

ทั้งสามต่างไม่ได้รีบร้อนมากนัก การท่องทะเลเป็นสิ่งที่คาดหมายกันตั้งแต่ต้นของการเดินทางท่องเที่ยวเมืองท่าชินซูรี ตอนนี้เขามีโอกาสแวะจอดตามจุดต่างๆเพื่อตกปลา นอนอ่านนวนิยายหรือดำน้ำดูปะการังด้วยตีนกบและสน็อคเกิลที่ไม่ได้แตะต้องมานานแรมปีดีดัก

ริคเดินไปหยิบถังน้ำใบใหญ่วางไว้ทางกราบขวาใกล้ๆกับบริเวณที่แฮริสนั่งตกปลา เด็กหนุ่มเกี่ยวคันเบ็ดทิ้งไว้ ริคโทเฟ่นนั่งดูสายเบ็ดขณะที่แฮริสลงไปยังเคบินเรียกให้อัลช่วยกันถือถังใส่ปลาไปเทรวมกันไว้และจับทุบหัวปลาเพื่อทำอาหาร

ไม่นานนักก็มีเสียงตะโกนจากอัลให้ริคลงมารับโทรศัพท์

“จากชาลส์ ฮัสกิน” ริคบอกก่อนกดรับโทรศัพท์มือถือที่แนบมาในซองสีขาวซึ่งได้รับมาจากโรงแรมลาดุช ตาลามาน

“ทีซีดดัสกี เลมเบอสท์เดสเตมัยเนเม” ริคทักทาย

“ทีซีดดัสกี ฉันเอง ชาลส์ ”

“ครับ” ริคบอกอย่างรู้ทัน

“อยู่ในทะเลแล้วสินะ ปริศนาของฉันไม่น่าจะง่ายนี่นา จริงไหม ... แต่ฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้จริงเชียวหากพวกเธอตามหาฉันเจอ!”

ริคแอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจ เขาคงจะต้องไปพบชาลส์แบบชวนประหลาดใจสุดๆให้เข็ดหลาบเสียว่ากำลังเล่นเกมอยู่กับใคร

“ผิดคาดของคุณล่ะสิ” ริคบอก

“ก็ผิดคาดเล็กน้อยแต่อย่าเพิ่งดีใจไปล่ะ อย่าชักช้านะ เพราะเวลาไม่เคยคอยใคร”

“ครับ ผมมั่นใจเหมือนกันล่ะว่าจะตามตัวคุณเจอในวันนี้ ”

ชาลส์ หัวเราะอย่างพอใจ

“ถ้าหากมั่นใจนักก็รีบหาฉันให้เจอไวๆล่ะ ”

“ครับ คลายตาโพซี ”เด็กหนุ่มกล่าวลา

“ชาลส์สินะ” แฮริสถามก่อนมองดูอย่างฉงน

“มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น” ใบหน้าของเขายิ้มแย้ม “เรากำลังจะเจอเขาในไม่ช้านี้” น้ำเสียงบ่งบอกความมั่นใจเต็มเปี่ยม





พวกเขามองเห็นเกาะชายหาดซันแลนด์

ทั้งริค อัลและแฮริสต่างมองดูอย่างไม่วางตา

นักท่องเที่ยวเต็มชายหาด พวกเขาตัดสินใจทิ้งสมอไว้เพราะคิดว่าคงใช้เวลาไม่นานนักและลงจากเรือลุยทะเลเข้าฝั่งตัวเปียกปอนตามๆกัน

บนเกาะซันแลนด์มีอาคารให้บริการเกี่ยวกับอุปกรณ์ดำน้ำ ห้องสุขาและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแห่งเดียว ริคจึงรีบเดินเข้าไปถามถึง ชาลส์ ฮัสกิน

“อ้อ!เขาไม่อยู่ที่นี่แล้วล่ะ นักท่องเที่ยวคนนั้นเดินทางไปเกาะหลักตั้งแต่เมื่อเช้านี้นี่เอง”

“ทราบไหมครับว่าเขาอยู่ที่ไหนของเกาะหลักเลอ กิลท์” ริคถามต่อ

“เขาเดินทางไปเมืองอูเมอร์ ได้ข่าวว่ามีบ้านพักตากอากาศที่นั่นบนเชิงเขานอฟท์ตี้ ที่นั่นก็มีทางขึ้นภูเขาทางเดียวเท่านั้น หากจะไปหาเขาก็รีบหน่อยนะ นายคนนี้ไม่ค่อยจะอยู่กับที่หรอก เขาชอบเดินทางชีพจรลงเท้าตลอดเวลา”

“ขอบคุณครับ”

พวกเขาตัดสินใจเล่นน้ำทะเลที่ชายหาดจนถึงเที่ยงตรงก็รับประทานอาหารบนเรือ

จากซันแลนด์ถึงเกาะหลักเลอ กิลท์ไม่ไกลนัก






พวกเขามีปัญหาเรื่องรถโดยสาร แฮริสเรียกแท็กซี่ฝั่งท่าเรืออูเมอร์เดินทางขึ้นเขานอฟท์ตี้

ระยะเวลาจากท่าเรือไปจนถึงบ้านพักตากอากาศของนายชาลส์ ฮัสกินประมาณยี่สิบนาที

แท็กซี่จอดตรงหน้าบ้านหลังหนึ่ง

แฮริสจ่ายค่ารถก่อนจะหยุดยืนดูอยู่หน้ารั้วไม้เตี้ยๆ

สวนหน้าบ้านสวยงาม มีสุนัขอาเซเชี่ยนตัวโตออกมาต้อนรับเขา เสียงเห่าของมันทำให้บานหน้าต่างตรงเรือนบ้านถูกขยับเปิด

มีชายคนหนึ่งเดินออกมาต้อนรับ “นิ่งไว้จอน” เขาบอกสุนัขขนดำดกจมูกฟุดฟิดๆดมแขกสามคนที่ไม่รู้จักมักคุ้นด้วย

“สวัสดีครับ พวกคุณมาหาชาลส์หรือเปล่าครับ?”

“เอ่อ ใช่ครับ”

“ผมชื่อแฟรงก์ ตอนนี้ชาลส์อยู่ข้างใน ...ชาลส์แพ้พนันผมที่ผมเชื่อว่าพวกคุณจะตามหาตัวเขาเจอที่นี่วันนี้”

อย่างน้อยที่สุดชาลส์ ฮัสกินอยู่ในบ้านก็ทำให้พวกเขาทั้งสามต้องร้องไชโยออกมาก่อนจะยืนกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจตบมือไฮไฟ จนแฟรงก์ต้องนิ่งเงียบ

“เฟลิกคีตา( ขอโทษนะครับ )” ทั้งสามโค้งตัวลงอย่างสุภาพก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน

สถานที่แห่งนี้จัดอย่างสวยหรู พื้นปูพรม ม่านหน้าต่างและโซฟาตัวยาวปักลายผ้าด้วยด้ายสีทองล้อแสงไฟสีส้มเปล่งประกายมลังเมลืองจับตา

แฮริสไม่เห็นชาลส์นั่งอยู่ตรงนั้น เขาเดินไปยังข้างในตัวบ้านก็พบบานกระจกสีชาเปิดทิ้งไว้สู่ระเบียงพื้นเป็นปูนหยาบสีส้ม มีบันไดทอดตัวยาวลงไปเบื้องล่าง แฮริสเห็นสระว่ายน้ำสีน้ำเงินเข้มพร้อมร่างของชายคนหนึ่งซึ่งนอนอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บนห่วงยางขนาดใหญ่

“ว้าว เยี่ยมเลย” ริคร้องเสียงหลงเมื่อเขาเดินออกมาสู่ระเบียงและมองลงไปเห็นสระว่ายน้ำกว้าง สายตาของเขาเลื่อนไปยังรูปปั้นปลา ปากของมันมีน้ำพุ่งออกมาลงในสระ ข้างสระว่ายน้ำเป็นห้องกระจกมีม่านกั้นไว้ รอบๆคือรั้วกั้นธรรมชาติด้วยต้นไม้เป็นแนวยาวจัดดูสวยงามน่าชม

ทั้งสามเอ่ยสวัสดีชายในสระว่ายน้ำก่อนจะเดินลงบันได

“สวัสดี”ชาลส์เอ่ยทัก เขายิ้มแย้มแต่ก็ตกอกตกใจไม่น้อยจนเกือบหล่นจากห่วงยาง ชายหนุ่มวางหนังสือพิมพ์ทิ้งไว้ เขาตะโกนสนทนาภาษาอิตาลีกับแฟรงก์ก่อนจะหันมามองเด็กหนุ่มทั้งสามซึ่งทรุดนั่งอยู่ตรงขอบสระ

“กวินเวียร์ฝากบอกเอาไว้ด้วยว่าอีกสองวันให้คุณไปเจอเธอที่หาดพุลุนกิลด์”

เป็นไปตามคำพูดของกวินเวียร์ ชาลส์เหมือนกับที่พวกเขาคิดไว้ไม่มีผิด

ผมสีดำสั้นสวมนาฬิกายี่ห้อคาซิอิล รูปหน้ายาว จมูกโด่ง นัยน์ตาสีน้ำตาลดูลึกลับคมคาย รูปร่างของเขาสามารถเป็นนายแบบได้เลยด้วยซ้ำหากรักในอาชีพวงการบันเทิง

“ฉันคือชาลส์ ฮัสกิน ตอนนี้ไม่สะดวกจับมือเลยนะ ... หากจะพูดไปแล้วผู้ที่เคยเล่นเกมตามหาฉันแบบนี้ก็มีถมเถไป ... ฉันสร้างข้อตกลงด้วยเงินนับสิบล้านแต่แล้วก็มีเพียงแค่เด็กสี่คนซึ่งก็คือพวกเธอและเด็กชายที่ชื่อว่าเฮดรัล เฮคเทลที่กล้าท้าเสี่ยงบ้าบิ่นตามหาฉันโดยไม่มีค่าตอบแทนสักเพียงเหรียญเดียว เอาล่ะ! ... แนะนำตัวหน่อยสิ”

“ผมคือริคโทเฟ่น เลมเบอสท์ แล้วนี่ก็เพื่อนของผมสองคนอัลเบิร์ต มอร์แกนกับแฮริสัน นิลบาเล็ต”

“โอ้!”ชาลส์ต้องหัวเราะอย่างถูกใจ “มันคือความบังเอิญหรือความโชคดีที่ฉันได้เจอลูกหลานตระกูลนิลบาเล็ตสองคน”

“สอง?”ริคโทเฟ่นเอียงคอขณะที่อัลเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายในวินาทีนั้น

“คุณรู้เรื่องนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”แฮริสกลับเป็นฝ่ายตกตะลึง เขาเลื่อนมือสางผมหยิกๆของตนพร้อมเบิกตากว้าง “คุณคงไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวธรรมดาๆหรือนักถ่ายรูปมืออาชีพแล้วล่ะมั้ง”

ชาลส์หัวเราะในลำคอ เขารีบขึ้นจากสระแล้วจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าทันทีเผื่อสนทนากันอย่างจริงจัง

“ฉันเป็นนักถ่ายรูป ... แต่มันก็เป็นเสมือนหนึ่งอาชีพบังหน้า ... รูด นิลบาเล็ตไม่ได้บอกเธอเรื่องนี้ล่ะสินะ แฮริส”

จู่ๆริคก็ต้องขมวดคิ้วแทบจะเป็นปม

เขากำลังนึกถึงคำพูดของชายในชุดสูทสีดำนามมอสติล เฟลโรซึ่งบอกแก่เขาเอาไว้ว่าชาลส์ ฮัสกินเป็นสายลับจากอิตาลี ... หรือว่าบางที ...

“ฉันมาทำงานในครีตเชีย”

“งานราชการลับของครีตเชีย”อัลเบิร์ตเปรยเบาๆก่อนที่ชาลส์จะพยักหน้า “เหลือเชื่อเลยแฮะ!”

“คุณเดินทางมาหาพอล เลปเปนลาฟอย่างมีนัยสำคัญสินะ”

ชาลส์ปรายตามองริคโทเฟ่นพร้อมเหยียดยิ้มบาง “พวกเธอเป็นลูกหลานนิลบาเล็ตเพราะฉะนั้นฉันก็เต็มใจจะตอบว่ามันถูกต้อง ... นี่แน่ะ ริคโทเฟ่น ... เธอรู้หรือเปล่าว่าพ่อของเธออนุญาตให้เธอเข้าร่วมงานค่ายของโรงเรียนทัพกษัตริย์ในช่วงปิดเทอมด้วยนะ”

“ไม่รู้เลยครับ”ริคยังคงสงสัยว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร

“โรงเรียนทัพกษัตริย์! น่าสนุก!”อัลยิ้มกริ่ม

แล้วคราวนี้แฮริสก็ตีสีหน้าตกใจ เขาจ้องสายตาริคเขม็ง

“ผมจะต้องไปด้วยเหรอ”ริคกำลังนั่งงงเป็นไก่ตาแตก

“เธอชอบท้าทายชาวบ้านชาวช่องเขาต่อสู้ไม่ใช่หรือยังไง? นี่เป็นโอกาสดีที่เธอจะได้เจอเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับเธอนับเป็นพันๆคนเพื่อท้าประลองฝีมือ”

“ผมไม่คิดว่าริค ...”แฮริสกล่าวแทรกเสียงแผ่วๆ

“ผู้บังคับบัญชาการจะชี้แจงให้เธอทราบอีกครั้งหลังจากเธอเรียนจบปีนี้ ... เฮดรัล เฮคเทลเองก็เรียนในโรงเรียนทัพกษัตริย์ครีตเชีย ... เขาเป็นเด็กยอดอัจริยะที่พวกเธอควรจะใส่ใจเป็นพิเศษ!”

ริคต้องยิ้มกริ่มรู้สึกตื่นเต้นอย่างไรพิกล ...

“เอาล่ะ ... เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลัง ฉันอยากฟังพวกเธอเล่าประสบการณ์ในสองวันที่ผ่านมาให้ฟัง แล้วฉันก็จะพาพวกเธอท่องเที่ยวบนเกาะแห่งนี้ก่อนอาหารมื้อค่ำ เราพักผ่อนที่นี่ด้วยกัน แล้วพรุ่งนี้ก็ไปงานเลี้ยงกองถ่ายของกวินเวียร์ สนใจไหม?”

“สนใจสิครับ!”อัลและริคโทเฟ่นกล่าวแทบจะพร้อมกัน

การเป็นนักสืบสมัครเล่นของทั้งสามจบสิ้นแล้วในวันนี้ พร้อมประสบการณ์สุดพิเศษที่จะทำใฟ้พวกเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปตลอดราตรีนี้



... ทว่าแฮริสนั้นไม่ได้รู้สึกยินดีอย่างเต็มที่ดังเช่นสองเกลอ ...

เขากำลังกังวลเมื่อรับรู้ว่าชาลส์ ฮัสกินเข้ามาทำงานในครีตเชีย ...

นั่นหมายความว่าเจ้าหน้าที่ครีตเชียไม่สามารถรับมือกับปัญหามืดแปดด้านเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องและตอนนี้ครีตเชียก็ได้รับข้อเสนอความร่วมมือจากสหประชาชาติเพื่อร่วมกันทำคดีนี้ด้วยกัน

อันตรายกำลังคืบใกล้เข้ามาอย่างน่าใจหาย

แฮริสจับจ้องมองริคโทเฟ่นด้วยแววตากังวล เขาไม่อยากให้เพื่อนของตนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทุกอย่างจากกระทรวงกลาโหม

ทุกครั้งที่ริครับรู้ความจริงมากขึ้นเท่าใด เขาก็ยิ่งไม่ปลอดภัย

ในฐานะลูกหลานตระกูลนิลบาเล็ต แฮริสควรจะทำอย่างไรดี


To be continued...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 26 เม.ย.55 เวลา 17:35:25 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ