Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ภาค 5 ตอนที่ 11 ราตรีกลางสายน้ำ...

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ตอนที่ 11 ราตรีกลางสายน้ำ...

“หวัดดี...”

คนกล่าวของหญิงสาวชนมนุษย์เผ่าแมวแสนสวยที่มีอายุวัยประมาณ 30 ปลายๆกลับทักทายยังมินะกับมินาด้วยรอยยิ้มพลางโยนเอาผ้ากันเปื้อนและถาดมาให้กับทั้งสองทั้งยังพูดต่อไปว่า

“...มาช่วยเสริฟ์หน่อยสิ-กำลังยุ่ง”

“เดี๋ยวก่อน...”

“นี่มันอะไรกัน...”

แม่ลูกแมวที่แสนชั่วร้ายทั้ง 2 ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างงงๆกับภาพของหญิงสาวที่เบื้องหน้านี้...

เธอเป็นหญิงสาวผมสีแดงแกมส้นที่ยาวประมาณเลยหัวไหล่มีนิดหน่อย(ไม่ถึงขนาดโมนา) สวมใส่ยังเสื้อยืดไร้แขนสีขาว ทับยังกางเกงยีนขาสั้นข้างยาวข้างแบบโซฟีเน่ที่ดูเก่าๆขาดๆ สวมใส่ยังรองเท้าผ้าใบสีขาว ผูกยังผ้ากับเปื้อนที่มีใบหน้าคล้ายกับเป็นแม่แบบของมินะ มินาและโมนาหรืออาเรีย บ็อธเธอร์ (Aria Bother)ผู้เป็นแม่ของแม่ลูกแมวทั้งหลายที่ยังผูกเด็กทารกไว้ยังด้านหลังยังใช้สายตาที่พิฆาตจ้องมองไปพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“เดี๋ยวนี้”

“ค่ะ...”

ทำเอาแม่ลูกแมวทั้ง 2 ที่ไม่สามารถโต้เถียงใดๆได้แต่ต้องช่วยเสริฟ์ยังอาหารให้กับลูกค้ากับโมนาและเหล่าน้องๆอีก 2 ถึง 3 คนจนราวๆครึ่งชั่วโมงผ่านไปที่คนเริ่มบางตาจึงสามารถกลับมานั่งพักพูดคุยกันได้...

“พวกนั้นเป็นญาติของมินะ มินาหรือ”

โดโรธีที่ส่งเสียงร้องถามยังโซฟีเน่คล้ายกับสั่งยังเนื้อราดซ็อสไวน์แดงที่กำลังจิ้มเนื้อเข้าปากกลับตอบกลับมาอย่างไม่คิดอะไรว่า

“พวกนั้นเป็นครอบครัวของมินะกับมินาไงล่ะ”

“งั้นหรือ...”

โดโรธีที่ได้ยินเพียงยิ้มออกมาอย่างไม่คิดอะไรพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังครอบครัวของเหล่าแมวอย่างมีความสุขแล้วจึงกินยังเนื้อแกะอบของแดนทะเลทรายสีทองที่แสนคิดถึง...ทางด้านของเจนนี่ที่สั่งยังอาหารสเต็กปูมาทานก็ยิ้มพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“นี่โชคดีจริงๆเลยที่ได้เจอคนรู้จักที่นี่น่ะ”

“โชคดีบ้านเธอสิ...”

มินะที่มาหลบพักเหนื่อยหลังจากที่ร้านแผงลอยซิลเวอร์แอร์โร่ที่ขายของจนหมดแล้วจึงกลับมานั่งที่โต๊ะพร้อมกับพี่สาวในสภาพที่เหน็ดเหนื่อยบ่นออกมาทั้งน้ำตา...มินาที่แอบนั่งตัวสั่นอยู่ที่มุมแคบๆด้านหลังโต๊ะของทุกคนถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวว่า

“ฝันร้ายกลับมาอีกแล้ว...”

“หือ...”

ทำเอาโดโรธีและเจนนี่ที่ได้ยินถึงกับต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความงงๆจึงรีบถามออกไปว่า

“...นี่มินาเป็นอะไรน่ะ”

“...”

มินะได้แต่ฝืนยิ้มตอบออกไปในขนาดที่โซฟีเน่ซึ่งกำลังทานอาหารอยู่อย่างมีความสุขจึงส่งเสียงกล่าวออกมาเหมือนกับไม่มีเรื่องอะไรว่า

“สำหรับมินะ มินาแล้วอาเรียน่ากลัวจะตาย เพราะยามที่ทั้งสองซุกซนหรือก่อเรื่องอะไรมักจะถูกอาเรียเล่นงานเสมอๆน่ะ”

“งั้นหรือ...”

โดโรธีเพียงแค่พยักหน้ารับ เพราะการมีครอบครัวอยู่ยังไงก็ดีกว่าอยู่แล้ว...โมนาที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจกับงานที่ในวันนี้เสร็จเร็วกว่าทุกครั้งจึงยกยังของหวานที่น่ากินมาให้กับพวกโซฟีเน่แล้วกล่าวออกมาว่า

“ของหวานค่ะ-พี่โซฟีเน่”

“ขอบใจน่ะ-โมนา...”

โซฟีเน่ที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางลูบหัวของแม่ลูกน้องตัวน้อยที่น่ารักคนหนึ่ง-เธอที่เห็นยังของหวานเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีชมพูที่อาร์เชอะเป็นคนที่คิดค้นซึ่งไม่ได้ทานมานานแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างดีใจพลางหันไปหายังเซบัสพลางกล่าวออกไปว่า

“นี่เซบัส...”

ทั้งยังถามออกไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานว่า

“...ทานน้ำแข็งใสแห่งความรักของซิลเวอร์แอร์โร่มั้ยค่ะ”

“ครับ...”

แต่ในยามที่เซบัสส่งเสียงตอบรับกลับมาด้วยรอยยิ้มนั้น...โมนาที่ตาขว้างจับจ้องมองไปยังชายหนุ่มพลางส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

“ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกัน”

“...”

ทำเอาโซฟีเน่ที่ได้ยินถึงคำถามของโมนาถึงกบหน้าแดงขึ้นมาในพริบตาไม่กล้าที่จะตอบอะไรออกไปจนลืมสังเกตถึงน้ำเสียงที่ไม่พอใจของแม่ลูกแมวสาว...โดโรธีที่ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์พลางส่งเสียงตอบออกไปว่า

“ก็คนรักไง”

“...”

เซบัสที่คล้ายกับไม่ได้ว่าอะไรเพียงพยักหน้าแล้วยิ้มตอบรับกลับไปเท่านั้นทำเอาโซฟีเน่ที่เห็นถึงกับยิ่งต้องหน้าแดงขึ้นมาลอบก้มหน้าลงไปอมยิ้มกัดช้อนอย่างมีความสุข...โมนาที่เห็นเช่นนั้นจึงลอบเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจอย่างเบาๆ

“ชิ...”

“ว่าแต่ว่า...”

มินะที่หันไปมองยังลูกสาวตัวดีแล้วจึงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า

“...ทำไมถึงมาอยู่ที่เมืองเบรุทนี่ได้แหละ...”

แม่ลูกแมวสาวยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...ไหนพ่อกับแม่บอกว่าจะเดินทางไปเที่ยวยังหมู่เกาะแห่งแสงสว่างกันไม่ใช่หรือ”

เพราะนี่คือสิ่งที่ชินอนกับอาเรียบอกกับแม่ลูกแมวทั้งที่ไม่ยอมไปด้วก่อนที่จะออกเดินทางเมืองทิมเมื่อปีก่อนไม่ใช่หรือ...โมนาที่ฝืนยิ้มแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“พอออกเดินทางจากเมืองทิมด้วยเรืออาเรียชินอนมาสักสองถึงสามวัน-พ่อก็เปลี่ยนใจว่าจะไปแค่หมูเกาะแห่งแสงสว่างก็กระไรอยู่จึงเปลี่ยนแปลงมาเป็นเดินทางรอบโลกแทน...”

หยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวออกมาว่า

“...จึงแล่นเรือมุ่งหน้าไปยังตะวันออกพอถึงมหานครแห่งเปลวเพลิงที่เจอสงครามก็เลยเปลี่ยนเป็นมุ่งหน้าขึ้นไปทางแดนเหนือก่อนที่จะอ้อมลงมายังดินแดนแห่งสายน้ำนี้...”

แม่ลูกแมวสาวที่ฝืนยิ้มจึงกล่าวออกมาอีกว่า

“...แต่เพราะไม่ได้วางแผนอะไรไว้จึงทำให้ไม่ค่อยมีเงินจนต้องหยุดพักตามเมื่องต่างๆจนกว่าจะมาถึงเมืองนี้เมื่อครึ่งเดือนก่อน-ที่ไม่มีทั้งเงินและอะไรเหลือเลยจนสุดท้ายที่นี่มีแผงลอยอนุญาตให้มาเปิดร้านอาหารจึงต้องมาทำงานหาเงินค่าเดินทางที่เมืองนี้น่ะ...”

นี่คือการเดินทางคร่าวๆของครอบครัวบ็อธเธอร์จากบอกคำของโมนาก่อนที่เธอจะต้องส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจและเจ็บปวดว่า

“...โอ๊ย”

“พูดอะไรบ้าๆ...”

ชินอนที่เป็นชายหนุ่มชายแมวอายุประมาณ 40 ปีที่หล่อเหลา มีผมสีขาวสะอาดรูปร่างเพรียว สูง สง่าราวกับราชองครักษ์ที่สวมใส่อยู่ในชุดง่ายๆคล้ายกับภรรยากลับยิ้มพลางกล่าวออกมาหลังจากเข้กหัวบุตรสาวว่า

“...ใครว่าไม่วางแผน-เขาเรียกว่าคิดพลางก้าวพลางต่างหากล่ะ...”

ทั้งยังกวาดสายตาจ้องมองไปยังกลุ่มของโซฟีเน่ที่กำลังนั่งอยู่แล้วจึงกล่าวออกมาอีกว่า

“...แต่ตอนนี้ก็มีคนพอที่จะออกเงินให้เดินทางต่อไปแล้วล่ะ”

เพราะดูเหมือนคิดที่จะขอยืมเงินจากพวกโซฟีเน่ มินะ มินาที่ดูเหมือนจะมีเงินมีทองให้ครอบครัวบ็อธเธอร์สามารถออกเดินทางไปต่อไป...ก่อนที่จะได้ยินยังเสียงของโซฟานที่ไม่ทราบว่ามาถึงเมื่อไหร่ดังขึ้นมาว่า

“ถามยังความเห็นของพวกเราหรือเปล่า-ชินอน...”

เธอที่ก้าวนำหน้ามานั่งลงมายังโต๊ะด้านข้างที่ว่างอยู่ยังกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...นายยังคิดค่าอาวุธและค่าต่อเรืออาเรียชินอนฉันยังไม่ได้จ่ายอยู่เลยไม่ใช่หรือ”

“เธอมาที่นี่ด้วยหรือโซฟาน...”

ชินอนที่เห็นยังโซฟานที่เป็นเจ้าหนี้ที่เขาขอให้หญิงสาวคนนี้ช่วยออกค่าซ่อมเรือและอาวุธให้-เขาที่ดีใจจึงไปขอแรงซีกให้มาจัดการและพอเรือเสร็จจึงรีบแล่นออกไปโดยไม่ได้ค่าเงินโซฟาน...

จริงๆแล้วก็ไม่คิดที่จะค่าตั้งแต่ต้น...

พ่อแมวหนุ่มที่เห็นถึงท่าจะไม่ดีจึงรีบยิ้มแล้วจึงส่งเสียงกล่าวเปลี่ยนเรื่องออกไปทันทีว่า

“...ถ้าเธอมาก็แสดงว่าแอร์โร่ก็มาด้วยสิ”

ในสมัยที่ชินอนกับอาเรียยังไม่ออกจากเมืองทิม-โซฟานยังดูแลร้านขายอาวุธที่ได้สืบทอดจากซิลเวอร์อยู่ เพราะการขึ้นเรือของโซฟีเน่และการออกเรือของพวกชีนอนจึงทำให้โซฟานที่เซ้งๆตัดสินใจขึ้นเรือของคูเปอร์-เพื่อออกท่องเที่ยวในฐานะทั้งล่าหนอนทะเลทรายอีกครั้งหนึ่ง...

และด้วยฝีมือของเธอจึงทำให้ในยามนั้นรายได้ของจิ้งจอกสีทองแทบจะเหนือกว่าจิ้งจอกสีเงินด้วยซ้ำไป-ถ้าไม่ติดที่ฟ็อก์ซสามารถบริหารหารค้าได้ดีกว่าทั้งๆที่จำนวนหนอนทะเลทรายที่ล่าได้กลับน้อยกว่า...

“ฉันก็มาด้วย”

อาร์เชอะที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางส่งเสียงกล่าวออกมาแล้วลากยังสามีตัวดีไม่ยอมปล่อยให้มานั่งรวมโต๊ะกับโซฟานทันทีทำเอาชินอนได้แต่ฝืนยิ้มเท่านั้น เพราะจำนวนเงินที่เขาติดอาร์เชอะยังมากมายกว่าโซฟานด้วยซ้ำไป...

“...”

“ทั้งๆที่โดนโกงหนีหนี้ไปตั้งเยอะ...”

อาร์เชอะที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางจ้องมองไปยังชินอนพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...ไหนจะต้องมาดูแลยังลูกแมวน่ารักๆทั้งสองคนที่โดนพ่อแม่ทอดทิ้งอีก”

จริงๆแล้วเธอให้มินะกับมินามาทำงานที่ร้านซิลเวอร์แอร์โร่-เพื่อหักหนี้ของชินอนกับแอร์เรียต่างหาก...จนมินะจะไปขายดอกไม้ในตลาดในวันหยุด-เพื่อหารายได้พิเศษก็เถอะ...

“เอาน่าๆ...เรื่องเล็กๆน้อยอย่างคิดมาอะไรเลย...”

อาเรียที่ก้าวเดินออกมาทรุดนั่งลงมายังฝั่งตรงข้ามของโซฟานและอาร์เชอะอย่างไม่เกรงใจอะไรพลางยิ้มแล้วพูดออกมาว่า

“...เงินแค่นี้สำหรับลูกเรือของซิลเวอร์แอร์โร่แล้วไม่เท่าไหร่หรอก”

“หือ...”

โมนาที่คล้ายกับฉุกใจคิดอะไรได้กับพูดของอาเรียจึงรีบร้องออกมาว่า

“...การที่พี่อาร์เชอะกับโซฟานมาที่นี่ด้วยก็หมายความว่า...”

“ใช่แล้ว...”

อาเรียที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังอาร์เชอะกับโซฟานกลับยิ้มอย่างมั่นใจและกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ซิลเวอร์แอร์โร่ออกเรืออีกครั้งแล้วใช่มั้ยล่ะ-กัปตัน”

“...”

อาร์เชอะเพียงสบสายตายิ้มตอบรับกลับไปอย่างอีกฝ่ายแล้วจึงกล่าวออกไปว่า

“...ตอนนี้ฉันไม่ใช่กัปตันของซิลเวอร์ร์โร่แล้วล่ะ”

“หือ...”

อาเรียที่ร้องออกมาด้วยความตกใจ เพราะไม่คิดว่าตำแหน่งกัปตันของซิลเวอร์แอร์โร่จะไม่ได้เป็นของอาร์เชอะ-เธอที่กวาดสายตาไปเล็กน้อยหยุดยั้งโซฟีเน่ในยามนี้ที่ยังคงสวมยังผ้าคลุมของเจนนี่ทับอยู่-แต่เมื่อเหลือบเห็นยังชายเสื้อกัปตันที่ซ่อนอยู่ภายในและดาบ BIRD-DOG ที่ข้างเอวถึงกับยิ้มออกมาพลางกล่าวต่อไปว่า

“...ที่แท้กัปตันคนใหม่ก็เป็นโซฟีเน่เองหรือ-งั้นฝากตัวด้วยน่ะ”

“จริงหรือค่ะ...”

โมนาที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยดวงตาที่เป็นประกายทันที-เธอที่จ้องมองไปยังโซฟีเน่ยังกล่าวออกมาด้วยความยินดีว่า

“...หนูก็ว่าแล้วว่าตำแหน่งกัปตันของซิลเวอร์แอร์โร่เหมาะสมกับพี่โซฟีเน่ที่สุดเลย”

“ขอบใจจ๊ะ”

โซฟีเน่เพียงยิ้มตอบรับกลับไปอย่างน่ารักเท่านั้น...แต่ทางด้านของชินอนที่คล้ายกับไม่สนใจว่า”ใครจะเป็นกัปตัน”กลับหันไปกว่ากับโมนาว่า

“โมนา-เรารีบกลับไปเก็บข้าวของกัน”

“เก็บข้างของทำไมค่ะ...”

โมนาที่คล้ายกับงงๆ เพราะเงินที่มีอยู่ของพวกตนในยามนี้ยังไม่พอที่จะออกเดินทางต่อไม่ใช่หรือจึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“...พวกเราจะออกเดินทางแล้วหรือค่ะ”

“ใช่แล้ว...”

ชินอนที่ยิ้มออกมาอย่างไม่คิดอะไรยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจน-โดยที่จะไม่ถามถึงความสมัครใจของอาร์เชอะ โซฟาน โซฟีเน่หรือใครๆอีกเลยว่า

“...ก้อพวกเราจะขึ้นเรือซิลเวอร์แอร์โร่กันไงล่ะ”

“ค่า...”

โมนาที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจทันทีที่จะได้ออกเดินทางกับโซฟีเน่อีกครั้งหนึ่งแล้ว...แต่มินะที่คล้ายสงสัยมาตลอดยังเด็กทารกที่สะพายอยู่ด้านหลังของอาเรียตลอดเวลาถึงกับรู้สึกสังหรณ์ใจอะไรบ้างอย่างร้องถามออกไปว่า

“...เด็กนั่นใครค่ะ”

“ก็น้องแกไงล่ะ...”

ชินอนส่งเสียงตอบออกมาอย่างหน้าตายกับไม่ไม่สนใจอะไรอีกว่า

“...น่าเสียดายที่เป็นผู้หญิงอีกแล้ว”

เพราะความฝันที่ยิ่งใหญ่ของชินอนจึงการมีลูกชายสักคนหนึ่ง เพราะด้วยอายุของมนุษย์หรือคนในสมัยนี้ราวๆ 200 ถึง 300 ปีจึงทำให้เขาที่ยังอยู่ในวัยหนุ่มจึงคิดที่จะออกเดินทางเพื่อเปลี่ยนบรรยายให้การมีลูกนั่นเอง...มินะที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงถอนหายใจออกมาว่า

“อีกแล้วหรือค่ะ”

“เอาน่าๆ...”

อาเรียที่ยิ้มออกมายังกล่าวออกมาอีกอย่างไม่คิดอะไรว่า

“...ในยามนี้ชนเผ่าแมวของพวกเรายิ่งน้อยๆอยู่หลังจากอาณาจักรแมวล่มสลาย-การเพิ่มประชากรให้มากที่สุดคือจุดเริ่มต้นของการพื้นพูยังอาณาจักรแมวที่ยิ่งใหญ่ของพวกเรายังไงล่ะ...”

เธอที่หันไปยิ้มให้กับโดโรธีแล้วกล่าวออกมาอีกว่า

“...ใช่มั้ยจ๊ะ-สาวน้อย”

“...”

โดโรธีเพียงยิ้มตอบรับกลับไปอย่างไม่คิดอะไรมากมายนัก เพราะการล่มสลายของอาณาจักรแมวมันเป็นเรื่องเมื่อ 15 ปีก่อนที่เทพเจ้าแห่งโลกมืดได้ขยายกำลังออกมากลืนกินยังอาณาจักรแมวที่อยู่ทางใต้สุดของทะเลทรายสีทองที่ติดต่อกับนครแห่งความมืดนั่นเอง...

“เอาล่ะ...”

ชินอนที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังมินาที่ยังคงนั่งใจลอยอยู่ถึงกับคว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายลากออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...เอาล่ะ-ไปช่วยเก็บข้าวของกันเถอะ”

“ไม่...”

มินาส่งเสียงร้องออกมาได้แค่นั้นอย่างที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้...ในขนาดที่มินะกลับปลงๆจึงพยักหน้าตอบรับอย่างรับชะตากรรม-ได้แต่ลุกออกไปตามหลังของชินอนและโมนาออกไปเก็บของขึ้นเรืออย่างช่วยไม่ได้

“เอาล่ะ...”

อาร์เชอะที่คล้ายกับทานอาหารเสร็จแล้วกลับยิ้มออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวในผ้าคลุมเขียวที่นั่งทานอาหารอยู่อย่างมีความสุขแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ยินดีที่ได้พบค่ะ-ท่านเจ้าเมืองโบลเบ”

“หือ...”

ทำเอาโดโรธี เจนนี่ที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจทันทีพลางจ้องมองไปยังหญิงสาวในผ้าคลุมเขียวที่นำทางยังพวกเธอมาทันที...หญิงสาวในผ้าคลุมเขียวที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเรีบง่ายว่า

“รู้จักฉันด้วยหรือค่ะ...”

พร้อมทั้งเผลอยังผ้าที่คลุมศีรษะออกให้เห็นถึงใบหน้าที่งดงามสวยราวกับเทพธิดาอย่างชัดเจนยิ่ง...
เผยให้เห็นถึงเส้นผมสีน้ำเงิราวกับสายธารที่งดงามยิ่งกลางมหาสมุทรยาวถึงปลายหลังรับกับเขาที่เรียวแหลมสีแดงสดที่ชี้ออกมายังด้านหน้าของชนเผ่ากุ้ง...

หญิงสาวในผ้าคลุมเขียวหรือโบลเบ เบรุท (Bolbe Beirut)เทพธิดาแห่งสายธารที่ได้รับผิดชอบดูแลยังเมืองเบรุทแห่งนี้ถึงกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางส่งเสียงกล่าวว่า

“...ฉันโบลเบ เบรุท-ผู้ที่ได้รับผิดชอบให้ดูแลยังเมืองเบรุทแห่งนี้ยินดีที่ได้รู้จักกับทุกคนจ๊ะ”

โบลเลที่กำลังนั่งทานบะหมี่อยู่สวมใส่ยังชุดกระโปร่งยาวสีน้ำเงินเข้มที่ผ่าข้างถึงขาอ่อน รัดเอวที่บอบบางด้วยเข็มขัดสีแดงคาดยังดาบสีน้ำเงิน สวมใส่ยังเกราะป้องกันแขนและหน้าแข้งราวกับไม่ได้เตรียมการต่อสู้ใดๆเลย

“เธอต้องการอะไร”

โซฟานในยามนี้ส่งเสียงถามออกมาทันทีพลางจ้องมองไปยังอีกฝ่ายด้วยความระวังภัยพลางไม่แน่ใจ เพราะอีกฝ่ายที่มากับพวกโซฟีเน่หากต้องการจัดการกับพวกโซฟีเน่-มันก็ง่ายดายนิดเดียวเอง...
อีกฝ่ายที่ไม่ลงมือเป็นเพราะต้องการอะไรกันแน่...

“...”

โบลเบที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางยกยังชามบะหมี่ขึ้นมาซดจนหมดแล้วจึงเงยหน้าขึ้นมาตอบคำถามของโซฟานว่า

“ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากหรอก...”

พลางกวาดสายตาและยิ้มให้กับพวกโซฟีเน่ก่อนกล่าวต่ออีกว่า

“...ก็แค่อยากรู้จักซิลเวอร์แอร์โร่เท่านั้นเองน่ะ”

“หือ...”

โซฟานเลิกคิ้วเป็นเชิงร้องถามออกไป...โบลเบจึงส่งเสียงกล่าวออกมาอีกครั้งว่า

“เพื่อที่จะได้ตัดสินว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู”

“แล้วไง...”

โซฟานที่ยังคงนั่งฟังอยู่ถึงกับรอคำตอบออกไปด้วยความมุ่งหวัง เพราะเธอก็อยากที่จะสู้กับอีกฝ่ายหนึ่งว่าเก่งแค่ไหนกัน-ถึงบุคคลที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลยังด่านหน้าที่สำคัญที่สุดของดินแดนแห่งสายธารนี้...

“เป็นมิตรค่ะ...”

แต่คำตอบของโบลเบกลับต้องทำเอาโซฟานรู้สึกผิดหวังอีกครั้งหนึ่ง-ยามเมื่อเทพธิดาแห่งสายน้ำเห็นถึงใบหน้าที่ผิดหวังของโซฟานแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เพราะท่านไนล์ไม่มีประสงค์ให้ขัดขว้างยังองค์ราชันย์แห่งแดนสรวงจึงไม่มีควมจำเป็นที่จะต้องต่อสู้หรือขัดขว้างใดๆยังซิลเวอร์แอร์โร่ในการผ่านยังเมืองนี้ไป...”

เธอที่หยุดเล็กน้อยยังคงกล่าวต่อมาอีกว่า

“...แต่ว่าบรรดาผู้ดูแลเมืองทั้งหลายและเหล่าผู้รับใช้ที่เหลือซึ่งอาจจะไม่เห็นด้วยกับความต้องการของท่านไนล์จึงอาจจะขัดขว้างซิลเวอร์แอร์โร่ก็ได้”

“แล้วเธอไม่คิดที่จะขัดขว้างหรือ”

โดโรธีส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะสำหรับการตัดสินใจของท่านไนล์ก็ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่พวกเหล่าผู้พิทักษ์แห่งสายน้ำทั้งหลายต้องการเลยไม่ใช่หรือ...โบลเบที่ยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างเศร้าสร้อยว่า

“ถึงจะไม่แน่ใจนัก-แต่ฉันก็เชื่อว่าการที่องค์ราชันย์แห่งแดนสรวงได้เข้าพบกับท่านไนล์จะต้องมีคำตอบที่พอใจอย่างแน่นอนเลย...”

เธอที่หยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เพื่อการนี้ฉันจึงตัดสินใจที่จะศึกษายังกัปตันของซิลเวอร์แอร์โร่กับท่าทีขององค์ราชันย์แห่งแดนสรวงก็เลยตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดูสักครั้งหนึ่งไงล่ะ”

“ขอบใจน่ะ-ที่เชื่อถือพวกเรา”

โซฟีเน่ยิ้มตอบรับออกไปทันที เพราะการที่อีกฝ่ายเชื่อถือเธอก็เท่ากับเชือถือยังเซบัสด้วยเช่นกัน...โบลเบที่ส่ายหน้าพลางยิ้มออกมาว่า

“ไม่เป็นไรหรอก เพราะอีกหน่อยก็คงมีเรื่องที่ต้องรบกวนพวกเธอเหมือนกันล่ะน่ะ”

“เอ๋ะ...”

ทำเอาโซฟีเน่และทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสงสัย-แต่โบลเบเพียงยิ้มตอบรับออกมาอย่างไม่คิดที่จะกล่าวอะไรออกมาอีก...อาร์เชอะที่ยิ้มออกมายังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“เอาล่ะ-เสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราไปเที่ยวกันต่อเถอะ”

“...”

ในขนาดที่โซฟานกลับนิ่งเงียบได้กล่าวอะไรออกมา เพราะเธอรู้สึกได้ว่า”โบลเบนี่ช่างรับมือยากเหมือนกับอาร์เชอะเลย”...

ยังดีที่ไม่ต้องเป็นศัตรูกัน...
----------------------------------------

“ยั่ยโซฟีเน่อยู่ไงกัน”

อาธีน่าที่กำลังก้าวอยู่อยู่ในเมืองชั้นที่ 3 กับ 4 ซึ่งเป็นย่านการค้าเพื่อตระเวนหายังพวกของโซฟีเน่ที่ล่วงหน้ามาก่อนถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ เพราะนี่ก็เหลือเวลานัดหมายที่จะออกเรือราวๆแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น-หากไม่หาอะไรกินตอนนี้ก็ไม่น่าจะทันแล้ว...

“ไม่ต้องคิดมากน่า...”

อานิต้าที่ไม่สนใจยังกินถึงขนมที่ซื้อมาจากข้างทางอยู่เต็มปากพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...หาไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็เจอเอง”

เพราะเธอที่คล้ายกับกินอะไรมาตลอดทางจึงไม่รู้สึกหิวเท่าไหร่นัก-เมื่อเทียบกับทุกคน...แต่มีมี่ที่เหมือนกับจะหมดแรงทรุดลงไปนั่งกับพื้นส่งเสียงร้องออกมาว่า

“ฉันไม่ไหวแล้ว...”

ทั้งยังกล่าวออกมาว่า

“...หิวจนหมดแรงแล้วน่ะ”

“หาอะไรกินแถวๆนี้เถอะ”

ดีสส่งเสียงเสนอออกมาอีกคน เพราะการเดินหายังพวกโซฟีเน่ต่อไปอีกก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว...แคสท์ที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ทนเอาหน่อยสิ...”

เธอที่กอดอกยังส่งเสียงกล่าวออกมอีกอย่างชัดเจนว่า

“...คิดถึงตอนที่อยู่ในสนามรบสิ-เราต้องสู้ทั้งๆที่ไม่มีอะไรตกถึงท้องมาเป็นวันๆก็เคยมาแล้วไม่ใช่หรือ”

“ไม่อยากนึกถึงเลย”

ดีสส่งเสียงกล่าวออกมาในขนาดที่มีมี่ที่ยังทรุดนั่งอยู่กับพื้นยังกล่าวออกมาอีกว่า

“ฝันร้ายชัดๆ”

“เชอะ...”

แคสท์ที่ไม่สบอารมณ์ยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...อ่อนแอจริงๆ-นี่หรือทหารของกองทัพกบฏของท่านจูน”

“ไปกันเถอะ...”

แต่อาธีน่าที่คล้ายกับทนหิวไม่ไหวแล้วจึงกับก้าวเดินตรงไปยังร้านอาหารอยู่ใกล้ๆแล้วพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เข้าร้านนั้นก็แล้วกัน”

“โอ.เค...”

อานีต้าพยักหน้ารับทันที เพราะร้านที่อาธีน่าเลือกเป็นร้านอาหารที่หรูหร่าดูดีมีระดับและที่สำคัญคือน่าจะอร่อยด้วยจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธอะไร เพราะอย่างน้อยก็น่าจะเชื่อถือเรื่องนี้อาธีน่าได้อยู่...ส่วนทางด้านมีมี่ที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงกระโดดร้องออกหมาด้วยความดีใจทันที

“ไชโย”

“พวกเรารีบไปกันเถอะ”

ดีสที่ทนหิวไม่ไหวถึงกับหมายจะรีบเดินเข้าไปยังร้านตามหลังของอาธีน่าทันที...แต่แคสท์ที่คล้ายกับสังเกตอะไรถึงกับรีบตวัดยังดาบยาวออกมาจากข้างเอวพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

“ทุกคนระวัง..”

“กรี๊ด...”

บีบีถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นด้วยความตกใจที่เห็นยังอะไรบางอย่างพุ่งมายังพวกเธออย่างรวดเร็วยิ่ง...

“เปรี้ยง...”

เสียงคมดาบสีแดงเพลิงที่ตวัดออกมาพร้อมทั้งฟันใส่ยังลูกธนูมากมายพุ่งทะยานลงมาทางร้านเรือนข้างตึกตรงไปยังดีสที่ก้าวตามหลังออกไปทันที

“...เป็นอะไรมั้ย”

แคสท์ส่งเสียงร้องถามออกไปพร้อมทั้งกวาดสายตาจ้องมองไปยังดีสที่ยังทรุดนั่งกับกับพื้นด้วยความตกใจในขนาดที่มีมี่เหมือนกับจะรู้สึกตัวแล้วจึงชักค้อนที่ใหญ่โตของเธอออกมาถือไว้ในมือแล้ว...ดีสที่ตั้งสติได้จึงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งกล่าวออกไปว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ...”

แต่เธอที่คล้ายกับคิดอะไรได้ถึงกับรีบกวาดสายตาจ้องมองไปยังเบื้องหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...อาธีน่าล่ะ”

เพราะอาธีน่าที่ก้าวเดินนำหน้าของเธอไปก็น่าจะโดนยังลูกธนูก่อนทุกคน-หวังว่าคงไปตายไปแล้วหรอกน่ะรองกัปตันซิลเวอร์แอร์โร่...แคสท์ที่ยิ้มออกมาที่มุมปากเพียงเก็บดาบอย่างรวดเร็วพลางส่งเสียงถามออกมาว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอก...”

พลางจ้องมองไปยังชั้นสองของร้านที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งมีลูกธนูยิงอกมากลับปรากฏยังร่างของอาธีน่าในยามนี้ที่เปลี่ยนจากปีกซ้ายสีแดงกลับเป็นแขนที่เรียวสวยอีกครั้งหนึ่งส่วนมือซ้ายก็เก็บยังดาบที่เรียวยาวสีทองเข้าฟักอย่างง่ายดายพร้อมทั้งเหล่าคนร้ายที่สวมใส่ยังชุดสีฟ้าที่นอนกองอยู่กับพื้น 7 ถึง 8 คนอย่างง่ายดาย...

“โซฟา...”

มีมี่ที่เงยหน้าขึ้นไปแทบจะส่งเสียงร้องเรียกออกไปอย่างผิดคน เพราะท่าทางของอาธีน่าในยามนี้แทบจะถอดแบบของโซฟานที่เธอเคยเห็นมาจนหมดเลย...แคสท์ที่มองไปเพียงยิ้มออกมาพลางกล่าวออกมาว่า

“สมกับเป็นรองกัปตันของซิลเวอร์แอร์โร่จริงๆ”

เพราะในขนาดที่เธอพุ่งเข้าไปช่วยเหลือยังดีส-อาธีน่าก็ตัดสินใจอย่างแม่นยำพุ่งทะยานเข้าไปบนท้องฟ้าจัดการกับเหล่าผู้ที่ลอบทำร้ายทันที...

มันเป็นการตัดสินที่ชาญฉลาดและไว้ใจเธอที่จะสามารถปกป้องยังดีสกับบีบีได้...

...หรือไม่ก็-ดีสกับบีบีจะเป็นอะไรไปก็ไม่สนใจ

“...”

ในขนาดที่ดีสได้แต่นิ่งเงียบลงไปเท่านั้นพลางขบคิดในว่า”มิน่าล่ะ...ทำไมลูกธนูถึงได้พุ่งมายังเบื้องหน้าเธอมากมายขนาดนี้” เพราะอาธีน่าไม่อยู่แล้วนั่นเอง...

“ช่วยด้วยสิ...”

บีบีที่นั่งอยู่กับพื้นถึงกับส่งเสียงร้องบอกยังดีสและมีมี่ให้ช่วยฉุกเธอที่เข่าอ่อนอยู่ว่า

“...ฉันลุกไม่ไหวแล้วล่ะ”

“เฮ้ย...”

ทำเอาดีสได้แต่ส่งเสียงถอนหายใจออกมาอย่างเซ้งๆ...

“เฟียว...”

ไม่นานนักอานิต้าที่กระโดดลงมาจากท้องฟ้าเหยียบยังสายลมอย่างแผ่วเบาถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“มีหนีรอดไปคนคนทางตะวันออก...”

จริงแล้วอานิต้าตัดสินที่จะปล่อยไปถึงกับยิ้มออกมาอย่างชั่วร้ายพลางจ้องมองไปยังอาธีน่าที่กลับลงมาพร้อมทั้งร่างของทหารในชุดสีฟ้าคนหนึ่งที่ลากมาทิ้งยังเบื้องหน้าทุกคนพร้อมทั้งร้องถามออกไปว่า

“...มุ่งหน้าไปยังเมืองทางชั้นที่สี่จะตามไปมั้ยล่ะ”

“ยังต้องถามอีกหรือ”

อาธีน่ายิ้มออกมาอย่างพลางจับจ้องมองไปราวกับจะต้องเอาคืนอย่างแน่นอนเลย...ดีสที่สงสัยจึงกวาดสายตาจ้องมองไปยังทหารที่เบื้องหน้าถึงกับกล่าวออกไปว่า

“พวกนี้เป็นทหารของเมืองนี้หรือ”

“ไม่ใช่หรอก...”

อานิต้าที่มีสายตาดีถึงกับกวาดสายตาจ้องมองไปยังชุดที่เหล่าทหารสวมใส่อยู่พลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...ถึงเครื่องแบบจะเหมือนกัน-แต่เป็นคนละสี เพราะทหารของเบรุทแห่งนี้จะสวมใส่ยังชุดสีน้ำเงินไม่ใช่สีฟ้า”

“จริงด้วย...”

บีบียังร้องออกมาอีกว่า

“...เครื่องแบบสีแตกต่างกันนิดหน่อย”

“แล้วทหารพวกนี้เป็นใครกัน”

ดีสส่งเสียงถามออกมาอีกครั้งอย่างอยากรู้เหมือนกัน...ในขนาดที่แคสท์ซึ่งจ้องมองไปยังเมืองทางชั้นที่ 4 ที่อานิต้าพึ่งจะกระโดดกลับมาเพียงแต่ตอบกลับมาว่า

“อยากรู้มีแต่ต้องไปดูเท่านั้น”

“หรือว่าพวกโซฟีเน่จะโดนเล่นงานไปแล้วล่ะ”

มีมี่ที่สงสัยถึงกับส่งเสียงร้องถามออกมาหันไปมองยังทุกคนด้วยความเป็นห่วง...อาธีน่าที่ยิ้มออกมาด้วยความมั่นใจกลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ไม่มีทางหรอก...”

เพราะยังไงกลุ่มของโซฟีเน่ยังมีเซเรสที่คอยแอบตามหลังอยู่จึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรอยู่แล้ว-จึงรีบส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...นำไป-อานิต้า”

“ได้เลย...”

อานิต้าที่ยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์นิดๆพลางกระโดดขึ้นไปบนท้องฟ้าเหยียบยังสายลมสีเขียวมรกตพุ่งออกไปทันทีพร้อมทั้งอาธีน่าที่เปลี่ยนแขนเป็นปีกพุ่งทะยานออกไปทำเอาดีสกับมีมี่ต้องรีบกางปีกนาโมแมชชีนไปตามหลังออกไปอย่างรวดเร็วยิ่ง...


“ใจร้อนกันจริงๆ”

แคสท์ที่ยิ้มออกมาพร้อมกระโดดเหยียบยังหลังคาตึกแล้ววิ่งตามหลังกระโดดข้ามยังแม่น้ำที่กว้างนับสิบๆเมตรออกไปอย่าง่ายดายในพริบตา...

“นี่รอเดียวสิ”

บีบีที่คล้ายกับโดนยังทุกคนลืมไปแล้วถึงกับส่งเสียงร้องออกมาได้แต่บินตามหลังของทุกคนออกไปอย่างไม่เร็วนัก...
-------------------------------------

“ซ่า...ซ่า...”

เพราะฝนที่ตกลงมาทำให้ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปเร็วกว่าที่ควร...เซไนล์ที่จ้องมองไปยังเม็กที่กำลังนั่งทานยังอาหารอยู่ในร้านใกล้ๆกับปากตรอกที่ตรงไปยังลานอาหารที่พวกโซฟี่เน่เข้าไปถึงกับจ้องมองไปยังท้องฟ้าพลางส่งเสียงร้องออกไปด้วยความตกใจว่า

“ท่านไนล์กำลังหลับใหล...”

เธอที่ฝืนยิ้มยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...และกำลังร่ำไห้อีกแล้ว”

“...”

เม็กที่หยุดกินพลางส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความหนักใจว่า

“...สิ่งที่เราทำได้ในยามนี้คือเชื่อในองค์ราชันย์แห่งแดนสรวงและนำพายังพระองค์ไปพบท่านไนล์ให้เร็วที่สุดเท่านั้น...”

หยุดเล็กน้อยพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...หลังจากนั้น...”

เธอที่ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ได้แต่ฝากเอาไว้กับโชคชะตาและความหวังเท่านั้น...เซไนล์ที่ยิ้มออกมาได้แต่นิ่งเงียบลงไป เพราะทราบดีว่า”ไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้เช่นกัน”

“เซไนล์...”

เสียงของโซฟีเน่ดังลั่นขึ้นมาพร้อมทั้งร่างของพวกเธอที่พุ่งทะยานออกมาอย่างรวดเร็วมาหยุดยั้งเบื้องหน้าของพวกเธอทั้งสองด้วยความร้อนใจ-ประกายตาสีเขียวมรกตที่คล้ายกับแดงกล่ำเหมือนกับจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อพร้อมทั้งร้องส่งเสียงร้องถามออกมาว่า

“...เห็นโฮฟบ้างมั้ย”

“หา...”

เม็กส่งเสียงร้องออกไปด้วยความสงสัยพลางขบคิดถึงเจ้าหมาตัวใหญ่ของโซฟีเน่ที่มันก้าวเดินตามหลังของเธอลงมาจากเรือไม่ใช่หรือ...เซไนล์ที่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยจึงร้องถามออกไปว่า

“มีเรื่องอะไรหรือ”

“ในระหว่างที่พวกเราไปหาอะไรทานกันที่ลานขายอาหารแล้วออกมาไม่พบยังโฮฟรออยู่ที่ด้านนอก...”

โซฟีเน่ส่งเสียงเล่าออกมาพร้อมทั้งเศร้าสร้อย เพราะปกติที่เธอเดินเที่ยวในเมืองเจ้าโฮฟมักจะเดินตามหลังของเธอติดๆเสมอจนแทบจะลืมสนใจไปและมันก็มักจะหยุดรออยู่ที่ด้านนอกของร้านค้าและร้านอาหารเสมอที่ไม่สามารถเข้าไปได้ทุกครั้งไป...

แต่พอออกมาในวันนี้กลับไม่พบยังเจ้าโฮฟที่รออยู่เช่นทุกครั้งไป-พบเพียงแต่เซเรียวิหกแห่งความรักสีเขียวมรกตแห่งสายลมเกาะอยู่บนเสาที่ข้างโต๊ะอาหารที่พวกเธอนั่งเพียงแต่ตัวเดียวเท่านั้นจึงทำให้เป็นห่วง...โซฟีเน่ในยามที่คล้ายกับเหมือนจะร้องไห้ยังกล่าวออกมาอีกว่า

“...โฮฟกับเซเน่หายไป”

โซฟีเน่ในยามนี้เพียงแค่มีเจ้าวินด์เลิฟสีเขียวมรกตเกาะอยู่ที่หัวไหล่เท่านั้นและการที่เจ้าโฮฟหายไปก็ทำให้เซเน่หายไปด้วย เพราะเจ้ามังกรน้อยสีม่วงมรกตก็มักจะนั่งเกาะอยู่ที่หลังของเจ้าโฮฟตลอดเวลาจึงไม่แปลกที่จะหายไปพร้อมๆกันทั้งสองตัว...

แต่จะหายไปไหนกัน...

ลำพังแค่เจ้าโฮฟที่เป็นเพียงแต่หมาตัวโตธรรมดาตัวหนึ่งจะจับไปก็ง่ายดายหรือเกิน-แต่กับเจ้ามังกรน้อยสีม่วงมรกตเซเน่กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...

เพราะถึงจะเห็นตัวเล็กน่ารักอย่างนั้นก็เถอะ-แต่ก็เป็นสัตว์ประจำตัวขององค์ราชันย์แห่งแดนสรวงผู้ยิ่งใหญ่เชียวน่ะ-เพียงแค่พ่นไพที่เดียวก็สามารถจัดการกับกองทัพแห่งเปลวเพลิงและมังกรขององค์ราชินีหมูเกาะแห่งแสงสว่างได้อย่างง่ายดาย...

ยิ่งตอนที่แสดงยังพลังอย่างเต็มที่ก็สามารถต่อสู้กับเหล่าหนอนทะเลทรายนับร้อยๆตัวได้อย่างง่ายดายเลยที่เดียว...

แต่กับการที่หายไปเช่นนี้แสดงว่าผู้ที่ลงมือจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนเลย-การที่โซฟีเน่จะเป็นห่วงจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรเลย

“งั้นหรือ...”

เซไนล์ที่เห็นถึงท่าทางอันร้อนใจของโซฟีเน่ถึงกับลุกก้าวเดินออกมาจากหน้าร้านที่กำลังนั่งทานอยู่พร้อมทั้งยืนยังปลายนิ้วออกไปยังเบื้องหน้ารองรับยังหยาดน้ำฝนที่ตกลงมาเสพรับยังประกายสีน้ำงินอันสดใสแล้วหลับตาลงไปพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ขอสายน้ำที่เป็นดั่งผองเพื่อนโปรดได้บอกข้าถึงเหล่าเพื่อนพ้องที่หาหายไปด้วยเถอะ”

“หือ...”

ทั้งเม็กและโบลเบที่จ้องมองไปยังเซไนล์ถึงกับจ้องเลิกคิ้วด้วยความสงสัยพลางจ้องมองดูยังเงือกสาวที่เบื้องหน้าทันที เพราะเซไนล์ที่เบื้องหน้าทั้งรูปร่างและท่าทางช่างคล้ายกับเทพธิดาของพวกเธอเสียจริงๆ...

“อืมม์...”

เซไนล์ที่ลืมตาขึ้นมากวาดสายตาจ้องมองไปยังโซฟีเน่ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ เพราะพลังเธอกลับไม่สามารถหาพบยังเจ้าโฮฟกับเซเน่ได้พบจึงได้แต่กล่าวออกไปว่า

“...ฉันหาทั้งสองไม่พบค่ะ...”

ทั้งยังกล่าวต่อไปอย่างเสียใจอีกว่า

“...แต่ทั้งสองคล้ายกับอยู่ที่ไหนสักแห่งหนึ่งที่สายน้ำของท่านไนล์สัมผัสไม่ถึง”

“สัมผัสไม่ถึง”

โดโรธีส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัย เพราะเมืองแห่งนี้ทั้งเมือง-มันเป็นเมืองแห่งสายน้ำที่เกิดขึ้นมาจากพลังเวทย์ของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรไม่ใช่หรือ...

ทุกที...แม้กระทั่งพื้นที่พวกเธอยืนอยู่ก็สร้างขึ้นมาจากสายน้ำที่จับจ้องและสัมผัสได้ของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทร-เมย์ ซีซี ไนล์...

“อาจจะเป็นชั้นสองของบ้านหรือร้านที่สร้างด้วยไม้ เหล็กหรือปูน...”

เซไนล์ที่กล่าวออกมาอย่างขบคิดอักว่า

“...หรือไม่ก็อาจจะถูกขังอยู่ในลังหรืออะไรสักอย่างก็เป็นได้น่ะ”

ยิ่งเซไนล์กล่าวมาก็ยิ่งทำให้โซฟีเน่ยิ่งรู้สึกเป็นห่วงยิ่งขึ้นราวกับเหมือนจะร้องไห้ได้ทุกเมื่อ...โซฟานที่เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความสงสัยว่า

“แล้วพอที่จะมีเบาะแสะอะไรที่น่าสงสัยบ้างมั้ยล่ะ”

“จะว่ามีก็มีกลุ่มบุคคลที่น่าสงสัยกลุ่มหนึ่งกำลังทำอะไรลับๆล่อๆอยู่ค่ะ...”

เซไนล์ที่ขบคิดถึงสิ่งที่สายธารบอกกับเธอต่อไปอีกว่า

“...พวกนั้นกำลังมุ่งหน้าตรงไปยังโบสถ์ที่อยู่ยังชั้นที่ 4 ของเมืองน่ะ”

“โบสถ์นั้นสร้างด้วยอะไร”

“เป็นปูนทั้งหลัง...”

เซไนล์ส่งเสียงกล่าวออกมาแค่นั้นราวกับเหมือนจะฉุกใจคิดอะไรได้ถึงกับนิ่งเงียบลงไปทันที...แต่แค่นี้ก็พอที่จะทำเอาทุกคนพอที่จะทราบอะไรแล้วจึงพยักหน้ารับทราบทันที

“อืมม์...”

โซฟานที่ยังไม่ไว้ใจยังโบลเบเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจึงกวาดสายตาจ้องมองไปทันที...ทำเอาท่านผู้ดูแลยังเมืองเบรุทแห่งนี้ที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานน่ารักแล้วจึงกล่าวออกมาว่า

“ฉันไม่เกี่ยวอะไรด้วยน่ะ...”

ทั้งยังพลางกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...เพราะฉันสั่งลูกน้องและทหารทุกคนแล้วว่าห้ามลงมือกับลูกเรือของซิลเวอร์แอร์โร่อย่างเด็ดขาด-ถ้าไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากฉันน่ะ”

“งั้นหรือ...”

โซฟานที่ได้ยินถึงกับพยักหน้ารบออกมา เพราะเท่าที่เธอจับตาดูก็ไม่เห็นยังโบลเบมีท่าทางอะไรที่ผิดสังเกตเลย-ซึ่งก็น่าจะเป็นอย่างที่เธอกล่าวออกมาจริงๆ...

แต่ถ้าไม่ใช่เธอแล้วเป็นใครกัน...

เพราะซิลเวอร์แอร์โร่ที่พึ่งจะมาเทียบท่ายังเมืองเบรุทแห่งนี้-ก็ไม่น่าที่จะสร้างศัตรูกับใครนี่...ถ้าไม่ใช่เหล่าผู้รับใช้ของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรนี้...

“...”

เซไนล์ที่เห็นถึงโบลเบก้าวเดินออกมาจากด้านหลังของทุกคนในยามที่ตอบวาจาจึงทราบว่า”อีกฝ่ายเป็นใคร”จึงโค้งศีรษะให้ เพราะสำหรับเธอแล้วเหล่าผู้ดูแลเมืองคล้ายกับเป็นตัวแทนของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรในเมืองนั้นๆ...แต่โบลเบที่แอบมองเซไนล์อยู่สักพักเห็นถึงใบหน้าและท่าทีของอีกฝ่ายถึงกับต้องอดที่จะร้องถามออกไปไม่ได้ว่า

“เธอเป็นใครกัน”

มันเป็นคำถามที่ทุกคนที่เคยพบยังเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรทุกคนจะต้องร้องถามออกไป-โดยเฉพาะผู้ที่เข้าพบบ่อยที่สุดเช่นเธอ เพราะในบรรดาข้ารับใช้ที่อยู่รายล้อมยังท่านไนล์ผู้ยิ่งใหญ่และสูงส่งของพวกเธอกลับไม่มีบุคคลเช่นเซไนล์อยู่เลย...

“ฉันก็เป็นเพียงข้ารับใช้ของท่านไนล์...”

เซไนล์ที่ยิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อยถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

“...ที่ได้รับคำสั่งมาให้นำยังองค์ราชันย์แห่งแดนสรวงไปพบยังพระองค์ค่ะ”

“งั้นหรือ”

โบลเบเพียงส่งเสียงตอบรับกลับไปอย่างไม่คิดอะไรเท่านั้น เพราะด้วยพลังเวทย์อันยิ่งใหญ่ของท่านไนล์-แค่จะสร้างใครสักคนขึ้นมามันช่างง่ายดายพอๆกับที่จะทำลายทิ้งลงไปได้เช่นเดียวกัน...

“นี่เรารีบไปกันเถอะ”

เจนนี่ถึงกับส่งเสียงเร่งรัดยังทุกคนออกมาด้วยความเป็นห่วงเจ้าโฮฟกับเซเน่ เพราะยิ่งทิ้งเวลาออกไปก็จะยิ่งเป็นอันตรายกับทั้ง 2 ตัวที่โดนจับไป...โซฟีเน่ที่ไม่รอช้าจึงรีบกางปีกพุ่งบินนำหน้ายังทุกคนออกไปในพริบตาทำเอาเซบัสและทุกคนต้องรีบวิ่งตามหลังออกไปเช่นเดียวกัน...

“หือ...”

แต่โซฟานที่หยุดนิ่งเพียงกวาดสายตาหันกลับไปจ้องมองยังอาร์เชอะที่เห็นยังคงยิ้มอยู่เหมือนกับไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรถึงกับส่งเสียงกล่าวออกไปอีกว่า

“...เธอไม่ตามไปหรือ”

“...”

อาร์เชอะในยามที่ที่กำลังเกาะแขนของแอร์โร่อยู่กลับยิ้มแล้วตอบออกมาว่า

“...ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรนี่น่า”

“งั้นหรือ...”

ทำเอาโซฟานต้องเคนเสียงตอบรับออกไปด้วยความไม่สบอารมณ์นิด เพราะทราบดีว่า”อาร์เชอะจะต้องทราบอะไรอย่างแน่นอนเลย”-เพียงแต่ไม่ยอมที่จะบอกออกมาเท่านั้น...

“...ฉันไปก่อนล่ะ”

ถึงโซฟานจะรู้สึกแคลงใจแค่ไหนก็จำต้องรีบพุ่งตามหลังของทุกคนออกไป เพราะในยามนี้พวกของโซฟีน่ได้นำหน้าออกไปอย่างช่วยไม่ได้แล้ว-แม้จะรู้ว่า”มันอาจจะเป็นหลุมพลางก็เถอะ”...

หลุมพลางที่อาร์เชอะขุดเอาไว้...

“แล้วพวกเธอล่ะไม่ไปหรือ”

อาร์เชอะหันไปร้องถามยังเม็กกับโบลเบที่ยังคงยืนอยู่ด้วยรอยยิ้มทันที...โบลเลที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางสบสายตาของหญิงสาวกลับไปพร้อมทั้งกล่าวออกมาว่า

“ฉันต้องไปดูอยู่แล้วว่าใครกล้ามาก่อเรื่องที่เมืองของฉัน”

แล้วจึงผ่านก้าวเดินผ่านยังสายน้ำที่กำลังตกลงมากลายเป็นยังบานกระจกสีน้ำเงินอันสดใสด้วยพลังของเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรไปยังจุดหมายในพริบตา...ทางด้านเม็กที่ยังคงนั่งทานอาหารอยู่ที่เบื้องหน้าจึงยิ้มพลางกล่าวออกมาว่า

“กินเสร็จ-เดี๋ยวค่อยตามไป”

“เราก็ไปกันเถอะ-แอร์โร่”

อาร์เชอะที่ได้ยินถึงกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานพลางลากแขนของแอร์โร่ก้าวเดินตามหลังของทุกคนออกไปอย่างไม่ได้รีบร้อนอะไรนัก...

เพราะทราบดีอยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 เม.ย.55 เวลา 01:13:33 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ