hakumen
monstrum

จอมเวทอมตะ ตอนที่ 2



หลังจากที่ถูกเทพอิกริดวาร์ปให้ออกมานอกเมืองอย่างไม่เต็มใจ โนวาได้ดึงผ้ามัดผมสีแดงสดของนางออกมาพันไว้รอบแขนของตนเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าจะต้องช่วยนางให้ได้ จริงอยู่ว่าเทพอิกริดได้ช่วยแบ่งเบาความเจ็บปวดบางส่วนและบาดแผลทางกายให้เขา แต่ความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วทั้งร่างนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการเท่าไหร่นัก

เขาฝังศพคนรักของเขาไว้ที่ใต้ต้นโอ๊คที่นางและเขาชอบมานั่งเล่นประจำและคิดหาทางไปต่อ หนังสือตำนานเทพหลายสิบเล่มที่เขาอ่านในเวลาว่างไม่ช่วยให้เขาตัดสินใจได้เร็วขึ้นแม้แต่น้อย

จนในที่สุดเขาก็ตัดสินใจว่าจะตามรอยตำนานผู้กล้าแห่งจอมเทพทั้ง 8 เพื่อฆ่าเวลาและฝึกวิชาอะไรสักอย่างรอเจ้ามังกรแสงโผล่ออกมาแล้วจัดการ

"ข้าไปล่ะนะโซล่า ขอให้เจ้าช่วยคุ้มครองข้าจนถึงวันที่เราได้พบกันอีกครั้ง" ชายหนุ่มผู้เป็นอมตะใช้มือซ้ายทาบหน้าอกเพื่อทำความเคารพหลุมศพที่ขุดฝังอย่างพิถีพิถัน มีทั้งหินทับดินกลบหลุมเพื่อป้องกันสัตว์คุ้ยกินซากและดอกไม้ประดับหลุมศพ

เขาจำเป็นต้องเดินกลับไปเอาของที่วิหารจอมเทพก่อนเพราะต้องการเสื้อผ้าและเงินสำหรับเดินทาง ในเมื่อจอมเทพมีบัญชาด้วยตนเองการไล่ล่าตัวเขาย่อมสิ้นสุดลง

ใช้เวลาไม่นานกับเส้นทางที่คุ้นเคย สาวกเทพที่เฝ้าดูแลรวมทั้งคนทำความสะอาดวิหารคนอื่นๆมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ โนวาต้องรีบเข้าไปในห้องพักและเอาของออกมาอย่างรวดเร็วก่อนที่จะมีคนซุบซิบนินทาเขามากไปกว่านี้

ทั้งหนังสือและเสื้อผ้าในถุงหนังเก่าๆมีอยู่ครบครัน สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้ก็แค่เดินทางไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพื่อไปเมืองลับแล สถานที่เดินทางแห่งแรกของผู้กล้าพอลในตำนานที่เป็นผู้กล้าแห่งจอมเทพคนแรกสุดและเป็นผู้กล้าคนแรกที่กล้าต่อรองกับจอมเทพเอรีส

เขาไม่มีฝีมือในการต่อสู้เลยแต่ว่าตัวเองเป็นอมตะยังไงก็ไม่ตายง่ายๆอยู่แล้วจึงไม่คิดจะขอยืมอาวุธจากอมันดา สาวกเทพที่เป็นเพื่อนของเขาและเป็นคนสุดท้ายที่ออกมาส่งเขานอกวิหารเทพที่ใหญ่โตโอ่อ่า

"แน่ใจนะว่าไม่ต้องการดาบ" อมันดาเพื่อผู้มีร่างกายที่เต็มไปด้วยไขมันพูด โนวาส่ายหน้าแล้วมองบ้านที่เขาเคยอยู่มาครู่นึ่งก่อนที่จะร่ำลาเพื่อรักแล้วหันหลังจากไปขืนเขาอยู่นานคงออกจากที่นี่ไม่ได้แน่...

เขาเดินไปก้าวแล้วก้าวเล่ามุ่งลงใต้ เมื่อตะวันตกดินเขาก็ไปสะดุดตากับสิ่งหนึ่งที่โผล่พ้นผิวดินมา มันมีรูปร่างคล้ายหนอนอ้วนกลมสีเงินขุ่นเลอะไปด้วยฝุ่นยื่นออกมาพ้นผิวดิน เขาคิดว่ามันอาจเป็นของมีค่าหรืออะไรสักอย่างจึงยอมเอาเวลาจุดไฟด้วยอุปกรณ์จุดไฟมาขุดเอาเจ้าสิ่งนั้นออกมาจากดิน

สิ่งที่เขาขุดขึ้นมาคือห่อผ้าหยาบเก่าคร่ำคร่า เป็นเพราะมีรอยขาดสิ่งที่อยู่ข้างในจึงโผล่ขึ้นมา เขาบรรจงเปิดห่อผ้าออกจึงได้เห็นว่าของสิ่งนั้นคือพิณ(harp)สีเงินหมองเลอะละอองดิน

เขาหยิบกระบอกไม้ไผ่ออกมาเทน้ำใส่ด้านหนึ่งของที่จับ สีเงินยวงสะท้อนในแววตาของเขาพร้อมกับสัญลักษณ์รูปกริฟฟินบนเกล็ดน้ำแข็งล้อมรอบด้วยเปลวไฟเป็นรอยนูนออกมาจากเนื้อเงิน มันคือสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่จอมเทพเอรีสถือกำเนิดมา

"พิณเทพ..." เขาพูดกับตัวเอง เป็นไปได้ว่านี่คือพิณเทพที่จอมเทพเอรีสสร้างขึ้นเพื่อมอบแก่เทพไวน์เป็นของตอบแทนที่มอบขลุ่ยเทพให้ มันจมอยู่ใต้ดินตรงนี้มาตลอดพันปีเลยหรือ

เขารีบเอามันไปล้างที่ลำธารใกล้ๆ พิณนั้นรูปทรงสามเหลี่ยมโค้งนูนได้รูปสายที่เป็นเส้นโลหะเรียวเล็กไม่สึกหรอไปกับเวลาแล้วยังดูใหม่เกินกว่าจะอยู่ในดินนานถึงพันปี

ตามตำนานกล่าวไว้ว่าในอดีตไวน์ได้สร้างขลุ่ยเทพและมอบให้กับเอรีสพระสวามีของนาง เอรีสจึงสร้างพิณเทพอันนี้ขึ้นมาเป็นขอบตอบแทน

แต่ทว่าพิณเล่มนั้นแทนที่จะดูดพลังเวทไปใช้ยามที่เจ้าของต้องการใช้ต่อสู้เหมือนกับขลุ่ยเทพ มันกลับดูดพลังชีวิตของผู้ใช้แทน เอรีสไม่ต้องการให้พิณที่ใช้คร่าชีวิตผู้ใช้อยู่ในมือของคนรักจึงโยนมันลงมาที่แดนมนุษย์แล้วสร้างดาบจันทรามอบให้พระนางแทน

และพิณเล่มที่ว่าก็มาถึงมือของโนวาด้วยฝีมือของอิกริดที่เสกให้พิณเล่มนี้จมอยู่ใต้ดินและใช้เวททำให้มันดูเก่ากว่าพันปีเพราะเขาเห็นว่าโนวาไม่มีอาวุธอะไรเลยจึงมอบพิณเทพให้

สัมผัสที่ผ่ามือเขาได้รับเมื่อจับต้องด้ามจับทั้งสองด้านและด้านที่ยึดสายพิณทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไปกับมัน ถึงมันจะดูดพลังชีวิตผู้ใช้แต่ทำไมจอมเทพจึงทิ้งสิ่งที่สวยงามน่าหลงไหลนี้แล้วสร้างอาวุธให้กับชายาของเขาแทน

ด้วยความน่าหลงไหลบวกกับความอยากรู้อยากเห็น โนวาจับตัวพิณด้านหนึ่งแนบกับหน้าอกมือซ้ายจับอีกฝั่งหนึ่งของตัวพิณไว้แล้วบรรจงดีดอย่างช้าๆ มันเป็นท่วงทำนองที่แสนไพเราะแม้เขาจะเพิ่งหัดก็ตามที

คำพูดที่ว่ามันดูดพลังชีวิตทำให้เขารีบโยนมันห่างจากตัวแล้วสำรวจตัวเองทันที พอนึกขึ้นได้ว่าตนเองเป็นอมตะก็คุกเข่าลงหยิบพิณที่หล่นอยู่บนพื้นหญ้าขึ้นมาและคิดว่าเอาไปเก็บไว้ที่เมืองลับแลจุดเดินทางแห่งแรกของผู้กล้าพอลดีกว่า ที่นั่นมีเขตอาคมที่จอมเทพเอรีสเป็นผู้สร้างขึ้นคงเก็บสิ่งนี้ไว้ได้อย่างดีแน่นอน

แต่ก่อนหน้านั้นเขาจำเป็นต้องจุดไฟเพื่อไล่ความมืดที่กำลังแผ่ขยายมาทางขอบฟ้าด้านทิศตะวันออกซึ่งเริ่มถูกย้อมให้เป็นสีน้ำเงินเข้มของรัตติกาลแล้ว เขาคิดจะใช้ที่จุดไฟของตัวเองแต่คิดว่าถือเป็นโอกาสที่เขาจะลองใช้พิณเทพก่อนที่มันจะถูกเก็บไว้ที่เมืองลับแล

ตามตำนานกล่าวไว้ว่าทั้งพิณเทพและขลุ่ยเทพต่างก็แปลงเป็นอาวุธได้สี่แบบและเรียกสัตว์วิเศษใด้ห้าตัว

เสียงพิณดังแผ่วออกมาจากสายสีเงิน นิ้วเรียวยาวของโนวาดีดมันได้อย่างคล่องแคล่วเพราะมนต์วิเศษของตัวพิณที่ทำให้คนที่ดีดไม่เป็นสามารถดีดได้ดังใจคิดทั้งความดังค่อยและจังหวะที่เริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆราวกับเขาพยายามทำให้สายพิณขาดเป็นท่อนๆ

นอกจากนิ้วเขาที่กำลังร้อนเพราะสัมผัสกับเส้นโลหะอย่างรวดเร็วแล้วอากาศรอบตัวเขาก็ร้อนขึ้นเป็นทวีคูณ ความร้อนจัดหลายร้อยองศาก่อให้เกิดลูกไฟขนาดย่อมที่เบื้องหน้าของเขา

ไม่ช้าลูกไฟนั้นก็ก่อตัวกันเป็นนกเพลิงตัวกระจ้อยร่อย ขนปีกของมันพริ้วไหวราวกับเป็นเปลวเพลิงมาเรียงตัวกัน ขนหางโบกสะบัดเบาๆเพื่อทักทายผู้ที่เรียกมันมา
"เจ้านกเพลิง" โนวาหยุดดีดสายพิณแล้วมองเจ้านกตัวน้อยอย่างครุ่นคิด ในเมื่อเขาไม่หาเชื้อไฟมาแล้วจะให้มันใช้อะไรติดไฟกันล่ะ จะให้มันอยู่อย่างนี้ตลอดเพื่อให้แสงสว่างเขาคงถูกดูดพลังจนตายก่อนแน่

จริงอย่างที่ว่ามันคือสัตว์วิเศษ เจ้าลูกไฟตัวจ้อยโก่งแผงขนที่คอแล้วพ่นลูกไฟออกมา มันส่องประกายเหมือนกับเป็นกองไฟจริงๆ แต่กลับลุกไหม้โดยไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง

แล้วเจ้านกเพลิงก็กลายเป็นเปลวไฟแล้วหายไปเหลือไว้แต่กองไฟที่ลุกไหม้อยู่เท่านั้น โนวาลองเอากิ่งไม้ใกล้มือเข้าไปแหย่ปรากฏว่ามันลุกติดไฟเมื่อยื่นเข้าไปในกองเพลิงสีส้มอ่อน เจ้าลูกไฟนี้ใช้ได้เหมือนกับกองไฟที่มนุษย์ทำขึ้น...

รุ่งเช้าเขาตื่นมาในท่านอนกอดพิณนั่นไว้ เมื่อคืนหลังจากเขาเดินเก็บเชื่อไฟมาต่อกองไฟหลักก็ใช้พิณบรรเลงเพลงไปทั้งคืนราวกับมันมีมนต์ประหลาดที่ทำให้ผู้ใช้เลิกที่จะดีดมันไม่ได้

กองไฟที่เจ้านกเพลิงพ่นออกมายอมดับโดยดุษฎีเมื่อพบกับน้ำที่เขาใช้เปลือกของผลไม้ตักมา มันทำให้เขาได้ความคิดว่าเหตุใดเขาจำต้องเดินเท้าเปล่าฝ่าดงสัตว์ร้ายปีศาจและหมู่โจรเล่า ในเมื่อมีพาหนะที่วิเศษสุดอยู่ตรงหน้านี่แล้ว

เขาโยนสัมภาระที่มีอยู่แค่ห่อเดียวข้ามบ่าเพื่อไม่ให้เกะกะแล้วเริ่มบรรเลงทันที เสียงที่เปล่งออกมาจากสายพิณนั้นเป็นเสียงที่เบาราวกับเป็นเสียงสั่นกระทบกันของใบไม้ มันไม่ได้ดังไปกว่าเสียงเสียงสายลมพัดผ่านกิ่งไม้แต่มันไพเราะจับใจของสัตว์และมนุษย์ สายลมพัดผ่านยิ่งเพิ่มความไพเราะของบทเพลงขึ้นเป็นเท่าตัว

ลมที่พัดผ่านต้นไม้รอบด้านแรงขึ้นๆ จนกระทั้งกลายเป็นลมหมุนหอบเอาเศษผงและธุลีดินขึ้นมารวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน เมื่อวายุและฝุ่นผงจางลงเขาก็พบว่าสิ่งที่ฝุ่นละอองพวกนั้นห่อหุ้มอยู่ก็คือนกนกสีขาวตัวมหึมา

ขนที่ปีกและแพนหางของมันเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวกับสายหมอกที่รวมตัวกันเป็นปุยขน มันค่อยๆขยายขนาดตัวให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนหยุด โนวากะความยาวปีกของมันได้ประมาณ 25 เมตร มันเป็นนกที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาเลย

ด้วยความพยายามเขาหอบเอาตัวเองและสัมภาระขึ้นไปอยู่บนหลังของมันได้สำเร็จ เมื่อเขาบรรเลงเพลงต่อเจ้านกยักษ์ก็กระโดดเบาๆแล้วสยายปีกบินขึ้นบนท้องฟ้าทันที

เสียงเพลงที่ไพเราะแทบไม่ได้ยินเพราะสายลมรุนแรงพัดมากระทบใบหน้าและลำตัวของเขาที่เอนตามลม เขากลัวว่าจะร่วงลงไปแต่รู้สึกราวกับตัวของเขาถูกยึดติดกับหลังของนกยักษ์ด้วยพลังประหลาด

เขาแทบไม่มีสมาธิเล่นเพลงเพราะมัวแต่มองดูทิวทัศน์รอบด้าน ป่าเขียวชะอุ่มเบื้องล่างปุยเมฆและวิหคเบื้องบนทำให้ผ่อนคลายกว่าปกติ เขาหัวเราะชอบใจเมื่อเจ้าวิหคบินเฉี่ยวยอดหอคอยของปราสาทแห่งหนึ่งให้เขาตกใจเล่น เขารู้แล้วว่าการบินได้มันมีความสุขยังไง แต่ตอนนี้เขาจะต้องบังคับทิศทางการบินของมันก่อนไม่อย่างนั้นเขาคงไปถึงที่หมายล่าช้าเพราะมัวแต่เก็บเศษตัวเองที่หล่นลงไปกระแทกพื้นเบื้องล่างแน่...

เขาใช้เวลาสองวันสามคืนเพื่อที่จะมาหยุดยืนอยู่หน้าซากปรักหักพังท่ามกลางป่าใหญ่ เขาอยากนอนพักเอาแรงก่อนเพราะเขานอนครั้งสุดท้ายเมื่อตอนเรียกนกยักษ์สีขาวครั้งแรกเมื่อสามวันก่อน แต่ด้วยความคิดที่ว่าเข้าไปหาที่พักเอาข้างหน้าจึงก้าวเข้าเขตประตูเมืองที่เป็นกำแพงหินยาวมีช่องว่างอยู่ช่วงหนึ่ง

ในพริบตาที่เท้าทั้งคู่ของเขาก้าวผ่านเขตกำแพงเมือง สิ่งที่ปรากฏรอบด้านก็เปลี่ยนไปราวกับมีใครเอาม่านแห่งความว่างเปล่าขึ้น ความเงียบรอบด้านถูกพัดหายไปด้วยเสียงพูดคุยของผู้คนมากมาย ร้านค้าและบ้านคนอยู่แน่นขนัดเว้นไว้แค่ถนนหินที่มีคนเดินพลุกพล่านเท่านั้น "จะถามทางตรงไหนดี" เขาพูดกับตัวเอง แล้วก็ตัดสินใจว่าไว้ถามตอนหาของกินก็ได้

น่าแปลกที่ผู้คนบริเวณที่เขาเดินผ่านหันมามองที่เขาเป็นตาเดียว คงไม่ใช่เพราะเขาถือพิณเทพสีเงินสวยงามไว้แน่ เพราะสายตาของแต่ละคนนั้นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วหันไปพูดกันอย่างรวดเร็วราวกับเขาเป็นตัวประหลาด

"อุ๊บ! ขอโทษน้องชาย" เขาแทบล้มหน้าทิ่มเพราะมีชายไว้หนวดคนหนึ่งเดินชนเขาแล้วก็รีบเดินผ่านไปเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าไม่มีชายผมสีเหลืองตาสีเขียวคนหนึ่งก้าวออกมาจับคอของชายที่ชนเขาอย่างรวดเร็วแล้วเหวี่ยงลงกับพื้น

"เมืองนี้แหลกเหลวขึ้นทุกวันเพราะคนอย่างเจ้านี่ล่ะ หวังว่าคงไม่ใช่คนของตระกูลเวทนะ" ชายที่จับคนไว้หนวดทุ่ม อายุพอๆกับโนวา ซึ่งอีกไม่นานเขาก็จะได้รู้ว่าชายผู้นี้คือร่างแปลงของเทพอิกริดที่ลงมาคอยเฝ้าดูเขา

"เดี๋ยวก่อน..." โนวาพูด เขาไม่ทันตั้งตัวเลยแม้แต่นิด ชายมีหนวดพยายามพยุงตัวลุกขึ้น แต่ก็ถูกเหยียบด้วยเท้าของชายผมเหลืองทำให้กลับไปนอนอีกครั้ง

"ยังไม่รีบคืนเงินเขาไปอีก!!" ชายผมเหลืองตะโกนแล้วใช้เท้าอีกข้างเหยียบที่มือซ้ายของผู้ที่นอนวัดพื้นอยู่ ในกำมือนั้นมีถุงเงินเก่าคร่ำคร่ามีรูปน้ำแข็งปักอยู่เหนือชื่อของโนวา ชายมีหนวดขโมยเงินของเขาในพริบตาที่เดินชนงั้นรึ

ชายผมเหลืองรีบคว้าถุงเงินแล้วโยนให้เจ้าของทันที โนวาแทบไม่ต้องเสียเวลานับเลยเพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและกระทันหัน เจ้านั่นไม่มีเวลาเอาเงินออกแน่

"ไปกันได้แล้ว อย่าให้ข้าอารมณ์เสีย!!" ชายผมเหลืองตะโกนพร้อมทั้งปล่อยสายฟ้าออกจากฝ่ามือข้างขวาไล่คนมุงดูและชายมีหนวดขี้ขโมยให้ไปไกลๆ

"ขอบคุณท่านมาก หากไม่มีท่านล่ะก็..." โนวารีบขอบคุณอย่างรวดเร็ว

"เมื่อก่อนเมืองนี้เคยมีแต่คนที่มีจิตใจดี แต่เพราะพลังของเอรีสส่วนหนึ่งอ่อนลงจึงไม่จำกัดผู้ที่เข้ามาว่าต้องเป็นอย่างไร ขอเพียงแค่ไม่ใช่ปีศาจก็เข้ามาในนี้ได้...ข้าชื่อไบรอัน ยินดีที่ได้เจอกันนะโนวา" ชายผมเหลืองพูดเสียงเรียบ โนวาถามว่าทำไมจึงรู้ชื่อเขาได้ แค่ชายผมเหลืองไม่ตอบแต่อาสาพาเขาไปหาที่พักที่ปลอดภัยทีสุดเอง

ระหว่างทางเขาพยายามหาเรื่องพูดกับไบรอันตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพิณเทพและการเดินทางมาที่นี่ของเขา แต่ไบรอันไม่ตอบอะไรนอกจาก "อือ" "หือ" หรือ"อืม" เลย

จนพวกเขาฝ่าเหล่าชาวเมืองมาจนถึงอาคารหลังหนึ่งที่ก่อด้วยหินสีขาวแกร่งอายุของมันคงไม่ใช่น้อยๆเพราะเห็นร่องรอยการซ่อมแซมและตกแต่งอยู่ประปราย เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดที่ชั้นสองยังมีห้องหนึ่งที่เป็นไม้อยู่ราวกับว่ามีแค่ห้องนั้นเท่านั้นที่ผู้สร้างไม่อยากทำลายมันทิ้ง ไบรอันมองห้องนั้นครู่หนึ่งแล้วตะโกนเรียกชายสูงอายุที่นั่งจดจ่อกับเอกสารอยู่

"มีอะไรหรือเจ้าหนุ่ม" ชายหนวดสีเหลืองทองค่อยๆลุกขึ้นจากโต๊ะม้านั่งไม้แล้วเดินมาที่ทางเข้าบ้าน โนวาคิดว่าเขาคงอายุเฉียดแปดสิบแล้ว

"พวกเราเป็นคนเดินทาง จะขอพักที่อาคารหลังนี้ได้หรือไม่" ไบรอันพูด โนวาจ้องมองตาค้าง ถ้าไม่แน่จริงคงทำอย่างนี้ไม่ได้แน่

"พวกเจ้าเป็นใคร ไม่รู้หรืออาคารหลังนี้จำกัดแค่พวกผู้ใหญ่ของตระกูลผู้ใช้เวทเท่านั้น ห้ามคนอื่นเข้าพัก" ชายหนวดยาวขยับเว่นรูปวงรีที่สันจมูกเบาๆ

"เมื่อหลายพันปีก่อนก็เคยมีนี่นา เป็นหญิงสาวสหายของน้องชายผู้นำตระกูล นางผิดใจกับคนรักแล้วหนีมาพักอยู่ที่ห้องนั้น ตอนนั้นพอลที่เป็นผู้นำตระกูลอยู่ต้อนรับนางราวกับเป็นน้องสาวแท้ๆทั้งที่นางใช้เวทไม่ได้ด้วยซ้ำ" ไบรอันตอบเสียงเรียบเหมือนเดิมพร้อมทั้งชี้ไปยังห้องที่ยังเป็นผนังไม้

การกระทำนั้นทำให้โนวาอยากหนีไปไกลๆ หากอยู่ใกล้ชายผู้ต่ออีกคงร่างกายแหลกเป็นชิ้นๆก่อนกล่าวคำขอโทษแน่เพราะดูยังไงชายมีหนวดก็มีฝีมือเหนือกว่า

"เอาเป็นว่าข้าจะให้คนหาที่พักที่อื่นให้เจ้าแล้วกันนอกเสียจากว่าพวกเจ้าจะเอาชนะข้า เห็นอย่างนี้ข้าเป็นถึงผุ้นำตระกูลเวทเชียวนา" ชายมีหนวดหัวเราะแล้วเดินกลับไปทำงานต่อ

แต่ต้องชะงักเพราะเสียงของไบรอันที่พูดกับเขาเปลี่ยนไป จากเสียงเรียบและอ่อนน้อมเล็กน้อยกลับเป็นเสียงนุ่มแต่แข็งกระด้างราวกับท่อนเหล็ก
"ข้าจะนอนที่นี่ และต้องการให้สหายของข้าได้นอนด้วย...ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ตาม" ไบรอันพูดแล้วดึงที่มัดผมออกปล่อยให้ผมสีเหลืองสยายออก

โนวาถึงกับขนลุกเมื่อเห็นชายที่อ้างชื่อไบรอันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ผมสีเหลืองสวยเริ่มกลายเป็นสีทอง ดวงตาสีเขียวกลับกลายเป็นสีพระจันทร์แดงจมูกที่หัก และดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นด้วย

"อยากเป็นซากศพงั้นหรือเจ้าหนุ่ม อย่าคิดว่าจะสู้กับข้าได้นะ" ชายที่เป็นผู้นำตระกูลเวทยิ้มกริ่ม หากเขาสังเกตสักนิดว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเป็นใครคงไม่หาเรื่องเจ็บตัวอย่างนี้แน่

"ถึงขนาดนี้คงพูดกันไม่ได้แล้วมั้ง ไม่รู้โดโรธีสอนลูกหลานนางยังไงให้ลืมต้นตระกูลคนสำคัญทั้งสองคนได้...ข้า ในนามแห่งเวเบอร์ ฟีอาเลสของบัญชา! จงตอบรับเสียงและพลังของข้าดาบจันทรา!" ผู้อ้างชื่อไบรอันตะโกนพร้อมทั้งยื่นมือออกไปนอกลำตัว

เสียงที่เกิดจากสิ่งหนึ่งบินแหวกอากาศดังขึ้นจากในตัวอาคารจนออกมาด้านหน้า มันคือดาบเก่าคร่ำคร่าเล่มหนึ่ง ใบและด้ามดาบไร้ซึ่งความสดใสอย่างสิ้นเชิงราวกับไม่ได้ผ่านการดูแลรักษาเลแม้แต่นิด หากแต่ความจริงมีอยู่ว่าผู้นำตระกูลเวททุกรุ่นดูแลรักษามันอย่างดีแต่มันหมองลงไปตั้งแต่ผู้ใช้มันตายไม่ใช่เพราะขาดการดูแลรักษา

ดาบเล่มนั้นคือดาบจันทราเล่มที่สาม มันเป็นเล่มที่จอมเทพเอรีสมอบให้ตระกูลเวทเพื่อลำลึกถึงอิกริดและเวบอร์ที่เป็นอดีตผุ้นำตระกูลเวทมาก่อนถึงจะไม่มีพลังเหมือนกับอีกสองด้ามที่สร้างขึ้นก่อน แต่มีเพียงแค่อิกริดหรือเวเบอร์เท่านั้นที่ทำให้มันแสดงพลังได้เพราะไม่ต้องการให้มีใครเอาไปใช้

ทันทีที่ดาบเก่าๆเล่มนั้นพุ่งเข้าสู่มือของผู้ที่อ้างตนเป็นไบรอันมันก็เปล่งแสงสีเหลืองนวลตาขึ้นรอบบริเวณ ความเก่าของมันหายไปทำให้มองเห็นว่าด้ามและที่กันมือเป็นคริสตัลสีสวยงาม

"ท่าน เป็นใครกันแน่..." โนวายืนนิ่งเบิกตาโพลงเมื่อเห็นแสงสว่างของดาบจันทรา ผู้ที่ใช้ดาบเล่มนี้ได้มี่แค่เวเบอร์และเทพอิกริดเท่านั้นนี่นา

"มันก็แค่คนลวงโลกเท่านั้นแหละ ทำให้ดาบเปล่งแสงใครก็ทำได้"

"แล้วแบบนี้ล่ะ...จงออกมาโฟเรีย" ผู้ถือดาบจันทราใช้นิ้วมือขวา เขียนวงเวทรูปดาวห้าแฉก มันเปล่งแสงสีส้มนวลตาออกมาก่อนที่จะหายไปทำให้โนวาและผู้นำตระกูลเวทเห็นว่ามีนำเพลิงตัวสีน้ำเงินเข้มบินอยู่อย่างกระตือร้น

"เรียกข้าออกมาทำไมเวเบอร์ รำคาญ!!" เจ้นกน้อยบินไปข่วนใบหน้าของคนที่เรียกมันมาแล้วเกาะบ่าของเขา มันวางท่าเหมือนกับเป็นเจ้านาย ผิดกับผู้นำตระกูลเวทที่ตาค้างเมื่อได้ยินชื่อของนกเพลิงที่อีกฝ่ายเรียกออกมาแล้ว

"...เหลือแค่ เพลิง!" ชายผู้มีผมสีทองตะโกนก้อง อากาศรอบด้านร้อนขึ้นทันตาพร้อมกับการปรากฏของลูกไฟน้อยใหญ่ล้อรอบตัวของเขาอยู่ "ยังมีอะไรจะพูดอีกไหม...หรือว่าจะลองสู้ดู" เขาพูดด้วยรอยยิ้มที่ชวนขนลุก

โนวาแทบคลั่งเมื่อเห็นว่าชายชราที่ดูเก่งกว่าชายที่อ้างตนว่าเป็นไบรอันเข่าอ่อนทรุดตัวนั่งกับพื้นตัวสั่นเพราะไม่คาดคิดว่าพรรพบุรุษของตัวเองจะลงมาหาถึงที่

"อาจแนะนำตัวช้าไป...ข้าคือร่างแปลงของอิกริดที่จับจ้าให้คุกเข่านั่นแหละโนวา" ชายผมทองหรือเทพอิกริดหันหน้ามาพูดกับโนวา แล้วเดินไปเตะชายชราหนึ่งทีพร้อมทั้งเร่งให้หาห้องพักให้ตนและโนวาทันที

"ทำไมท่านถึง ท่านอิกริด" โนวาพยายามพูดแต่เสียงไม่ออกมาดังใจ

"เรามีเรื่องต้องคุยกัน แต่ข้าคิดว่าเจ้าต้องพักก่อน...เจ้าหนู!! หวังว่าคงไม่มีใครไปยุ่งกับห้องปิดตายนั่นนะ ข้าจะนอนห้องนั้นแหละ ขอเหล้าด้วย!!" เทพอิกริดในร่างมนุษย์ตะโกนสั่งผู้นำตระกูลเวทที่วิ่งวุ่นใช้งานบริวารอยู่

ทุกอย่างคลี่คลายว่าเหตุใดเทพอิกริดจึงใช้ร่างของชายผมทองตาสีพระจันทร์แดงเพราะโนวาเหลือบไปเห็นรูปขอชายคนนั้นติดไว้ที่ข้างฝาพร้อมกับคำบรรยายว่า

'เวเบอร์ โฟรแซส ฟีอาเลส (Veber Frosat Fearless) ' หนึ่งเดียวในอิเดนที่มีพลังของทั้งสามตระกูล ผู้สืบทอดพลังแห่งผู้กล้าพอลและท่านหญิงเฟซิส ตำแหน่งผู้นำตระกูลผู้ใช้เวทมนต์รุ่นที่ 25 ...


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 15 เม.ย.55 เวลา 09:28:54 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ