Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

3 : เสียงหัวใจจากแดนเหนือ... ตอน2

ขอบคุณครับที่ติดตาม

“บ้าน่า...”

บนยอดผาที่อยู่เหนือขึ้นไป...ออลอร่าที่จ้องมองมายังการต่อสู้ของทั้ง 2 ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวด จนแทบอยากที่จะชักดาบลงไปร่วมยังการต่อสู้ในครั้งนี้...

เพราะในขนาดที่ริมกำลังรับมือกับวอรัส พอล่าร์และฮักกี้อยู่เพื่อถ่วงเวลาให้คนของเขาสามารถหนีไปได้-แต่ทางด้านหลังกลับถูกปิดกั้นด้วยร่างกายที่ใหญ่โตของเบลูก้าที่อาบเลือดมากมายก็ไม่ยอมที่จะเปิดทางให้ทุกคนสามารถหนีไปได้...

“...การต่อสู้นี้มันไม่ยุติธรรม”

เธอที่ก้าวเดินออกไปพร้อมทั้งกระชับยังคมดาบในมือแน่นราวกับตัดสินใจที่จะช่วยเหลือยังพ่อ พี่ชายและอาจารย์ของเธอราวกับจะลืมเลือนยังทุกสิ่ง...

กระทั่งคนของเธอที่ฝากยังความหวังเอาไว้จนราวกับจะต้องกระโจนลงสู่สงครามที่ไม่ปรารถนานี้...

“หมับ...”

แต่ร่างของออลอร่าที่เพียงก้าวออกไปได้เพียงแค่ไม่กี่ก้าวกลับถูกข้อมือของชายหนุ่มชนเผ่านอร์วาฬเช่นกันที่สวมใส่ยังชุดยาวที่หลวมกว้างราวกับนักศึกษาคว้าจับไว้-เขาที่จ้องมองหน้าเธอยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เธอก้าวออกไปไม่ได้น่ะ-ออลอร่า”

“ปล่อยฉันเถอะ-รันด์...”

ออลอร่ายังส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ฉันจะต้องลงไป”

“แต่ถ้าเธอลงไปจะเท่ากับละเมิดสัญญาน่ะ...”

รันด์ยังคงกล่าวต่อมาอีกว่า

“...แล้วสิ่งที่เราทำขึ้นมาจะต้องสูญเปล่าไป-แล้วใครจะนำพาพวกเราล่ะ...”

เขายังกล่าวต่อไปอีกแล้ว

“...แล้วสงครามระหว่างพวกเราและเหล่าสัตว์ก็จะดำเนินอยู่ต่อไปอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น”

“แต่ว่า...”

ออลอร่าที่ขมวดคิ้วด้วยความลำบากใครคิดที่จะกล่าวอะไรออกมาอีก เพราะทราบดีว่าการก้าวลงไปของเธอในครั้งนี้มันยิ่งใหญ่และหนักหนาถึงเพียงไร...

แต่จะไม่ก้าวลงไปก็ไม่ได้...

ก่อนที่ออลอร่าซึ่งลังเลจะตัดสินใจอะไรลงไปกลับมีเสียงของชายชราผู้หนึ่งดังขึ้นมาว่า

“ท่านไม่ต้องลงไปหรอก-ท่านออลอร่...”

ชายชราหัวโตยังยิ้มแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...เพราะคนที่ควรจะก้าวลงไปคือข้าต่างหากล่ะ”

“ท่านเป็นใครกัน”

ออลอร่าที่จ้องมองไปยังชายชราที่อยู่ข้างๆเด็กชายที่เหมือนกับจะเป็นชนเผ่าลูกแมวน้ำสีน้ำตาลคนหนึ่งร้องถามออกไป...ชายชราที่ยิ้มแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ข้ามีชื่อว่าหลี่เชากุ้ย...”

มันเป็นชื่อจากโลกเก่าที่ผู้คนในยุคนี้ยังคมใช้กับอยู่อย่างมากมาย-แต่ชายชรายังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนยิ่งว่า

“...แต่ใครๆต่างพากับเรียกข้าว่าท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้”

“หา...”

ออลอร่าที่ได้ยินถึงกับต้องเผลอยิ้มออกมาด้วยความยินดีราวกับมองเห็นยังปาฎิหาริย์คล้ายปรากฏขึ้นมาที่เบื้องหน้านี้แล้ว...

ยังจากชายชราอายุราว 130 ปีผู้นี้...
--------------------------------------

“ย๊าก...”

เสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งร่างของวอรัส พอลาร์และฮักกี้ที่พุ่งเข้ามาทั้ง 3 ทางราวกับจะปิดยังเส้นทางหลบหนีของริมให้หายไปในพริบตา

“ฮึ...”

ริมที่เพียงหัวเราะออกมาอย่างจนใจพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังทั้ง 3 ที่เบื้องหน้าสังเกตเห็นยังฮักกี้ที่ไวกว่าคนอื่นๆถึงกับเข้ามาเร็วที่สุดจึงตวัดยังคมดาบฟันใส่ยังเสนาธิการผู้เก่งกาจทันที

“เฟียว...”

คมดาบปะทะกันอย่างดังลั่นทำเอาดาบของฮักกี้ถึงกับเบนออกไปยังด้านข้าง...ริมที่ไม่รอช้ารีบตวัดยังคมดาบฟันใส่ฮักกี้อย่างสุดแรง

“อ้าก...”

เสียงของฮักกี้ร้องออกมาอย่างดังลั่น เพราะถึงเขาจะรู้ตัวรีบก้าวถอยพร้อมทั้งเบนศีรษะหลบ-แต่คมดาบที่เร็วยิ่งกว่าสายลมของริมที่ตวัดลงมาถึงกับฟันใส่ยังตาซ้ายของเขาจะช่วงชิงยังประกายแสงสว่างข้างนี้ได้ด้วยหยาดโลหิตที่ชะโลมยังครึ่งใบหน้า...

“ย๊าก...”

แต่เสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งกระแสลมที่รุนแรงของวอรัสกลับตรึงร่างของริมให้ชะงักไม่สามารถรุกเข้าไปในเพลงดาบปลิดชีพของฮักกี้ได้

“แก...”

เสียงร้องของพอลาร์ที่ดังขึ้นมาอย่างโกรธแค้นที่เห็นถึงอาการบาดเจ็บของฮักกี้ถึงกับพุ่งมาถึงเป็นคนที่ 2 กลับใช้กำปั้นที่ทรงพลังต่อยใส่ยังร่างของริมทันที

“เปรี้ยง...”

ร่างของริมที่ถูกต่อยใส่หน้าอกอย่างรุนแรงถึงกับลอยกระเด็นออกไปลงพื้นถึง 3-4 เมตรในพริบตาก่อนที่จะฝืนใจตั้งหลักลงยังพื้นพร้อมทั้งหยาดโลหิตที่หลั่งไหลออกมาอย่างมุมปาก

“คว้า...”

แต่การต่อสู้ที่ยังไม่จบเมื่อร่างของวอรัสที่พุ่งเข้ามาเป็นคนสุดท้ายพร้อมทั้งตวัดยังคมขวานที่ยาวและทรงพลังฟันลงไปอย่างสุดแรง

“เปรี้ยง...”

ริมที่ยังไม่ยอมแพ้ถึงกับตวัดยังคมดาบฟันใส่ยังคมขวานของวอรัสจึงขวานสงสครามของอีกฝ่ายที่ฟาดลงมาถึงกับเบนออกไปตกลงพื้นยังด้านข้างในพริบตา

“...โครม”

พื้นน้ำแข็งที่ข้างกายของทั้งคู่ถึงกับแตกกระจายกลายเป็นก้อนน้ำแข็งมากมายนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานขึ้นมาใส่ร่างของทั้งสองอย่างไม่ปราณีทันที

“โอ็ย...”

วอรัสที่หันหน้าเข้าผิดกับริมที่หันหลังให้ถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นเมื่อหยาดน้ำแข็งมากมายถึงกับพุ่งเข้าใส่ยังใบหน้าและดวงตาจนต้องหลับตาลงไป...

“หือ...”

ริมที่ทนยังความเจ็บปวดจากบาดแผลมากมายและเกล็ดน้ำแข็งมากมายที่พุ่งเข้ามากระทบยังแผ่นหลัง-เขาที่ไม่สนใจยังหยาดเหงื่อ หยาดโลหิตและความเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าใดๆกลับตวัดยังคมดาบสีเขียวในมือของตนฟันใส่ยังหว่างเอวของวอรัสอย่างสุดแรง...

เพราะหากเขาต้องตายก็อย่างน้อยก็ขอยังเพื่อนร่วมทางไปรอล่วงหน้าสักคนก่อนล่ะ...

“เปรี้ยง...”

คมดาบที่รุนแรงถึงกับฟันใส่ยังเกราะข้างกายของวอรัสแตกกระจายตัดเข้าไปยังเลือดเนื้อของอีกฝ่ายตรงไปยังหัวใจหมายจะปลิดยังชีวิตของอีกฝ่ายในพริบตา...

“หมับ...”

แต่ชั่วเสี้ยววินาทีที่ใครๆต่างพากับคาดคิดไม่ถึง...วอรัสที่ตัดสินใจทิ้งยังคมขว้างสงครามของตนลงไปกับพื้นพร้อมทั้งใช้ยังมือซ้ายจับยังคมดาบของริมไว้ส่วนมือขวาก็จับไปยังลำแขนของอีกฝ่ายพร้อมทั้งส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นว่า

“...รีบลงมือเร็วเข้า”

เพราะโอกาสเพียงหนึ่งเดียวที่จะปลิดยังชีวิตของนักดาบแห่งแดนเหนือผู้แสนเก่งกาจผู้นี้มีอยู่เพียงแค่ชั่วเสี้ยววินาทีนี้เท่านั้น...

“ควับ...”

ทั้งฮักกี้และพอลาร์ที่พยักหน้ากันราวกับรับรู้ถึงการเสียสละครั้งนี้ของวอรัสที่กำลังพยายามจะใช้ยังแรงเฮือกสุดท้ายของเขานี้ล่วงเวลาให้สามารถจัดการริมได้จึงพุ่งเข้าไปอย่างสุดแรง...

“เฟียว...”

ตวัดยังกรงเล็บและคมดาบฟันใส่ยังร่างของริมในพริบตาทันที...

“ฮึ...”

ริมที่เพียงยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางกวาดสายตาจ้องมองผ่านยังใบหน้าของวอรัส ร่างของฮักกี้ลัพอลาร์ที่พุ่งเข้ามา-ดวงตาที่เรียวสวยของเขากลับจับจ้องมองไปยังดวงตะวันที่ท่อแสงสาดประกายบนท้องฟ้าแล้วยิ้มออกมาพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...พึ่งจะเก้าโมงเองหรือ...”

พลางได้แต่หลับตาลงไปราวกับยอมรับยังความตายและความพ่ายแพ้นี้แล้วเพียงกล่าวออกมาว่า

“...เราคงไม่มีโอกาสเห็นยังพระจันทร์ในค่ำคืนนี้แล้วสิน่ะ”

แต่สิ่งที่เขาอยากจะเห็นจริงๆก็คือเรนนี่บุตรสาวของเขาที่เติบโตขึ้นและแต่งงานอย่างมีความสุขกับชายหนุ่มสักคนต่างหากล่ะ...

ปาฏิหาริย์ที่เขาหวังไว้-มันคงจะไม่มีจริงสิน่ะ...

“เดี๋ยวก่อน...”

แต่ก่อนที่คมดาบหรือกรงเล็บของฮักกี้กับพอลาร์จะพุ่งถึงร่างของริมกับมีเสียงของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ยดังขึ้นมาทำเอาเสนาธิการแห่งแดนเหนือที่ได้ยินถึงกับรั้งยังคงดาบไว้ทัน

แต่...

แต่ว่า...

“โครม...”

พอลาร์ที่ทุ่มเททั้งเรียวแรงและทุกสิ่งทุกอย่างลงไปในกรงเล็บสุดท้ายที่แลกมายังทุกสิ่งทุกอย่างของเพื่อนรักของเขาคนนี้กลับไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ทัน...

“โอ๊ย...”

เสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งหยาดโลหิตสีแดงฉานที่สาดกระจายเป็นริ้วทางยาวท่ามกลางสายลมสีเขียวมรกตที่กำลังโชยพัดจนแทบจะย้อนยังพื้นหิมะน้ำแข็งสีขาวแห่งนี้ให้เป็นสีแดงสาดทาไปทั่งหล้า...

“ตุบ...”

ร่างของเด็กน้อยไทน์ที่พุ่งออกไปพร้อมทั้งหยาดโลหิตถึงกับล่วงหล่นลงไปยังโอบอกของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่อยู่ด้านข้างของทุกคนทันทีท่ามกลางสายตาของทุกคนที่ตกตะลึง...

ทั้งริม...

วอรัส...

ฮักกี้...

หรือแม้กระทั่งพอลาร์ที่เป็นผู้ลงมือและทุกๆคนที่อยู่ ณ ที่นี้ไม่เว้นแม้แต่ออลอร่าที่ต้องเผลอกระโดดลงมาจากยอดผามองดูยังทุกสิ่งด้วยความเศร้าสร้อยนี้...

เพราะไม่มีใครจะคิดว่า”ในชั่วเสี้ยววินาทีที่พอลาร์ไม่สามารถหยุดยั้งได้ทันนั้น”-เด็กน้อยที่เป็นเพียงแต่ชนเผ่าลูกแมวน้ำคนหนึ่งจะพุ่งเข้าไปรับยังกรงเล็บแทนริมเข้า...

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ใครๆต่างพากับคาดคิดไม่ถึง...

...แต่มันอาจจะไม่ใช่ยังปาฎิหาริย์ที่ใครๆต่างเฝ้ารอก็ได้

...

กาลเวลาและทุกสิ่งทุกอย่างตามหยุดยั้งลงไป ณ ชั่วเสี้ยววินาทีนี้...สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปยังร่าง
เพียงหนึ่งเดียว-ร่างของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่หลั่งหยาดน้ำตาพร้อมทั้งค่อยๆก้าวเดินมาหยุดยั้งเบื้องหน้าของทุกคน

“การต่อสู้ที่ไร้เหตุผลและผู้คนต้องต่างพากันล้มตายเช่นนี้...”

ท่านที่หลั่งน้ำตาออกมาด้วยความรู้ที่ไหลพาเข้ามาในหัวของท่านทำให้ทราบดียังชีวิตน้อยๆนี้ไม่มีทางรอดได้อย่างแน่นอนจึงได้แต่ส่งเสียงร้องออกไปอีกว่า

“...เรายังจะปล่อยให้มันดำเนินอยู่ต่อไปอีกหรือ”

“...”

ทุกคนได้แต่นิ่งเงียบไม่กล้าที่ลงส่งเสียงกล่าวอะไรออกไปก่อนที่เสียงหนึ่งจะสั่งขึ้นมาอย่างลั่นไปทั่วสนามรบที่แสนเศร้าแห่งนี้...

“พ่อฮ่ะ...”

เสียงอันไพเราะและไร้เดียงสาที่กังก้องกังวาลไปทั่วสนานรบของบัลก้าที่เป็นบุตรขายของเบลูก้า-เทพพิทักษ์แห่งแดนเหนือที่ดังขึ้นมาทำเอาทุกคนที่สงบนิ่งถึงกับถึงปลุกขึ้นมาในพริบตา...

“...”

สายตาของใครหลายต่อหลายคนอดที่จะจับจ้องมองไปยังร่างอันใหญ่โตราวภูเขาสีขาวสะอาดที่ถึงย้อมไม่ด้วยเลือดและโลหิตที่ยิ่งใหญ่นับๆ 2 ถึง 300 เมตรที่เบื้องหน้าไม่ได้...

เทพพิทักษ์แห่งแดนเหนือที่ได้สละชีวิตของตนเพียงปิดกลั้นยังทางหนีของพวกผู้คนกำลังจะตายลงไป เพราะความหวังแห่งเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย...

“พวกเราบุก...”

ฮักกี้ที่ไม่สามารถมองยังใบหน้าของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้และเด็กหนุ่มในอ้อมกอดของท่านที่กำลังจะสิ้นใจได้แต่ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเจ็บปวดว่า

“...เพราะพวกเราต่างสูญเสียมามากมายจนไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้ว”

เพราะต่างสูญเสียไปมากมายจนไม่สามารถที่จะหยุดยั้งลงและถอยกลับได้อีกแล้ว...

“เออ...เออ...”

พอลาร์ที่ยังลังเลอยู่ถึงกับไม่อาจที่จะตัดสินใจทำอะไรถูกจนวอรัสที่รั้งร่างของรินไว้แน่นต้องรีบส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลันว่า

“รีบลงมือเร็วๆสิ-เจ้าบ้า...”

เขายังส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นว่า

“...เพื่อความหวังของพวกเราเหล่าสัตว์ทั้งหลาย”

“ขอโทษน่ะ”

พอลาร์ที่หลับตาลงไปอย่างเจ็บปวดถึงกับตวัดยังกรงเล็บที่แหลมคมพุ่งออกไปยังร่างของริมหมายที่จะเด็ดหัวของอีกฝ่ายเพื่อหยุดยั้งยังสงสครามที่ยาวนานแห่งแดนเหนือนี้ซ่ะ...

“ทำไม...เพราะอะไรกัน...”

ออลอร่าที่สิ้นหวังถึงกับทรุดลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นหลั่งหยาดน้ำตาออกมาท่ามกลางเหล่ามวลมนุษย์ที่ยังคงต่อสู้กันอย่างไม่หยุดยั้ง-ได้แต่ร่ำร้องออกมาว่า

“...ถึงยังได้ทำสงครามที่ไร้สาระนี้กันต่อไป”

“...”

ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ไม่สามารถทำอะไรได้...

ท่ามกลางสายตาของเด็กหนุ่มลูกแมวน้ำที่ลาลับไปจากโลกหล้าใบนี้แล้ว...

...และ

ท่ามกลางประกายแสงสุดท้ายของริมที่หลับตาลงไปราวกับยอมรับชะตากรรมถึงความตายและความพ่ายแพ้ของผู้คนทางแดนเหนือแห่งนี้...

“พรึบ...”

ใครคนหนึ่งในหมู่มนุษย์ที่สิ้นหวังได้จุดยังระเบิดลูกสุดท้ายขึ้นเพื่อให้เปลวเพลิงอันร้อนแรงสามารถเผาผลาญยังทุกสิ่งไปจนหมดสิ้น...

อาวุธสุดท้ายของผู้คนที่แสนขะชั่วร้ายซึ่งยอมรับความตาย การทำลายล้างยิ่งกว่าความพ่ายแพ้...

ท่ามกลางเปลวเพลิงสีแดงลูกใหญ่ที่แผ่ขยายออกมาราวกับจะกลืนกินยังทุกสรรพสิ่งและทุกสรรพชีวิต ณ ที่แห่งนี้ไม่จนหมดสิ้น-ยังคงมาสายลมโชยพัด...

“เฟียว...”

เป็นสายลมสีเขียวมรกตที่อบอุ่นและเต็มเปี่ยมด้วยความหวังยิ่ง...

...สายลมแห่งปาฏิหาริย์ที่ทุกคนต่างเฝ้ารอได้โชยพัดมาแล้ว

...สายลมแห่งมาเร็ยเบ็ล
----------------------------

“เฟียว...”

สายลมสีเขียวมรกตที่โชยพัดผ่านมาอย่างอบอุ่นราวกับประกายแสงอันศักดิ์ในค่ำคืนนั้น...

“...เฟียว...”

บาดแผลมากมายต่างจางหายไปพร้อมกับสายลมที่โชยพัดผ่านจากร่างของเหล่าผู้คนและทุกสรรพสิ่งเหมือนดังความฝันที่แสนชั่วร้ายก่อนลืมตาตื่น...

ทั้งริม ฮักกี้ วอรัส เบลูก้าหรือแม้แต่ร่างของเด็กหนุ่มชนเผ่าแมวน้ำที่สิ้นใจก็ได้ลืมตาตื่นจากความตายอีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้งเสียงร้องตะโกนออกมาว่า

“ผมต้องการพลัง...”

ร่างที่เติบโตขึ้นมาเป็นหนุ่มในพริบตาถึงกับส่งเสียงร้องออกมาว่า

“...ต้องการยังพลังที่สามารถช่วยเหลือทุกคนได้”

แต่สายตาของทุกคนกลับไม่ได้จับจ้องมองไปยังเขา เพราะสายลมสีเขียวมรกตยังคงโชยพัดอย่างไม่หยุดยั้ง...

“เฟียว...”

พื้นน้ำแข็งที่ทั้งแข็งและแห้งแร้งเย็นยะเยือกกลับกลายเป็นพื้นดินที่ทั้งหนาและอ่อนนุ่มนำพายังความอบอุ่นแต่เต็มเปี่ยมด้วยความสุขมาสู่ยังทุกผู้คน...

ต้นหญ้าสีเขียวขจีส่งกลิ่นหอมของฤดูใบไม้ผลิมากพร้อมทั้งมวลหมู่ดอกไม้มากมายเหลือคณานับทำเอาแดนฝันที่แม้แต่ออลอร่าจิตนนาการไม่ถึง ณ แดนเหนือถึงกับต้องร้องออกมาด้วยความตกใจว่า

“บ้าน่า...”

มันคือสัมผัสที่แม้แต่เธอยังมิสามารถนึกถึงความสุขและสงบ ณ สมรภูมิกรีนวินด์แห่งนี้...

“...เฟียว”

แต่สายตาของทุกคนกลับจับจ้องมองไปยังจุดกำลังแห่งสายลม ณ เพียงพริบตาเดียวราวกับกำลังรับรู้ได้ถึงการมาของผู้ที่มีพลังและอำนาจที่ยิ่งใหญ่เทียบเทวะเคียงราชันย์ผู้สูงส่ง...

...

ปาดแรกที่ประกายแสงตัดผ่านยังสายลมทุกผู้คนก็ได้เห็นถึงเจ้าของสายลมที่ยิ่งใหญ่...

...ยังหญิงสาวผู้หนึ่ง

...หญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้า

เธอเป็นหญิงสาวที่มีดวงตาเรียวงามสวยซึ้งจนสุดหล้าสีเขียวมรกต จมูกโด่งสีขาวนวลสวยเหนือริมฝีปากที่บอบเรียวบางสวยสีชมพูดุจความรักที่แรกแย้มรับกับใบหน้าที่เรียวสวย ลำคอเรียวงาม-รูปสูงสง่างามดุจเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์แห่งแดนเหนือ สวมใส่เสื้อแพรสีเขียวมรกต-แขนสั้นยาวลงมาใต้เอวเล็กน้อยที่มีชายเสื้อด้านหน้าเรียวยาวลงมาจนถึงหัวเข่าทั้งสอง คาดทับด้วยเข็มขัดสีเขียวอ่อนแห่งสายลมฤดูใบไม้ผลิ กระโปร่งแพรสีเขียวอันของสายลมอันอบอุ่น และเกราะปกป้องแขนและรองเท้าสีเขียวมรกตของสายลมที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังไปด้วยความหวัง...

ที่หัวไหล่ซ้ายยังมีเกราะป้องกันหัวไหล่สีเขียวมรกตดุจสายลมอันยิ่งใหญ่ด้วยความรักที่ประดับไว้ด้วยขนนกสีเขียววินด์เลิฟ์ 7 เส้น มีผ้าคลุมสีขาวคลุมลงมาปกป้องแขนซ้ายอ้อมลงไปใต้ปีกสีเขียวทั้งสองที่กลางหลังยังเอวขวาของเธอ ปล่อยให้ผมยาวสีทองเป็นประกายในสายลมสีเขียวมรกตยาวถึงขาอ่อนดูราวกับจะสูงส่งจนสุดหล้าคนมิสามารถมิผู้ใดสามารถเอื้อมถึงได้...

...เอวา มาเรียเบ็ล

“เฟียว...”

ที่ข้างกายยังมีวิหกสีเขียวที่งดงามนาม”วินด์เลิฟ์”กำลังกางปีกโบยบินอย่างมีความสุขและสนุกสนานยิ่ง...

“อืมม์...”

ประกายตาสีเขียวมรกตที่เรียวสวยที่เพียงแต่กวาดผ่านยังแฝงยังหยาดน้ำตาและความเศร้าแห่งการลาจาก-เพียงแค่มองผ่านก็สามารถทราบยังเรื่องราวและทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างง่ายดายโดยที่มีจำเป็นต้องเอ่ยถามอะไรออกมา...

“อา...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้คล้ายกับได้ยินยังนามของหญิงสาวถึงกับคุกเข่าลงไปเป็นคนแรกพลางส่งเสียงร้องออกไปอย่างภักดีจนสุดหัวใจว่า

“...เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ...”

ทั้งยังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ท่านเอวา มาเรียเบ็ล”

“ควับ...”

เพียงพริบตาเดียวทำเอาทุกคนทั้งริม วอรัส เบลูก้า พอลาร์ ออลอร่าหรือแม้แต่ฮักกี้ตลอดจนทุกคนทั้งอยู่ ณ ที่นี้ต่างคุกเข่าลงไปพร้อมๆกันในพริบตาราวกับทราบดีและยอมรับถึงพลังอันยิ่งใหญ่ด้วยหัวใจที่ภักดี...

พลังของเทพเจ้า...

อำนาจของราชา...

...องค์เทวะราชันย์

คุกเข่าให้กับเธอที่ยืนอยู่เคียงข้างยังเจ้าวิหกสีเขียวมรกตตัวน้อยที่มีขนหาง 7 สี ณ จุดที่อยู่ทางเหนือที่สุดแห่งโลกหล้า

“เรา...”

กระแสเสียงที่ไพเราะยิ่งกว่าสายลมใดๆเปล่งของมาจากปากของหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้า-เธอยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...ไม่ปรารถนาสงสครามและการต่อสู้ใดๆบนดินแดนเหนือแห่งนี้อีก”

นี่ไม่ใช่เพียงคำขอร้องหรือเป็นยิ่งกว่าคำสั่ง เพราะมันคือประกาศิตที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างมิสามารถต่อต้านได้

“ครับ...”

ทุกคน ณ ที่นั้นต่างส่งเสียงตอบรับออกไปด้วยความภักดีที่หัวใจมิเป็นสองรองใคร เพราะทราบดียังหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้า ณ เบื้องหน้านี้มีพลังและอำนาจที่สามารถยุติยังสงครามที่ยิ่งใหญ่และไร้ความจำเป็นนี้ได้...

ทุกคนมีแต่ยอมรับยังสันติสุขที่อุบัติขึ้นมา ณ ยามนี้เท่านั้นด้วยหัวใจที่ยินดีพร้อมทั้งข่าวของสงครามมาหมายทั้งพิภพที่ได้ยุติลงด้วยคนเพียง 7 คนที่ถูกเรียกขานว่า”องค์เจ็ดเทวะราชันย์”...

...กฏแห่งวิทยาศาสตร์ได้สิ้นสุดลง-เมื่ออยู่ต่อหน้าแห่งกฏแห่งเทวะราชันย์

โลกนี้จึงได้มาผู้ปกครองสูงสุด 7 คน...คือเจ็ดเทวะราชันย์

...ราชาแห่งทะเลทรายสีทอง...ผู้ปกครองดินแดนแห่งทะเลทรายสีทองที่ก้าวใหญ่

...ราชินีแห่งแสงสว่าง...ผู้ปกครองดินแดนหมู่เกาะทางตะวันออกของทะเลทรายสีทอง

...เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ...ผู้ปกครองดินแดนขั้วโลกเหนือจนจรดตอนเหนือของทะเลทรายสีทอง

...เทพธิดาแห่งสายน้ำกลางมหาสมุทร...ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งสายน้ำทางทิศตะวันตกของทะเลทรายสีทอง

...เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง...ผู้ปกครองดินแดนที่อยู่ทางตะวันตกไกล

...พระเจ้าแห่งโลกมืด...ผู้ปกครองดินแดนทางตอนใต้ของทะเลทรายสีทอง

...ราชันย์แห่งแดนสรวง...ผู้ปกครองดินแดนสรวงที่...

และผู้ที่ยุติถึงสงครามในดินแดนแห่งนี้...เธอเจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือที่ทุกคนต่างพากับคุกเข่าลงให้กับเธอด้วยหัวใจที่ภักดี...

ยกเว้นบุรุษเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น...

เด็กหนุ่มที่ชนเผ่าแมวน้ำได้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มชนเผ่าแมวน้ำที่สมบูรณ์แบบ เพราะในหัวใจของเขาในยามนี้กลับมีความรู้สึกหนึ่งที่พุ่งทะยานยังความภักดีขึ้นมาเหนือยังทุกความรู้สึก...

...ความรัก

มันคือความรักที่มากมายจนมิสามารถหยุดยั้งลงได้ที่พุ่งทะยานออกมาจากหัวใจของเขาอย่างที่ไม่มีใครๆสามารถหยุดยั้งหรือยุติมันได้...

เขาได้หลงรักยังหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้าผู้นี้ทั้งแต่แรกเห็น

...หลงรักยังเจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือผู้นี้

และนี้คือจุดเริ่มต้นของตำนานความรักแห่งแดนเหนือนี้...
-------------------------------

“โอ๊ย...”

“ทำไมผมถึงได้อ่อนแอเช่นนี้...”

“ผมกำลังจะตายหรือ...”

“ไม่...ผมยังไม่อยากตาย...”

“ผมอย่างเก่งขึ้น...”

ท่ามกลางความมืดมิดเสียงของเด็กหนุ่มยังคงร่ำไห้ต่อไปอีกอย่างดังลั่นว่า

“...ผมต้องการพลังที่จะสามารถ...”

“เฟียว...”

ยามเมื่อสายลมสีเขียวมรกตที่โชยพัดผ่านราวกับผสมเข้าไปในร่างกายดั่งลมหายใจที่เป็นพลังอันยินใหญ่จนสามารถชำระล้างขับไล่ยังความเจ็บปวดทั้งมวลไปจนหมดสิ้น...

“...”

ยามเมื่อเด็กหนุ่มที่ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมทั้งกลับกลายเป็นชายหนุ่ม-สิ่งแรกที่ดวงตาของเขาจ้องมองเห็นเพียงหนึ่งเดียวก็คือ...

หญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้าผู้ยืนอยู่บนสายลมสีเขียวมรกต...

เธอผู้นี้...

...ผู้ที่ครอบครองยังหัวใจรักของเธอ

เด็กหนุ่มหรือชายหนุ่มในยามนี้กลับร้องบอกตนเองว่า

“...ข้าต้องการพลังที่จะสามารถครอบครองยังเธอให้จงได้”

“ตุบ...”

ชายหนุ่มจึงเริ่มก้าวเดินตรงไปหายังผ่านยังท่ามกลางผู้คนมากมายที่ขว้างอยู่เบื้องหน้าไปคุกเข่าให้กับเธอด้วยความรัก...

มิใช่ภักดี...

แม้ในยามนี้จะมีคนมากมายที่กำลังขว้างทางเขาอยู่ก็ตาม-แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องสนใจ...

เพราะสิ่งที่หัวใจของเขามุ่งหวังนั้นมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น-นั้นคือเจ้าของสายลมสีมรกตอันงดงามจนสุดหล้านั้น...
-------------------------------------

“เฟียว...ว”

ท่ามกลางสายลมสีเขียวมรกตที่กำลังโชยพัดผ่านยังแดนเหนือ ณ ทุงราบกรีนวินด์กลับเกิดยังเมืองและปราสาทที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาในพริบตาราวกับเทพนิยาย...

ทุ่งหญ้าที่เรียวสวยกำลังพริ้วไหวลูบยังสายลมอย่างอ่อนโยนโชยพัดยังกลิ่นไอแห่งฤดูใบไม้ผลิยามเมื่อหญิงสาวผู้งดงามจนสุดหล้าหรือหญิงสาวผู้ที่ถูกขนานนามว่า”เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ”สะบัดมือ...
นี่คือพลังเวทอันยิ่งใหญ่ที่แสดงถึงพลังและอำนาจของเธอที่ทุกคนต่างยอมรับถึงการเป็นเทวะและราชันย์...

“อา...”

ทุกคนที่เห็นถึงพลังนี้ต่างส่งเสียงร้องออกไปด้วยความตกใจ...แต่ยามเมื่อหญิงสาวที่สุดงามจนสุดหล้าสร้างยังยังเมืองและปราสาทสีเขียวงดงามอันเป็นสัญญาลักษณ์แห่งการอยู่ร่วมกันเสร็จกับพุ่งกายเหยียบยังสายลมที่โชยพัดอย่างอ่อนโยนไปหยุดยั้งปลายแหลมที่อยู่ ณ จุดเหนือสุดของโลกแล้วงกวาดสายตาจ้องมองลงไปยังทางใต้...

ราวกับใช้ดวงตากวาดมองและในใบหูฟังผ่านเสียงกระซิบของสายลมที่โชยพัดจากแดนเหนือนี้ลงไปจากทั่วหล้าเพื่อค้นหายังใครบ้างคน...

...ผู้ที่สำคัญยิ่ง

...ชายหนุ่มผู้ที่รักยิ่ง

จนแทบไม่ฟังยังเสียงของเด็กหนุ่มที่ผ่านจากการเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มในพริบตาราวกับบนโลกหล้าใบนี้ไม่มีสิ่งมีค่าใดๆให้หัวใจของเธอต้องสนใจอีก...พอลาร์ที่กำลังสงสัยถึงการไปของหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้าถึงกับกวาดสายตาจ้องมองไปยังทุกคนที่ยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าปราสาทที่ถึงสร้างขึ้นมา ณ กรีนวินด์แห่งนี้จึงร้องถามออกไปว่า

“เอาไงดีล่ะ”

เพราะยามนี้สงครามคล้ายกับไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว ไม่สิ-ไม่มีใครกล้าที่จะทำสงครามอีกหากไม่ได้รับอนุญาตจากหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้าผู้นั้น...ต่างหาก

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะอยู่กับอย่างสันติ”

ออลอร่าส่งเสียงกล่าวออกมาถึงสิ่งที่หัวใจของเธอคาดหวังเอาไว้ เพราะเชื่อมั่นว่า”นอกจากในยามนี้แล้ว”ไม่มีเวลาไหนที่ควรจะหยุดยั้งการต่อสู้ที่ไร้ความหมายอีก...

เพราะราชันย์และเทวะที่มาปกครองยังทุกสรรพชีวิตได้มาถึงแดนเหนือแห่งนี้แล้ว...

“ก็ดีเหมือนกัน...”

ริมที่ยิ้มออกมาราวกับยกยังภาระทั้งหมดออกไปจากหัวใจยังส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ฉันจะได้ออกเดินทางไปทั่วโลกพร้อมทั้งเพื่อนรักเสียที”

พลางจับยังดาบที่เรียวสวยสีเขียวมรกตในมือขวาแน่นราวกับค้นพบยังความฝันที่กำลังก้าวเดินออกไป...
แต่ฮักกี้ที่ขมวดคิ้วด้วยความหนักใจถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“ไม่ได้”

“หือ...”

ริมและทุกคนต่างหันไปมองยังเสนาธิกาหนุ่มแห่งแดนเหนือเป็นสายตาเดียวด้วยความสงสัยว่า”เพราอะไรกันจึงร้องออกมาเช่นนี้”...ฮักกี้ที่ฝืนยิ้มออกมาอย่างจนใจพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

“...นายต้องอยู่เพื่อคนของนาย เพราะในตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างยังไม่มั่นคง-หากนายไม่อยู่ล่ะก้ออาจจะมีคนที่ไม่ยอมรับก่อยังสงครามขึ้นมาอีกได้”

“...”

ริมที่ได้ยินถึงต้องนิ่งเงียบลงไปทันทีฟังยังฮักกี้กล่าวต่อไปอีกว่า

“ไม่แค่นายเท่านั้น...”

เขาที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังออลอร่า วอวัส พอลาร์ เบลูก้าและเด็กหนุ่มที่บัดนี้ได้กลายเป็นชายหนุ่ม
ซึ่งเข้ามาช่วยชีวิตของริมกับท่านผู้เฒ่าผู้รอบไว้พร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...แต่ยังร่วมถึงพวกเราทุกคนด้วย”

“อืมม์...”

เมื่อได้ยินทุกคนยกเว้นชายหนุ่มพยักหน้าตอบรับกลับมาราวกับเข้าใจดีถึงสถานภาพที่ยังมิมั่นคงนี้ เพราะผู้คนมากมายที่มิได้ร่วมสงคราม ณ กรีนวินด์อาจจะต่อต้านก็ได้...ฮักกี้ยังคงกล่าวออกไปอีกว่า

“เราต้องการยังผู้นำของฝ่ายผู้คนและเหล่าสรรพสัตว์มาถ่วงอำนาจซึ่งกันและกัน...”

หยุดหันยังมองยังออลาร่า ชายหนุ่มและผู้เฒ่าผู้รอบรู้พลางส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...และผู้ที่เป็นกลางที่จะสามารถหลอมร่วมยังพวกเราทั้งหลายในสามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขภายใต้องค์ราชันย์และเทวะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”

“แน่อยู่แล้ว”

ออลอร่าพนักหน้าตอบรับลงไปทันที เพราะนี่ก็คือความฝันของเธอที่มีส่วนในการร่วมมือที่จะสร้างยังมันขึ้นมาอย่างที่หัวใจต้องการจึงไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องปฏิเสธถึงมัน...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ได้ยินถึงกับพยักหหน้าตอบรับออกมาด้วยรอยยิ้มพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“โลกในยามนี้ได้เปรียบแปลงไปแล้ว เพราะได้มาเหล่าหนุ่มสาวเจ็ดคนไปแบ่งแยกันออกไปยังเจ็ดดินแดนเพื่อหยุดยั้งยังสงครามที่ยิ่งใหญ่ทั้งเจ็ดบนโลกนี้...”

ทุกคนอดที่จะคิดถึงเหตุการณ์ที่หญิงสาวที่งดงามจนสุดหล้าหยุดยั้งยังสงครามที่นี้-ได้แต่ฟังยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้กล่าวออกไปว่า

“...ตอนนี้ที่ไร้สงครามพวกเราทั้งหลายที่เป็นมนุษย์(ทั้งคนและสัตว์)ต่างได้หยุดต่อสู้และยอมรับยังเหล่าชายหนุ่มทั้งเจ็ดนั้นเป็นเทวะและเป็นองคราชันย์ร่วมกับสร้างอาณาจักรและดินแดนแห่งความสุขขึ้น...”

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังรอบๆแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

“...และข้าก็ต้องการที่จะรับรู้ถึงตำนานอันยิ่งใหญ่ขององค์เทวะราชันย์อย่างใกล้ชิดด้วยจึงไม่คิดที่จะปฏิเสธอะไรหากยังมีสิ่งที่ร่างกายซึ่งแก่ชราและความรู้ที่ไหลผ่านมานี้สามารถช่วยเหลือหรือทำได้”

“ขอบคุณ...”

ออลอร่าที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงตอบรับออกไปทั้งน้ำตา เพราะด้วยพลังความรู้และความสามารถของท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้แล้วละก้อก็คงจะสามารถช่วยยังแดนเหนือแห่งนี้ได้อย่างแน่นอนเลย...สายตาของทุกคนในยามนี้จึงจับจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองไปยังหน้าผากที่อยู่ด้านหลังของปราสาท ณ กรีนวินด์แล้ววอรัสที่นิ่งเงียบอยู่นานจึงส่งเสียงถามออกไปว่า

“แล้วนายล่ะ”

“เธอเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้...”

ชายหนุ่มที่จ้องมองไปยัง ณ เบื้องหน้าราวกับไม่เห็นใครอยู่ในสายตายังคงส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

“...ทั้งชีวิตและหัวใจของเธอแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”

หัวใจที่มิใช่ความภักดี-แต่เป็นความรัก...

“เอาล่ะ...”

ฮักกี้ที่ได้ยินยังข้อสรุปแล้วจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...งั้นพวกเรารีบเข้าไปกันเถอะ...”

ยามเมื่อมองไปยังทุกคนที่คล้ายกับไม่มีทางทีคัดค้านใดๆแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

“...ไปเข้าพบยังนายของเรา...”

ทั้งยังกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

“...ไปพบยังองค์เทวะและราชันย์แห่งเรา”

“อืมม์...”

ยามเมื่อทุกคนพยักหน้าตอบรับกลับมาพร้อมทั้งหันกายก้าวเดินออกไป-มุ่งหน้าไปหายังหญิงสาวที่งดงามจนสุดหล่าผู้นั้น...

นี่เป็นจุดเริ่มต้นของนักรบที่เก่งกาจของแดนเหนือที่ใครๆต่างพากันเรียกขานว่า”เจ็ดขุนพลแห่งแดนเหนือ”-ก่อนที่จะมีผู้หนึ่งได้ถอนตัวออกไป...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 16 ม.ค.55 เวลา 23:24:58 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ