ซึรุกิจัง
นักดาบพเนจร

สภานักเรียนแห่งฮอร์วาร์ท : Case 01 : The Fool /Phrase01 : Student Council First day

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

หลังจากเทพที่ต่อสู้กับDEATH ชนะแล้ว เขาฟื้นตัวอีกทีที่แห่งหนึ่ง และที่แห่งนั้นสภานักเรียนก็บอกว่า เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของสภานักเรียนเสียแล้่ว เขาถึงรู้ได้ในทันทีว่าเหตุที่เขายังอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติฮอร์วาร์ทนั้น เป้นเพราะแผนการของป้าของเขา ผู้เป็นผอ. ของโรงเรียนแห่งนี้ ต้องการให้เขาเข้ามาอยู่สภานักเรียนและร่วมมือกันต่อสู้กับดาร์คเนส เขาจึงตัดสินใจร่วมกับสภานักเรียนจนได้ ...

เมื่อเขากลับมาที่ห้อง ก็เจอกับหญิงสาวลึกลับชื่อว่า "เดียร์" ผู้ที่อ้างตัวว่าตัวเองคือ The Death ตัวเมื่อครู่นี้ ก็มาขออาศัยด้วยเสียอย่างนั้น

เอาล่ะสิ ...



CASE 01 : The Fool : The foolish being who dare to against the God
คดีที่ 01 : เดอะฟูล: ตัวตนแห่งความเขลาที่หาญกล้าเผชิญหน้าพระเจ้า
Phrase01 : Student Council First day
บทที่ 01 : สภานักเรียนวันที่ 1


      “น่าสงสารจังนะ...”

      “ทั้งพ่อกับแม่ แถมน้องชายก็ตายกันหมด ที่เหลืออยู่ก็มีเพียงแค่ลูกชายเพียงคนเดียว”

      “แถมยังเป็นเด็ก ป.5 อีกต่างหาก”

      “น่าสงสารจริง”

      “แต่ก็พิลึกเด็กนะ พ่อแม่ตายไปทั้งคน แต่ไม่เห็นจะร้องไห้เลยซักนิด”

      เทพวัย 10 ขวบ ในชุดสีดำ ยืนอยู่ตรงหน้าโลงศพ ทั้ง 3 ใบ ที่มีรูปของทั้งพ่อ แม่ และน้องชายตั้งอยู่ด้านหน้า ... ร่างไร้วิญญาณของทั้ง 3 คนก็อยู่ในโลกแห่งนั้นและ งานศพในครั้งนี้จัดขึ้นให้รู้ว่าชีวิตของทั้งสามคนได้สูญสิ้นไปแล้ว ให้ญาติสนิทมิตรสหายของทั้งฝ่ายพ่อและแม่ได้รับทราบและแสดงความไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้ายนี้

      เพียงแต่ว่าคนที่รู้ข่าวนี้ตั้งแต่แรกก็คือเทพที่ได้ยินข่าวจากโทรศัพท์จากญาติของเขาก่อนหน้านั้นแล้ว และก็ร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตาอีกแล้ว จึงไม่รู้จะร้องไห้อีกทำไม... อันที่จริงเขาแอบคิดว่ามีแต่คนพูดว่าสงสาร ๆ ๆ แต่ก็สงสารไปอย่างนั้นเพราะไม่เห็นมีใครทำอะไรซักคนชีวิตจากนี้ไปของเขา เขาเตรียมใจตั้งแต่แรกแล้วว่าจะต้องมีความโดดเดี่ยวรอเขาอยู่

      จนกระทั่งพิธีฌาปนกิจ ก็จบลงไปอย่างเรียบง่าย แขกในงานก็เริ่มทยอยกลับบ้านไปจนเหลือแต่เขาและคุณป้าในชุดยาวสีดำและหมวกใบโตที่แทบจะปิดบังใบหน้าของเธอเขาไม่เคยเห็นหน้าหรือลักษณะของคน ๆ นี้มาก่อน แม้ว่างานรวมญาติจะมีหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยเห็นคนที่มีลักษณะแบบหญิงคนนี้เลยแม้แต่ซักวินาที ... ญาติฝ่ายพ่อ ? ฝ่ายแม่ ? เพื่อนพ่อ เพื่อนแม่ ? สำหรับคน ๆ นี้กลับดูเหมือนคนแปลกมากสำหรับเขา

      “เทพฤทธิ์ ... ป้าเป็นพี่สาวของพ่อของเธอ คงมีแต่ป้าเท่านั้นที่พอจะสามารถเลี้ยงดูเจ้าจากนี้ต่อไปได้ เพราะญาติคนอื่นต่างก็มีครอบครัวของตัวเองดูแลเช่นเดียวกัน .... แต่ว่าป้าจะช่วยเฉพาะทุนทรัพย์เพียงเท่านั้น เพราะเจ้ามีพลังของเจ้าเอง... และจากนี้และต่อไปพลังของเจ้าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผู้อื่นต่อไปอีกนับล้าน จงใช้พลังของเจ้าเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองเถอะนะ”

      มันคือคำพูดที่แปลกมากและไม่ว่าคิดในแง่ไหน ก็เหมือนกับเลี้ยงด้วยระบบทุนนิยม 100 % และมันเป็นสิ่งที่เด็ก 10 ขวบไม่มีทางเข้าใจได้อย่างแน่นอน แต่เด็กตนนั้นจำยอมต้องเดินตามคุณป้าชุดดำคนนั้นไปด้วย เพียงเพราะไม่มีทางเลือกอื่นแล้วที่เขาจะได้เดินไป

      รถเบนซ์สีดำขับออกไปจากวัดไปยังแสงสีของเมืองหลวงที่ตัดกับท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีแต่เมฆฝนที่ทำท่าจะตกในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้

      .....................................

      เทพตื่นขึ้นมาบนเตียงนอนของเขาในห้องอพาร์ตเมนท์ที่หรูพอควร จากการนอนเวลาเที่ยงคืน(เพราะทำการบ้านให้เสร็จและก็นั่งเล่นคอมฯ ดูทีวี) ทำให้ตอนนี้เขายังถูกความง่วงเล่นงานอยู่อย่างหนัก อีกทั้งนาฬิกาปลุกดิจิตัล และทีวีที่ยังไม่ได้ปิดก็ดังขึ้นมาแสบแก้วหูก็ยิ่งเล่นงานหัวของเขาให้มืนตึบยิ่งกว่าเก่า
แต่ทุกสิ่งก็พลันหายไปในทันทีเมื่อเขาไปจับหมอนแปลก ๆ ขนาดเท่าฝ่ามือที่ไม่คุ้นเคยจนเขาต้องหันกลับไปดูและก็รู้ว่าที่จับอยู่มันไม่ใช่หมอนแต่มันคือโฟโมสคัพ“D” ของ “เดียร์”สาวผมดำหยักศกรุนแรงในชุดเดิมสีดำที่นอนอย่างไร้ทางป้องกันตัว (ขอย้ำจริง ๆ ว่าไร้ทางป้องกันตัว)อยู่ข้าง ๆ เขา ซึ่งหลังจากที่หันไปเห็นประมาณ 3 วินาที ก็กระวีกระวาดถอยออกมาจนตกเตียงหัวฟาดพื้นพรมในทันที
ซึ่งเสียงโครมเมื่อครู่นี้ก็ปลุกสาวเจ้าขึ้นมาด้วยอาการงัวเงียขึ้นมาเช่นเดียวกัน
เธอหาววอดใหญ่ก่อนจะถามเทพขึ้นมา

“อารุณสะหวัด ~... คุณเทพนอนที่พื้นเหรอคะ ?”

“นอนที่เตียงนั่นล่ะ ตะ แต่ว่าทำไมเธอถึงมานอนที่เตียงได้น่ะ!!” เทพโวยวายกับสาวที่ทำหน้างัวเงียคนนั้นในทันที

      “ก็เตียงนอนมีไว้นอนนี่คะ” เดียร์พูดตอบเทพ ก่อนจะล้มตัวลงนอนอีกครั้งหนึ่ง

      “ทั้งที่เตียงนั้นมีผู้ชายที่พึ่งรู้จักกันแค่ 12 ชั่วโมงนอนอยู่เนี่ยนะ”

      เหมือนกับว่าประโยคพูดของเทพนั้น ปลุกเธอให้ลุกขึ้นมานั่งในทันที และสังเกตได้ว่าจากเดิมหน้าเธอยังชมพูเรื่อ ๆ แต่มันเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงระดับหนึ่งเธอก็ถามขึ้นมา

      “เทพ ... ตอนที่นอนอยู่ เทพทำอะไรเราหรือเปล่า ...”

      เทพถึงกับสะดุ้งเฮือกขึ้นมา เพราะว่าเขาปฏิเสธไม่ได้ว่าที่จับโฟรโมสเมื่อกี้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่เขาไม่ได้ตั้งใจเลย ก็เธอดันขึ้นมานอนบนเตียงที่เขาอยู่นี่หน่าจะบอกความจริงหรือโกหกไปดี หรือจะโวยกลับดี ตัวเลือกทั้งสี่นี้ก็เสี่ยงด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นด้วย

      เป็นคุณจะทำอย่างไร ?
[ ] “ตอนนอนอยู่เค้าเผลอไปจับโฟรโมสเธอเข้าน่ะ”
[ ] “ไม่มีทาง ... ด้วยเกียรติของสภานักเรียนเลยอ่ะ”
[ ] “ก็เธอผิดเองนี่หน่า ทำไมถึงขึ้นมาที่เตียงชั้นได้น่ะ”
[ ] (ไม่ตอบ)

แต่ไม่ว่าเลือกเส้นทางไหน เทพก็เห็นเงาข้างหลังเธอแยกออกเป็นสาย ๆ และฝนเข้ากลายเป็นคมเคียวเล็ก ๆ จำนวนมากออกมา บ่งบอกได้ว่า(ฉันเห็นฉากจบแล้วและฉากจบนั้นเป็น Bad Endingด้วย)

“คนบ้า !!!!!”

เสียงดังโครมครามดังขึ้นมาในห้องอพาร์ตเมนท์ของเธอจากการต่อสู้ย่อย ๆ ของเธอ ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับของห้องอื่นมีเพียงแค่กระแทกพื้น ผนัง เพดานกลับมาด้วยทำนองเดียวกันว่า “หนวกหู เงียบ ๆ หน่อย” ประมาณนั้น

จนกระทั่งเสียงโทรศัพท์มือถือของเขาดังขึ้นมา จึงมีโอกาสให้เขาขอเวลานอกลุกขึ้นไปรับโทรศัพท์ได้โดยที่หลังเขาโดนเคียวเล็ก ๆ 2-3 อันจิ้มคาอยู่อย่างนั้นเธอก็บินออกนอกประตูไปโดยไม่สนใจยัยดีอะไรเขาเลย ทำให้เทพได้ถอนหายใจออกมาในที่สุด

“ครับ ?” เขาพูดถามมา

แต่เสียงที่กลับมาคือเสียงตะโกนของหญิงสาวคนหนึ่ง

“เทพ !! นี่จะ 8 โมงแล้วนะ มาโรงเรียนซะด้วย!!”

เสียงนั้นคือเสียงของมินท์ เพื่อนร่วมชั้นและสมาชิกสภานักเรียนนั่นเอง

“เดี๋ยวสิ ก็โดนพักการเรียนอยู่นี่!” เขาพูดตอบทางโทรศัพท์

“ประธานก็บอกแล้วนี่ว่า นายไม่โดนพักการเรียนแล้วน่ะ และอีกอย่างหนึ่งนะ ประธานก็บอกให้นายไปที่สภานักเรียนวันนี้ จะได้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ที่นั่นด้วยน่ะ” ระหว่างนั้นรู้สึกเหมือนเธอจะโดนใครบางคนแซวจากปลายสายจนตะโกนออกมาว่า “แฟนที่ไหนกันล่ะ !!” และเธอก็พูดต่อทางโทรศัพท์ทันทีว่า “ทะ เท่านั้นล่ะ !!”
เทพมองโทรศัพท์มือถืออยู่ครู่หนึ่งและดึงเคียวที่หลังออกและเดินเข้าไปประกอบกิจวัตรประจำเตรียมพร้อมไปโรงเรียนอีกครั้งหนึ่ง

...........................................

เดียร์เหาะกลับมาอีกครั้งหนึ่งระหว่างทางที่เทพลงจากรถเมล์และวิ่งข้ามสะพานลอยไปโรงเรียนแต่ดูคราวนี้เธอจะหายโกรธแล้วและก็กลับมาเป็นแบบปกติคือ...

“ขอโทษค่ะ ตอนนั้นก็ลืมนึกไปว่าไม่ได้อยู่ที่บ้านแล้วน่ะค่ะ...”

“ ก็คงจะประมาณเดียวกันล่ะผมเองก็ไม่เคยมีใครมานอนที่ห้องเลยเหมือนกัน”เทพตอบเดียร์“เอาเป็นว่าจากนี้ไปผมจะไปนอนที่โซฟาก็แล้วกัน”...แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาจะไปสายแล้วนี่หน่า ก็เลยรีบเร่งฝีเท้าวิ่งข้ามสะพานลอยไปโดยมีเดียร์บินตามมาด้วย

“ว่าแต่เจ็บไหมคะนั่น...”

“ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันนะ แต่ว่าถ้าเทียบกับร่างเก่าเธอแล้ว เหมือนโดนแค่เข็มจิ้มยังไงก็ไม่รู้”

“แปลกมากเลยค่ะ ... ทั้งที่เคียวที่ใช้ก็ขนาดเดียวกันแท้ ๆ ...”

“ไม่ใช่หรอก...” เทพพูดขึ้นมา “ที่แปลกกว่าก็คือทั้งที่เธอสามารถโจมตีชั้นได้แถมทำห้องเป็นรูจำนวนมากขนาดนั้น แต่ทำไมเธอถึงทำอย่างอื่นไม่ได้แม้แต่กดรีโมตทีวีล่ะ”
เดียร์ถึงกับอึ้งขึ้นมาเพราะว่าเรื่องนี้แม้แต่เธอเองก็ไม่ทันได้สังเกต แต่เขากลับสังเกตเห็นแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อย (?) ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่นาที นอกจากเธอจะอึ้งที่ว่าเขาเก่งเทพขนาดนั้นแล้ว เธอก็อึ้งที่ว่าเขากลับคิดในเรื่องของเธอด้วยเสียอย่างนั้น ... หรือว่าจะ...

จนกระทั่งทั้งคู่เข้าประตูโรงเรียนและก็ได้เห็นกลุ่มนักเรียนกำลังนั่งอยู่ที่สวนหลังอาคารหอประชุมขนาดใหญ่ และมีนักเรียนชายผมตั้งตาตี่คาดผ้าโพกหัวลายเพลิงกับหูฟังสีน้ำเงิน รูปร่างผอมบางคนหนึ่งนั่งอยู่ที่ม้านั่งตรงหน้ากลุ่มนักเรียนราวกับเป็นลัทธิ ๆ หนึ่งและนักเรียนชายคนนั้นเป็นเจ้าลัทธิประมาณนั้น

“นั่นมันอะไรน่ะคะ ?” เดียร์ถามขึ้นมา

“ช่วงนี้ก็มีข่าวลือกันว่าเกิดลัทธิใหม่ที่เจ้าลัทธิมีพลังจิตที่สามารถทำนายอนาคตของชาวบ้านได้ประมาณนั้น” เทพตอบพลางเดินผ่านบริเวณนั้นไปโดยที่ไม่สนใจอะไร

“แบบนั้นก็สุดยอดไปเลยนี่คะ คุณเทพ” เดียร์พูดอย่างชื่นชมในลัทธิอันนั้น

“ไม่มีทางหรอกน่า มันจะมีจริงที่ไหนกันล่ะเรื่องแบบนั้น” เทพพูดขึ้นมาในทันที

“แต่เมื่อวานนี้ เทพก็เห็นพลังเหนือธรรมชาติอย่างฉัน หรือพลังสภานักเรียนแล้วนี่คะ”

เทพถึงกับชะงักไปกับคำพูดของเดียร์ มันก็จริงของเธอเหมือนกันเพราะเมื่อวานนี้เขาเองก็พึ่งถูกดาร์คเนส ตัวตนแห่งเงามืดที่คอยกัดกินจิตใจของมนุษย์เล่นงาน แล้วสภานักเรียนก็ไม่ใช่สภานักเรียนธรรมดาแต่ว่าสภานักเรียนของที่นี่มีหน้าที่ในการใช้พลังพิเศษกำจัดดาร์คเนส แถมดูท่าทางมีคนหนึ่งก็เป็นจอมเวทเสียด้วย ... การจะมีผู้ใช้พลังจิตหลุดมาซักคนสองคนก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอยู่แล้ว

“แต่ว่าเขาจะมีพลังจิตจริงหรือเปล่าเราก็ไม่รู้ มันก็มีบ่อยไม่ใช่เหรอที่มีการต้มตุ๋นกันด้วยการพยากรณ์อนาคตน่ะ ... ถ้าใช้ในมุมมองของตัวนักพลังจิตเองแล้ว ถ้ามีพลังจิตจริงล่ะก็ คงไม่เปิดเผยให้ตัวเองกลายเป็นจุดสนใจ...”

แต่ก่อนที่จะคิดอะไรเลยเถิดไปป่านนี้ เสียงเพลงโรงเรียนก็ดังขึ้นมาเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาเข้าแถวเคารพธงชาติเสียแล้ว ซึ่งลัทธินั้นก็แยกวงกันกลับไปเข้าแถวกันในทันที เทพจึงต้องเร่งฝีเท้าออกไปในทันทีเหลือเพียงแค่เดียร์เท่านั้นที่ยังคงยืนงงต่อไป

“ตกลงแล้วคนนั้นเขามีพลังจิตจริงหรือเปล่าคะเนี่ย”

......................................................

เขาเข้าแถวได้ทัน หลังจากที่ทำกิจกรรมหน้าเสาธงเสร็จแล้ว เขากับนักเรียนห้อง11ก็เดินแถวกันขึ้นอาคารเรียนเก่า ๆ ที่เรียกว่า “อาคารเรียนที่ 3” ซึ่งอยู่ใกล้กับประตูฝั่งโรงแรมซีเฟียเทลมากที่สุด
ช่วงเวลานี้ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 5-10 นาทีในการที่นักเรียนจะคุยสัพเพเหระกันก่อนที่อาจารย์จะเข้าห้องและเข้าสู่การเรียนการสอนของวันนี้

เขานั่งอยู่ที่หลังห้องริมหน้าต่าง แน่นอนว่ามันคือทำเลทองในการเรียนและหลับในคาบเรียน แม้จะไม่สะดวกในการโดดเรียนเท่าไหร่แต่เขาก็โดดเรียนอยู่เป็นประจำอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่นัก อันที่จริงทุกคนจะชินกับการที่ไม่มีเขาในห้องเรียนเสียมากกว่าเพราะเขาถูกพักการเรียนเป็นว่าเล่น แม้อันที่จริงเส้นสายที่มีของเขาก็สามารถทำให้เรียนต่อไปได้ แต่เขาก็ยอมหยุดเรียนไปเสียอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามต่อให้เขาไม่มาเรียน แต่ถ้ามีการบ้านเขาก็ทำ ถ้ามีงานกลุ่มเขาก็ทำ ถึงเวลาสอบเขาก็ได้คะแนนสูงจนบางครั้งก็ท๊อปไปเลยก็มี

แต่เพราะสิ่งที่เขาทำอยู่ในตอนนี้ จึงทำให้ไม่มีใครสนิทด้วยเท่าไหร่นัก

จะยกเว้นก็เพียงแค่ ...

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เทพ ~ เป็นไงมั่งเนี่ย”

ชายหนุ่มผมตั้งย้อมสีทองมาดนักเลง (แต่ถ้าเทียบกับเขาแล้วก็ดูเหมือนลูกกระจ๊อกขึ้นมาทันตา) เขาคนนี้ชื่อว่า เคน แม้ว่าไม่ว่ามองมุมไหนเขาก็เป็นชายไทย 100 % ที่ผิวค่อนข้างคล้ำ จมูกแบน รูปร่างเตี้ย แต่เขาก็ชอบให้เรียกชื่อเขาว่า “เคนจิ” เพราะชื่อนั้นเท่ดี จากการที่เขาพึ่งแบกกระเป๋ามาแปลว่าเขาพึ่งมาสายไม่ผิดแน่ แต่ก็ยังมาทันคาบโฮมรูมเสียอย่างนั้น

อันที่จริงถึงจะดูแปลกสำหรับเทพที่เพื่อนสนิทของเขากลับเป็นนักเลงหัวไม้ แต่เพราะเรื่องราวในอดีตจึงทำให้เขากับเคนจิเป็นเพื่อนกันได้ .... แต่สำหรับคนอื่น ๆ คงไม่แปลกเท่าไหร่ที่นักเลงสองคนจะเป็นเพื่อนกันแบบนี้

“เมาอะไรของแกอยู่เนี่ย เมื่อวานชั้นก็นั่งข้าง ๆ แกไม่ใช่เหรอ ?”

“ก็นึกว่าแกจะโดนพักการเรียนอีกแล้ว ก็เลยไม่ได้คิดว่าจะมาอีกวันนี้น่ะสิ”

เคนจิก็หัวเราะออกมากวนเทพ ซึ่งคน ๆ นี้ นิยมกวนส้นเท้าชาวบ้านเป็นปกติ อันที่จริงความกวนส้นเท้าของเขานั้นสร้างปัญหาให้เจ้าตัวมาหลายต่อหลายครั้งแล้วด้วยซ้ำ แถมบางทีเทพก็ซวยไปกับเขาด้วยก็มี ... แต่จริง ๆ แล้วเพราะความกวนส้นเท้าของเคนจินั่นล่ะที่ทำให้เทพกับเขาสนิทกันได้

ส่วนอย่างไรคงต้องเอาไว้ทีหลัง...เพราะมีเด็กหญิงผมสีดำรวบหางม้าในชุดเครื่องแบบโรงเรียนยืนอยู่ข้างหน้าเขา ซึ่งนักเรียนห้อง 11 คงคิดว่าเป็นรุ่นน้องมัธยมต้นเป็นแน่ถ้าไม่ใช่ว่าเรียนกับเธอคนนี้มาอย่างน้อย 3 เดือนมาแล้วนับตั้งแต่เปิดเทอมมานี้

“หลงห้องมาหรือเปล่าน้อง ชั้น ม.ต้นอยู่ที่ตึก 10 นะ”

มินท์ที่ถูกเคนจิเรียกว่า รุ่นน้องมัธยมต้น ก็เอาชีทงานของเธอฟาดใส่ทันที

“คราวนี้อะไรอีกล่ะ หรือจะกลับคำ ?” เทพถามขึ้นมา

“ไม่ใช่... จะมาบอกเธอว่าเที่ยงนี้รออยู่ด้วย อย่าคิดจะโดดเรียนเด็ดขาดล่ะ”

เธอพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังกับเขาก่อนที่จะเดินกลับไปที่โต๊ะของเธอที่อยู่บริเวณหน้าห้อง ส่วนคนที่อยู่บริเวณนั้น (ส่วนใหญ่จะพวกผู้ชาย) ได้ยินในบริเวณนั้นก็สบโอกาสล้อเทพในทันทีถึงแม้ว่าความคิดนี้จะไม่เข้าท่าก็ตาม ... ส่วนใหญ่ก็ล้อประมาณว่า “คบกันแล้วเหรอวะเนี่ย” “สุดยอดไปเลยว่ะ” “ทำไมต้องคบกับยัยนั่นด้วยเนี่ย” “คิดอย่างไรถึงเลือกยัยเปี๊ยกนั่นเนี่ย” ซึ่งเทพที่โดนล้อไปเต็ม ๆ เริ่มหงุดหงิดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งเคนจิก็ล้อขึ้นมา

“นักเลงกับสภานักเรียนงั้นเหรอเนี่ย ไม่ค่อยจะเข้ากันเท่าไหร่มั้ง~”

และเส้นในหัวของเทพขาดผึง รางวัลที่1 ตกที่เคนจิพอดี เขาลุกขึ้นมาและจับล็อกคอด้วยความรวดเร็วและรุนแรงขนาดที่เคนจิถึงกับดิ้นพล่าน พร้อมกับเสียงตะโกนของเขาว่า “จะล้อกันเนี่ย ดูก่อนไหมว่าล้อเล่นกับใคร” ซึ่งเคนจิถึงกับเอามือตบแขนขวาเทพส่งสัญญาณพร้อมตะโกนบอกด้วยเสียงติด ๆ ขัด ๆ ว่า “รู้แล้วว ๆ ตะ แต่ทำไม ... ตูถึง...โดนฝ่ายเดียวล่ะฟะ!!” ก่อนที่แขนเขาจะตกลงไปสลบเหมือดคาอกของเทพ ....เขาปล่อยเคนจิให้มานอนฟุบกับโต๊ะ ก่อนจะเหลือบมองด้วยสายตาอาฆาตกับเด็กหลังห้องคนอื่น ๆ ซึ่งคนเหล่านั้นก็สงบเสงี่ยมเกรงกลัวลงไปในทันที

...แต่ที่ผิดคาดอยู่ที่ว่า มินท์ที่บอกกับเขาเมื่อกี้นี้กลับหายตัวไปในทันที ถ้าเป็นปกติเธอคงแยกเขากับเคนจิออกจากกันไปแล้วไม่ใช่หรือ ...

ซึ่งเขาไม่ต้องห่วงอะไรมากมาย เพราะ “อ. จูดี้”อาจารย์หญิงสาวชาวตะวันตกผมทอง นัยน์ตาสีน้ำเงินใต้กรอบแว่น ดูแล้วสมเป็นอาจารย์ประจำชั้นของห้อง 11 ก็เข้ามาและวางหนังสือเรียนไว้ที่โต๊ะอาจารย์หน้าห้องและหลังจากนั้นมินท์ก็เดินเข้าห้องตามมาอีกคนหนึ่ง

อ.จูดี้พูดขึ้นมาด้วยภาษาไทร์นปนกับภาษาบริทเทียน(ภาษาบ้านเกิดของอาจารย์)อันเป็นเอกลักษณ์ของเธอ

“อาวลา Everyone , Me จะเริ่ม Homeroom Class ลานาคะ”

และชั่วโมงเรียนก็เริ่มขึ้น ....

……………………………………………….

หลังจากคาบโฮมรูม 9.30 น ผ่านไป 3 คาบเรียน (คาบละ 50 นาที)ตอนนี้ก็เวลาเที่ยงตรงพอดี

ในที่สุดก็ถึงเวลาพักกลางวัน เคนจิก็ยังหลับอยู่โต๊ะของเขาแต่เพราะคาบวิชาสังคมต่างหากถึงให้ผลเหมือนกับโดนล็อกคอเช่นนั้น นักเรียนคนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ ก็เดินออกจากห้องไปหาอาหารเที่ยงทานที่โรงอาหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เทพที่คาบที่ผ่าน ๆ มา ก็ได้แต่นั่งฟังไปงั้น แต่จริง ๆ นับใบต้นสนที่อยู่บนต้นเล่นอยู่ด้วยอาการเซ็ง ๆ ก็ถีบตัวออกมาพร้อมกับเก้าอี้จะเดินออกประตูไปหาอะไรทานบ้างเช่นกัน

แต่ทว่าจังหวะที่เขาจะก้าวไปนั้นเอง หลังคอเสื้อก็ถูกดึงลงมา แม้จะเดินไม่สะดวกเท่าไหร่แต่ก็ทำให้เขาหันกลับไปมองมินท์ที่เป็นคนดึงนั้นได้ในที่สุด

“ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าให้รอกันน่ะ…”

“ก็คงประมาณนั้นมั้ง ....แต่นี่มันตอนเที่ยงแล้วนี่ จะไปกินข้าวน่า” เทพพูดก่อนจะก้าวเดินไป และลากมินท์ต่อไปอีกเมตรสองเมตร

“เอาไปรองท้องก่อนเลย” มินท์หยิบซองขนมปังถั่วแดงใส่ปากของเทพคาบเอาไว้ ก่อนเจ้าตัวจะเดินนำหน้าลงบันไดพลางหยิบขนมปังถั่วแดงของเธอออกมาฉีกซองออกมากิน เทพหยิบขนมปังถั่วแดงทั้งซองออกจากปาก แล้วมองเธอคนนั้นก่อนจะถอนหายใจแล้วเดินลงบันไดตามไปในทันที

เทพถามขึ้นมา พลางฉีกซองขนมปังมากินบ้าง “ถามจริงเถอะ ... ผมมันสำคัญมากขนาดนั้นเลยเหรอไง ถึงได้ตามตัวไปที่สภานักเรียนน่ะ ...และก็บอกแล้วใช่ไหมว่าถ้าไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับดาร์คเนสน่ะ ผมไม่ยุ่งด้วยน่ะ”

“จะว่าเกี่ยวก็คงจะเกี่ยวล่ะมั้ง ... ” มินท์กัดขนมปังคำหนึ่ง ขณะเดินลงมาถึงลานด้านหน้าและกำลังเดินตัดสนามบาสคอนกรีตไป “ถ้าเกิดไม่พานายไปแนะนำตัวที่สภาล่ะก็ เวลาทำงานก็คงทำงานกันลำบากล่ะนะ ถึงคนทำหน้าที่ไล่ล่าดาร์คเนสจะมีอยู่ไม่กี่คนก็เถอะ...”

“ไม่ใช่แค่นั้นเหรอ ?”

มินท์กลืนขนมปังคำสุดท้ายและพูดขึ้นเสียงขึ้นมาทันที “บ้าสิ! นี่เราทำสงครามกับดาร์คเนสนะ นายคิดเหรอว่าคน 4 คนจะรับมือกับดาร์คเนสแบบนั้นได้น่ะ กลุ่มกำจัดดาร์คเนส ถ้าไม่นับเอม ลูน่า กับประธานแล้ว หน่วยสารวัตรนักเรียนกว่า 10 คน ก็เป็นผู้มีพลังพิเศษกันทั้งนั้นล่ะ”

“แต่ตอน The Death ก็เห็นมีกัน 4 คนไม่ใช่เหรอ ?” เทพทานคำสุดท้ายหมด

“จะหวังอะไรกับพวกนั้นกันล่ะ พวกนั้นไม่เตะบอล ก็เล่นบาส เลิกเรียนก็ไปเที่ยวห้าง ที่จะทำงานจริง ๆ ก็มีอยู่ไม่กี่คน แถมบางคนมันก็แปรปรวนตามสภาพอากาศอีกต่างหาก โว้ย!!”

(มิน่าล่ะ เด็กเกเรมันถึงได้เยอะแบบนั้น)

ตอนนี้กลายเป็นบทนินทาของมินท์ที่มีต่อลูกน้องในสังกัดของตัวเอง ซึ่งเทพไม่ได้ใส่ใจอะไรเท่าไหร่นัก จนกระทั่งทั้งสองคนมาถึงอาคาร 5 อาคาร 4 ชั้นมุงหลังคาสีแดง ที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ กับอาคาร 10 ซึ่งอาคาร 5 นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งของห้องเรียนชั้น ม. 5 แล้ว ยังเป็นสถานที่ตั้งของห้องผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ห้องวิชาการ ห้องพยาบาล รวมถึงหอเกียรติยศที่รวบรวมรางวัลของเด็กนักเรียนที่ทำชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนอีกด้วย
ห้องของสภานักเรียนก็อยู่ที่ชั้นล่างสุดซึ่งทางขวามือมีทางเชื่อมไปหลังอาคาร 10 ที่เป็นสถานที่เรียนกีฬาปิงปอง และสวนหย่อมเล็ก ๆ หลังตึกนั้นก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักเรียนนิยมมานั่งในเวลาพักเช่นนี้สภานักเรียนจึงค่อนข้างที่จะร่มรื่นพอสมควรเลยทีเดียว

ตอนนี้ทั้งคู่ยืนอยู่หน้าประตูกระจกสีชา ก่อนที่มินท์จะเปิดประตูเข้าไป ภายในคล้าย ๆ กับห้องพักครูที่มีโต๊ะทำงานวางอยู่ 5 ตัวข้างใน บางตัวก็มีคอมพิวเตอร์วางไว้ด้วย ชั้นหนังสือที่วางเรียงอยู่ทางซ้ายมือของประตู เพียงแต่ว่าบรรยากาศกลับแตกต่างกันออกไป เพราะมีเบาะโซฟาและโต๊ะรับแขก วางเด่นอยู่ด้านขวา เครื่องครัวที่วางอยู่มุมห้อง และของหลาย ๆ อย่างที่วางเล่น ๆ ไว้ไม่เหมือนกับห้องพักครู
จนจะเรียกว่าชมรมก็คงไม่ผิดอะไร

ในห้องนอกจากจะได้เห็น ประธานนักเรียนกับเอมอยู่ในห้องสภานักเรียนแล้วก็ยังมีสมาชิกทั้งหญิงชายอยู่ในห้องอยู่จำนวนหนึ่งซึ่งบางคนเขาก็คุ้นหน้าเพราะเคยซัดหน้ามาก่อน หรือเคยโดนลากมาที่สภานักเรียนมาก่อน

.... และเมื่อโจทก์เก่าอย่างเทพเดินเข้ามา ก็เปลี่ยนบรรยากาศจากที่สดใสกลายเป็นบรรยากาศมาคุในทันที และได้ยินเสียงจากคนอื่น ๆ มาว่า(หมอนั่นอีกแล้วเหรอ ?) (มาทำไมกัน ?) (ก่อเรื่องอีกแล้วสินะ เมื่อวานก็ทีนึงแล้วนี่หน่า)

และไม่มีใครได้ทันตั้งตัว ประธานนักเรียนก็ลุกขึ้นและพูดขึ้นมา

“นี่คือเทพฤทธิ์ และจากวันนี้ไปเขาจะเป็นหนึ่งในสารวัตรนักเรียน ก็ขอให้สนิทกันไว้ด้วยล่ะ”

คนอื่นในสภาอุทานขึ้นมาหลังจากที่ประธานนักเรียนพูดจบ ... มันคงเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่ออยู่แล้วที่จะให้นักเรียนที่มีปัญหามากที่สุดในโรงเรียนมาเข้ากับหน่วยงานที่คอยดูแลกฏระเบียบของโรงเรียนอย่างสภานักเรียนเช่นนี้ และแน่นอนว่าเทพเองก็พอจะเดาได้ว่าทุกคนจะคิดอย่างไร เขาจึงไม่อยากจะมาที่สภานักเรียนเมื่อพักเที่ยงเมี่อกี้นี้

“แล้วทำไมคนนั้นถึงมาเป็นสารวัตรนักเรียนได้ล่ะ !!”สมาชิกคนหนึ่งพูดถามขึ้นมา

“ก็คน ๆ นี้มีความจำเป็นต่อสภานักเรียนของเราน่ะสิ” ประธานตอบสมาชิกคนนั้น

เห็นได้ชัดเลยว่า คนหนึ่งมองเทพด้วยความระแวง อีกคนหนึ่งก็หันมาคุยกับอีกคนหนึ่ง ถึงแม้ประธานจะพูดอย่างไรก็ตามแต่ก็ไม่มีใครอยากจะยอมรับเทพเลยแม้แต่คนเดียว ทางฝั่งเทพที่อดทนกับบรรยากาศนี้มาเกินพอ ก็พูดขึ้นมาเสียงดัง

“พอได้แล้ว ! น่าขำกันจริง ๆ เลยให้ตายสิเจ้าพวกนี้…”

ทุกคนถึงกับหันมามองทางเทพขึ้นมาในทันที คำพูดของเขาไม่ว่าใครมาฟังก็เหมือนหาเรื่องกับสภานักเรียนแน่นอนอยู่แล้ว ทั้งมินท์ เอม และ ประธานอึ้งไปกับเทพคนนี้ที่จู่ ๆ ก็หาเรื่องขึ้นมาแบบนั้น แต่คนอื่นที่ฟังก็โมโหขึ้นมาในทันที

เทพถามขึ้นมา“อยากถามกันจากใจจริงนะ ว่าพวกนายทำงานกันยังไงกันแน่ พวกนักเลงถึงยังเต็มโรงเรียนแบบนั้นน่ะ”

“ที่พูดเนี่ยส่องดูตัวเองบ้างหรือเปล่า พูดอย่างกะว่าตัวเองไม่ใช่นักเลงเลยนะ” คนคนหนึ่งพูดกับเขา

“โทษทีว่ะ ความต่างของผมกับนักเลงพวกนั้น เยอะมากจนนับไม่ไหว .... เอาเป็นว่าไม่กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นพนัน ไม่บ้าผู้หญิง ไม่ขูดรีด ไม่กลั่นแกล้ง ก็แล้วกัน”

มันก็จริงอย่างที่เขาพูด เพราะเขาไม่เคยทำเรื่องพรรณนั้นเลยแม้แต่เรื่องเดียว ส่วนใหญ่ที่โดนลากตัวมาที่นี่ก็เพราะเรื่องต่อยตีเพียงเท่านั้น หรือที่ซวยกว่าก็คือโดนจับไปพร้อมกับ เคนจิ เพื่อนเขา ... แต่ถึงอย่างนั้นคนอื่นในสภาก็ยังคงไม่สนใจสรรพคุณของเขา

สภาคนหนึ่งพูดกับเขาอีกครั้ง “แต่ว่านายก็ต่อยตีกับคนอื่นนี่หน่า ... ”

“ใช่ ๆ ๆ แบบนั้นไม่ต่างกับนักเลงคนอื่นหรอกนะ”

“นายคิดจะทำตัวเป็นศาลเตี้ยหรือไง ?”

เมื่อฟังถึงตรงนี้ เทพก็พูดตอบสภานักเรียนคนนั้นขึ้น

“แล้วสภานักเรียนที่เป็นศาลสูงสุดของโรงเรียนน่ะ ปล่อยให้พวกนักเลงยังเหลืออยู่ให้ศาลเตี้ยคอยเก็บกวาดอย่างนั้นเหรอ?”ซึ่งทุกคนถึงกับอึ้งไปกับคำพูดของเขาไปในทันที เช่นเดียวกันกับมินท์เอม และประธาน ซึ่งเขาก็ยังคงพูดต่อไป “รู้สึกว่าสภานักเรียนมีประมาณ 20 -30 กว่าคนสินะ แต่รู้สึกว่าคนจะเหลือไม่ถึงครึ่งเลยนี่หน่า (คนหนึ่งจะพูดแทรกว่า บางส่วนออกไปเดินตรวจเวร)...ถึงจะบอกว่าเวรก็เถอะ แต่รู้สึกบางคนก็ออกเวรกับทีมบาส ทีมบอลนี่หน่า แถมบางคนก็ออกเวรไปร้านเกมในห้างด้วยสิ แถมออกเวรกันสนุกสนานด้วยสิ ...”

“ตกลงนี่แกมาหาเรื่องกันใช่ไหมวะ !!” นักเรียนชายคนหนึ่งตะโกนกลับมาหาเทพด้วยความกราดเกรี้ยว

แต่ก่อนที่บรรยากาศจะเลวร้ายลงไปมากกว่านี้ จู่ ๆ ก็มีเด็กนักเรียนหญิงผมบ๊อบสวมแว่นคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ ... เธอพูดขึ้นมาว่า

“ขออนุญาตค่ะ จะมาปรึกษาปัญหาน่ะค่ะ”

===========================================

Comment Away ~

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 22 ม.ค.54 เวลา 20:27:06 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ