Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ภาค 4 ตอนจบ ตอนที่ 28 ลาก่อนมาร์ช ทอย-เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ตอนที่ 28 ลาก่อนมาร์ช ทอย-เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม

"กรี๊ด..."

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องที่ดังลั่นไปทั่วหอคอยสีแดงเพลิงในยามนี้กลับมีคนเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มออกมา-เป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับจะรับรู้อะไร

...เป็นอาร์เชอะ

"ไม่ต้องตกใจไปหรอก..."

อาร์เชอะที่ยิ้มพลางกล่าวออกมาอย่างมั่นใจทำเอาทุกคนต้องหันมามองยังเทพธิดาผู้มีปีกเดียวที่งดงามยิ่งกว่าดวงจันทร์บนท้องนภา-เธอที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังภาพของฝ่ามือเซบัสที่พุ่งทะยานไปยังหน้าอกของจูนยังส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างชัดเจนว่า

"...เซบัสไม่คิดที่จะทำร้ายจูนหรอกน่ะ"

"กรี๊ด..."

"หมับ...บ"

ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของจูนที่ดังลั่นด้วยความตกใจ...ฝ่ามือของเซบัสที่พุ่งตรงไปยังหัวใจของหญิงสาวกลับแทนที่จะแทงทะลุยังหน้าอกหรือหัวใจของเธอเข้าไป-เขากลับเปลี่ยนเป็นคว้าจับยังสร้อยคอสีแดงเพลิงที่สวมใส่อยู่คอของจูนแทนแล้วกระชากมันออกมาอย่างสุดแรงแทน

"เปรี้ยง..."

ท่ามกลางเสียงของสายสร้อยที่ขาดออกด้วยพลังขององค์เทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ถึงกับเกิดยังกระแสของพลังที่ระเบิดออกมาราวกับเปลวไฟสีงแดงทีร้อนแรงกล้าจนสามารถเผาผลาญโลกกระแทกยังร่างของจูนที่ลอยอยู่กลางอากาศให้ต้องกระเด็นออกไปทันที

"ท่านจูน..."

เฟสที่ไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าไปรับยังร่างของจูนเอาไว้อย่างรวดเร็วก่อนที่ร่างของหญิงสาวจะล่วงหล่นลงไปยังพื้นดิน-แม่แมวป่าสาวที่ไม่รอช้ารีบใช้ยังประกายตาสีฟ้าครามที่ไม่พอใจจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่ยืนอยู่ ณ เบื้องหน้าทันที...

...ยังองค์ราชันย์แห่งแดนสรวงผู้แสนชั่วร้ายยิ่งที่ทำร้ายยังผู้ที่เธอรักและเคารพยิ่งนี้

"..."

แต่เซบัสที่ยืนนิ่งเงียบกางปีกแสงสีแดงเพลิงอยู่กลางนภากาศถึงกับเหม่อมองดูยังสร้อยคอสีแดงเพลิงของจูนที่กระชากออกมาในมืออย่างรับรู้ถึงความจริงที่ปรากฏขึ้นมาแล้ว ณ ยามนี้-เขาถึงกับยิ้มออกมาเล็กน้อยอย่างไร้สรรพเสียงใดๆ...

เป็นรอยยิ้มที่เงียบงั้น...

เป็นรอยยิ้มที่เศร้าหมอง...

...แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่งดงามสง่าเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังยิ่งของราชาและเทวะ

"อา..."

แต่ผู้ที่ส่งเสียงออกมาทำลายยังความเงียบในยามนี้กลับเป็นท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ย-ด้วยพลังที่ได้รับมอบมาของท่านกลับทำให้ทราบถึงความคิดเซบัสที่ไม่ต้องการจะกล่าวออกมาในยามนี้...ท่านที่ถึงกับจ้องมองไปยังสร้อยที่งดงามและสวยยิ่งสีแดงเพลิงในมือของเซบัสพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างลืมตัวด้วยความตกตะลึงว่า

"...จิตแห่งเทวะ"

"หา..."

"เอ๋ะ..."

"บ้าน่า..."

"จริงหรือค่ะ..."

ทุกคนที่ได้ยินยังคำกล่าวของท่านผู้เฒ่าตลอดจนโซฟีเน่ที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้สลับยังสร้อยเพชรสีแดงเพลิงในมือของเซบัสเป็นสายตาเดียว เพราะสิ่งที่ปรากฏอยู่ในสายตาของทุกผู้คนในยามนี้กลับเป็นสิ่งที่สูงค่ายิ่งและทรงพลังอันมากมายมหาศาลยิ่ง...

จิตแห่งเทวะ...

...จิตแห่งเทวะคือพระศพของพระเจ้าและกุญแจแห่งวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปรยังโลกในนี้เมื่อ 50 ปีก่อน

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่สายตาของทุกคนในยามนี้ทั้งโซฟีเน่ เซเรส แอร์โร์ โดโรธี เจนนี่ โซฟาน เรย์ร่า อาธีน่า มินะ มินา อานิต้า ฟรีเนเซีย ยูอัน ไทกะ โลอี้ จาริโค้ ซิลเวอร์ โพอิกัส ฟ็อก์ซ เมียร่า ฟอการิต้า กาบ้า แบรี่ ทาญา วอรัส พอลลาร์ หลี่เชากุ้ย ฟ็อก์ซวัน ทู ทรี ซีโร่ คูเปอร์ ไรบ้า เซที บาเรบี้ อี้โล้ บัพฟา คองก้า เนโร ไบบาเรดกับพวกเฟส ดีส มีมี่ บีบีได้เห็นถึงจิตเทวะอันสูงส่งและแท้จริงอย่างไม่เชื่อยังสายตาของทุกผู้คน

จิตแห่งเทวะที่ทุกคนเคยต่างพากันค้นหาและต้องการครองครอบ...

...ได้มทาปรากฏอยู่ตรงหน้าสายตาแล้ว

เป็นเทวาเหนือเทวะ-เป็นราชาเหนือราชันย์...คือคำกล่าวอ้างถึงเหล่าเทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง 7 ที่สามารถครอบครองยังจิตแห่งเทวะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยามนี้

"บ้าที่สุด..."

ฟ็อก์ซที่จ้องมองไปยังเพชรประกายสีแดงเพรชที่งดงามที่เบื้องหน้าถึงกับเผลอต้องน้ำตาซึ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว-ในที่สุดสิ่งที่เขาเคยหวังมาตลอดชีวิตก็ได้พบแล้ว...

กับการเดินทางที่แสนยาวนานมากว่าครึ่งชีวิตได้ประสบกับความจริงแล้วในวันนี้อย่างที่ไม่มีความคลางแคลงสงสัยใดๆอีก เพราะถึงจะไม่ชอบหน้าของตาเฒ่าหลี่ก็เถอะ...แต่สิ่งที่ท่านผู้เฒ่าผู้รอบพูดออกมา-มันไม่มีทางหลอกลวงยังผู้คนอย่างเด็ดขาด...

...มันคือความจริงที่เป็นสัจนิรันดร์ประกานหนึ่ง

เขาที่ยิ้มออกมาถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างเบาๆอีกว่า

"...บ้าจริงๆเลย-ทำไมถึงมาพบในยามนี้"

"ใช่บ้าจริงๆเลย..."

เมียร่าที่กวาดสายตาจ้องมองมายังฟ็อก์ซด้วยความรักยิ่งถึงกับยิ้มออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

"...เป็นผู้ชายเสียเปล่า...กลับร้องไห้ออกมาได้"

แล้วพลางเงยหน้ากลับขึ้นไปมองยังเพชรสีแดงที่งดงามหรือจิตแห่งเทวะที่เบื้องหน้าอีกครั้งราวกับพยายามที่จะกันยั้งยังหยาดน้ำตามิให้ไหลออกมาเช่นเดียวกัน...พวกฟ็อก์ซวัน ทู ทรี ซีโร่หรือแม้แต่ฟอการิต้าในยามนี้ที่เห็นยังท่าทีของฟ็อก์ซกับเมียร่าถึงกับยิ้มออกมาอย่างมีความสุขไม่จำเป็นที่ต้องกล่าวอะไรออกมาอีกเลย

"..."

"ปล่อย...ฉันไม่เป็นอะไร..."

จูนที่ผลักยังร่างของเฟสให้ถอยออกไปพร้อมทั้งลุกขึ้นจับมองไปยังเซบัสที่กำลังกุมยังสร้อยเพชรสีแดงเพลิงที่พ่อเธอมอบให้ในวันที่ท่านต้องจากไปพลางส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างดังลั่นว่า

"...พูดอะไรบ้าๆ..."

เธอที่พุ่งร่างเข้าไปหมายที่จะคว้ายังสร้อยคอให้มืองของเซบัสพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นว่า

"...คืนมาน่ะ...นั่นเป็นของดูต่างหน้าของท่านพ่อ-ไม่ใช่จิตแห่งเทวะอย่างที่นายเข้าใจ"

"ควับ..."

แต่เซบัสกลับถอยร่างหลบออกไปยังด้านหลังไม่ยอมให้จูนสามารถสัมผัสยังสร้อยสีแดงในมือไว้ได้-เขาที่ใช้ยังประกายตาสีเขียวมรกตจับจ้องมองไปยังหญิงสาวที่เบื้องหน้าแล้วสงสัยกล่าวออกไปอย่างชัดเจนว่า

"...นี่คือจิตแห่งเทวะอย่างแน่นอน"

"หา..."

ท่ามกลางเสียงร้องของทุกคนด้วยความตกใจยิ่งและรอคอยยังคำกล่าวต่อไป...จูนที่จ้องมองไปยังเซบัสด้วยแววตาที่ไม่พอใจที่อีกฝ่ายยังไม่ยอมคืนยังสร้อยเพชรที่ดูต่างหน้าพ่อของเธอคืนมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"พูดอะไรบ้าๆ...เพชรที่ฉันได้มาจากพ่อของฉันไม่มีทางเป็นจิตแห่งเทวะอย่างแน่นอน..."

เพราะจิตแห่งเทวะหรือกุญแจแห่งวิวัฒนาการที่พระเจ้าได้มอบมากให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งมวลนั้นได้ผสานเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตและวิญญาณผู้คนบนโลกใบนี้ไปจนหมดสิ้นแล้ว-ยกเว้นแต่เพียงผู้คนเพียง 7 คนเท่านั้น...

...องค์เจ็ดเทวะราชันย์-ผู้ที่สามารถครอบครองยังพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของจิตแห่งเทวะนี้

จูนที่ไม่รอช้ารีบส่งเสียงกล่าวออกไปด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งว่า

"...จิตแห่งเทวะจะมาอยู่กับพ่อของเธอได้ยังไงกัน-ท่านเป็นเพียงคนธรรมดาเท่านั้น"

...ไม่ใช่องค์เทวะราชันย์

"ไม่หรอก...นี่คือเทวะแห่งเทวะแน่นอนอย่างมิต้องสงสัย..."

เซบัสที่จ้องมองไปยังจูนด้วยประกายตาสีเขียวมรกตที่เห็นซึ่งถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ณ เบื้องหน้าแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างชัดเจนด้วยความมันใจว่า

"...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"

"หา..."

"เอ๋ะ..."

"หือ..."

ทำเอาทุกคนที่นิ่งเงียบได้ยินยังคำกล่าวของเซบัสอยู่ในยามนี้ถึงกับต้องตกใจไปตามๆกัน-ยิ่งฟังยิ่งไม่เข้าใจถึงสิ่งที่เขากล่าวออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังจูนเป็นสายตาเดียว เพราะหากสิ่งที่เซบัสกล่าวออกมาเป็นความจริงแล้วละก้อ...

จูนคือ...

ผู้นำแห่งกองทัพกบฏที่ยิ่งใหญ่คือ...

...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามอย่างงั้นหรือ

...ผู้นำกองทัพกบฏกลับนำทัพต่อสู้กับตนเองอย่างงั้นหรือ

"โอ๊ย..."

โดโรธีที่นิ่งเงียบมาตั้งนานถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลันด้วยความไม่เข้าใจพลางจ้องมองไปยังจูน-มองไปยังเซบัสกับสิ่งทีเขากล่าวออกมาถึงร้องออกมาว่า

"...ไม่เข้าใจแล้ว"

"จูนกับเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามเป็นคนเดียวกัน"

มินะที่สับสนไม่แพ้พี่สาวของเธอและโดโรธีถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอีกคน...มินาก็ขมวดคิ้วด้วยความหนักใจถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"เป็นไปไม่ได้...เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

ร้อยไม่เชื่อ-พันไม่เชื่อ...เธอไม่มีทางเชื่ออย่างเด็ดขาดว่า”จูนจะคือเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม”อย่างที่เซบัสกล่าวออกมา...

...แต่คนที่กล่าวออกมากลับเป็นยังเซบัสที่น่าเชื่อได้ที่สุดไม่ใช่หรือ

"พูดอะไรบ้าๆ..."

เฟสที่ก้าวเดินออกมาขว้างยังเบื้องหน้าของจูนอย่างไว้พร้อมทั้งตวัดยังดาบออกมาเพื่อปกป้องยังนายและผู้ที่เธอเคารพที่สุดถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

"...ท่านจูนไม่มีทางเป็นเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามอย่างเด็ดขาด"

"ใช่...อย่างมาใส่ร้ายกันน่ะ"

ดีสที่ไม่พอใจยังเหล่าเทวะราชันย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมมีมีที่พยักหน้าออกมาอย่างเห็นด้วย...แต่เซบัสที่จ้องมองไปยังจูนกลับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า

"ไม่ผิดหรอก...เธอคือเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"

"หือ..."

เฟส ดีสถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจพร้อมทั้งตวัดยังอาวุธเตรียมที่จะลงมือกับเซบัส-แม้จะเป็นยังองค์เทวะราชันย์ก็ตามมา...แต่จูนกลับขว้างมือห้ามยังพวกของจูนไว้พร้อมทั้งก้าวออกมาอย่างด้านหน้า-ประกายตาสีแดงเพลิงของเธอที่จับจ้องมองไปยังเซบัสด้วยแววแห่งความไม่พอใจพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนยิ่งว่า

"ฉันไม่ใช่เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม..."

เธอยิ้มออกมาอย่างมั่นใจพร้อมทั้งกล่าวออกไปอีกว่า

"...แต่คือเลิฟเวอร์ จูน-ผู้นำกองทัพกบฏที่เป็นคนฆ่าเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามมาร์ช ทอยต่างหากล่ะ"

"อืมม์..."

ท่ามกลางเฟส ดีส มีมี่และบีบีที่พยักหน้าตอบรับออกมาอย่างเห็นด้วย เพราะภาพของจูนที่ฆ่ายังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่ร่างลุกเป็นไฟดับสูญไป...

...เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นกับตา

"ไม่หรอก..."

เซบัสที่ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาพลางจ้องมองไปยังจูนด้วยแววตาที่อารีและเห็นในยังอีกฝ่ายพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"...มาร์ช ทอยยังไม่ตายหรอก"

"หาว่าอะไรน่ะ..."

จูนส่งเสียงร้องออกไปอย่างดังลั่นท่มกลางสายตาของทุกคนยกเว้นอาร์เชอะที่งงๆ-แต่หญิงสาวที่มั่นใจว่า"ดาบของเธอสามารถแทงและพิฆาตยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามได้จริงๆ"กลับส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

"...ไม่มีทาง...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามจะต้องตายอย่างแน่นอน..."

เธอที่กำหมัดแน่นพร้อมทั้งก้าวเดินออกไปยังเบื้องหน้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างเชื่อมั่นจนสุดหัวใจว่า

"...เพราะฉันเป็นคนฆ่ามันกันมือเอง"

ไม่มีอะไรที่เธอจะมั่นใจไปกว่านี้อีกแล้ว...

มันเป็นความจริง...

มันเป็นความจริง...

จูนบอกกับหัวใจและวิญญาณของเธอด้วยจิตใจที่สั่นไหวกับกับปลายของประกายเปลวไฟ...เช่นนั้น

"งั้นแล้วมาร์ช ทอยคนนี้เป็นใครกันล่ะ"

เซบัสที่กล่าวอกมาพร้อมทั้งสลายยังปีกแสงสีแดงเพลงที่งดงามพร้อมทั้งหลีกทางให้สายตาของทุกคนได้จับจ้องมองไปยังด้านหลังของเขา...

...

ทุกคนที่เห็นยังภาพที่ปรากฏ ณ เบื้องหน้าราวกับประกายแสงสีแดงของเพลิงเปลวที่สาดกระทบยังสายตาถึงกับนิ่งเงียบลงไปในพริบตาราวกับถูกยังสิ่งที่มองเห็นสะกดออกไว้ชั่วระยะเวลาที่ประกายไฟสงบนิ่ง...
ภาพของรถเข็นเก่าๆคันหนึ่งที่แสนจะธรรมดามียังประกายสีแดงเพลิงที่ถูกจอดนิ่งสนิท...

...แต่ร่างผู้ที่นั่งอยู่กลับเป็น

ชายหนุ่มที่มีใบหน้าหล่อเหล่ากับประกายของเพลิงสุริยะ มีเส้นผมสีแดงอันอ่อนโยนส่งประกายรับกับดวงตาสีแดงเพลิงที่เหม่อลอยจ้องมองไปยังท้องนภาอย่างไร้จุดหมายใดๆ รับกับจมูกที่โด่งเป็นสันและริมฝีปากที่คล้ายยิ้มคล้ายนิ่งเฉยไร้ยังความรู้สึกใดๆราวกับสูญเสียยังสิ่งที่สำคัญไป...

สวมใส่ยังอาภรณ์ที่เป็นเสื้อเชิ้ตสีแดงบางๆที่หลอมกว้างเบาสบายรับการกางเกงยีนส์ทรงกระบอกริมแดง รองเท้าหลังสีน้ำตาลที่ดูไร้ยังเรียวแรงใดๆ...

รอบๆร่างคล้ายกับมีประกายเพลิงไฟอ่อนๆประทุวนรอบหนึ่งราวกับรัศมีแห่งดวงตะวันที่ทั้งแสนอ่อนโยนและมอบยังความอบอุ่นให้กับผู้คนที่ได้พบเจอดุจดวงตะวันในยามเช้าและสวยงามตรึงตาดั่งดวงตะวันในยามเย็น...

...ไร้มงกุลหรืออาวุธอันแสดงถึงศักดานุภาพใดๆ

ท่ามกลางทุกคนที่นิ่งเงียบถึงกับมีเพียงเมียร่าเท่านั้นที่เคยอ่านยังตำนานโบราณที่บันทึกได้ถึงกับกล่าวนามของเทพแห่งบทกวีและดนตรีกาลออกมาว่า

"อพลอโล่..."

"ไม่ใช่..."

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่เห็นยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่บนรถเข็นราวกับคนป่วยเหม่อลอยไร้ยังความรู้สึกที่เบื้องหน้าถึงกับคุกเข่าลงไปเป็นคนแรกพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งว่า

"...ท่านคือเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง..."

หยุดเล็กน้อยท่ามกลางทุกคนที่ยังตกตะลึงหรือยังไม่เข้าใจ-ท่านยังกล่าวย้ำออกไปอีกอย่างมั่นใจ เชื่อมั่นและชัดเจนยิ่งว่า

"...ท่านมาร์ช ทอย"

"หา..."

"เอ๋ะ..."

"บ้าน่า..."

ท่ามกลางเสียงร้องออกไปอย่างตกใจของแม่ลูกแมวทั้ง 3 ที่ดังขึ้นมาก่อนใครๆราวกับปลุกยังสติของทุกคนให้กลับคืนมา...อานิต้าที่พึ่งจะรู้สึกตัวถึงกับร้องออกมาอีกคนด้วยเสียงหลงว่า

"ไม่จริงน่ะ"

"จริงหรือค่ะ-พี่อาร์เชอะ"

โซฟีเน่ที่งงๆและสงสัยเช่นเดียวกับทุกคนถึงกับหันไปมองยังพี่สาวคนสวยของเธอแล้วส่งเสียงร้องถามออกไปอีกอย่างรวดเร็วทันที...อาร์เชอะที่ยิ้มออกมาอย่างงดงามราวกับจันทราบนนภาที่กระจ้างฟ้าแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"จ๊ะ"

"เออ..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบแล้วยกรับยังความจริงออกไปทันที เพราะเมื่ออาร์เชอะรับปากออกมาเองกับปาก-จึงไม่มีใครมีความจำเป็นที่ต้องสงสัยอีกแล้ว...แต่...

โซฟานที่ยินถึงกับหันไปมองยังแม่เพื่อนรักตัวดีถึงกับเลิกคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์เชิดคิ้วสูงถามออกไปอย่างไม่พอใจทันทีว่า

"เธอทราบมาตลอดเลยใช่ไหม-ยั่ยอาร์เชอะ"

"อืมม์..."

แม่เทพธิดาตัวดีที่ยิ้มรับยังเพื่อนรักของเธอราวกับดวงจันทร์ที่ทั้งเจ้าเล่ห์และแสนกลอีกครั้งหนึ่งพลางกล่าวออกมาอย่างไม่รู้ไม่ชี้ว่า

"...ใช่แล้ว"

"ชิ..."

ทำเอาโซฟานที่ได้ยินถึงกับต้องเค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์และพอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาร์เชอะที่ทราบยังทุกสิ่งทุกอย่างดีและปิดบังยังทุกคนมาตลอด(โดยเฉพาะกับเธอ-ยิ่งแล้วใหญ่)...เจนนี่ที่ขมวดคิ้วด้วยความสับสนและไม่เข้าใจถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

"นี่แล้วเทพเจ้าแห่งเปลวเพลิงสงครามที่เซบัสสู้เมื่อกี้เป็นใครกันล่ะ"

สิ้นคำถามถึงกับทำเอาสายตาของทุกคนจับจ้องมองไปยังท่านเฒ่าผู้รอบรู้และอาร์เชอะเป็นสายตาเดียวกันราวกับจะรอคำตอบจากทั้งสอง...เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่าผู้รอบส่ายหน้าไม่ตอบอะไรออกมา เพราะความรู้ที่ท่านรู้ยังถูกพลังของเทวะราชันย์ปิดกันอยู่จึงพากับมองไปยังอาร์เชอะที่เหลืออยู่ทันที-แต่อาร์เชอะที่ยิ้มออกมากลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"เอ...เอาไงดีล่ะ"

"นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นอยู่น่ะ"

โซฟานส่งเสียงร้องกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจพลางจับจ้องมองไปยังแม่เทพธิดาปีกเดียวตัวดีที่เบื้องหน้าซึ่งทราบยังสิ้นทุกอย่างอยู่ตลอดเวลา(แต่ปิดบังยังทุกคนเอาไว้)...อาร์เชอะที่ใช้ยังปากนิ้วแตะยังปลายค้างใต้ยังริมฝีปากที่กำลังยิ้มออกมาอย่างสวยงามเล่นอยู่ 2 ถึง 3 ครั้งเพียงส่งเสียงออกมาว่า

"เอ..."

เธอที่ชี้ยังปลายนิ้วชี้ที่เรียวสวยไปยังจูนแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...งั้นก็ถามจูนเอาเองก็แล้วกัน"

"หือ..."

ทำเอาสายตาของทุกคนหันไปจ้องมองยังจูนที่กำลังยืนจ้องมองไปยังชายหนุ่มบนรถเข็นด้วยความตกตะลึงทันที...หญิงสาวที่คล้ายกับได้ยินยังอาร์เชอะเรียกยังชื่อของเธอถึงกับรู้สึกตัวขึ้นมา-จูนที่ขมวดคิ้วที่เรียวสวยไปด้วยความสับสนและไม่แน่ใจดั่งเปลวเพลิงที่กำลังสั่นไหวของเธอถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"ไม่จริง..."

เธอที่ขยี้ยังปลายเท้าด้วยความไม่สบอารมณ์แล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างดังลั่นด้วยความเชื่อมั่นจากส่วนลึกของหัวใจว่า

"...นั่นไม่ใช่มาร์ช ทอยอย่างเด็ดขาด..."

เธอที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังทุกคนที่เริ่มสับสนและสงสัยดุจเปลวไฟที่สั่นไหวไม่แน่นอนแล้วยังตอกย้ำลงไปยังหัวใจของเธอและทุกผู้คนอย่างชัดเจนยิ่งว่า

"...เพราะฉันฆ่ามาร์ช ทอยไปแล้วต่างหาก..."

ประกายตาสีแดงเพลิงที่กำลังลังเลสั่นไหวของจูนที่จับจ้องมองไปยังสร้อยคอเพชรสีแดงในมือของเซบัสแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

"...และนั่นก็ไม่ใช่จิตแห่งเทวะด้วย..."

เธอยังกล่าวออกมาอีกด้วยความลังเล สับสนไม่แน่นใจอีกว่า

"...ไม่มีทางใช่อย่างเด็ดขาด"

แม้น้ำเสียงจะดังกังวานก้องแต่ทุกคนที่ได้ยินก้รู้สึกได้ถึงความลังเลในหัวใจของจูนแม้เธอจะพร่ำบอกกับหัวใจของเธอเองว่า...

มันไม่ใช่...

มันไม่จริง...

มันต้องไม่ใช่...อย่างเด็ดขาด

สิ่งเดียวที่จูนทำได้ในยามนี้คือยืนยันยังสิ่งที่เชื่อมั่นมาตลอดออกไป-แม้ความรู้สึกนั้นมันจะเริ่มสั่นครองไปแล้วเพราะทุกสิ่งทุกอย่างก็ตามที...จูนถึงกับส่งเสียงกล่าวออกไปอีกครั้งว่า

"นั่นเป็นเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่ฆ่าพ่อของฉัน-ฉันไม่มีทางลืมอย่างเด็ดขาด"

"..."

เซบัสที่จ้องมองไปยังจูนที่เบื้องหน้ากลับส่งเสียงถามออกไปด้วยความสงสัยว่า

"...ในวันนั้นเธอเห็นอะไรกันแล้ว"

"ฉันเห็น..."

จูนที่ตอบออกไปราวกับภาพในวันที่เธอของเธอจากไปถึงกับปรากฏขึ้นมาในสายตาและความทรงจำอย่างชัดเจนพลางส่งเสียงกล่าวออกไปอีกครั้งว่า

"...ฉันเห็น..."

น้ำเสียงของจูนหายไปในลำคอพร้อมทั้งภาพอดีตที่ปรากฏขึ้นมาอย่างชัดเจนราวกับวันวาน...
---------------------------------------

"สวยจังเลย..."

เด็กสาวถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความประหลาดใจถึงแสงเสียงอันสวยงามของปลวไฟที่กำลังสุกสว่างลุกโชนอยู่ ณ เบื้องหน้า-สิ่งที่ปรากฏอยู่ในแววตา หัวใจและจิตวิญญาณของเธอในเวลานี้คือเปลวไฟที่ท่อประกายของความสุขยิ่ง...

"พรึบ..."

มันเป็นเปลวไฟที่สวยงามเรื่องรองราวกับประกายของดวงตะวันอันอบอุ่นที่มอบยังทั้งพลัง ความกล้าและความหวังแก่หัวใจของผู้คน-เด็กสาวที่ไม่รอช้าจึงรีบผลักยังบานประตูของห้องเข้าไปเพียงที่จะจ้องมองยังเปลวไฟนี้อย่างชัดเจนยิ่ง

...เพราะต้องการเห็นยังเจ้าของผู้ครองยังเปลวเพลิงที่พ่อของเธอกล่าว-เด็กสาวจึงแอบตามท่านมายังมาร์ช ทอยแห่งนี้

"..."

ท่ามกลางความนิ่งเงียบของบานประตูที่เบื้องออก-เด็กสาวที่จ้องมองไปยังเงาของบุรุษทั้ง 3 ที่อยู่ภายในห้องท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่พุ่งทะยานออกมา

"จูน...ระวัง"

เสียงร้องอย่างดังลั่นของชายวัยกลางคนดังขึ้นมาพร้อมทั้งเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งทะยานตรงมายังร่างของเด็กสาวที่กำลังยิ้มรับยังเปลวไฟนั้น

"พรึบ..."

แต่เปลวไฟนี้คล้ายกับไม่ได้สวยงามและอบอุ่นอย่างที่คิด...

...มันทั้งคมกริบและร้อนแรง

และ...

...สีแดงเพลิงฉานจ้า

"กรี๊ด..."

เด็กสาวที่ไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะความตกใจถึงกับนิ่งเงียบหลับตาลงไปราวกับรอคอยให้เปลวไฟกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไป...

ทั้ง...

...วิญญาณ

...ความหวัง

และ...

...หัวใจเธอ

เปลวไฟที่ชั่วร้ายถึงกับตัดยังเขาของสองของเด็กสาวจนขาดสะบั้นจนเลือดไหลอาบใบหน้าแล้วพุ่งทะยานย้อนกลับมาอีกครั้งหมายที่จะเผาผลาญยังร่างของเด็กสาวอีกครั้ง...

แต่...ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายกับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด...

กลับทุกสิ่งไม่ได้แผดผลาญยังร่างกายของเธอ เพราะชายวัยกลางคนที่พุ่งทะยานผ่านยังเปลวไฟมา-เร็วยิ่งกว่าความร้อนของเปลวไฟที่จะเผาผลาญทำลายยังทุกสิ่งเขามาบดบังยังร่างของเด็กสาวไว้

"พลาดหรือ..."

เป็นน้ำเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สามารถบงการและจะสยบยังทุกสรรพสิ่งได้-นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่เด็กสาวได้ยิน...

ก่อนทื่...

"พรึบ..."

ประกายไฟสีแดงเพลิงจะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมทั้งนำพายังร่างของเด็กสาวที่กำลังสั่นเทาและชายวัยกลางคนกลับไป ณ ใต้ต้นไม้โพรงกระต่ายในวันวานอีกครั้ง...ชายวัยกลางคนที่โอบกอดยังร่างของเด็กสาวด้วยความรักและอบอุ่นถอยร่างออกไปพร้อมทั้งส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

"ไม่เป็นไรแล้วล่ะ-จูน"

"ค่ะ...ค่ะ..."

เด็กสาวถึงกับพยักหน้าตอบรับออกไปอย่างสั่นเทา-เธอที่หลั่งไหลยังหยาดน้ำตาอันดเศร้าสร้อยเสียใจออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

"...หนูขอโทษค่ะ-ที่แอบตามไป..."

เธอยังกล่าวต่อไปอีกอย่างสำนึกผิดว่า

"...หนู...หนูอยากจะเห็นยังเปลวเพลิงที่สวยงามนั้น"

"พ่อรู้..."

ชายวัยกลางคนที่ถอยร่างออกไปนั่งพิงยังต้นไม้ถึงกับจับจ้องมองไปยังเด็กสาวทีสำนึกผิดด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรับยิ่งถึงกับยิ้มออกไปอย่างอ่อนหล้าส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...พ่อรู้ตั้งแต่แรกว่าลูกตามไป..."

เขาที่ไม่คิดว่า"การเดินทางไปครั้งนี้"จะอันตรายกว่าที่คิดจึงยิ้มออกไปอย่างอ่อนโยนให้กับบุตรสาวพลางส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

"...ลูกไม่ผิดหรอก"

"แต่พ่อค่ะ..."

เด็กสาวที่ร้องไห้พร้อมทั้งทรุดร่างลงไปนั่งยังด้านข้างของชายวัยกลางคนถึงกับส่งเสียงร้องออกไป-แต่ก่อนที่จะกล่าวอะไรออกไปนั้น...

"..."

ชายวัยกลางคนกลับยื่นยังเพชรสีแดงเพลิงอันงดงามยิ่งกว่าดวงตะวันและเปลวเพลิงใดๆบนท้องนภาที่กำอยู่ในมือแน่นมอบมาให้กับเด็กสาวพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...เก็บไว้-จูน"

"ค่ะ...พ่อ"

เด็กสาวที่คล้ายกับรู้สึกสังหรณ์ถึงอะไรบ้างอย่างขึ้นมาในหัวใจถึงกับพยักหน้ารับพร้อมทั้งรับยังเพชรสีแดงที่ร้อยยังสายสร้อยที่เธอไม่เคยเห็นเอาไว้มาก่อนนี้ไว้พลางจับจ้องมองไปยังชายวัยกลางคนที่ส่งเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

"...เก็บรักษามันไว้ในดี-อย่าให้ห่างตัว..."

ทั้งยังกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนยอิ่งว่า

"...มันจะเป็นพลังที่จะช่วยปกป้องยังลูกเอาไว้..."

"ค่ะ...ค่ะ..."

เด็กสาวที่พยักหน้าตอบรับออกไปทั้งน้ำตาได้แต่กุมยังเพชรสีแดงเอาไว้แอบอกด้วยสองมือพลางรับรู้ได้ถึงพลังแห่งเปลวเพลิงอันอบอุ่นของดวงตะวันที่ไร้ผ่านเข้ามายังร่างของเหลืออันเต็มเปี่ยมไปด้วยทุกสิ่ง...ชายวัยกลางคนที่เห็นเช่นนั้นจึงยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วจึงค่อยๆหลับตาลงไปพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"...ขอให้ลูกมีความสุขน่ะ...จูน..."

"ไม่น่ะ..."

เด็กสาวถึงกับส่งเสียงร้องไห้ออกมาทั้งน้ำตา-เธอพลางพุ่งร่างเข้าไปสู้อ้อมอกของชายวัยกลางคนทั้งยังส่งเสียงร้องออกไปว่า

"...พ่อค่ะ-อย่าตายน่ะค่ะ"

ทั้งๆที่ส่งเสียงร้องออกไปเช่นนั้น-แต่หัวใจของเธอกลับสามารถรับรู้ได้ถึงความตายที่มาเยือนยังชายวัยกลางคนอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้...

ไม่ว่าน้ำเสียงของเธอจะร่ำร้องเช่นใด-แต่ก็ไม่สามารถดังถึงสิ่งที่ส่วนลึกของหัวใจที่สัมผัสถึง...

...ความเป็นจริงที่หัวใจของเธอและทุกคนต่างเชื่อถือ

"..."

ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาจากร่างของชายวัยกลางคนอีกท่ามกลางเสียงร้ำไห้ของเด็กสาวที่ฟุบอยู่บนหน้าอกพร้อมทั้งหยาดน้ำตาที่ไหนรินท่ามกลางสายตาของเด็กสาวมนุษย์เผ่านกอีกคนหนึ่งที่อายุมากกว่าปีถึงสองปีต้องยืนมองแอบร้องไห้ด้วยความเศร้าสร้อยอยู่ด้านข้างราวกับรับรู้ได้-เธอส่งเสียงร้องออกไปราวกับอยากที่จะปลอบใจเด็กสาวว่า

"ท่านจูนค่ะ..."

แต่อยู่ๆเด็กสาวชนเผ่าวิหกที่คล้ายกับสังเกตอะไรถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความตกใจว่า

"...ท่านจูนระวัง"

พร้อมทั้งรีบกระชากยังร่างของเด็กสาวออกมาอย่างรวดเร็วจากร่างที่นอนอยู่ของชายวัยกลางคนอย่างรวดเร็ว...เด็กสาวที่ตกใจและคล้ายกับไม่เข้าใจคล้ายกับรู้สึกอะไรได้ถึงความชั่วร้ายพลางส่งเสียงร้องออกไปว่า

"พ่อค่ะ..."

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา...

"พรึบ..."

เปลวเพลิงอันชั่วร้ายที่ลุกโชนขึ้นมาแทนยังคำตอบเสียงเรียกหาของเด็กสาวถึงกับแผดเผายังร่างของชายวัยกล่าวคนจนดับสูญไป...

"...ไม่น่ะ..."

เด็กสาวที่สั่นเทาด้วยความกลัวถึงกับส่งเสียงร้องออกไปภายในร่างของเด็กสาวเผ่าวิหกที่กอดรัดยังร่างของเธอไว้ให้ห่างจากเปลวไฟที่แสนชั่วร้ายและร้อนแรงนั้น...

...เพราะกลัวเด็กสาวจะพุ่งเข้าไป

"...อย่าน่ะ"

แต่ไม่ว่าเด็กสาวจะส่งเสียงร้ำร้องสั่งปานใด-เปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นมา ณ เบื้องหน้าและในจิตใจของเธอถึงกับไม่ยินยอมที่จะดับลงไป...

...มันไม่มีวันดับลง

"พรึบ...บ"

มีแต่จะลุกโชนและเผาผลาญร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้งจนเผาผลาญยังร่างของชายวัยกลางคน ต้นไม้โพรงกระต่ายแห่งนั้นจนดับสูญไป...

และในเวลาเดียวกับ...

เปลวไฟที่แสนชั่วร้ายกลับไปเผาผลาญถึง...

...วิญญาณ

...ความหวัง

และ...

...หัวใจเธอ

"พรึบ..."

เปลวไฟนี้ได้เผายังเด็กสาวด้วยความร้อนแรงจนหยาดน้ำตาที่ไหลรินถึงกับจางหายไปจากหัวใจของเด็กสาวที่ใส่สะอาดบริสุทธิ์ดุจผ้าขาวให้กลายเป็นหัวใจที่ลุกโชนด้วยไฟแค้น...

นั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่จูนจำจดไปว่า"ร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียงด้วยหัวใจที่บริสุทธิ์"...

หยาดน้ำตาในครั้งนั้นได้ชำระล้างยังเลือดที่รินไหลและหัวใจที่บริสุทธิ์ไร้เดียวสาของโลกที่แสนสวยงามไปจนหมดสิ้น-เหลือไว้แต่ความแค้นเท่านั้น...

นั่นคือภาพความทรงจำในวันที่พ่อของเธอตาย...
--------------------------------------------------

"ฉันเห็น..."

จูนที่ตอบออกไปราวกับภาพในวันที่เธอของเธอจากไปถึงกับปรากฏขึ้นมาในสายตาและความทรงจำอย่างชัดเจนพลางส่งเสียงกล่าวออกไปอีกครั้งว่า

"...ฉันเห็น..."

"เธอเห็นอะไรกัน..."

คำถามของอาธีน่าที่ร้องถามออกไปอย่างดังลั่นด้วยความสงสัยถึงกับทำเอาน้ำเสียงจูนที่คือจะกล่าวออกมาต้องหายไปในลำคออีกครั้งหนึ่ง...

"...สามคน..."

ภาพของเปลวไฟที่ร้อนแรงผลุดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...
----------------------------------------

"สวยจังเลย..."

เด็กสาวถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยรอยยิ้มถึงความประหลาดใจจากประกายแสงเสียงอันสวยงามของปลวไฟที่กำลังสุกสว่างลุกโชนอยู่ ณ เบื้องหน้า-สิ่งที่ปรากฏอยู่ในแววตา หัวใจและจิตวิญญาณของเธอในเวลานี้คือเปลวไฟที่ท่อประกายของความสุขยิ่ง...

ราวกับแสงสว่างของความฝัน...

...ความหวัง

...ความรัก

และ...

...ชีวิต

"พรึบ..."

มันเป็นเปลวไฟที่สวยงามเรื่องรองราวกับประกายของดวงตะวันอันอบอุ่นที่มอบยังทั้งพลัง ความกล้าและความหวังแก่หัวใจของผู้คน-เด็กสาวที่ไม่รอช้าจึงรีบรวบรวมยังความกล้าผลักยังบานประตูแห่งความขลาดเขลาของห้องเข้าไปเพียงเพื่อที่จะต้องการจ้องมองยังเปลวไฟนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น...

...เธอคล้ายกับต้องการที่จะเห็นยังเจ้าผู้ครองยังเปลวเพลิงที่พ่อของเธอกล่าวถึง-เด็กสาวจึงแอบตามท่านมายังมาร์ช ทอยแห่งนี้ถึงกับยิ้มรับยังเปลวเพลิงที่สุกสว่างไปด้วยความรักและความหวังนี้

"..."

ท่ามกลางความนิ่งเงียบของบานประตูที่เบื้องออกราวกับกาลเวลาที่หยุดยั้งลง-เด็กสาวที่จ้องมองไปยังเงาของบุรุษทั้ง 3 ที่อยู่ภายในห้องท่ามกลางเปลวเพลิงอันร้อนแรงที่พุ่งทะยานออกมา...

"นายเป็นใคร-มาที่นี่ทำไมกัน"

เสียงอันอบอุ่นร้องถามขึ้นมาจากปากของชายหนุ่มที่งดงามราวกับเทพเจ้าแห่งดวงตะวันและบทกวีที่กำลังจับจ้องมองไปยังอีกฝ่าย...อีกฝ่ายที่อยู่ท่ามกลางประกายแสงสีม่วงเข้มที่ดูเรื่องรองราวกับจะสามารถดูดกลืนยังเปลวไฟสีแดงที่สวยงามไปเป็นพลังของตนกลับยื่นมืออกมายังชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"อะไรกัน...นายลืมหน้าของฉันไปแล้วหรือ..."

ร่างนั้นกลับยิ้มพลางส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"...งั้นฉันของตอบคำถามที่นายไม่มีวันเดาออกก็แล้วกัน..."

ยามเมื่อมือกุมไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่อาบประกายสีแดงอันงดงามเรื่องรองราวกับลดวงตะวันบนชั้นฟ้ากลับตอบออกมาว่า

"...ฉันต้องการพลังของนายยังไงล่ะ"

"อ๊าก..."

ท่ามกลางเสียงร้องของพลังเปลวเพลิงที่ถึงยังแสงสีม่วงเข้มดูดกลืนเข้าไป...ชายหนุ่มผู้งดงามราวดวงตะวันถึงกับยกมือสะบัดยังมือของอีกฝ่ายให้กระเด็นออก-เขาที่ไม่รอช้ารีบตวัดยังมือขวาที่ปรากฏยังวิหกเพลิงสีแดงที่มีขน 7 สีที่สวยงามแล้วปามุ่งพุ่งทะยานออกไปหมายที่จะเปลวเพลิงเผาผลาญกลืนกินยังฝ่าตรงข้ามพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...ตายซ่ะเถอะ"

"พรึบ..."

ท่ามกลางวิหกเพลิงที่แสนสวยและงดงามพุ่งทะยานออกไปก่อเกิเป็นรุ่ง 7 สีที่สวยงามตรงไปโจมตียังร่างที่อยู่ท่ามกลางเปลวแสงสีม่วงเข้ม-แต่อีกฝ่ายเพียงยิ้มออกมาราวกับเยาะเย้ายังอีกฝ่าย

"แค่วิหกเพลิงนี้จะทำอะไรฉันได้หรือ"

เพียงสะบัดยังมือเล็กน้อยวิหกเพลิงที่งดงามที่กางปีกท่อประกายรุ่ง 7 สีที่คล้ายอาบยังประกายสีม่วงเข้มก็โดนยังกระแสแห่งพลังที่รุนแรงพัดให้กระเด็นออกไปยังบานประตูที่ถูกเปิดออกมาในพริบตา-มันพุ่งทะยานไปยังร่างของเด็กสาวชนเผ่ามังกรที่น่ารักไร้เดียวสากำลังจ้องมองดูประกายเพลิงที่แสงร้อนแรงด้วยรอยยิ้มที่สวยงามไม่รู้ความยิ่ง..

"จูน...ระวัง"

เสียงร้องอย่างดังลั่นของชายวัยกลางคนดังขึ้นมาพร้อมทั้งเปลวเพลิงขนาดมหึมาที่พุ่งทะยานตรงมายังร่างของเด็กสาวที่กำลังยิ้มรับยังเปลวไฟนั้น

"พรึบ..."

แต่เปลวไฟนี้คล้ายกับไม่ได้สวยงามและอบอุ่นอย่างที่คิด...

...มันทั้งคมกริบและร้อนแรง

และ...

...สีแดงเพลิงฉานจ้า

"กรี๊ด..."

เด็กสาวที่ไม่สามารถขยับตัวได้ เพราะความตกใจถึงกับนิ่งเงียบหลับตาลงไปราวกับรอคอยให้เปลวไฟกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างไป...

ทั้ง...

...วิญญาณ

...ความหวัง

และ...

...หัวใจเธอ

เปลวไฟที่ชั่วร้ายถึงกับตัดยังเขาของสองของเด็กสาวจนขาดสะบั้นจนเลือดไหลอาบใบหน้าแล้วพุ่งทะยานย้อนกลับมาอีกครั้งหมายที่จะเผาผลาญยังร่างของเด็กสาวอีกครั้ง...

แต่...ทุกสิ่งทุกอย่างคล้ายกับไม่ได้เป็นอย่างที่คิด...

กลับทุกสิ่งไม่ได้แผดผลาญยังร่างกายของเธอ เพราะชายวัยกลางคนที่พุ่งทะยานผ่านยังเปลวไฟมา-เร็วยิ่งกว่าความร้อนของเปลวไฟที่จะเผาผลาญทำลายยังทุกสิ่งเขามาบดบังยังร่างของเด็กสาวไว้

"..."

สิ่งที่เด็กสาวกำลังเสพรับและสัมผัสได้ท่ามกลางเปลวไฟที่แสนร้อนแรงกล้าและโหดร้ายนี้คือความรักและความอบอุ่นจากโอบกอดของผู้ที่เป็นพ่อซึ่งเสียสละยังชีวิตและทุกสิ่งเพื่อปกป้องเธอ-ก่อนที่ประกายตาสีแดงเพลิงจะมองเห็นยังเจ้าวิหกเพลิงที่งดงามด้วยรุ่งประกาย 7 สีซึ่งสลัดยังแสงสีม่วงเข้มที่ชั่วร้ายออกไปกลับพุ่งตรงมายังเธอที่อยู่ในวงแขนของพ่ออีกครั้งหนึ่ง..

"พลาดหรือ..."

เป็นน้ำเสียงของชายหนุ่มผู้หนึ่งดังขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สามารถบงการและจะสยบยังทุกสรรพสิ่งได้-นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่เด็กสาวได้ยิน...

ก่อนทื่...

"พรึบ..."

ประกายไฟสีแดงเพลิงจะลุกโชนขึ้นมาอีกครั้งพร้อมทั้งนำพายังร่างของเด็กสาวที่กำลังสั่นเทาและชายวัยกลางคนกลับไป ณ ใต้ต้นไม้โพรงกระต่ายในวันวานอีกครั้ง

"ไม่พลาดหรอก..."

เสียงของชายหนุ่มผู้งดงามดุจดวงตะวันที่ไร้ยังเรียวแรงใดอีกกลับยิ้มเย้าพลางส่งเสียงกล่าวออกมาเมื่อเมื่อของอีกฝ่ายยืนเข้ามาคว้ายังร่างของตน-แต่เมื่อเห็นยังสีหน้าของอีกฝ่ายที่คล้ายกับผิดหวังแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มที่เหมือนกับจะยิ้มเยาะยังอีกฝ่ายว่า

"...พลังที่แกต้องการจะได้..."

เขายังกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนว่า

"...แกไม่มีทางไว้หรอก"

"เขอะ..."

ร่างที่อยู่ท่ามกลางประกายสีม่วงเค้นแสงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมทั้งประกายแสงสีม่วงเข้มที่เปล่งประกายออกมาบดบังยังทุกสรรพสิ่งจนร่างของชายหนุ่มที่งดงามดุจดวงตะวันหายลับไปในประกายแสงนั้น...

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 09 ม.ค.54 เวลา 04:13:51 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply

Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

"อา..."

จูนถึงกับส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งร่างที่ทรุดลงไปนั่งกับพื้นถึงสิ่งที่เธอคล้ายจำจดได้อย่างชัดเจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาในวันนั้นถึงกับเงยหน้าขึ้นไปมองยังเปลวเพลิงที่สุกสว่างและปรากฏกายขึ้นมา ณ เบื้องหน้าของเธอในยามนี้-ยามเมื่อหญิงสาวที่เงยหน้าขึ้นไปถึงกับจ้องมาเห็นยังวิหกเพลิงที่กางปีกแสงสีเพลิงท่อประกาย 7 สีที่งดงามอบอุ่นยิ่งถึงกับส่งเสียงร้องออกมาว่า

"...จู..."
-------------------------------

"...ขอให้ลูกมีความสุขน่ะ...จูน..."

"ไม่น่ะ..."

เด็กสาวถึงกับส่งเสียงร้องไห้ออกมาทั้งน้ำตา-เธอพลางพุ่งร่างเข้าไปสู้อ้อมอกของชายวัยกลางคนทั้งยังส่งเสียงร้องออกไปว่า

"...พ่อค่ะ-อย่าตายน่ะค่ะ"

ทั้งๆที่ส่งเสียงร้องออกไปเช่นนั้น-แต่หัวใจของเธอกลับสามารถรับรู้ได้ถึงความตายที่มาเยือนยังชายวัยกลางคนอย่างที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้...

ไม่ว่าน้ำเสียงของเธอจะร่ำร้องเช่นใด-แต่ก็ไม่สามารถดังถึงสิ่งที่ส่วนลึกของหัวใจที่สัมผัสถึง...

...ความเป็นจริงที่หัวใจของเธอและทุกคนต่างเชื่อถือ

"..."

ไม่มีเสียงใดๆตอบกลับมาจากร่างของชายวัยกลางคนอีกท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของเด็กสาวที่ฟุบอยู่บนหน้าอกพร้อมทั้งหยาดน้ำตาที่ไหนรินท่ามกลางสายตาของเด็กสาวมนุษย์เผ่านกอีกคนหนึ่งที่อายุมากกว่าปีถึงสองปีต้องยืนมองแอบร้องไห้ด้วยความเศร้าสร้อยอยู่ด้านข้างราวกับรับรู้ได้-เธอส่งเสียงร้องออกไปราวกับอยากที่จะปลอบใจเด็กสาวว่า

"ท่านจูนค่ะ..."

แต่อยู่ๆเด็กสาวชนเผ่าวิหกที่คล้ายกับสังเกตอะไรถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความตกใจว่า

"...ท่านจูนระวัง"

พร้อมทั้งรีบกระชากยังร่างของเด็กสาวออกมาอย่างรวดเร็วจากร่างที่นอนอยู่ของชายวัยกลางคนอย่างรวดเร็ว...เด็กสาวที่ตกใจและคล้ายกับไม่เข้าใจคล้ายกับรู้สึกอะไรได้ถึงความชั่วร้ายพลางส่งเสียงร้องออกไปว่า

"พ่อค่ะ..."

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา...

"พรึบ..."

เปลวเพลิงอันชั่วร้ายที่ลุกโชนขึ้นมาแทนยังคำตอบเสียงเรียกหาของเด็กสาวถึงกับแผดเผายังร่างของชายวัยกล่าวคนจนดับสูญไป...

"...ไม่น่ะ..."

เด็กสาวที่สั่นเทาด้วยความกลัวถึงกับส่งเสียงร้องออกไปภายในร่างของเด็กสาวเผ่าวิหกที่กอดรัดยังร่างของเธอไว้ให้ห่างจากเปลวไฟที่แสนชั่วร้ายและร้อนแรงนั้น...

...เพราะกลัวเด็กสาวจะพุ่งเข้าไป

"...อย่าน่ะ"

แต่ไม่ว่าเด็กสาวจะส่งเสียงร้ำร้องสั่งปานใด-เปลวไฟที่ลุกโชนขึ้นมา ณ เบื้องหน้าและในจิตใจของเธอถึงกับไม่ยินยอมที่จะดับลงไป...

...มันไม่มีวันดับลง

"พรึบ...บ"

มีแต่จะลุกโชนและเปผาผลาญร้อนแรงยิ่งขึ้นไปอย่างไม่หยุดยั้งจนเผาผลาญยังร่างของชายวัยกลางคน ต้นไม้โพรงกระต่ายแห่งนั้นจนดับสูญไป...

และในเวลาเดียวกับ...

เปลวไฟที่แสนชั่วร้ายกลับไปเผาผลาญถึง...

...วิญญาณ

...ความหวัง

และ...

...หัวใจเธอ

"พรึบ..."

เพชรสีแดงเพลิงในมือถึงกับปรากฏยังเปลวไฟพุ่งพวยออกมาเป็นวิหกเพลิงสีแดงของเปลวไฟที่แสนงดงามยัง ณ เบื้องหน้าของเด็กสาวที่กำลังร้องไห้จนต้องเงยหน้าขึ้นมามองดูอีก-เด็กสาวที่จ้องมองดูมันราวกับมันคือพ่อของเธอที่พื้นคืนชีพมาจากความตาย

...จูโน่

อยู่ๆนามนี้ก็ปรากฏขชึ้นมาในความคิดของเด็กสาวที่กำลังโศกเศร้าถึงกับส่งเสียงร้องแรกออกไปว่า

"...จู..."
---------------------------------------------

"จูโน่..."

จูนที่จ้องมองไปยังวิหกเพลิงที่เบื้องหน้าของเธอทั้งหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมาจากร่างที่เหมือนกับจะไหลยังเรี่ยวแรงใดๆ-เธอที่ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลรินออกมาอย่างไม่หยุดยั้งถึงกับสามารถจำจดยังทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างชัดเจนยิ่ง...

ทั้งวันที่พ่อของเธอจากไป...

ทั้งวันแรกที่ได้พบกับจูโน่...

...และ

วันแรกที่เธอได้รับพลังที่สามารถต่อต้านเอาชนะยังเหล่าเทวะราชัยน์ได้..

จูนที่นั่งนิ่งเงียบถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆก่อนที่เรียวริมฝีปากสีแดงที่สวยตราตรึงหัวใจของทุกผู้คนของเธอแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"...ฉันคือเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"

เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมา-มันเกิดขึ้นมาจากหัวใจของเธอที่ครอบครองยังจิตแห่งเทวะของเทพมหานครแห่งเปลวเพลิงนี้เอง...

...หญิงสาวกับเปลวเพลิง

"หา..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังด้วยความตกใจยิ่ง...แม่ลูกแมวทั้ง 3 ถึงกับงงๆไปตามๆกัน-โดโรธีถึงกับหันไปร้องถามยังพรรคพวกที่เหลืออีก 2 คนทันทีว่า

"นั่นมันอะไรกัน..."

ทั้งยังส่งเสียงถามออกไปว่า

"...พวกเธอเข้าใจไหม"

"ไม่..."

มินะที่ได้ยินถึงกับส่ายหน้าปฏิเสธออกมาด้วยสีหน้าที่ขมวดคิ้วยุ่งยากใจ...ส่วนมินากลับยิ้มออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"คิดว่าอย่างฉันจะเข้าใจหรือไงกัน"

"อืม...ม์"

โดโรธีที่ได้ยินถึงกับพยักหน้าลากเสียงยาวออกมาทันทีพลางจ้องมองไปยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้เป็นเชิงขอความช่วยเหลือทันที...โซฟีเน่ที่ไม่รอช้าจึงรีบส่งเสียงกล่าวร้องถามออกมาทันทีว่า

"ท่านตาค่ะ-นี่มันอะไรกัน..."

เธอที่จ้องมองไปยังอีกฝ่ายแล้วจึงกล่าวออกไปอีกว่า

"...ช่วยอธิบายหน่อยเถอะค่ะ-พวกเรางงๆไปหมดแล้วค่ะ"

"เออ..."

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เฒ่ากุ้ยที่ได้ยินเพียงกวาดยังสายตาจ้องมองไปยังทุกคนที่มองยังท่านเป็นสายตาเดียวแล้วจึงจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่เบื้องหน้า-เมื่อเห็นยังเซบัสพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตแล้วจึงค่อยกล่าวออกมาว่า

"...ในวันนั้นที่จูนแอบตามพ่อไปพบยังเทพเจ้าแห่งนครเปลวเปลวเพื่อเจรจากลับพบว่าในห้องประชุมนั้นไดัมีใครบางคนบุกรุกเข้าไปเพื่อชิงยังจิตแห่งเทวะของเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงจึงทำให้เกิดยังการต่อสู้กันขึ้น..."

ท่านที่หยุดเล็กน้อยพลางจ้องมองไปยังหญิงสาวที่นั่งอยู่แล้วจึงค่อยกลางต่อไปอีกว่า

"...ท่านจูนที่เข้าไปในตอนนั้นจึงได้รับลูกหลงจนบาดเจ็บ-ท่านโฮฟาจึงได้สละชีวิตเพื่อปกป้องยังท่านจูนและพาหนีมายังที่เมื่อวอตันไงล่ะ"

"แล้วจิตแห่งเทวะมาอยู่ที่จูนได้ยังไง"

โดโรธีส่งเสียงร้องถามออกมาทันทีด้วยความสงสัยพลางจ้องมองไปราวกับรอคอยยังคำตอบอยู่...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้เพียงยิ้มพร้อมทั้งยกยังถ้วยชาที่อีโล้รินมาส่งให้แก้กระหายยามต้องเล่าอะไรยาวๆดื่มลงไปแล้วจึงกวาดสายตาจ้องมองไปยังวิหกเพลิงจูโน่ที่กำลังกางปีกโพยบินอยู่เบื้องหนาของจูนแล้วส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"ท่านมาร์ช ทอยที่ทราบว่าไม่สามารถต่อต้านยังพลังของอีกฝ่ายได้จึงตัดสินใจมอบยังจิตแห่งเทวะให้กับท่านจูนนำหนีมา-เพื่อจะได้ไม่ต้องถูกช่วงชิงไป"

"แล้วทำไมจิตแห่งเทวะจึงช่วงชิงได้ค่ะ-ท่านตา..."

มินะที่ได้ยินจึงส่งเสียงร้องถามออกไป เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนที่เซบัสเผชิญหน้ากับมิราจเคยบอกว่า”เทวะแห่งเทวะไม่มีใครสามารถช่วงชิงได้-ไม่ใช่หรือ”-เธอจึงร้องถามออกไปอีกว่า

"...ไหนบอกว่าไม่มีทางสูญหายหรือช่วงชิงได้ไงค่ะ"

"..."

ท่านที่ยิ้มแล้วจึงกล่าวออกมาว่า

"...คล้ายกับคนผู้นั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเทพเจ้าแห่งนครเปลวไฟจึงสามารถช่วงชิงยังจิตแห่งเทวะได้และประกอบกับท่านมาร์ช ทอยเองก็กลัวการสูญเสียด้วยเหมือนกัน เพราะจิตแห่งเทวะยิ่งทรงพลังก็ยิ่งแปรผันกับหัวใจและจิตใจของผู้ครอบครอง..."

ท่านยังกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนว่า

"...ไม่เว้นแม้แต่เหล่าองค์เทวะราชันย์"

"..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับพลังหน้าตอบรับลงไปทันที เพราะจะเหตุการณ์ของท่านมิราจ-เทพเจ้าแห่งทะเลทรายสีทองกว่า"กลัวการสูญเสียยังจิตแห่งเทวะ"หรือ...

ท่านมาเรียเบ็ล-เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือที่หัวใจหนาวเหน็บเพราะความผิดหวังกลับทำให้แดนเหนือต้องตกอยู่ภายใต้พายุหิมะหรือ...

ท่านเอเรสที่แปรเปลี่ยนยังภาพที่ทุกคนเห็นตามสิ่งที่หัวใจของตนเชื่อก็ตามที...กลับเป็นความเป็นจริงที่ทุกต่างเคยประสบมาแล้วกับตัว...

...การที่จะเกิดขึ้นมากับมาร์ส ทอย-เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง-จึงไม่ใช่สิ่งที่แปลกอะไร

"แล้วคนที่ต้องการชิงยังจิตแห่งเทวะเป็นใครล่ะค่ะ"

มินาที่นิ่งฟังถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความตกใจทันที-ทำเอาทุกคนถึงกับจ้องหันไปมองยังท่านผู้เฒ่าผู้รู้รอบเป็นสายตาเดียวเพื่อรอคอยยังคำตอบ...แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาจากท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้-หลี่เชากุ้ยกลับเป็นการส่ายหน้า...

"..."

ท่านที่ฝืนยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญายังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างอับจนปัญญาว่า

"...แม้แต่ข้าก็ไม่สามารถรู้ได้"

"หา..."

แม่ลูกแมวทั้ง 3 ตัวที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสงสัยพลางจับจ้องมองไปยังท่านผู้เฒ่าทันที-ทำกับฟ็อก์ซกับเมียร่าที่ได้ยินถึงกับยิ้มออกมาราวกับพอที่จะเดาอะไรออกมาได้เลาๆแล้ว...เจนนี่ถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัยอีกคนทันทีว่า

"นี่หมายความว่าไงค่ะ-ท่านตา"

"คนผู้นั้นมีพลังที่ยิ่งใหญ่ยิ่ง..."

ท่านผู้เฒ่าที่รอบรู้ที่คล้ายกับสามารถยังรู้ได้ยังพลังบางอย่างที่ขว้างกั้นยังภูมิปัญญาและความรู้มิให้ท่านสามารถทราบได้จึงส่งเสียงกล่าวออกมาอีกด้วยรอยยิ้มว่า

"...อาจจะมีมีพลังที่ทัดเทียมหรือเหนือกว่าเหล่าองค์เทวะราชันย์ด้วยซ้ำไป"

"หรือว่าเขาเป็นหนึ่งในเทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่กัน"

โซฟานที่ไม่กลัวเกรงยังฟ้าดินถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปอย่างชัดเจนถึงคำถามที่ผลุดขึ้นมาในหัวใจของทุกผู้คนในยามนี้ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบไปตามๆกัน เพราะหากเป็นสิ่งแล้ว-องค์เทวะราชันย์ที่เหนืออยู่มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น...

หากตัดยังเทพธิดาแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรออกไปก็เหลือผู้เดียวเท่านั้น...

...นอกไปจากเสียว่าจะเป็นคนอื่น

"ก็อาจจะเป็นได้"

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้เพียงตอบรับกลับมาด้วยความไม่แน่ใจทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบไปตามๆกันถึงปัญหาข้อนี้...แต่อาร์เชอะที่นิ่งฟังอยู่นานพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังใบหน้าของทุกคนที่ราวกับพยายามจะหายังคำตอบขึ้นนี้อยู่จึงส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"เรื่องที่ไม่สำคัญในตอนนี้ปล่อยไว้ก่อนเถอะ..."

ยามเมื่อทุกคนจ้องมองไปยังเธอด้วยความสงสัยแล้วจึงยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์นิดๆพลางส่งเสียงกล่าวออกไปอีกว่า

"...เพราะตอนนี้ยังมีเรื่องที่น่าสงสัยอยู่อีกไม่ใช่หรือ"

"ใช่แล้ว..."

อาธีน่าที่ได้ยินราวกับฉุกใจคิดอะไรได้ถึงหันไปมองยังเทพเจ้าแห่งนครเปลวไฟที่นั่งอยู่บนรถเข็นกับจูนที่ทรุดนั่งนิ่งเงียบอยู่ภายใต้การประครองดูแลของพวกเฟสแล้วจึงส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

"...มันหมายความว่าไงที่บอกว่าจูนหรือเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามค่ะ-ท่านตา"

เพราะคำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่ท่านสามารถตอบได้...ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ยิ้มออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังจูนแล้วจึงส่งเสียงกล่าวอกไปว่า

"เทวะแห่งเทวะที่ท่านจูนครอบครองไว้จึงแปรผันกับความรู้สึกและนึกคิดของท่านจูน..."

ท่านที่ยิ้มแล้วจึงกล่าวออกไปอีกอย่างชัดเจนว่า

"...หัวใจของท่านได้สร้างยังภาพของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่แสนชั่วร้ายขึ้นมาไงล่ะ"

"อืมม์..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับพยักหน้าตอบรับออกไปทันทีอย่างที่ฉุกใจคิดได้ เพราะทั้งการกระทำต่างของเหล่ากองทัพแห่งไฟที่ขัดขว้างและการต่อสู้อย่างไม่ยอมแพ้ของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม-คล้ายกับเป็นไปตามยังความรู้สึกของจูนแทบทุกครั้งไป...ยิ่งจูนที่ได้ยินถึงคำกล่าวที่ตอกย้ำยังความจริงที่หัวใจของเธอที่เป็นผู้ครอบครองยังจิตแห่งเทวะที่ยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าแห่งนครเปลวไฟถึงกับสร้างยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่ชั่วร้ายขึ้นมาถึงกับต้องร่ำไห้ออกมาอย่างยิ่งรู้สึกผิดไปอีก...

เพราะสิ่งทุกสิ่งอย่างที่เลวร้ายบนดินแดนเห็นนี้เกิดขึ้นมาเพราะเธอเอง...

...เพราะความหวาดกลัวของเธอเองทั้งมวล

"ฉันควรจะทำยังไงดี"

จูนที่ร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดและเสียใจต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นถึงกับส่งเสียงร้องถามออกมาอย่างเหม่อลอยและสิ้นหวัง เพราะเธอคือคนบาปและชั่วร้ายที่สุดบนดินแดนแห่งนี้-สองมือของเธอฆ่ายังผู้คนมากมาย...

...หัวใจของเธอถึงกับเผาผลาญยังผู้คนมากมายด้วยความแค้น

"..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับต้องนิ่งเงียบไปตามๆกัน เพราะไม่มีใครสามารถตัดสินยังความผิดของจูนได้-แม้แต่พวกของเฟสทั้ง 3 คนที่คล้ายกับเป็นผู้ที่สูญเสียบนดินแดนแห่งนี้ก็ไม่สามารถกล่าวอะไรออกไปได้...ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ยังเบื้องหน้าอย่างสิ้นหวังของพวกเธอในยามนี้...

ไม่เพียงเป็นหัวหน้าและเทพเจ้าที่พวกเธอเคารพยิ่ง...

...แต่เป็นทั้งน้องสาวหรือพี่สาวของพวกเธอด้วย

"คนที่ทราบคำตอบนี้มีแค่เธอเพียงคนเดียวเท่านั้น..."

เซบัสที่ก้าวเดินไปหยุดยั้งเบื้องหน้าของจูนถึงกับทรุดลงไปวางยังสร้อยคอสีแดงเพลิงอันเป็นจิตแห่งเทวะที่ยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าแห่งนครเปลวแพลิงเพื่อนรักของเขาบนมือของหญิงสาว-เขาที่ใช้ยังประกายตาสีเขียวมรกตที่อ่อนโยนจับจ้องมองไปยังจูนที่เบื้องหน้าแล้วกล่าวออกไปว่า

"...จงทำตามสิ่งที่หัวใจเธอต้องการอย่างแท้จริงเถอะ"

"..."

จูนที่จ้องมองไปยังชายหนุ่มที่เบื้องหน้าพร้อมทั้งรับยังสร้อยเพชสีแดงเอาไว้พร้อมทั้งลุกขึ้นบาดยังหยาดน้ำตาที่รินไหลออกไปจนหมดสิ้นราวกับทราบยังคำตอบจากหัวใจของเธอแล้ว-หญิงสาวที่ไม่รอช้าจึงรีบก้าวเดินตรงไปหายังมาร์ช ทอยที่นั่งอยู่บนรถเบื้องหน้า...

...ยังเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงที่เธอโหยหาและต้องการจะพบมาตลอดเวลา

"..."

จูนที่หยุดนิ่งจับจ้องมองไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่ ณ เบื้องหน้าพร้อมทั้งสวมยังสร้อยคอสีแดงเพลิงในมือเธอลงไปบนคอของเขาแล้วก้มหน้าลงไปใช้ริมฝีปากของเธอประทับลงไปยังริมฝีปากของเขาที่นั่งอยู่ เพราะเธอรู้แล้วว่า"อีกด้านหนึ่งของความแค้นคืออะไรกัน"...

...ความรัก

ทำเอาทุกคนที่เห็นถึงกับต้องหน้าแดงไปตามๆกันกับความร้อนแรงของหญิงสาวกับเปลวไฟคนนี้

"พรึบ..."

เปลวเพลิงที่ร้อนแรงถึงกับพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องนภาทั่วพิ้นแผ่นฟ้าแห่งมหานครแห่งเปลวไฟนี้ปรากฏเป็นวิหกเพลิงขึ้นขนาดยักษ์กลางปีกปกคลุมไปทั่วผพื้นพิภพราวกับวิหกอตมะที่ชุบชีวิตยังทุกสรรพสิ่ง...

ละอองของเปลวไฟที่ตกลงมาจากปลายปีกที่บินผ่านถึงกับปรากฏยังต้นไม้ใบหญ้างอกเงยขึ้นมา กลายเป็นสายธาร ขุนเขาที่เขียวขจีแห่งยังแผ่นดินที่แห้งแล้งและเปลวเพลิงราวกับมอบยังชีวิตคืนให้กับผู้คนและทุกสิ่งทุกอย่าง...

หากทุกคนมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในยามนี้จะมองเห็นถึงวิหกเพลิงแห่งชีวิตและความหวังพุ่งทะยานปกคลุมท้องนภาอย่างสวยงามด้วยรุ่ง 7 สี...

...ทั้งไฟรักและเพลิงแล้วต่างถูกหลอมร่วมเป็นหนึ่งเดียวภายในรอยจูบนี้ท่ามกลางประกายเพลิงของวิหกที่โบยบินเหนือท้องนภา
-----------------------------------------

"จิ้งจอกสีเงินเรียบร้อยแล้ว"

กาบ้าส่งเสียงกล่าวอกมาพร้อมทั้งรายงานยังฟ็อก์ซถึงเรือจิ้งจอกสีเงินหมายเลข 4 ที่ได้รับการปรับปรุงเรียบร้อยไม่มีปัญหาอะไรอีก...ทำเอาฟ็อก์ซที่พยักหน้าถึงกับกวาดสายตาจ้องมองไปยังโลอี้ จาริโค้ วอรัสและพอร์ล่าที่เหมือนกับเป็นกาฝากอยู่บนเรือของตนอย่างเซ้งๆถึงกับส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"รีบออกเรือได้..."

เพราะรู้ว่า"ถึงไล่พวกนี้ก็คงไม่ยอมลง"เขาที่จ้องมองไปยังเรือสีเงินที่แล่นนำออกไปอยู่ ณ เบื้องหน้าถึงกับส่งเสียงกล่าวออกไปอย่างไม่สบอารมณ์ว่า

"...เดี๋ยวตามซิลเวอร์แอร์โร่ไม่ทัน"

"ใช่ๆรีบตามไปกันเถอะ..."

จาริโค้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งกล่าวต่อไปอีกว่า

"...เดี๋ยวตามพวกสาวๆไม่ทันกันพอดี"

"อืมม์..."

โลอี้ที่ได้ยินถึงกับยิ้มรับออกมาด้วยรอยยิ้มที่งามสง่า-ท่ามกลางสายลมที่เขียวที่โชยพัดประกายตาสีฟ้าครามของเขาถึงกับจ้องมองไปยังซิลเวอร์แอร์โร่ที่กำลังแล่นอยู่เบื้องหน้าราวกับอยากที่จะพายังหัวใจตามไปอย่างรวดเร็วยิ่ง...ส่งท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่ยิ้มรับก็นั่งจิบน้ำชาที่อีโล้รินไห้อย่างสบายอารมณ์-โดยที่มีบัฟฟากับคองก้าคอยยืนอารักขาอยู่ข้างๆกับวอรัสและพอร์ล่าที่ยืนรับลมอย่างสบายอารมณ์

"เชอะ..."

ฟ็อก์ซที่เห็นถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์จึงรีบส่งเสียงสั่งการออกไปอย่างรวดเร็วทันทีว่า

"ออกเรือได้..."

เขายังส่งเสียงร้องตะโกนออกไปอย่างดังลั่นว่า

"...มุ่งหน้าไปยังนครแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรกันเร็วเข้า-ตามซิลเวอร์แอร์โร่ให้ทัน"

"เฮ่..."

เหล่าลูกเรือทั้งหลายต่างส่งเสียงตอบรับออกมาทันทีพร้อมทั้งรีบกางใบเรือโบกสะบัดยังธงโจรสลัดสีดำที่มีรูปจิ้งจอกที่มีหางยาวสวยงดงามสีเงินเป็นประกายภายใต้แสงตะวันแล้วแล่นตรงออกไปทันทีราวกับประกาศให้ทุกคนทราบถึงการคืนชีพของโจรสลัดที่ชั่วร้ายที่สุดของทะเลทรายสีทอง

ห้ามนับซิลเวอร์แอร์โร่ที่เป็นโจรสลัดในหมู่โจรสลัดน่ะ...

...โดยมีจิ้งจอกสีทอง(ลำใหม่)แล่นตามหลังออกมาอย่างไม่ลดล่ะ
--------------------------------------------

"พ่อจะอยู่ที่นี่อีกสักพักหนึ่ง"

ฮิลก้าที่คืนชีพขึ้นมาด้วยประกายไฟของวิหกเพลิงที่บินผ่านถึงกับจับจ้องมองไปยังบุตรสาวที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าบนลานกว้างยอดปราสาทแห่งมาร์ชจูนที่เกิดขึ้นมาแทนยังหอคอยแห่งเปลวไฟทมิฬมาร์ช ทอยที่จางหายไป...ฟรีเนเซียที่ยังไม่ตอบกลับจ้องมองไปยังแม่ของเธอที่ยืนอยู่ด้านข้างราวกับกำลังรอคอยยังท่านให้กล่าวออกมาด้วยความลังเล-ไวนัสที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานแล้วกล่าวออกมาว่า

"แม่จะกลับไปยังตำหนักแห่งแสงมูนไลท์..."

มูนไลท์อันเป็นที่ประทับขององค์ราชินีหมู่เกาะแห่งแสงสว่าง...นางกำนัลแห่งตำหนักเทพผู้ยิ่งใหญ่ที่ยิ้มออกมาอีกครั้งอย่างอ่อนหวานให้กับบุตรสาวแล้วกล่าวออกไปอีกว่า

"...เพราะตอนนี้ท่านเอเรสคงกำลังขาดนางกำนัลแห่งตำหนักเทพสักคนที่คอยช่วยดูแลงานต่างๆน่ะ"

"แล้วลูกค่ะ"

ฮิลก้าที่ยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นราวกับเปลวเพลิงส่งเสียงถามออกไป...ฟรีเนเซียที่ยิ้มออกมาจึงส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"หน้าที่ที่ลูกได้รับจากท่านเอเรสยังไม่จบสิ้นค่ะ..."

ฟรีเนเซียที่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานน่ารักจับจ้องมองไปยังใบหน้าของพ่อและแม่เธออีกครั้งแล้วกล่าวออกมาด้วยความอย่างมั่นใจ

"...ลูกจะยังคงเดินทางไปกับซิลเวอร์แอรืโร่ต่ออีกหน่อย"

"อืมม์..."

ฮิลก้าที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจแล้วยกมือขึ้นลูบยังหัวของฟรีเนเซียอย่างแผ่วเบายิ่ง...ในขนาดที่ไวนัสถึงหลั่งหยาดน้ำตาออกมาด้วยรอยยิ้มที่เศร้าๆถึงการที่ต้องแยกจากกันจึงกอดยังร่างของฟรีเนเซียไว้พร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"พวกเราจะรอลูกกลับมาอยู่ที่มูนไลท์น่ะ"

"ค่ะ..."

ฟรีเนเซียที่ยิ้มตอบรับออกมาอย่างอ่อนหวานพลางจับจ้องมองไปยังซิลเวอร์แอร์โร่ที่แล่นออกไปยังเบื้องหน้าแล้วจึงยืนมือไปยังเจ้ากระจอกน้อยที่น่ารักของเธอพร้อมทั้งเงยหน้าขึ้นไปเห็นยังดีสกับมีมี่ที่เหมือนกำลังจะบินไปยังซิลเวอร์โร่แล้วจึงกล่าวออกมาอย่างมีความสุขว่า

"...เราไปกันเถอะ-สวีด"

"ไม่พบกับแววเดียวก็โตเป็นสาวแล้วสิน่ะ"

ฮิสก้าที่มองยังฟรีเนเซียกำลังมุ่งหน้าตามยังซิลเวอร์แอร์โร่ออกไปถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเศร้าสร้อยนิดๆเมื่อเห็นยังบุตรีที่เติมโตเป็นสาวแล้ว เพราะสำหรับเขาแล้วเวลา-มันช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเสียจริง...ก่อนที่จะได้ยินเสียงดังมาจากด้านข้าง

"นั่นสิ...พอล่ะสายตาแววเดียวก็กลายเป็นสาวกันหมดแล้ว"

ฮิลก้าที่หันไปมองยังด้านข้างจึงพบยังโฮฟาที่เป็นทั้งศัตรูและเพื่อนรักที่เคยต่อสู้กันมาหลายต่อหลายครั้งซึ่งคืนชีพมาด้วยประกายละอองของเปลวไฟวิหกเพลิงด้วยเช่นกัน-เมื่อมองต่างสายตาของอีกฝ่ายจึงยิ้มออกมาอย่างอับจนปัญญาและช่วยเหลืออะไรไม่ได้เหมือนกัน...

...

ยังภาพของจูนที่ในยามนี้กำลังเข็นยังรถเข็นที่มาร์ช ทอย-เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงกำลังนั่งอยู่ออกมารับยังสายลมและแสงแดดในยามเช้าของวันใหญ่ที่งดงาม...

...ยังโลกหล้าที่ไร้ยังสงครามและความโหดร้ายของดินแดนตะวันตกไกลนี้

หญิงสาวที่เห็นยังพวกของดีสและมีมี่ที่พุ่งบินไปยังซิลเวอร์แอร์โร่หลังจากที่เธอสลายยังกองทัพกบฏแล้วจึงหันไปกล่าวกับเฟสที่อยู่ด้านข้างว่า

"เธอไม่ไปกับพวกนั้นด้วยหรือ"

"ไม่ค่ะ..."

เฟสที่ส่ายหน้าพร้อมทั้งจับจ้องมองไปยังจูนที่เคารพและจงรักภักดีที่อยู่ด้านข้าง-เธอที่ตกลงใจจะช่วยเหลือยังจูนดูแลยังเทพจ้าแห่งนครเปลวเพลิงให้กลับคืนสู่ปกติ ต้องการที่จะช่วยเหลือบางเบาและแบกรับยังบาปร่วมกันจึงส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

"...ฉันจะอยู่เคียงข้างท่านจูนตลอดไปค่ะ"

"ขอบใจน่ะ"

จูนที่ยิ้มรับถึงกับส่งเสียงกล่าวต่อไปออกไปอย่างดีใจยิ่งที่อย่างน้อยที่ข้างกายเธอยังมีคนที่เข้าใจและให้อภัยอยู่...เฟสที่เห็นถึงรอยยิ้มนี้แล้วจึงพยักหน้ารับพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปอีกว่า

"แล้วอีกอย่างมีคนที่เก่งกาจและเหมาะสมกว่าฉันเดินทางไปด้วยอยู่แล้วล่ะ"

"นั่นสิ"

จูนที่คล้ายกับฉุกใจคิดอะไรขึ้นมาได้ถึงกับยิ้มออกมาอย่างพอใจยิ่ง...ในขนาดที่เฟสซึ่งสังเกตเห็นยังมาร์ช ทอยที่นั่งอยู่ผิดปกติจึงรีบส่งเสียงร้องออกไปว่า

"ท่านจูนค่ะ...ท่านมาร์ช..."

"หือ..."

จูนที่ตกใจจึงรีบหันกลับไปมองยังมาร์ช ทอยที่กำลังนั่งอยู่บนรถเข็นที่เบื้องหน้าทันที...มาร์ช ทอยที่กำลังจับจ้องมองไปยังท้องฟ้า-ยังทิศทางที่ซิลเวอร์แอร์โร่พุ่งทะยานออกไปถึงกับเผลอเอื้อมมือออกไปยังเบื้องหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"ลูเซ่..."

"อา..."

จูนที่เห็นยังปฏิกิริยาของมาร์ชที่เกิดขึ้นถึงกับเอื้อมมือออกไปคว้ายังมือของเขาที่ตกลงมาอย่างสิ่งแรง-เอาสองกุมไว้ยังหัวใจของเธอพร้อมทั้งหลั่งน้ำตาออกมาด้วยรอยยิ้มที่ยินดียิ่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเธอเชื่อว่าอีกไม่นานเขาจะกลับคืนมาเป็นเทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงงดงามสง่าอีกครั้งหนึ่ง...

...ดั่งเทพอพอล์โล่ผู้ยิ่งใหญ่

...ดั่งเทพแห่งความรักและความหวังในหัวใจเธอ
-----------------------------------

"ลั่นล่า..."

ยูอันที่กำลังส่งเสียงร้องอั่มเพลงออกมาอย่างดีใจและร่ำรวยนับยังเหรียญจูนที่ไร้นับมาจากหญิงสาวอย่างมีความสุข เพราะเพียงแค่ออกความคิดนิดหน่อย-เธอก็ไม่ต้องเดือดร้อนเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไปแล้ว...ทำเอาอานิต้าที่จ้องมองไปยังยูอันถึงกับเค้นเสียงออกมาอย่างไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง

"เชอะ"

"เอาน่า...เอาน่า..."

โดโรธีที่ยิ้มปลอบใจยังอีกฝ่ายถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมา...มินะจึงยิ้มแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอีกคนว่า

"อย่าโกรธไปแล้วน่ะ-แค่เรื่องเล็กๆน้อยๆเท่านั้น"

"พวกเธอไม่ได้โดนเองไม่รู้หรอก"

อานิต้าเค้นเสียงตอบออกมาอย่างเซ้งๆ...ในขนาดที่มินากลับตบยังหัวไหล่ของอีกฝ่ายกลับยิ้มแล้วกล่าวออกมาอีกคนว่า

"ปลงๆซ่ะเถอะ"

"สวัสดีค่ะ..."

อยู่เสียงจากคลื่นวิทยุก็ดังขึ้นมาผ่านยังลำโพงของซิลเวอร์แอร์โร่ทำเอาทุกคนที่รู้สึกคุ้นหูจึงเผลอตั้งใจฟัง-แล้วเสียงของแม่นกแก้วบีบี่ที่เปลี่ยนงานใหม่มาเป็นคนจัดรายการวิทยุแทนจึงกล่าวออกมาอีกว่า

"...วันนี้มีข่าวที่น่ายินดีอีกเรื่องนอกจากอาการของท่านมาร์ช ทอยที่ดีขึ้นพร้อมทั้งนครแห่งเปลวไฟที่ผู้คนมีความสุขแล้วก็คือท่านจูนได้ประกาศยังค่าเงินใหม่ออกมาแล้วค่า..."

แม่นกแก้วสาวหยุดเล็กน้อยพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...เพื่อฉลองการเกิดใหฒ่ของดินแดนที่ไร้ยังสงครามจึงตั้งค่าเงินใหม่ที่มีชื่อว่าจูนมาร์ชและยกเลิกยังค่าเงินจูนแล้วค่ะ..."

"หา..."

ยูอันที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นด้วยความตกใจทันที-เธอจึงได้แต่ฟังยังข่าวจากแม่นกแก้วสาวต่อไปอีก

"...ขอให้ทุกท่านที่มีค่าเงินจูนเก็บเอาไว้รีบไปแลกเงินสกุลใหม่ที่ปราสาทมาร์ชจูนก่อนวันพรุ่งนี้น่ะค่ะ..."

เธอที่หยุดแล้วส่งเสียงกล่าวต่อไปว่า

"...ไม่งั้นเงินจะใช้ไม่ได้อีก"

"บ้าน่า..."

ยูอันที่ไม่รอช้ารีบเก้บยังเหรียญทองที่มีรูปจูนของเธอขึ้นมาอย่างรวดเร็วรีบวิ่งตรงไปยังกาบเรือหมายจะกระโดดลงไปพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกไปว่า

"...จอดเรือเดี๋ยวนี้น่ะ-ฉันจะลงจากเรือ"

"เธอจะไปไหน..."

โซฟานที่ตวัดยังดาบสกายบูลมาฟาดยังลำคอของยูอันถึงยิ้มออกมาพลางส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มที่สนุกสนามว่า

"...เรายังมีธุระเหลือกันอยู่ไม่ใช่หรือ"

เพราะโซฟานที่เห็นยังฝีมือของยูอันในการต่อสู้กับเจ้ามังกรเพลิงแล้วเกิดการชอบใจ-ไม่มีทางปล่อยยังเหยื่อชิ้นนี้ไปง่ายๆอย่างแน่นอนเลย...แต่ยูอันที่ไม่รู้จะหนีไปทางไหนดีกลับเหลือสายตาเงยขึ้นไปมองเห็นยังดีสกับมีมี่ที่แบกยังเก้าอี้ยาวของฟรีเนเซียพุ่งตรงมายังดาดฟ้าเรือของซิลเวอร์แอร์โร่จึงส่งเสียงร้องออกไปด้วยความดีใจว่า

"ช่วยด้วย-ฟรีเนเซีย"

"หือ..."

โซฟานที่ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความสงสัยพลางหันไปมองยังเก้าอี้ยาวที่ถูกวางลงมายังดาดฟ้าเธอพร้อมด้วยร่างของฟรีเนเซียที่กำลังดื่มเหล้าในจอที่เจ้ากระจอกน้อยรินให้อยู่ด้วยรอยยิ้ม-เธอถึงกับเลิกคิ้วที่เรียวสวยสีฟ้าจ้องมองยังอีกฝ่ายรับยังรอยยิ้มนั้นทันที...แต่พวกโดโรธีที่เห็นยังพวกดีสกับมีมี่มายังเธอด้วยจึงพุ่งเข้าไปหา-โดโรธีถึงกับร้องถามออกไปว่า

"พวกเธอมาทำไมกัน"

"พวกเรามีคนรับใช้ของฟรีเนเซีย"

ดีสส่งเสียงตอบรับออกมาอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจสักเท่าไหร่นัก เพราะนี่เป็นข้อแลกเปลี่ยนกับฟรีเนเซียในการขอขึ้นยังซิลเวอร์แอร์โร่สำหรับออกเดินทางไปเที่ยวยังดินแดนต่างๆของพวกเธอ...มินะที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องถามออกไปอีกว่า

"ใครอนุญาตกัน"

ฟรีเนเซียที่ยิ้มออกมาพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังแม่ลูกแมวทั้งสาวแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"ถ้ามีปัญหาอะไรก็ถามน้องสาวที่น่ารักทั้งสามของฉันก็ได้นี่"

"หือ..."

มินาส่งเสียงร้องออกมาพร้อมทั้งกวาดสายตาไปมองยังเซเรสที่นั่งอยู่บนเสากระโดงเรือ ยูอันที่ร้องโวยว้ายจะลงจากเรือที่เบื้องหน้าและไทกะที่กำลังถูดาดฟ้าเรืออยู่ด้วยความหนักใจ เพราะทั้ง 3 คนคล้ายกับพวกเธอรับมือไม่ไหวเลยสักคนเลย...แต่โซฟานที่ยิ้มออกมาอย่างสบใจถึงกับส่งเสียงร้องออกไปว่า

"ฉันเองที่มีปัญหา"

เพราะเธออยากที่จะดวงกับพวกนางกำนัลแห่งตำหนักเทพทั้ง 4 อยู่แล้ว...แต่อยู่ๆบนท้องฟ้ากลับปรากฏยังเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างร้อนแรงดังขึ้นมาว่า

"ฉันรับมือเอง"

"พรึบ..."

พร้อมทั้งร่างของหญิงสาวชนเผ่าวิหกสีแดงปรากฏขึ้นมาเบื้องหน้าของโซฟานท่ามกลางสายตาของทุกคน...

เธอเป็นหญิงสาวชนเผ่าวิหกเพลิงที่มีใบหน้าสวยงาม ดวงตาคมกรีบราวกับคมดาบสีน้ำเงินเข้ม ไว้ผมยาวสีแดงราวโลหิตและเปลวไฟยาวถึงกลางหลัง จมูกโด่งสาวขาวนวลสวยเหนือริมฝีปากที่บอบบางสีแดง อายุประมาณ 23 ถึง 24 ปีร่างสูงโปร่งดูสวยสาวสง่างามยิ่ง...

สวมใส่ยังเสื้อสีแดงที่หลอมกว้าง กางเกงยีนส์ขายาว รองเท้าบูมสีดำสนิท คาดยังเอวด้วยเข็มขัดหนังเส้นโตสีน้ำตาลสะพานยังดาบที่เรียวยาวสีแดงกำลังยืนขว้างยังเบื้องหน้าของโซฟานราวกับรับการท้าทายจากเธอและพร้อมที่จะรบอยู่เสมอสมกับฉายยาของเธอ...ดีสที่เห็นถึงหญิงสาวในชุดแดงถึงกับยิ้มแล้วส่งเสียงร้องออกมาทันทีว่า

"ท่านแม่ทัพแคสท์"

"หัวหน้าแคสท์"

มีมี่ก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจถึงการมาของหญิงสาวชุดแดรง-เธอหรือปีกซ้ายแห่งเปลวเพลิง-แคสท์ ฟินิสก์ (Cast Phoenix) อดีตแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดของกองทัพกบฏที่ล่มสลายไปถึงกับจ้องมองไปยังโซฟานคล้ายกับทราบดีถึงอำนาจที่ตัดสินใจของอีกฝ่ายแล้วจึงกล่าวออกไปว่า

"ฉันได้รับคำสั่งจากท่านจูนให้มาช่วยเหลอซิลเวอร์แอร์โร่เป็นการตอบแทน..."

เธอที่อยู่เคียงข้างจูนตั้งแต่เล็กจนโต-ร่วมทั้งวันที่พ่อของเด็กสาวจากไปเพียงจ้องมองไปยังโซฟานแล้วถามออกไปว่า

"...กัปตันเรือของซิลเวอร์แอร์โร่อยู่ที่ไหน"

"ถามดาบในมือของฉันดูสิ"

โซฟานส่งเสียงตอบออกไปพร้อมทั้งตวัดดาบชี้ไปยังเบื้องหน้าของอีกฝ่ายราวกับต้องการมานานแล้วที่จะสู้กับนักดาบที่ได้รับการไว้ใจจากจูน...แคสท์ที่ยิ้มรับออกมาอย่างเย็นชากลับพลาดตวัดดาบที่เรียวยาวสีแดงอันเป็นอาวุธสุดยอดแห่งกองทัพกบฏออกมาพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"ได้แล้ว"

"..."

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับนิ่งเงียบไปตามๆกันเพื่อรอยังการต่อสู้ของทั้งสอง...แต่อยู่ๆกลับมีเสียงที่อ่อนหวานราวกับแสงจันทร์ที่อ่อนโยนดังขึ้นมาว่า

"ทุกคนได้เวลาทานอาหารแล้วล่ะ"

"หือ"

ทำเอาทุกคนที่ได้ยินถึงกับรู้สึกหิวขึ้นมาทันที-ยิ่งเมื่อกวาดสายตาจ้องมองไปยังอาร์เชอะที่กำลังนั่งรอทานอาหารอยู่ข้างแอร์โร่กับเมียร่าและฟอการิต้าที่มีเจนนี่กับทาญาเป็นแม่ครัวอยู่อย่างผิดหวังราวกับทราบดี...

...บนซิลเวอร์แอร์โร่ลำนี้หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากอาร์เชอะ-ไม่มีทางทำอะไรได้อย่างแน่นอนเลย

"นี่เซเรส-เซไนล์ทานอาหารได้แล้ว"

เจนนี่ที่ปรุงอาหารเสร็จถึงกับส่งเสียงร้องตะโกนเรียกยังเซเรสที่นั่งอยู่บนเสากระโดงเรือและเซไนล์ที่กำลังยืนจ้องมองดูยังท้องทะเลเบื้องหน้าที่จะมุ่งหน้าตรงไปยังนครแห่งสายน้ำกลางห้วงมหาสมุทรอยู่-แม่เงือกสาวถึงกับหันมายิ้มอย่างน่ารักทันทีว่า

"ค่ะ"

"แล้วโซฟีเน่ล่ะอยู่ไหน"

กาเน็ทที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังทุกคนที่มากับครบแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความสงสัยยิ่ง...อาธิต้าจึงชี้ไปยังดาดฟ้าด้านหน้าพร้อมทั้งส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"อยู่ที่ด้านหน้ากับเซบัสน่ะ"
----------------------------------------------------

เซบัสที่กำลังยืนอยู่ที่หัวเรือ-เขาจ้องมองไปยังทิศตะวันออกไกลที่ดวงตะวันกำลังขึ้นมาจากขอบฟ้าอีกครั้ง

"ฮ้าก...ก"

เจ้ามังกรตัวน้อยสีม่วงมรกตที่นั่งอยู่บนหลังเจ้าโฮฟส่งเสียงร้องออกมาเล็กน้อยทำลายยังความเงียบสงบ...เซบัสที่ได้ยินหันกลับลงมาจ้องมองดูมันแล้วถามออกไปว่า

"มีอะไรหรือ"

ก่อนที่...

ก่อนที่...

"เซบัส..."

เสียงเรียกของโซฟีเน่จะดังขึ้นมาอย่างชัดเจน-ท่ามกลางท้องฟ้าที่สว่างไสวของยามเช้า...เซบัสเห็นถึงประกายริ้วแสงสีทองที่งดงามสวยกังวานไพเราะยิ่งกว่ากระแสเสียงใด-ปีกสีขาวสะอาดที่บริสุทธิ์ดุจปุ้ยเมฆบนท้องฟ้ากำลังสะท้อนเป็นประกายสีทองงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดใต้แสงแห่งดวงตะวัน

...สีทองที่ยิ่งใหญ่เต็มเปี่ยมด้วยพลังดุจดวงตะวันพบฟากฟ้าทิวากาล อบอุ่นนวลดั่งแสงจันทร์เพ็ญกลางท้องนภาราตรีกาล แข็งแกร่งเหมือนทองคำเป็นประกายสวยงดงามเช่นลำแสงสีทองอร่ามเริงรองราวความฝันและความหวัง

"...เซบัส"

เซบัสได้ยินเสียงของโซฟีเน่ร้องเรียกลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้งหนึ่ง...เขาได้แต่ยิ้มออกไปเล็กน้อย-ก่อนที่จะร้องตอบออกไปว่า

"โซฟีเน่…"

ยังไม่ทันสิ้นเสียงของเขา...โซฟีเน่ก็พุ่งร่างของเธอลงมายืนเบื้องหน้าของเซบัส-โผเข้ากอดร่างของเขาไว้อย่างรวดเร็วพร้อมทั้งรอยยิ้มที่งดงามสดใสสวยงามยิ่งกว่าดวงตะวัน เพราะไม่ว่าเซบัสจะไปที่ไหน-เธอก็สามารถรับรู้...รับทราบได้เสมอ

...เพราะว่าเซบัสอยู่ในใจของเธอเสมอ...เฉกเช่นกับที่เธออยู่ในใจเขาเสมอ

...

กาลเวลาถูกทิ้งไว้ให้เป็นนิรันดร์นานเท่าไหร่-มิสามารถทราบได้...ก่อนที่โซฟี่เน่จะถอยร่างออกมาเล็กน้อย ในดวงตาสีเขียวมรกตของเธอที่หลั่งน้ำตาไหลออกมา-โซฟีเน่เพียงจ้องมองไปยังใบหน้าของเซบัส...เซบัสก็เช่นเดียวกัน-ที่ดวงตาสีเขียวมรกตของเขาจ้องมองไปยังใบหน้าของโซฟีเน่

...ในประกายตาของทั้งสองต่างจับจ้องมองกัน

...มีเพียงแต่ประกายตาของกันและกัน...เท่านั้น

กาลเวลาคล้ายหยุด...หยุดลงเป็นแค่ของเราสอง

ณ ดินแดนแห่งเปลวเพลิงภายใต้ดวงตะวันที่สดใสท่ามกลางสายลมที่โชยพัด-มีเพียงโซฟีเน่และเซบัสเท่านั้น

สายลม...ยังคงมีสายลม

สายลมยังคงพัดพาใบไม้แห่งความรักฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่น-ให้ล่องลอยระริ้วขึ้นไปกับสายลม...เฉกเช่นพัดพากาลเวลาให้จางมลายหายไปกับสายลมอีกครั้ง

แต่...

แต่ทั้งสายลมและกาลเวลากลับไร้ค่า-สำหรับทั้งสอง

...โซฟีเน่

และ...

...เซบัส

เงียบ...ท่ามกลางความนิ่งเงียบที่สองหัวใจต่างกล่าวและขับร้องออกมาเป็นสิ่งเดียวกัน

ความรัก

บทเพลงแห่งความรักที่ร่วมบรรเลงคู่สร้างสรรค์แปรเปลี่ยนสีของโลกหล้าในยามทิวาบนท้องทะเลสีครามนี้-ให้งดงามสวยซึ้งตรึงตราใจยิ่งกว่าวันเวลาใด

"เซบัส..."

โซฟีเน่ส่งเสียงออกมาอีกครั้งในใจ-อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข...เธอนิ่งเงียบไม่คิดกล่าวอะไรออกไปทำลายห้วงแห่งความเงียบที่อบอุ่นไปด้วยสรรพเสียงนี้...เสียงแห่งหัวใจของเธอกับเซบัส

โซฟีเน่ในยามนี้มองเข้าไปในดวงตาของเซบัส-ด้วยใบหน้าในยามนี้ที่แดงขึ้นและแผ่วร้อนด้วยสีแห่งความรัก-ปราศจากความเอียงอายใดๆ

...คล้ายว่า"ความรู้สึกที่เธอมีต่อเซบัสคล้ายความรู้สึกที่มันถูกต้องประการหนึ่ง"

...มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของเธอ-ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องถูกซุกซ่อนด้วยความอายอีก...ดั่งราววิหกสาวที่เร้าร้อนมุ่งมั่นดุจเปลวไฟจะโบยบินสู่ฟากฟ้าที่ปรารถนา(BIRD-DOG)

...

ในยามที่ทุกท้วงทำนองไร้เสียงเพียงมเสียงเพลงเบาจากพิญของโพอิกัสที่ดังขึ้นมา...โซฟีเน่ได้หลับตาลง-เธอพริ้มขนตาที่เรียวยาวงามงอนสีทองของเธอลงไปเผยอหน้าขึ้นไปเล็กน้อย

ที่เบื้องหน้าของเซบัสมีเบื้องโซฟีเน่เท่านั้น-สิ่งที่เขาได้ยินมีเพียงเสียงหัวใจของตนและเธอกำลังเต้นอยู่เท่านั้น จากค่อยๆต่างคนต่างเต้น-จนมาเต้นผสานเป็นเสียงเดียวกันเพื่อร่วมบรรเลงบทเพลงที่ซึ้งตรึงตราที่สุดในโลกหล้า

...บทเพลงแห่งความรักของเราสอง

ดวงตามีเพียงประกายแห่งความรักของเราสอง...ปล่อยให้การเวลาไปอย่างไร้ความหมาย

"เซบัส..."

โซฟีเน่ที่เงยหน้ามองดูยังชายหนุ่มที่เบื้องหน้าถึงกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนหวานและน่ารักพลางส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างน่าแดงว่า

"...ฉันไม่อะไรบางอย่างจะบอกกับคุณน่ะ"

"อะไรหรือ"

เซบัสที่จ้องมองไปยังใบหน้าของหญิงสาวถึงกับส่งเสียงร้องออกไปด้วยความสงสัยยิ่ง...โซฟีเน่ที่อมยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างดีใจว่า

"...เธอที่กำลังหลับใหลอยู่ในหัวใจกำลังจะตื่นขึ้นมาอีกแล้ว"

"จริงหรือ"

เซบัสที่ได้ยินถึงกับร้องถามออกมาด้วยรอยยิ้มที่ยินดีเป็นอย่างยิ่งทำเอาโซฟีเน่ที่ได้เห็นถึงกับรู้สึกไม่พอใจยังชายหนุ่มที่ดีใจที่ได้พบยัง”มาเรียเบ็ล”ถึงกับหันออกไปมองยังทางอื่นอย่างแง่งอนพลาดตวัดเท้าเตะยังเศษเล็กเศษน้อยที่อยู่ใกล้ๆพลางส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"เชอะ..."

"คุณโกรธอะไรน่ะ-โซฟีเน่"

เซบัสถึงับส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัย...แต่โซฟีเน่กลับส่งเสียงร้องออกไปทันทีอย่างน้อยใจและไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่งว่า

"ฉันไม่ได้โกรธอะไรเสียหน่อยนี่"

แต่เธอโกรธจริงๆ...ไม่ต้องเซบัส-ใครๆก็รู้สึกได้

"..."

แต่เซบัสที่ยิ้มออกมาเล็กน้อยกลับกุมมายังโซฟีเน่เอาไว้เป็นการปลอบโยนยังหญิงสาวพลางส่งเสียงกล่าวออกไปราวกับทราบแล้วว่าเพราะอะไรเธอจึงไม่พอใจ”จึงกล่าวออกไปว่า

"...สำหรับผมแล้วมาเรียเบ็ลก็คืออีกด้านของคุณที่กล้าหาญและอ่อนโยนกว่า"

"หมายความว่าฉันไม่กล้าหาญและอ่อนโยนหรือไงกัน"

โซฟีเน่ถึงกับเชิดปากส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง...เซบัสที่ยิ้มออกมาพร้อมทั้งจับจ้องมองไปในประกายตาสีเขียวมรกตที่เบื้องหน้าท่อทาบยังเงาร่างของเขาและเธอเป็นหนึ่งเดียวกันในแววตาของกันและกันถึงกับส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"คุณที่อยู่เบื้องหน้าของผมคือมาเรียเบ็ลที่น่ารักและแง่งอนกว่าไงล่ะ"

"บ้า..."

โซฟีเน่ที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาพร้อมด้วยใบหน้าที่แดงขึ้นมาอย่างเอียงอายพลางก้มหน้าลงไปไม่กล้าที่จะสบยังสายตาของชายหนุ่ม...เซบัสจึงก้มหน้าลงไปจูบยังหน้าผากของโซฟีเน่อย่างแผวเบาราวกับสายลมสีเขียวมรกตที่โชยพัดผ่าน

...

โซฟีเน่ที่เห็นเซบัสประทับยังรอยจูบลงมาถึงกับหลับตาลงไปอย่างมีความสุขยิ่ง...โดยที่ไม่ทันได้รู้เลยว่า...

...พวกโดโรธี เจนนี่ มินะ มินา อาธีน่าและใครอีกหลายต่อหลายคนที่อยู่บนดาดฟ้าเรือกลับคนแอบดูอยู่พร้อมทั้งได้ยินเสียงกล่าวของทั้งสองอย่างชัดเจน

...โซฟีเน่พลาดท่าอีกแล้ว

ท่ามกลางเรือซิลเวอร์แอร์โร่แล่นออกไปทางทิศตะวันออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง...ที่ด้านหลังยังคงตามหลังมาด้วยจิ้งจอกสีเงินและสีทอง

...การเดินทางพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง...เท่านั้น

...การเดินทางของวิหกสาวผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักที่ร้อนแรงและยิ่งใหญ่

TO BE CONTINUE

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 09 ม.ค.54 เวลา 04:23:46 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 1 จากทั้งหมด 1 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ