runaway guy
คนเดินทาง

Divine Comdey - บทที่ 26 - ดงผีพนัน (ครึ่งหลัง)

ความเดิมจากตอนที่แล้ว

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทที่ 26 - ดงผีพนัน

ดอลเต้ อะกรีเอ้ถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อพ้นออกมาจากโรงแรม

“นี่น้องชาย เล่นได้แล้วทำไมถอนหายใจเฮือกๆ ยังกะคนเสียจนหมดตูด” โรเซียสถามขึ้นขณะที่เบี่ยงตัวแทรกคน เดินตามดอลเต้ไปบนถนนสายธุรกิจของพลูทัส คนที่โดนคนจากเมืองหลวงลากเอาๆ พยายามหันหน้ามาตอบอย่างเต็มกำลัง

“ผมโล่งอกฮะ นึกว่าจะต้องเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเสียเงินหมดกองซะอีก แบบนั้นเบื่อตายเลย”

เพียงเท่านั้น คนที่มัวแต่ลากคนตัวเปี๊ยกก็ปล่อยมือแล้วหันกลับมาจวกคดีความที่ยังค้างชำระทันที

“เบื่อตายชักแล้วลงไปเล่นทำไมวะ!? นี่ถ้าหมดตัวไปแกจะเอาอะไรเป็นทุนเดินทางไปถึงเมืองหลวงไม่ทราบ!?”

“ก็แหม” คนมีสิทธิ์หมดตัวทำท่าเอียงอายได้น่าเขกกะโหลกในสายตาคนถาม “ผมเห็นพวกพี่ๆ เขาลุ้นกันระทึกท่าทางเหมือนสนุกนี่ฮะ ผมก็เลยเข้าไปดู แล้วพอลุงเข้าชวนเล่นผมก็เลยลองดูบ้าง ผมอยากรู้นี่ฮะว่าเขาเล่นอะไรกัน ใครจะไปรู้ละฮะว่ามีแต่ทายสูงกลางต่ำ แถมเล่นแล้วยังเลิกไม่ได้อีก” พูดแล้วพ่อครัวฝึกหัดก็ทำแก้มป่อง ก่อนจะตบท้ายด้วยความมั่นใจว่า “แบบนี้สามสี่เกมก็เบื่อแล้ว”

นอกจากแอสทารอทแล้ว ชาวอินเฟอโนอีกสามคนในคณะพรรคทำหน้าปูเลี่ยนให้กับคำพูดเด็กชาย แล้วโรเซียสก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายถามขึ้นว่า

“ไม่สนุกเลยเหรอตอนทายถูกน่ะ?”

“แรกๆ ก็สนุกดีละฮะ แต่หลังจากนั้น” ดอลเต้ทำหน้าเมื่อยเป็นครั้งแรกในชีวิต ชวนให้คนฟังแอบเหลือบตาไปมองต้นฉบับผิวขาวจัดที่ยืนหัวโด่ แล้วแอบคิดในใจว่าคงมีการติดเชื้อเกิดขึ้น “มันก็แค่นั้นละฮะ ทายถูก ไม่เห็นจะมีอะไรเลย แถมมีอยู่แค่สามอย่าง ไม่เห็นต้องคิดอะไรเลย”

“แล้วได้เงินมันไม่ดีเรอะ?” ต้นฉบับหน้าเมื่อยถามขึ้น

“มันก็ดีอยู่หรอกฮะ... แต่คิดอีกที มันเงินใครก็ไม่รู้ อยู่ๆ ก็ได้มา แถมทำไมได้มาผมก็ไม่รู้ ผมรู้สึกไม่ดีฮะ” ว่าแล้วดอลเต้ก็เอื้อมมือไปรั้งขากางเกงขึ้นมา ก่อนจะเสริมไปว่า “แถมหนักด้วยฮะ กางเกงผมจะหลุด”

มิราจพ่นลมหายใจพรืดด้วยความหมั่นไส้ จะบอกว่าตัวเองเล่นได้มากละสิท่า!

“ถ้ามันหนักนักก็ใช้ๆ มันให้หมดไปซะสิ” ชายหนุ่มประชดสนองความหมั่นไส้เต็มประดา หากดอลเต้ไม่รับรู้ถึงความนัยอันแท้จริงของประโยคนั้น เด็กชายเงยหน้าถามพี่ชายรูปหล่อตัวเองเป็นจริงเป็นจังขึ้นว่า

“จะให้ผมใช้เงินทำอะไรละฮะ มากขนาดนี้”

“จ่ายค่าห้องพักเลี้ยงเฮียซักคืนสิ” โรเซียสยื่นหน้าเข้ามาทันที

“หนึ่งเหรียญทองริง ไม่ไหวหรอกฮะ ได้มากขนาดนั้นหรือเปล่าผมยังไม่รู้เลย” โรเซียสอ้าปากจะค้านเด็กชายว่าเกินแหงๆ หากไม่ทันมิราจผู้ยันมือใส่หัวตัวเองโครมเข้าให้ โอเลียตต้าฉวยโอกาสจังหวะนั้นพูดแทรกขึ้นมาทันที

“งั้นเลี้ยงอาหารพี่สักมื้อก็ดีนะคะ”

“เลี้ยงเธอหนึ่งมื้อฉันว่ามากกว่าค่าห้องที่ไอ้ลามกขอให้ออกให้ซะอีก” มิราจขัดขึ้นก่อนที่ดอลเต้จะได้ตอบรับหรือปฏิเสธอะไร โอเลียตต้าเลยหันไปแย้งมิราจแทน

“แหม ถ้ามีคนเลี้ยงอาหารฉันนะคะ ฉันทานแบบกระมิดกระเมี้ยนก็ได้ค่ะ แล้วที่นี่ไม่ใช่สนอททัลก์นะคะ แค่สองเหรียญเงินคราวน์ก็...อะหื้อ” ว่าแล้วเด็กสาวนักเรียนเวทก็ทำท่าเคลิ้มฝัน เสียแต่ว่าน้ำลายที่สออยู่มุมปากกับเสียงอุทานอะหื้อชวนให้คนเห็นชาวอินเฟอโนรู้สึกแขยงแบบแปลกๆ

มิราจถึงกับต้องหันมาถามดอลเต้ว่า

“แกแน่ใจเหรอว่าแกจะเลี้ยงอาหารคนแบบนี้น่ะ?”

ชาวเซราฟผู้ไม่เห็นว่าเสียงอะหื้อจะน่าเกลียดตรงไหนพยักหน้าหงึก แล้วก็ขยับปากเตรียมจะอรรถาธิบายต่อไป หากยังไม่ทันได้เปล่งเสียงอะไรออกมา พื้นดินที่ยืนอยู่ก็เริ่มสั่นสะเทือน ถ้วยชามโลหะสลักลายที่วางอยู่กับแผงแบกะดินเขย่าไปกระทบกันส่งเสียงเคร้งเบาๆ กระนั้นผู้ซื้อผู้ขายก็ยังทำการซื้อขายต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หากดอลเต้เกิดตกใจกับแผ่นดินไหว ประกอบกับจังหวะนั้น คนที่อยู่ข้างหลังโอเลียตต้าเกิดตัดสินใจทรุดตัวลงนั่งยองๆ ซื้อของ บั้นท้ายของคนนั่งไปกระแทกโดนข้อพับขาของนักเรียนเวท ส่งผลให้เด็กสาวผิวซีดผมสีซีดถลามาข้างหน้า ทิ้งน้ำหนักใส่เด็กชายร่างเล็ก ทำเอาคนตัวเล็กเสียหลักไปข้างหลัง พ่อครัวฝึกหัดวาดมือไปข้างหลังหาที่ยึดตามสัญชาตญาณ เสียแต่ว่ามือเด็กชายกลับคว้าได้กระบะไม้ใส่กระดาษที่วางอยู่บนแผงขายของข้างหลัง พอเจ้าของมือทิ้งน้ำหนัก กระบะไม้เลื่อนออกมาจากแผง หล่นใส่หัวคนจากเซราฟที่เสียหลักไปนั่งจุ้มปุกอยู่หน้าแผงพอดี กระดาษที่อยู่ในกระบะร่วงใส่หัวเด็กชายจากเซราฟและเด็กสาวจากสนอททัลก์ให้ว่อน

“ไอ้หยา ซี้เลี้ยวง่า สลากของอั๊วะ!” เจ้าของแผงส่งเสียงลั่นเหมือนจะซี้แหงจริงๆ ไม่ร้องเปล่า ยังชะโงกหัวที่โกนไปครึ่งมามองเด็กสองคนที่แอ้งแม้งอยู่หน้าแผงตัวเอง

“ขอโทษฮะคุณลุง เดี๋ยวผมจะรีบเก็บให้เดี๋ยวนี้ละฮะ!” แม้ว่าแผ่นดินยังไม่หยุดไหวเสียทีเดียว แต่เด็กชายจากเซราฟก็รีบตะลีตะลานคลานเก็บกระดาษที่เกลื่อนกลาดรอบใส่กระบะคืนให้เจ้าของแผง หลังจากรับกระบะไปจากเด็กชาย เจ้าของสลากก็รีบนับกระดาษที่อยู่ในกระบะทันที นับไปสลับเรียงหน้าเรียงหลังไปสามรอบ คนที่เพิ่งจะซี้แหงเมื่อครู่ก็โวยวายขึ้นมา

“ไม่ครบ! อาตี๋ สลากอั๊วะอีกแผ่นลื้อเอาไปไว้หนาย!?”

“เอ๊ะ! สลาก?” ดอลเต้ตบตามตัวพลางเปิดกระเป๋าควานหาสิ่งที่น่าจะเป็นสลาก ทว่าไม่ว่าจะค้นจะลูบหรือจะก้มลงงัดเท้าคนใกล้ๆ ขึ้นมาดูเท่าไหร่ เด็กชายก็ไม่เห็นอะไรที่เหมือนสลากในความจำตัวเองซักอย่าง เจอแต่กระดาษเขียนตัวเลขขยุกขยุยเจ็ดตัวอยู่แผ่นเดียวที่เผลอเหยียบไปจนขึ้นเป็นรอยเท้า

“ผมไม่เห็นเจอสลากที่ไหนเลยฮะ เจอแต่กระดาษแผ่นนี้แผ่นเดียว”

“ไอ้หยา ลื้อเหยียบสลากอั๊วะ! ซี้เลี้ยวง่า!”

“เอ๊ะ นี่สลากเหรอฮะ!” ดอลเต้ก้มลงมองสลากในมือราวกับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ติดอันดับโลก แต่เจ้าของแผงที่จะตายเป็นรอบที่สองยังคงคร่ำครวญต่อไป

“สลากเปื้อนรอยตีน อั๊วจะขายล่ายไง! อาตี๋ ลื้อต้องชดใช้! ซื้อสลากใบนั้นไปจากอั๊วะซะลีๆ”

แม้จะไม่คิดอยากได้สลากพิลึกพิลั่นในมือ กระนั้นพ่อครัวฝึกหัดก็เห็นด้วยกับเหตุผลของอีกฝ่าย ทว่าพอดอลเต้เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงจะหยิบเงินจ่ายให้อีกฝ่ายเท่านั้น มิราจผู้ยืนมองเหตุการณ์อยู่นานก็โวยขึ้นทันที

“เฮ้ยๆๆ” นักพเนจรดันพ่อครัวฝึกหัดให้ออกไปห่างๆ แผงขายสลากแล้วแทรกเข้าไปแทนที่คนตัวเล็ก “กะอีแค่รอยตีน ถึงกับต้องชดใช้กันเลยเหรอวะ!? ของพรรค์นี้ปัดๆ เอาก็ได้แล้ว!”

“ปัดแล้วมันออกม้าย!? มันไม่ออก มันยังเป็นรูปรอยตีน ถ้าอั๊วะขายสลากใบนี้ไม่ออกลื้อจะทำยังไง? อาตี๋ใหญ่?”

“ก็คืนเขาไปสิ”

“ไอ้หยา ลื้อจะให้อั๊วะคืนสลาก ซี้เลี้ยวง่า! เครลิตอั๊วะป่นปี้ ถ้าอั๊วคืนสลากแล้วอีกหน่อยไม่มีใครให้อั๊วะรับสลากไปขายลื้อจะทำยังไง? อั๊วะคงอดตาย เมียอั๊วะจะเป็นม่าย ลูกอั๊วะต้องกำพร้า! ซี้เลี้ยวซี้เลี้ยว!”

มิราจฟังเสียงคร่ำครวญของคนที่จะตายเป็นครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้แล้วชักหงุดหงิด คิดจะสมนาคุณให้อีกฝ่ายตายทันใจ ณ ที่เกิดเหตุ ไม่ต้องรอจนกระทั่งกลับไปอดตายที่บ้านเกิด แต่ก่อนที่ชายหนุ่มจะได้ลงมือทำอะไรรุนแรงนั้น เด็กชายตัวเล็กก็เข้ามารั้งมือเอาไว้เสียก่อน

“ไม่เป็นไรฮะพี่มิราจ เดี๋ยวผมซื้อสลากใบนี้เองฮะ”

“แกจะบ้าเรอะ!? มันหลอกให้แกซื้อของแล้วจะไปเออออตามมันทำไม!? หรืออยากได้ไอ้สลากนี่?”

“ไม่อยากหรอกฮะ แต่ถ้าคุณลุงเขาขายสลากที่ผมเหยียบไม่ออก เขาก็ต้องเอาไปคืน คืนแล้วก็เสียเครดิตจนอดตาย ภรรยาเป็นม่ายลูกเป็นกำพร้า น่าสงสารออกฮะ”

แล้วก่อนที่มิราจจะได้ทันแย้งอะไร ดอลเต้ก็แทรกตัวเข้าไปควักเหรียญเงินริงหนึ่งเหรียญจ่ายเป็นค่าสลากให้กับเจ้าของแผง ทันทีที่เงินถึงมือ เสียงคร่ำครวญว่าตายแล้วตายอีกของเจ้าของแผงก็เงียบเป็นเป่าสาก คนที่ตายนับครั้งไม่ถ้วนหันกลับไปขายสลากใบอื่นๆ ให้กับลูกค้าคนอื่นๆ ที่กรูเข้ามาซื้อต่อไปราวกับแมวเก้าชีวิต ไม่สนใจเด็กชายตัวเปี๊ยกที่โดนลูกค้าคนอื่นดันจนเซถลา เดชะบุญที่แผ่นดินไหวหยุดไปได้สักพักแล้ว พ่อครัวฝึกหัดจึงไม่ถึงกับลงไปจับกบอีกรอบ

มิราจพ่นลมหายใจหึให้กับคนตัวเปี๊ยกที่นับวันรู้สึกว่าจะหัวแข็งขึ้นทุกวันๆ

“ไง ขายไม่ออกอะไรของแก ฉันจะบอกให้ ต่อให้ไอ้สลากใบนั้นมีรอยเท้าแกประทับอีกซักห้ารอย แถมมีโคลนเปื้อนด้วย มันก็ยังขายออก ดูนั่น ลูกค้าโล่งร้านมากเลย”

ดอลเต้หันตามที่มิราจชี้ เมื่อเห็นว่าร้านแน่นขนัดชนิดลูกค้าจะเสยกันอยู่แล้วก็ชักจะเห็นจริงตามที่ชายหนุ่มว่า ใบหน้าป้อมๆ ถึงได้มีรอยยิ้มแห้งๆ ผุดขึ้นมา

“แต่...ผมก็ซื้อมาแล้วล่ะฮะ”

“ดวงแกนี่สมพงษ์กับการพนันซะจริง เดี๋ยวก็ไฮโล เดี๋ยวก็สลากกินรวบ วันๆ ไม่ต้องไปไหน” มิราจอดประชดไม่ได้ ดอลเต้กระพริบตาปริบๆ

“สลากกินรวบเหรอฮะ?”

“เฮียเขาหมายถึงสลากกินแบ่งน่ะน้องชาย ไอ้ที่น้องชายถืออยู่ในมือนั่นแหละ” โรเซียสชิงเป็นฝ่ายอธิบายขึ้นแทนมิราจที่มัวแต่ละเหี่ยใจกับความซื่อของคนตัวเล็ก

“ดูไม่เห็นเหมือนสลากตรงไหนเลยฮะ” ดอลเต้ว่าพลางเอียงคอซ้ายขวามองแผ่นกระดาษเปื้อนรอยเท้าในมือ ทว่าสองหนุ่มผู้ฟังได้ยินคำพูดเด็กชายแล้วได้แต่เบิกตาด้วยความแปลกใจ มิราจชิงเอ่ยปากถามขึ้นก่อนว่า

“แกรู้จักสลากกินแบ่งด้วยเรอะ?”

“รู้จักสิฮะ แถวบ้านผมมีขาย”

เซราฟมีการพนันด้วยว่ะ...

“สลากกินแบ่งที่เซราฟเป็นยังไงเหรอน้องชาย?” โรเซียสถามขึ้นด้วยความสนใจ ดอลเต้ตอบขณะที่ยังคงพลิกสลากกินแบ่งของอินเฟอโนไปมา

“ก็เป็นกระดาษคล้ายๆ ยังงี้ละฮะ แต่ว่ามีตัวเลขแค่ตัวเดียวตั้งแต่ศูนย์ถึงเก้า ใครอยากซื้อตัวไหนก็ซื้อ สองแผ่นหนึ่งเหรียญเงินริง”

“โหน่าเสี่ยงเป็นบ้า ถูกง่ายดี แถมไม่ค่อยแพงด้วย” โรเซียสว่าพลางยกมือขึ้นลูบคาง ตาเริ่มเป็นประกายเหมือนชาวอินเฟอโนอีกสามคน ทว่าดอลเต้กลับส่ายหน้าวืด

“ผมยังไม่เคยเห็นใครแทงถูกรางวัลที่หนึ่งซักครั้งฮะ”

“คนอื่นเขาถูกรางวัลแล้วแกจะไปรู้ได้ยังไง?” มิราจถามขึ้นพลางพากลุ่มเด็กแหวกคนเดินไปตามถนนสายธุรกิจต่อ หากชะลอฝีเท้าลงให้คนเล่าเดินขึ้นมาอยู่ข้างๆ ตัวเองได้

“รู้สิฮะ รางวัลตั้งสามสิบเหรียญทองคราวน์ แล้วยังไหนจะค่าเก็งหลักตัวเลขที่ออกอีกห้าเท่าของค่าสลากทั้งหมดอีก ถ้ามีคนถูกทีเขาป่าวประกาศกันลั่นเมืองเลยฮะว่าเป็นบุรุษมหาโชค”

“เดี๋ยวๆๆ ฉันชักงงแล้วว่ะ ค่าเก็งหลักตัวเลขที่ออกนี่มันอะไรวะ? สลากบ้านแกเป็นยังไงกันแน่วะ?”

“คือยังงี้ฮะ” ชาวเซราฟทำหน้าจริงจังราวกับกำลังอภิปรายหลักทางวิชาการ “สลากเขามีขายตัวเลขแค่สิบตัวศูนย์ถึงเก้า อยากจะแทงว่าเขาออกตัวเลขไหนก็ต้องซื้อเลขศูนย์ถึงเก้าประกอบเป็นตัวเลขเอาเองฮะ อย่างอยากได้เลขหนึ่งร้อย ผมก็ต้องซื้อเลขหนึ่งใบ เลขศูนย์สองใบ แล้วบอกคนขายว่าจะเอาเลขหนึ่งร้อย เขาก็จะเจาะรูร้อยสลากให้เรียงกันเป็นตัวเลขหนึ่งร้อย แล้วจดไว้ว่ามีคนซื้อเลขหนึ่งร้อยฮะ”

“แล้วค่าเก็งหลักตัวเลขนี่มันอะไรวะ? สลากบ้านแกไม่ได้กำหนดเหรอว่าจะออกเลขกี่ตัว”

คำตอบที่ได้รับคือการส่ายหน้าวืดอีกรอบ

“ไม่หรอกฮะ เวลาเขาจะประกาศตัวเลขที่ออก เขาก็จะเอาไก่ตัวนึงมา พอมันขันครั้งแรก เขาก็จะล้วงตัวเลขขึ้นมา แค่เลขศูนย์ถึงเก้าล่ะฮะ แล้วก็ล้วงไปเรื่อยๆ ทุกๆ ห้านาทีจนกว่าไก่จะขันครั้งที่สองถึงจะหยุด ถ้าล้วงได้สี่ตัว ครั้งนั้นเลขที่ออกคือเลขสี่หลักฮะ คนที่ซื้อเลขสี่หลักก็จะถูกค่าเก็งหลักตัวเลขที่ออก ห้าเท่าของราคาซื้อก็...สิบเหรียญเงินริง พ่อผมเคยเล่าว่าสมัยพ่อเด็กๆ มีครั้งหนึ่งที่สลากออกตัวเลขถึงห้าสิบตัวแน่ะฮะ ไก่มันไม่ยอมขันครั้งที่สองซักที” เล่าแล้วเด็กชายก็ทำหน้าครุ่นคิดอีกนิดก่อนจะเล่าต่อไป “ผมเคยไปดูเขาประกาศผลครั้งหนึ่ง ผมจำได้ว่าครั้งนั้นมันออกแค่ตัวเดียวฮะ ไม่รู้ทำไม ยังกะไก่มันสะอึก ล้วงแผ่นแรกยังไม่ได้เลยมันก็ขันอีกครั้งแล้ว”

เล่ามาถึงตรงนี้ ชาวอินเฟอโนสี่คนที่คิดว่าการซื้อสลากกินแบ่งในเซราฟเป็นเรื่องหมูๆ ก็เริ่มหน้าซีด แอสทารอทอดคิดในใจไม่ได้ว่า อีแบบนี้มันจะมีใครทายถูกกันบ้าง? เขาพอเข้าใจแล้วว่าทำไมคนทายถูกถึงกลายเป็นบุรุษมหาโชค

“แล้วแกไปดูเขาประกาศผลทำไมวะ? แกเคยซื้อกับเขาด้วยเรอะ?” มิราจถามขึ้นหลังจากซาบซึ้งกับสลากทิ่กินยิ่งกว่ารวบของเซราฟ

“ไม่เคยซื้อหรอกฮะ แต่ป้าที่เขาขายสลากด้วยเคยแถมมาให้ผมใบนึงตอนผมเคยไปซื้อขนมกับป้าเขาช่วงปีใหม่ ป้าเขาบอกว่าได้เวลาใกล้ประกาศผลแล้วแต่ไม่มีใครซื้อเลยซักแผ่น เลยแถมมาให้ผมใบ บอกว่าไม่อยากให้คนที่เขียนสลากเซ็งว่าเหนื่อยเปล่าฮะ” เล่าแล้วพ่อครัวฝึกหัดก็เกาแก้มอย่างเขินๆ “ไหนๆ ก็ได้มาแล้ว ผมเลยขอพ่อไปดูเขาประกาศผลหน่อย แต่ว่าเลขที่ออกเฉียดที่ผมได้มานิดเดียว ผมเลยได้แค่ค่าเก็งหลักตัวเลข เลยเอาไปซื้อขนมกับป้าต่ออีกสองห่อ เลยไม่เหลือเก็บกลับบ้านเลย”

“ฉันไม่เข้าใจคนบ้านแกจริงๆ จะออกสลากที่ขายไม่ออกมาทำไมวะ?” มิราจบ่นอุบอีกครั้ง ดอลเต้นึกอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบกลับไปว่า

“ผมได้ยินเขาเล่ากันว่า มีคนเคยไปประท้วงว่าทำไมที่เซราฟถึงไม่มีสลากกินแบ่งบ้าง ชาวบ้านอยากคลายเครียดกับการลุ้นรางวัลสูงๆ เขาก็เลยออกสลากมาให้คนได้ซื้อกันฮะ แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นมีใครมาซื้อ ขนาดให้เวลาคิดว่าจะซื้ออะไรตั้งปี” พูดแล้วดอลเต้ก็นึกขึ้นได้ ยื่นสลากเปื้อนรอยเท้าให้มือให้ชายหนุ่ม “ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ ผมให้สลากพี่มิราจแล้วกันฮะ”

“แกจะมาให้ฉันทำไม? ฉันไม่ชอบสะสมรอยเท้าเด็กนะเว้ย”

“ผมไม่ได้จะให้พี่มิราจสะสมรอยเท้าผมหรอกฮะ แต่ว่าผมก็ไม่รู้จะเก็บสลากแผ่นนี้ไว้ทำไม ผมไม่คิดว่าผมจะอยู่ที่นี่จนกระทั่งเขาประกาศผลหรอกฮะ”

มิราจได้ยินแล้วก็เลิกคิ้วอย่างชักจะหมั่นไส้นิดๆ

“ทำไม? แกคิดว่าแกจะไปช่วยองค์ไมเคิลของแกได้ภายในหนึ่งอาทิตย์เหรอวะ?”

“เปล่าฮะ แต่ผมไม่คิดว่าผมจะอยู่ถึงปีหรอกฮะ” แต่เมื่อนักพเนจรได้ยินแล้วทำหน้างงไม่เข้าใจที่พ่อครัวฝึกหัดพูด คนพูดเลยขยายความต่อไป “ก็สลากกินแบ่งเขาออกผลรายปีกันไม่ใช่เหรอฮะ?”

เพียงเท่านั้น ดวงตาสีน้ำเงินเข้มก็เบิกโพลงอย่างไม่รู้จะคิดยังไงดี ระหว่างประหลาดใจ กับอยากจะบ้า

“สลากบ้านแกเขาประกาศผลรายปีกันเหรอวะ?” เมื่อคนจากเซราฟพยักหน้าหงึก มิราจก็ถึงกับอยากจะลูบหน้าขึ้นมาครามครัน “งั้นแกก็เก็บไว้เหอะนะ เก็บไว้ สลากที่อินเฟอโนเขาประกาศผลรายปักษ์ ยิ่งถ้าเป็นของเมืองพลูทัสนี่ถึงขั้นรายอาทิตย์กันเลย พวกเรามาถึงนี่ก็จะค่อนอาทิตย์เข้าไปแล้ว เขาคงประกาศผล...” แล้วนักพเนจรก็หยุดนับวันอยู่อึดใจ แต่ก่อนที่จะได้ตอบอะไร โรเซียสที่เห็นป้ายประกาศที่แผงขายสลากแต่แรกก็ชิงเป็นฝ่ายตอบขึ้นก่อนว่า

“พรุ่งนี้ประกาศผลเฮีย”

“ถ้างั้นแกต้องยิ่งเก็บไว้ แล้วพรุ่งนี้แวะมาดูก่อนจะไปสภาเมืองก็ได้ นะ ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าอมสลากเด็ก” มิราจว่าพลางจับมือที่ยื่นสลากให้ยัดใส่กระเป๋ากางเกงเจ้าของมือ “แล้วแกไม่ต้องกลัวว่ามันจะนานหรือวุ่นวายเหมือนตอนเขาประกาศผลสลากบ้านแกนะ เขามีแค่เลขเจ็ดตัวอย่างที่แกเห็นในสลาก ประกาศแป๊บเดียวจบ ไม่ต้องรอเป็นวัน”

“ที่นี่ประกาศผลเร็วจังนะฮะ” ดอลเต้ว่าอย่างประหลาดใจ หากมิราจพ่นลมหายใจฮึ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“ถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้ได้เงินเร็วๆ นะ คนเมืองนี้เขาเอาทั้งนั้นไม่ว่าอะไร!”

พ่อครัวฝึกหัดไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่า นอกจากสลากกินแบ่งที่ประกาศผลรายอาทิตย์แล้ว มันยังมีอะไรอีกที่ทำให้ได้เงินเร็วกว่านั้น แต่เมื่อเดินจนพ้นถนนสายธุรกิจมา ดอลเต้ก็เริ่มเข้าใจความหมายของคำที่มิราจพูด

ถนนสายใหญ่ที่พวกเขาเลี้ยวเข้ามานั้นเรียกได้ว่ามีปริมาณคนผิดกับถนนสายธุรกิจราวฟ้ากับดิน ถึงจะมีคนเดินไปเดินมาเป็นระยะๆ แถมด้วยเกวียนคนลากที่นานๆ จะแล่นผ่านไปซักที แต่ถนนทั้งสายก็เรียกได้ว่าเดินแผ่เป็นหน้ากระดานได้สะดวกดาย อาจเป็นเพราะว่าอาคารหินสกัดบนถนนสายนี้เป็นบ้านคนทั่วไปเสียส่วนมาก ไม่เช่นนั้นเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหารไม่ก็ร้านผ้าที่อยู่ประปราย ด้วยเหตุนั้น ดอลเต้จึงสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนสายนี้ได้อย่างชัดแจ๋ว

เมื่อพวกเขาเดินมาถึงโรงแรมหลังที่หกของเมืองนี้ มิราจก็สั่งให้เด็กทั้งสี่คนรออยู่ข้างนอกก่อนจะเดินเข้าไปในโรงแรมด้วยสีหน้าเซ็งจิต คนถูกสั่งให้รออยู่ข้างนอกถอนหายใจเฮือก ไม่รู้ว่าคราวนี้นักพเนจรหนุ่มจะสามารถต่อราคาให้อยู่ในระดับไม่กระเทือนกระเป๋าเงินได้หรือไม่ นั้นเป็นช่วงที่ดอลเต้สังเกตเห็นคนสามสี่คนที่ยืนอยู่ข้างประตูโรงแรมตรงข้ามกับพวกตน

คนสามสี่คนนั้นยืนตามสบาย แต่ละคนกำมือแน่น พอกำจนเมื่อย ก็ย้ายเหรียญเงินในมือข้างที่กำไว้ไปกำไว้อีกข้าง สลับกันไปมาตามความเมื่อยแต่ละคน สายตาทุกคนจ้องเขม็งไปยังประตูไม้ของโรงแรม

เมื่อสาวใหญ่คราวป้าคนหนึ่งเดินออกมาจากโรงแรมพร้อมร่มคันโต สองคนในกลุ่มที่ยืนอยู่นั้นก็ร้องไชโยขึ้นเสียงดัง ในขณะที่อีกสองคนมีสีหน้ากระฟัดกระเฟียด แล้วเงินก็เปลี่ยนมือ จากคนที่กระฟัดกระเฟียดไปยังคนที่ลิงโลด

แล้วจากนั้นหนึ่งในนั้นก็ตะโกนขึ้นเสียงดังจนดอลเต้ได้ยินถนัดหู

“ต่อไปๆ ต่อไปใครจะออกมา ผู้ชายผู้หญิง?”

แล้วหลังจากนั้นเสียงตอบก็ดังเซ็งแซ่ ว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ว่าใครจะแทงเท่าไหร่ พ่อครัวฝึกหัดได้ยินแล้วก็เกาหัวแกรกๆ

เด็กชายจากเซราฟยอมรับว่าตนเองไม่สันทันอย่างรุนแรงในเรื่องของการพนัน แต่แน่นอนว่าเขาก็ไม่ได้ซื่อจนไม่รู้ว่าการพนันคืออะไร แม้ว่าพ่อเขาจะไม่นิยมและไม่ใคร่เห็นด้วยที่จะสอนเรื่องอย่างนี้ให้ลูกชาย แต่หนุ่มๆ ในโรงครัวปราสาทโอฟาเนสหลายคนก็มีคุยกันบ้างตามประสาวัยคะนอง และเพราะเป็นวัยคะนอง หนุ่มๆ ดังกล่าวจึงไม่เห็นว่าจะมีอะไรเสียหายถ้าคนตัวเล็กจะรู้จักการพนัน

ถ้าให้นิยามการพนัน ดอลเต้ก็สามารถสรุปได้ว่าคือการคาดเดาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นโดยมีเดิมพันเป็นเงิน หรือสินทรัพย์ หากผลลัพธ์ถูกต้องตามการคาดเดา ผู้ที่เดาถูกย่อมได้รับสินทรัพย์มูลค่าเท่ากับที่ตนเดินพันไว้

ด้วยความที่รู้แต่นิยามว่าการพนันเป็นอย่างไรแต่ไม่เคยสัมผัสของจริงซักครั้ง เด็กชายจากเซราฟจึงได้อยากลองเกมเต๋าที่แสนจะน่าเบื่อนั้นทั้งที่มองเพียงสองเกมก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นการพนัน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า พ่อครัวฝึกหัดรู้สึกพิศวงงงงวยเป็นอย่างยิ่ง

พฤติกรรมของคนสี่คนนั้นถูกต้องตรงตามนิยามของการพนันทุกประการ สรุปโดยย่นย่อได้ว่าพวกเขากำลังเล่นพนัน แต่ แต่และแต่ แต่เขามักจะได้ยินว่าการพนันนั้นมักจะเป็นพวกเต๋า ไม่ก็ไพ่ แล้วนี่มันอะไรกัน?
พนันกับคนที่กำลังจะเดินออกมาจากโรงแรมเนี่ยนะ?

ดอลเต้เกาหัวแกรกอีกครั้งแล้วหันหน้าหมายจะถามโรเซียส แต่ก่อนที่พ่อครัวฝึกหัดจะทันได้สะกิดเรียกผู้คุ้มครองจากทีซูล สายตาเขาก็ไปเจอะเข้าสิ่งแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง

สุนัขจรจัดกำลังหย่อนบั้นท้ายลงกับพื้นถนน เกร็งตัวเหมือนกำลังจะปล่อยของเสียออกจากร่างกาย

โดยปกติแล้ว สุนัขจรจัดอึไม่ใช่ภาพประหลาด แม้ว่าพ่อครัวฝึกหัดจะไม่ค่อยมีโอกาสเห็นสุนัขข้างถนนอึบ่อยนักด้วยความที่อยู่ในปราสาทโอฟาเนส แต่ยามที่ไปตลาด เขาก็เคยเห็นบ้าง แต่ที่มันประหลาดก็เพราะคนอีกราวๆ สี่ห้าคนที่จ้องมองสุนัขที่กำลังเบ่งอุจจาระอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลสุนัขตัวดังกล่าว

มันทำให้ดอลเต้อดคิดชั่วขณะไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วสัตว์ตัวที่เขาเห็นนั้นไม่ใช่สุนัข แต่เป็นไก่พันธุ์พิเศษของอินเฟอโนที่มีลักษณะภายนอกเหมือนสุนัข และมันกำลังออกไข่เป็นทองคำ

หลังจากชั่วอึดใจผ่านไป สุนัขตัวดังกล่าวก็เสร็จสิ้นภารกิจตามธรรมชาติ สิ่งที่มันทิ้งไว้ยืนยันพ่อครัวจากเซราฟว่ามันไม่ใช่ไก่สายพันธุ์ท้องถิ่น และมันก็ไม่ได้ออกไข่ทองคำแต่อย่างใด มันทิ้งมูลที่สุนัขตัวไหนในโลกก็สามารถผลิตได้ไว้กับพื้นถนน แต่สิ่งที่มันทิ้งไว้ทำให้ดอลเต้ต้องกะพริบตาปริบๆ ด้วยความไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังตาฝาดหรือเปล่า

คนสี่ห้าคนที่ยืนลุ้นสุนัขถ่ายท้องเมื่อครู่บัดนี้เข้าไปรุมล้อมของเสียที่สุนัขตัวดังกล่าวทิ้งไว้ แต่ละคนส่งเสียงนับขึ้นโดยพร้อมเพรียง คาดว่าเห็นจะกำลังนับก้อนของเสียที่สุนัขทิ้งไว้ว่ามีกี่ก้อน และเมื่อเสร็จสิ้นการนับ คนบางคนในกลุ่มก็ลิงโลดราวกับได้แก้ว ในขณะที่อีกหลายๆ คนทำท่าเหมือนอยากจะตีอกชกหัวทุบพื้น หากไม่เกรงว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคือมูลสุนัขจรจัด

และแล้วเหรียญเงินก็ผ่านจากมือของที่เศร้าระทมไปยังคนลิงโลด...อีกครั้ง แล้วคนกลุ่มนั้นก็เหลียวซ้ายแลขวา เมื่อเจอะสุนัขจรจัดอีกตัว พวกเขาก็เฮละโลตามมันไป พลางส่งเสียงเซ็งแซ่คาดเดาว่าสุนัขตัวนั้นจะอึออกมากี่ก้อน และเมื่อไหร่...

ดอลเต้แยงนิ้วเข้าไปปั่นหูตัวเอง ชักไม่แน่ใจว่าหูตัวเองฝาดด้วยหรือเปล่า เพราะถ้ามันไม่ฝาด ก็หมายความว่าคนพวกนี้กำลังพนันขันต่อกับ...กองอุจจาระของสุนัขจรจัด...

ไม่มั้ง... ก็ชาวเมืองคนอื่นๆ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่โรเซียสก็ดูเฉยๆ เหมือนไม่เห็นมีอะไรแปลก ส่วนพี่โอเลียตต้า... ดอลเต้เพิ่งสังเกตได้ว่าโอเลียตต้าท่าทางซื่องซึม ไม่พูดไม่จามาได้สักพักแล้ว ส่วนแอสทารอทนั้นกะพริบตาปริบๆ ช้าๆ อยู่สามสี่ครั้ง ทำให้พ่อครัวฝึกหัดไม่แน่ใจว่าคนวัยเดียวกันประหลาดใจหรือว่าพยายามขับไล่ผงเข้าตา

และเมื่อคนจากเซราฟคิดว่าตนสมควรจะไปหาหมอให้ดูตาและหูของตนเองให้หน่อยนั้น มิราจก็ออกมาทางประตูอีกครั้ง มาพร้อมกับเสียงไชโยและเสียงโอดครวญของคนสี่คนที่ยังคงปักหลักอยู่ยืนตรงข้ามพวกดอลเต้ไม่เลิก สีหน้าของนักพเนจรหนุ่มดีขึ้นกว่าขาเข้าไปอย่างเห็นได้ชัด

“ได้ห้องแล้ว สองห้องสามเหรียญเงินคราวน์ต่อคืน” ถ้าคนเราสามารถเสียงแตกได้มากกว่าหนึ่งครั้งในช่วงชีวิต ในยามนี้ก็คงเรียกได้ว่านักพเนจรกำลังเสียงแตกเป็นครั้งที่สองของชีวิต

นั่นทำให้เด็กสี่คนกะพริบตาปริบๆ มองผู้สูงวัยของคณะพรรคด้วยความรู้สึกหลากหลาย

“เอ่อ เฮีย... ผมไม่อยากกวนคอของเฮียนักหรอกนะ แล้วห้องที่สามล่ะ?” โรเซียสถามขึ้นด้วยท่าทางเกรงใจ ดูผิดวิสัยพิกล

“ก็หารครึ่งราคาเอาสิวะ” พูดแล้วมิราจก็คว้าถุงน้ำขึ้นกระดกอึกใหญ่ ไอออกมาอีกครั้งก่อนจะพูดต่อไปว่า “จะคิดคำนวณอะไรก็เข้ามาก่อน จะมืดแล้ว หิว” ไม่พูดเปล่า หากคนจากเมืองหลวงยังบุ้ยหน้าไปทางท้องฟ้าที่เริ่มขึ้นสีแดงอมม่วง แล้วเดินนำเด็กสี่คนเข้าไปในอาคารหินสกัด

ภายในอาคารสลัวเป็นยามโพล้เพล้มากกว่าภายนอก เต็มไปด้วยควันยาสูบ เสียงเต๋ากระทบถ้วย และเสียงสับไพ่

มิราจพาเด็กสี่คนไปลงชื่อจองห้องพัก แต่เมื่อถึงตาโรเซียสจะลงทะเบียนพักคนเดียวเช่นเคย เด็กหนุ่มจากทีซูลกลับยืนจับปากกาลังเลอยู่อึดใจ แล้วหันมาถามมิราจกับแอสทารอทขึ้นว่า

“เฮีย...ผมคิดๆ ดูแล้วนะ ผมแชร์ห้องเดียวกับเฮียกับแอสตี้ได้ไหม?”

มิราจพ่นน้ำที่กำลังดื่มใส่หน้าคนถามเต็มที่ ในขณะที่แอสทารอทถอยกรูดไปยืนข้างหลังนักพเนจร

“แกว่าอะไรนะ!!?” คนเสียงแตกเสียงดีกะทันหันหลังจากไอออกมาอีกสามแคก

“ผมไม่ได้ขอนอนกับเฮียซักหน่อย ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้” โรเซียสว่าพลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำผสมน้ำลายออกไปจากหน้า สีหน้าเซ็งจิต “ผมแค่จะขอแชร์ห้อง ผมไม่ได้มีเงินถุงเงินถังขนาดนอนห้องเดี่ยวไปได้ทุกคืนๆ หรอกนะ” แต่เมื่อคนจากเมืองหลวงและคนจากลิมโบยังทำหน้าเหมือนเห็นผีไม่เลิก ผู้คุ้มครองจากทีซูลก็ถอนใจเฮือกขึ้นมา “ผมรู้น่าว่าเฮียกับแอสตี้กลัวอะไร แต่คนอย่างผมไม่ทำอะไรคนที่เขาไม่เต็มใจหรอกน่า”

สายตาของมิราจบอกชัดเจนว่าคนฟังเห็นคำพูดนั้นเป็นคำโกหกคำโต

“โอเค ถ้าเฮียไม่เต็มใจ ผมไปขอแชร์ห้องนอนกับน้องชายกับคนสวยก็ได้” โรเซียสพูดต่อไปพลางยักไหล่ นั่นทำให้มิราจพ่นลมหายใจพรืดขึ้นจมูก ทำหน้าเหมือนเห็นว่าอีกฝ่ายท่าจะบ้าไปแล้ว

“ผมไม่ว่าอะไรหรอกนะฮะ” ดอลเต้ตอบอย่างใจกว้างตามความคาดหมายของนักพเนจรหนุ่ม แต่ใช่ว่าเจ้าของห้องอีกคนจะเห็นด้วยเสียหน่อย

ทว่าอึดใจใหญ่ๆ ผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีเสียงโต้แย้งอย่างเผ็ดร้อนจากนักเรียนเวทสาว นั่นทำให้มิราจชักประหลาดใจ ทำไมโอเลียตต้าถึงยืนเซื่องตาปรอยหน้าแดงแต่ไม่พูดอะไรซักคำ

โรเซียสเองก็ประหลาดใจเช่นกัน กระนั้นแล้วเด็กหนุ่มก็ฉวยโอกาสทองที่แทบจะไม่มีทางลอยมาได้ง่ายๆ

“เงียบถือว่าตอบรับนา งั้นคืนนี้เฮียนอนด้วยคนนะน้องชาย”

เพียงเท่านั้น มิราจก็ตะโกนห้ามเสียงดังทันที

“หยุด!! หยุด ไม่ต้อง แกไม่ต้องไปนอนห้องไอ้เปี๊ยก ถ้าจะแชร์ก็มาแชร์ห้องฉันนี่!!” แอสทารอทตัดสินใจกระตุกแขนเสื้อมิราจเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เจ้าของแขนเสื้อก็สะบัดออกอย่างไม่สนใจคำประท้วงเงียบงันนั่น จ้องคนลามกจากทีซูลเขม็ง “ถ้าแกจะสาบานว่าจะไม่ขึ้นไปบนเตียงของฉันหรือไอ้ตูด ไม่แตะตัวฉันสองคน ไม่ว่าจะทีละคน หรือทีละสองคน ไม่แตะหัว แตะแขนขา องคาพยพหรือระยางค์ทั้งห้า ไม่ละเมอขึ้นเตียงหรือละเมอมาแตะ” แล้วมิราจก็คิดต่อไปว่าตรงไหนที่ยังเป็นช่องโหว่พอให้คนจากทีซูลฉวยโอกาสได้อีกหรือไม่ ทว่าโรเซียสชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน

“โอเคๆ ผมสาบาน ผมจะไม่ทำอะไรที่ไม่พึงปรารถนาให้เฮียกับแอสตี้กลัวเป็นอันขาด” น้ำเสียงคนสาบานติดจะขำระคนรำคาญอยู่หน่อยๆ “ด้วยเกียรติของลูกผู้ชายเลย”

“ไม่เอาโว้ย เกียรติลูกผู้ชายมันกินไม่ได้ แกสาบานให้เป็นหมัน ไอ้นั่นไม่ขัน!”

“เออ!” คราวนี้น้ำเสียงของโรเซียสติดไปทางรำคาญมากกว่าขัน “ผมสาบาน ถ้าผิดคำสาบานขอให้ผมเป็นหมัน นกเขาไม่ขัน เอ้า!”

สิ้นคำสาบานลั่นของคนจากทีซูล เสียงกรีดไพ่กับเสียงเขย่าเต๋าก็เงียบลง แล้วแทนที่ด้วยเสียงพนันขันต่อเบาๆ แต่ได้ยินโดยทั่วว่าวันรุ่งขึ้นนกเขาของคนสาบานจะยังขันอยู่หรือไม่

เจ้าของนกเขาหน้าเริ่มแดง ทำหน้าปูเลี่ยน ความหงุดหงิดผสมความขันเห็นได้ชัดบนใบหน้า ส่วนนักพเนจรอยากทำฆาตกรรมคนพนัน แต่ก็ยั้งมือตัวเอง นับในใจหนึ่งถึงสามพัน พอใจเริ่มร่มเย็นลงบ้าง ชายหนุ่มก็หันไปเรียกเงินจากบรรดาเด็กๆ ทั้งหลาย รับกุญแจห้องมา แล้วหันไปย้ำกับสมาชิกร่วมห้องคนใหม่ด้วยเสียงที่เบากว่าเดิมขึ้นมากว่า

“แล้วก็ไม่ต้องแอบเอาเสื้อฉันกับไอ้ตูดไปดมด้วยล่ะ!”

“ผมไม่ได้วิปริต!!”

มิราจไม่สนใจคำประท้วงอันไร้แก่นสารแห่งความเป็นจริงของคนลามก หันไปส่งกุญแจห้องให้คนตัวเล็ก เมื่อดอลเต้รับมา ก็หันไปเขย่าแขนโอเลียตต้าที่ดูเซื่องซึมอย่างประหลาด

“พี่โอเลียตต้าฮะ ไปเก็บของกันเถอะฮะ”

แรงเขย่าเหมือนทำให้โอเลียตต้ารู้สึกตัวขึ้นมา เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ สองสามทีก่อนจะเดินตามคนถือกุญแจห้องไป ระหว่างทางก็พูดกับคนตัวเล็กขึ้นว่า

“น้องดอลเต้จ๋า พี่เพิ่งนึกขึ้นได้”

“อะไรฮะ?”

“อาบน้ำเสร็จแล้ว น้องช่วยจดตำแหน่งรอยสักให้พี่หน่อยนะ วาดให้หน่อยว่ารูปอะไรอยู่ตรงไหน รูปไม่ต้องเหมือนนักก็ได้ แต่ขอตำแหน่งแบบเป๊ะๆ นะจ๊ะ”

“รอยสักที่แขนเหรอฮะ?” ดอลเต้ชักสงสัย เขาไม่เคยเห็นรอยสักของเด็กสาวที่อื่นนอกจากที่แขนมาก่อน
ทว่าเจ้าของรอยสักส่ายหน้า

“ที่หลังจ้ะ”

เท่านั้นคนตัวเล็กก็เบิกตาโพลงเป็นไข่ห่าน

“หา! ที่หลัง!? แล้ว...จะให้ผมทำยังไงฮะ?”

“ก็ไม่ต้องทำยังไง เดี๋ยวพี่จะถอดเสื้อหันหลังให้ น้องดอลเต้ก็เอากระดาษกับดินสอวาดรอยสักที่เห็นไง”

“เฮ้ย!!” มิราจกับโรเซียสประสานเสียงขึ้นพร้อมกัน เรียกให้นักพนันสามสิบสี่สิบชีวิตทั้งหลายหันไปมองคณะพรรคเป็นตาเดียวกัน หูเงี่ยฟังบทสนทนาที่กำลังดำเนินไปเต็มที่ ทว่าต้นเสียงสองคนไม่ได้สนใจพฤติกรรมของนักพนันในโถงโรงแรม มิราจยังคงแย้งต่อไปด้วยเสียงดังลั่นราวกับไม่กลัวเสียงแตกเป็นครั้งที่สามของชีวิต “เธอจะบ้าเรอะ! ไอ้เปี๊ยกมันผู้ชายนะ!”

“ไม่เห็นเป็นไรนี่คะ? น้องชายฉันก็เคยจดรอยสักให้ แต่ถ้าฉันร่ายเวทพลาดแล้วละก็ แปลว่าตาดีลานทำงานชุ่ย ฉันต้องหาคนมาจดให้ใหม่ค่ะ”

“ไอ้นั่นมันน้องชาย”

“น้องดอลเต้ก็น้องชายค่ะ ก็นอนห้องเดียวกันมาตั้งหลายครั้งแล้ว”

“น้องชายเขาไม่ใช่น้องชายเธอแท้ๆ นะ แล้วนอนห้องเดียวกันแต่คนละเตียงมันคนละเรื่องกับแก้ผ้าให้เด็กดูด้วย!” คราวนี้โรเซียสเริ่มแย้งขึ้นบ้าง หน้าตาชักหงิก

“ฉันไม่ได้แก้ผ้าให้น้องเขาดูนะคะ ฉันหันหลังให้ ข้างหน้าเอาผ้าปิด กระจกก็ไม่มี”

“แล้วมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายถึงขนาดต้องให้เด็กผู้ชายมาทำให้รึไงกัน!?”

“สำหรับฉัน ใช่ค่ะ” พูดแล้วโอเลียตต้าก็ยกมือขึ้นกุมขมับ “อย่าให้ฉันต้องเถียงมากได้ไหมคะ ปวดหัว เอาเป็นว่าฉันไว้ใจน้องดอลเต้ แล้วฉันก็มีความจำเป็นต้องจำตำแหน่งรอยสักให้เร็วที่สุด ฉันไม่อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนเวทไม่เอาไหนค่ะ”

ท่าทางตัดบทอย่างไม่ใส่ใจคำโต้แย้งใดๆ ของโอเลียตต้าทำให้โรเซียสได้แต่ทำหน้าไม่ใคร่พอใจ หันไปมองทางอื่นพร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ ส่วนเด็กชายที่งานกำลังจะเข้าก็ได้แต่ถามขึ้นอ่อยๆ ว่า

“เป็นผมจะดีเหรอฮะ?”

“ดีสิคะ”

“ผมไม่ได้อาบน้ำกับแม่มาสามปีแล้วนะฮะ”

คำพูดของดอลเต้ทำให้คนฟังทั้งสี่ชีวิตงงพอสมควร

“แล้ว...ไงคะ?”

“คือ...” ดอลเต้เองก็ชักไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันเกี่ยวกันยังไง เขารู้แต่ว่ามันไม่เหมาะ จำได้ว่าเมื่อตอนเด็กๆ เคยเล่นกับองค์ไมเคิลจนตกน้ำป๋อมแป๋ม แล้วก็โดนแม่ว่าตอนนั้น “ผม...แม่ผมบอกว่า...อย่าไปมองผู้หญิงโป๊ มันไม่ดีฮะ”

“น้องก็อย่ามองที่อื่นสิคะ มองแค่หลัง หลังผู้หญิงก็เหมือนหลังผู้ชาย ถ้ารู้สึกไม่ดีคิดว่าหลังพี่เป็นหลังผู้ชายก็ได้นะคะ”

โรเซียสฟังแล้วก็ได้แต่บ่นในใจ ทรวดทรงแบบนั้นคงจะเหมือนอยู่หรอก

“มัน...จะดีเหรอฮะ?”

“ค่ะ อย่าให้พี่พูดมากไปกว่านี้ได้ไหมคะ พี่ปวดหัวขึ้นมาจริงๆ แล้ว เอาเป็นว่าพี่ขอร้อง นะคะ?”

เสียงอ่อนเสียงหวานที่เด็กสาวใช้ในตอนท้ายรวมกับอาการที่ดูเหมือนจะปวดหัวจริงๆ จังๆ ของอีกฝ่ายทำให้เด็กชายจากเซราฟใจอ่อนยวบ ถึงแม้จะยังรู้สึกไม่ดีกับการที่ต้องขัดคำสอนของแม่ก็ตาม แต่ดอลเต้ก็ตอบตกลงไปด้วยเสียงอ่อยๆ

ทว่ามันไม่เบาขนาดที่นักพนันผู้เงี่ยหูฟังเต็มที่จะไม่ได้ยิน ทันทีที่พ่อครัวฝึกหัดตอบตกลง นักพนันทั้งหลายก็ส่งเสียงเซ็งแซ่ มีการเรียกเก็บเงินของผู้ที่ทำการพนันไปว่าเด็กชายจากเซราฟจะตกลงทำตามคำขอร้องน่าหวาดเสียวหรือไม่ตกลง หนำซ้ำยังมีการพนันขันต่อกันต่อไปอีกว่าเด็กสาวผู้ทำการขอร้องเรื่องล่อแหลมจะรอดถึงวันรุ่งขึ้นครบสามสิบสอง หรือว่าจะต้องเสียอะไรให้เด็กชายที่ท่าทางเป็นเด็กดีไร้เดียงสาไปหรือไม่

ในขณะที่ดอลเต้หันไปมองการพนันขันต่อที่เกิดด้วยความไม่เข้าใจ มิราจผู้หน้าแดงแล้วเขียวแล้วกลับแดงขึ้นอีกนั้นก็คำรามลอดไรฟันให้เด็กสี่คนฟังว่า

“ถ้าพวกแกคิดจะพูดอะไรให้มันล่อแหลมเสี่ยงต่อการเป้าพนันของไอ้พวกผีบ้านี่ละก็ วันหลังไปพูดในห้องพักนะโว้ย ฉันเบื่อกับการตกเป็นเป้าพนันเต็มทีแล้ว!”

คำพูดนั้นเป็นคำยืนยันดอลเต้ได้อย่างดีว่าหูและตาของตนยังเป็นปกติดี และทำงานได้เยี่ยม แต่สิ่งที่มากับคำยืนยันนั้นก็คือความตกใจจนหุบปากไม่ลง

ตกลงคนที่นี่เขาพนันกับเรื่องอะไรแบบนี้จริงๆ เหรอเนี่ย!?

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
คุยกันท้ายตอน

ตอนนี้ขอออกตัวนิดนึงนะครับว่าอาจจะเล่นมุกสกปรกไปหน่อย ไม่ได้มีเจตนาให้เป็น dirty joke แต่อย่างใด แต่ด้วยความที่อยากเขียนเรื่องการพนัน กับคำพูดที่ผมเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้วว่า คนเราลงจะพนัน มันก็พนันกับอะไรก็ได้ทั้งนั้น และเมืองนี้ก็อำนวนให้ผมเขียนอะไรที่เว่อร์เกินจริงได้เต็มเหนี่ยว มุกเลยออกมา...สกปรกนิดนึงด้วยประการละฉะนี้ละครับ ^^;;;

หากว่ามันสกปรกเกินไป ก็บอกกล่าวกันด้วยนะครับ (ส่วนตัวผมไม่อยากเล่น dirty joke ครับ ^^;;; )

ขอให้สนุกและฮากับตอนนี้นะครับ ถ้าว่าง ขอความกรุณากับคอมเมนต์ด้วยนะครับ ^^


Edit by runaway guy - 07 ม.ค.54 เวลา 03:16:51 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 ม.ค.54 เวลา 03:09:16 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ