Hayashi DaN
คุณพี่ชายสุดหวาน

BIRD-DOG / ค้นหาแดนฝันสุดขอบฟ้า ภาค 4 ตอนที่ 26 จิตใจแห่งหญิงสาว

ขอบคุณครับที่ติดตาม

ตอนที่ 26 จิตใจแห่งหญิงสาว

ปาดแรกที่ประกายของเปลวไฟลุกโชนผ่าน...หลังคลืนความร้อนเสียดแทงเข้าไปในร่างกายและวิญญาณผู้คนจนรู้สึกต้องเจ็บปวดทรมานในแววตาของทุกคนก็ได้เห็นถึงยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่แสนชั่วร้ายยิ่งกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์แห่งไฟราวกับราชา ราวกับเทพเจ้า...

และ...

...ราวกับปีศาจร้ายที่งดงามสง่า

ถึงบุรุษหนุ่มผู้ที่ความจริงครอบครองยังดินแดนมหานครแห่งเปลวเพลิง...

...ดินแดนประเทศอเมริกาลงไปทางด้านตะวันออกของทวีปอเมริกา ไล่ลงไปยังอเมริกากลางจรดสิ้นจนยังอาเมริกาใต้ที่ช่องแคบแม็กเจนแลน...โดยแบ่งดินแดนประเทศอเมริกาครึ่งหนึ่งให้กับกองทัพกบฏของจูน ทางด้านเหนือมีดินแดนสายลมแห่งแดนเหนือ ทางตะวันออกติดกับมหานครแห่งสายน้ำอันยิ่งใหญ่
เมื่อ 50 ปีก่อน...ในค่ำคืนที่ครั้งหนึ่งถูกเรียกว่าวันคริตมาส โลกได้ถูกการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ราวกับพระเจ้าได้สร้างและเรียงร้อยโลกขึ้นใหม่

สิ่งมีชีวิตมากมายเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่นำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่ยาวนานนับ 10 ปี...สงครามระหว่างคนที่เคยเป็นมนุษย์กับคนที่เคยเป็นสัตว์

...ฝ่ายหนึ่งไม่ต้องการสูญเสียสิ่งที่ตนมี...มนุษย์

...ฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับศักดิ์ศรีที่ต่ำกว่า...สัตว์

...สงครามจึงอุบัติขึ้น

ครั้งหนึ่งที่ความชาญฉลาดของมวลมนุษย์กับจำนวนที่เหนือกว่าของเหล่าสรรพสัตว์-กำลังจะค่อยๆนำความพ่ายแพ้มาสู่มนุษย์ เพราะเหล่าสรรพสัตว์เริ่มเรียนรู้ถึงปัญญาที่ชาญฉลาดเทียบเท่า...

ยามเมื่อเหล่าสรรพสัตว์ผู้มีมือได้อ่านหนังสือที่ครั้งหนึ่งมนุษย์เป็นผู้เขียน-เรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างของมนุษย์จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้คน ด้วยกองกำลังที่มากกว่า...โลกคล้ายกำลังจะเปลี่ยนแปลงผู้ปกครอง

...ที่มุนษย์ทุกคนอาจจะสูญสิ้นลงไป

ในปีที่ 10 ของสงครามอันยาวนาน...เดือนที่สิบสองกำลังจะลาลับไป

...ยังคงคล้ายเป็นวันเดียวกับ...วันที่โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง

หนุ่มสาว 7 คนที่หลับใหลมานานแสนนานได้ตื่นขึ้น...ด้วยพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด-เหนือกว่าสรรพสิ่งชีวิตทั้งมวลทั้งโลกหล้าใบนี้ ทำให้หนุ่มสาวเหล่านั้นคิดที่จะหยุดมหาสงครามอันยิ่งใหญ่นั้นลง

...7 คน...แยกไป 7 ดินแดนที่สงครามระอุสุด

ยามเมื่อสงครามสิ้นสุดลง-นอกจากดินแดนทางตะวันตกอันไกลโพ้น-โลกขอมวลมนุษย์ได้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

จากยุคเรื่องแรกแห่งความกลัวในความไม่รู้...สู่ยุคแห่งความเชื่อในเทพเจ้าที่สัมผัสไม่ได้ ก้าวถึงยุคแห่งความรู้ของวิทยาศาสตร์ที่ไขถึงคำตอบแห่งทุกสิ้น...จนสิ้นสุดลงสู่ยุคของศรัทธาที่มีต่อองค์เจ็ดเทวะราชันย์ที่อยู่เหนือกฏทั้งมวลแห่งโลกหล้า

...กฏแห่งวิทยาศาสตร์ได้สิ้นสุดลง-เมื่ออยู่ต่อหน้าแห่งกฏแห่งเทวะราชันย์

โลกนี้จึงได้มาผู้ปกครองสูงสุด 7 คน...คือเจ็ดเทวะราชันย์

...ราชาแห่งทะเลทรายสีทอง...ผู้ปกครองดินแดนแห่งทะเลทรายสีทองที่ก้าวใหญ่

...ราชินีแห่งแสงสว่าง...ผู้ปกครองดินแดนหมู่เกาะทางตะวันออกของทะเลทรายสีทอง

...เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ...ผู้ปกครองดินแดนขั้วโลกเหนือจนจรดตอนเหนือของทะเลทรายสีทอง

...เทพธิดาแห่งสายน้ำกลางมหาสมุทร...ผู้ปกครองอาณาจักรแห่งสายน้ำทางทิศตะวันตกของทะเลทรายสีทอง

...เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง...ผู้ปกครองดินแดนที่อยู่ทางตะวันตกไกล

...พระเจ้าแห่งโลกมืด...ผู้ปกครองดินแดนทางตอนใต้ของทะเลทรายสีทอง

และ...

...ราชันย์แห่งแดนสรวง...ผู้ปกครองดินแดนสรวงที่...

แต่ผู้ที่มายังดินแดนแห่งนี้ที่สงครามมิได้เกิดจากมวลมนุษย์ที่มาจากสองเผ่าพันธุ์-แต่มาจากลุงหลานที่อุดมการณ์และความคิดแตกต่างกันคือ...เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง

...หรือที่ผู้คนต่างเรียกขานว่า"เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"

ท่ามกลางเหล่ากองทัพของมวลมนุษย์ที่ต้องการจะกำจัดยังเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่บังอาจมีปัญญาและความคิดขึ้นมาเทียบเท่ายังมนุษย์ที่เคยครองโลกมากว่าสองหมื่นปี ณ เมืองหลวงของเหล่ามนุษย์ที่มีนานสืบต่อกันมาว่า"นิวยอร์ก"...ในประกายไฟที่ร้อนแรงของดวงตะวันที่เหนือกับลูกไฟบนท้องฟ้าได้ตกลงมาสู่พื้นยังเบื้องหน้าของกองทัพนับหมื่นที่เตรียมพร้อมจะยกไปขยี้ยังอีกฝ่ายให้แหลกลานได้ปรากฏยังร่างของชายหนุ่มที่งดงามราวกับเทพอพอลโลที่ร้อนแรงเต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความหวังของมวลมนุษย์ขึ้น(มนุษย์และสัตว์)...

...เพียงแต่ประกายตาสีแดงเพลิงที่กวาดจ้องมองมาก็ทำให้ทุกหัวใจของทุกผู้คนต้องลุ่มร้อนราวกับมีเปลวเพลิงเผาผลาญอยู่ภายใต้จนสามารถที่จะลุกโชนมาแผดเผ่ายังร่างกายของผู้ที่ต่อต้านให้ไหม้สลายเป็นจุญได้ในพริบตาที่ไร้ซึ่งความภักดีอย่างทีมิสามารถต่อต้านยังพลังและอำนาจที่ยิ่งใหญ่แทบเทียบเทพเจ้าได้

...แม้แต่อาวุธที่ร้ายกาจที่จุดจากปัญญาประดิษย์ของมนุษย์ก็มิสามารถ

"..."

ท่ามกลางผู้คนที่นยิ่งเงียบราวกับหัวใจที่พร้อมจะลุกเข่าลงไปให้กับบุรุษหนุ่มที่เบื้องหน้าราวกับจะเทิดขึ้นไปสูงดั่งองค์ราชา-ดั่งเทวากลับมีผู้นำของมวลมนุษย์ที่ต้องการทำลายล้างเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่เผยอขึ้นมาทัดเทียมรวบรวมยังความกล้าทั้งมวลส่งเสียงร้องถามออกไปว่า

"ท่านเป็นใคร"

...แม้แต่คำที่กล่าวออกไปยังให้เกียรติ์ฝ่ายตรงข้ามอย่างมิรู้ตัว

"ผมเป็นใครไม่สำคัญหรอก..."

บุรุษหนุ่มตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มที่มีพลานุภาพอันยิ่งใหญ่จนแม้แต่ดวงตะวันบนท้องฟ้าต้องหม่นหมองลงไปพลางกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนและเต็มเปี่ยมยังอำนาจที่มิสามารถต่อต้านได้ว่า

"...แต่ผมมาเพราะไม่ต้องการให้เกิดยังการต่อสู้ที่ไร้เหตุผลอีกต่อไป"

"ไม่มีทาง..."

ผู้นำของมลวมนุษย์ที่ได้ยินยังคำกล่าวถึงกับส่งเสียงนร้องลั่นออกมาด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรื่องอะไรจะให้มนุษย์ที่แสนยิ่งใหญ่เช่นตนต้องรวมแบ่งปันโลกใบนี้กับสัตว์ที่ต่ำกว่าด้วย-หัวใจของเขาคล้ายกับรุ้มร้อนขึ้นมาด้วยเปลวไฟที่เหมือนกับจะสามารถเผาผลาญทั้งร่างได้...

แต่...

ด้วยความถือดีและทิฐิกลับกวาดมองยังบุรุษหนุ่มที่เบื้องหน้าเป็นศัตรูตวัดยังคมดาบเลเซอร์พุ่งเข้าฟันหมายจะจัดการกับศัตรูที่มิรู้จักผู้นี้-ที่ขว้างทางยังเบื้องหน้าให้ดับสูญไป...

"พรึบ..."

แต่ยามเมื่อดาบเลเซอร์ในมือของผู้นำแห่งมวลมนุษย์กระทบยังประกายของเปลวไฟที่ลุกโชนเป็นวงราวกับสายสร้อยอยู่รอบๆยังร่างของบุรุษหนุ่มกลับลุกเป็นไฟ...

...โดนเปลวไฟเผาผลาญไปจนหมดสิ้นอย่างขัดกับหลักการแห่งวิทยาศาสตร์ใดๆ

ผู้นำและเหล่ามวลมนุษย์ทั้งหลายจนได้ทราบว่า”อาวุธของตน”ไม่มีพลังแม้แต่จะต่อต้านยังอีกบุรุษ-แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยกรับและอิจฉาในพลังของบุรุษกลับทำให้หัวใจของเปลวเพลิงที่ระอุอยู่ภายในต้องประทุออกมาเผาผลาญยังทุกสิ่งทั้งร่างกาย ดวงวิญญาณและจิตใจที่โสมนให้สูญสิ้นไป...

...

หลายจากเปลวไฟเผาผลาญยังร่างของผู้นำที่ต่อต้านดับสูญไปทำเอาเหล่ามนุษย์ที่เหลืออยู่ต่างยอมสยบสิ้นยังพลังและอำนาจที่ยิ่งใหญ่ราวกับทราบดีถึงยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปได้มาถึงแล้ว...

...ยุคของเหล่าเทวะราชันย์

...ยุคแห่งเทพเจ้าได้กลับคืนมาสู่โลกใบนี้อีกครั้งหนึ่ง

"อา..."

เหล่ามวลมนุษย์ทั้งหลายที่ต่างรับรู้ถึงพลังอันต่ำต้อยของตนต่างเพียงคุกเข่าลงพร้อมทั้งลืมตาขึ้นมาจ้องมองดูอีกครั้งยังบุรุษหนุ่มราวกับเป็นเทพเจ้าแห่งดวงตะวันและเปลวเพลิงที่ยิ่งใหญ่...

...ดวงตะวันที่คอยชี้นำยังผู้คน

...เปลวเพลิงที่มอบยังพลังและความอบอุ่นให้

ทุกคนต่างรับรู้และรับทราบเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือเขา-ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งเรา...สงครามครั้งใหญ่ที่ควรจะบังเกิดขึ้นกลับยุติลงไปแล้ว ณ ดินแดนแห่งนี้...

แต่สงครามและการต่อสู้ยังคงไม่จางหายไปจนหมดสิ้นจากการประทะกันกับกองทัพของผู้นำที่เป็นหลายที่แยกตัวออกไป เพราะต้องการปกป้องยังเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายไว้...

สงครามย่อยดำเนินต่อมายาวนานถึง 30 กว่าปีจนมาถึงวันที่ใครคิดว่า"สงครามจะจางหายไปจากดินแดนแห่งนี้อย่างแท้จริง"-วันที่ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของกองทัพที่ถูกขนามนามว่า"กองทัพกบฏ"...โฮฟา เลิฟเวอร์ได้เดินทางมายังมาร์ช ทอย-เมืองหลวงใหญาถูกขนามนามตามชื่อของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่เพื่อตกลงยุติยังสงคราม

"พรึบ..."

แต่เปลวเพลิงที่ลุกโชนในห้องประชุมในวันนี้กลับเผาผลาญยังทุกสิ้น-เผาผลาญยังความหวังแห่งสันติภาพไปจนหมดสิ้นพร้อมทั้งชีวิตของโฮฟาที่จ้องดับสูญไป...

...ต่อหน้าต่อตาของบุตรสาว

มาร์ช ทอยที่เคยเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรื่องได้ด้วยผู้คนมากมายและวัฒนธรรมกลับถูกดปลวไฟอันพิโรธเผาผลาญในพริบตา-ผู้คนมากมายต่างหายไปกลางเป็นเปลวเปลวที่ประทุในนภากาศ...

ทั้งเมืองและทุกสิ่งกลายเป็นเปลวไฟ...

กลายเป็นเมืองร่างแห่งเปลวไฟที่ไร้สรรพชีวิตใดๆ...

...เพียงเพราะความพิโรษของเทพเจ้างั้นหรือ

จากเทพเจ้าที่อารีนามว่า"เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง"กลายเป็น"เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"ที่แสนโหดร้าย-ส่งยังกองทัพอัศวันและเหล่านักรบแห่งเปลวไฟทั้งหลายออกไล่ล่าและฆ่ายังมวลมนุษย์มากมายจนทำให้บุตรสาวที่สูญเสียบิดาต้องจับดาบลุกขึ้นต่อต้านยังเทพเจ้าที่แสนชั่วร้ายนี้...

และนี่คือสงครามที่ยาวนานบนมหาทวีปแห่งไฟแห่งนี้ที่เปลี่ยนจากลุงสู่หลานและพ่อสู่ลูกกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้านี้เมื่อ...

...ผู้นำแห่งกองทัพกบฏอันยิ่งใหญ่-เลิฟเวอร์ จูน

กับ...

...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงสคราม-มาร์ช ทอย

ทั้งสองได้มาพบพานกันแล้วบน ณ ยอดหอคอยแห่งการตัดสินในวันนี้...

...สงครามที่ยาวนานกำลังจะลงสิ้นลงแล้ว

"เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม"

โลอี้ที่นำยังพวกของแอร์โร่ตามขึ้นมาถึงบนยอดหอคอยแห่งนี้สมทบกับพวกของฟ็อก์ซวันที่ตามมาถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกตะลึง เพราะนี้เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบยังองค์เทวะราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ผู้นี้-ที่ดูร้อนแรงราวกับจะเผาผลาญยังทุกสิ้นให้ดังสูญไปได้..

...ราวกับหัวใจของหญิงสาวที่พร้อมจะเผาผลาญยังทุกสิ่งด้วยไฟรักและเพลิงแค้น

เนโรที่กระโดดลงมาจากจิ้งจอกสีเงินที่แล่นตามหลังซิลเวอร์แอร์โร่ออกมาจากประตูมิติอย่างที่ไม่มีใครสนใจทั้งตัวเขาก็วิ่งส่งเสียงกล่าวกับฟ็อก์ซทันทีว่า

"พวกเราทุกคนมาถึงแล้ว"

"อืมม์..."

ฟ็อก์ซเพียงพยักหน้าตอบรับกลับไปอย่างไม่สนใจอะไรนักถึงการมากของเหล่าลูกเรือทั้งหลายของตนหรือยิ่งเป็นของจิ้งจอกสีทองด้วย เพราะในยามนี้ประกายตาของเขาจับจ้องไปยังเปลวเพลิงที่กำลังลุกโชนอยู่ ณ เบื้องหน้ายังร่างของบุรุษที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เบื้องหน้านี้...

"พรึบ..."

เพียงเปลวไฟแรกที่สายตาของทุกคนสัมผัสได้ก็พบยังเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ดวงตะวันที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สีแดงราวกับเปลวเพลิงที่เบื้องหน้าแล้ว

ณ ยามนี้สายตาของโซฟีเน่ เซบัส อาร์เชอะ เซเรส แอร์โร์ โดโรธี เจนนี่ โซฟาน เรย์ร่า อาธีน่า มินะ มินา อานิต้า ฟรีเนเซีย ยูอัน ไทกะ โลอี้ จาริโค้ ซิลเวอร์ โพอิกัส ฟ็อก์ซ เมียร่า ฟอการิต้า กาบ้า แบรี่ ทาญา วอรัส พอลลาร์ หลี่เชากุ้ย ฟ็อก์ซวัน ทู ทรี ซีโร่ คูเปอร์ ไรบ้า เซที บาเรบี้ อี้โล้ บัพฟา คองก้า เนโร ไบบาเรดกับพวกเฟส ดีสและมีมี่ต่างจับจ้องไปยังหญิงสาวที่เบื้องหน้าเพียงหนึ่งเดียวรวมทั้งเจ้าโฮฟกับเจ้ามังกรน้อยสีเขียวมรกตและเจ้าวิหกสีเขียวแห่งความรักเซเรียพร้อมปรากฏอยู่ในแววตาสีแดงเพลิงของจูนที่ยืนอยู่โดยมีจูโน่บินอยู่ด้านข้าง...ยังชายหนุ่มผุ้ที่มีความงามสง่าเพียงเป็นรองเซบัสเท่านั้น

...เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิง

หรือ..

...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม

เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามได้นั่งอยู่บนบัลลังก์เบื้องหน้าของทุกคนแล้ว...เขาเป็นบุรุษหนุ่มที่มีดวงตาสีแดงเพลิงที่ร้อนแรงราวกับกำลังลุกโชนอยู่ตลอดเวลา จมูกโด่งเป็นสันรับกับคิ้วที่คมเข้ม ริมฝีปากบอบริมจนบางเฉียบราวกับคมที่เลือดเย็น มีใบหน้าสี่เหลียมดูหน้าแกร่งขามอายุราวๆ 25 ถึง 26 ปี...

เขาไว้ยังเส้นผมสั่นๆสีแดงที่ชี้ขึ้นไปด้านบนราวกับเปลวเพลิง คาดยังหน้าผากด้วยมงกุลหนามที่ถักจากเถาวัลย์สีแดง-ตรงกลางประดับยังดวงตะวันสีแดงไว้รับกับผิกายสีแดงอมทองราวกับราชันย์ที่ปกครองยังพิภพแห่งไฟ...เขาสวมใส่ยังเสื้อเชิ้ตสีแดง กางเกงสีแดงเพลิง คลุมทับด้วยเกราะสีแดงราวกับนับกรแห่งโรมันตลอดทั้งหน้าอก เอว แขนและขา คลุมร่างด้วยผ้าคลุมสีแดง-ที่ข้างเอวยังคาดดาบที่กว้างประมาณฝ่ามือและวางยังโล่งวงกลมไว้ที่ข้างหน้าแข็งซ้ายพิงยังบัลลังกืสีแดงเพลิงราวกับราชรถแห่งดวงตะวันอันร้อนแรงกล้าจนร่างกายและดวงตาผู้คนต้องปวดร้อน...

เขาดูเหมือนกับมาร์สมากกว่าอพอลโลที่ผู้คนกล่าวขาน...

...เป็นเทพแห่งสงครามผู้โหดร้ายในเทพปกณัม

มิใช่...

...เทพแห่งดวงตะวันและบทกวีผู้งดงามอารี

รอบๆร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามคล้ายมีเปลวเพลิงสีแดงที่ลุกโชนอยู่ปกคุลมตลอดเวลาราวกับกำลังจ้องมองดูยังดวงตะวันที่มาปรากฏ ณ ยังเบื้องหน้าแผ่ยังรังสีแห่งความร้อนแรงบาดยังผิวกายของผู้คนให้ต้องแสบผองถ้ามิใช่ตั้งแต่ที่เทพเจ้าแห่งเปลวเพลิงผู้นี้ปรากฏกายขึ้นมาคล้ายกับมียังสายลมสีเขียวมรกตที่บางเบาสายหนึ่งโชยพัดผ่านมาจากร่างของโซฟีเน่ที่ขับไล่ยังความร้อนแรงและปกคลุมพิทักษ์ยังทุกผู้คนเอาไว้...

"น่ากลัวจริงๆ..."

โดโรธีที่เห็นยังร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างหวาดกลัว เพราะถึงร่างที่เบื้องหน้านั่นนั่งอยู่คงจะสูงราวๆ 2 เมตรครึ่ง-แต่กลับคล้ายเหมือนกับดูยิ่งใหญ่จนเธอและใครต่างพากับคิดว่า"ดุจภูเขาไฟที่กำลังประทุพร้อมที่จะระเบิดลาวาออกมาได้ทุกเมื่อ"...

...เมื่อเทพเจ้าพิโรษ

ประกายตาที่จับจ้องมองมาในยามนี้ของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้าคล้ายกับกำลังโกรธ พิโรษและไม่พอใจยังพวกของโซฟีเน่และเหล่ายังลูกเรือแห่งซิลเวอร์แอร์โร่ตลอดจนผู้ติดตามทั้งหลายที่บังอาจมาปรากฏยังเบื้องหน้าของพระองค์นี้...

"ขออภัย..."

ทั้งฮีทก้าและไวนัสที่ลุกเข่าอยู่ด้านซ้ายและด้านขวาของบัลลังก์ถึงกับก้มหน้าลงไปส่งเสียงกล่าวออกมาราวกับขอประทานยังอภัยด้วยสีหน้าที่ยังคงไร้ความรู้สึกใดๆ...แต่เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่นั่งเอาค้างพิงลงไปเท้ายังแขนซ้ายกลับคล้ายไม่มีเวลามาสนใจยังทั้งสองเลย-ดวงตาสีแดงเพลิงที่ร้อนระอุจนสามารถจะเผาผลาญยังหัวใจของทุกผู้คนที่ทรยศได้ทุกเมื่อกลับจับจ้องมองไปยังจูน...

...ไม่สิ

จ้องมองมายังเซบัสเป็นสายตาเดียวต่างหาก-ทำเอาจูนที่คล้ายรู้สึกว่า"อีกฝ่ายที่ไม่เห็นยังเธออยู่ในสายตา"ถึงกับต้องกำยังสร้อยคอสีแดงเพลิงที่ได้รับมาจากพ่อในวันที่ท่านจากไปด้วยร่างกายที่สั่นเทา-ด้วยความโกรธและไม่พอใจ

"มาร์ช ทอย..."

จูนส่งเสียงร้องตะโกนออกมาอย่างดังลั่นพร้อมทั้งกางปีกสีแดงเพลิงตรงไปหน้ายังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม-ทั้งพลังความแค้นและทุกสิ่งต่างปรากฏออกมาเป็นคมดาบสีแดงเพลิงในมือตวัดตรงไปยังลำคอ หัวใจหมายตัดออกเสียบแทงให้ดับสูญไปจากโลกหล้าใบนี้...

"พรึบ..."

เปลวเพลิงที่แสนร้อนแรงลุกโชนขึ้นมาขว้างยังร่างของจูน-ขว้างยังคอดาบในมือขวาของเธอกับร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวเพลิงสงครามไ/ว้...

"...พรึบ"

มันลุกโชนร้อนแรงกล้าจนทั้งแผดเผา ระเบิดดันยังร่างของจูนที่พุ่งเข้าไปด้วยควาโกรธแค้นจนต้องกระเด็นถอยออกไปทรุดนั่งกองอยู่กับพื้นอย่างหมดแรง...

...

กำแพงเพลิงสีแดงนั้นคล้ายกับเผาผลาญกลืนกินยังพลังกายและพลังใจของจูนไปจนหมดสิ้น-ยกเว้นยังเปลวเพลิงแห่งความแค้นในแววตาสีแดงของจูนที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้า...

แต่...

เทพเจ้าแห่งเปลสไฟสงครามยังคงนั่งนิ่งเท้าแขนจ้องมองไปยังเซบัสอยู่เช่นเดิมราวกับมองไม่เห็นยังเธออยู่ในสายตาทั้งๆที่จูนไว้ใช้พลังทั้งมวลเพื่อพุ่งเข้าไป...

"ท่านจูน..."

เฟสที่ได้สติเป็นคนแรกรีบพุ่งร่างเข้าไปประครองยังหญิงสาวให้ลุกขึ้นมาด้วยความเป็นห่วง-เธอส่งเสียงร้องถามออกไปอีกว่า

"...ท่านเป็นอะไรหรือเปล่าค่ะ"

"ไม่เป็นไร"

จูนเค้นเสียงตอบกลับมาอย่างไม่พอใจพลางลุกขึ้นด้วยตาสีแดงเพลิงของเธอจับจ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามด้วยความโกรธแค้นจนแทบจะคลั่งแล้ว แต่ด้วยความไร้สามารถของเธอจึงไม่สามารถทำอะไรยังอีกฝ่ายได้...

...คล้ายพลังของมนุษย์ที่ไม่สามารถต่อต้านยังเทพเจ้าได้

"ควับ..."

ประกายตาสีแดงของจูนถึงกับเปลี่ยนไปจับจ้องมองยังแผ่นหลังของเซบัสราวกับฝากยังความหวังไว้ที่เขาตามแผนการเดิมของเธอ-ที่จะใช้ทั้งสองสู้กันจนหมดแรงแล้วเธอจะฉวยโอกาสกำจัดยังองค์เทวะราชันย์ทั้งสองให้ดับสูญไปพร้อมๆกัน...

"หือ..."

เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่คล้ายกับจ้องมองและสนใจเพียงแค่เซบัสเพียงผู้เดียวถึงกับส่งเสียงออกมาพลางกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มเยาะยังผู้คนทั้งหลายว่า

"...ในที่สุดก็มาจนได้สิน่ะ-ลูเซ่"

"..."

เซบัสที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นดั่งเพื่อนของตนอย่างนิ่งเงียบราวกับพยายามที่จะค้นหายังเงาร่างของอีกฝ่ายในความทรงจำเฉกเช่นเดียวกับ...

ราชาแห่งทะเลทรายสีทอง...

...จัสทิส มิราจ แบ็ลลันซ์

เจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือ...

...เอวา มาเรียเบ็ล

องค์ราชินีหมู่เกาะแห่งแสงสว่าง

...เอเรส ไลท์

แต่เซบัสกลับคล้ายไม่รู้สึกถึงเงาร่างของอีกฝ่ายในความทรงจำที่เลือนลับของเขาเลย เพราะบุรุษที่เป็นดั่งเทพเจ้าที่เบื้องหน้าคล้ายดังกับเปลวไฟที่ร้อนแรงและไม่แน่นอน-แต่พร้อมที่จะแผ่เผาทำลายยังทุกสิ่งทุกอย่างให้ไหม้เป็นจุญทุกเมื่อที่ต้องการ...

...คล้ายกับแตกต่างไปจากมาร์ช ทอย-เพื่อนรักของเขาที่หายไปในความทรงจำที่เลื่อนลับ

มาร์ช ทอยที่กล้าหาญและอารีคอยช่วยเหลือทุกคนทั้งๆขลาดเขลาในบ้างครั้ง-เขาไม่ได้ดูโหดเกรียมราวกับเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่นั่งประทับอยู่ ณ เบื้องหน้า...โซฟีเน่ที่คล้ายกับเป็นคนแรกที่ผิดสังเกตกับท่าทีของเซบัสจึงกวาดสายตาจ้องมองไปยังภาพที่เบื้องหน้าถึงกับส่งเสียงร้องออกมาราวกับกล่าวกับตนเองว่า

"อืมม์...มันยังไงๆอยู่น่ะ"

"มีอะไรหรือ"

อาธีน่าที่ยืนอยู่ด้านข้างของโซฟีเน่คล้ายกับได้ยินยังคำกล่าวอุทานของเพื่อนรักและคู่แข่งถึงกับส่งเสียงร้องถามออกมาทำเอาทุกคนที่อยู่ใกล้ๆต่างพากับหันไปมองยังเธอเป็นสายตาเดียว...โซฟีเน่ที่คล้ายกับขมวดคิ้วด้วยความไม่แน่ใจและลังเลสุดท้ายก็ส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"รูปกายของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามไม่เหมือนกับที่เคยปรากฏก่อนหน้านี้น่ะ"

"เอ๋ะ..."

โดโรธีที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความยุ่งยากลำบากใจทันที เพราะร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เคยปรากฏตัวบนดาดฟ้าเรือของซิลเวอร์แอร์โร่ที่เป็นดั่งเปลวไฟนั่นคล้ายกับตัวเล็กและดูเรียวบางและงามสง่ากว่านี้...มินะที่ได้ยินเพียงทวทวนยังความคิดเล็กน้อยก็ถึงกับพยักหน้าส่งเสียงร้องออกมาอีกคนอย่างเห็นด้วยอีกคนว่า

"จริงด้วย"

"ใช่แล้ว..."

มินาที่เอากำปั้นทุบลงไปยังฝ่ามือซ้ายยังร้องต่อไปด้วยความตกใจว่า

"...เปลวไฟนั้นดุจงดงามกว่ามากนัก"

เพราะทั้งรูปกายและสีของเปลวไฟคล้ายดูงดงามและสง่างามยิ่งกว่าเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้ายิ่งนัก-ร่างที่นั่งอยู่คล้ายกับจะดุร้ายมากกว่า...

...เป็นปีศาจร้ายมากกว่าเทพเจ้า

"นี่จะใช่ตัวปลอมหรือเปล่าน่ะ"

เจนนี่ที่คล้ายกับฉุกใจคิดได้ถึงเหตุการ์ที่แดนเหนือซึ่งอาสก้าร์ กรีนไรม์เคยปรากฏกายในฐานะของเจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือเพื่อหลอกลวงยังเซบัสให้กลับไปตามคำสั่งและหัวใจที่รักยังไทด์ วาเลน

"ไม่..."

จูนที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามด้วยความเชื่อมั่นจนสุดหัวใจยังร่างของผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์อันร้อนแรง ณ เบื้องหน้ายังส่งเสียงกล่าวออกไปด้วยความแค้นอีกว่า

"...นั่นแหละเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่แสนชั่วร้าย..."

ประกายตาสีแดงที่สั่นไหวไปด้วยความแค้นยังจดจำยังผู้ที่สังหารบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเธอได้อย่างชัดเจนจึงส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกอย่างชัดเจนว่า

"...ผู้ที่ฆ่ายังพ่อของฉันในวันนั้น"

"..."

คำกล่าวของจูนทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งเงียบลงไปในพริบตา เพราะผู้ที่เคยเห็นยังใบหน้าของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามเช่นหญิงสาวถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจน...ทำเอาอาธีน่าที่คล้ายกับฉุกใจคิดได้ถึงกับส่งเสียงร้องถามยังโซฟีเน่ออกไปว่า

"เธอว่าไงล่ะ-โซฟีเน่"

"..."

ทำเอาโซฟีเน่ที่ได้ยินถึงกับขมวดคิ้วด้วยความหนักใจ เพราะมาเรียเบ็ลที่กำลังหลับใหลอยู่กลับคล้ายไม่บอกอะไรกับเธอเลยจึงส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"...ไม่รู้สิ-มาเรียกำลังหลับอยู่"

เพราะเจ้าหญิงแห่งสายลมแดนเหนือให้ยังพลังทั้งมวลในการต่อสู้กับองค์ราชินีแห่งแสงสว่างเมื่อไม่กี่วันก่อนไปจนหมดสิ้นแล้ว-เธอกำลังหลับพักผ่อนเพื่อออมแรงอยู่...โดโรธีที่ได้ยินถึงกับหันไปมองยังใบหน้าของพวกมินะกับมินาแล้วส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

"แล้วที่นี่จะเอาไงดีล่ะ..."

เธอยังกล่าวต่อมาอีกว่า

"...มาเรียเบ็ลก็หลับอยู่ส่วนเหล่าเทวะราชันย์ต่างๆก็ไม่อยู่ที่นี่ด้วยสิ"

ช่างดูไม่มีความเคารพยังเหล่าองค์เทวะราชันย์เลย...

"อืมม์..."

ทำเอามินาต้องกอดอกขมวดคิ้วด้วยความหนักใจหันไปมองยังน้องสาวเธอราวกับจะขอยังความช่วยเหลือ...แต่มินะที่คล้ายกับฉลาดกว่าทั้งสองจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มทันทีว่า

"งั้นก็ถามท่านผู้เฒ่าก็ได้นี่..."

แม่ลูกแมวสาวที่รีบหันหน้าไปยังท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้หลี่เชากุ้ย เพราะคนที่สามารถตอบได้ดีที่สุดในยามนี้น่าจะเป็นท่านจึงรีบส่งเสียงกล่าวออกไปทันทีว่า

"...ท่านผู้เฒ่าน่าจะเคยพบยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามมาก่อนนี่น่า"

"อืมม์..."

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่คล้ายกับยิ้มรับยังสายตามากมายที่จับจ้องมองมายังท่านราวกับรอคอยยังคำตอบนี้-ท่านที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้ากับทบทวนยังความทรงจำที่เคยพบพานยังเหล่าเทวะราชันย์ทั้ง 7 เมื่อ 40 ปีก่อนแล้วจึงกล่าวออกไปว่า

"...ถ้าดูจากรูปกายภายนอกแล้วช่างแตกต่างไปจากท่านมาร์ช ทอย-เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงที่ข้าเคยพบเมื่อสี่สิบปีก่อนอยู่เล็กน้อย เพราะรูปกายของท่านมิได้ดูน่าแกร่งข้ามเช่นนี้-แต่ดูสูงสง่าบอบบางกว่านี้และเปลวเพลิงของท่านคล้ายกับดูอบอุ่นและไม่ร้อนแรงจนพร้อมที่จะเผาผลาญยังทุกสิ่งเช่นนี้..."

ท่านผู้เฒ่าผู้รอบรู้ที่คล้ายกับกวาดยังสายตาของตนจากเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามไปยังจูนที่คล้ายเรื่องสับสนกับคำพูดของท่านแล้วจึงส่งเสียงกล่าวต่อไปอีกว่า

"...แต่ดูจากใบหน้าแล้วท่านน่าจะก็ท่านมาร์ช ทอยอย่างแน่นอน เพราะตลอดเวลาสี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้รูปกายของผู้คนสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้-โดยเฉพาะเหล่าเทวะราชันย์ที่ยิ่งใหญ่ด้วยแล้ว"

"ต้องใช่อย่างแน่นอน..."

จูนที่จ้องมองไปยังร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้าถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นครือด้วยความไม่แน่นใจ-เธอที่กำยังสร้อยคอสีแดงเพลิงที่หน้าอกด้วยราวกับจะขอยังพลังแล้วความกล้าแล้วส่งเสียงร้องออกไปอย่างดั่งลั่นอีกว่า

"...เทพเจ้าแห่งนครเปลวเพลิงเป็นเพียงแค่สิ่งจอมปลอมที่มีไว้หลอกลวงยังผู้คนให้ติดกับเท่านั้น..."

ด้วยรูปกายและท่าทีที่แสนอ่อนโยนและอารีนั้นจึงทำให้พ่อของเธอเดินทางมาติดกับที่นี่และถูกฆ่าตาย เพราะเชื่อใจยังรูปกายและท่าทางของอีกฝ่าย-เธอที่จ้องมองไปยังอีกฝ่ายดัวยความโกรธแค้นยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

"...นั่นคือรูปกายที่แท้จริงของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามไงล่ะ"

เหมือนดั่งหมาป่าที่แสนชั่วร้ายสวมยังหนังแกะเอาไว้รอคอยกินเหยื่อที่โง่เขลา...โซฟานที่คล้ายกับกวาดสายตาจ้องมองไปเห็นยังอาร์เชอะที่กำลังยิ้มออกมาจึงส่งเสียงถามออกไปว่า

"แล้วเธอว่าสไงล่ะ"

เพราะแม่นี่น่าจะรู้ดีที่สุดคนหนึ่ง...ไม่ใช่หรือ

"เธอว่าไง..."

อาร์เชอะที่ยิ้มออกมาราวกับแสงจันทราเพ็ญที่สาดส่องลงมาอย่างงดงามจนชวนให้ผู้คนต้องหลงใหลงมงายแล้วกล่าวออกมาอย่างเจ้าเล่ห์แสนกลว่า

"...ก็ว่าตามนั่นแล้วกัน"

กับคำตอบที่เหมือนกับไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมานี้-มันไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นมาเลย...โซฟานที่จ้องมองไปยังอาร์เชอะจึงได้แต่เลิกคิ้วด้วยความไม่สบอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง...

"..."

เธอนิ่งเงียบไม่ส่งเสียงกล่าวอะไรออกมาอีก เพราะเธอโง่เองที่ไปถามยังอาร์เชอะ-เจ็บแล้วไม่รู้จักจำ...ส่วนทางด้านของเรย์ร่าที่คล้ายกับไม่สนใจยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้าจะเป็นตัวจริงหรือตัวปลอมกลับหันไปร้องถามยังซิลเวอร์ที่มาพร้อมกับพวกโลอี้และแอร์โร่ด้วยความเป็นห่วงว่า

"เป็นอะไรมากไหมค่ะ-ท่านซิลเวอร์..."

เธอที่คล้ายกับเตรียมยังน้ำกับผ้าเช็ดหน้าออกมาเพื่อซับเหงื่อให้กับหมาป่าหนุ่มด้วยความรักยังกล่าวต่อไปอีกว่า

"...เหนื่อยมากไหมค่ะ-ที่ต้องสู้กับพวกนั้นเพื่อพวกเรา"

"ชิ..."

จาริโค้ที่เห็นยังเรย์ร่าเอาใจยังซิลเวอร์พลางกวาดสายตาจ้องมองไปยะงพวกโดโรธีที่คล้ายกับไม่สนใจตนถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"...ผิดกับสาวๆพวกนั้นเลย-คนอุตส่าห์ยอมเสี่ยงชีวิตให้"

เพราะไม่มีใครตลอดทั้งโซฟาน เจนนี่หรือพวกแม่ลูกแมวทั้ง 3 จะมาเห็นใจยังพวกเขาและเอาอกเอาใจอย่างเรย์ร่าบ้างเลย-บอกตรงๆก็คืออิจฉานั่นเอง...ทำเอาสายตาที่ไม่พอใจของแม่ลูกแมวทั้ง 3 ที่ได้ยินถึงกับจ้องมองมาด้วยสายตาที่ขว้างๆทันที

"..."

ทำเอาจาริโค้ถึงกับนิ่งเงียบลงไปไม่กล่าวที่จะกล้าอะไรออกไปทันที...แต่ซิลเวอร์ที่คล้ายกับฝืนยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยหน่าต่อทุกสิ่งตามแบบฉบับของตนเองกลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"ฉันไม่เหนื่อยอะไรหรอก-เรย์ร่า..."

เขาที่ยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ว่าจะดีหรือเสียใจกลับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเฉื่อยชาว่า

"...เพราะฉันไม่ได้สู้อะไรเลย"

"หา..."

เรย์ร่าที่ได้ยินถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจพลางจับจ้องมองไปยังใบหน้าของซิลเวอร์ราวกับจะตัดพ้อร้องไห้ เพราะอุตสาห์คิดว่า"เขายอมสู้เพื่อปกป้องเธอผิดกับทุกครั้งที่พยายามจะหนีจากการต่อสู้"จึงร้องถามออกไปว่า

"...หมายความว่าไงค่ะ"

...ครั้งนี้กลับไม่มีท่านซิลเวอร์เช่นทุกครั้งแสดงถึงความน้อยใจของเธอออกมาอย่างเห็นได้ชัด

"เฮ้ย..."

ซิลเวอร์ที่ส่งเสียงถอนหายใจออกมา เพราะเขาก็เป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไม่ถูกโรคกับน้ำตาของผู้หญิงด้วยสิถึงกับยกมือขึ้นไปลูบหัวของแม่แมวป่าสาวเป็นการปลอบใจ

"ท่านซิลเวอร์..."

เรย์ร่าที่พยายามหักห้ามยังหยาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นไปมองยังซิลเวอร์ด้วยประกายตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักและใบหน้าที่แดงขึ้นมาอย่างเอียงอาย...ซิลเวอร์ที่ยิ้มรับออกไปอย่างเฉื่อยชากลีบส่งเสียงกล่าวออกไปว่า

"ครั้งนี้ไม่ใช่ฉันไม่คิดที่จะสู้น่ะ-แต่มันไม่จำเป็นต้องสู้ต่างหากล่ะ"

"..."

เรย์ร่าเพียงแต่นิ่งเงียบจ้องมองไปราวกับรอให้อีกฝ่ายส่งเสียงกล่าวบอกออกมาด้วยหัวใจที่เชื่อมั่นยังอีกฝ่าย...ซิลเวอร์จึงยิ้มออกมาอย่างโล่งใจแล้วกล่าวออกมาอย่างชัดเจนว่า

"...แต่พอพวกเธอเข้าไปพร้อมทั้งประตูที่ปิดลง-พวกกองทัพแห่งไฟก็หายไปทันที..."

เขาหยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อไปอีกว่า

"...พวกเราก็งงๆอยู่เหมือนกันจึงได้แต่ตามมาระหว่างทางก็พบยังพวกฟ็อก์ซวันตามมา"

"นี่จริงหรือ..."

เจนนี่ส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยความสงสัยเพื่อไม่ได้เอยยังชื่อของใครออกไป-แต่สายตาของเธอกลับจ้องมองไปยังโลอี้ราวกับรอคอยให้เขาตอบออกมา...โลอี้ที่เห็นยังเจนนี่นถามออกมาพร้อมทั้งเห็นยังสายตาของโซฟานที่จ้องมองมาเหมือนกันจึงยิ้มรับแล้วพยักหน้าตอบรับกลับไป

"อืมม์"

"จริงด้วย..."

ฟ็อก์ซวันส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างฉุกใจคิดได้-มันยังกล่าวต่อไปอีกว่า

"...ระหว่างทางที่พวกเราคุ้มครองยังบีบีไปยังแหล่งกำเนิดพลังงานพบยังศัตรูขัดขว้างมากมาย..."

"แต่ด้วยความสามารถขอองฉันในฐานะผู้บัญชาการ..."

ฟ็อก์ซทูที่เน้นคำว่า"ผู้บัญชาการดังเป็นพิเศษจนอีก 3 ตัวมีสีหน้าไม่พอใจ"ยังกล่าวต่อไปอีกว่า

"...เราสามารถนำยังแม่นกแก้วนั่นไปถึงจุดหมายและทำงานที่ได้รับหมอบหมายจนสำเร็จ"

"เชอะ..."

"เชอะ..."

"เชอะ..."

ท่ามกลางเสียงร้องออกมาอย่างไม่พอใจของพวกฟ็อก์ซวันทั้ง 3 ที่ต้องปล่อยให้ฟ็อก์ซทูได้หน้าไปในครั้งนี้-ฟ็อก์ซทรีกลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"...แล้วอยู่ๆพวกศัตรูมากมายที่ล้อมพวกเรากับพี่สาวไว้ก็หายไปทันที"

"เราจึงให้เจ้าหน้าที่ธุรการประจำกองทัพกบฏนำเรารีบกลับมายังคลื่อนย้ายสถานีและพอยังพวกลูกเรือทั้งหลายกำลังจะเข้าไปในหอคอยพอดี"

ฟ็อก์ซซีโร่ส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับจะเจ็บใจอีกคน...อาธีน่าที่ขบคิดเล็กน้อยจึงกล่าวออกมาทันทีว่า

"งั้นก็หมายความว่าพวกนายไม่มีใครขัดขว้างเลยนสิน่ะ..."

เธอที่จ้องมองไปยังโพอกัสที่ยิ้มรับแล้วจึงกล้าวต่อไปอีก

"...ในขนาดที่พวกเราต้องเผชิญยังการต่อสู้มากมายกว่าจะมาถึงที่นี่ได้"

"เชอะ..."

โดโรธีพวกทั้งมินะ มินาที่ใช้ยังสายตาที่ไม่พอใจจ้องมองไปยังจาริโค้แล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างโกรธแค้นอีกว่า

"...ไม่ได้ทำอะไรเลยแตค่กลับมาบอกว่าเหนี่อยได้"

"หลอกลวง..."

มินะส่งเสียงกล่าวออกมาพลางจ้องมองไปยังอีกฝ่ายด้วยความน้อยใจ...ในขนาดที่มินากลับเค้นเสียงกล่าวออกมาอีกว่า

"อยากตายใช่ไหม"

"..."

ทำเอาจาริโค่ถึงกับต้องนิ่งเงียบลงไปทันที-ไม่กล้าที่จะสบยังสายตาที่ฆ่าคนได้ของแม่ลูกแมวทั้ง 3 ตัว...อานิต้าที่เป็นคนหนึ่งที่ต้องซวย(เพราะเฉพาะหน้าออกไปเอง)กลับส่งเสียงกล่าวออกมาว่า

"หมายความว่าไงกัน"

"เพราะพวกนั่นไม่มีความสำคัญอะไรไง..."

จูนที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่นั่งนิ่งเงียบจ้องมองมายังทุกคนราวกับจะยิ้มเยาะยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนว่า

"...จึงไม่จำเป็นต้องสนอะไรอีก..."

เธอยังกล่าวออกมาอีกอย่างโกรธแค้นและมั่นใจว่า

"...เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือพวกเราต่างหาก"

"..."

"อืมม์..."

ทุกคนที่ได้ยินถึงเหตุผลของจูนที่กล่าวออกถึงกับพยายามหน้าตอบรับลงไปทันที่ เพราะมันเป็นความจริงที่เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปสนใจยังพวกนั้น-ในเมื่อพวกของเธอต่างหากที่มีความสำคัญกว่ามากมายนั่นเอง...

เพราะมีเซบัสอยู่...

...องค์ราชาแห่งแดนสรวง

และมีผู้นำแห่งกองทัพกบฏอยู่...

...จูน เลิฟเวอร์

"อืมม์..."

เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่นั่งอยู่นานถึงกับกวาดสายตาจ้องมองไปยังจูนแล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาให้กับทุกคนได้ยินอย่างชัดเจนด้วยน้ำเสียงที่เป็นราวกับเปลวไฟเผาผลาญยังมวลความร้อนในอากาศในหูของผู้คนว่า

"...ใช่แล้ว..."

ประกายตาสีแดงเพลิงที่คล้ายเยาะเย้ยและสยบทำลายล้างยังทุกสิ่งยังกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนยิ่งว่า

"...ข้าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องสนใจยังมดปลวกเหล่านั้นอีก..."

ยิ่งตรอกย้ำยังความคิดของจูนลงไปอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่จ้องมองกลับไปยังเซบัสที่นิ่งเงียบพยายามที่ใช้ยังความคิดอยู่แล้วจึงส่งเสียงกล่าวออกมาด้วยมวลอากาศที่ระอุจนลุกเป็นเปลวไฟว่า

"...เพราะผู้ที่ข้าสนใจและรอคอยมีเพียงแค่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น...ลูเซ่-เพื่อนรัก"

"..."

แต่เซบัสที่นิ่งเงียบจ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้ากลับส่งเสียงร้องถามออกไปด้วยคววามสงสัยว่า

"...คุณใช่มาร์ช ทอยจริงๆหรือ"

"หึ...หึ...หึ..."

เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามเพียงส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างขบขันพลางกวาดสายตาจ้องมองไปยังเซบัสที่เบื้องหน้าแล้วส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างชัดเจนยิ่งว่า

"...งั้นก็ลองเข้ามาพิสูจน์ด้วยตนเองสิ-ลูเซ่..."

เขาที่จ้องมองไปยังลูเซ่เพียงผู้เดียวยังส่งเสียงกล่าวออกมาอีกอย่างชัดเจนยิ่งว่า

"...องค์ราชันย์แห่งแดนสรวงว่าข้าใช่ยังมาร์ช ทอย-เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เจ้ารู้จัดหรือเปล่า"

"ตุบ...ตุบ...ตุบ..."

ท่ามกลางเสียงฝีเท้าของเซบัสที่ก้าวเดินออกไปยังเบื้องหน้าด้วยสายตาและหัวใจของจูนที่ปรารถนาถึงกับเผื่อยิ้มออกมาด้วยความพอใจพลางกุมยังมือที่สั่นเทากำยังสร้อยคอสีแดงเพลิงที่สวมไว้อย่างแน่นด้วยความรอคอย เพราะในที่สุดสิ่งที่เธอรอคอยกำลังจะเป้นจริงแล้ว...

...ยังการเผชิญหน้าของสองเทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่

ทุกอย่างกำลังจะเป็นไปตามแผนการ...

...เป็นไปตามที่หัวใจของเธอต้องการแล้ว

"ไม่สิ..."

จูนที่กวาดสายตาจ้องมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่อย่างหยิ่งทระนงที่เบื้องหน้าด้วยความไม่เชื่อถือยังทุกสิ่งทุกอย่างจะง่ายดายเช่นนี้-เธอที่จ้องมองดูยังเซบัสค่อยๆสาวเท้าก้าวเดินตรงไปยังเบื้องหน้าของเทพเจ้าแห้งเปลวไฟสงครามที่แสนชั่วร้าย...

"ตุบ..."

หนึ่งก้าว...

"...ตุบ..."

สองก้าว...

"...ตุบ..."

สามและสี่ก้าว...ค่อยๆย่นระยะห่างระหว่างทั้งสองให้ค่อยๆสั้นลง-สั้นลงไปทุกทีๆ...

"...ตุบ..."

"พรึบ..."

เปลวไฟสีแดงเพลิงถึงกับลุกโชนขึ้นมาขว้างยังเบื้องหน้าของเซบัสยามเมื่อเท้าซ้ายของเขาวางลงไป ณ เบื้องหน้าขั้นบันไดขั้นสุดท้ายก่อนที่จะเหยียบลงไปยังพื้นที่เท่าเทียมกับบัลลังก์ของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม-ประกายแสงของสีไฟแดงจ้าจนเผาผลาญยังทุกสิ่งแม้แต่ละอองรณูอากาศก็ลุกโชนเผาไหม้หายไปในเปลวเพลิงที่ร้อนแรงแดงจ้านี้...

แต่...

ยามเมื่อเปลวไฟกระทบยังร่างของชายหนุ่มกลับคล้ายดั่งสายลมที่เย็นสบาย แดดแสงที่อบอุ่นเพียงแค่พัดผ่านสาดส่องลงมายังร่างอย่างแผ่วเบาเท่านั้น...

"...ตุบ"

เซบัสที่ก้าวเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเหลือเพียงอีกแค่ไม่กี่ก้าวก็สามารถหยุดยั้งลงเบื้องหน้ายังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามได้...จูนที่จ้องมองไปรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่นั่งนิ่งเท้าแขนอยู่เบื้องหน้าสายตาของเธอถึงกับส่งเสียงร้องออกไปด้วยความกังวลว่า

"ระวัง..."

น้ำเสียงของเธอถึงกับจางหายไปพร้อมทั้งเสียงของความรู้สึกที่ถามยังหัวใจเธอเองว่า

"...เราเป็นห่วงยังเซบัสหรือ..."

หญิงสาวที่ไม่จำเป็นต้องเสียยังเวลาขบคิดใดๆถึงกับรีบส่ายหน้าปฏิเสธพลางบอกกับตัวเองในใจว่า

"...ไม่หรอก...เราแค่ไม่ต้องการให้องค์ราชันย์แห่งแดนสรวงเป็นอะไรในตอนนี้ก่อนที่จะสามารถจัดการกับเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงสครามที่ชั่วร้ายพร้อมจะเผาผลาญยังทุกสิ่งที่ขว้างยังเส้นเบื้องหน้าได้ต่างหากล่ะ"

"พรึบ..."

กำแพงเปลวไฟที่แสนร้อนแรงถึงกับลุกโชนขึ้นมาอย่างแรงกล้าพร้อมทั้งรอยยิ้มที่แสนชั่วร้ายของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่ประทับอยู่เบื้องหน้าในสายตาของทุกคน...แต่เปลวไฟสีแดงเพลิงนี้คล้ายกับยังมีสามารถทำอะไรยังเซบัสได้...

"ฮ๊าก..."

"กรี๊ด..."

ฮิสก้าและไวนัสที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างบัลลังก์ของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นด้วยความเจ็บปวดทรมานพร้อมทั้งร่างที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟถูกเผาไหม้หายไปในมวลอณูละอองอากาศที่ลอยล่องหายไปในพริบตา...ฟรีเนเซียที่เห็นถึงพ่อและแม่ของเธอถึงเปลวไฟเผาไหม้หายไปในพริบตาถึงกับส่งเสียงร้องออกมาด้วยหยาดน้ำตาที่รินไหลว่า

"พ่อค่ะ...แม่ค่ะ..."

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาเร็วเสียยิ่งกว่าที่เธอหรือใครจะสามารถคาดคิดได้-เพียงแค่ความพอใจหรือไม่พอใจของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เห็นสรรพชีวิตต่างๆเป็นเพียงมดปลวกที่สามารถทำลายทิ้งไปได้อย่างไร้ความรู้สึกผิดใดๆ...จูนที่เลิกคิ้วคล้ายรับรู้และรับทราบได้ถึงความชั่วร้ายของปีศาจร้ายที่นั่งอยู่เบื้องหน้าในคราบของราชันย์ในร่างของเทวะที่หลอกลวงยังผู้คนจึงรีบหันไปมองยังฟรีเนเซียที่อยู่ยังด้านข้างพร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกไปทันทีว่า

"ระวัง..."

"หา..."

ยังไม่ทันสิ้นเสียงกล่าวของจูน...ยามเมื่อสายตาของทุกคนที่จับจ้องมองไปก็ได้ยินถึงเสียงที่ร้อนแรงไปด้วยเปลวไฟอันชั่วร้าย...

"ยังเหลือมดปลวกอยู่อีกสิน่ะ"

ได้เห็นถึง...

"พรึบ..."

เปลวเพลิงที่ร้อนแรงกล้าเปลวเผายังร่างของฟรีเนเซียที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ของเธอให้ลุกไหม้เป็นลุกหายไปในพริบตา-ทิ้งยังเจ้ากระจอกน้อยของฟรีเนเซียที่คล้ายกับกำลังงงๆเพียงหันรีหันขว้างหน้ายังเจข้านายอันเป็นที่รักของมันอยู่...

"ฟรีเนเซีย..."

เซเรส ยูอัน ไทกะและทุกคนถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างดังลั่นด้วยความตกใจ เสียใจและเศร้าหมองราวกับยังทำใจไม่ได้ถึงการจากไปของฟรีเนเซียถึงกับตกตะลึงไปตามๆกัน...เทพเจ้าแห่งเปลวเพลิงสงครามที่เห็นยังภาพเช่นนั้นถึงกับส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างสะใจ

"ฮ่า...ฮ่า...ฮ่า..."

...เป็นเสียงหัวเราะที่ก้องกังวาลและชั่วร้ายยิ่ง

"แก..."

เซเรสส่งเสียงร้องออกมาอย่างโกรธแค้นพลางเลื่อนมือไปยังดาบที่ข้างเอวหมายที่จะแลกยังชีวิตกับอีกฝ่ายแม้จะเป็นองค์เทวะราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ตาม...

...เธอก็จะขอแก้แค้นให้กับฟรีเนเซียผู้เป็นดั่งพี่สาวที่รักของเธอ

"มดปลวกอยู่อีกมากมายสิน่ะ"

เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามส่งเสียงกล่าวออกมาพร้อมทั้งกวาดสายตาจ้องมองไปยังทุกคนที่เบื้องหน้าราวกับจะเผาผลาญยังทุกคนให้ดับสูญไปจนหมดสิ่ง...แอร์โร์ โดโรธี เจนนี่ โซฟาน เรย์ร่า อาธีน่า มินะ มินา อานิต้า ยูอัน ไทกะ โลอี้ จาริโค้ ซิลเวอร์ โพอิกัส ฟ็อก์ซ เมียร่า ฟอการิต้า กาบ้า แบรี่ ทาญา วอรัส พอลลาร์ หลี่เชากุ้ย ฟ็อก์ซวัน ทู ทรี ซีโร่ คูเปอร์ ไรบ้า เซที บาเรบี้ อี้โล้ บัพฟา คองก้า เนโร ไบบาเรดกับพวกเฟส ดีสและมีมี่ที่จับจ้องและรู้สึกถึงสายตาของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่กวาดมองมาถึงกับรู้สึกได้ถึงหัวใจตนเองที่ร้อนแรงราวกับมีเปลวไฟพร้อมที่จะพุ่งพวยออกมาเผาผลาญยังร่างกลางของตัว ณ วินาทีนั้นจนแทบจะหายลับไปในเปลวเพลิง...

นี่เป็นพลังของเหล่าเทวะราชันย์ที่ใครมิสามารถเลียนแบบได้-ยิ่งตอกย้ำยังตัวตนของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่แสนชั่วร้าย ณ เบื้องหน้าได้เป็นอย่างดี...

"พรึบ..."

แต่เปลวเพลิงที่ลุกโชนถึงกับถูกยังฝ่ามือที่ทรงพลังของเซบัสยื่นออกมาปลดบังไว้ราวกับปลดปล่อยและรับยังอำนาจที่แสนชั่วร้ายของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามเอาไว้แทนก่อนที่เปลวไฟที่ลุกโชนจะดับหายไปในฝ่ามือของชายหนุ่มราวกับเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามเพียงกวาดยังสายตาที่ไม่พอใจกลับไปจ้องมองยังเซบัสเพียงหนึ่งเดียวราวอยากที่จะเผาผลาญยังอีกฝ่ายที่บังอาจต่อต้านตน...

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม...

...เป็นเพื่อนหรือเหล่าเทวะราชันย์ก็ตามที

"ควับ..."

ในยามนี้ทุกคนจึงรีบถอยเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของอาร์เชอะที่ยิ้มออกมาอย่างงดงามราวกับแสงจันทร์ที่กางยังบาเรียสีชมพูออกมาเพื่อปกป้องยังทุกคน...เทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่จ้องมองไปยังเซบัสพลางส่งเสียงร้องถามออกมาว่า

"หมายความว่าไงกัน"

"ฉันจะไม่ยอมให้นายฆ่าใครอีก..."

เขาที่จับจ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามที่เบื้องหน้าถึงกับกล่าวออกไปอีกอย่างชัดเจนว่า

"...ทอย"

"เปรี้ยง"

พร้อมทั้งสายฟ้าสีม่วงมรกตได้ฟาดลงมาจากท้องฟ้าสีคราม-ฟาดลงมาตัดยังหมู่เมฆสีแดงยังลานบนยอดหอคอยแห่งไฟใส่ร่างของเซบัสอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่ง...สลายถึงเปลวเพลิงที่กำลังพัดอาบร่างทั้งเซบัสในพริบตา

ร่างของเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามถึงกับถูกความรุนแรงของสายฟ้าต้องสั่นสะท้าน-เขาจับจ้องมองไปยังเซบัสที่เบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง...พร้อมกับสายตาของใครๆที่ยังกวาดมองไปยังทั้งสองคน

...มองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม

...มองไปยังเซบัส

เฉกเช่นเดียวกับเซบัสที่กำลังจ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม..ในครั้งนี้สายตาของเขาไม่มีใครนอกจากเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงคราม

...ไม่มีแม้แต่โซฟีเน่

ทุกคนเห็นสายตาของเซบัส...สายตาที่จ้องมองไปยังเทพเจ้าแห่งเปลวไฟสงครามในยามนี้ มันเป็นสายตาที่แม้แต่โซฟีเน่และใครๆก็ไม่รู้จัก

...สายตาที่เย่อหยิ่งและสูงส่งราวกับจะเหยียบโลกหล้าทั้งใบไว้ในอุ้มเท้า-สายตาที่ทำให้คนทุกคนต้องคิดถึงคนผู้หนึ่ง...

...เฟอร์ดินันท์ ลูเซ่

...ราชันย์แห่งแดนสรวง

...สายตาที่ครั้งหนึ่งเคยจับจ้องมองไปยังมิราจ-ราชาแห่งทะเลทรายสีทอง

...สายตาที่จ้องมองไปยังไทด์-เจ้าชายแห่งแดนเหนือ

"ลูเซ่..."

จูนที่เห็นถึงสายตาและท่าทางของเซบัสในยามนี้ถึงกับส่งเสียงกล่าวออกมาอย่างเลื่อนลอยก่อนที่จะกล่าวต่อไปด้วยจิตใจที่สักการะและเคารพจนสุดหัวใจอย่างลืมตัวว่า

"...เฟอร์ดินันท์-ลูซิ...องค์ราชาแห่งแดนสรวง"

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 26 ธ.ค.53 เวลา 02:36:46 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ