K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - Special Story - ตอน 61 ภาพความหลัง 36

Ragnarok Fiction - Special Story - (ภาคการลงทัณฑ์กลาสต์เฮลม์)

ตอน 61 ภาพความหลัง 36
-----------------------------

            หลังจากที่เก็บตัวเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บพร้อมทั้งสะสมทัพไพร่พลอยู่นานนับร้อยๆปี
            ที่สุดแล้วจอมปีศาจร้ายผู้ปกครองกลาสต์เฮลม์อาณาจักรแห่งความมืดก็ได้ปรากฎตัวให้เหล่ามนุษย์ได้เห็นเป็นครั้งแรก

            ดาร์คลอร์ดได้เดินผ่านออกมาจากประตูมิติเหยียบยังพื้นหญ้าแนวหลังของสมรภูมิรบ
            จากนั้นบรรดาปีศาจชั้นสูงที่เป็นทหารรับใช้คนสนิทอีกสองก็ได้ก้าวตามหลังมาติดๆ

            ตนหนึ่งเป็นปีศาจร่างใหญ่ขนาดอัศวินสองคนรวมกันได้ มันสวมชุดเกราะหนาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดจนทำให้เกราะสีน้ำเงินกลายเป็น สีแดงไปเกือบทั้งหมด มือข้างขวาถือดาบเล่มโตซึ่งใหญ่กว่าบรอดซอร์ดเกือบสองเท่า ส่วนมือซ้ายถือโล่ห์ยักษ์ตกแต่งเหมือนหน้าปีศาจ
            ปีศาจตนนี้ถูกเรียกว่า บลัดดี้ไนท์ ตามชื่อของสีเกราะที่มันใส่มา...

            ส่วนปีศาจอีกนั้นตรงข้ามกับบลัดดี้ไนท์อยู่มาก เพราะมันไม่ใช่นักรบ หากแต่เป็นนักบวช...
            ร่างกายมันดูซูบผอม สีผิวเนื้อตัวออกเป็นสีดำ และสวมชุดสีแดงคล้ายเลือด ดูภายนอกแล้วอาจไม่มีพิษภัยแต่ปีศาจตนนี้ก็มากไอมืดและมาน่า นอกจากนี้ที่ข้างหลังยังได้แบกโลงสีเทาที่ถูกพันไปด้วยเถาวัลย์แห้งมาด้วย...
            ชื่อที่ถูกดาร์คลอร์ดตั้งให้ใหม่ก็คือ อีวิลดรูอิด...

            การมาของดาร์คลอร์ดเป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือการคำนวณของชไนเดอร์
            มันทำให้เกิดความกังวลใจว่าแผนที่วางไว้อาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาเองก็สนใจอยากรู้ความสามารถแท้จริงของดาร์คลอร์ดเช่นกัน
            ซึ่งความคิดหลังนี้ก็ตรงกับอัศวินหลายคนของพรอนเทร่า เพราะไม่มีโอกาสไหนที่จะดีที่สุดในการชนะศึกได้เท่ากับตอนที่แม่ทัพศัตรูปรากฎตัวโดยไร้ซึ่งคนคุ้มกันเช่นนี้อีกแล้ว

            อัศวินขี่เปโกะทั้งเก้าชีวิตที่อยู่ในแนวหน้าสุดรู้งานตัวเองควบเร่งตรงไปยังดาร์คลอร์ด จากนั้นจึงได้กระจายตัวเป็นวงล้อมโอบโจมตีได้ง่ายและไม่เป็นเป้าใหญ่ให้ถูกเล่นงาน

            ทว่าดาร์คลอร์ดก็ไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใด มันสั่งให้ลูกน้องที่ตามมาด้วยทั้งสอง และรวมถึงอบิสไนท์ที่พึ่งได้รับการรักษาให้ไปรับหน้าแทน
            นั่นเองที่ทำให้กองทหารทั้งหมดได้รับรู้ถึงความเก่งกาจของแม่ทัพปีศาจทั้งสามผู้รับใช้ดาร์คลอร์ด

            บลัดดี้ไนท์ที่ดูเทอะทะเกราะหนาใหญ่ทำให้การเคลื่อนไหวแต่ละทีดูอืดอาด มันได้ถูกเล็งก่อนเป็นเป้าหมายแรก
            ทหารเปโกะคนหนึ่งควบตรงเข้าหาพร้อมลงมือฟันไปก่อน ทว่าบลัดดี้ไนท์ก็ไหวตัวทันมันเหวี่ยงดาบเล่มโตจากด้านหลังวาดเป็นวงโค้งข้ามศีรษะของตนหมายผ่าคู่ต่อแบบครึ่งในแนวตั้ง
            "เฮ้ย! เร็วอะไรแบบนี้!?" อัศวินเปโกะถึงประหลาดใจกับความเร็วของการออกดาบของคู่มือ

            แต่กระนั้นก็เขายังมีสติมากพอที่ยกดาบขึ้นป้องกันได้ ถึงจะผิดแผนเพราะประมาทไปหน่อยแต่เขาก็คิดว่าหากป้องกันได้แล้วก็จะชิงเล่นงานจากทางด้านข้างที่เปิดว่างอยู่ในทันที
            ทว่าเขาก็ทำพลาดครั้งใหญ่ ตรงที่ประเมินค่ากำลังของปีศาจไว้ต่ำเกิน...

            โครม!

            แรงของปีศาจมหาศาลสมขนาดร่างกาย บลัดดี้ไนท์กดดาบฟันดาบของที่ถูกยกขึ้นป้องกันจนหักสองท่อน ก่อนที่ดาบเล่มโตของนั้นจะฟันลงไปต่อ ผ่าร่างของอัศวินเปโกะขาดครึ่งในทีเดียว...
            พลังของบลัดดี้ไนท์มากจนทหารเวทเกฟเฟนหลายคนอ้ำอึ้ง ถึงจะไม่อยากยอมรับนักแต่ทหารพรอนเทร่าสายพละกำลังหลายคนก็จำต้องยอมแพ้ให้กับพลังที่เหนือกว่า

            อย่างไรก็ดีทหารที่รบอยู่ก็ยังคงมุ่งมั่น ถึงจะเป็นต้องสูญเสียเพื่อนทหารไป แต่มันก็เปิดช่องว่างจากด้านข้างได้ของบลัดดี้ไนท์ได้สำเร็จ
            "ตายซะเถอะอ้ายปีศาจอ้วน!!" ทหารเปโกะอีกคนควบเปโกะพุ่งเข้าทางด้านขวาและฟันดาบเข้าใส่สีข้างเต็มแรง
            "งั้นเรอะ?" บลัดดี้ไนท์ยืนเฉยรับการโจมตี แต่มีขยับตัวเพียงเล็กน้อยให้มุมของเกราะไปกระทบกับดาบเต็มจุด

            เคร้ง!

            เพียงแค่กระแทกตรงๆเท่านั้น ดาบแห่งพรอนเทร่าที่ถูกตีมาโดยยอดฝีมือซึ่งมีทั้งความแข็งแกร่งและความคมก็กลับหักลงไปอย่างผิดคาด
            "บ้าน่า!?" อัศวินเปโกะถึงกับตื่นตะลึง
            "เจ้าโง่...! คิดว่าเกราะข้าแค่ใหญ่อย่างเดียวเท่านั้นหรือไง...!?" ปีศาจร่างยักษ์กร้าวเสียงดูถูกพร้อมสะบัดดาบสวนไป "รู้ไว้ซะว่าเกราะนี้มีเพียงปีศาจที่กำลังเหลือเฟืออย่างข้าเท่านั้นที่จะแบกมันไหว...! มันเป็นได้ทั้งเครื่องป้องกันและอาวุธโจมตี...!!"

            แต่ดาบยักษ์นั้นยังอยู่ในสายตาการมองเห็นของอัศวินเปโกะทำให้สามารถก้มหลบในจังหวะแรกได้
            "เสร็จฉันล่ะ!" อัศวินเปโกะจ้องจะโจมตีเค้าน์เตอร์แอ็ทแท็กสวน
            "ใครกันแน่...!?"

            บลัดดี้ไนท์ยิ้มเยาะจากนั้นจึงได้หมุนตัวและใช้โล่ห์ในมือขวากระแทกใส่ทหารเปโกะต่างดาบ
            มันเป็นการโจมตีที่คาดไม่ถึง กระทั่งโล่ห์ที่ดูใหญ่และหนักก็กลับถูกใช้แทงต่างหอกได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้ดาบ

            สวบ!!

            งาที่ประดับโล่ห์ยักษ์เหมือนเขี้ยวนั้นเสียบเข้าที่กลางหน้าของอัศวินเปโกะจนทะลุออกด้านหลัง สังหารได้อย่างเด็ดขาดในทันที...

            การปะทะเกิดขึ้นช่วงเวลาสั้นๆแต่ถือว่ามากพอที่จะทำให้ทหารพรอนเทร่าและเกฟเฟนเข้าใจว่าทำไมปีศาจตนนี้ถึงถูกยกให้เป็นรองแม่ทัพได้
            แม้แต่ฮารี่เองที่เป็นจอมพลังในสนามรบนี้ก็ยังรู้ตัวว่าเป็นรองบลัดดี้ไนท์อยู่หลายเท่า...


            ในอีกทางหนึ่งอีวิลดรูอิดก็ได้รับมือกับทหารเปโกะอีกสองคน
            และอดีตนักบวชผู้หันเข้าสู่จอมเวทด้านมืดได้แสดงความร้ายกาจออกมาให้ทุกคนประจักษ์
            "เฮเว่นไดรฟ์!!..."

            ประกาศิตมนตราถูกเรียกใช้ ผืนดินได้แข็งตัวดันตัวเองให้เป็นแท่งทวนขนาดใหญ่เสียบแทงอัศวินเปโกะที่กำลังพุ่งเข้าหาจนพรุนและปักตรึงคาเช่นนั้น
            ชไนเดอร์ขวางตามองทันที เพราะมันเป็นคาถาแบบเดียวกับที่เขาใช้เล่นงานฝูงเรย์ดริกเมื่อช่วงกลางศึก แต่ทว่าที่ต่างออกไปคืออีวิลดรูอิดสามารถใช้มันได้เร็วกว่าและแรงกว่าเป็นเท่าตัว...

            อย่างไรก็ตามความกลัวไม่อาจใช้ได้กับอัศวินแห่งพรอนเทร่าที่มีความมุ่งมุ่นจะจัดการพวกปีศาจให้สิ้นซาก
            อัศวินเปโกะอีกคนก็ได้อาศัยช่วงจังหวะที่อีวิลดรูอิดเล่นงานเพื่อนๆให้เป็นประโยชน์ เขาอ้อมไปทางข้างหลังพร้อมง้างอาวุธเตรียมเล่นงานแบบไม่ให้ตั้งตัว
            "ไอ้ปีศาจชั่ว!" อัศวินผู้นั้นเร่งเปโกะจับทวนเตรียมเสียบแทงเต็มที่

            อีวิลดรูอิดไม่สะทกสะท้าน มันก้มหน้าร่ายเวทโดยที่ไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง...
            จากนั้นโลงศพที่แบกมาก็ได้เปิดอ้าออกปรากฎให้เห็นถึงตะปูแหลมคมจำนวนมากที่ปักตั้งอยู่ในโลง ซึ่งมันถูกปักอยู่ทั้งในตัวโลงและฝาโลงประหนึ่งเป็นเครื่องมือทรมานในกลุ่มนิกายแห่งความมืด

            จนเมื่อคาถาเพรียกหาแล้วเสร็จ โลงนั้นก็เริ่มส่งแรงสูบออกมาดึงให้ทั้งอัศวินและเปโกะไถลลากถูเข้าไปหา
            "นี่มันอะไรกัน!?" อัศวินเปโกะพยายามชักบังเหียนสั่งเปโกะให้หนีแต่ก็ไม่เป็นผลนัก
            "เปล่าประโยชน์... แรงมนุษย์ไม่อาจต้านพลังกระชากแห่งความมืดได้หรอก..."

            จนในที่สุดเปโกะที่หมดแรงก็ได้เสียหลักแล้วล้มลงและถูกลากไถลพื้นดินมาอย่างช้าๆ ขณะที่อัศวินที่อยู่บนหลังก็ถูกลมสูบจนตัวลอยเคว้ง สิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวเขาไว้ได้ก็คือเชือกบังเหียนกับเปโกะเท่านั้น...
            "กรอด!" เขากัดฟันสู้ แรงกระชากของลมทำเอามือของเขาห้อเลือดไปทั้งมือ
            "มาเป็นอาหารของข้าเสียแต่โดยดีเถอะ...!" เซอร์จิโอ้ร่ายคาถาให้รุนแรงมากขึ้น

            เมื่อสิ้นแล้วซึ่งกำลังต่อต้าน มือซ้ายของอัศวินผู้นั้นหลุดออกจากเชือกบังเหียน ตัวเขาก็ลอยเข้าไปเสียบกับตะปูฝังมิด
            จากนั้นฝาโลงก็ปิดลงกระแทกซ้ำทันที มันรวดเร็วจนไม่มีแม้แต่เสียงร้องขอความช่วยเหลือหรือเสียงแห่งความเจ็บปวด...

            เมื่อฝาโลงปิดสนิทแล้ว โลงนั้นกลับมีการโยกไหวเสมือนว่ามันมีชีวิตซึ่งกำลังเคี้ยวสิ่งที่อยู่ข้างในอย่างเอร็ดอร่อย
            การเคี้ยวเป็นไปอย่างรุนแรงแต่ก็ไม่มีแม้แต่หยดเลือดไหลซึมออกมาเพราะนี่คือการกินทุกส่วนของร่างกาย แท้กระทั่งเลือด...
            ช่วงเวลาที่กินนั้นไอสีแดงเหมือนเลือดก็แผ่ออกมาจากโลงและไหลเข้าสู่ร่างกายของอิวิลดรูอิดดังที่ได้กล่าวไว้ว่าเป็นอาหารในตอนแรก...

            จนเมื่อเลือดเนื้อทุกสิ่งทุกอย่างถูกสูบจนหมดแล้ว ฝาโลงก็เปิดอ้าอีกครั้ง...
            ทิ้งออกมาเพียงแค่โครงกระดูกที่แห้งกรังไม่เหลือแม้เพียงเศษเนื้อและเศษเลือดเพียงหยดเดียว...


            ในอีกทางด้านหนึ่งของทัพปีศาจ อบิสไนท์ก็ยังคงเป็นจอมดาบเหมือนเช่นที่ผ่านมา ยิ่งเมื่อเอาจริงเต็มที่แล้วทหารเปโกะทั้งสองรุมก็ไม่อาจเทียบได้
            อบิสไนท์ปักหลักยืนจับดาบนิ่ง จนกระทั่งทหารเปโกะแปรรูปขบวนเข้าใส่ อบิสไนท์ก็วิ่งสวนเข้าไปพร้อมออกดาบได้อย่างเฉียบคมยิ่งกว่าอิมิค...

            เสียงดาบตัดกระดูกดังสองครั้งติดกัน
            เปโกะทั้งสองวิ่งผ่านไปได้ไม่ไกลนัก ศีรษะของอัศวินผู้บังคับก็พลันขาดออกจากคอ ก่อนที่ร่างที่ขี่อยู่จะตกลงจากหลังนกยักษ์...


            ...............................................


            การโจมตีของแม่ทัพคนสนิทแห่งดาร์คลอร์ดสมราคาที่เป็นหัวแถวของปีศาจด้วยกัน
            พวกมันสามารถจัดการอัศวินที่เก่งกาจของพรอนเทร่าได้อย่างง่ายดายและเก็บฝีมือแท้จริงได้อย่างหมดจด

            ความแตกต่างนี้ทำให้เกิดความรู้สึกในใจทหารหลายคนว่าหากไม่ใช่อัศวินที่เก่งกาจระดับอิมิคแล้ว การจะเอาชนะทัพปีศาจได้คงเป็นเรื่องที่ฝืนเกินจริง...
            ซึ่งดาร์คลอร์ดเองก็คิดจะตอบย้ำความคิดนั้น โดยเริ่มจากอัศวินเปโกะอีกสามคนที่เหลืออยู่

            ไม่ว่าดาร์คลอร์ดจะคิดอะไรอยู่ แต่ทหารเปโกะไม่ลังเลและไม่รอช้าที่แปรรูปขบวนออกเป็นสามด้าน โจมตีด้านหน้า ซ้าย และขวาพร้อมกัน
            "ขอหัวแกล่ะ!" อัศวินเปโกะกร้าวเสียงประกาศชัยชนะ
            "เข้ามาเลย... เจ้าพวกขี้ข้ารับใช้พระเจ้า..." ดาร์คลอร์ดกางแขนออกและแบมือขึ้น หยอกล้อท่าทีของพระเจ้าเพื่อยั่วโมโห
      
            อัศวินทั้งสามไม่สนใจและพร้อมหน้ากันลงดาบอย่างสุดกำลัง ทั้งแรงจากแขนและแรงส่งจากเปโกะมากพอที่จะฟันศัตรูขาดครึ่งท่อนได้ในดาบเดียว

            กึ้ง!

            ทว่าดาบทั้งสามหยุดชะงักตรงเบื้องหน้าดาร์คลอร์ด ด้วยเกราะพลังเวทโปร่งแสงสีดำ...
            มันเป็นอาคมที่มีคุณลักษณะคล้ายกับเกราะศักดิ์สิทธิ์อย่างไครี่เอริซัน แต่ทว่าคาถาตัวนี้ถือว่าสมบูรณ์กว่าเพราะสามารถต้านทานได้ทั้งดาบและเวทมนตร์ทุกชนิด
            "ไม่แปลกหรอกที่เจ้าจะดูถูกข้า... เมื่อเทียบกับจอมทัพปีศาจด้วยกันแล้ว... ข้าอาจจะไม่ได้มีพลังทำลายมหาศาลอย่างบาโฟเม็ต... ไม่แข็งแกร่งอย่างโอซิริส..." ดาร์ลอร์ดเรียกพลังแห่งความมืดออกมาจากทั้งร่างกาย "แต่ข้าก็มีสิ่งที่เหนือกว่าปีศาจสองตนนั้น... นั่นก็คือความสามรถด้านความมืดไงล่ะ...!"

            ไอความมืดแผ่ออกมาปกคลุมตัวดาร์คลอร์ด และซึมผ่านออกมาจากบาเรียมาปกคลุมทหารทั้งสามไว้
            ทหารทั้งสามเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะหนีออกมาตั้งหลัก แต่ไอความมืดนั้นได้ตรึงพวกเขาไว้เหมือนกับหนูติดกับ
            "แล้วข้าเองก็สูบชีวิตเก่งกว่าปีศาจตนไหนๆด้วย..." ดาร์คลอร์ดออกตัวยกชูตัวเอง "สูบจนไม่เหลือเชียว...!"

            พลันที่กล่าวพูดแล้วเสร็จ ร่างกายของทหารทั้งสามก็ถูกความมืดสูบเอาพลังชีวิตออกไปอย่างรุนแรง
            ร่างกายที่กำยำล่ำสันค่อยๆซูบลงเหมือนคนขาดน้ำและอาหาร กำลังกายที่เคยมีอยู่เหือดหายลงไป เช่นเดียวกับเสียงร้องที่แผ่วลงไปตามเสียงของลมหายใจ...

            ไอแห่งความมืดทั้งหมดได้กลับสู่ร่างของดาร์ลอร์ด เหลือทิ้งไว้เพียงซากทหารและเปโกะทั้งสามที่เป็นเพียงหนังหุ้มกระดูกและผมที่ดูเหมือนแห้งกรอบเท่านั้น
            ดาร์คลอร์ดแสดงพลังดูน่าสะทกสะท้าน สร้างความหวาดกลัวให้กับทหารได้บางส่วน และมันก็เกือบที่จะทำให้ขวัญกำลังใจทหารอีกส่วนต้องเสียตามไปด้วย ขอเพียงแค่ไม่มีผู้ใดมากระตุ้นและเปลี่ยนบรรยากาศไปได้เสียก่อน...


            แต่ทว่าก็เป็นฮารี่และซิดัสเองที่ไม่ถูกกระแสความหวาดกลัวครอบงำ พวกเขาตะโกนขึ้นสั่งทัพเสียงดังลั่นสมรภูมิทุ่งหญ้า
            "เฮ้ย! ปล่อยให้มันดูถูกมนุษย์แบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน!?" ฮารี่โบกสะบัดมือไปข้างหน้าสั่งกองร้อยผสมอัศวินและมองค์ไปข้างหน้า "ไม่ต้องดูเชิงมันแล้ว! บุกเข้าไปเลย!!"
            "ใครที่ยังกล้าอยู่ก็ตามข้ามา!!" ซิดัสออกตัววิ่งตามเปโกะของฮารี่ไปอีกคน

            ถึงจะไม่เทียบเท่ากับอิมิคและฮารี่และซิดัสเองก็มีบารมีที่มากเหลือ ซึ่งเมื่อรวมกับฝีมือการสู้ที่โดดเด่นไม่ธรรมดาก็ช่วยทำให้สองคนนี้ก้าวมาเป็นที่พึ่งในยามไร้หัวเรือใหญ่นำทัพได้ไม่ยาก

            หลังจากที่ฮารี่และซิดัสนำไปแล้ว เฟรย่า อเล็กซ์ และเรย์ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อใจและวิ่งตามไปติดๆ แต่จุดหมายปลายทางนั้นถือแตกต่างออกไปตรงที่พวกเขาตั้งหวังจะไปช่วยอิมิคเสียก่อน
            เมื่อมีการนำและมีการเคลื่อนไหวนำไปแล้ว ผลที่สุดกองกำลังมนุษย์ทั้งหมดก็สลัดความกลัวและลุกขึ้นสู้ต่อได้ สร้างความผิดหวังเล็กๆแก่ดาร์คลอร์ดขึ้นมา
            "ขู่ไม่สำเร็จงั้นหรือ... ในหมู่มนุษย์ก็มีพวกกล้าบ้าบิ่นท้าทายความมืดอยู่ไม่น้อยนะ..."
            "ข้าจะขออาสาไปจัดการมันเองครับ..." อัศวินอบิสจับดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์ขึ้นมา
            "ไม่ต้อง... ข้าจะเล่นกับพวกมันเอง..." ดาร์คลอร์ดมองกองทหารกลุ่มใหญ่หลายร้อยนายวิ่งเข้ามา "เยอะขนาดนี้น่าจะทำให้ข้าอยู่ท้องได้..."
            "ถ้าเช่นนั้นก็ตามบัญชาท่านครับ..." อัศวินอบิสก้มศีรษะแสดงความเคารพและถอยออกมา
            "ดูซิว่าเจอคาถาบทนี้แล้ว... ยังจะกล้าดีกับข้าอีกไหม...?"

            ดาร์คลอร์ดเดินนำออกมาข้างหน้าแม่ทัพปีศาจหลายช่วงตัว จากนั้นก็เริ่มทำการร่ายคาถา
            ความมืดจำนวนมากกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ก้อนความมืดก่อตัวขึ้นหน้าเบื้องหน้าดาร์คลอร์ดและค่อยๆขยายขนาดขึ้นเรื่อยๆ
            "คาถาอะไรของมัน!?" ซิดัสซึ่งกำลังวิ่งเข้าไปหารู้สึกไม่ชอบมาพากล

            ตัวของซิดัสอาจถือได้ว่าเป็นคนที่ศึกษาศาสตร์แห่งความมืดมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศ ด้วยความเชื่อที่ว่าหากสามารถรู้ทันปีศาจก็ย่อมที่จะหาทางตอบโต้ได้อย่างถูกวิธี
            ทว่าในสิ่งที่กำลังปรากฎอยู่เบื้องหน้านี้กลับเป็นเรื่องลึกลับที่สุดที่ไม่เคยมีบันทึกลงในหนังสือเล่มใดมาก่อน...

            ยิ่งทีความมืดนั้นขยายใหญ่ขึ้นจนลูกบอลกลมนั้นมีขนาดเกือบสองเมตรและทำท่าเหมือนจะปริแตกได้ทุกเมื่อ
            "ฮารี่! หยุดดูท่าทีก่อน!!" ซิดัสไม่ไว้ใจและตัดสินใจพักการโจมตีไว้ก่อน

            ด้วยความเคารพและความเชื่อใจเรื่องความรู้ในตัวซิดัสแล้ว ฮารี่ก็ยอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี เขายกมือสั้งทหารตั้งแนวป้องกันทันที
            "สั่งหยุดทัพแบบนี้มีอะไรครับหลวงพ่อ!?" ฮารี่หันกลับหลังไปขอคำตอบ "เราน่าจะบุกให้ประชิดตัวมันให้ไวที่สุดนะ!"
            "ไม่ทันคาถามันแน่... แล้วพลังที่มันใช้ก็เป็นพลังที่ไม่เคยมีบันทึกมาก่อน ข้าเกรงว่าเราจะวิ่งเข้าไปตาย" ซิดัสไม่ประมาทในการรบ "ยังไงก็สั่งให้ทั้งทหารและจอมเวทเตรียมตั้งรับไว้ก่อนดีกว่า มีทั้งทหารทั้งจอมเวทแบบนี้เราจะเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเวทมนตร์ที่ส่งผลกระทบ หรือพลังที่เน้นกระแทก เราสามารถป้องกันได้หมดแน่"

            ดาร์คลอร์ดเห็นทัพมนุษย์หยุดเอาดื้อๆก็ทำให้เผลอเม้มปากทึ่ง ก่อนที่จะแสยะยิ้มต่อด้วยความชอบใจ
            "ดูท่าจะมีคนหัวไวไหวตัวทันนะ... แต่ว่าเจ้าคงยังไม่รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของพลังนี้แน่..."

            ดาร์คลอร์ดยื่นมือทั้งสองไปข้างหน้าเตรียมผลักดันพลังนี้ออกไปพร้อมโจมตี
            ขณะที่กองทหารพรอนเทร่าตั้งโล่ห์เตรียมรับแรงกระแทก ส่วนทหารเวทก็ได้เรียกมาน่าเตรียมสร้างเกราะมาน่ารับเวทมนตร์จากธาตุแห่งธรรมชาติทุกชนิด

            แลดูเป็นการป้องกันที่สมบูรณ์ดีพร้อม แต่อย่างไรเสียซิดัสก็ไม่ได้อุ่นใจแม้แต่น้อย
            "เพื่ออะไรกัน...?" ซิดัสขบฟันมองดูท่าทีของดาร์คลอร์ด "มันตั้งใจจะทำอะไร... หรือมั่นใจมากว่าพลังสูงพอจะเป่าการป้องกันชุดนี้ได้?"

            ซิดัสกวาดสายตามองไปยังรอบตัวดาร์คลอร์ด จนเมื่อเห็นศพของอัศวินเปโกะสามร่างที่ถูกสูบวิญญาณไปเมื่อครู่ สมองเขาก็ทำงานแล้วตีปริศนาออกได้ในทันที
            "อานุภาพแสง... สถานภาพหมอก... พลังความมืด... เกราะป้องกันไม่ได้... มาน่าแห่งธาตุธรรมชาติไม่ครอบคลุมในส่วนนี้..." ซิดัสกล่าวพึมพำพลางมองที่พื้นหญ้าใต้พลังสีดำนั้น

            ซึ่งบัดนี้หญ้าแถวนั้นที่เคยเขียวขจีกลับแห้งเหี่ยวกลายเป็นสีน้ำตาลและล้มตาย แบบกระจายออกมาเรื่อยๆ นั่นเองที่ทำให้เขาสรุปเงื่อนไขทั้งหมดเป็นหนึ่งเดียวได้
            "สูบพลังชีวิต!!?"
            "มีอะไรเหรอครับ?" ฮารี่หันไปมองซิดัสด้วยความสงสัย
            "ไม่ได้การแล้ว... ฮารี่ตามข้ามาอย่าให้ห่างนะ"

            ซิดัสรีบรุดไปทัพหน้าพร้อมตะโกนสั่งการทันที
            "มองค์และพรีสต์ดันขึ้นไป เรียกพลังศักดิ์สิทธิ์มาเป็นเกราะคุ้มกายเร็ว!!"
            "เป็นอะไรไปครับหลวงพ่อ?" ฮารี่ตามประกบ
            "เราตีความผิดแล้ว มันไม่ได้ตั้งใจที่จะโจมตีเพื่อทำลายเราแต่แรกแล้ว แต่มันตั้งใจจะกินเราทั้งเป็นต่างหาก" ซิดัสหันไปสั่งการซ้ำ "พวกที่เหลือหลบหลังการคุ้มกันของพรีสต์ ห้ามออกนอกวงพลังศักดิ์สิทธิ์เด็ดขาด!!"

            เห็นการเคลื่อนไหวของกองทหารแล้ว ดาร์คลอร์ดก็ผงกศีรษะยอมรับไหวพริบของซิดัส
            "ไม่เบานี่มองความคิดข้าออก... ดูท่าจะเป็นคนที่น่าสนใจดีเหมือนกันนะ... แต่ว่ามันสายไปแล้ว... เจ้าคิดว่าจะปกป้องกองทัพที่เหลือซึ่งมีจำนวนมากเกินกว่านักบวชได้แค่ไหนกัน ...!?"

            สั่งการแล้วเสร็จซิดัสก็ได้ระเบิดมาน่ารวมพลังศรัทธาสร้างเกราะป้องกันขนาดกลางสีขาวขึ้น พลังศักดิ์สิทธิ์นี้จะช่วยปกปักษ์รักษาผู้ที่ใช้จากความมืดได้ทุกประการ
            "เข้ามาหลบให้มากที่สุดเร็ว!!"

            ระหว่างที่นักบวชที่เหลือเริ่มทำการสร้างเกราะศักดิ์สิทธิ์อยู่นั้น ดาร์คลอร์ดก็ร่ายคาถาจบและเริ่มการโจมตีทันที
            "ก็อดแดมบรีธ!" (Goddamn Breath)

            มันกระแทกแขนไปเบื้องหน้าพลันนั้นลูกบอลเวทแห่งความมืดก็ระเบิดออกและนำพาความมืดพุ่งเข้าใส่กองทัพเบื้องหน้า

            ซู่ม!!

            ไอความมืดขนามมหึมาพุ่งผ่านกองทหารเหมือนคลื่นยักษ์ที่ถาโถมเข้าใส่และท่วมทุกสิ่งในพริบตา
            ทหารที่หลบเข้าไปในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ไม่ทันล้วนถูกความมืดเข้าห่อหุ้มและสูบดึงพลังชีวิตไปสิ้น

            พลังความมืดขยายตัวมากขึ้นและพุ่งผ่านทะลวงกองร้อยผสมชุดนี้ไปยังทัพข้างหลังต่อกวาดล้างทีเป็นชุดใหญ่ ทำเอาทหารที่ไม่ทันตั้งตัวตำนวนมากถูกสูบชีวิตจนแห้งเหี่ยวทั้งร่างในพริบตา
            พลังแห่งความมืดของดาร์คลอร์ดมากด้วยปริมาณและอานุภาพ ไม่เพียงแต่สูบชีวิตทหารเท่านั้น แต่มันยังสูบสิ่งมีชีวิตทุกชนิดด้วยทั้งพื้นหญ้าและแมลงไปด้วย... มันเป็นคาถาถูกคิดมาเพื่อทำลายสิ่งมีชีวิตโดยแท้...

            พลังแห่งความมืดนี้พุ่งไปถึงเนินเขาแล้วตีขึ้นฟ้าย้อนกลับมาหาดาร์คลอร์ดทั้งรวมพร้อมด้วยพลังชีวิตจำนวนมากที่สูบออกมาได้
            "ยอดมาก... ต้องแบบนี้สิ... ทหารชั้นสูง... จอมเวทชั้นสูงกว่าร้อยชีวิตที่แสนอร่อย..." ดาร์คลอร์ดเงยหน้าขึ้นหายใจเคลิบเคลิ้มกับพลังอันหอมหวานนี้

            ไอหมอกแห่งความมืดค่อยๆจางลงบังเกิดให้เห็นถึงกองทหารจำนวนมากนอนแห้งตาย
            การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถเล่นงานทหารชั้นสูงกว่าร้อยชีวิตลงได้ในพริบตา...

            สิ่งเหล่านี้อาจสร้างความกลัวให้กับเหล่าทหารได้มากก็จริง แต่ว่ามันก็ไม่อาจได้ผลกับบางคน โดยเฉพาะกับคนที่ชอบการต่อสู้เข้าสายเลือดและกับคนที่มีความแค้น...

            ท่ามกลางไอหมอกแห่งความมืดที่กำลังลดความรุนแรงลงนั้น
            แสงสีขาวอ่อนที่เป็นเกราะป้องกันซึ่งเคลื่อนที่ตามผู้ใช้ได้นำร่างของชายผู้หาญศึกสองคนแหวกออกมาพร้อมด้วยอาวุธคู่กายอย่างสนับมือและดาบบรอดซอร์ดที่พร้อมเล่นงานเมื่อเข้าระยะ

            ดาร์คลอร์ดประมาทที่คิดว่าโจมตีไปแล้วจะทำให้เหล่ามนุษย์ต้องล้มลุกคลุกคลานแล้วปรับทัพกันใหม่
            หากแต่ความจริงนั้นก็ยังมีมนุษย์จำนวนหนึ่งที่ไม่คิดยอมแพ้ และฉวยโอกาสที่ราชาปีศาจย่ามใจอยู่นั้มาเล่นงานตอบโต้

            กว่าที่ดาร์คลอร์ดจะรู้ตัวดีนั้นซิดัสและฮารี่ก็สามารถเข้าประชิดได้สำเร็จ พวกเขาทะยานตรงเข้าหาดาร์คลอร์ดอย่างไม่หวั่นเกรง
            "แม้สูญเสียไปเท่าไหร่! แม้จะต้องร่างเหนื่อยยากและหลั่งเลือดไปเท่าไหร่! แต่ความแค้นทุกอย่างทุกอย่างก็เพื่อวันนี้เท่านั้น!!"
            "ตายซะเถอะไอ้ปีศาจระยำ!!"

            ซิดัสและฮารี่บุคคลที่ได้ชื่อว่าทรงพลังที่สุดในสายอาชีพของตนซัดสกิลระดับสูง อาชูร่าสไตรค์และโบว์ลิ่งแบชอัดเข้าใส่ดาร์คลอร์ดเต็มที่

            เปรี้ยง!!!

            สองการโจมตีที่เล็งไปช่วงศีรษะของดาร์คลอร์ดถูกหยุดไว้ด้วยเกราะเวทมนตร์ตามเคย
            แต่ด้วยกำลังที่มากผิดมนุษย์ของทั้งสองก็ทำให้เกราะนั้นถึงกับแตกร้าว และทำให้ดาร์คลอร์ดถอยกรูดออกไปกว่าครึ่งเมตร

            การโจมตีไม่จบสิ้นในครั้งเดียว ซิดัสและฮารี่ก็พุ่งตรงเข้าไปหมายจะเล่นงานซ้ำ
            แต่ดาร์คลอร์ดก็ตั้งหลักได้ไวและชิงเทเลพอร์ทออกไปด้านหลังของทั้งคู่ราวห้าสิบเมตร อันเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างทัพผสมพรอนเทร่าเกฟเฟนและจุดที่ขุนพลปีศาจทั้งสามอยู่
            "คิดจะหนีงั้นเรอะ!?" ฮารี่ชักเปโกะหันหลังกลับ
            "จะหนีไปทำไม... ในเมื่อสมรภูมินี้มีสิ่งที่ข้าต้องการอยู่..." ดาร์คลอร์ดมองตรงไปยังทัพของโดโนแวนและชไนเดอร์ "เพื่อให้ทุกอย่างเร็วขึ้น... ข้าเลยคิดจะเปลี่ยนแผนสักหน่อย..."
            "หมายความว่าไง!?"

            ไม่ทันที่ฮารี่จะได้ถามอะไรมากกว่านี้ บลัดดี้ไนท์ก็ลอบมาทางด้านหลังแล้วฟันดาบเข้าใส่จากด้านบน
            "ลอบกัด!?" ฮารี่สบัดตัวกลับทันที

            แม้จะยังพอมีเวลาเอาตัวรอดอยู่บ้าง แต่ระยะโจมตีที่ประชิดเข้ามาก็ทำให้เขาไม่มีทางป้องกันอื่นนอกจากรับการปะทะ

            โครม!!!

            ฮารี่ยกบรอดซอร์ดรับการโจมตีไว้ได้ แต่แรงกระแทกปะทะต่อเนื่องนั้นทำให้เขากระเด็นลงจากหลังเปโกะอย่างไม่อาจฝืนได้
            บลัดดี้ไนท์ได้ทีวิ่งย่องแย่งเข้าหาฮารี่หมายจะซ้ำให้สนิท แต่ซิดัสก็ได้มาขวางหน้าและอัดหมัดเข้าใส่ปีศาจร่างโตตัวนี้แทน

            หมัดขวาของซิดัสไม่ถือว่าเบาแต่ด้วยขนาดของโล่ห์และความหนานั้นสามารถดูดซับแรงชกได้สนิทจนบลัดดี้ไนท์ถอยกรูดออกไปไม่ถึงช่วงตัว
            "กระจอกสิ้นดี...!" บลัดดี้ไนท์ท้าทาย "อย่างพวกแกไม่ต้องให้ถึงมือท่านดาร์คลอร์ดหรอก... แค่ข้าคนเดียวก็พอแล้ว...!"
            "ฮึ! จัดการแกก่อนแล้วค่อยไปจัดการไอ้ปีศาจชั่วนั่นทีหลังก็ได้" ซิดัสไม่ฝืนความจริง แม้จะอยากจัดการดาร์คลอร์ดแค่ไหนแต่การปล่อยให้ปีศาจระดับสูงจ้องเล่นงานด้านหลังย่อมไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดนัก
            "ในเมื่อแกท้าทายแบบนี้ ก็ต้องขอรับคำท้าล่ะนะ... อย่าได้คิดเสียใจที่ท้าทายซะล่ะ!?" ฮารี่ตั้งตัวแล้วเข้ามาช่วยซิดัสอีกแรงหนึ่ง


            ...............................................


            ในเวลาเดียวกันไม่เพียงแค่บลัดดี้ไนท์เท่านั้นที่เข้าชนกับผู้นำทัพของกองทัพมนุษย์
            ทางด้านแม่ทัพปีศาจตนอื่นๆเองก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อดึงความสนใจและกระจายกำลังรบหลักของเกฟเฟนและพรอนเทร่าไปด้วย

            เฟรย่าฉวยโอกาสช่วงที่ดาร์คลอร์ดกำลังเพ่งความสนใจไปทางอื่น เธอรีบวิ่งอ้อมบลัดดี้ไนท์ไปหาอิมิค เช่นเดียวกับอเล็กซ์และเรย์ที่วิ่งอ้อมไปอีกทางแต่ก็มีจุดหมายที่เดียวกัน
            ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เข้าใกล้ตัวของอิมิคดี อิวิลดรูอิดก็ได้เคลื่อนตัวมาดักหน้าไว้เสียก่อน
            "จะไปไหนสาวน้อย...?"
            "หลีก!" เฟรย่าไม่เจรจาว่ากล่าวด้วย เธอคว้าดาบของเรย์ดริกที่เกลื่อนพื้นมาหนึ่งเล่มแล้วใช้มันฟันเข้าใส่ปีศาจผู้ขวางทางทันที

            ทว่าดาบของเธอก็ถูกหยุดลงง่ายๆด้วยเกราะเวทมนตร์แบบเดียวกับดาร์คลอร์ดใช้...
            แต่ถึงจะเป็นการโจมตีที่ไม่ได้ผลแต่เฟรย่าก็ยังคงฟาดฟันต่อไป ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการดึงเวลาให้จอมเวทและนักบวชที่ตามมาติดๆได้มีโอกาสโจมตีสนับสนุน

            และไม่นานจากที่ออกแรงไปความต้องการของเธอก็ได้รับการสนอง คาถาเพลิงแผดเผาและแสงศักดิ์สิทธิ์จากผู้สมทบแนวหลังได้ระดมแจมโจมตีเข้าใส่
            ความแรงและจำนวนที่มากกว่าของเวทชุดนี้ทำให้เกราะที่ระดับอ่อนด้อยกว่าดาร์คลอร์ดไม่อาจทนทานได้นานนัก

            เปลวเพลิงลูกโชนผืนหญ้าจนมองไม่เห็นภาพเบื้องหน้า แต่ก็ได้ยินเสียงปริร้าวของเกราะที่ใกล้จะพังลงในอีกไม่กี่อึดใจ
            "เตรียมโจมตีซ้ำ!" เฟรย่าดูรูปการณ์และสั่งการต่อ

            แต่ไม่ทันที่จะได้ทำอะไร เสียงของปีศาจตนนี้ก็ตอบกลับมาทันใจพร้อมกับวงเวทขนาดกว้างที่คลุมพื้นที่ของกองทหารแนวหน้า
            "เปล่าประโยชน์นังหนู... อย่าได้ดูถูกขุนพลปีศาจนัก..."
            "แย่แล้ว..." เฟรย่าหันหลังไปตะโกนสั่ง "ทุกคนยกเลิกการร่ายคาถา! หลบออกจากวงเวทให้ไวที่สุด!!"

            เฟรย่าอ่านความคิดของอีวิลดรูอิดออก แต่มันก็ช้าเกินไป...
            "เฮฟเว่นไดรฟ์...!!" เวทสายปฐพีถูกเรียกใช้อีกครั้งจากในกองไฟนั้น

            เวทแท่งหอกดินหินถูกเรียกใช้สวนกลับในทันที เฟรย่าสามารถหลบหนีออกจากแนวโจมตีได้ทันเวลาแบบฉิวเฉียด แต่จอมเวทและนักบวชกว่าครึ่งไม่...
            พวกเขาถูกหอกดินเสียบทะลุร่างจากล่างสู่บนตรึงโดยไม่ทันแม้แต่จะได้ตระหนก...
            "ก็บอกแล้วไงว่าเปล่าประโยชน์...!"

            อิวิลดรูอิดได้ใจสลายเกราะอาคมและเดินฝ่าเปลวไฟออกมามองหน้าเฟรย่า
            "ท่าทางเจ้าคงคิดจะถ่วงเวลาให้อีกกลุ่มไปช่วยเจ้าอัศวินที่ชื่ออิมิคล่ะสิ... แต่เสียใจด้วยที่ข้ามองความคิดนี้ออก... แล้วอีกอย่างท่านดาร์คลอร์ดสนใจในชายคนนี้มาก... ข้าคงไม่อาจคืนให้พวกเจ้าได้..."
            "อะไรนะ...!?" เฟรย่าตวาดเสียงกลับ "ต้องการอิมิคงั้นเรอะ!?"

            "ใช่... ท่านดาร์คลอร์ดชอบที่จะดึงตัวคนเก่งๆมาใช้งานนัก..." อิวิลดรูอิดแสยะยิ้ม "และท่านก็เอาจริงด้วย... เช่นนั้นแล้วจึงให้อบิทไนท์ช่วยดูแลอีกทางหนึ่งไงล่ะ..."
            "อบิสไนท์...!?" เฟรย่ารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของปีศาจตนนั้นดี เธอนึกเป็นห่วงศึกที่อเล็กซ์กับเรย์จะได้รับขึ้นมาพลัน
            "ส่วนเจ้าน่ะ... ข้าจะจัดการเอง..." อีวิลดรูอิดยกมือขวาขึ้นมา ออร่าสีดำทมิฬเปล่งประกายขึ้น "เจ้าเป็นจอมเวทในรูปแบบที่รุกได้เอง... ถือเป็นความแปลกใหม่ที่สลัดคราบแนวคิดเดิมๆในการทำศึก... แต่ว่าข้าในตอนนี้ก็ถือเป็นจอมเวทในรูปแบบใหม่เช่นกัน..."

            พลันนั้นออร่าสีดำก็เปร่งประกายและพุ่งเข้าหาร่างอีวิวดรูอิดเอง แล้วสัมผัสของมาน่าของมันก็รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมแบบเท่าตัว
            "ลักษณะคาถานี่มัน... เบลสซิ่ง...!?" เฟรย่าไม่อยากเชื่อสายตา "นี่แกเป็นจอมเวทหรือนักบวชกันแน่!?"
            "ในเมื่อเจ้ายังใช้วิชาดาบได้... แล้วทำไมข้าจะใช้วิชานักบวชบ้างไม่ได้...?" อีวิลดรูอิดแสยะยิ้มและยอกย้อน
            "ฮึ่ม!" เฟรย่าขบฟันยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะนึกผิดในใจ "โทษทีนะอเล็กซ์ เรย์... ฉันคงไปช่วยเธออีกแรงไม่ได้แล้วล่ะ..."

            เฟรย่ายกมือให้สัญญาณจัดทัพใหม่
            จอมเวทและพรีสต์ที่เหลืออยู่รวมกว่าสิบห้าคนอาจดูมาก แต่เธอไม่คิดไปไกลถึงชัยชนะแต่อย่างใด หากแต่จะรั้งเวลาได้อีกนานเท่าใดกันแน่...


            ...............................................


            เป็นไปตามที่เฟรย่าเป็นกังวลเมื่ออเล็กซ์และเรย์ต้องเผชิญกับศึกที่หนักที่สุดในชีวิต
            เพียงแค่เห็นอิมิคอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมเท่านั้น อบิสไนท์ก็ได้ชิงโจมตีใส่จากมุมอับด้วยคมดาบอัดอากาศ
            แต่อเล็กซ์ก็ยังคงตอบสนองได้ไวและยกโล่ห์ขึ้นป้องกันได้ทันเวลา

            ซึ่งเมื่อถูกการโจมตีบีบให้หยุดลง อบิสไนท์ก็ได้ก้าวเดินมาบังหน้าตัวของอิมิคบ้าง
            "ข้าไม่อนุญาตให้ใครมาพาตัวชายผู้นี้ไป..." อัศวินอบิสข่มขู่ "นี่คือคำสั่งของท่านดาร์คลอร์ด... ใครผู้ใดคิดล่วงเกิน... มันต้องตาย...!"
            "ช่างหัวนายแกสิ!" เรย์ไม่กลัวคำขู่ เธอระเบิดจิตสังหารออกมาและจ้องอัศวินอบิสไม่วางตา

            ซึ่งด้วยจิตสังหารและความหาญกล้านี่เองที่ทำให้อบิสไนท์เกิดสนใจขึ้นมา
            "ข้าชื่อฟาวัลลี่ ติเอโก้... หัวหน้าอัศวินแห่งกลาสต์เฮลม์ แล้วเจ้าชื่ออะไร... อยู่สังกัดไหน...?"

            เรย์ไม่ตอบคำถาม ดาบสองมือถูกจับแน่นแล้วพร้อมเตรียมเข้าสู้
            "เจ้าเป็นถึงนักดาบผู้ทรงเกียรติแห่งพรอนเทร่า... แต่กลับไม่รู้จักธรรมเนียมของนักดาบด้วยกันงั้นเหรอ...?" อบิสไนท์ตอกกลับแรงๆ
            "ดาริโอ วีเวียน เรย์ หน่วยปฏิบัติการพิเศษเฉพาะกิจ สังกัดกองพันเยาวชนพรอนเทร่า!" เรย์ยอมตอบกลับแบบไม่เต็มใจนัก
            "อเล็กซ์ เฮนดริกซ์ จากหน่วยงานและสังกัดเดียวกัน!" อเล็กซ์ตามน้ำ
            "หน่วยเดียวกับอิมิคงั้นเรอะ....?" อัศวินอบิสชายหางตามองอิมิคที่นอนไร้สติ "ดูอายุพวกเจ้ายังน้อยเกินไปที่จะอยู่หน่วยเฉพาะกิจได้... เจ้าเป็นอะไรกับชายผู้นี้...?"
            "ลูกศิษย์!" อเล็กซ์และเรย์ขานตอบพร้อมกับ

            ได้ยินเช่นนี้เข้าอัศวินอบิสจึงเปลี่ยนท่าทีมาขึงขังขึ้นมาด้วยความนึกสนุกในใจ
            "โอ... ถ้าเช่นนั้น... เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่อิมิคแล้ว... เห็นทีว่าข้าคงออมมือให้พวกเจ้าไม่ได้ซะแล้ว..." ดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์ถูกสะบัดลงพร้อมสู้
            "หลีกไป!"

            ไวเกินกว่าจะได้บอกเริ่มต่อสู้ เรย์ก็เป็นฝ่ายเข้าเล่นงานอบิสไนท์ก่อน
            ดาบของเธอฟาดได้รวดเร็วและแม่นยำ แต่ทว่าก็ถูกหยุดได้มากยากนัก

            เรย์ไม่หวั่นเกรงกับสภาพที่เป็นรอง ความที่ต้องการช่วยเหลืออิมิคเป็นแรงผลักดันที่ดียิ่ง
            ลีลาดาบสองมือของเธอถูกนำมาใช้ได้น่ากลัวไม่แพ้อิมิค และยิ่งเมื่อรวมจิตสังหารเข้าด้วยแล้ว การต่อสู้ของเรย์ก็แทบไม่ต่างกับอิมิคเลยทีเดียว

            แต่อย่างไรก็ตามนอกจากท่วงท่าแล้ว เรย์ก็ยังเป็นรองอิมิคในหลายๆด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประสบการณ์และการตัดสินใจ

            จนเข้าจังหวะหนึ่งแล้ว เรย์ใจก็ใจร้อนออกดาบไปในจังหวะลวงที่อบิสไนท์เปิดล่อไว้...
            อัศวินอบิสก้าวถอยหลังครึ่งก้าว ทำเอาเรย์ฟันจั่วลมไป เปิดช่องด้านข้างให้อบิสไนท์โจมตีกลับง่ายๆ
            "จบกันแค่นี้ล่ะ!" เอ็กซ์คูชันเนอร์ถูกฟันเข้าหาสีข้างเรย์อย่างรวดเร็ว
            "เสร็จกัน!?" เรย์ผงะตาตื่น

            แต่ทว่าการโจมตีนั้นก็ไม่ถึงตัวเรย์อย่างที่อบิสไนท์ต้องการ

            เคร้ง!!

            เอ็กซ์คูชันเนอร์ถูกหยุดไว้ด้วยโล่ห์เหล็กที่ซึ่งอเล็กซ์ตัดสินใจเข้ามาช่วยไว้ได้อย่างทันเวลา
            "ใจร้อนเกินไปนะเรย์!" อเล็กซ์บ่นไม่พอใจ ซึ่งเขาเองก็ต้องการจะมาช่วยนานแล้วแต่ก็พึ่งสบโอกาสตอนนี้เอง "จากนี้ไปเราจะบุกคู่นะ!"

            อเล็กซ์แนะนำในเรื่องที่เรย์ไม่ค่อยชอบนัก เธอถนัดที่จะสู้คนเดียวมากกว่า นอกจากนี้ยังอยากจัดการอบิสไนท์ผู้ทำให้อิมิคบาดเจ็บลงให้ได้ด้วยมือของเธอเอง
            แต่ทว่าเมื่อไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้ และเธอก็รู้ซึ้งถึงฝีมือของอัศวินอบิสดีแล้ว ข้อเสนอของอเล็กซ์จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

            ตกลงกันเข้าใจง่ายๆอเล็กซ์ก็ไม่รอช้าบุกนำไปก่อนด้วยวิธีที่เคยฝึกฝนมาอย่างดี
            "เปลี่ยนคู่หรือไงเจ้าหนู...?" อบิสไนท์ไม่กังวลกับการโจมตีของอเล็กซ์ที่ดูช้ากว่าเรย์
            "เปล่าเลย... ประสานงานต่างหากล่ะ!"

            กล่าวเพียงเท่านั้นอเล็กซ์ก็หยุดดาบแล้วหันมาใช้โล่ห์ให้เป็นประโยชน์
            อเล็กซ์ชนโล่ห์เข้ากลางลำตัวของอบิสไนท์ การโจมตีนี้เรียบง่ายแต่ก็ชวนประหลาดใจ อบิสไนท์เองก็คาดไม่ถึงว่าจะถูกเครื่องป้องกันโจมตีเข้าใส่ จึงทำได้แค่ยกดาบกันเท่านั้น

            ในจังหวะที่อบิทไนท์เซเล็กๆออกไปนั้น เรย์ก็วิ่งแล้วเหยียบหลังอเล็กซ์ ต่อขึ้นที่บ่าและกระโดดฟันลงจากด้านบน
            ความเร็วและน้ำหนักของเรย์เพิ่มอานุภาพการโจมตีได้มากเป็นเท่าตัว

            อัศวินอบิสไม่ประมาท เมื่อเห็นว่าเสียหลักแบบนี้ไม่เหมาะที่จะตั้งรับการโจมตีหนัก มันจึงกระโดดหลบออกไปแบบไม่ฝืน เปิดโอกาสให้เรย์และอเล็กซ์ได้ตั้งกระบวนท่าสู้ประสานต่อเนื่อง
            "น่าสนุกดีนี่... การร่วมมือของศิษย์เอกอิมิคงั้นเหรอ...?" อัศวินอบิสเอนกายปรับสมดุลร่างกายและชี้ดาบไปข้างหน้าส่งสัญญาณว่าจะเอาจริง "เข้ามาพร้อมกันเลยไม่ต้องเกรงใจ...!"
            "ย้าก!!" อเล็กซ์และเรย์พุ่งเข้าหาอัศวิบอบิสจากทางซ้ายและขวาตามคำท้าทาย


            ............................................


            ในตอนนี้การศึกเคี่ยวกรำอย่างหนัก ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มหน้าสุดอย่างฮารี่ เฟรย่า และเรย์ที่ต้องเผชิญกับความลำบากกับแม่ทัพทั้งสาม
            ทางฟากตรงข้ามกองกำลังใหญ่เองก็กำลังจะเจอกับการรุกคืบที่ร้ายแรงที่สุดอีกครั้งของดาร์คลอร์ด ระยะห่างระหว่างทัพมีมากพอที่จะทำให้ราชาปีศาจแห่งความมืดได้ร่ายเวทลึกลับบทใหม่อีกครั้ง

            ทั้งที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอแต่ชไนเดอร์ก็ต้องคิดไวตัดสินใจไว้ก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้น
            ชไนเดอร์สั่งจัดทัพใหม่โดยที่ตนเองจะขึ้นเป็นทัพหน้าแทนและบุกเข้าประชิดดาร์คลอร์ด ส่วนโดโนแวนจะคุมเชิงและสนับสนุนในแนวหลังแทน

            การจัดทัพในรูปแบบใหม่เป็นไปในแบบกึ่งรุกกึ่งรับ โดยจะมีนักบวชในแต่ละกองอย่างน้อยหนึ่งในสามของจำนวนทหารทั้งหมด จุดประสงค์ก็เพื่อป้องกันการโจมตีด้านมืด
            ซึ่งการแปรรูปขบวนที่รวด เร็วและถูกต้องกับสถานการณ์ก็ทำให้ดาร์คลอร์ดกระจ่างความคิดได้ทันทีว่าเหตุใดทัพของอบิสไนท์ถึงได้แพ้ยับได้ขนาดนี้
            "เพราะมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางแผนแบบนี้สินะ... พวกมนุษย์ถึงได้แสดงตนปีกกล้าขาแข็งได้..." กระนั้นดาร์คลอร์ดก็ไม่ได้แสดงความหนักใจแต่อย่างใด มันชายตามองกว้างดูซากศพของทหารที่ล้มตายนับพันๆศพบนทุ่งหญ้ากว้าง "แต่มันก็ไร้ค่านัก... เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับพลังของข้าผู้นี้...!"

            ชไนเดอร์ตัดสินใจสั่งเดินทัพนับพันโดยไว แต่ว่าก็ช้ากว่าดาร์คลอร์ดไปหลายช่วงก้าว...
            เพียงแค่กองทัพเดินเท้าออกไปนั้น เวทของดาร์คลอร์ดก็แล้วเสร็จ

            วงแหวนอักขระอาคมก่อกำเนิดขึ้นที่บนพื้นรอบตัวดาร์คลอร์ดลอร์ด จากนั้นแล้วมันก็ขยายออกไปกว่าห้าร้อยเมตรคลุมพื้นที่ๆกำลังต่อสู้เกือบทั้งหมด รวมไปถึงซิดัส ฮารี่ เฟรย่า อเล็กซ์และเรย์ซึ่งกำลังต่อสู่อยู่ด้วย
            "วิชาอะไรกัน!?" ชไนเดอร์ประหลาดใจแต่ก็ยังคงสั่งให้ทัพรุกคืบต่อไป
            "มันคือเวทควบคุมมิติไงล่ะ... เวทชั้นสูงที่พวกเจ้าไม่เคยเห็นมาก่อน... ข้าเตรียมมาเพื่อเป็นของขวัญให้พวกเจ้าโดยเฉพาะ..." ดาร์คลอร์ดให้คำตอบ

            ดาร์คลอร์ดกางแขนทั้งสองออก จากนั้นมันก็ได้เงยหน้าขึ้นพร้อมกับประกาศชื่อคาถาออกมา
            "แลนด์ออฟเดอะเดธ!!" (Land of the death)

            พลันนั้นความมืดก็แผ่ออกมาจากผืนดิน แล้วก็ได้พุ่งขึ้นสู่ฟ้ากลายเป็นฝาครอบขนาดใหญ่ที่ดำสนิทปิดกั้นแสงอาทิตย์ที่ร้อนแรงลงไปมาก
            อากาศที่อบอ้าวแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที ทหารแทบทั้งหมดถึงกับหยุดชะงักงันเมื่อถูกคาถาเขตแดนนี้ครอบงำ
            "นี่คือเขตแดนปีศาจ... ประโยชน์ของมันก็คือมันจะสร้างความมืดขึ้นเพื่อเกื้อหนุนและเพิ่มศักยภาพการรบให้กับเผ่าพันธ์ปีศาจและความมืด..." ดาร์คลอร์ดย่ามใจประกาศความสามารถเวทข่มขู่ "มันเป็นอาคมที่เหมือนผนึกกำแพงรอบๆ เจ้าจะออกไปจากอาคมนี้ไม่ได้จนกว่าคาถาระถูกยกเลิก... หรือไม่ก็ปราบข้าลงเท่านั้น... นอกจากนี้ในเขตมิตินี้จะตัดขาดจากมิติภายนอก... ซึ่งก็หมายความว่าอากาศอันเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์อย่างพวกแกก็มีเหลืออยู่อย่างจำกัดด้วย..."
            "จะขู่ว่าถ้าไม่รีบทำอะไรล่ะก็จะขาดอากาศตายหรือไง?" ชไนเดอร์ย้อน
            "ถูกต้อง... จงร้อนรนไปเถอะมนุษย์เอ๋ย... ข้าล่ะชอบนักที่เห็นมนุษย์ตัวจ้อยดิ้นรนเอาตัวรอด..."

            ดาร์คลอร์ดยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเริ่มร่ายเวทคาถาที่สองต่อเนื่อง วงแหวนขนาดเล็กจำนวนมากก็ได้ปรากฎขึ้นตามศพของทหารราบเกฟเฟนนับพันที่นอนตายเกลื่อนสมรภูมินี้
            "ข้าจะเพิ่มความสนุกให้ยิ่งขึ้นไปอีกด้วยคาถาบทนี้..." ดาร์คลอร์ดได้ทีร่ายคาถาต่อเนื่อง

            เห็นความมั่นใจของดาร์คลอร์ดรวมกับออร่าสีดำที่ปล่อยออกมาแล้ว ชไนเดอร์ก็เกิดสังหรณ์ใจขึ้นมา
            ถึงจะไม่รู้จักบทคาถาที่ดาร์คลอร์ดใช้ แต่ซึ่งเมื่อเขาหยุดคิดและมองไปยังที่ๆสายตาดาร์คลอร์ดกวาดดูอยู่นั้น เขาก็เข้าใจทันทีว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
            "แย่ล่ะสิ!" เซจหนุ่มไหวตัวทัน "ทุกคนตัดคอศพทั้งหมด ทำลายศพเดี๋ยวนี้!!"

            ชไนเดอร์เชื่อว่าคาถาที่ดาร์คลอร์ดกำลังจะใช้ต่อจากนี้ก็คือคาถาคืนชีพปลุกศพขึ้นมาเป็นผีดิบ...
            และมันก็น่ากลัวยิ่งขึ้นเพราะมีเขตอาคมความมืดเกื้อหนุนทำให้สามารถเรียกคืนร่างคนตายได้เกือบทั้งหมด

            เยเซฟได้ยินที่ชไนเดอร์พูดก็เข้าใจตามได้โดยไวเช่นกัน
            "มาร์คัสพานักบวชที่มีน้ำมนตร์จัดการรดศพให้มากที่สุด!! มันจะช่วยกันอาคมมืดได้!!" เยเซฟบัญชาการพวกพรีตส์สนับสนุน

            กองทหารที่เหลือแนวหลังแตกตื่นรีบแยกย้ายกันจัดการกับศพเป็นการด่วน และต้องทำลายให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
            มิเช่นนั้นกองทัพผีดิบนับพันๆตนก็จะกลายเป็นกำลังรบให้แก่ดาร์คลอร์ดขึ้นมาในทันที ซ้ำร้ายภายใต้อาณาเขตแห่งความมืดนี้มันก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเป็นทวีคูณ...

            ดาร์คลอร์ดยิ้มพอใจที่เห็นเหล่ามนุษย์ลนลานไปตามเกมที่ตนวางไว้
            จนเมื่อทุกอย่างพร้อมดีแล้ว มันก็ไม่รอช้าที่จะระเบิดความมืดออกมาในคาถาบทพิเศษ
            "คอร์พออฟคอพซ์" (Corps of corpse)

            ความมืดแผ่ขึ้นมาจากผืนดินอีกคราหนึ่ง ทว่าในหนนี้มันไม่ลอยขึ้นครอบเป็นถาดคว่ำ หากแต่เป็นไอต่ำระดับพื้นหญ้าเท่านั้น
            แต่ทว่าเมื่อไอนั้นไปคลุมร่างผู้เสียชีวิตแล้ว ไม่นานนักร่างๆนั้นก็กลายเป็นผีดิบและค่อยๆลุกขึ้นยืนขึ้นมา...

            ชั่วพริบตาเดียวจากที่คาถาถูกเรียกใช้ออกมา ผีดิบนับพันตนก็ได้คืนชีพและพุ่งเข้าเล่นงานกองทหารของพรอนเทร่าและเกฟเฟนในทันที
            การที่ศพกระจัดกระจายทำให้ทหารผีดิบกระจายทั้งวงในและวงนอก รวมถึงใกล้เคียงกับแนวทัพ ส่งผลทหารทั้งสองประเทศต้องสู้อย่างเสียเปรียบที่สุด
            โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ทัพหลังของโดโนแวนและคิงเด็น พวกเขาต้องขยับบีบมารวมกันเพื่อลดช่องว่างและผนึกกำลังให้เป็นหนึ่งเดียว

            ดาร์คลอ์ดกลับมายืนดูในฐานะผู้ชมพลางหัวเราะชอบใจในเกมเอาตัวรอดที่ตนวางไว้
            "ฮ่าๆๆๆ เอาเลย... สู้กันให้ตัวตาย... ดิ้นรนกันเข้าไป... ไอ้พวกหน้าโง่ที่คิดต่อต้านปีศาจ...!!" มันหัวเราะร่า

            ผลของมิติปีศาจทำให้ผีดิบร้ายกาจขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจริงตามที่ดาร์คลอร์ดกล่าวมา
            พลังโจมตีของผีดิบมากขึ้นจนทำให้ทหารที่ป้องกันได้เก่งกาจของพรอนเทร่าถึงกับสะเทือน... เช่นเดียวกับความคงทนที่มากขึ้นจนลูกไฟพื้นๆไม่อาจสังหารได้...

            การต่อสู้แบบชุลมุนครั้งสุดท้ายได้เริ่มต้นขึ้นในที่สุด
            และก็ส่อเค้าว่าจะจบลงด้วยความวินาศของทัพกองผสมสองประเทศ...


            ...............................................


            ขณะที่การศึกเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นประหนึ่งไฟที่ลามทุ่ม
            ในอีกด้านหนึ่งที่จิตใจของอิมิคนั้นกลับสงบเยือกเย็นราวภูเขาน้ำแข็ง...

            อิมิคหมดสติลงด้วยผลของความมืดและการตื่นตัวของพลังแห่งเทพ ซึ่งนั่นเองที่ทำให้เขาได้พบกับฟีโอเร่แบบเต็มตัวเป็นครั้งแรก
            โดยก่อนหน้านี้จะเคยพบก็แค่ในฝันหรือนิมิตรช่วงสั้นๆเท่านั้น...

            ฟีโอเร่ปรากฎตัวให้อิมิคเห็นได้อย่างชัดเจน ภายใต้นิมิตรที่ดูมืดมิดไปรอบด้านจะมีแสงตกมาจุดเดียวคือพื้นที่ๆกำลังนอนอยู่
            ในตอนนั้นเองฟีโอเร่ก็แสดงตัวให้อิมิคเห็นและต้องจับแตะตัวได้... มันเป็นวันที่เธอรอคอยมาตลอดชีวิตนับตั้งแต่ถูกแบ่งร่างวิญญาณมาในตัวของอิมิค...

            แต่ในตอนนั้นอิมิคไม่เคยเห็นหน้าฟีโอเร่มาก่อน จะมีก็แค่สัมผัสอ่อนโยนที่ไม่เห็นตัวตั้งแต่สมัยวัยเด็กตอนที่ถูกขังคุกมืดเท่านั้น
            ดังนั้นการเจอฟีโอเร่ในครั้งแรก ถึงอิมิคจะรู้สึกคุ้นเคย แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้เรื่องตัวจริงหรือทำความเข้าใจในความรู้สึกคุ้นเคยอย่างแปลกประหลาดได้ลงแต่อย่างใด
            "คุณเป็นใคร?" อิมิคที่ได้สติในภวังค์ค่อยๆชันตัวลุกขึ้นยืน
            "ฉันชื่อฟีโอเร่ ฟาเรีย ยินดีที่ได้รู้จักจ้ะ" เนื่องจากเป็นการพบกันครั้งแรกฟีโอเร่จึงทักทายแบบสุภาพประสาคนทั่วไป ไม่ใช่แบบแม่กับลูก
            "ว่าแต่คุณฟีโอเร่เป็นใคร ที่นี่ที่ไหน แล้วผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?" อิมิคถามต่อพลางยืนขึ้นมองฟีโอเร่

            การที่อยู่ในระยะห่างกันไม่มากจนสามารถมองเห็นหน้าตาได้ละเอียดชัดเจน มันก็ยิ่งทำให้อิมิครู้สึกคุ้นเคยกับหญิงสาวเบื้องหน้า
            อายุของทั้งคู่แทบไม่ต่างกันนัก แต่ทว่าอิมิคกลับรู้สึกความเคารพกับหญิงสาวผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก...
            "ที่จริงแล้วตอนนี้นี้เธอกำลังสลบอยู่น่ะ และที่นี่ก็คือโลกแห่งจิตใจของเธอเอง" ฟีโอเร่เริ่มอธิบาย
            "โลกแห่งจิตใจ... ที่นี่น่ะเหรอ... แล้วคุณฟีโอเร่มาอยู่ได้ที่นี่ยังไงกันน่ะ?" อิมิคยังคงสงสัยต่อเนื่อง
            "ฉันก็เป็น... เอ่อ... ฉันเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์ประจำตัวเธอน่ะ..." ฟีโอเร่ยังลังเลใจที่จะบอกความจริงเพราะกลัวอิมิคจะรับไม่ได้

            บอกพอให้อิมิครู้แล้วฟีโอเร่ก็เลยถือโอกาสตัดบทข้ามเรื่องของตัวไปชี้แจงเรื่องของอิมิคต่อ
            "ที่จริงฉันรู้หลายๆอย่างเกี่ยวกับตัวเธอล่ะนะ แต่ตอนนี้เอาเป็นว่าฉันบอกก่อนว่าเธอมีพลังวิเศษหลับไหลอยู่ในร่างกาย พลังวิเศษที่มีไว้เพื่อจัดการปีศาจโดยเฉพาะ แต่ยามปกติมันจะหลับไหลอยู่น่ะ"
            "พลังวิเศษที่หลับไหลงั้นเหรอครับ...?" ความคิดของฟีโอเร่ได้ผล อิมิคหันไปสนใจเรื่องใหม่มากกว่า
            "ใช่... โดยปกติแล้วเธอไม่สามารถเรียกออกมาได้เอง พลังนี้จะตื่นได้ในสองรูปแบบเท่านั้น รูปแบบแรกคือการถูกกระตุ้นโดยตรง อย่างเช่นการใช้อาวุธบางอย่างที่มีสมบัติสูบมาน่า ถ้าหากมาน่าปกติหมดเมื่อไหร่แล้วยังมีการถูกดึงมาน่าต่อเนื่องอีก ถึงเวลานั้นร่างกายจะดึงพลังที่หลับไหลให้ตื่นขึ้นมาได้เอง ก็เหมือนกับการถูกดึงจนล็อคพลังหลุดล่ะนะ" ฟีโอเร่อธิบายให้อิมิคเห็นภาพ "อีกรูปแบบคือการถูกกระตุ้นจากปัจจัยภายนอก เช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้... ก็คือเธอได้รับสัมผัสจากจิตสังหาร คลื่นพลัง ไอความมืดของปีศาจร้ายโดยตรง..."
            "ปีศาจร้าย....."
            "การที่พลังของเธอกำลังจะตื่นขึ้นมาไม่ใช่เพราะเอ็กซ์คูชันเนอร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพลังความมืดของจริงที่โถมทับอยู่ด้วย..."
            "พลังความมืดของจริง... มันคืออะไรกันครับ?"
            "ราชาแห่งปีศาจร้ายน่ะ" ฟีโอเร่จ้องมองอิมิคด้วยสายตาจริงจัง "ดาร์คลอร์ดออกมาแล้ว..."
            "อะไรนะ ดาร์คลอร์ดงั้นเรอะ!?"

            ได้ยินเพียงเท่านั้นอิมิคก็ออกอาการลนลานขึ้นมาทันที ทั้งด้วยความเป็นห่วงเพื่อนฝูงและความที่ต้องการจะจัดการดาร์คลอร์ดให้ได้ด้วยตัวเอง
            "ผมไม่มีเวลามายืนเฉยแล้ว! ช่วยบอกวิธีกลับไปโลกความจริงให้ผมทีได้ไหมคุณฟีโอเร่!?"
            "ไม่ต้องรีบร้อนหรอกอิมิค... โชคยังดีที่เธอสลบไปเลยทำให้ทั้งจิตสังหารและพลังทั้งหมดลดระดับจนสงบนิ่งหมด ดาร์คลอร์ดต้องไม่ทันได้สังเกตเธอหรอก นอกจากนี้กองทัพที่เหลือต้องยกทัพขึ้นมาจัดการทัพปีศาจให้เด็ดขาด ก็จะช่วยดึงความสนใจไปทางนั้นได้" ฟีโอเร่ยังคงใจเย็นได้ ทั้งปกติแล้วควรเป็นเธอเสียอีกที่อยากจัดการดาร์คลอร์ดที่สุด แต่ในยามนี้ชีวิตของอิมิคนั้นถือว่าสำคัญกว่ามาก
            "ผมอยู่เฉยไม่ได้หรอกครับ ที่สู้ๆอยู่ก็เพื่อนผมทั้งนั้น ช้าไปแค่นาทีเดียวจะมีคนตายอีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่" อิมิคยังคงร้อนรน
            "ฉันเข้าใจความรู้สึกเธอนะอิมิค แต่ถึงยังไงตอนนี้เธอก็เรียกสติกลับคืนไม่ได้อยู่ดี ต้องรออีกสักพักกว่าร่างกายจะเข้าที่"
            "ร่างกายเข้าที่?" อิมิคฉงน "หมายความว่ายังไง เกิดอะไรขึ้นกับตัวผมกันแน่!?"
            "พลังแห่งเทพในตัวเธอที่กำลังจะตื่นนั้นไม่ใช่น้อยๆ มันมากเกินกว่าที่ร่างกายปกติเธอจะรับไหวในทันที แถมการตื่นก็เป็นในแบบเต็มที่ด้วย ร่างกายจึงได้ปรับตัวเองโดยการหยุดการเคลื่อนที่ไม่จำเป็นทั้งหมดและทำการไหลเวียนมาน่าใหม่ เธอจะต้องนอนแบบนี้ไปจนกว่ามาน่าและพลังในตัวจะเพิ่มขึ้นจนสุด เมื่อถึงจุดนั้นแล้วเธอจะตื่นขึ้นเองด้วยพลังและศักยภาพร่างกายที่เทียบเท่าเทพตนหนึ่ง"
            "เทพงั้นหรือ... เดี๋ยวๆ คุณกำลังพูดเรื่องอะไรกัน?" อิมิคงงในสิ่งที่ฟีโอเร่บอก

            เมื่อความจริงมาถึงในจุดที่ต้องวกกลับไปยังจุดเริ่มต้นแล้ว ฟีโอเร่ก็ไม่อาจฝืนมันได้อีก... ที่สุดแล้วเธอก็จำเป็นที่จะต้องบอกทั้งหมดให้อิมิคได้รู้ถึงความจริงของชาติกำเนิดตัวเอง
            "อาจดูเหมือนเป็นเรื่องหลอกเด็ก แต่ว่าจริงๆแล้วเธอมีสายเลือดของวาลคิวรี่อยู่ในตัว... เธอมีสายเลือดของเทพ..."
            "มันจะเป็นไปได้ยังไง ผมเองก็เป็นทหารประเภทออกพื้นที่นะครับ ผมรู้ข่าวสารแปลกๆเยอะ แต่กับเรื่องนี้ผมยืนยันได้ว่าบนรูนมิดการ์ดไม่มีเทพอยู่แน่ๆครับ" อิมิคไม่เชื่อ
            "มันอาจเป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก... แต่เธอไม่เคยสงสัยเลยเหรอว่าทุกครั้งที่เจอปีศาจเธอจะแกร่งขึ้น และมองปีศาจเหมือนเป็นสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ร่วมโลกไม่ได้จนต้องจัดการทิ้งทุกครั้งไปน่ะ?" ฟีโอเร่ไม่ต่อปากต่อคำ แต่ใช้ความจริงที่เกิดขึ้นกับอิมิคเป็นคำอธิบายแทน

            ซึ่งคำถามของฟีโอเร่ก็ได้ผล มันทำเอาอิมิคที่ทำท่าจะเถียงโต้แย้งต้องหยุดลง และเปลี่ยนมานึกหาเหตุผลอื่นแก้ต่างแทน
            "นั่นเป็นเพราะความแค้นไม่ใช่เหรอครับ?" อิมิคอ้าง "ในตอนเด็กผมต้องสูญเสียทั้งครอบครัวทั้งเพื่อนเพราะเจ้าปีศาจพวกนี้ มันเลยฝังใจมาจนทุกวันนี้"
            "นั่นก็แค่ส่วนเดียวน่ะอิมิค... จะว่าไปแล้วเคยสังเกตหรือรู้ตัวหรือเปล่าว่าจะเน้นเล่นงานเฉพาะปีศาจร้ายเท่านั้น... พูดอีกอย่างก็คือเธอเลือกฆ่า และเลือกจะแสดงความเหี้ยมโหดในการฆ่ากับปีศาจบางตนเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีศาจที่ชั่วร้ายมากๆ"
            "มันก็..."

            อิมิคเถียงไม่ออก ฟีโอเร่รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับอิมิคจริงๆ ซ้ำยังรู้ในบางเรื่องที่อิมิคมองข้ามไปเสียด้วยซ้ำ
            "การที่พลังเธอมากขึ้นได้นั้นเป็นเพราะสายเลือดเรียกร้อง... มันเป็นเพราะพวกเราชาววาลคิวรี่จะมีสัมผัสที่ไวกับจิตชั่วร้ายของปีศาจมาก ยิ่งปีศาจร้ายกาจเท่าไหร่ร่างกายเรายิ่งตื่นตัวเท่านั้น แล้วมันก็จะกระตุ้นให้พลังแห่งเทพพลั่งพลูออกมามากตามไปด้วย ถ้าเธอลองคิดดูดีๆจะเห็นได้ชัดว่าปีศาจร้ายเท่าไหร่ เธอจะยิ่งเก่งเท่านั้นจริงไหม?"
            "ถึงมันจะอย่างนั้นก็เถอะครับ... แต่พลังที่ตื่นขึ้นมาก็ไม่ได้เกินขอบเขตที่มนุษย์จะทำได้เลยนี่นา เพื่อนผมทุกคนก็เห็นเช่นนั้นกันหมดด้วย"
            "ที่ผ่านมาเธอใช้เพียงแค่ความสามารถปกติในตัวกับทักษะการเรียนรู้เท่านั้น ซึ่งส่วนนั้นถือเป็นพรแสวงของเธอและพรสวรรค์ที่ได้รับมาจากยอดอัศวินผู้ซึ่งเป็นพ่อของเธอ... ลำพังแค่ความสามารถในแง่ของมนุษย์ก็เยี่ยมพอที่จะทำให้เธอร้ายกาจจนไม่แพ้ใครได้อยู่แล้ว" ฟีโอเร่อธิบายเพิ่มเติมทั้งหมด "แต่ว่าจริงๆแล้วเธอยังมีพลังอีกส่วนที่ไม่สามารถเรียกใช้ออกมาได้อย่างเต็มที่... นั่นคือพลังของเทพ ซึ่งพลังนี้จะหลุดมาในบางครั้งเท่านั้น เช่นตอนที่เธอต้องเจอกับปีศาจร้าย... เรื่องแบบนี้เธอเองก็น่าจะรู้ตัวเองดีนะอิมิค"

            ยิ่งฟังที่ฟีโอเร่พูดอิมิคก็ยิ่งเงียบไปสนิท
            "ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆก็คือเธอโดนดาบปีศาจเอ็กซ์คูชันเนอร์เล่นงานเข้าไปแล้ว แต่อาการเน่าเปื่อยกลับไม่เกิดขึ้น..." ฟีโอเร่ชี้ไปที่ต้นแขนอิมิค "รู้ไหมว่าเพราะอะไรฤทธิ์ของดาบนั่นถึงไร้ผล?"
            "ไม่ครับ..."
            "นั่นเพราะความสามารถของเทพขั้นสูง... ที่สามารถต่อต้านฤทธิ์จากความมืดทุกประการ พูดง่ายๆก็คือผลกระทบต่างๆและมนต์ดำจะไม่สามารถทำอะไรกับร่างกายเธอได้แม้ แต่น้อย... เธอถึงรอดมาจากคมดาบเน่าเปื่อยนั่นได้"
            "ให้ตายสิ..." อิมิคจับแขนซ้ายตนเองและพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

            อิมิคก้มหน้าสลดยอมรับความจริงที่ฟีโอเร่พูด ยอมรับความจริงที่ว่าตนเองไม่ใช่คนปกติทั่วไป...
            ความรู้สึกสับสนแทรกขึ้นมาในหัว มันตีกับสำนึกที่มีอยู่อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ กับความคิดที่เคยคิดว่าตนเองเป็นมนุษย์มาตลอด อยู่สังคมมนุษย์มีเพื่อนดีๆหลายคน ต่อสู้เพื่ออยากให้มีอนาคตที่สงบสุข
            ครั้นพอมาได้ยินเรื่องแบบนี้เข้าแล้วก็ทำให้รู้สึกเหมือนว่าตนเองกลายเป็นตัว ประหลาดไป แล้วที่ผ่านมานั้นมันคืออะไร สิ่งที่ลงแรงและตั้งมั่นกระทำอย่างไม่กลัวเหน็ดเหนื่อย ไม่กลัวแม้ความตาย กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงเช่นนั้นหรือ?
            "ตกลงผมเป็นอะไรกันแน่...?"

            เห็นอิมิคมีสีหน้าเครียดเช่นนี้แล้วฟีโอเร่เองก็ไม่สบายใจตามไปด้วย ถึงเตรียมใจไว้แล้วว่าอิมิคอาจรับไม่ได้กับเรื่องที่ได้ยิน แต่กระนั้นเธอเองก็ทนที่จะเห็นหน้าลูกชายระทมทุกข์ไม่ได้ด้วยเช่นกัน
            "อิมิค... เธอรังเกียจที่ร่างกายมีสายเลือดเทพหรืออิมิค หรือเธอรังเกียจที่ตนเองไม่ใช่มนุษย์แท้?" ฟีโอเร่มองอิมิคด้วยสายตาเศร้าศร้อย "ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็หมายความว่าเธอรังเกียจฉันคนนี้ด้วยใช่ไหมอิมิค...?"
            "ป... เปล่าครับ..." คำพูดของฟีโอเร่สั่นคลอนจิตใจอิมิคได้รุนแรงนัก เพราะหากอิมิครังเกียจสายเลือดวาลคิวรี่ก็เท่ากับว่าอิมิครังเกียจฟีโอเร่ไปด้วยกัน "ผมไม่ได้รังเกียจคุณเลย... เพียงแค่ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นไปเหรอ... ความเป็นตัวตนของผมคืออะไรกันแน่... อุดมการณ์ที่ผลักให้ผมมาจนทุกวันนี้ไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริงของผมงั้นเหรอ... ทั้งที่ผมเชื่อมาตลอดว่าผมเป็นมนุษย์และคิดที่จะแก้แค้นเผ่าปีศาจเพื่อทำให้รูนมิดการ์ดสงบสุขนี่นะ?"

            อิมิคส่ายหน้าแล้วพูดตัดพ้อกับตัวเอง
            "จะบอกว่าทั้งหมดที่ผมทำไปเป็นเพราะสายเลือดของเทพเป็นตัวกำหนดให้ทำ ไม่ใช่จากความต้องการที่แท้จริงของผมงั้นเหรอครับ... ทั้งที่ผมเดินมาไกลขนาดนี้ ลากคนอื่นมาเกี่ยวข้องจนต้องล้มตายไปขนาดนี้น่ะนะครับ... แล้วจะให้ผมไปบอกคนอื่นว่ายังไงกันล่ะครับ!?"

            การได้จับตามองอยู่เงียบๆมาโดยตลอดทำให้ฟีโอเร่เข้าใจความรู้สึกอิมิคที่สุด เธอเดินเข้ามาใกล้อิมิคและปลอมประโลมอย่างเป็นธรรมชาติ...
            "เธอเป็นมนุษย์อิมิค มนุษย์ที่มีสายเลือดของวาลคิวรี่ครึ่งหนึ่งในร่างกาย... เธอมีความคิดมีจิตใจ ทั้งหมดที่เธอทำลงไปไม่ใช่เพราะสายเลือดเรียกร้องอย่างเดียวหรอกนะ แต่มันเป็นสองความต้องการที่ไปด้วยกันต่างหากล่ะ"

            อิมิคเงยหน้าขึ้นมองฟีโอเร่
            ในระยะที่ประชิดเช่นนี้ทำให้เห็นได้ชัดว่าความสูงของฟีโอเร่ใกล้เคียงอิมิคมาก ซึ่งๆไม่เพียงเท่านั้นการได้ดูใกล้ๆยิ่งรู้สึกว่อิมิคเองมีส่วนคล้ายกับวาลคิวนี่ตนนี้มากเช่นกัน

            ไม่ใช่เพียงแค่ร่างกาย หน้าตาและผิวพรรณเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงอีกอย่างๆอะไรที่ลึกลงไปแต่สามารถสื่อถึงกันได้
            "แม้จะต่างเผ่าพันธุ์กัน แต่ถ้ามีอุดมการณ์เดียวกัน... มีความคิดเห็นพ้องกัน ก็ย่อมที่จะเลือกเดินทางสายเดียวกันด้วยกันได้... นั่นคือประโยคที่อิริค ลานสล็อตเคยพูดเอาไว้... ชายผู้เป็นพ่อของเธอ..."

            ฟีโอเร่โอบกอดอิมิคไว้แน่น
            "คุณฟีโอเร่..." อิมิคไม่แสดงอาการขัดแต่อย่างใด ตรงข้ามเขากลับว่าสัมผัสกอดนี้คือสิ่งที่อบอุ่นและเคยสัมผัสมาก่อน "คุณไม่ใช่เป็นแค่วิญญาณผู้พิทักษ์อย่างเดียวใช่ไหม...?"
            "ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะ"
            "ผมก็ไม่รู้... แต่ว่า... ผมรู้สึกถึงความผูกพันอะไรบางอย่างที่สัมผัสได้จากตัวคุณ..."

            ฟีโอเร่นิ่งเงียบไป สักพักแล้วก็ตอบกลับด้วยเสียงที่สั่นไหว
            "ที่จริงแล้วยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันยังไม่ได้บอกให้เธอรู้... แล้วก็ไม่กล้าที่จะบอกด้วย..." เธอพูดด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วม "ที่จริงแล้วฉันเป็น... เป็น..."
            "ถึงคุณไม่บอกผมก็พอจะรู้สึกได้ครับ..."

            ด้วยสัมผัสและการพูดจาที่มาถึงตรงนี้แล้ว เพียงแค่อิมิคตีเจตนาของฟีโอเร่แตก
            "แม่..." อิมิคกล้าพูดออกมาโดยขัดกับนิสัยที่จะเชื่อในสิ่งที่เห็นและมีความเป็นไปได้เท่านั้น "คุณเป็นแม่ของผมใช่ไหม...?"
            "อิมิค..."

            คราวนี้เป็นฝ่ายของฟีโอเร่ที่ต้องเงียบลงไปบ้าง
            ถึงจะไม่ใช่เป็นคำเรียกโดยตรงนัก แต่คำนี้ก็เป็นสิ่งที่เธอปรารถนาจะได้ยินมาโดยตลอด...

            ฟีโอเร่นั้นต้องแยกไปตั้งแต่อิมิคยังเด็ก ที่ผ่านมาในฐานะที่เฝ้ามองอย่างเดียวเท่านั้น เธอก็หวังว่าจะมีสักวันที่อิมิครู้ตัวและยอมเรียกเธอด้วยคำๆนี้
            แต่ฟีโอเร่ก็ไม่นึกว่าคำที่ต้องการนั้นจะมาถึงเร็วกว่าที่คิด และมาแบบที่ไม่ทันได้ตั้งตัว...
            "คุณเป็นแม่ของผม... ใช่ไหมครับ...?" อิมิคถามซ้ำอีกครั้ง
            "ใน ที่สุด... ในที่สุดลูกก็รู้ตัวจนได้..." ฟีโอเร่พูดด้วยเสียงสั่นเครือด้วยความตื้นตันใจ "ขอโทษด้วยนะที่ต้องปิดเป็นความลับ... แม่ไม่กล้าที่จะบอกให้ลูกได้รู้..."

            ฟีโอเร่สั่นเทาน้ำตาไหลพรากดีใจอย่างไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกอยู่
            บรรยากาศที่กำลังดูตึเครียดแปรเปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศของความเห็นอกเห็นใจไปพลัน...
            "แม่จับตาดูลูกมาตลอด... แม่อยากคุยกับลูก... อยากโอบกอดลูก... อยากให้คำปรึกษาลูก... แต่แม่ก็ทำไม่ได้... เพราะแม่เป็นเพียงแค่เศษส่วนวิญญาณ... แม่ทำได้แค่เฝ้าดูลูกเติบโตมาแบบเงียบๆเท่านั้น..." เธอกล่าวเปิดใจโดยไม่มีการปิดบังใดๆอีก "จนกระทั่งวันนี้... วันที่ความต้องการแม่เป็นจริง... อิมิค... ลูกรัก..."

            ฟีโอเร่โอบกอดอิมิคไม่ปล่อย ทางด้านอิมิคเองก็โอบกอดสนองโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน...
            สัมผัสที่อบอุ่นผ่านทางแขนและตัวก็ยิ่งทำให้อิมิคยิ่งมั่นใจว่าฟีโอเร่เป็นแม่มากขึ้น เพราะมันเป็นความรู้สึกเหมือนเคยพบในนิมิตมาหลายต่อหลายครั้ง แม้จะนานและไม่ชัดเจนนักแต่อิมิคก็จำมันได้ดี
            "แล้ว... จากนี้ไป... ผมควรจะทำยังไงต่อไปดีล่ะครับ...?" อิมิคยอมรับในตัวฟีโอเร่แต่ยังไม่ยอมรับในตัวเองดีนัก
            "ปล่อย ใจให้สบายไว้เถอะลูก ไม่ต้องเก็บอะไรมาคิดทั้งนั้น ลูกไม่ต้องกังวลเรื่องอดีตและชาติกำเนิด... ลูกก็ยังคงเป็นลูกคนเดิม... การปราบปีศาจร้ายคือสิ่งที่เกิดมาจากความต้องการของลูกและสิ่งที่สายเลือดเรียกร้อง มันเป็นสิ่งที่เป็นทั้งอุดการณ์ของแม่และความตั้งใจของพ่อ" ฟีโอเร่เปลี่ยนสรรพนามเรียก เมื่อความจริงเผยออกมาแล้ว "ลูกไม่ใช่เครื่องมือกำจัดปีศาจอะไรอย่างที่คิดเลย... ลูกคือความภูมิใจของพ่อและความรักในดวงใจของแม่... สิ่งที่ลูกทำอยู่นอกจากจะเป็นตามความต้องการของลูกแล้วยังเป็นความต้องการ ของพ่อและแม่ด้วย... แม่ภูมิใจในตัวลูกที่สุด..."
            "แล้วเรื่องของพลังที่หลับไหลล่ะครับ?"
            "อีกไม่นานวิญญาณของลูกก็จะกลับไปตั้งตัวรอร่างกายปรับตัวให้เข้าที่จริงแล้ว ล่ะ... จากนั้นลูกก็จะฟืนคืนสติในอีกไม่ช้า แล้วพลังจำนวนมากจะทะลักออกมา"
            "มากขนาดไหนครับ?" อิมิคชักพะวงเรื่องการควบคุม
            "มากกว่าทุกครั้งที่ลูกเคยเรียกใช้มา... แต่แม่ก็ไม่ห่วงหรอกนะ" ฟีโอเร่โอบมือขวามาจับด้านหลังศีรษะอิมิคและลูบผมแผ่วเบา "ถ้าเป็นลูกล่ะก็ต้องควบคุมมันได้แน่... ก็ลูกเป็นถึงว่าที่เทพสงครามคนถัดไปเลยนี่นา"

            ฟีโอเร่อยากจะพูดคุยกับอิมิคให้มากกว่านี้ แต่เวลาที่เหลืออยู่ก็น้อยเกินไปแล้ว ร่างกายของอิมิคเริ่มมีปฏิกริยาตามที่เธอว่ามา โดยได้มีแสงสีขาวสว่างประสายออกมารอบตัว
            "อะไรน่ะ!?" อิมิคก้มมองตกใจ
            "ร่ายกายลูกกำลังเข้าที่ สติลูกกำลังจะกลับคืนมา... ถึงเวลาที่เราต้องแยกกันแล้วล่ะ" ฟีโอเร่มองหน้าอิมิคทั้งน้ำตาคลอ
            "คุณฟีโอเร่...."
            "จากนี้ไปก็ไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่านะ... แม่รู้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องลากให้ลูกเข้ามายุ่งในเรื่องแบบนี้ แล้วก็ยังไม่ได้เลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่อีกด้วย แต่ว่านะ... ถ้าแม่ขออะไรลูกสักอย่าง ลูกจะช่วยทำตามคำขอได้ไหม?" ฟีโอเร่เอ่ยปากขอ
            "ได้สิครับ" อิมิคไม่ขัดข้อง

            ฟีโอเร่ซบหน้าไปที่แก้มอิมิคแล้วพูดบอกข้างหู
            "ช่วยเรียกแม่... ว่าแม่... อีกสักหนได้ไหม?" กับชีวิตฟีโอเร่ที่ได้ทำหน้าที่เป็นแม่คนได้เพียงไม่ถึงห้าปี... ชีวิตนี้เธอไม่อยากได้อะไรอีก ขอเพียงได้รับการยอมรับและยินคำเรียกนี้จากปากลูกชายตอนที่รู้ความ เธอก็พอใจที่สุดแล้ว
            "ได้สิครับ..."

            อิมิคโอบกอดรัดฟีโอเร่กลับด้วยมือที่สั่นเทา
            "กับเรื่องทั้งหมดในทุกวันนี้ ผมก็ไม่เคยคิดโทษแม่เลยสักนิด... ถึงแม้ว่าแม่จะเป็นวาลคิวรี่ แต่ผมก็ดีใจ... ดีใจที่มีแม่... ดีใจที่ได้พบกับแม่... ทั้งที่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะไม่ได้พบเจอกับกับแม่อีกแล้ว... ถ้านี่เป็นฝัน... มันคงจะเป็นฝันที่แปลกๆเอามากเลยนะ แต่ก็เป็นฝันดีที่อยากฝันถึงอีกหลายๆรอบ" อิมิคน้ำตาซึมและตอบด้วยความรู้สึกจากใจ "ผมรักแม่นะครับ..."

            อิมิคกล่าวลาทั้งที่ยังคงโอบกอดฟีโอเร่ไว้แน่น
            ฟีโอเร่ยิ้มทั้งน้ำตา เวลาที่เหลืออยู่น้อยเกินกว่าจะได้บอกลาหรือพูดแสดงความรักมากไปกว่านี้ แต่สำหรับเธอแล้วเพียงแค่อิมิครู้ความและรับมันได้ เธอก็พอใจที่สุดแล้ว...


            ...............................................


            การขาดอิมิคไปทำให้ทัพกองทหารพรอนเทร่าและเกฟเฟนระส่ำระสายอย่างเห็นได้ชัด
            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแม่ทัพใหญ่ของศัตรูคือดาร์คลอร์ดที่ร้ายกาจทั้งเวทโจมตีวงกว้างและเวทป้องกัน จนแทบสามารถเรียกว่าไร้เทียมทานได้เลย...

            การถูกคาถาแห่งความมืดครอบงำปิดกั้น ซ้ำยังมีผีดิบจำนวนมากรุมเข้าเล่นงานแล้ว สภาพจิตใจของทหารแทบทุกคนจึงตกต่ำจนแทบถึงขีดสุด พวกเขาคิดไม่ออกว่าจะเอาตัวรอดจากสิ่งที่เป็นอยู่นี้ได้ยังไง ไม่มีใครคิดว่าจะสามารถสลัดความตายที่เผ่าปีศาจกำลังยัดเยียดออกไปได้อย่างไร

            ชไนเดอร์พอมองออกว่าต้องทำยังไงถึงจะหลุดพ้นสถานการณ์ที่เลวร้ายนี้ไปได้
            แต่การต้องจัดการดาร์คลอร์ดที่อยู่ระยะห่างออกไปและมีซอมบี้จำนวนมากขวางกั้นภายใต้เวลาที่น้อยลงเรื่อยๆเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะกระทำเองได้

            ยิ่งเวลาผ่านไปอากาศในกรอบพื้นที่ก็ยิ่งลดลง การรุกเล่นงานของปีศาจก็โหมหนักขึ้น
            นายหทารหลายคนอ่อนล้าทั้งแรงกายและกำลังใจ พวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไปอีกแล้ว...

            ทว่าภายใต้ความสิ้นหวังนั้นก็ได้ถูกครองงำด้วยการยอมรับความตาย หากแต่ความรู้สึกนั้นเปลี่ยนไปเป็นความหวังเล็กๆด้วยการอ้อนวอนขอให้มีใคร สักคนมาช่วยกอบกู้...
            เสียงเรียกของอิมิคดังขึ้นแว่วจากปากของนายทหารหลายคน... มันเป็นเสียงร้องขออย่างซ้ำไปมาจนเหมือนกับการท่องเวทมนตร์...

            และแล้วสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์ก็พลันบังเกิดขึ้น

            เมื่ออิมิคได้ฟื้นตัวพร้อมกับได้พลังแห่งสายเลือดเทพมาอย่างเต็มที่...

            อิมิคลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆพร้อมกับจับดาบไว้กระชับมือ ร่างกายของเขาดูแข็งแกร่งไม่เหลือซึ่งอาการบาดเจ็บคงค้างแม้เพียงน้อย
            มันเป็นการกระทำที่ไม่มีทีท่าว่าจะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะกับคนที่นอนแน่นิ่งสลบยาวเช่นนี้... อเล็กซ์ เรย์ และอบิสไนท์ที่อยู่ใกล้สุดถึงกับยืนมองด้วยสายตาที่ตื่นตะลึง...
      
            จากนั้นไม่นานนักทุกสายตาทั้งหมดก็หันมามองยังจุดเดียวกัน
            อิมิคไม่ได้พูดเปล่งเสียงออกมาแม้คำเดียว แต่ทุกคนล้วนถูกดึงดูดไปยังจุดเดียวกันด้วยความรู้สึกถึงพลังอะไรบางอย่างที่ตรงกันข้ามกับพลังแห่งความมืดที่ดาร์คลอร์ดแผ่ออกมา

            จากนั้นแล้วอิมิคก็เริ่มมีการเคลื่อนไหว ดาบในมือขวาถูกสะบัดลงให้เข้ากับท่าทางการขยับตัว จากนั้นแล้วคำพูดหนึ่งก็ได้หลุดออกมาในที่สุด
            "ดาร์คลอร์ด..." สายตาของอิมิคเพ่งตรงไปยังเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว "ดาร์คลอร์ด!!"

            สิ้นคำเรียกกล่าว เท้าของอิมิคก็กระทืบลงพื้นดินเสียงดังสะนั่น ถีบส่งให้ตัวเองพุ่งไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่เกินมนุษย์จนใกล้ขอบเขตของเทพระดับสูง

            อบิสไนท์แทบจะมองและขยับตัวตามไม่ทัน
            "ท่านดาร์คลอร์ด... ระวังครับ...!!" มันทำได้เพียงหันมองและตะโกนเตือนเท่านั้น

            เพียงแต่พริบตาเดียวระยะห่างกว่าสามร้อยเมตรก็หายไปราวกับเป็นเรื่องโกหก...
            อิมิคพุ่งเข้าใส่ดาร์คลอร์ดในระยะประชิดได้แบบไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว พอรู้ตัวเท่านั้นดาบเล่มขวาของอัศวินหนุ่มก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าแล้ว
            "นี่เจ้า... อะไรกัน...!?" ราชาปีศาจผวายกมือขึ้นร่ายเวทสั้นๆป้องกันตัว

            เปรี้ยง!!!

            เกราะอาคมถูกร่ายขึ้นมาป้องกันไว้ได้แบบฉิวเฉียด
            แต่ทว่าการป้องกันเฉพาะหน้าก็ไม่อาจหยุดการโจมตีของอิมิคได้ทั้งหมด แรงปะทะเพียงครั้งเดียวทำเอาเกราะป้องกันตัวเวทมนตร์ของดาร์คลอร์ดถึงกับร้าวเป็นวงกว้าง
            "เจ้าเป็นใครกันแน่...!?"

            ดาร์คลอร์ดประหลาดใจ ที่ผ่านมามันรู้เพียงแค่ว่าอิมิคเป็นอัศวินที่เหนือกว่าอัศวินทั่วไป ทว่าตอนนี้อิมิคได้ก้าวข้ามจุดเดิมไปย่างกรายในพื้นที่ของทวยเทพได้แล้ว และอิมิคก็เป็นมนุษย์คนแรกที่สามารถดึงพลังมหาศาลนั้นออกมาใช้ได้
            "ฉันคืออิมิค แลนด์ฟอร์ด... ผู้ที่สืบทอดเจตนารมณ์ของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองมาทางสายเลือด" อิมิคเอียงตัวเล็กน้อย เผยให้เห็นถึงดาบมือซ้ายที่พร้อมจะฟัน "แล้วฉันก็เป็นคนที่จะมาฆ่าแกด้วย!"

            สิ้นคำกล่าว ดาบซ้ายในมือซ้ายก็ถูกฟันพุ่งเข้ากระแทกซ้ำบริเวณรอยร้าวเดิม

            เพล้ง!!

            กำลังแขนของอิมิคมากขึ้นกว่าเดิมหลายระดับ และมันก็สามารถพังเกราะอาคมที่แตกร้าวอยู่แล้วให้ทลายลงอย่างสมบูรณ์ได้ในที่สุด
            "บ้าน่า...!? เกราะที่แข็งแกร่งของข้านอกไปจากเซออนแล้ว... มันไม่น่าจะมีใครที่ทำลายมันลงได้นี่นา...!?" ดาร์คลอร์ดสบถตกใจ
            "ก็มีอยู่ตรงหน้าแกแล้วไง!!" อิมิคชักแขนขวาเตรียมฟันเข้าใส่อีกครั้ง
            "ฮึ่ม...!!"

            ถึงการหลบหนีมนุษย์จะเป็นเรื่องที่ทำให้ดาร์คลอร์ดรู้สึกเสียศักดิ์ศรีไปมาก แต่ดาร์คลอร์ดก็เป็นปีศาจที่ฉลาดและเอาตัวรอดเก่งเมื่อเทียบกับบรรดาสามสุดยอดปีศาจด้วยกันและมองความจริงมากกว่าความเชื่อที่สุดด้วยเช่นกัน
            เมื่อเห็นว่าอิมิคกำลังจะลงดาบเข้าใส่โดยที่ไม่สามารถป้องกันตัวได้แล้ว มันก็ชิงตัดสินใจเทเลพอร์ทหนีไปแบบไม่คิดมากความ

            ดาร์คลอร์ดเทเลพอร์ทหลบอิมิคห่างออกไปกว่าร้อยเมตรได้... ซึ่งการที่ดาร์คลอร์ดเคลื่อนที่ออกไปนั่นเองก็ทำให้แกนกลางของคาถาได้ขยับ เปลี่ยนมุมไปด้วย
            และผลของการทิ้งระยะร่ายคาถาแบบฉับพลันก็ทำให้้อาคมมิติดินแดนแห่งความตายก็ได้สลายไปในที่สุด

            ผลต่อเนื่องตามมาคือเกราะความมืดที่ปิดครอบทั้งบริเวณหายไป ทหารทั้งหมดได้กลับมาสัมผัสกับแสงแดดและอากาศที่บริสุทธิ์อีกครั้ง
            การถูกสูบพลังอย่างต่อเนื่องก็หยุดไป เช่นเดียวกับพลังสนับสนุนปีศาจที่หายตามไปด้วยทำให้ผีดิบอ่อนแอลงไปมาก...

            ถึงจะเป็นปริศนาในตัวของอิมิคที่เปลี่ยนไป แต่การที่อิมิคทำให้ดาร์คลอร์ดต้องยอมถอยนั้นก็ทำให้บรรยากาศที่สิ้นหวังพลิกกลับได้จริงๆ
            "จะ... จังหวะนี้ล่ะ! เล่นงานพวกผีดิบให้หมดเลย!!" ชไนเดอร์ตั้งสติได้ไวและจับฉวยโอกาสนั้นไว้ไม่ปล่อยหลุด

            ทหารที่เหลืออยู่ได้ความฮึกเหิมกลับมาและทำการไล่สังหารผีดิบที่เหลืออยู่อีกครั้ง

            ดาร์คลอร์ดที่ถอยห่างออกมาเห็นภาพปรากฎก็เสียความรู้สึกและเสียหน้าไปพร้อมๆกัน
            เดิมทีมันคิดว่าจะใช้มนตร์ดำครอบงำอิมิคให้เป็นลูกน้อง แต่เมื่อเห็นว่าอิมิคที่เปลี่ยนไปนั้นมีกำลังมากเกินกว่าจะควบคุมได้ไหว มันก็จำใจที่จะต้องทำลายลงเสีย ก่อนอิมิคที่จะได้กลับมาสร้างความเสียหายกับพวกปีศาจของตนได้

            ดาร์คลอร์ดเห็นว่าระยะห่างเป็นคุณกับตัวเองแล้วก็ไม่รอช้าที่จะเริ่มร่ายคาถาความมืดต่อ
            อิมิคก็ยังคงเช่นเดิมคือพุ่งตรงเข้าหาดาร์คลอร์ดอย่างไม่ลังเลใจด้วยความเร็วสูงสุด

            ในคราวนี้ดาร์คลอร์ดยิ้มมั่นใจได้เพราะระยะห่างยังตรงตามที่คำนวณไว้
            ดาร์คลอร์ดปล่อยให้อิมิคใกล้เข้ามาโดยที่ไม่คิดขยับไปไหน

            จนกระทั่งอิมิคอยู่ในระยะไม่กี่เมตร ตอนนั้นคาถาแห่งความมืดก็แล้วเสร็จ
            "ขอพลังของเจ้าล่ะ...!!" ดาร์คลอร์ดปล่อยก้อนพลังแห่งความมืดลูกใหญ่ออกไป

            ระยะห่างที่เหลือสั้นทำให้อิมิคถูกเวทนั้นกลืนกินประหนึ่งกับตกอยู่ในก้อนหยดน้ำขนาดใหญ่ที่มีความหนืด
            ดาร์คลอร์ดกระหยิ่มยิ้มย่องพลางยกมือทั้งสองไปข้างหน้าหมายจะสูบพลังของอิมิคให้หมด

            แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไรมากกว่านี้ อิมิคก็แสดงเรื่องเหลือเชื่ออีกครั้ง
            ด้วยการพุ่งทะลุก้อนความมืดนั้นออกมาง่ายๆราวกับฝ่าไอหมอก
            "ความสามารถต่อต้านผลกระทบจากความมืด... (Anti Darkness's Effect) ทำไมมนุษย์อย่างแกถึงมีความสามารถของเทพชั้นสูงได้...!!?" ดาร์คลอร์ดถึงกับตะลึงตกใจ

            ฉั๊วะ!

            อิมิคโจมตีไวในจังหวะเดียวกับที่ดาร์คลอร์ดกำลังจะเทเลพอร์ทหนี
      
            อึดใจให้หลังเพียงไม่ถึงวินาที ดาร์คลอร์ดก็ได้ออกจากมิติไปปรากฎตัวในระยะที่ห่างออกไปถึงสองร้อยเมตร
            โดยมีรอยแผลถูกฟันลึกพอประมาณที่กลางหน้าอก มีเลือดสีม่วงเข้มไหลออกมาตามทาง...

            เพียงแค่เห็นตัวของดาร์คลอร์ดเท่านั้น อิมิคก็พุ่งตรงเข้าไปหาอย่างต่อเนื่อง
            "อย่าได้ใจเกินไปนัก...!!" ในหนนี้ดาร์คลอร์ดเปลี่ยนความตกใจมาเป็นความหงุดหงิดเต็มที่ มันสะบัดมือขวาไปข้างหน้าพร้อมกับระเบิดเวทดาร์คสไตรค์โดยเล็งไปยังกลางหน้าผากอิมิค

            เคร้ง!!

            อิมิคจำต้องหยุดการเคลื่อนไหวและยกดาบขึ้นมาป้องกันอย่างไม่มีทางเลือก
            ความแรงของคาถาทำเอาดาบเล่มในมือซ้ายที่อยู่หน้าสุดแตกไปด้วยแรงกระแทก ซึ่งมันก็ทำให้อิมิคหยุดการเคลื่อนไหวได้พักใหญ่ แต่ก็หาได้หยุดใจของอิมิคที่คิดจะสังหารได้ไม่

            ดาร์คลอร์ดหลักแหลมพอที่จะใช้จังหวะนี้เปิดประเด็นเจรจาเพื่อดูท่าทีของคู่ต่อสู้ ขณะอิมิคเองนึกสนใจที่พูดคุยหยั่งเชิงกับศัตรูคู่แค้นเช่นกัน
            "อิมิค แลนด์ฟอร์ด... ความสามารถแบบนี้... เจ้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปแน่... แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่...?" ดาร์คลอร์ดถามจริงจัง
            "นักล่าปีศาจ" อิมิคตอบกลับแบบห้วนๆอีกครั้ง "ฉันเป็นคนที่จะส่งแกไปลงนรก!"
            "เฮอะ...! ให้มันน้อยหน่อยไอ้เจ้าเด็กน้อย...!!" ดาร์คลอร์ดสบถขึ้น

            อย่างไรก็ดีเมื่อดาร์คอลร์ดมองกองทัพผิดิบที่ถูกทำลายจนหมดสิ้นแล้วมองรูปการณ์ที่เปลี่ยนไปในตอนนี้แล้ว มันก็ไม่ลังเลใจที่จะคิดเปลี่ยนแผนใหม่ที่จะเป็นประโยชน์กับตัวเองมากกว่าฝืนสู้ต่อ
            "ก็ได้อิมิค... ถือว่าครั้งนี้เป็นการพบกันและดูเชิง... แต่อย่านึกนะว่าเจ้าชนะข้าแล้ว..." ดาร์คลอร์ดยกมือให้สัญญาณสามขุนพลคู่ใจถอย "ตอนแรกข้าคิดว่าจะฆ่าทุกชีวิตให้ตายให้หมด... แต่ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว... ข้าอยากได้เจ้ามาเป็นทาสแทนเสียแล้วสิ..."
            "อย่าพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ดีกว่า"
            "เป็นไปได้สิ... ข้าถึงต้องยอมลดละเพื่อปรับแนวคิดใหม่ไงล่ะ..." ดาร์คลอร์ดยังคงมั่นใจ "น่าเสียดายที่จะต้องถอย... แต่ก็ไม่เสียเที่ยวจริงๆที่ได้มาพบเจ้า... ช่างเหนือกว่าคำร่ำลือนัก..."
            "คิดว่าฉันจะปล่อยให้แกรอดไปได้ง่ายๆหรือไง!?" อิมิคกระชับดาบไว้แน่นพร้อมจะพุ่งเข้าไปสู้ต่อ
            "ไม่ต้องรีบร้อน... เราต้องได้เจอกันอีกแน่... ขอเพียงเจ้าผ่านบททดสอบที่ข้าให้ไว้ได้ล่ะก็นะ..."
            "บททดสอบ? บททดสอบอะไร!?"
            "ไม่นานนักเจ้าก็จะรู้เอง... เจ้ารอรับศึกใหญ่ที่พรอนเทร่าได้เลยอิมิค..." ดาร์คลอร์ดแสยะยิ้มและพูดทิ้งท้าย "ถ้าชนะศึกแห่งสัตว์อสูรได้แล้ว... ข้าจะรอต้อนรับเจ้าที่กลาสต์เฮลม์ด้วยตัวเอง... นักล่าปีศาจอิมิค แลนด์ฟอร์ด..."

            ศึกที่ดาร์คลอร์ดว่านั้นก็คือศึกกับบาโฟเม็ตที่ทำให้อิมิคต้องบาดเจ็บหนักจนต้องนอนหมดสติมาจนถึงวันนี้นี่เอง...

            จากนั้นแล้วดาร์คลอร์ดก็ได้เปิดประตูมิติกลับกลาสต์เฮลม์ในทันที ไม่เปิดโอกาสให้อิมิคได้เข้าไปเล่นงานซ้ำต่อเนื่อง
            เช่นเดียวกับลูกน้องทั้งสาม อีวิลดรูอิด อบิสไนท์ และบลัดดี้ไนท์ที่ต้องถอยตามกลับไปด้วยทั้งที่กำลังได้เปรียบการต่อสู้ก็ตามที...


            ...............................................


            ผลที่สุดแล้วศึกอันหนักหน่วงที่ทำท่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของทัพผสมพรอนเทร่าและเกฟเฟนก็ได้ยุติลงด้วยกำลังของอิมิคเพียงคนเดียว

            แม้ว่ามันจะเป็นผลการต่อสู้ที่ค้างคาใจทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอิมิคที่อีกเพียงนิดเดียวก็จะสังหารราชาปีศาจแห่งความมืดลงได้แล้ว
            แต่ผลที่ได้จากการต่อสู้ก็ยังถือว่าคุ้มค่าไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะอิมิคสามารถยุติศึกที่ยากลำบากลงได้ แม้จะมีการสูญเสียไปมากกว่าที่คิดไว้ แต่ชัยชนะก็คือชัยชนะ และสำคัญเมื่อชัยชนะครั้งนี้เป็นการชนะโดยที่กดดันให้ดาร์คลอร์ดที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของกลาสต์เฮลม์ต้องล่าถอยกลับไป

            เมื่อดาร์คลอร์ดแยกตัวไปแล้ว อิมิคก็ได้ไปหาอเล็กซ์กับเรย์ที่สู้ต้านอบิสไนท์ได้อย่างเต็มที่
            อิมิคเองก็ยอมรับว่าในตอนนั้นรู้สึกเป็นกังวลที่จะเข้าหน้าใครๆได้ ด้วยเหตุที่รู้ความหลังของตัวเอง ซ้ำยังแสดงพลังที่เหนือมนุษย์ออกมาให้ประจักษ์กับทุกคู่สายตา

            ความสงสัยและความหวาดระแวงย่อมเกิดขึ้นได้ และคนๆนั้นก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะสงสัยในตัวของอิมิคได้เช่นกัน แต่อย่างไรเสียก็ยังมีอยู่หลายคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ใกล้ชิดและรู้จักอิมิคดีที่จะไม่คิดสงสัยจนกลายเป็นความหวาดระแวง
            อเล็กซ์ เรย์ และเฟรย่าเดินล้อมเข้ามาหาอิมิค ก่อนที่จะแสดงความยินดีปนโล่งอกที่เห็นอิมิคปลอดภัยและสามารถเอาชนะดาร์คลอร์ดได้
            การที่เคยเรียนมาร่วมกันหรือการที่ได้ร่วมเดินทางด้วยกันมานานปีทำให้ช่องว่าง แห่งความแตกต่างหดหายไปจนหมดสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสองลูกศิษย์ที่เคารพรักอิมิคที่สุดโดยไม่สนว่าอิมิคจะเป็นใครและชาติกำเนิดอะไร

            เรย์และอเล็กซ์เข้าซบอกอิมิค โดยที่อิมิคเองก็โอบกอดเอ่ยชมและให้กำลังใจทั้งคู่ที่ต่อสู้และเอาตัวรอดจากศึกใหญ่ได้ด้วยดี
            เช่นเดียวกับเฟรย่าที่เข้าไปพูดคุยใกล้ชิดประสาเพื่อนสนิทที่ไม่ได้พบหน้ากันมานาน

            ภาพการเข้าไปแสดงความสนิทชิดเชื้อทั้งกระทบตัวและพูดคุยเป็นไปอย่างธรรมชาติ และมันก็ทำลายภาพที่น่ากลัวของอิมิคในเมื่อครู่ได้สนิท
            มุมมองของบางคนอาจยังมีกลัวอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ที่อยู่ในสนามรบนี้จะเป็นทหารจากกองพันที่ 1 ซึ่งมีความคุ้นเคยกับอิมิคเป็นอย่างดี พวกเขาเข้าใจในตัวของอิมิคและการเห็นอิมิคแสดงพลังแห่งเทพออกมาก็ยิ่งทำให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าอิมิคนี่เองที่จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะนำไปสู่ชัยชนะครั้งใหญ่

            และไม่ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตก็ตาม แต่ผลการศึกที่จบลงเช่นนี้ก็ปลดความเครียดและสร้างความเปรมปรีย์ให้กับทหารทุกผู้ในสนามรบ
            ความขัดแย้งที่เคยมีได้ถูกลบเลือนไปด้วยความจริงใจที่แสดงออกมาในการศึก จากนั้นแล้วสนามรบที่เงียบสงบก็เริ่มส่งเสียงร่ำลือแซ่ซ้องดังกระหึ่มมากขึ้น โดยผู้ส่งเสียงทุกคนนั้นได้มองไปยังจุดเดียวกันคือเนินเขาด้านที่พระอาทิตย์ยามเย็น

            เมื่ออิมิคกลับมาเป็นคนเดิมความดุดันที่หายไปแปรเป็นความสุขุมที่แฝงไปด้วยความรู้สึกไว้ใจฝากฝังชีวิตในสมรภูมิศึกได้
            อิมิคเดินลงจากเดินเขามาโดยที่มีอเล็กซ์ เรย์ และเฟรย่าเดินเคียงข้างมาด้วยกัน แสดงถึงความเป็นมิตรภาพร่วมรบระหว่างสองประเทศและต่างวัย ทำลายช่องว่างแห่งอคติที่เคยมีมาได้สนิท

            เพียงแค่อิมิคเดินเข้าใกล้ทัพหน้าแล้ว พลันที่เขาชูดาบขึ้นแทนคำพูดหนึ่งใดแล้ว เสียงตะโกนโห่ร้องแสดงความยินดีก็ดังสะนั่นขึ้นก้องสนามรบ
            เสียงแห่งความดีใจดังขึ้นอื้ออึงอย่างต่อเนื่อง แล้วมันก็ได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นเสียงเรียกชื่อของอิมิค

            ชื่อของวีรบุรุษที่ได้รับการยอมรับจากสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางตอนเหนือ
            ว่าจะเป็นผู้นำทัพแห่งมนุษย์เข้าประหัตถ์กับบรรดาพวกปีศาจแห่งกลาสต์เฮลม์ และก็จะนำชัยและความสงบสุขติดมือกลับมาเป็นของฝากแก่ทุกคนได้ในที่สุด

-----------------------------
Free talk - ลากยาวมานาน ในที่สุดแล้วก็จบลงเสียทีสำหรับความหลังของอิมิคที่พาดเกี่ยวกับ Side Story ทั้งหมด

ถึงตอนนี้ก็ขอยืนยันนั่งยันและนอนยันได้แล้วล่ะครับ ว่าตอนหน้าเจ้าชายนิทราก็จะตื่นสักที จากนั้นก็จะเข้าสู่ความเข้มข้นต่อเนื่องเตรียมบุกกลาสต์เฮลม์กัน smile

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 24 ธ.ค.53 เวลา 15:06:55 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

Jammaster X
ซาตานครอส

ขอบอกว่าประทับใจสุดคงเป็นส่วนของ Alex กับ Rei ที่ไปต้านอบิสไนท์นะครับแต่บทซึ้งของอิมิคกับการได้พบกับฟีโอเร่ก็ไม่เลวเช่นกัน ส่วนตัวแล้วตอนนี้เยอะไปหน่อย อาจจะเพราะเป็นภาพความหลังซึ่งเหมือนเหตุการณ์ที่ผมเคยอ่านมาแล้วจาก Side Story เลยทำให้เหมือนรวบรัดไปนิด

ช่วงแรกเปิดตัว Bloody Knight / Evil Druid ได้ดีมากครับเก็บรายละเอียดได้เห็นภาพจริงๆ

ตอนหน้าอิมิคตื่นแล้ว !

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 24 ธ.ค.53 เวลา 15:18:08 น.

cg
ไม่ใช่โพลีก้อนนะ

ยาวดีครับ เก็บรายละเอียดได้ดี บรรยายเห็นภาพตอนสู้มากๆ

แต่คำผิดก็เยอะมากๆ = w =

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 24 ธ.ค.53 เวลา 16:21:39 น.

Yurigachan
พริสสาวแห่งศตวรรษที่30

รอนานเลย อิอิ รอตอนต่อไปอยู่นะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 25 ธ.ค.53 เวลา 14:19:12 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

ขอบคุณมากครับ smile

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 28 ธ.ค.53 เวลา 10:43:41 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ