JoyKa
Librarian

Angel Caido Luci ตอนที่ 27+28

------------------------------------------

Chapter 27 + 28

ณ ห้องทดลองของเอียน วันที่ 17 ตุลาคม 2005 เวลา 21.15

ตือ ตือ ตือ ตื่อ ตื่อ ตื้อ ตือ~

เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้นในขณะที่เอียนกำลังเช็คสภาพเหล่าเครูบิมให้พร้อมใช้งานตามที่มาลโลสั่ง แต่นั่นไม่ใช่เสียงโทรศัพท์ของเขาแน่นอน เพราะเขาไม่เคยพกโทรศัพท์มือถือ เขาจึงหันซ้ายหันขวามองหาต้นเสียงเรียกเข้าที่เป็นเพลงจากเกมมาริโอ้

โทรศัพท์นั้นตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับมาลโลที่นอนหลับอยู่ ซึ่งเอียนได้แต่มองโดยไม่กล้าเข้าไปปลุกชายหนุ่มที่ดูจะหลับสนิท ครั้นจะเข้าไปรับเองก็เกรงว่าจะเป็นการเสียมารยาทเกินไป เขาจึงได้แต่มองนิ่งเช่นนั้น จนกระทั่ง

ครึก!! แกร๊ก!!

โซ่สีดำจำนวนสองสามเส้นลอยขึ้นรอบ ๆ เก้าอี้ที่มานโลนอนพิงหลับอยู่ โซ่สีดำเหล่านั้นคืบคลานไปราวกับอสรพิษร้ายที่เฝ้าดูเหยื่อซึ่งไม่ทันระวังตัว จากนั้นมันค่อย ๆ ลอยวนรอบ ๆ ตัวของมาลโลก่อนที่จะ

ครึ่ก!!!

“อ้าก!!!”

มาลโลร้องขึ้นอย่างเจ็บปวดทันทีเมื่อโซ่พวกนั้นพากันบีบรัดร่างกายเขาไปกับเก้าอี้ ในขณะที่เอียนได้แต่มองพลางเกาศีรษะเบา ๆ แล้วหันไปทำงานต่อโดยไม่ได้สนใจว่ามาลโลกำลังเผชิญกับสิ่งใด

“ฮึ่ย!! ทำอะไรของเจ้าน่ะมิสทอลเทน”

“รับโทรศัพท์เลยเฟ้ย!!! ข้ารำคาญไอ้เสียงเพลงปัญญาอ่อนนี่เต็มทีแล้ว” ดาบสีดำประจำกายเขาซึ่งถูกวางพิงไว้ที่โต๊ะกล่าวตอบคำถามของมาลโลด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก ซึ่งทำให้มาลโลรู้สึกตัวว่ามีสายเรียกเข้า เขาจึงพยายามจะเอื้อมมือไปรับโทรศัพท์หากแต่มือของเขาถูกตรึงไว้ด้วยโซ่ที่มาจากตัวของมิสทอลเทน เขาจึงเอ่ยออกไปเรียบ ๆ

“มือข้า...”

“เออ...โทษที” มิสทอลเทนกล่าวจบก็คลายโซ่ที่บีบรัดตัวมาลโลไว้แน่นออก จากนั้นมาลโลจึงสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมารับได้ซึ่งเมื่อเขาไสลด์เพื่อรับสายที่หน้าจอโทรศัพท์ของเขานั้นขึ้นชื่อชัดเจน ‘Arielle’

มาลโลนั้นกดรับด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายพอสมควร ด้วยเขาเพิ่งจะทะเลาะกับผู้ที่โทรมาเมื่อตอนเย็นนี่เอง อยู่ ๆ เจ้าตัวก็ติดต่อเขามาทั้งที่เพิ่งเกิดเรื่องเขาเลยไม่รู้จะปั้นคำพูดอะไรอย่างไรดี แต่ไม่ทันที่เขาได้เอ่ยอะไรออกมาปลายสายก็ได้ให้ข้อมูลและสิ่งที่เขารอคอยมาทันที ซึ่งนั่นทำให้เขาแสยะยิ้มออกมาให้เห็นก่อนที่จะเอ่ยถามออกไป

“จะให้ลงมือเมื่อไหร่ล่ะ?”

เสียงปลายสายที่ตอบเขากลับมาทำให้เขายิ้มอย่างพึงพอใจก่อนที่จะสไลด์โทรศัพท์ลงเป็นสัญญาณการวางสาย แล้วจึงเงยหน้าไปเอ่ยกับเอียนที่ตรวจเช็คสภาพของเครูบิมอยู่

“เฮ้! เอียน...ข่าวจากสายมาแล้วนะ พรุ่งนี้เย็นให้ส่งเครูบิมออกไปใช้งานได้แล้วล่ะ”

“ที่ใหนรึครับ?” เอียนหันมาถามด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้เห็นประสิทธิภาพของงานประดิษฐ์ตนเอง

“นิวยอร์ค...ก็ที่แม่นั่นอยู่นั่นล่ะ ยังไงก็ใช้เครื่องติดตามเช็คที่อยู่ของข้าก็ได้ เพราะข้าว่าจะล่วงหน้าไปก่อนน่ะ”
มาลโลกล่าวพลางส่ายโทรศัพท์มือถือของเขาเองที่มีเครื่องติดตามตัวติดตั้งไว้ ซึ่งเอียนนั้นสามารถจับตำแหน่งของมาลโลจากที่ห้องทดลองนี่ได้เลย แต่กระนั้นมาลโลก็ต้องเอ่ยถามถึงการเดินทางของพวกเครูบิมด้วยความเป็นห่วงว่าถ้ามันบินไปอาจจะโดนกองทัพสหรัฐยิงตกก็เป็นได้

“ว่าแต่...ไอ้พวกเครูบิมนี่จะเดินทางไปยังไง”

“มันบินไปได้นะครับ จากที่เคยทดสอบก็เร็วพอ ๆ กับเครื่องบินรบทีเดียว จากที่นี่ไปถึงที่นั่นไม่น่าเกินสิบชั่วโมงหรอกครับ” เอียนตอบพลางมองเครูบิมในห้องผ่านทางหน้ามอนิเตอร์

มาลโลที่ฟังคำตอบของเอียนก็ให้อดทึ่งไม่ได้ ด้วยไม่คิดว่าเจ้าพวกนี้จะบินได้ด้วยความเร็วขนาดนั้น ทั้งที่มันเป็นแค่ปีกแบบนกธรรมดา ถ้าติดพวกเครื่องไอพ่นก็ว่าไปอย่าง
“ไอ้เจ้าพวกนี้มันติดไอพ่นรึยังไงกัน?”

“...”
เอียนหันมามองมาลโลด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยที่ดูเขาจะไม่รู้เรื่องความสามารถในการเดินทางของเจ้าพวกเครูบิมเหล่านี้เลย ทั้งที่คนสนิทของเขาเองเป็นคนที่เป็นคนจัดหาวิธีสร้างอุปกรณ์ในการบินของเจ้าพวกนี้แท้ ๆ

“ระบบการบินของเจ้าพวกนี้ คุณกานอซซ่าเป็นคนเอามาให้ผมติดตั้งเองนะครับ ต้องไปถามคุณกานอซซ่าล่ะว่ามันเป็นอพ่นรึอะไร ผมมันนักพันธุวิศวกรรม ไม่ใช่วิศวกรการบิน”

มาลโลได้แต่ยืนเกาคางด้วยความงุนงงเล็กน้อย แต่อย่างว่าเขาไม่ค่อยได้มาร่วมรับรู้วิธีการสร้างเลย ค่อนข้างจะเป็นคนทดสอบกับเอาไปใช้เท่านั้น เมื่อคิดเช่นนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะมากไปกว่าที่จะใช้งานมัน ด้วยคิดมากก็ไม่มีประโยชน์อันใด
“งั้น...เจ้าก็ช่วยส่งมันไปให้ถึงที่เป้าหมายคือนิวยอร์คก่อนสิบเจ็ดนาฬิกาก็แล้วกัน”

เอียนพยักหน้ารับพลางยกนิ้วขึ้นมานับเวลา ในขณะที่มาลโลที่นั่งอยู่บนเก้าอี้นั้นเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าเขายังถูกมิสทอลเทนนั้นใช้โซ่สีดำตรึงเขาไว้กับเก้าอี้
“เฮ้ย!! มิสทอลเทน จะมัดข้าไว้แบบนี้อีกนานรึเปล่านี่”

“เออ...โทษที ลืมไปเลยนะนี่”
มิสทอลเทนที่รู้ตัวก็รีบคลายโซ่สีดำออกแล้วดึงโซ่กลับไปที่ตัวทั้งหมด ซึ่งมาลโลที่พ้นจากพันธนาการก้ลุกขึ้นมาบิดเอวพร้อมกับแกว่งแขนไปมาด้วยอยู่ ๆ ก็ถูกมิสทอลเทนใช้วิธีการปลุกแบบซาดิสเช่นนั้นทำให้เขารู้สึกปวดไปหมด หลังจากนั้นเขาจึงไปหยิบมิสทอลเทนขึ้นมา พร้อมกับเอ่ยกับเอียนไป

“เช่นนั้น ข้าไปที่นิวยอร์คก่อนก็แล้วกัน ว่าแต่ตอนนี้จะมีเครื่องบินไปนิวยอร์คเปล่าหว่า”

มาลโลบ่นออกมาเบา ๆ พลางเดินออกจากห้องไปโดยเอียนไม่ได้สนใจนักเพราะเขาดูจะสนใจคำนวณเวลาการเดินทางของพวกเครูบิมมากกว่า

-------------------------------

นิวยอร์ค ห้องนอนของคาเรน วันที่ 17 ตุลาคม 2005 เวลา 23.50 น.

คาเรนที่นอนอยู่กับลิลิธบนเตียงเดียวกัน โดยลิลิธนั้นนอนเอามือกอดคาเรนไว้ ทำให้เธอรู้สึกรำคาญพอควร แต่ถึงจะปัดมือลิลิธออกไปเดี๋ยวเจ้าหล่อนก็กลับมากอดอยู่ดี ก็เลยปล่อยเลยตามเลย ด้วยอย่างไรเสียพอดึกมาก ๆ ลิลิธก็จะหันกลับไปนอนกอดหมอนข้างเอง แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้จนป่านนี้คาเรนยังนอนตาค้างหลับไม่ลงแน่นอน

ภายในใจของคาเรนนั้นยังคงพยายามคิดหาคำตอบอยู่ตลอดเวลาว่าอะไรคือช่องโหว่ให้ศัตรูเข้าถึงข้อมูลได้ และเข้าถึงนานขนาดใหนแล้ว เธอจึงนอนในท่าก่ายหน้าผากเช่นนั้น จนกระทั่ง...

“คี~ด มากนาลูซี่~”

เสียงที่ดังมาจากลิลิธทำให้คาเรนต้องหันไปมองลิลิธที่นอนหันหน้ามาหาเธอและเอาแขนมาวางไว้บนตัวของเธอ ก่อนที่จะลืมตามองด้วยดวงตาสีแดงที่สะท้อนแสงสว่างจากด้านนอกจนดูน่ากลัว ทำเอาคาเรนได้แต่ยิ้มแหย ๆ ก่อนที่ลิลิธจะผละออกจากคาเรนไปนอนหนุนแขนของตนเองพลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

“ชั้นว่าเธอน่าจะเตรียมตัวให้มีสติรับมือกับปัญหาจะดีกว่าพยายามคิดอะไรที่ตัวเองไม่มีทางรู้ได้เลยนะ”

“เธอพูดเรื่องสตินี่ดูไม่น่าเชื่อถือซะเลยนะ” คาเรนตอบกลับทันที ด้วยเธอไม่ค่อยจะเชื่อนักว่าลิลิธนั้นจะมีสติคิดอะไรได้อย่างเยือกเย็นขนาดนั้น ทั้งที่แต่ก่อนดูเธอจะเป็นคนใจร้อนและวู่วามมากแท้ ๆ

ลิลิธยิ้มพลางหัวเราะออกมาเบา ด้วยตัวเธอเองก็ไม่คิดว่าจะพูดเรื่องอะไรแบบนี้ออกมาได้ แต่คงเพราะเจออะไรมามายพอสมควรซึ่งช่วยขัดเกลาให้เธอดูมีความคิดความอ่านมากขึ้นเท่านั้นเอง
“ย้ำอีกครั้งนะลูซี่ ชั้นอยากให้เธอมีสติอยู่กับตัวให้มากกว่านี้นะ อย่างน้อยทำอะไรแบบมีสติก็ดีกว่าทำแบบจิตเตลิดใช่เปล่าล่ะ”

“อืม...ไม่เถียง...นอนเถอะ ฉันง่วงละ” คาเรนตัดบทพลางพลิกตัวหลบหน้าลิลิธ จริง ๆ เธอไม่ค่อยชอบฟังคำสอนแกมตอแยของลิลิธนักเลยพยายามตัดบทไป ในขณะที่ลิลิธนั้นเหลือบตามองคาเรนเล็กน้อยก่อนที่จะหลับตาลงพลางคิดในใจก่อนที่เธอจะหลับไปจริง ๆ

‘ชั้นคงทำได้เท่านี้ล่ะมั้ง แม่หนูบลอสซัม’

-----------------------------------------

แผนกสืบสวนพิเศษ FBIสาขานิวยอร์ค วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 10.15 น.

“คุณลิลิธเขาไปใหนรึครับคาเรน?”

ริชาร์ดยืนขึ้นมาเกาะที่กั้นระหว่างโต๊ะทำงานพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย ซึ่งคาเรนที่ยังคงทำตารางเวลามาหาความเป็นไปได้ของการรั่วไหลข้อมูลอยู่นั้นก็เงยหน้าไปมองริชาร์ด ก่อนที่จะยิ้มแล้วแหย่เขาออกไป
“คิดถึงเพื่อนฉันรึไงคะ”

“เปล่าครับ ผมแค่สงสัยเฉย ๆ เท่านั้นเอง”
ริชาร์ดตอบกลับด้วยสีหน้าหนักใจที่ถูกคาเรนแหย่เช่นนั้น ซึ่งเขาเองก็แหย่คาเรนกลับไปหมายจะเอาคืน

“ว่าแต่คุณคาเรนกับคุณลิลิธ เมื่อคืนไปถึงใหนกันเหรอครับ”

“ฉันไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นค่ะ” คาเรนตอบพลางบุยปากในขณะที่ส่ายเม้าส์ไปมาด้วยความรู้สึกงุ่นง่านที่ถูกถามเช่นนั้น

“จริงเหรอครับ” ริชาร์ดตอบเบือนหน้าไปยิ้มทางอื่น ด้วยน้ำเสียงที่ดูจะยียวนของเขาทำให้คาเรนเงยหน้าไป

“เอ้~ คุณนี่! ก็บอกว่าฉันไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้นสักหน่อย” คาเรนกล่าวพร้อมสีหน้าแววตาที่มองค้อนกลับไป ซึ่งริชาร์ดนั้นก็ทำใจดีสู้เสือด้วยจะว่าไปแล้วเขาอาจจะไปยั่วคาเรนมากเกินไปจนเธอไม่ชอบเอาจริง ๆ

“ขอโทษครับ ขอโทษ ผมเชื่อละว่าคุณไม่ได้มีอะไรกับคุณลิลิธแบบนั้น”

คาเรนนั้นบึ้งหน้าใส่ริชาร์ดทันที ใจจริงเธอก็ไม่ได้โกรธอะไร เพียงแค่เพราะความเครียดจากสิ่งที่กำลังทำอยู่ทำให้เธอออกจะหงุดหงิดง่ายไปหน่อยเท่านั้นเอง

ด้านเหล่าคนในสำนักงานที่เห็นริชาร์ดหยอกล้อคาเรนก็ให้อดแปลกประหลาดใจไม่ได้ ด้วยปกติริชาร์ดไม่เคยพูดเล่นพูดหัวกับใครเลย และสถานการณ์ในวันนี้ดูจะกลับตาลปัดกับเมื่อวันแรกที่คาเรนเข้ามาทำงาน ในวันนั้นริชาร์ดเป็นฝ่ายโดนยั่วเสียจนฟิวส์แทบขาด แต่วันนี้กลับกลายเป็นคาเรนที่กลับฟิวส์ขาดเสียเอง

“คู่นั้นเขาสลับร่างกันรึเปล่าน่ะ” ฟิลด์เอ่ยพลางหัวเราะออกมาเบา ๆ ซึ่งดูลอนและแอธร่อนที่ยืนดื่มกาแฟอยู่ไม่ห่างกันก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เช่นกัน

“ผมว่าคู่นี้เขาเข้าใจกันมากขึ้นมากกว่านะ” แอธร่อนเอ่ยพร้อมกับดื่มกาแฟด้วยเขาคิดว่าการที่คาเรนกับริชาร์ดทำงานด้วยกันจนพบเจออะไรหลายอย่างคงทำให้ทั้งสองเข้าใจกันและกันมากขึ้นจนสนิทสนมเช่นนั้น

“รึเขาจะชอบกันน่ะครับ” ดูลอนเอ่ยขึ้นมาเรียบ ๆ แต่ก็ทำเอาแอธร่อนและฟิลด์หันไปมองเป็นตาเดียว ก่อนที่พวกเขาเองก็เริ่มจะคิดแบบดูลอนว่าอาจจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ก็เป็นได้

“เฮ้!! มีใครเห็นลินดาบ้างรึเปล่า?”

อยู่ ๆ มอเฟียชก็เดินออกมาจากห้องพร้อมเอ่ยถามทุกคนในสำนักงานออกไป ซึ่งแต่ละคนล้วนแต่ส่ายศีรษะด้วยเพราะในวันนี้นั้นยังไม่มีใครเจอลินดาเลยสักคน

“อืม...ผมเห็นเธอมาที่สำนักงานเมื่อคืนนี้นะครับ แต่ไม่รู้เธอมาทำไม มาแล้วก็ไป คุณมอเฟียชมีอะไรรึเปล่าครับ?” สตีฟหันไปถามพลางขยับแว่นตาของตนเองเผื่อว่าเขาจะต้องมาทำงานแทนลินดา

“งั้นรึ ผมฝากให้เธอเดินเอกสารไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็นน่ะ ไม่เห็นเรื่องมันลงมาเลยว่าจะถามเธอสักหน่อย แต่โทรเข้ามือถือก็ไม่มีคนรับสายเลย” มอเฟียชกล่าวพลางเอามือบีบขมับตนเองเล็กน้อย

“ว่าไปก็แปลก ลินดาไม่เคยมาทำงานสายนะ วันนี้เธอไม่สบายรึเปล่าเนี่ย” ฟิลด์กล่าวพลางหันไปมองโต๊ะของลินดาที่ตอนนี้เจ้าตัวไม่รู้ว่าทำอะไรอย่ที่ใหนกัน

------------------------------------------

ณ หมู่บ้านที่เบลลี่อาศัยอยู่ วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 11.05 น.

ลิลิธเดินไปตามถนนภายในหมู่บ้านซึ่งเวลานี้ค่อนข้างจะเงียบอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ไปทำงาน และเด็กที่อาศัยในบริเวณนี้ก็ไปเรียนกันหมด หากแต่ลิลิธนั้นรู้ดีว่าเบลลี่คงจะไม่ได้ไปเรียนในวันนี้แน่นอนด้วยพ่อแม่ของเธอกลัวว่าจะมีใครไปยุ่งวุ่นวายกับลูกสาวของเธอที่โรงเรียน ซึ่งลิลิธเองก็ดูจะไม่ได้อยากมาหาเบลลี่นักเพราะเธอเองก็กลัวว่าจะเป็นเรื่องแบบเมื่อครั้งก่อนอีก แต่มันก็ช่วยไม่ได้จริง ๆ ด้วยเพราะเธอมีบางสิ่งที่คาใจต้องการถามเบลลี่ให้แน่นอน

แม้แดดวันนี้จะแรงผิดฤดูที่เป็นหน้าหนาว แต่ลิลิธนั้นดูไม่ได้สนใจอะไรนัก เธอถอดแว่นตาดำของเธอมองไปบนท้องฟ้าด้วยความกังวลใจต่อบางสิ่งพลางเดินตรงไปยังบ้านเบลลี่ที่ดูจะเงียบอย่างยิ่ง ก่อนที่เธอจะตรงเข้าไปกดกริ่งโดยที่ไม่ได้หวั่นเกรงแม้แต่น้อยว่าจะโดนอะไรจากพ่อแม่ของเบลลี่บ้าง

“คะ?”  คุณนายเฮิร์มมิ่งที่เดินมาเปิดประตูโดยลืมดูตาแมวว่าผู้ใดเป็นแขกมาหาเธอในวันนี้ เอ่ยออกไปด้วยความเคยชิน หากแต่เมื่อได้เห็นลิลิธยืนอยู่เบื้องหน้าก็ตกใจจนมือไม้อ่อนไปหมด เพราะเธอจำได้ดีว่าหญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้านี้เป็นคนเดียวกับที่บุกเข้าบ้านเธอเมื่อครั้งก่อน

“คุณคะ!! ช่วยด้วย!!” คุณนายเฮิร์มมิ่งตะโกนออกไปทันที พร้อมกับสียงฝีเท้าของคุณเฮิร์มมิ่งที่วิ่งจากในบ้านออกมาดู

‘มันน่านักเชียว...’ ลิลิธคิดในใจพลางเอานิ้วขึ้นมาเกาใบหน้าตนเองด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อย

“เธอ!!! มาที่นี่อีกทำไมกัน ต้องการอะไรกันแน่!!!” คุณเฮิร์มมิ่งที่เข้ามาขวางตัวคุณนายไว้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าว แต่หาได้ทำให้ลิลิธหวาดกลัวไม่ ลิลิธกลับยกนิ้วขึ้นชี้ผ่านตัวสามีภรรยาเฮิร์มมิ่งไป ซึ่งเมื่อทั้งสองหันไปก็เห็นเบลลี่นั้นออกมายืนอยู่เบื้องหลังตนเอง พลางโบกมือทั้งสองข้างให้ลิลิธพร้อมกับรอยยิ้ม

“ชั้นมาหาแม่หนูนั่นน่ะ” ลิลิธตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ ทำเอาสามีภรรยาเฮิร์มมิ่งงุนงงอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยเห็นเบลลี่นั้นออกมาต้อนรับใครถึงประตูทางเข้าเช่นนี้

“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ให้พี่เขาเข้ามาก่อนไม่ดีกว่าเหรอคะ”

“อะไรกันลูก ผู้หญิงคนนี้น่ะ!!” คุณนายเฮิร์มมิ่งพยายามแย้งออกไป แต่ลิลิธนั้นกลับโค้งตัวให้พร้อมกับเอ่ยขึ้น

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่เมื่อคราวที่แล้วทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา แต่ครั้งนี้ชั้นมีความจำเป็นอย่างมากที่ต้องขอคุยกับหนูเบลลี่สักหน่อย ขอความกรุณาเพียงครู่เดียวเท่านั้นล่ะค่ะ” ลิลิธที่กล่าวพลางโค้งอย่างสุภาพทำให้สามีภรรยาเฮิร์มมิ่งดูจะตกใจพอสมควร จนทั้งสองทำอะไรไม่ถูกกับการที่อยู่ ๆ ลูกสาวของตนเองก็ออกหน้าเช่นนี้ แถมแขกที่ไม่ได้รับเชิญยังดูอ้อนวอนเสียขนาดนี้อีก

“เออ...ก็”ด้นะครับ แต่พวกผมต้องขออยู่ด้วยก็แล้วกัน” คุณเฮิร์มมิ่งตัดสินใจออกไปทันที ด้วยเพราะเมื่อครั้งก่อนที่ลิลิธมาหาเบลลี่ก็ไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรนัก และตัวเบลลี่เองยังกล่าวเหมือนให้ความสนิทสนมกับผู้หญิงที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขาเสียอีก

“แต่ว่าคุณคะ!” คุณนายเฮิร์มมิ่งพยายามเอ่ยขัดอีกครั้ง แต่ลิลิธก็ชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน

“คุยกันตรงนี้ก็ได้ค่ะ ชั้นมีเรื่องจะถามหนูเบลลี่นิดเดียวล่ะค่ะ” ลิลิธเอ่ยพลางยิ้มให้กับเบลลี่ที่แทรกตัวออกมายืนที่หน้าประตูโดยมีพ่อและแม่ของเธอจับบ่าไว้

“เรื่องของพี่บับเบิ้ลรึคะ?”

“จ๊ะ” ลิลิกล่าวพลางค่อย ๆ นั่งคุกเข่าคุยกับเบลลี่โดยมีพ่อแม่ของเด็กน้อยเฝ้าอยู่ด้วย ลิลิธที่ตอบคำถามเบลลี่ไปแล้วนั้นเอ่ยถามต่อทันทีเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ด้วยสีหน้าและนัยน์ตาสีแดงที่บัดนี้ฉายแววความกังวลอย่างยิ่ง

“อนาคตของบับเบิ้ล...ยังเป็นเหมือนเดิมรึเปล่าจ๊ะ?”

เบลลี่นั้นเมื่อได้ฟังคำถามของลิลิธก็มีสีหน้าท่าทางซึม ๆ ไปทันที ก่อนที่จะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกำลังเสียใจต่ออะไรบางอย่างอยู่
“ค่ะ ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยค่ะ”

ลิลิธเองเมื่อได้รับคำตอบจากเบลลี่ก็ให้ถอนใจออกมาอย่างหนักใจ ก่อนที่เธอจะค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและเอ่ยกับสามีภรรยาเฮิร์มมิ่งออกไปพร้อม ๆ กับโค้งเล็กน้อย
“ขอบคุณมากค่ะ ธุระของชั้นมีแค่นี้ล่ะค่ะ”

ในขณะที่ลิลิธนั้นหันหลังกลับและกำลังจะเดินจากไป เบลลี้ก็ตรงเข้าจับมือของลิลิธไว้ ทำให้ลิลิธต้องหันมามองเบลลี่ซึ่งดูเหมือนจะมีบางสิ่งต้องการบอกกับเธอ

“แต่หนูยังไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพี่บับเบิ้ลต่อจากนั้นเลยนะคะ บางทีมันอาจจะสามารถเปลี่ยนอนาคตก็ได้นะคะ”

ลิลิธนั้นนิ่งเงียบพลางมองเบลลี่ที่ดูจะมีสีหน้าเป็นห่วงพี่บับเบิ้ลของเธออย่างมาก การที่เบลลี่ซึ่งปกติจะทำอะไรให้เป็นไปตามสิ่งที่ตนเห็นเสมอกลับพยายามที่จะเปลี่ยนอนาคตเพื่อช่วยคนที่เธอต้องชะตาด้วย ทำให้ลิลิธนั้นต้องเอ่ยออกไปพร้อมกับรอยยิ้มทันที
“ขอบใจจ๊ะเบลลี่ พี่บัตเตอร์คัฟคนนี้ไม่ปล่อยให้ยัยบ๊องบับเบิ้ลเป็นอะไรไปแน่นอนจ้ะ”

เบลลี่นั้นแม้จะไม่รู้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจะเป็นอย่างไร แต่เมื่อเธอได้รับคำสัญญาจากลิลิธ หรือบัตเตอร์คัฟของเธอ ก็ทำให้เธอมั่นใจมากขึ้น เธอจึงยิ้มรับไปพร้อมทั้งยืนส่งลิลิธที่เดินกลับไปจนลับตา

------------------------------------------------------

แผนกสืบสวนพิเศษ FBIสาขานิวยอร์ค วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 12.45 น.

ภายในห้องทำงานของมอเฟียช ซึ่งตอนนี้ตัวเขาเองก็พยายามคิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องที่ข้อมูลต่าง ๆ รั่วไหลไปได้บ่อย ๆ มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ

‘...ตั้งแต่เจ้า D-1 ปรากฏตัว การทำงานของพวกเราก็ไม่ได้มีใครมาแทรกแซงอะไรสักเท่าไหร่ จนถึงเจ้า D-2 ก็ไม่มีหน่วยงานใหนเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง’

มอเฟียชที่นั่งคิดอยู่ที่โต๊ะทำงานใช้มือข้างหนึ่งของเขาเปิดปิดฝาไฟแช็คไปมาด้วยความรู้สึกเครียดพอสมควร เขาค่อย ๆ พยายามไล่เรียงลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งเขาเชื่อว่าเขาน่าจะคิดอะไรบางอย่างออกได้บ้าง

‘จนเจ้า D-3 โผล่มาแล้วคาเรนก็โดนเบื้องบนบีบให้มาทำงานกับพวกเราที่นี่ แต่เธอก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่นา ซ้ำยังสร้างแนวทางในการสืบสวนค้นหาได้ดีซะด้วย’

‘…’

มอเฟียชที่คิดมาถึงตรงนี้ก็ให้หยุดนิ่งคิดทันที ด้วยการที่คาเรนเข้ามาทำงานกับพวกเขาทำให้งานพวกเขารุดหน้าไปมาก แต่นั่นไม่น่าสนใจเท่าสิ่งที่คาเรนสนใจและอยากจะลองทำ คือการตรวจสอบซากของเจ้า D-3 เทียบกับร่องรอยของ D-1 มันออกจะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิด และนั่นเป็นครั้งแรกที่มีหน่วยงานอื่นโดดเข้ามาเอี่ยวด้วย

‘กองทัพโดดเข้ามายุ่งในวันที่คาเรนจะเอาซาก D-3 มาใช้ประกอบการตรวจสอบพอดี...’

จริง ๆ มอเฟียชเคยคิดไว้บ้างแล้วว่ากองทัพนั้นดูจะเข้ามายุ่งได้ตรงเวลาที่คาเรนจะทำงานมากเกินไป เพียงแต่ครั้งนั้นเขาไม่คิดว่าจะมีกรณีว่ากองทัพไปเอี่ยวกับผู้ที่บงการสร้างเจ้าพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้ แต่ ณ เวลานี้ไม่ใช่แล้ว เพราะคนที่คาเรนสงสัยและคนที่เขาสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับคนที่ชื่อกานอซซ่าอะไรนั่นได้ถูกเก็บไปแล้ว ทั้งที่เขาเองก็ไม่ได้เอ่ยเรื่องนี้กับใครเลย แม้แต่ตัวคาเรนเองก็ไม่ได้รู้จักรองผู้บัญชาการกองทัพบก เธอยิ่งไม่มีทางไปบอกกับใครได้แน่นอน

‘แสดงว่า...สายของกานอซซ่านั้นพอรู้ว่าเราสงสัยคนในกองทัพ ก็เลยตรงไปจัดการปิดปากเลยสินะนี่’

มอเฟียชนั้นหยิบบุหรี่ออกจากซองก่อนที่จะลุกเดินออกจากโต๊ะไปไขหน้าต่างเพื่อรับอากาศจากด้านนอกและจะได้สูบบุหรี่โดยที่ไม่โดนใครที่เข้ามาในห้องบ่น มอเฟียชที่จุดไฟเพื่อสูบบุหรี่พลางคิดถึงเรื่องต่าง ๆ ในหัวเขาทบทวนเรื่องมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่คาเรนไปเก็บหลักฐานจนได้ข้อมูล D-1 และตามไล่ล่ามันจนสามารถจัดการมันได้ในที่สุด แต่กระนั้น FBI ก็โดนเพ่งเล็งว่ามีอาวุธพิเศษที่ไม่มีในสารบบของการทหาร แต่เพราะอำนาจของรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงซึ่งเป็นอาของคาเรนเข้ามาช่วยจัดการจึงไม่ได้มีการสืบสาวลึกลงไปจนนทำให้การทำงานของพวกเขามีปัญหา

‘…’

‘…เดี๋ยวสิ หมายความว่ายังไงกันมีคนอื่นนอกเหนือจากรัฐมนตรีเชอร์ทอฟที่รู้ว่าคาเรนเป็นคนจัดการเจ้า D-1!!’

มอเฟียชที่คิดเช่นนั้นให้ตกตะลึงในสิ่งที่ตนกำลังคิด ด้วยถ้าว่ากันจริง ๆ ในเหตุการณ์ที่มีการไล่ล่าเจ้า D-1 นั่น ถ้าตามปากคำของเหล่าพยานในเหตุการณ์ล้วนบอกกล่าวเพียงแค่ว่าคาเรนและริชาร์ดไล่ตามเจ้าพวกนั้นไป แต่หาได้มีใครเห็นว่าคาเรนหรือริชาร์ดเป็นคนจัดการ D-1 ซึ่งแน่นอนว่าเจ้าระเบิดลึกลับที่จัดการ D-1 ย่อมไม่มีใครกล้าฟังธงแน่ว่าเป็นอาวุธของทาง FBI แต่ในการประชุมสรุปผลที่ทำเนียบขาวเรื่องนี้กลับถูกหยิบยกกล่าวว่าเป็นอาวุธของ FBI

“หนอนบ่อนไส้ที่ว่านั่นก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยรึ?”

มอเฟียชที่เอ่ยขึ้นมาด้วยความไม่แน่ใจรีบจัดการดับบุหรี่ของตนเองทั้งที่ยังไม่ได้เอาข้าปากแม้แต่น้อย แล้วรีบเปิดประตูออกไปด้านนอก พร้อมทั้งเรียกสตีฟทันที

“สตีฟ!!!”

“ค...ครับ?” สตีฟค่อย ๆ หันไปหามอเฟียชด้วยความงุนงงที่ถูกเรียกเหมือนมีเรื่องใหญ่โตอะไร พอ ๆ กับทุกคนในห้องสำนักงานที่แปลกใจกับกิริยาท่าทางที่ดูตื่นตระหนกของมอเฟียช

“ช่วยผมเช็คทีว่าตอนที่คุณคาเรนไปจัดการเจ้า D-1 ใครเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานและอยู่ในเหตุการณ์ที่โจมตีเจ้า D-1 นั้นบ้าง?”

“ครับผม” สตีฟรับคำสั่งของมอเฟียชแล้วเริ่มทำการค้นข้อมูลทันทีซึ่งมอเฟียชก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ สตีฟด้วยต้องการรู้ข้อมูลไว ๆ คาเรนที่เห็นท่าทางของมอเฟียชจึงเอ่ยถามออกไปเผื่อว่ามอเฟียชจะได้เรื่องอะไรในสิ่งที่เธอกำลังสงสัยคาใจอยู่

“คุณมอเฟียช ได้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเจ้าข้อมูลที่...” ไม่ทันที่คาเรนจะกล่าวจบมอเฟียชก็ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามทันที

“ผมยังไม่แน่ใจ แค่ผมรู้สึกแปลกใจกับบางเรื่องเท่านั้น ซึ่งต้องการคำยืนยันจากคนที่อยู่ในเหตุการณ์เมื่อตอน D-1 ก่อน”

“ผมไง อยู่ตั้งแต่ต้นยันจบเรื่องเลย” ริชาร์ดลุกขึ้นเอ่ยกับมอเฟียช ถ้าจะเอาข้อมูลในเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พวกเขาไปไล่ล่า D-1 เขาก็น่าจะให้ข้อมูลได้ละเอียดไม่แพ้ใครอื่น

“ไม่ริชาร์ด คุณอยู่ในเหตุการณ์ แต่คุณอยู่กับคาเรน ในเหตุการณ์นั้นมีอะไรบางอย่างที่ผมไม่รู้ คุณไม่รู้ คนในสำนักงานนี้ไม่รู้ หากแต่รองผู้บัญชาการกองทัพบกกลับรู้” มอเฟียชตอบกลับไปด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดอย่างมากทีเดียว

“ได้แล้วครับคุณมอเฟียช เออ...เจ้าหน้าที่เจมส์ บราวน์ เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานเรื่องเมื่อตอนที่ไล่ล่า D-1 ครับ”

“เขายังอยู่รึเปล่าสตีฟ?”

คำถามของมอเฟียชทำให้สตีฟงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ตอบออกไปตามที่เขาต้องการรู้
“ยังทำงานตามปกติครับผม เป็นคนที่ไม่ได้รับบาดเจ็บในครั้งนั้น เพราะอยู่แนวหลังน่ะครับ”

“ดี! เจ้าหน้าที่ฟิลด์มากับผม ผมว่าผมมีเรื่องต้องคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นสักหน่อย” มอเฟียชตอบด้วยสีหน้าจริงจังอย่างมากก่อนที่จะโบกมือเรียกฟิลด์และเดินออกจากห้องโดยมีฟิลด์เดินตามไปติด ๆ ด้วยความงุนงง

“ดูท่าจะเรื่องใหญ่แฮะ” แอธร่อนเองก็ออกอาการงง ๆ เพราะมอเฟียชไม่ได้เกริ่นอะไรเลยแม้แต่น้อย

คาเรนที่มองตามพยายามคิดประมวลสิ่งต่าง ๆ ที่มอเฟียชกล่าว ด้วยเธอเชื่อว่ามันต้องมีกุญแจอะไรสักอย่างอยู่ในนั้นแน่
“ในเหตุการณ์นั้นมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้ ริชาร์ดไม่รู้ คนในสำนักงานนี้ไม่รู้ แต่รองผู้บัญชาการกองทัพบกกลับรู้...อย่างนั้นรึ”

ริชาร์ดหันมามองคาเรนที่อยู่ ๆ ก็พูดอะไรขึ้นมาลอย ๆ ก่อนที่เขาจะต้องผงะ เมื่อคาเรนก็ลุกพรวดขึ้นมาโดยฉับพลันทำเอาเขาที่ไม่ทันตั้งตัวรู้สึกตกใจทันที

“ใช่...คนที่รู้ว่าเราจะทำอะไร รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น และอาจจะสืบหาข้อมูลภายในสำนักงานได้”

คาเรนที่พูดอะไรบางอย่างด้วยสีหน้าที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อความคิดของตนเอง แต่เมื่อคิดจากสิ่งที่มอเฟียชกล่าว ผนวกกับบางสิ่งที่ผิดปกติในวันนี้ทำให้เธออดคิดไม่ได้ ก่อนที่เธอจะหันไปทางสตีฟแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัยทันที

“สตีฟคะ ลินดาที่เข้ามาเมื่อคืนนี้บอกอะไรก่อนออกไปบ้างรึเปล่าคะ?”

“อ...เออ...เปล่าครับ เธอเหมือนเดินมาเฉย ๆ เธอแค่ถามว่าคุณริชาร์ดกลับมาทำอะไรตอนกลางคืนน่ะครับ”

คำตอบของสตีฟทำให้ทุกคนหันไปมองหน้าริชาร์ดที่ยืนงงอยู่กับที ซึ่งริชาร์ดก็ตอบออกไปก่อนที่ใครจะถามทันที
“เมื่อคืนผมเข้ามาเอาสมุดบันทึกน่ะ ...แต่ลินดาตามผมมานี่ผมไม่รู้เรื่องนะ”

“F******************ck!!!!” คาเรนตะโกนออกมาพร้อม ๆ กับกุมศีรษะตนเอง ท่าทางของเธอนั้นดูจะเจ็บใจต่ออะไรบางสิ่งอย่างมาก ทั้งคำที่เธอตะโกนออกมานั้นไม่มีใครในสำนักงานจะคิดว่าคนอย่างคาเรนจะเอ่ยออกมา ท่ามกลางความตกตะลึงคาเรนหันไปชี้หน้าริชาร์ดแล้วเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันที

“ริชาร์ด!!! มังกี้ตกอยู่ในอันตรายแล้ว รีบไปกันเร็ว!!!”

“ห่ะ...เห...อ่ะ...เออ” ริชาร์ดที่ยังงุนงงด้วยจับประเด็นเรื่องไม่ถูก แต่เมื่อเขาเห็นคาเรนวิ่งออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วเขาจึงวิ่งตามออกไปติด ๆ ทันทีเช่นกัน

“แล้วคู่นั้นเขามีเรื่องอะไรกันน่ะ” แอธร่อนเอ่ยออกมาด้วยความไม่เข้าใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น โดยมีสตีฟและดูลอนนั่งงงอยู่ไม่ห่างเฉกเช่นเดียวกันกับแอธร่อน

---------------------------------------

อาคารร้างแห่งหนึ่งในนิวยอร์ค วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 13.00 น.

“อือออออ~”

“แง่งงงงงง~”

มังกี้ที่คาบผลไม้โปรดของตนเองนั่งขู่ลิลิธที่นั่งจดจ้องมังกี้ด้วยสายตาราวกับแมวที่จดจ้องปลาย่าง ซึ่งออกจะทำให้อัลฮาซาร์ดนั้นเอือมระอาจนต้องเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เพลียใจอย่างมาก

“ท่านแม่ ข้าพูดจริง ๆ นะ ไม่เห็นท่านแม่ต้องมานั่งแย่งผลไม้คนอื่นเช่นนี้เลย”

“เปล่าแย่งสักหน่อย” ลิลิธกล่าวทั้ง ๆ ที่ยังจดจ้องกองผลไม้ของมังกี้อย่างไม่วางตา จนมังกี้เองก็อ่อนใจให้กับทีท่าของลิลิธ

“จะกินรึเปล่าล่ะครับ ผมให้”

“...”
คำกล่าวของมังกี้ทำให้ลิลิธหรี่ตามองด้วยสีหน้าไม่พอใจนักก่อนที่จะตอบกลับไป

“ก็บอกว่าไม่ได้จะกินผลไม้ ชั้นแค่นั่งมองว่าแกมันเป็นตัวอะไรกันแน่เท่านั้นเอง”

“ผมก็เป็นสัตร์ทดลองที่ ดร.เอียน สร้างขึ้นมายังไงล่ะครับ คุณคาเรนก็น่าจะบอกแล้วไม่ใช่รึครับ”

ลิลิธนั้นยังคงนั่งท่าขัดสมาธิเพียงแต่เธอเอามือมาเท้าใบหน้าและหันไปมองทางอื่น จริง ๆ แล้วพวกสัตว์ประหลาดในโลกนี้ลิลิธเจอมามากมายจนไม่ได้รู้สึกแปลกประหลาดอะไรอีกแล้ว แต่ที่เธอรู้สึกแปลกประหลาดใจคือ เจ้ามังกี้นั้นให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์อย่างบอกไม่ถูก แม้ว่ามันจะมีร่างกายและกลิ่นตัวที่ไม่ได้ต่างจากสัตว์ป่าก็ตามที ซึ่งความคิดนี้ทำให้ลิลิธอดที่จะแปลกใจไม่ได้เลยเลยจริง ๆ ว่าเหตุใดเธฮจึงรู้สึกเช่นนั้นกับมัน

“แล้วคุณคาเรนเขาจะให้ผมบอกข้อมูลของกานอซซ่าเพื่อร่างภาพเหมือนจริง ๆ เหรอครับ” มังกี้ที่นั่งกัดแอปเปิ้ลเอ่ยถามลิลิธด้วยตัวมันเองก็ไม่แน่ใจว่าจะบอกทุกสิ่งได้ละเอียดขนาดใหน เพราะมันเองก็ไม่ใช่ว่าจะพบเจอกานอซซ่าบ่อย ๆ และทุกครั้งที่เจอมันก็มักอยู่ในหลอดททดลองยักษ์ที่กักขังมันไว้ซึ่งกระจกค่อนข้างหนามากจนทำให้ภาพของกานอซซ่ามักเป็นเพียงภาพลาง ๆ เท่านั้นเอง

ลิลิธหันมามองมังกี้เล็กน้อย แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยตอบไปนั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น

เอี๊ยด!!!!!

เสียงของรถที่เบรกกระทันจนเสียงดังขึ้นมาด้านบน แม้จะไม่ได้ชัดเหมือนอยู่ชั้นล่างแต่ก็ทำให้ลิลิธลุกขึ้นไปที่ระเบียงตึกแล้วก้มลงไปดูเบื้องล่าง ซึ่งเธอก็เห็นรถของคาเรนจอดอยู่ข้างล่างพร้อมกับขี้ฝุ่นที่ฟุ้งกระจายเต็มไปหมด คงเพราะการที่รถเบรคกระทันหันแน่ ๆ ซึ่งคาเรนและริชาร์ดก็รีบลงจากรถแล้ววิ่งขึ้นมาทันทีทำให้ลิลิธเอ่ยกับมังกี้ไป
“ดูท่าทางเรื่องร่างภาพอะไรนั่น จะมีปัญหานะมังกี้”

“ห...เห?”

“เดี๋ยวรอถามก็ได้ สองคนนั่นกำลังขึ้นมาบนนี้แล้วนี่นา” ลิลิธกล่าวพลางเดินเข้ามาหามังกี้ ในใจของเธอนั้นคิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดปกติแน่นอน ด้วยทีท่าที่ดูรีบร้อนเกินไปของคาเรนนั้นบ่งบอกว่าต้องมีเรื่องด่วนอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก

ตึก ๆ ๆ ๆ

เสียงเดินขึ้นบันไดอย่างเร่งรีบของคาเรนและริชาร์ดนั้นได้ยินอย่างชัดเจนจนลิลิธและมังกี้หันไปมองเป็นตาเดียว

“รีบไปจากที่นี่กันเถอะมังกี้ ลิลิธ!!!”
คาเรนที่ขึ้นมาถึงชั้นเจ็ดเอ่ยออกไปด้วยทีท่าที่เหน็ดเหนื่อยจากการวิ่งขึ้นมา ซึ่งริชาร์ดที่ตามมานั้นยังดูงุนงงอยู่เขาจึงเอ่ยถามออกไปพร้อม ๆ กับลิลิธ

“มันเรื่องอะไรกันน่ะคาเรน?”
“ใจเย็น ๆ ลูซี่เกิดอะไรขึ้นรึ!?”

“ก็!! พวกกานอซซ่ามันอาจจะกำลังจะมาที่นี่น่ะสิ!!!” คาเรนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ แม้เธอจะไม่ได้อธิบายอะไรไปมากกว่านี้ แต่เท่านี้ก็ทำให้ริชาร์ดเข้าใจได้ทันทีว่าคาเรนนั้นยังไม่อยากให้เกิดการปะทะกันที่นี่ หากแต่ดูจะตรงข้ามกับลิลิธ

“ก็ดี...รีบมาเลยแม่จะได้ซัดให้กระจุยไปเลย!!!”

“ถ้างั้น...พวกชั้นก็มาถึงแล้วล่ะนะ”
เสียงของใครบางคนดังขึ้นเบื้องหลังมังกี้และลิลิธที่ยืนคุยกับคาเรนอยู่ ทำให้ทุกคนต้องหันไปดู และก็ได้พบกับลินดาที่อยู่ในชุดสูทสีดำยืนอยู่ พร้อมกับมาลโลที่ยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่เบื้องหลังเธอ ซึ่งด้านหลังของมาลโลก็มีเหล่าเครูบิมแบบที่ใส่ชุดเกราะแบบนักรบโรมันสองตัว และอีกพวกก็เป็นแบบที่ใส่ชุดเกราะน้อยชิ้นอยู่สามตัว

คาเรนที่เห็นก็ให้ตกใจอย่างมาก ด้วยไม่คิดว่าจะมาเจอกันที่นี่ได้ แต่ริชาร์ดนั้นยิ่งตกใจยิ่งกว่า เพราะถ้าสิ่งที่คาเรนกล่าวว่าพวกกานอซซ่ากำลังจะมา และลินดามาปรากฏตัวตรงหน้าพร้อมกับพวกที่ดูประหลาด นี่มันหมายความว่าลินดานั้นคือพวกกานอซซ่าหรืออย่างไรกัน

“ฮ...เฮ้!! เข้าใจอะไรกันผิดเปล่าน่ะ ก็นั่นลินดานี่นา รึว่าลินดาตกเป็นตัวประกันอยู่”

“ดูท่าจะไม่ใช่นะ” ลิลิธเอ่ยตอบริชาร์ดไปในขณะที่จดจ้องผู้ที่มาเยือน เธอรู้สึกได้ว่าชายหนุ่มที่พกดาบสีดำนั่นดูจะไม่ธรรมดาเลย เขามีอะไรบางอย่างที่ทำให้รู้สึกได้ว่าไม่น่าจะใช่มนุษย์เสียด้วยซ้ำ

“ม...ไม่ใช่หรอก ลินดาเป็นคนของกานอซซ่าต่างหาก” คาเรนตอบพลางชักปืนพกออกมา ด้วยเพราะเธอไม่ทันได้เตรียมใจว่าจะต้องเผชิญกับใครหรืออะไรจึงไม่ได้พกกาลิอ้อนและเบริอ้อนไว้กับตัว

“หา!! ลินดาน่ะนะ”

“เธอพูดไม่ผิดหรอกนะริชาร์ด ว่าแต่เธอรู้ได้ยังไงกันนะ พวกนี้เขาอยู่กับชั้นมาตั้งนานยังไม่ระแคะระคายอะไรเลยแท้ ๆ”
ลินดาเอ่ยออกไปด้วยความรู้สึกสนใจที่คาเรนสามารถรู้ถึงตัวตนของเธอได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งที่เธอก็คิดว่าไม่น่ามีพิรุธอะไรให้คิดได้ง่าย ๆ เลย

คาเรนจดจ้องลินดาด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองพูดไปนัก แต่เวลานี้ทุกอย่างมันชัดเจนมากแล้วว่าเพื่อนร่วมงานคือศัตรูที่เธอมีหน้าที่ต้องจับกุมไปจัดการตามกฎหมาย เธอจึงเอ่ยตอบไปพร้อมกับรอยยิ้มที่แค่นออกมาอย่างเจ็บใจ
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่คำพูดของมอเฟียชมันสะกิดใจฉันน่ะ ‘ในเหตุการณ์นั้นมีอะไรบางอย่างที่เขาไม่รู้ ริชาร์ดไม่รู้ คนในสำนักงานนี้ไม่รู้ แต่รองผู้บัญชาการกองทัพบกกลับรู้’ นั่นหมายความว่าในตอนที่ฉันกับริชาร์สู้กับเจ้า D-1 มันมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นและไปสะกิดใจมอเฟียชเข้าแน่นอน”

“อะไรกันน่ะคาเรน?” ริชาร์ดเอ่ยด้วยความไม่เข้าใจนักแต่เขาก็ชักปืนขึ้นมาเตรียมไว้ก่อน ด้วยพลพรรคที่อยู่เบื้องหลังลินดานั้นดูจะไม่ได้เป็นมิตรเลยจริง ๆ

“มอเฟียชกับฉันพยายามหาจุดที่ทำให้ข้อมูลรั่วด้วยกันทั้งคู่ แต่ยอมรับนะว่าตัวฉันไม่มีข้อมูลในมือมากเท่ามอเฟียชเลยทำให้มองอะไรบางอย่างไม่ออก ต้องขอบคุณมอเฟียชที่ช่วยต่อชิ้นปริศนาให้ฉันได้ ...เพราะ เมื่อคิดตามที่มอเฟียชกล่าว ริชาร์ดกับฉันไม่รู้เรื่องบางอย่างที่เกิดขึ้นตอน D-1 เพราะต่อสู้กับมัน มอเฟียชและคนในสำนักงานไม่รู้ข้อมูลเบื้องลึกของฉันและริชาร์ดเพราะทุกคนอยู่ที่นิวยอร์ค แต่รองผู้บัญชาการกลับรู้เรื่องต่าง ๆ ย่อมแสดงให้เห็นว่าหนอนบ่อนไส้ที่ว่าต้องอยู่ในเหตุการณ์นั้นร่วมกับพวกฉัน”

ลิลิธนั้นนิ่งฟังสิ่งที่คาเรนกล่าวพลางจดจ้องมาลโลและลินดาไม่วางตาเพื่อคุมเชิงไว้ ซึ่งด้านลินดาเองก็ดูจะนิ่งฟังอย่างนิ่ง ๆ ด้วยความสนใจ ผิดกับมาลโลที่ออกจะหยุกหยิกเหมือนอยากจะรีบทำงานให้เสร็จ ๆ คาเรนเองที่เห็นทีท่าของลินดาก็เอ่ยต่อพลางขยับตัวช้า ๆ เพราะเธอคิดว่าคงจะได้มีการปะทะกันแน่ ๆ

“อีกอย่าง การที่มอเฟียชพูดแบบนั้นทำให้ฉันนึกขึ้นมาได้ว่า สตีฟนั้นไม่ใช่คนที่รู้ข้อมูลทุกอย่างในสำนักงาน แต่น่าจะเป็นคุณเพราะเอกสารต่าง ๆ นั้นมอเฟียชจะไว้วางใจให้คุณเป็นคนเดินเรื่องเสมอ ๆ เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็นคำร้องให้ติดตามหาคน หรือแผนปฏิบัติการต่าง ๆ ที่จะนำส่งไปเบื้องบนจะมีคุณเท่านั้นที่เป็นคนจัดการ”

“จะเหลือก็แค่...ทำไมคุณถึงเก็บรองผู้บัญชาการทั้งที่ว่ากันจริง ๆ แล้ว มอเฟียชไม่ได้สะกิดใจเรื่องรองผู้บัญชาการนัก และตัวฉันเองก็ไม่เคยสงสัยชายคนนั้นเลยแม้แต่น้อย” คาเรนเอ่ยถามออกไป ในขณะที่จดจ้องคุมเชิง พร้อม ๆ กับมังกี้ที่ดูจะเตรียมตัวเข้าสู้ด้วยทีท่าเหมือนลิงกอริล่าที่เบ่งกล้ามเนื้อเข้าข่มศัตรู

“ไม่มีอะไรหรอก ยัยนี้ทำงานพลาดน่ะ” มาลโลที่ยินอยู่ข้างหลังลินดาเอ่ยตอบออกมาแทนพร้อมกับยิ้มให้กับพวกคาเรนก่อนที่จะเดินออกมาจากกลุ่มด้วยทีท่าที่ดูจะสบาย ๆ ต่อสถานการณ์

“พูดมากนามาลโล...” ลินดาเอ่ยอย่างเรียบ ๆ แต่น้ำเสียงนั้นเย็นชาอย่างมาก

“ก็มันจริงนี่นา เจ้ากลัวว่าไอ้เจ้าทหารคนนั้นจะมีพิรุธให้พวกนี้จับได้ เลยชิงปิดปากมันไปซะก่อน ฮึ! กลายเป็นว่าทำให้เป็นพิรุธให้พวกนี้จับได้ง่ายซะอย่างนั้น” มาลโลยังคงสาธยายด้วยสีหน้าที่ดูมีความสุขที่ได้บรรยายความผิดพลาดของเพื่อนร่วมงานโดยไม่สนใจลินดาแม้แต่น้อย

ลินดานั้นมองมาลโลอย่างไม่พอใจนัก แต่เธอคิดว่าปัญหาของเธอไว้สะสางทีหลังจะดีกว่า เธอจึงกลับมาสนใจคาเรนพร้อมกับเอ่ยออกไป
“ชั้นนับถือมอเฟียชจริง ๆ นะนี่ เขาดูฉลาดและรอบคอบกว่าที่ชั้นคิดจริง ๆ ถึงแม้จะสายไปสักหน่อยก็ตามที”

“อะไรกัน!! แต่คุณก็อยู่ทำงานกับพวกเรา...”

“ตั้งแต่เริ่มน่ะรึ” ลินดามองริชาร์ดที่ดูจะยังยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้พลางตอบออกไป

“ก็แค่แทรกแซงรายชื่อคนที่จะเข้ากลุ่มสืบสวนพิเศษเท่านั้นเอง มันไม่ได้ยากเย็นอะไรเพราะกลุ่มของพวกนายมันเป็นการตั้งหน่วยเฉพาะกิจแล้วร่วมเอาคนมีฝีมือในดีซีมารวมกับหน่วย FBI ไม่ใช่กลุ่มที่อยู่เป็นหน่วยงานตั้งแต่ต้น”

“เลยเพิ่มรายชื่อและประวัติเข้ามาได้โดยที่ไม่มีคนสงสัยสินะ” คาเรนเอ่ยพลางยิ้มเจื่อน ๆ พร้อมกับคิดว่ามันผิดพลาดตั้งแต่ตอนพยายามสร้างหน่วยงานอะไรแบบนี้จริง ๆ

ลิลิธยังคงมองมาลโลสลับกับลินดาอย่างไม่วางตา ทีท่าของลิลิธนั้นทำให้ลินดาต้องเอ่ยถามออกไปทันที
“ผู้หญิงคนนี้ เพื่อนของเธอสินะคาเรน คนที่บอกว่ามีฝีมือสูงน่ะ วันนี้คงได้ลองกันแล้วนะจ๊ะ”

“...”
ลิลิธนิ่งเงียบให้กับคำกล่าวที่ดูท้าทายของลินดาแต่กลับหันไปมองมาลโลแทนราวกับว่าเธอเลือกจะจับคู่ต่อสู้กับมาลโลเสียอย่างนั้นก่อนที่จะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ พร้อมกับถอนหายใจ

“...พวกลูกครึ่งมนุษย์กับปีศาจงั้นรึเนี่ย แถมยังเป็นผู้ครอบครองอาวุธเทพเสียด้วย ข่าวจากวาติกันที่กานอซซ่าหวังจะรวบรวมอาวุธเทพเป็นเรื่องจริงสินะนี่”

“!!”
มาลโลและลินดาต่างหันมาจับจ้องลิลิธที่ดูจะรู้เรื่องอะไรดีกว่าที่พวกเขาคิดมากนัก ทั้งยังดูมีสีหน้าท่าทางที่ไม่ได้เคร่งเครียดกับสถานการณ์เฉกเช่นคาเรนหรือริชาร์ดแต่อย่างใด

“เอ้า...จะตกใจอะไรกัน แล้วไอ้พวกตัวข้างหลังนั่น ใช่ไอ้พวกที่จะเอามาสู้กับเนฟิลิม กับลิลิมรึกันจ๊ะคุณหนูทั้งหลาย”
ลิลิธกล่าวพลางฉีกยิ้มออกมา ก่อนที่เธอจะดึงอัลฮาซาร์ดที่สวมไว้ที่คอแล้วเอ่ยขึ้นทันที

“อัลจัง...เบลดโหมด!!!”

“ชื่อผมไม่น่ารักขนาดนั้นนะท่านแม่” อัลฮาซาร์ดเอ่ยพลางเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นดาบสีดำขนาดใหญ่ที่กั่นดาบเป็นดวงตาสีแดงสดกระพริบตาได้ ทำให้ชวนหน้าขนลุกทีเดียว ด้านคาเรนนั้นดูจะเฉย ๆ เพราะเธอเคยเห็นอาวุธสารพัดแบบของลิลิธมาบ้างแล้ว แต่กับคนอื่น ๆ ดูจะตกตะลึงอย่างมากโดยเฉพาะมาลโลที่ยิ้มและเอ่ยด้วยความตื่นเต้นทันที

“ผู้ครอบครองอาวุธเทพเช่นนั้นรึ น่าสนุกดีนี่นา แต่ก็น่าเสียดายนึก ๆ ว่าอยากจะลองสู้กับแม่สาวผมแรคคูนที่ไล่เก็บสัตว์ทดลองของเอียนแท้ ๆ เชียว”

“หัวแรคคูนงั้นเรอะ” คาเรนทวนคำซ้ำด้วยความหงุดหงิดที่มาว่าผมของเธอว่าเหมือนแรคคูนเสียอย่างนั้น

“เจ็ดต่อสี่ ท่าทางจะลำบากนะครับนี่” มังกี้เอ่ยในขณะที่จดจ้องกับศัตรูขึ้นมา ซึ่งริชาร์ดที่รับฟังได้แต่ยิ้มแหย่ ๆ เมื่อต้องคิดว่าต้องมาปะทะกันแถมแบบประจันหน้ากันเช่นนี้บนอาคารสูงเสียด้วย

“หึ!! ไอ้เจ้าลูกครึ่งนี่ชั้นขอนะลูซี่!!” ลิลิธเอ่ยออกไปพร้อมทั้งพุ่งเข้าใส่มาลโลทันทีโดยไม่ได้สนใจคำตอบของคาเรนแต่อย่างใด ซึ่งมาลโลเองก็ยิ้มพร้อมทั้งชักดาบสีดำของเขาและตะโกนออกมาทัน

“พร้อมรบ!! มิสทอลเทน!!”  “โอ้สท์!!!”

เคล้ง!!!

ลิลิธตรงเข้าปะทะดาบกับมาลโลด้วยความรวดเร็วและรุนแรง แม้มาลโลจะรับดาบของเธอไว้ได้ แต่ก็ถูกมือของลิลิธบีบเข้าที่คอก่อนที่เธฮจะแสยะยิ้มใส่จนเห็นเขี้ยวพร้อมกับเอ่ยอย่างรวดเร็ว
“แถวนี้มันไม่สะดวกเท่าไหร่หรอกนะ!!!”

มาลโลที่ตกตะลึงในพลังกำลังของลิลิธไม่ทันกล่าวอะไรก็ถูกลิลิธที่จับคอไว้พากระโดดพุ่งทะลุขึ้นไปช้นแปดทันที พร้อมกับทุกคนที่อยู่ในที่นั้นที่ดูจะตกตะลึงอย่างมากด้วยไม่คิดว่าลิลิธจะเก่งกาจขนาดนั้น ยกเว้นคาเรนที่ดูจะเฉย ๆ แต่นี่ก็เป็นโอกาสดีที่ฝ่ายตรงข้ามยังไม่ทันตั้งตัว เธอจึงวิ่งตรงเข้าหาลินดาทันที หากแต่ลินดานั้นดูจะรู้ตัวเสียก่อนเธอจึงเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาคาเรนพร้อมทั้งชกใส่คาเรนทันทีที่ถึงตัว คาเรนนั้นหลบได้อย่างฉิวเฉียด หากแต่ก็กลับถูกลินดานั้นเตะขัดขาจนเสียงหลักก่อนที่จะชกเข้าที่ท้องเต็ม ๆ จนเธอเซถลาไปทันที

ริชาร์ดที่เห็นเช่นนั้นก็ยกปืนขึ้นเพื่อขู่ลินดา แต่ดูท่าทางเธอจะไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำริชาร์ดที่ยกปืนขึ้นมานั้นก็ต้องรีบหลบหอกจากเครูบิมที่มีเกราะหนักตัวหนึ่งอยู่ ๆ ก็มาโผล่ใกล้ ๆ ตัวเขาจนเขาแทบจะไม่ทันตั้งตัว

“โอ้ว!!”

เสียงของมังกี้ที่เข้าปะทะกำลังกับเครูบิมที่มีเกราะหนัก ดูท่าทางมังกี้จะมีแรงมากกว่าพวกมันจะสามารถชกพวกมันกระเด็นได้เลยทีเดียว แต่พวกเครูบิมที่มีเหลืออยู่ถึงสี่ตัวดูจะเป็นงานหนักเกินไปสำหรับมังกี้เหมือนกัน

ลินดาที่เห็นคาเรนยืนเป๋ไปมานั้นก็ตรงเข้าจู่โจมอีกครั้ง แต่คาเรนที่พอจะตั้งตัวได้แล้วนั้นรีบยกปืนขึ้นมายิงสะกัดทันที

ปัง!!

กระสุนปืนของคาเรนที่ตรงเข้าหาลินดานั้นกลับหยุดนิ่งที่เบื้องหน้ากำปั้นของลินดาก่อนที่จะโดนลินดาชกกระเด็นไปท่ามกลางความตกใจของคาเรน ที่ไม่คิดว่าลินดาจะเก่งกาจอะไรเช่นนี้

“ชิ!!”

คาเรนสบถออกมาก่อนที่เธอจะเริ่มใช้ความสามารถหยุดเวลา หากแต่ไม่ทันที่เธอจะรวบรวมพลังเพื่อใช้ความสามารถนั้น

ผัวะ!!!

ลินดาที่พุ่งเข้าหาคาเรนอย่างรวดเร็วพุ่งเข้าชกเสยปลายคางของคาเรนจนตัวลอย พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็น
“ไม่ให้เธอหยุดเวลาได้หรอกนา”

คาเรนที่ถูกเสยปลายคางจนลงไปนั่งกับพื้นมองลินดาด้วยความประหลาดใจที่เธอรู้ว่าตนเองนั้นมีความสามารถอะไรกันแน่
“อะไรกัน ทำไมเธอถึงได้”

“รู้น่ะรึ? ไม่ยากเลย คนที่สามารถยิงปืนใส่ D-3 ในระยะเวลาที่ไม่ห่างกัน และยังวิ่งจากฟากหนึ่งในสนามรบ ไปยังอีกฟากหนึ่งได้ภายในชั่วพริบตาน่ะ เมื่อประมวลผลความสามารถแล้ว มันก็มีเพียงแค่ ‘หยุดเวลา’ เท่านั้นล่ะ”

“!!!” คาเรนนั้นดูจะตกใจระคนงุนงงอย่างมากที่มีคนมองความสามารถเธออกได้โดยง่าย แต่ที่เธองุนงงคือลินดานั้นเล่นงานเธอก่อนที่เธอจะใช้ความสามารถได้ และยังประกาศราวกับว่าจะไม่ให้ตัวเธอได้หยุดเวลาเลยด้วย

“เธอน่ะ...จะหยุดเวลาแต่ละครั้ง ต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณห้าวินาที ถ้าเข้าไปจัดการเธอในช่วงเวลานั้นได้ ความสามารถของเธอก็ไร้พิษสงทันทีเลยล่ะ”

“ช...ชิ” คาเรนรีบลุกขึ้นพร้อมกับยิงปืนใส่ลินดาทันที แต่ลินดานั้นว่องไวอย่างมากจนหลบกระสุนปืนได้แล้วเข้าไล่จู่โขมคาเรนทันที ซึ่งคาเรนนั้นได้แต่พยายามหลบหมัดและเท้าของลินดาที่ดูจะเชี่ยวชาญการต่อสู้ในระยะประชิดตัวอย่างมาก

ด้านริชาร์ดนั้นพยายามวิ่งหนีหอกอันแหลมคมจากเครูบิมพลางยิงสวนกลับไป แต่ทว่าดูท่าทางปืนของเขาจะไม่สามารถเจาะเข้าเกราะของมันได้เลยแม้แต่น้อย ขณะนั้นเองเขารีบเอาโทรศัพท์แล้วกดติดต่อสำนักงานและทันทีที่มีคนรับสายริชาร์ดก็รีบตะโดนออกไปทันที
“ขอกำลังเสริมด่วน!! ตาม GPS นี่มาเลย!!”

-----------------------------------------------

แผนกสืบสวนพิเศษ FBIสาขานิวยอร์ค วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 13.10 น.

“คุณริชาร์ด คุณริชาร์ด!!!” สตีฟที่เป็นคนรับสายพยายามเรียกริชาร์ดหากแต่ไม่มีการตอบรับใด ๆ ทำให้เขาตกใจอย่างมาก แต่คำของริชาร์ดที่บอกว่าขอกำลังเสริมด่วนนั้นทำให้สตีฟเชื่อว่ามีเรื่องด่วนแน่ ๆ เขาจึงหันไปบอกแอธร่อนและดูลอนทันที

“คุณแอธร่อน คุณดูลอน รู้สึกว่าคุณคาเรนกับคุณริชาร์ดจะเกิดเรื่องแล้วครับ ขอกำลังเสริมเสียด้วย”

“เอาตำแหน่งมาเลย” แอธร่อนที่ได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถามด้วยความร้อนใจทันที เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ริชาร์ดเรียกร้องขอกำลังเสริมแสดงว่าพวกเขากำลังตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ

สตีฟนั้นรีบมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์แล้วเปิดระบบ GPS เพื่อค้นหาตำแหน่งของโทรศัพท์มือถือของริชาร์ดทันที ซึ่งเขาใช้เวลาไม่นานก็ได้ที่อยู่

ปึง!!

เสียงประตูเปิดเข้ามาในห้องพร้อม ๆ กับมอเฟียชและฟิลด์ ดูลอนจึงแจ้งออกไปทันที
“คุณมอเฟียชครับขอคำสั่งปฏิบัติการครับ ดูท่าคุณริชาร์ดกับคุณคาเรนกำลังลำบาก”

“อะไรนะ เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย!!!” มอเฟียชที่มีสีหน้าเคร่งเครียดถามด้วยน้ำเสียงที่ดูจะหัวเสียอย่างมากก่อนที่สตีฟจะเอ่ยขึ้นอย่างเร่งรีบ

“คุณริชาร์ดอยู่ที่อาคาร ไม่ห่างจากที่นี่เท่าไหร่ครับ ดูท่าทางจะมีการยิงกันด้วยล่ะครับ”

“รู้สึกริชาร์ดจะเจออะไรบางอย่างที่ทำให้ต้องมีการดวลกันและขอกำลังเสริมน่ะครับ” แอธร่อนตอบไปซึ่งมอเฟียชที่รับฟังก็ถอนหายใจออกมาพร้อมกับเอ่ยทันทีราวกับว่าเขาเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

“แบบนั้นก็ไปกันได้แล้ว ฟิลด์ผมฝากคุณช่วยประสานงานขอกำลังเจ้าหน้าที่ไปยังตำแหน่งที่สตีฟหาได้ สตีฟเดียวช่วยส่งที่อยู่มาที่ GPS ในรถของพวกผมด้วย พวกผมจะไปกันก่อน แอธร่อน ดูลอน ตามผมมาเลย”
มอเฟียชที่กล่าวจบก็รีบออกจากห้องไปทันที ซึ่งแอธร่อนและดูลอนก็ตามออกไปติด ๆ เช่นกัน

ระหว่างทางไปยังที่จอดรถนั้น ดูลอนวิ่งไปถามมอเฟียชไปด้วยความสงสัย
“มันเกิดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย”

มอเฟียชที่วิ่งไปที่รถตอบออกไปเพียงสั้น ๆ ด้วยมันไม่ใช่เวลาจะมาเล่าเรื่องอะไรละเอียด
“ลินดาหักหลังพวกเรา เธอเป็นคนของกานอซซ่า”

แอธร่อนและดูลอนต่างตกตะลึงในสิ่งที่มอเฟียชแต่ดูท่าทางจะไม่มีเวลาขอฟังเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยเพราะถ้าเป็นอย่างที่มอเฟียชกล่าวแล้วล่ะก็ ริชาร์ดกับคาเรนที่โทรมาขอกำลังเสริมคงกำลังโดนพวกกานอซซ่าไล่ต้อนอยู่เป็นแน่

---------------------------

ตูม!!!

พื้นอาคารชั้นแปดถูกลิลิธนั้นฟาดคมดาบของอัลฮาซาร์ดลงไปเต็มแรงจนคมดาบฝั่งลงไป ซึ่งมาลโลที่หลบคมดาบของลิลิธทันนั้นโล่งใจขึ้นมาทันที
“แม่ผู้หญิงคนนี้ เก่งอย่างร้ายกาจสุด ๆ เลยวุ้ย”

“แถม...ข้าว่านางไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ” มิสทอลเทนกล่าวรับมาลโลออกมาในขณะที่ผู้เป็นนายของมันกระโดดหลบฉากการโจมตีที่ดูรุนแรงไร้ความปรานีของลิลิธ

“เฮ้ย ๆ อย่าเอาแต่หลบเซ่!!” ลิลิธตะโกนออกไปก่อนที่จะฟาดดาบออกไปพร้อม ๆ กับคลื่นพลังเสี้ยงวงกลมขนาดใหญ่สีดำพุ่งเข้าหามาลโลพร้อมด้วยรอยยิ้มที่ดูสนุกสนานกับการที่ได้สู้เช่นนี้

คลื่นพลังนั้นไล่ตามมาลโลที่ถอยหลังหลบฉากไปตั้งตัว หากแต่เขากลับไม่คิดที่จะหลบคลื่นพลังไม่ เขากลับแสยะยิ้มออกมาพร้อมกับปักมิสทอลเทนไปกับพื้นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูจะท้าทายพลังของลิลิธ
“ของกินมาแล้ว ดูดมันเลย มิสทอลเทน”

ครึก!! ฟ้าว ฟ้าว ฟ้าว

ทันทีที่มิสทอลเทนถูกปักลงกับพื้นก็เกิดวงสีดำขนาดไม่ใหญ่นักขึ้นโดยมีมิสทอลเทนเป็นแกนกลางพร้อมกลับมีโซ่สีดำจำนวนมากออกมาจากภายในวงสีดำนั้นพุ่งขึ้นมาจับตัวเรียงกันเป็นตาข่ายเพื่อรับคลื่นพลังจากลิลิธ และสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ลิลิธนั้นตกตะลึงอย่างมาก

ซูม!!!

คลื่นพลังจากดาบของเธอสลายหายไปทันทีที่สัมผัสถูกตาข่ายโซ่ที่ปล่อยออกมาจากมิสทอลเทน ก่อนที่โซ่สีดำนั่นจะเรืองแสงสีม่วงเข้มออกมาราวกับมันมีปฏิกิริยาต่อคลื่นพลังของลิลิธเช่นนั้น

“ดูดพลังอย่างนั้นรึ?” ลิลิธเอ่ยพลางจดจ้องที่อาวุธของมาลโลที่กลายเป็นโซ่จำนวนมาก พุ่งเข้าไล่โจมตีเธอราวกับว่าต้องการจะพันธนาการเธอเสียให้ได้

“ฮะฮะฮะ คราวนี้ตาฉันทำให้เจ้าเอาแต่หลบบ้างล่ะนะ”

ด้านคาเรนนั้นยังคงลบการโจมตีของลินดาอย่างเอาเป็นเอาตาย เพราะในสภาพที่เธอหยุดเวลาไม่ได้ก็ไม่ต่างจากผู้หญิงธรรมดาสักเท่าไหร่ แม้แต่หมัดของลินดาที่ทั้งอัดเข้าที่ท้องและเสยเข้าที่คางก็ทำให้เธอเจ็บพอควรทีเดียว

โครม!!!

เสียงเครูบิมตัวหนึ่งถูกมังกี้จับฟาดเข้ากับพื้นเต็มกำลังแล้วเหวี่ยงใส่เครูบิมตัวอื่นจนล้มไปอย่างกับโดมิโน่ ดูท่าทางมังกี้นั้นจะรับมือพวกเครูบิมได้สบายกว่าที่ใคร ๆ คิด แต่ดูจะไม่ใช่กับริชาร์ด ที่สู้ไม่ได้เลยทั้งพละกำลังหรืออาวุธ แต่เขาก็ยังว่องไวมากพอี่จะหลบหลีกของมันได้ คงเพราะมันดูจะทำอะไรเชื่องช้าอย่างมาก

‘เจ้าพวกเครูบิมนี่ดูจะทำอะไรเชื่องช้าไปสักหน่อยแฮะ’
ลินดาที่เหลือบมองเครูบิมที่ไล่ล่าริชาร์ดคิดในใจก่อนที่จะกลับมาเล่นงานคาเรนต่อ ซึ่งในขณะที่คาเรนหลบมือหลบเท้าของลินดานั้นก็เอ่ยถามออกไปด้วยความไม่เข้าใจนัก

“ทำไมกันล่ะลินดา ทำไมถึงได้ร่วมกับกานอซซ่า ทั้ง ๆ ที่พวกนี้ทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างนี้!!”

ลินดายังคงประเคนหมัดใส่คาเรนอยู่เช่นเดิม ก่อนที่จะเอ่ยตอบไปทั้ง ๆ ที่ยังไล่ชกคาเรนอยู่
“เรื่องบางเรื่องเธอไม่ต้องเข้าใจก็ได้ และจริง ๆ ชั้นไม่ได้ชื่อลินดาหรอกนะ ชั้นชื่อ เอเรียล ต่างหาก”

“ฮึ่ย!!” คาเรนก้มหลบหมัดเอเรียลที่เหวี่ยงเข้าใส่เธอ จนทำให้เธอไม่มีเวลาในการรวบรวมสมาธิและพลังเพื่อหยุดเวลาเลยก่อนที่เธอจะหันไปสบตากับมังกี้ ซึ่งราวกับว่าจะสื่ออะไรบางอย่างถึงเธอ เธอพยายามหลบการโจมตีของเอเรียลไปจนถึงระเบียงก่อนที่คาเรนจะกระโดดถอยหลังหลบการโจมตีของเอเรียลแล้วหมอบลงกับพื้นทันทีพร้อมทั้งตะโกนออกไป

“มังกี้!!!”

ตึง!!!

“อ้า~~~~~~~~!!!”

เครูบิมตัวหนึ่งที่มีเกราะน้อยชิ้นถูกเหวี่ยงไปจนชนกับเอเรียลที่ไม่ทันระวังตัวจนทั้งคู่ตกจากระเบียงไปทันที ก่อนที่มังกี้และคาเรนจะยกนิ้วโป้งให้กันและกันแล้วมังกี้ก็หันไปเตรียมสู้กับเครูบิมที่เหลือต่อ ส่วนคาเรนนั้นรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปหาริชาร์ดพร้อมกับเรียกเขาไปทันที

“ริชาร์ด!!”

ริชาร์ดที่หันมาเห็นคาเรนที่ยกปืนขึ้นมาก็รีบกระโดดหลบไปอีกทางทันที

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!

กระสุนปืนทั้งหมดนั้นหาได้ระคายชุดเกราะของมันแม้แต่น้อย ซ้ำมันยังเดินมาหาเธอราวกับว่าไม่ได้รู้สึกอะไรแต่อย่างใด จนคาเรนอดที่จะโมโหไม่ได้ที่ไม่สามารถจัดการมันได้ดั่งใจจึงบ่นขึ้นพลางเตรียมหยุดเวลาเพื่อจะลองยิงไปยังจุดที่เกราะไม่ได้ปกปิดร่างกาย
“นี่ถ้ามีกาลิอ้อนนะ แม่ยิงกระจุยไปนานแล้ว”

“ถึงมีก็ใช่ว่าจะทำอะไรได้ง่าย ๆ หรอกนะ”

เสียงของเอเรียลดังขึ้นที่เบื้องหลังของคาเรน ทำให้เธอตกใจและหันไปดูทันที ซึ่งเธอก็พบเอเรียลนั้นเกาะเจ้าเครูบิมตัวที่มังกี้เหวี่ยงไปชนจนเจ้าหล่อนจนตกจากตึกไปพร้อมกันบินอยู่บนท้องฟ้า ก่อนที่มันจะบินมาภายในอาคารและเอเรียลก็กระโดดลงมาด้วยทีท่าเรียบเฉย

ด้านคาเรนที่เห็นเอเรียลนั้นดูจะตกใจอย่างมาก แต่จริง ๆ แล้วเธอไม่ได้ตกใจเอเรียลที่รอดมาได้ หรือตกใจว่าเจ้าสิ่งประดิษฐ์ประหลาดนั่นจะบินได้ แต่สิ่งที่เธอตกใจคือเจ้าเครูบิมยามที่กางปีกและบินบนท้องฟ้านั้นราวกับ...

“ท...เทวทูตงั้นรึ”

คาเรนนั้นดูจะตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก เรียกว่าสติสตังเธอแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าเธอนั้นทำให้เธอนึกถึงอดีตที่เธอไม่อยากนึกถึง และไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับเจ้าพวกนี้อีกแล้ว แต่มันกลับมาปรากฏตรงหน้าเธออีกครั้งมันทำให้เธอแทบจะจับปืนไม่อยู่เลยทีเดียว

“คาเรน!!!”

เสียงของริชาร์ดเรียกคาเรนด้วยความตกใจ ทำให้คาเรนหันกลับมา หากแต่เจ้าเครูบิมที่เธอยิงปืนใส่เมื่อครู่เข้ามาใกล้เธอพร้อมทั้งเงื้อหอกหมายจะแทงคาเรน ซึ่งริชาร์ดที่เห็นเช่นนั้นก็วิ่งเข้าไปหมายจะช่วยคาเรนทันที

ภาพในวินาทีนั้นมันช่าวดูราวกับภาพสโลว์โมชั่นในสายตาของคาเรนอย่างมาก อาจจะเพราะด้วยสติที่ไม่ได้อยู่กับเนื้อกับตัว หรืออาจจะเพราะประสาทสั่งการของเธอที่ดูจะเฉื่อยชา เจ้าสิ่งประดิษฐ์ของเอียนที่เงื้อหอกหมายจะแทงเธอนั้นมันช่างดูเชื่องช้าอย่างมาก แต่ที่ช้ากว่าคือตัวเธอที่ดูจะทำอะไรไม่ถูก เธอรู้แต่ว่าในวินาทีเป็นตายนั้น อยู่ ๆ เธฮก็ถูกใครบางคนกระแทกเธอออกไปจากคมหอกนั้นจะ

ฉึก!!

“อ...อ้าก!!”

เสียงของริชาร์ดนั้นร้องลั่น พร้อม ๆ กับหอกที่แทงเข้าไปที่ท้องของเขา ต่อหน้าต่อตาคาเรนที่ล้มเพราะแรงผลักของริชาร์ด เขาเข้ามาผลักคาเรนให้พ้นจากอันตราย หากแต่กลับเป็นตัวเขาเองที่ถูกคมหอกเข้าไปเต็ม ๆ ก่อนที่เจ้าเครูบิมตัวนั้นจะทำท่ายกร่างกายของริชาร์ที่ถูกเสียบด้วยหอกขึ้นแล้วเหวี่ยงไปจนชนเข้ากับกำแพง ริชาร์ดในสายตาของคาเรนในเวลานี้นั้นไม่ไหวติงใด ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับยิ่งทำให้คาเรนนั้นแทบจะสติแตก ทำอะไรไม่ถูกเลย

“แย่แล้ว!!!” มังกี้ที่เห็นเหตุการณ์พยายามเข้าไปช่วยคาเรนที่คงเป็นเป้าหมายต่อไปของเจ้าเครูบิมตัวนั้น หากแต่เหล่าเครูบิมที่รายล้อมมันอยู่ถึงสามตัวก็ออกจะเป็นปัญหาอยู่อย่างมากจนมันไม่สามารถผละหนีอออกไปได้ง่าย ๆ เลย

‘ผมก็ยิ่งไม่อยากให้คุณโหมงานหนักมากเกินไปซะแล้วล่ะนะ’ คำกล่าวที่แฝงความห่วงใยของริชาร์ดเมื่อครั้งที่เขารู้เรื่องที่คาเรนยิ่งใช้พลังมากก็ยิ่งอ่อนแอลง มันดังก้องขึ้นมาในหัวของคาเรน ทำให้น้ำตาของเธอเอ่อล้นออกมา ด้วยไม่คิดว่าเธอจะกลายเป็นคนที่ทำให้เขาต้องมาพบจุดจบเช่นนี้

ด้านลิลิธที่ดูจะสัมผัสได้ว่าพลังชีวิตของริชาร์ดนั้นดับไปแล้วนั้น แม้เธอจะไม่ได้รู้จักคุ้นเคยกับริชาร์ดมากนัก แต่ก็อดให้โมโหไม่ได้ เธอพุ่งตรงเข้าปะทะกับเหล่าโซ่สีดำที่สามารถดูดพลังได้ของมิสทอลเทนทันที ด้วยหวังจะรีบจัดการศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าแล้วรีบลงไปช่วยคาเรน
“ท่านแม่ มันดูดพลังได้นะครับ”

“ช่างมัน!!!”
ลิลิธไม่ได้สนใจคำทัดทานของอัลฮาซาร์ด พุ่งตรงเข้าฟันโซ่สีดำ โดยมีมาลโลยืนยิ้มอย่างมั่นใจว่าสตรีผมเงินเบื้องหน้าเขาจะต้องพ่ายแพ้แน่นอน หากแต่กลายเป็นว่าโซ่นั้นถูกคมดาบของลิลิธฟันเสียจนขาดกระจุย ทำให้มาลโลและมิสทอลเทนตกตะลึงอย่างมาก ก่อนที่ลิลิธจะเข้าประชิดตัวเขาได้และยกดาบฟาดออกมาเต็มกำลัง

“มิสทอลเทน” “ฮึ่ย!!”
โซ่จำนวนมากพุ่งเข้าสานกันจนเป็นตาข่ายที่หนาและแข็งแกร่งจนอัลฮาซาร์ดในสภาพของดาบนั้นฟันไม่เข้า ทำให้ลิลิธต้องกระโดดถอยหลังไปก่อน

------------------------------------

เอเรียลเงยหน้าขึ้นไปมองชั้นแปดที่มาลโลยังสู้กับลิลิธ แม้ว่าเธอจะไม่เห็นว่าคู่ต่อสู้ของมาลโลนั้นเก่งแค่ใหน แต่การที่การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นแสดงว่ามาลโลคงเจอคู่ต่อสู้ที่เก่งกาจมากจริง ๆ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักเอเรียลกลับหันมาสนใจคาเรนที่ดูจะนั่งมองศพของริชาร์ดอย่างคนไร้สติก่อนที่จะยกมือห้ามไม่ให้เครูบิมตัวดังกล่าวใช้หอกทำร้ายคาเรน

เธอเดินตรงไปหาคาเรนแล้วกระชากคอเสื้อขึ้นมายืน ซึ่งคาเรนในเวลานี้นั้นดูไร้สติจริง ๆ ทั้งต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น และต่อสิ่งที่เธอไม่อยากพานพบมากที่สุดในชีวิต จนไม่สามารถถือปืนไว้ได้มันจึงหล่นไปกองอยู่กับพื้น เอเรียลได้แต่มองคาเรนด้วยความสมเพชที่ผู้หญิงซึ่งเก่งกาจสามารถจัดการสัตว์ประหลาดของเอียนได้ถึงสองตัวนั้นกลับไร้น้ำยาและอ่อนแอได้ถึงขนาดนี้ ก่อนที่เธฮจะเอ่ยกับคาเรนออกไป

“จริง ๆ ชั้นเคยคิดนะว่า อยากได้เธอมาร่วมงานด้วย แต่ดูท่าทางเส้นทางของเราจะไปคนละทางกันเสียแล้ว เอาเป็นว่าเห็นแก่มิตรภาพที่เคยมีให้กันชั้นจะให้จจ้อมูลอะไรดี ๆ กับเธอไว้ก่อนจะตาย...เจ้าพวก D-series ที่เธอไล่ล่าและวิเคราะห์ว่ามันเป็นสัตว์อย่างนั้นอย่างนี้น่ะ มันก็แค่รูปแบบภายนอกเท่านั้นล่ะ แต่จริง ๆ เจ้าพวกนี้มันมีสมองของมนุษย์เลยจริง ๆ ล่ะ เพียงแต่รูปแบบของการปลูกถ่ายบุคลิกแบบสัตว์ป่าดูจะมีผลมากไปหน่อย ไม่เหมือนเจ้าของใหม่พวกนี้หรอกนะที่ก็เป็นมนุษย์มาก่อน แต่งานของเราดูจะดีกว่าที่คาดมากเลยเชียวล่ะ”

คาเรนที่ไร้สติอยู่นั้น เมื่อฟังสิ่งที่เอเรียลเอ่ยก็ให้ยิ่งตกใจอย่างมาก นั้นเพราะหมายความว่าสิ่งที่เธอสู้และไล่ตามมานั้นจริง ๆ แล้วก็คิอมนุษย์ที่ถูกจับโยกย้ายสมองมาใส่ในร่างทดลองเท่านั้นเอง แต่นั้นไม่น่าตกใจเท่ากับความรู้สึกที่ว่าพวกของกานอซซ่าไม่ใช่เพียงพยายามสร้างสิ่งที่ฝืนธรรมชาติ แต่กลับพยายามเอาคนบริสุทธิ์หรือไม่เกี่ยวข้องมาใช้ในสิ่งที่ตนเองต้องการโดยไม่สนใจความถูกผิดเลย ทำให้คาเรนนั้นกลับมามองเอเรียลพร้อมทั้งเอ่ยออกไปทันที

“พวกเธอมันเลวกว่าที่ฉันคิดไว้จริง ๆ”

“นั้นสินะ” เอเรียลยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่ดึงคอเสื้อของคาเรนขึ้นข้างบนอย่างแรง พร้อมกับเงื้อหมัดเตรียมที่จะชก ด้านคาเรนนั้นพยายามยกมือขึ้นมาป้องกันทันที

ตึง!!

หากแต่กำลังของเอเรียลนั้นดูจะเกินมนุษย์ไปอย่างมากจนคาเรนนั้นลอยตัวปลิวไปเลยทีเดียว ทว่ายังไม่เท่านั้น เอเรียลก็วิ่งเข้าไปชกซ้ำอีกครั้ง และครั้งนี้ทำให้คาเรนที่กระเด็นจนติดระเบียงนั้นผลัดตกระเบียงไปทันที

“คุณคาเรน!!”

มังกี้ที่เห็นเช่นนั้นรึบผละจากเหล่าเครูบิมออกไปช่วยคาเรนด้วยความรวดเร็วที่มากกว่ามนุษย์หลายเท่า ทว่าไม่ทันที่มังกี้จะได้คว้าตัวคาเรนไว้ มันก็ถูกหอกของเครูบิมที่มีเกราะน้อยชิ้นบินตามมาอย่างเร็วแล้วแทงเข้าที่หลังไปเสียก่อน หากแต่มังกี้ก็ยังคงพยายามกระโดดตามไปคว้าตัวคาเรนไว้จนได้

“จะทำอะไรน่ะมังกี้!!” คาเรนกล่าวขณะที่ตกลงไปพร้อมกับมังกี้ ซึ่งมันไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมา ได้แต่กอดคาเรนไว้ก่อนที่จะหมุนตัวแล้วเอาร่างกายของตนเองรับแรงกระแทกจากการที่ตกลงมาจากชึ้นเจ็ดแทนคาเรน

ตึง!!! โครม!!! กร๊อบ!!

ร่างของมังกี้กระแทกกับพื้นดินเต็มแรงจนกระดูกของมันนั้นแทบจะแตกไปหมด ด้านคาเรนเองแม้จะได้มังกี้ช่วยรับแรงกระแทกไว้ส่วนหนึ่ง แต่มันก็ทำให้คาเรนนั้นบอบช้ำไปทั้งตัวกระดูกบางส่วนร้าวและแตกแน่นอน แล้วเธอที่หมดแรงก็กลิ้งออกจากอ้อมกอดของมังกี้มานอนแผ่หร่าหมดสภาพที่พื้นทำได้เพียงได้แต่มองมังกี้ที่นอนหมดสภาพอยู่ที่พื้นเช่นกัน

“ผม...เคย...คิดว่า...ผมอยาก...เป็นมิตรกับคน...และ...ตอนนี้ผมก็ได้...แล้ว.........”

มังกี้ที่พยายามแค่นพูด กล่าวออกมาจนจบก่อนที่จะหันมามองคาเรนตาค้าง ไม่ไหวติงใด ๆ มีเพียงน้ำตาที่ไหลออกมาเท่านั้นเอง ลมหายใจของมันหยุดนิ่งไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้คาเรนเสียใจมากยิ่งขึ้นแต่เธอก็ไม่อาจจะทำอะไรได้ ด้วยตัวเองก็ไม่อาจจะขยับเขยื้อนได้และสติของเธอก็เริ่มเลือนลางลงเรื่อย ๆ คาเรนพยายามเอื้อมมือไปจับมือของมังกี้ที่บัดนี้เริ่มเย็นไว้ ก่อนที่ตัวเธอจะครองสติไว้ไม่อยู่ และทุกอย่างก็มืดมิดไปในทันใด

พลังชีวิตที่ดับวูบลงไปอย่างฉับพลันของมังกี้ และที่กำลังอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ของคาเรนทำให้ลิลิธที่สู้อยู่กับมาลโลนั้นดูจะเสียสมาธิอย่างมากจนทำให้เธอถูกโซ่สีดำตรงเข้าพันแขนไว้ได้ข้างหนึ่งพร้อมกับถูกดูดพลังออกไปทันที

“เสร็จข้าล่ะ” มาลโลเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม เพราะเขาคิดว่าคู่ต่อสู้เบื้องหน้าของเขาไม่มีทางหลุดรอดไปได้เป็นแน่

‘พี่บัตเตอร์คัฟคนนี้ไม่ปล่อยให้ยัยบ๊องบับเบิ้ลเป็นอะไรไปแน่นอนจ้ะ’
ภายในหัวของลิลิธนั้น ภาพของตัวเธอเองที่สัญญาไว้กับเบลลี่ว่าจะช่วยคาเรนไว้จากอนาคตนั่นให้ได้ผุดขึ้นมาทำให้ลิลิธที่พยายามสู้อย่างมีสติตลอดเวลานั้น เริ่มที่จะโมโหอย่างมากจนไม่คิดจะสนใจสิ่รอบข้างอีกต่อไปแล้ว

“ฮ...เฮ้ มาลโล!!”
มิสทอลเทนเรียกผู้เป็นนายของมันด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดบางสิ่ง ซึ่งมาลโลก็จดจ้องที่มิสทอลเทนด้วยความสงสัยก่อนที่ดาบดำคู่กายของเขาจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักใจและหวาดกลัวอย่างยิ่ง

“ย...ยัยผู้หญิงคนนี้กำลังดูดพลังของข้าออกไป!!!”

“หา!!!” มาลโลร้องด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เคยเจอใครหรืออะไรที่มีพลังเฉกเช่นดาบของเขามาก่อน เขาเงยหน้ามองศัตรูเบื้องหน้าซึ่งก็ทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก ด้วยบัดนี้เธอคนนั้นมีปีกสีแดงขนาดใหญ่งอกออกมาจากกลางหลังสองปีก และจดจ้องมาที่เขาด้วยนัยน์ตาสีแดงสดทอประกายแสงจนน่าหวาดหวั่นอย่างมากก่อนที่เธอจะร้องออกมา

“อ้าาาาาาาา!!!!!”

“ไม่ไหวแล้วมาลโล!!!” มิสทอลเทนที่ดูจะทนไม่ไหวกับการที่ถูกดูดพลัง รีบปลดโซ่สีดำออกจากร่างของลิลิธทันที ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนั้นลิลิธที่ได้โอกาสก็ตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เดิอดดาลเต็มที่

“อัลฮาซาร์ด!!!!!!!!!!!!”
“ครับท่านแม่!!!”

ชื่อที่ลิลิธเรียกออกมานั้นทำให้มาลโลและมิสทอลเทนแทบจะสะดุ้งเลยทีเดียว ไม่ใช่แค่เสียงอันดังลั่น แต่พลังที่แผ่ออกมานั้นมากมายอย่างบอกไม่ถูก และชื่อที่ลิลิธเรียกนั้นทั้งสองก็รู้จักเสียด้วย

“หรือว่ายัยนี่คือ!!” ไม่ทันที่มาลโลจะได้กล่าวต่อลิลิธก็โยนดาบสีดำของตนเองขึ้นฟ้าไปพร้อมกับตะโกนออกมา

“ZGMF-X10A!!! ฟรีดอม!! โหมดดดดดดด!!”

ดาบสีดำที่ถูกโยนขึ้นไปนั้นแตกตัวออกเป็นปืนขนาดใหญ่รวมหกกระบอกพุ่งตรงมาที่ลิลิธ สองกระบอกแรกมาประทับที่บ่าของลิลิธ อีกสองกระบอกมาติดอยู่ที่เอวของเธอข้างละกระบอก และสองกระบอกที่เหลือก็เข้ามาอยู่ในมือของเธอข้างละกระบอกเช่นกัน ก่อนที่ปีกของลิลิธจะเรืองแสงสีแดงออกมาจนเกิดแสงสว่างอย่างมากจนคนที่อยู่รอบ ๆ สังเกตเห็นได้ชัดเจนมาก

“ฟูลเบิร์ส!!!! แอ็ทแท็ค!!!!!!!!!!!”
ทันทีที่ลิลิธเอ่ยจบ ปืนทั้งหกกระบอกของเธอก็กระหน่ำยิงอย่างต่อเนื่องจนภาพของกระสุดที่สาดออกไปมองราวกับปืนเลเซอร์ที่มีทั้งสีแดง สีเขียวและสีฟ้า พร้อม ๆ กับแสงสีแดงอีกกลุ่มที่ออกมาจากปีกของเธอ พุ่งตรงเข้าหามาลโลอย่างรวดเร็วราวกับมิตไซล์ที่พุ่งเข้าหาเป้าหมายแบบอัตโนมัติอีกจนจำนวนมหาศาลมากทำให้มิสทอลเทนที่พยามใช้โซ่สีดำมาสร้างเป็นกำแพงก็ไม่อาจจะต้านได้

ตูม!!!!

แรงระเบิดจากการโจมตีของลิลิธทำให้เหล่าโซ่สีดำทั้งหมดขาดกระจุยไม่มีชิ้นดี และส่งผลให้มาลโลนั้นถูกแรงยิงกระเด็นออกจากตัวตึกทันที

วิ้ว!!!

มาลโลที่ตั้งสติได้ผิวปากเรียกเครูบิมตัวหนึ่งมารับเขาก่อนที่จะร่วงลงสู้พื้น ซึ่งเหล่าเครูบิมทั้งหมดก็บินมาอยู่ข้าง ๆ เขารวมถึงเอเรียลที่เครูบินตัวหนึ่งอุ้มไว้เช่นกัน

“อะไรกันมาลโล แค่ผู้หญิงคนเดียวก็จัดการไม่ได้รึไง”
แม้เอเรียลจะรู้ว่าคนที่ต่อสู้กับมาลโลนั้นเก่งมาก แต่ก็อดที่จะบ่นไปไม่ได้ ซึ่งมาลโลที่ถูกตำหนินั้นดูจะไม่ได้สนใจนัก เขาจดจ้องไปในอาคารที่ลิลิธยืนตระหงานอยู่ก่อนที่จะเอ่ยกับเอเรียลไปด้วยความรู้สึกที่ยังตื่นตกใจระคนตื่นเต้น

“หึ...หึหึหึ...ยอดมากเลย ไม่คิดเลยว่าจะได้มาเจอ ‘ดาวจรัสแสงแห่งโลกมืด’ ณ ที่แห่งนี้”

คำกล่าวของมาลโลทำให้เอเรียลต้องหันไปมองหญิงสาวผมเงินที่บัดนี้มีปีกสีแดงและควงปืนทั้งหกกระบอกจดจ้องมาที่พวกเธอก่อนที่ตัวเธอเองจะเอ่ยด้วยความตกใจเช่นกัน
“อ...อะไรนะ เพื่อนของคาเรน คือ ‘ราชินีแห่งความมืด ลิลิธ’ งั้นรึ”

“ชิ!! คงต้องถอยก่อนล่ะ เธอเก่งเกินกว่าที่พวกเราจะต่อกรได้ง่าย ๆ เลย” มาลโลเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกเจ็บใจ จริง ๆ เขาเองอยากจะสู้กับลิลิธให้รู้ดำรู้แดงไปเลย แต่ในเมื่อภารกิจที่หวังไว้เสร็จสิ้นแล้ว และ…

หวอ หวอ หวอ~

เสียงรถของมอเฟียชที่ติดไซเรนนั้นมาถึงที่เกิดเหตุ พร้อมกับรถตำรวจจำนวนหนึ่งตามมาไม่ห่างนัก ทำให้มาลโลตัดสินใจที่จะถอยดีกว่าที่จะต้องสู้ภายใต้สถานการณ์ที่ยุ่งยากและยังไม่พร้อมเช่นนี้
เหล่าเครูบิมดูจะรับรู้ถึงสิ่งที่มาลโลต้องการได้ พวกมันจึงเริ่มออกบินทันทีโดยตัวที่แบกมาลโลและอุ้มเอเรียลไว้นั้นออกบินไปก่อน แล้วจึงตามด้วยสามตัวที่เหลือซึ่งบินไปทีเหลังราวกับว่าเป็นผู้ที่คอยคุ้มกันเจ้านายของพวกมัน

ด้านลิลิธที่เห็นเช่นนั้นก็อยากจะตามไปจัดการให้หมดเรื่องหมดราว แต่ตัวเธอเองนั้นไม่สามารถบินได้ จึงจนปัญหาที่จะตามไปได้ แต่ในขณะนั้นเองเธอก็จดจ้องที่เครูบิมตัวหนึ่งไว้ พร้อมทั้งเด็ดขนปีกของเธออกมาหนึ่งขนแล้วอัดพลังใส่เข้าไป จากนั้นก็ปามันใส่เครูบิมที่บินคล้อยหลังไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะขนปีกสีแดงจะพุ่งไปเสียบที่รอยเชื่อมต่อระหว่างชุดเกราะของเจ้าเครูบิมตัวนั้น

อาวุธทั้งหมดที่อยู่บนตัวลิลิธค่อย ๆ หายไปกลายเป็นแสงสีดำ แล้วก็รวมกลับมาอยู่ในสภาพสร้อยคออีกครั้งก่อนที่อัลฮาซาร์ดจะเอ่ยออกมาเบา ๆ
“ท่านแม่...คุณป้าลูซี่เขา...”

“บ้าชะมัด!!”
ลิลิธเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจ็บแค้นในขณะที่ก้มมองดูคาเรนจากบนชั้นแปดของอาคาร ก่อนที่เธอจะตะโกนเสียงดังลั่น

“บ้าเอ้ย!!!!!!!!!!!!”


วันที่ 18 ตุลาคม 2005 เวลา 13.31 น.

เจ้าหน้าที่พิเศษริชาร์ด โฟลคอน เสียชีวิตเพราะถูกของมีคมแทงทะลุท้อง

สัตว์ประหลาด D-2 เสียชีวิต เพราะบาดแผลฉกรรจ์ที่หลังและกระดูกที่แตกไปทั้งตัว คาดว่าเนื่องจากตกจากที่สูง

เจ้าหน้าที่คาเรน คลาวเรน ได้รับบาดเจ็บสาหัส กระดูกซี่โครงหักหลายซี่ และทิ่มทะลุปอด โอกาสรอด...........

 

--------------------------------------Next to Chapter 29

 


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 ธ.ค.53 เวลา 12:51:54 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ