JoyKa
Librarian

Red tear of Lilim ตอนที่ 32 - 33

-----------------------------------------------------------------------------

Chapter 32 + 33

ลิลิธที่ถูกลูซิเฟอร์ปล่อยทิ้งให้นอนในห้องนั้น ไม่ได้นอนหลับแต่อย่างใด เธอเพียงแค่นอนหลับตาเฉย ๆ พลางดิ้นไปมาบนเตียงอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่จะลุกขึ้นมานั่งด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่ายกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ด้วยเพราะเวลานี้มันไม่ใช่เวลาที่นางเคยนอนไม่ เวลานั้นมันยังวันอยู่มาก มากเกินกว่าที่จะข่มตาให้หลับได้ อีกทั้งตัวนางเองก็หาได้รู้สึกว่าควรจะหลับพักผ่อนแต่อย่างใดในเมื่อตัวนางนั้นยังรู้สึกแข็งแรงเป็นปกติอยู่

นางค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงในสภาพที่เปลือยเปล่าซึ่งลิลิธที่เห็นเช่นนั้นก็คิดว่า คงเพราะในตอนที่นางหลับไปนั้นไอเซ็ทและราฟาเอลคงตรวจว่าตัวนางได้รับบาดเจ็บที่ใดบ้าง และไอเซ็ทคงไม่ได้ใส่ชุดให้นางด้วยรู้ดีว่าเวลานอนหลับพักผ่อนตามปกตินั้นตัวนางเองก็เปลื้องผ้านอนเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว

ที่หน้ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งลิลิธยืนมองสิ่งที่ตนเองสวมใส่อยู่ที่คอด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไหร่ ไม่ใช่เพราะนางไม่ชอบเครื่องประดับ แต่เครื่องประดับที่เป็นเหมือนผนึกที่ใช้กดพลังของนางอยู่เวลานี้มันชวนให้นึกถึงปลอกคอของสัตว์อะไรสักอย่างจนนางอยากจะแกะมันออก กระนั้นเมื่อนางนึกถึงภาพที่นางทำร้ายคนอื่น ๆ ด้วยเพราะควบคุมพลังของตนเองไม่ได้ก็ทำให้นางไม่กล้าแกะมันออก จึงได้แต่บุยปากแล้วใส่มันไว้เช่นนั้น

ลิลิธบ่ายหน้าไปจากโต๊ะเครื่องแป้งไปยังตู้เสื้อผ้า แล้วจึงหาชุดอะไรมาใส่ด้วยเพราะถ้าจะให้นางอุดอู้อยู่แต่ในห้องมันดูจะน่าเบื่อมากจนทนไม่ไหวอยู่แล้ว ชุดลูกไม้แขนกุดพร้อมกับกระโปรงสั้นสีแดงถูกสวมใส่เสร็จสิ้นพร้อมออกจากห้องที่ค่อนข้างเงียบ ด้วยเพราะเชดิมและโซฟิอานั้นอยู่ข้างนอก ลิลิธเองก็ไม่ได้เรียกใช้อะไรพวกนางจึงยังอยู่ด้านนอกเช่นนั้น จนกระทั่งลิลิธเดินไปเพื่อเปิดประตูออกไปสู่ข้างนอก กลับกลายเป็นว่าประตูนั้นกลับถูกเปิดออกก่อนที่ลิลิธจะได้เป็นผู้เปิด

ไอเซ็ทที่เปิดประตูแล้วเห็นลิลิธในชุดที่พร้อมจะออกไปข้างนอกก็เบ้ปากในทันทีพร้อมกำหมัดแล้วเคาะเข้าที่หัวลิลิธเบา ๆ ในทันที
“ข้าว่าแล้ว อย่างเจ้าไม่มีทางยอมนอนอยู่ในห้องง่าย ๆ แน่นอน”

“แอะ!”
ลิลิธร้องขึ้นเมื่อโดนหมัดของไอเซ็ทเขกเข้าที่หน้าผากของตัวนางอีกครั้ง ซึ่งขณะที่ไอเซ็ทเดินเข้ามานั้น ซามาเอลก็เดินตามเข้ามาติด ๆ พร้อมทั้งเอ่ยถามขึ้นทันที

“นี่เจ้าจะออกไปใหนกันล่ะนี่?”

“ข้าเบื่อที่จะอยู่ในห้องเฉย ๆ นี่นา” ลิลิธเองก็ตอบกลับทันทีก่อนที่นางจะถูกไอเซ็ทจูงมือกลับไปนั่งที่เตียง โดยที่มีซามาเอลที่เลิกคิ้วยักไหล่ให้กับนิสัยของลิลิธเดินตามไปติด ๆ

ไอเซ็ทนั้นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยกับลิลิธที่นั่งหน้ามุ่ยอยู่บนเตียง
“ข้าว่าเจ้าน่าจะพักให้ร่างกายพร้อมมากกว่านี้ก่อนจะดีกว่านะ ถึงจะบอกว่าเจ้าไม่รู้สึกอ่อนเพลียอันใด แต่ภายในของเจ้าอาจจะยังไม่สมบูรณ์พร้อมก็เป็นได้”

“บูว~ ก็นั่ง ๆ นอน ๆ เฉย ๆ น่าเบื่อจะตายไป” ลิลิธตอบพลางหลับตาแล้วบึ้งหน้าใส่ไอเซ็ทก่อนที่จะโดนหมอนหนุนฟาดใส่หน้าด้วยฝีมือของไอเซ็ท

“ไว้ข้าหาอะไรให้เจ้าทำตอนอยู่ในห้องก็แล้วกัน”

“...หัดเย็บปักถักร้อยอยู่ในห้องก็ดีนะ” ซามาเอลกล่าวต่อจากไอเซ็ทพลางเดินไปยังหน้าต่างห้องและมองออกไปด้านนอก

ลิลิธเบ้ปากออกมาทันที ด้วยความรู้สึกของนางนั้นไม่ค่อยชอบงานฝีมืออะไรแบบนั้นสักเท่าไหร่ ยิ่งเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดซับซ้อนมาก ๆ จนทำให้รู้สึกน่าหงุดหงิดเช่นนั้นด้วยแล้วล่ะก็

“แล้วทำไมข้าต้องทำอะไรเช่นนั้นด้วยเล่า”

“ข้าว่ามันน่าจะช่วยแก้เบื่อให้เจ้าได้บ้างยามที่ออกไปใหนไม่ได้น่ะ” ซามาเอลกล่าวพลางพิงไปกับขอบหน้าต่างห้องที่ไม่ไกลจากเตียงของลิลิธ

“...” ไอเซ็ทหันไปมองซามาเอลด้วยความประหลาดใจ ว่าไปแล้วเขาไม่เคยแนะนำผู้ใดให้ทำอะไรเช่นนั้น แม้แต่นามาฮ์ที่ดูจะทำอะไรเป็นคุณหญิงคุณนายทั้งจัดดอกไม้ ตกแต่งเรือน แต่ก็ไม่เคยเห็นซามาเอลเสนอให้นางเย็บปักถักร้อยสิ่งใดสักครั้ง

“ข้าว่าข้าคงจะเบื่อยิ่งกว่าเดิม” ลิลิธกล่าวออกมาก่อนที่จะทำแก้มป่องด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจสักเท่าไหร่กับคำแนะนำของซามาเอล ซึ่งไอเซ็ทที่เห็นลิลิธทำแก้มป่องเป็นปลาปักเป้าแล้วก็อดจะที่จะเอามือตบเข้าไปที่แก้มทั้งสองของลิลิธให้ลมออกปากของนางไม่ได้เสียจริง ๆ

ปุ้ด!!

ลมออกจากปากของลิลิธจนแก้มกลับมาเป็นดังเดิม ทำให้ไอเซ็ทและลิลิธต่างหัวเราะขบขันกันและกันอย่างมาก โดยทางด้านซามาเอลที่มองดูทั้งสองนั้นได้แต่ส่ายศีรษะไปมา บางทีเขาก็รู้สึกว่าลิลิธและไอเซ็ทนั้นเข้ากันได้ดี เพียงแต่ไอเซ็ทนั้นกลับเป็นเหมือนเด็ก ๆ ที่เอาลิลิธไม่ค่อยอยู่ กระนั้นเขาจะไปว่าอะไรนางคงไม่ได้เพราะไอเซ็ทดูไม่ได้สนใจที่จะควบคุมอะไรลิลิธอยู่แล้ว นางเพียงแค่คอยดูแลและเฝ้าดูศึกษาลิลิธเท่านั้นเอง

“ไอเซ็ท...เจ้าช่วยไปดูอาแกรทหน่อยได้รึไม่?”

“หืม?...ทำไมล่ะ?” ไอเซ็ทหันมางุนงงกับสิ่งที่ซามาเอลกล่าวราวกับว่านางกลายเป็นคุณหมอประจำคฤหาสน์ไปแล้วเสียอย่างนั้น ซึ่งไอเซ็ทนั้นจดจ้องซามาเอลอยู่ครู่หนึ่ง ก็พอจะมองความต้องการของซามาเอลออกในทันที เพียงแต่นางยังคงรู้สึกว่าการที่จะบอกเพียงแค่ว่า ‘ข้าอยากคุยกับลิลิธเพียงลำพัง’ มันจะมีปัญหาอะไรมากมายจนต้องเอาอาแกรทมาอ้างเช่นนี้

“ได้รึเปล่าล่ะไอเซ็ท?” ซามาเอลเอ่ยถามเรียบ ๆ ด้วยเขาเองก็มองออกว่าไอเซ็ทนั้นน่าจะเข้าใจความคิดของเขาเพียงแต่สีหน้าของไอเซ็ทนั้นดูไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ เขาจึงต้องเอ่ยถามเพื่อยืนยันความต้องการออกไป

ไอเซ็ทนั้นออกอาการไม่ค่อยพอใจนัก ไม่ใช่เพราะต้องไปดูแลอาแกรท แต่ไม่พอใจที่อยู่ ๆ ก็ถูกไล่ออกไปแบบไม่มีเหตุผลจะว่าด้วยมีความรู้สึกหึงหวงก็ว่าได้ แต่นางก็ไม่ได้แสดงออกซึ่งอาการอะไรมากนัก เพราะไม่ต้องการให้ลิลิธนั้นคิดมากในสิ่งที่นางไม่พอใจอยู่ ไอเซ็ทหายใจออกมาแรงก่อนที่จะตอบซามาเอลไปพร้อมกับสายตาที่มองค้อน

“ข้าปฏิเสธท่านไม่ได้อยู่แล้วนี่นา”

ไอเซ็ทที่ตอบซามาเอลไปนั้นหันกลับมาเอามือเขกศีรษะลิลิธเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยออกไปด้วยรอยยิ้ม
“ข้าว่า...ไว้ข้าสอนเจ้าเล่นไวโอลินดีกว่า เจ้าจะได้มีอะไรทำเวลาอยู่ในห้อง”

คำกล่าวของไอเซ็ททำให้ลิลิธยิ้มออกมาทันที ด้วยนี่เป็นสิ่งที่นางอยากเรียนรู้จากไอเซ็ทมาต้งแต่เมื่อครั้งก่อนที่จะจัดงานเลี้ยงแล้ว เพียงแต่ไอเซ็ทนั้นบ่ายเบี่ยงมาตลอดพร้อมทั้งเน้นให้นางฝึกควบคุมเวทย์เป็นเรื่องหลักเสียมากกว่า ซึ่งไอเซ็ทที่เห็นท่าทางของลิลิธก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ ด้วยทีท่าของลิลิธนั้นเหมือนเด็กกำลังดีใจที่จะได้ในสิ่งที่ต้องการ ก่อนที่นางจะเดินคล้อยไปจากเตียงของลิลิธแล้วไปหยุดที่หน้าประตูแล้วหันมามองซามาเอลเล็กน้อย พร้อม ๆ กับ...

‘ข้าว่า...ข้าคงจะได้มีเรื่องคุยกับท่านสักเล็กน้อยนะ’

มันเป็นคำพูดผ่านทางกระแสจิตวิ่งตรงมายังซามาเอล ทำให้ซามาเอลนั้นยิ้มแหย ๆ ออกมาด้วยไม่บ่อยนักที่ไอเซ็ทจะแสดงทีท่าไม่พอใจกับเขาเช่นนี้นัก แต่จะให้ทำอย่างไรได้ ด้วยเขาต้องการที่จะรีบคุยกับลิลิธเพราะอาจจะต้องรีบกลับไปสะสางงานที่อาบิสนั่นเอง

หลังจากไอเซ็ทออกไปแล้วนั้น ซามาเอลก็เดินไปยกเก้าอี้มานั่งเบื้องหน้าลิลิธที่แสดงสีหน้าประหลาดใจแกมเบื่อหน่ายที่ต้องมานั่งเฉย ๆ ในห้องเช่นนี้ ก่อนที่นางจะถูกซามาเอลเอ่ยถามออกไป
“เห็นว่าเรียกหาข้า มีเรื่องอันใดรึ?”

ลิลิธกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยพยายามนึกว่านางไปเอ่ยเรียกหาซามาเอลเมื่อใด และเรียกไปทำไม ด้วยหลังจากที่ตื่นมาเต็มตานั้นนางก็พูดคุยเรื่องต่าง ๆ กับลูซิเฟอร์จนเกือบจะลืมสิ่งที่นางเอ่ยเมื่อตอนที่เพิ่งตื่นเกือบหมดแล้วจะว่าเพราะในตอนนั้นนางยังเบลอ ๆ อยู่ก็ว่าได้ จนชั่วครู่นางจึงนึกขึ้นได้ว่านางเรียกหาซามาเอลไปทำไม

“ไม่มีอันใดหรอก ข้าไม่เห็นท่านอยู่ในห้องก็นึกว่าท่านโดนข้าเล่นงานเสียหมอบกระแตไปเสียแล้ว”

“หึ...อย่างน้อยก็ยังเป็นห่วงข้าบ้าง แต่นั้นก็ดีแล้วล่ะ” ซามาเอลกล่าวพลางยิ้มให้ลิลิธ ด้วยตามที่ซามาเอลสังเกตมาตลอดนั้น ลิลิธไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึกหึงหวง สนใจ หรือใส่ใจเขาสักเท่าไหร่

ลิลิธได้แต่หรี่ตามองซามาเอลพร้อมกับสีหน้ายุ่ง ๆ แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่านางเองก็ห่วงเขาพอสมควร ด้วยอย่างไรเสียเขากับนางก็มีความสัมพันธ์กันฉันท์สามีภรรยาแล้ว และมีความสัมพันธ์ทางกายแล้วด้วย มันจึงเป็นเหมือนสิ่งผูกมัดให้นางรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยเขาพอควร เพียงแต่ลิลิธไม่ได้คิดจะแสดงความรู้สกอะไรออกมามากนัก ด้วยไม่ได้ต้องการไปแย่งชิงความรักอะไรจากไอเซ็ท นามาฮ์และอาแกรทมากนัก

“ท่าน...ก็ไม่ได้บาดเจ็บอันใดใช่รึไม่ล่ะ”

“ไม่หรอก แต่ออกจะตกใจเสียมากกว่าที่ภรรยาซึ่งดูว่าไม่น่าจะรบรากับใครเขาได้ กลับเล่นเอาซะอัครเทวทูตทั้งหกต้องมาอ้าปากตกตะลึงระหว่างการต่อสู้เช่นนี้” ซามาเอลกล่าวพลางหัวเราะออกมา ด้วยในเวลานั้นเป็นใครก็คงไม่คาดคิดว่าลิลิธจะมีพลังเวทย์ และรูปแบบพลังที่พิศดารขนาดนั้น จนแม้แต่มหาเทพลูซิเฟอร์ยังเข้าไปแตะต้องแทบไม่ได้เลย

“ว่าแต่...ท่านมีเรื่องอันใดที่จะกล่าวกับข้ารึ ถึงได้ให้ไอเซ็ทออกไปก่อน” ลิลิธเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่ดูสงสัยจนคิ้วแทบจะชนกันในสิ่งที่ซามาเอลกระทำต่อไอเซ็ท ด้วยถ้าจะแค่ถามสารทุกข์สุกดิบมันก็ไม่เห็นจะต้องให้ไอเซ็ทออกไปใหนเลย โดยเฉพาะเหตุผลว่าให้ไปดูอาแกรท ทั้งที่แม่กระทิงแดงนั่นราฟาเอลได้รักษาบาดแผลให้แล้วแท้ ๆ

“ข้าอยากจะคุยเรื่องเจ้ามังกรแดงที่อยู่ในตัวเจ้าน่ะ พอจะเล่าให้ข้าฟังบ้างได้รึไม่” ซามาเอลกล่าวพลางนั่งไขว่ห้างแล้วใช้แขนเท้าคางของตนไปกับขาพร้อมกับยิ้มให้ลิลิธ ที่ได้แต่แสดงสีหน้างุนงงก่อนที่นางจะพยักหน้ารับด้วยไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องเสียหายอันใด

-----------------------------

“อ...โอ้ย!! เจ้านี่จะจับข้าแรง ๆ ทำไมเล่า”

อาแกรทบ่นที่ไอเซ็ทนั้นจับแขนของนางขึ้นลงอย่างแรง ด้วยเวลานี้ความรู้สึกเจ็บปวดมันแทบจะแผ่ซ่านไปทั้งแขนเลยทีเดียว กระนั้นคำบ่นของอาแกรทก็หาได้ทำให้ไอเซ็ทรู้สึกรู้สาอันใดไม่ นางยังคงจับแขนอาแกรทบิดอย่างรวดเร็วเสียจนอาแกรทแทบจะร้องไห้ออกมา

“ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้เจ้าพุ่งเข้าไปชกกำแพงเวทย์ของลิลิธเช่นนั้นเล่า”

“แล้วใครจะคิดว่ากำแพงเวทย์ของนังโกเลมนั่นจะแข็งแกร่งขนาดนั้นเล่า” อาแกรทกล่าวตอบไอเซ็ทด้วยความไม่พอใจนัก ด้วยตัวนางเองที่พุ่งเข้าเปิดทางให้ลูซิเฟอร์นั้นหาได้คาดคิดไม่ว่ากำแพงที่เกิดจากพลังเวทย์ของลิลิธจะแข็งแกร่งเสียจนทำให้หมัดของนางที่ใส่พลังเวทย์ไปเต็มที่ได้รับบาดเจ็บเช่นนี้

ไอเซ็ทนั่งดูมือขวาข้างที่ได้รับบาดเจ็บของอาแกรท จริงอยู่ที่ราฟาเอลนั้นช่วยดูแลและรักษาให้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ก็คงต้องรักษาอีกสักระยะด้วยกระดูกภายในร้าวไปเกือบหมด ดีที่ไม่ลามไปทั้งแขน ซึ่งเวทย์น้ำแข็งของไอเซ็ทที่ก่อให้เกิดอาการชานั้นดูจะช่วยทำให้อาแกรทคลายความเจ็บปวดจากอาการบาดเจ็บได้พอสมควร แต่ก็ไม่ได้ช่วยทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะอย่างไรเสียอาแกรทก็ยังคงแสดงความเจ็บปวดที่แขนค่อนข้างชัดเจน

กระนั้นไอเซ็ทก็ไม่ค่อยแปลกใจนักกับสิ่งที่เกิดขึ้นต่ออาแกรท ด้วยเพราะเมื่อตอนที่มิคาเอลเข้าจู่โจมลิลิธนั้น ตัวมิคาเอลก็ทุ่มกำลังลงไปแทบจะเต็มที่แล้วก็ยังหาได้สามารถทำลายกำแพงเวทย์ได้โดยง่าย ครั้นจะให้เขาทุ่มกำลังไปเต็มที่คงจะหวั่นใจว่าลิลิธจะได้รับอันตราย แต่ที่แน่ ๆ อูริเอลนั้นทุ่มลงไปเต็มกำลังเลยทีเดียว ไอเซ็ทนั้นกลับมาดูอาการของอาแกรทต่อก่อนที่จะเอ่ยกับอาแกรทของไป

“อาแกรท ในลองปลดผนึกพลังของเข้าทั้งมือซ้ายและขวาให้อยู่ในสภาพพร้อมรบซิ?”

อาแกรทนั่นมองไอเซ็ทด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่ได้ติดใจอันใด นางยกมือขวาที่ได้รับบาดเจ็บและมือซ้ายที่ไม่ได้รับบาดเจ็บขึ้นพร้อมกับเกร็งมือและแขนซึ่งเพียงชั่วพริบตา แขนของนางก็มีสภาพเหมือนใส่เกราะแขนสีดำ ซึ่งมีลักษณะเป็นปล้อง ๆ และมีส่วนที่แหลมคมเป็นดั่งคมมีดติดอยู่ ส่วนที่ด้านหลังมือมีลูกแก้วสีแดงฝังส่องแสงเรืองอยู่ นั่นเป็นสภาพร่างกายของอาแกรทในสภาพพร้อมรบซึ่งถ้าใช้อย่างจริงจัง มันจะเปลี่ยนเป็นเหมือนชุดเกราะทั้งร่างกาย แต่เพราะอาแกรทไม่ได้คิดจะใช้มันจริงจังนัก นางจึงมักจะเรียกใช้เฉพาะแค่ส่วนแขนเท่านั้น

ไอเซ็ทจับมือข้างซ้ายของอาแกรทมาวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับจับมือข้างขวาที่ได้รับบาดเจ็บของนางมาวางเทียบ สภาพของเกราะแขนทั้งสองข้างไม่ได้รับความเสียหายมากนัก มันยังเป็นเกราะที่ยังคงมีส่วนแหลมคมอยู่เช่นเดิมทั้งสองข้าง แต่ส่วนที่ได้รับความเสียหายคือมือข้างขวา จริง ๆ มันไม่ใช่มือที่ได้รับความเสียหายโดยตรง หากแต่เป็นเจ้าลูกแก้วสีแดงที่ฝังไว้ในมือขวานั้นเสียมากกว่า โดยเฉพาะเมื่อนำมือทั้งสองข้างมาเทียบกัน ลักษณะทางกายภาพที่เห็นด้วยตาไม่แตกต่างกันนัก ยกเว้นลูกแก้วในมือขวาที่ร้าวและรอยแตกหักหลุดออกไป ทำให้ไอเซ็ทเชื่อว่าการที่ลูกแก้วในมือของอาแกรทแตกจึงส่งผลให้อาแกรทบาดเจ็บหนักเช่นนี้

“ตระกูลเจ้าเอาแก่นพลังมาไว้ที่มือแบบนี้น่ะรึ?”
ไอเซ็ทเอ่ยถามพลางมองอาแกรทที่ดูพยายามข่มอาการเจ็บไว้ จนครู่หนึ่งนางจึงตัดสินใจคืนสภาพแขนของนางกลับมาเป็นแบบเดิมแล้วตอบไอเซ็ทไป

“ใช่ ก็มันเป็นจุดที่ทำให้ข้าใช้พลังออกมาได้ง่ายที่สุดนี่นา”

คำตอบของอาแกรทไม่ได้ทำให้ไอเซ็ทแปลกใจนัก ด้วยเพราะอาแกรทเป็นพวกเอากำลังเข้าสู้ก็คงเป็นอย่างนั้น หากแต่สิ่งที่ทำให้ไอเซ็ทแปลกใจคือ แก่นพลังที่ว่านี่เปรียบเสมือนแกนกลางของพลังทั้งหมดที่ตนเองมี ซึ่งได้รับความเสียหายมันจะก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือต่อความรู้ความสามารถโดยตรง การที่มันมาอยู่ตรงมือแล้วอาแกรทเอามาใช้ชกคนนั้นคนนี้ดูจะเป็นเรื่องบ้าบิ่นอย่างมากทีเดียว

‘ว่าไปแล้วลิลิธมีเจ้าแก่นพลังอะไรเช่นนี้รึไม่นะ’
ไอเซ็ทคิดในใจโดยไม่ได้สนใจอาแกรทที่ยังคงนั่งงงกับปฏิกิริยาของผู้ที่มาดูอาการของนางแต่กลับไม่ค่อยบอกอะไรให้นางทราบสักเท่าไหร่

“ว่าแต่...จริง ๆ เจ้ามาทำไมกันล่ะนี่”

“หืม...?” ไอเซ็ทเงยหน้ามองอาแกรทที่เรียกถามออกไป ก่อนที่จะตอบไปด้วยสีหน้าที่เย็นชาเรียบเฉย

“ข้าแค่มาดูเท่านั้นล่ะว่าเจ้าใกล้ตายรึยัง”

“...เจ้า!” อาแกรทได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโมโหที่ถูกไอเซ็ทพูดยั่วโมโห แต่ไม่ทันที่นางจะได้กล่าวสิ่งใดไอเซ็ทก็ลุกขึ้นพร้อมกับเอ่ยออกไป

“ข้าแนะนำให้เจ้ากลับไปหาบิดาของเจ้านะอาแกรท...เพราะพวกข้าทำได้แต่รักษาตามอาการ แต่ถ้าบิดาของเจ้าที่เข้าใจแก่นพลังในแบบของตระกูลเจ้าเองน่าจะรู้วิธีรักษาแก่นพลังที่ได้รับความเสียหายนี่มากกว่านะ”

อาแกรทได้แต่ทำหน้าเครียดหลังจากที่ได้รับคำแนะนำจากไอเซ็ท ด้วยนางรู้สึกว่าการที่ต้องแบกสภาพที่บาดเจ็บขนาดนี้กลับไปแล้วบอกบิดาของตนว่าโดนโกเลมของพระผู้เป็นเจ้าเล่นงานมา มันดูจะไม่ค่อยสง่างามสักเท่าใดเลย ถ้าบอกว่าพ่ายแพ้ให้กับอัครเทวทูตองค์ใดสักองค์ยังพอจะดูดีเสียกว่าอีก

ด้านไอเซ็ทที่เห็นสีหน้าของอาแกรทก็พอจะเดาได้ไม่ยากนักว่านางกำลังเครียดสิ่งใด ด้วยในบรรดาภรรยาทั้งหมดถ้าไม่นับลิลิธแล้ว ก็มีเพียงตัวนางเองที่ดูจะไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากเทวทูตที่มียศมีตำแหน่งอันใด แต่ทั้งนามาฮ์และอาแกรทล้วนมาจากเทวทูตที่มียศและตำแหน่งสูง ย่อมแน่นอนว่าความรู้สึกหยิ่งทรนงในศักดิ์และสิทธิ์ของตนเองย่อมสูงตามไปด้วย การที่มาได้รับบาดเจ็บจนแก่นพลังเวทย์ที่เปรียบเสมือนชีวิตได้รับความเสียหาย ในขณะที่ผู้ที่ทำความเสียหายนั้นกลับเป็นเพียงสตรีที่มิได้มีตำแหน่งยศศักดิ์ใด ๆ ในสวรรค์ ซ้ำยังมีชาติกำเนิดคล้ายกับเหล่าโกเลมทำร้ายเอาได้เช่นนี้ มันดูเสียศักดิ์ศรีอย่างมากเลยทีเดียว

‘แถมถ้ารู้ว่าแม่โกเลมตัวดีของเรา วิ่งร่าลัลล้าโดยแทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ท่านมาฮ์ลัทบิดาของอาแกรทคงได้อาละวาดเป็นแน่’
ไอเซ็ทที่นึกคิดเรื่องนี้นั้นแทบจะเผลอหัวเราะออกมา ด้วยแม้มันเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ แต่ก็อดขบขันในความอับอายของอาแกรทเสียไม่ได้จริง กระนั้นก็คงดูจะใจร้ายเกินไปเสียหน่อย ด้วยเพราะถ้าไม่มีอาแกรท การดำเนินการช่วยลิลิธคงไม่ลุล่วงได้โดยไวเช่นนี้ ไอเซ็ทจึงเอ่ยแนะนำออกไป

“เจ้าก็บอกบิดาของเจ้าไปสิว่า ได้เสี่ยงใช้พลังเพื่อช่วยท่านลูซิเฟอร์ จึงได้รับบาดเจ็บเช่นนี้”

“หืม?”

อาแกรทอุทานด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าไอเซ็ทจะเป็นผู้ออกปากแนะนำวิธีเอาตัวรอดให้กับนางเช่นนี้

“หืม เหิมอันใดกัน...ด้วยอุปนิสัยของท่านมาฮ์ลัทที่ออกจะให้ความยกย่องในอัครเทวทูตลูซิเฟอร์นั้น การบอกไปเช่นนี้ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนะ”

“ต...แต่ว่า” อาแกรทพยายามจะเอ่ยขัดออกไปด้วยนางยังอยู่สึกว่าเหมือนเป็นการกล่าวที่เหมือนปกปิดความจริง

“ไม่ต้องกังวลไปหรอกว่าถ้าบิดาของเจ้าไปถามเรื่องนี้กับท่านลูซิเฟอร์ ข้าเชื่อว่าท่านก็คงจะพูดคล้าย ๆ กับข้านี่ล่ะ เพียงแต่อาจจะบอกกับบิดาของเจ้าว่าศัตรูที่อัครเทวทูตเผชิญคือมังกรแดงเท่านั้นเอง” ไอเซ็ทเอ่ยอธิบายออกไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่จะเลิกคิ้วเล็กน้อย และหันหลังให้อาแกรทเพื่อออกจากห้องไป

“ก็แล้วแต่เจ้านะ ข้าถือว่าข้าแนะนำให้แล้ว”

ไอเซ็ทกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้อาแกรทได้แต่นั่งที่โต๊ะภายในห้องของนางด้วยความงุนงงกับความช่วยเหลือจากผู้ที่แทบจะไม่ถูกชะตากับนางมาตลอดระยะเวลาเจ็ดปี

แกร๊ก*~

ไอเซ็ทที่ปิดประตูห้องของอาแกรทแล้วนั้นออกเดินเพื่อลงไปชั้นล่าง ก็พบกับมิคาเอลที่เดินขึ้นบันไดมาพร้อมกับลูซิเฟอร์ นางจึงหยุดพลางโค้งอย่างมีมารยาทเล็กน้อย เพียงแต่สายตาของไอเซ็ทที่จ้องมองมิคาเอลนั้นเหมือนกับมีเรื่องบางอย่างที่ต้องการคุยกับเขา ซึ่งลูซิเฟอร์ที่สังเกตเห็นก็รู้สึกไม่พอใจทันที แต่ก็ได้เพียงข่มความรู้สึกของนางไว้ด้วยไม่ต้องการให้เกิดเรื่องอันใด และมันคงดูเป็นเรื่องไม่งามอย่างมากตามที่ซาตานาเกียเคยตักเตือนไว้

“ทางด้านนู้นเป็นอย่างไรบ้างไอเซ็ท”
มิคาเอลเอ่ยถามขึ้นก่อนทันที ด้วยเขาพาลูซิเฟอร์ออกมาจากห้องสมุดก็นานพอควรจึงไม่ทาบว่ามีเรื่องอันใดอีกรึไม่

“ไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ หลังจากท่านและท่านลูซิเฟอร์ออกไป ท่านราฟาเอลก็ยุติการประชุม ซามาเอลก็ไปดูลิลิธในห้องพักของนาง ตัวข้าเองก็เพิ่งเสร็จจากการดูอาการของอาแกรทเมื่อสักครู่เอง” ไอเซ็ทเอ่ยตอบไปอย่างมีมารยาท แม้ว่านางจะสนิทสนมกับมิคาเอลแต่ก็ต้องการให้ดูเป็นการเป็นงานเพื่อที่อย่างน้อยลูซิเฟอร์จะได้ไม่กล้าออกท่าออกทางอันใดมากนัก

“เช่นนั้น...ข้าว่าเดี๋ยวพวกข้าคงจะกลับไปสางงานที่อาบิสต่อแล้วล่ะ ข้าฝากเจ้าบอกซามาเอลด้วยก็แล้วกันว่าทางนั้นข้ากับราฟาเอลจัดการเองส่วนตัวเขาก็ให้กลับไปทำงานของตนเองก็ได้” มิคาเอลกล่าวต่อพร้อมกับยิ้มให้ไอเซ็ทเล็กน้อยซึ่งไอเซ็ทนั้นก็ยิ้มรับพลางพยักหน้า

ลูซิเฟอร์มองทั้งสองที่พูดจาปราศรัยดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง ซึ่งแม้แต่มิคาเอลนั้นดูจะไม่ได้แสดงกิริยาที่ดูเขินอาย หรือหนักใจเหมือยามที่คุยกับนางแม้แต่น้อย จนลูซิเฟอร์อดที่จะอิจฉาเสียไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจจะแสดงอารมณ์นั้นออกมาตรง ๆ ได้ลูซิเฟอร์จึงเลือกที่จะปลีกตัวออกจากสถานการณ์นี้ก่อน

“เออ...ข้าขอตัวไปแจ้งราฟาเอลให้เตรียมเปิดประตูมิติไว้ก่อนก็แล้วกัน เชิญพวกท่านคุยกันก่อนก็ได้”

คำกล่าวของลูซิเฟอร์ออกจะผิดจากสิ่งที่ไอเซ็ทคิดพอควร ด้วยครั้งแรกนางนึกว่าลูซิเฟอร์จะวิ่งเข้ามาคว้าแขนมิคาเอลไว้แล้วมองนางด้วยสายตาที่ไม่พอใจเสียอีก กลับเป็นว่าลูซิเฟอร์นั้นเลือกที่จะปลีกตัวออกจากสถานการณ์ที่อาจจะทำให้นางสติแตกไปเสียก่อน ทำให้ไอเซ็ทนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนที่จะเอ่ยกับมิคาเอลออกไป

“ท่านมิคาเอล ข้าขอยืมตัวคนรักของท่านสักครู่ได้รึไม่?”

คำกล่าวของไอเซ็ททำเอาลูซิเฟอร์นั้นยืนนิ่งด้วยตกตะลึงไม่คิดว่าไอเซ็ทจะกล่าวอะไรเช่นนั้นออกมา ในขณะที่มิคาเอลเองก็ดูจะอยู่ในสภาวะที่ไม่แพ้ลูซิเฟอร์ ต่างกันเพียงแค่ในมุมมองความคิดของมิคาเอลนั้น เชื่อว่าไอเซ็ทมีเป้าหมายอะไรบางอย่างจึงได้เอ่ยออกมาเช่นนั้น ซึ่งเป้าหมายที่ว่าอาจเป็นการลดความเครียดของลูซิเฟอร์ต่อตัวไอเซ็ทเองก็เป็นได้ ว่าไปแล้วแม้สถานะเขายังไม่ได้กล่าวตกลงปลงใจกับลูซิเฟอร์ออกไปให้ทั่วทุกคนรับทราบแต่การที่ลูซิเฟอร์มาเกาะติดเขาเช่นนี้ ผนวกกับเขาไม่เคยมีทีท่าปฏิเสธลูซิเฟอร์ ก็คงต้องยอมรับกับการที่ใครจะเรียกลูซิเฟอร์ว่าเป็นคนรักของเขานั่นล่ะ เขาจึงหัวเราะในลำคอเล็กน้อยพร้อมกับยิ้มที่มุมปากแล้วตอบไอเซ็ทไป

“ข้าไม่ว่าอันใดหรอก”

ไอเซ็ทที่ได้รับคำตอบยิ้มรับก่อนที่จะหันไปมองลูซิเฟอร์ที่ดูจะตกใจกับคำตอบของมิคาเอลที่เหมือนยอมรับแล้วว่านางเป็นคนรักแล้วเช่นนั้น

“เช่นนั้นตัวข้าก็คงต้องเป็นผู้ไปบอกราฟาเอลให้เตรียมเปิดประตูมิติไว้ก่อนสินะ อย่าคุยนานนักก็แล้วกันนะไอเซ็ท”
มิคาเอลเอ่ยต่อพร้อมทั้งส่งยิ้มให้ไอเซ็ทและลูซิเฟอร์ก่อนที่จะเดินผละทั้งสองไปยังห้องสมุดในทันที

ลูซิเฟอร์นั้นมองตามมิคาเอลจนเขาเดินไปลับตาด้วยความรู้สึกปิติผนวกกับความเขินอายที่อยู่ ๆ มิคาเอลก็เอ่ยราวกับยอมรับในความรักของนางต่อหน้าบุคคลอื่นแล้วจนไม่ได้สนใจไอเซ็ทที่ยืนมองนางด้วยความหนักใจต่อมหาเทพที่ดูจะอ่อนต่อโลกแห่งความรักเสียจริง ๆ

“ท่านลูซิเฟอร์...ท่านลูซิเฟอร์!...”

ไอเซ็ทเรียกพลางยิ้มแหย ๆ เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบรับของลูซิเฟอร์ที่ดูเชื่องช้าอย่างมาก จนไอเซ็ทเริ่มเข้าใจแล้วว่าจริง ๆ แล้วลูซิเฟอร์นั้นจะเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจและความสามารถหลาย ๆ ด้านจนได้รับการแต่งตั้งให้อยู่ฐานะอัครเทวทูตที่ดูแลเหล่าเทวทูตทั้งนั้นหาได้ประสีประสาเรื่องความรักไม่ ทั้งยังดูจะอ่อนไหวและทำสิ่งใดไม่ถูกกับเรื่องเช่นนี้เอาเสียเลย

‘สรุปว่าไอ้อาการหึงหวงออกนอกหน้านอกตานี่เป็นเพราะทำไปตามสัญชาตญาณโดยไม่ได้มีสติสัมปชัญญะ หรือใช้ปัญญาใด ๆ มาตึกตรองเลยสินะ’

ไอเซ็ทคิดพลางเดินเข้าหาลูซิเฟอร์ที่ยังดูเหม่อลอยยิ้มกริม ก่อนที่นางจะปรบมือใส่หน้าลูซิเฟอร์ไปทันที

“ว้าย!!”

ลูซิเฟอร์ที่หลุดจากภวังค์ร้องขึ้นด้วยความตกใจ ซึ่งไอเซ็ทได้แต่เพียงยิ้มแหย ๆ กับกิริยาท่าทางของลูซิเฟอร์ที่แสดงออกมาอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเอ่ยออกไป
“ท่านนี่นะ ผิดจากที่ข้าคาดคิดไปมากทีเดียว”

“อะไรของเจ้ากัน!?” ลูซิเฟอร์เอ่ยถามไปด้วยน้ำเสียงที่ดูจะไม่พอใจ แต่นั่นเป็นความพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าที่แดงเรื่อด้วยความรู้สึกเขินอายเพราะเผลอแสดงกิริยาท่าทางซึ่งอาจดูน่าอับอายต่อสายตาของผู้อื่นเช่นนั้น

ไอเซ็ทไม่ได้ตอบอันใด แต่นางกลับยกนิ้วขึ้นมาสามนิ้วด้วยมือข้างหนึ่งแล้วเอ่ยถามลูซิเฟอร์ออกไป
“นี่กี่นิ้วท่าน...?”

“ข้ายังไม่ได้ขาดสติขนาดนั้นเสียหน่อย ว่าแต่เจ้ามีเรื่องอันใดกันแน่เล่า” ลูซิเฟอร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูจะไม่พอใจเช่นเดิม แต่ก็ไม่ได้แสดงอาการอันใดออกไปมากกว่านี้ ด้วยนางยังรู้สึกเขินอายที่เมื่อครู่นั้นคงแสดงกิริยาที่ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับอัครเทวทูตที่มีตำแหน่งใหญ่โตสักเท่าใด

ไอเซ็ทที่มองลูซิเฟอร์และอมยิ้มให้กับท่าทางของเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นเริ่มเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและจริงจังแทน
“เรื่องของลิลิธน่ะท่าน”

“หืม...เรื่องลิลิธมีอันใดรึ ?” จากที่ลูซิเฟอร์มีสีหน้าไม่พอใจนั้น เมื่อได้ยินคำจากปากไอเซ็ทก็ให้เปลี่ยนมาเป็นสนใจทันที ด้วยมันเป็นเรื่องของสหายรักของนางที่ควรให้ความสนใจว่ามีอะไรสิ่งใดเกิดขึ้น ไอเซ็ทจึงได้ต้องมากล่าวกับนางโดยตรงเช่นนี้

“คือ...ตอนที่พวกมิคาเอลประชุมกัน ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องความสามารถในการดูดพลังของลิลิธ”
ไอเซ็ทที่เอ่ยออกมานั้นดูจะมีสีหน้าวิตกพอสมควร ซึ่งลูซิเฟอร์เองก็รับรู้ได้จึงตั้งใจฟังสิ่งที่นางกำลังกล่าวอย่างมาก

“ข้าไม่มั่นใจกับเรื่องนี้นัก โดยเฉพาะรูปแบบของการดูดพลังของลิลิธนั้น ถ้าพูดกันจริง ๆ แล้วมันเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อทุกสิ่งอย่างมากในสายตาของพวกเทวทูตที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาเทอร่า”

“มันเป็นเพียงแต่รูปแบบการโจมตีแบบหนึ่งเท่านั้นนี่นา ถ้านางควบคุมได้ข้าไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอันใดกับเหล่าเทวทูตที่ดูแลเทอร่าเลยนะ” ลูซิเฟอร์กล่าวพลางลูบปอยผมตนเอง นางจะบอกไปเช่นนั้นด้วยในตอนที่สู้กับเหล่าเถาไม้เลื้อยสีแดงที่ลิลิธปล่อยออกมานั้นพวกนางสันนิษฐานว่ามันพยายามดูดพลังไปเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บให้มังกรแดง ซึ่งในยามนี้ไม่มีกรณีมังกรแดงแล้วนางคงไม่มึวามจำเป้นอันใดในการใช้เจ้าพลังแบบนี้ไปทำร้ายสิ่งใด

“ข้าไม่คิดเช่นนั้น ข้าไม่รู้ว่าการดูดพลังของนางนั้นเพื่อการใดแน่ หากแต่มันดูจะอันตรายอย่างมาก มากจนข้าไม่แน่ใจว่าพวกเทวทูตพวกนั้นถ้าทราบเรื่องจะมองลิลิธว่าเป็นตัวอันตรายขนาดใหน”

คำกล่าวของไอเซ็ททำให้ลูซิเฟอร์ประหลาดใจอย่างยิ่ง นางจึงเอ่ยถามออกไปทันที
“ที่ว่าอันตรายอย่างมาก นั่นมันเป็นอย่างไรกันล่ะ”

ไอเซ็ทนั้นเข้าใจดีว่าพวกลูซิเฟอร์ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นอาจจะไม่เข้าใจถึงความสามารถของเจ้าเถาไม้เลื้อยสีแดงนั่นดีพอ หากแต่นางนั้นอยู่ในสถานการณ์ตั้งแต่แรกเริ่มและเห็นความสามารถที่ดูจะเป็นอันตรายต่อทุกสิ่งของเจ้าสิ่งนั้นได้เป็นอย่างดี นางจึงเอ่ยตอบลูซิเฟอร์ออกไป

“ถ้าจากที่ข้าวิเคราะห์ ผลจากการที่ลิลิธรวมกับเจ้ามังกรแดงนั่นไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องมีการนำพลังไปรักษาเจ้ามังกรแดงที่บาดเจ็บ นั่นหมายความว่ากระบวนการดูดกลืนพลังชีวิตจากสิ่งต่าง ๆ รอบตัวของลิลิธนั้นไม่ได้เป็นกระบวนการที่เกิดจากความต้องการนำพลังไปฟื้นฟูร่างกาย แต่มันเป็นการดูดกลืนอย่างไร้เหตุผล เพียงเพราะต้องการกินเท่านั้นเอง”

สิ่งที่ไอเซ็ทกล่าวนั้นออกจะทำให้ลูซิเฟอร์ตกใจพอสมควร ด้วยสิ่งที่นางคิดตามคำพูดนั้น มันราวกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่เพื่อกินสิ่งต่าง ๆ ไม่ใช่การกินเพื่อดำรงชีพ แต่เป็นการกินไปเรื่อย ๆ และกินได้ทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่ ซึ่งนั่นดูจะเป็นอันตรายอย่างมากจริง ๆ เพียงแต่จากที่ดูลิลิธในปัจจุบันนั้นหาได้มีสภาพเช่นนั้นไม่จึงทำให้ลูซิเฟอร์เอ่ยตอบกลับไปด้วยความรู้สึกที่ยังลังเลใจ

“แต่ข้าว่าน่าจะดูไปก่อนที่จะตัดสินลงไปว่านางจะเป็นตัวอันตรายนะไอเซ็ท”

“ไม่ใช่หรอกท่านลูซิเฟอร์ ข้าไม่ได้กลัวว่าลิลิธจะเป็นตัวอันตราย...” ไอเซ็ทกล่าวกับลูซิเฟอร์ด้วยสีหน้าที่ดูจริงจังมากขึ้นซึ่งลูซิเฟอร์ที่ได้ฟังก็พอจะเข้าใจว่าไอเซ็ทนั้นหวาดกลัวว่าลิลิธจะกลายเป็นเป้าหมายของเหล่าเทวทูตที่ได้รับคำสั่งให้ดูแลความเป็นไปของเทอร่าให้เป็นไปตามระบบ ซึ่งการที่ลิลิธนั้นมีพลังที่เหมือนเป็นการทำลายระบบห่วงโซ่อาหารเช่นนี้จะเป็นเป้าให้พวกเทวทูตกลุ่มนั้นคิดจะกำจัดลิลิธก็เป็นได้

“ข้าว่า...เจ้าคิดมากไปนะ”

“อาจจะเป็นเช่นนั้น แต่ข้าอยากจะป้องกันไว้ดีกว่ารอให้เกิดเรื่อง” ไอเซ็ทเอ่ยตอบไปด้วยสีหน้าที่เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่

ลูซิเฟอร์ที่ได้รับฟังความกังวลของไอเซ็ทนั้นก็พอจะเข้าใจได้ไม่ยากเย็นนัก ด้วยมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้หากเทวทูตที่ดูแลเทอร่ารู้เรื่องที่ลิลิธมีพลังที่แปลกประหลาดเช่นนี้ แถมตัวนางเองยังควบคุมพลังได้ไม่ดีนัก ถ้าเกิดอาละวาดขึ้นมาคงจะทำให้เกิดความหวาดกลัวในฐานะของสิ่งมีชีวิตที่กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นได้ แต่กระนั้นนางก็มองว่า ณ เวลานี้สถานการณ์มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น อย่างน้อยลิลิธก็อยู่ภายใต้การดูแลของซามาเอลที่เป็นถึงอัครเทวทูตผู้ดูแลสวรรค์ชั้นห้า นางจึงคิดว่าอย่างน้อยซามาเอลน่าจะปกป้องดูแลภรรยาของตนเองได้ หากแต่ทีท่าของไอเซ็ทนั้นกลับดูไม่คิดเหมือนนางสักเท่าไหร่

“อย่างไรเสีย ถ้าเจ้าเป็นกังวลต่อเรื่องนี้ล่ะก็ ข้าคงพอจะทำอะไรได้นิดหน่อยในการสั่งการเหล่าเทวทูตในแถบนี้ กระนั้นเจ้าก็คงต้องคุมลิลิธให้มากหน่อย อย่างน้อยก็ต้องไม่ให้ลิลิธเอาพลังที่มีไปออกฤทธิ์ออกเดช ณ ที่ใดอีกโดยไม่จำเป็น”

ไอเซ็ทนิ่งฟังอยู่ด้วยความกังวล แต่นางก็เชื่อว่าลูซิเฟอร์นั้นคงช่วยเหลือลิลิธได้บ้างเป็นแน่ นางจึงโค้งรับคำของลูซิเฟอร์แทนคำขอบคุณ ซึ่งลูซิเฟอร์เองก็ยิ้มรับเล็กน้อยด้วยนางเองแม้จะไม่ค่อยชอบไอเซ็ทนัก แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรไม่ดีกับนางเสียทั้งหมด อย่างน้อยลูซิเฟอร์ก็เชื่อว่าไอเซ็ทนั้นเป็นมิตรที่พร้อมช่วยเหลือและดูแลลิลิธอย่างดีแน่นอน

----------------------------------

 “เฮ้!! มิคาเอล เจ้าไปทำอะไรกับลูซิเฟอร์มากันแน่”

อูริเอลที่เห็นมิคาเอลเดินเข้ามาในห้องก็เอ่ยถามออกไปด้วยความสงสัย ด้านมิคาเอลนั้นก็มองอูริเอลกลับไปด้วยความหนักใจเพราะภาพที่เขาเห้นนั้นคืออูริเอลที่ยืนเมือกำปั้นกดขมับของกาเบรียลจนนางดิ้นไปมา

“ข้าว่า...ข้าน่าจะถามเจ้ามากกว่าว่าเจ้าทำอะไรกาเบรียล”

“คนรักกันเขาแหย่กันน่ะ” ราฟาเอลเอ่ยขึ้นพร้อมกับลุกขึ้นและเหล่มองอูริเอลด้วยความหนักใจเช่นกัน

“ใครรักกับใครกันเล่าราฟาเอล” อูริเอลเอ่ยถามพลางถอนมือจากขมับของกาเบรียล ซึ่งกาเบรียลก็รีบยกมือขึ้นมาลูบศีรษะของนางพลางเงยหันไปมองค้อนและบ่นอูริเอลทันที

“มันเจ็บนะอูรี่!!”

“เจ็บขนาดนั้นเชียว ข้าว่าข้าไม่ได้ออกแรงเท่าไหร่นะ” อูริเอลเอ่ยพร้อมกับมองกาเบรียลด้วยทีท่าประหลาดใจก่อนที่จะลูบศีรษะกาเบรียลไปเบา ๆ

“งึม งึม งึม”
กาเบรียลจับมืออูริเอลที่ลูบศีรษะนางพร้อมทั้งครางเบา ๆ ซึ่งมิคาเอลและราฟาเอลที่เห็นเช่นนั้นก็ต่างมองหน้ากันและกันพร้อมกับคิดในใจ

‘ข้าว่าข้าเห็นคนรักกันสองคนจริง ๆ ด้วยล่ะ’

มิคาเอลส่ายศีรษะอีกครั้งให้กับอูริเอลและกาเบรียลที่เล่นอะไรกันเป็นเด็ก ๆ แล้วจึงหันไปเอ่ยกับราฟาเอล
“อืม ราฟาเอลเตรียมเปิดประตูมิติได้เลย อีกสักครู่ลูซี่คงจะมาแล้วล่ะ พวกเราจะได้กลับไปจัดการงานให้เสร็จสิ้น”

“ได้สิ” ราฟาเอลตอบรับเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบอุปกรณ์ในการเปิดประตูมิติออกมา แล้วทำการเปิดประตูมิติที่เป็นเหมือนอุโมงซึ่งทอดยาวลึกไปยังปลายทาง หากแต่ถ้ามองด้านข้างนั้นมันดูบางเฉียบราวกับแผ่นกระดาษบาง ๆ เท่านั้นเอง

“แล้วลูซิเฟอร์ไปอยู่ใหนกันรึมิคาเอล?” กาเบรียลเอ่ยถามออกไปเพราะลูซิเฟอร์ที่ดูจะติดมิคาเอลแจไม่น่าจะไปใหนนาน ๆ เช่นนี้ถ้าไม่มีธุระสำคัญอันใด

“นางคุยอยู่กับไอเซ็ทน่ะ บางทีอาจจะเข้าไปลาลิลิธด้วยล่ะมั้ง” มิคาเอลตอบพลางคาดว่าลูซิเฟอร์ที่มีความสนิทสนมกับลิลิธขนาดนั้นอย่างน้อยคงต้องไปลาลิลิธเป็นแน่

-------------------------------------

ภายในห้องของลิลิธ หลังจากที่นางเล่าถึงเรื่องของมังกรแดงที่นางพบเจอให้ซามาเอลฟังทั้งหมดแล้วนั้น ซามาเอลได้แต่นิ่งคิดในสิ่งที่ภรรยาของเขาเล่าให้ฟัง เขาค่อนข้างมั่นใจว่าเวลานี้เจ้ามังกรแดงได้ศิโรราบต่อลิลิธไปแล้ว และพลังทั้งหมดก็อยู่ในกำมือลิลิธเป็นที่เรียบร้อย หากแต่ลิลิธนั้นยังไม่อาจควบคุมพลังที่อยู่ ๆ ก็พุ่งสูงขึ้นมากกว่าเดิมได้ก็เท่านั้นเอง ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรมากนัก เพียงแค่นางฝึกหัดที่จะควบคุมพลังของตนเองบ่อย ๆ ก็คงจะสามารถควบคุมและใช้พลังได้อย่างนึกในสักวันหนึ่ง

“ท่านคิดอะไรของท่านน่ะซามาเอล” ลิลิธที่เห็นซามาเอลนั่งเงียบไปนั้นก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย ซึ่งซามาเอลก็ตอบแบบทีเล่นทีจริงออกไป

“ข้าแค่คิดว่าจากเจ้าที่เป็นเหมือนแมวน้อยจะกลายเป็นพยัคฆ์รึเปล่าน่ะ”

ลิลิธที่ฟังคำพูดของซามาเอลนั้นวางสีหน้าเรียบเฉย ก่อนที่จะยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วทำท่าเหมือนกางเล็บใส่ซามาเอลมองราวกับแมวที่ยกขาหน้าของมันพร้อมกับกางเล็บเตรียมข่วนเป้าหมายอย่างนั้น ทำให้ซามาเอลอดที่จะขบขันในทีท่าของภรรยาผู้ซึ่งชอบทำอะไรเหมือนแมวเสียไม่ได้

“ถ้าเจ้าชอบทานปลาด้วยล่ะก็ เจ้านี่ก็เป็นแมวจริง ๆ ล่ะนะ”

“แง่ง~”

ก๊อก ๆ

ในขณะที่ลิลิธจะเอาเล็บข่วนหน้าซามาเอลอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ซามาเอลนั้นคาดว่าคงเป็นไอเซ็ทเพราะนางรู้ว่าเขานั้นคุยกับลิลิธอยู่ จึงได้เคาะเพื่อขออนุญาตก่อนไม่เช่นนั้นคงเปิดเข้ามาแล้ว เขาจึงตอบรับกลับไป

“เข้ามาได้”

และเป็นไปตามคาดเมื่อไอเซ็ทนั้นเดินเข้ามาในห้อง แต่ที่ผิดคาดอยู่สักหน่อยคือลูซิเฟอร์ที่เดินตามเข้ามาติด ๆ เช่นกัน

“อ้ะ ลูซี่~” ลิลิธร้องเรียกด้วยความประหลาดใจที่เห็นลูซิเฟอร์มาพร้อมกับไอเซ็ทได้ ทั้ง ๆ ที่ลิลิธมองว่ายังไงนางก็ยังไม่ค่อยชอบไอเซ็ทสักเท่าไหร่เลย

ลูซิเฟอร์นั้นส่งยิ้มให้ลิลิธเล็กน้อย ก่อนที่จะเอ่ยออกไป
“เดี๋ยวข้าจะกลับแล้วน่ะ เลยมาลาเจ้าสักหน่อย พักให้เต็มที่แล้วก็ตั้งใจฝึกควบคุมพลังให้ดีล่ะ มีคนห่วงเจ้าหลายคนแล้วนะ”

ลูซิเฟอร์เอ่ยพลางมองไอเซ็ทเล็กน้อยโดยไอเซ็ทก็ไม่ได้กล่าวอะไรนางได้แต่วางสีหน้านิ่ง ๆ เท่านั้น ซึ่งลูซิเฟอร์ที่เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรมากนักเพราะนางรู้ดีว่าไอเซ็ทนั้นห่วงลิลิธมากแค่ใหน นางจึงหันมากล่าวต่อ
“แล้วก็...อย่าซนเอาแต่เที่ยวจนไปเจออะไร ๆ จนเป็นภาระคนอื่นเขาล่ะ”

“ตอนนี้...ข้าว่าข้าสู้ได้นะ” ลิลิธตอบกลับพร้อมกับยืดตัวตรงและยิ้มอย่างเชื่อมั่นในตนเองจริง ๆ

“อย่ามั่นใจตัวเองนักเลยนาเจ้าน่ะ” ไอเซ็ทเอ่ยพลางถอนหายใจให้กับความเชื่อมั่นที่ดูยังไม่น่าจะทำได้ดีนักของลิลิธ

ซามาเอลที่นั่งฟังได้แต่เลิกคิ้วให้กับทีท่าของไอเซ็ทที่ดูเหมือนจะเอือมระอาต่อลิลิธเช่นนั้น แต่เขาเองก็รู้มาบ้างว่าไอเซ็ทนั้นมักเป็นผู้ที่คอยปรามและสั่งสอนลิลิธเป็นประจำ นางคงรู้ดีว่าลิลิธนั้นเป็นเช่นไร และทำอะไรได้แต่ใหนจึงได้เอ่ยออกมาเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะกล่าวสิ่งใดต่อเรื่องนี้ เขาเอ่ยถามลูซิเฟอร์ถึงเรื่องงานในทันที
“เราจะกลับไปอาบิสแล้วเช่นนั้นรึท่านลูซิเฟอร์”

ลูซิเฟอร์พยักหน้ารับเล็กน้อยแล้วจึงตอบซามาเอลไป
“แต่ท่านมิคาเอลเสนอว่าที่อาบิสเขากับท่านราฟาเอลจะอยู่ดูแลต่อเอง ส่วนพวกเราก็ทำงานตามหน้าที่เดิมเลยก็ได้น่ะ”

“จะดีรึท่าน?”

ลูซิเฟอร์ลูบปอยผมตนเองเล็กน้อยแล้วจึงตอบซามาเอลไป
“เท่าที่ประเมินคร่าว ๆ น่ะท่าน คิดว่าตอนนี้คงมีเพียงงานซ่อมแซมมิติ ซึ่งหน่วยที่จัดการเรื่องนี้ได้ดีก็มีเพียงหน่วยของท่านราฟาเอล ส่วนหน่วยของท่านมิคาเอลก็อยู่คุ้มกันเพียงหน่วยเดียวคงพอแล้ว”

ซามาเอลฟังคำชี้แจงของลูซิเฟอร์โดยไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกไป เขาก็เห็นตามมิคาเอลด้วยดูสถานการณ์มันก็ไม่มีอะไรแล้วจริง ๆ วิธีการของเขาจึงดูเป็นเรื่องเหมาะสมที่จะให้อัครเทวทูตองค์อื่น ๆ ไปทำงานที่ตนเองควรทำต่อไปแทนที่จะมานั่งคอยดูอะไรที่ตนเองไม่อาจจะช่วยเหลือได้มากนัก

“อารายกานลูซี่ ทำไมปล่อยมิคกี้ไปทำงานแค่คนเดียวล่ะ”

ลูซิเฟอร์หันมาหรี่ตามองลิลิธที่พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูกวนอยู่ชั่วครู่แล้วจึงเอ่ยถามไป
“แล้วมิคกี้ที่ว่านั่นใครกันล่ะ”

“ก็มิคาเอลไง”

“อย่ามาทำชื่อท่านมิคาเอลหมดความน่าเกรงขามสิลิลิธ”

“แย่จัง”

“แย่มาก ๆ เลยต่างหาก”

ลูซิเฟอร์และลิลิธต่างโต้ตอบกันไปมาก่อนที่ทั้งสองจะยิ้มให้กันและหัวเราะออกมา ทีท่าของทั้งสองดูจะเป็นสิ่งที่ยืนยันความคิดของซามาเอลได้มากขึ้นว่าลิลิธและลูซิเฟอร์สนิทสนมกันอย่างมาก โดยเฉพาะทีท่าที่ดูสบาย ๆ ของลูซิเฟอร์ยามพูดคุยกับลิลิธนั้นเขาไม่เคยเห็นในคู่สนทนาใดของลูซิเฟอร์มาก่อนเลยจริง ๆ

“ข้าไปก่อนดีกว่า เดี๋ยวพวกท่านมิคาเอลจะคอยนาน”

“เช่นนั้นข้าก็...” ซามาเอลเอ่ยพลางลุกขึ้นทันที แต่ลูซิเฟอร์ก็หันมาบอกทันทีเช่นกัน

“ท่านจะกลับไปยังมาชอนก่อนเลยก็ได้ พวกอูริเอลกับกาเบรียลก็คงเช่นเดียวกันกับท่าน ส่วนทางนั้นเดี๋ยวค่อยสั่งให้พวกกองทหารทยอยกลับก็ได้ ส่วนข้าเองก็คงกลับไปสางงานต่อที่วิลอนเลยเช่นกัน”

ซามาเอลที่ลุกขึ้นมานั้นก็ให้หยุดนิ่งทันที ด้วยการที่ลูซิเฟอร์บอกตัดเช่นนี้มันทำให้เขาดูจะไม่มีข้ออ้างอะไรเพื่อจะขอพูดคุยกับลูซิเฟอร์ได้เลย ทั้งที่เขาคิดว่าระหว่างทางกลับจะได้สนทนาสร้างความสนิทสนมเสียหน่อยและจะได้หาเหตุให้หลบไอเซ็ทที่ดูจะไม่พอใจเขาด้วย ด้านไอเซ็ทนั้นยกนิ้วมาแตะริมฝีปากของตนเองก่อนที่จะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ด้วยนี่ดูจะเป็นโอกาสอันดีที่นางจะได้พูดคุยกับซามาเอลได้โดยที่เขาไม่สามารถเอาเรื่องงานมาบังหน้าแล้วหนีไปก่อนได้ง่าย ๆ

ลูซิเฟอร์นั้นโบกมือพลางขยิบตาให้ลิลิธเล็กน้อยเป็นสัญญาณว่าไว้คุยกันในภายหลัง ซึ่งลิลิธเองก็เข้าใจดี จะว่าไปพักหลังนางไม่ได้เอาเจ้าเครื่องมือสื่อสารที่ลูซิเฟอร์ให้ไว้มาใช้สักเท่าไหร่เลย หลังจากนั้นลูซิเฟอร์ก็เดินจากห้องออกไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงลิลิธ ไอเซ็ท และซามาเอลเท่านั้น และทันทีที่ลูซิเฟอร์ออกไปแล้วสักครู่ซามาเอลก็เอ่ยขึ้นทันที

“เช่นนั้นข้าก็คงขอตัวไปทำงานก่อนล่ะนะ”

“ท่านต้องอยู่คุยกับข้าก่อน”
ไอเซ็ทเอ่ยขัดขึ้นทันทีด้วยสีหน้าที่ดูไม่พอใจอะไรบางสิ่ง ซึ่งลิลิธที่มองดูอยู่นั้นคาดว่าคงเป็นเรื่องที่ไอเซ็ทถูกซามาเอลใช้ให้ไปดูอาการของอาแกรทเป็นแน่ ลิลิธจึงได้แต่ยิ้มแหย ๆ ด้วยตั้งแต่วันแรกที่นางมายังคฤหาสน์แห่งนี้ดูไอเซ็ทนั้นไม่ค่อยแสดงกิริยาข่มขู่หรือดุซามาเอลเลยสักครั้ง ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นซามาเอลที่น่าจะมีอำนาจมากกว่าภรรยาแสดงท่าทางไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับไอเซ็ท

“แล้วก็เจ้า!! ลิลิธ!! อย่าได้ออกจากห้องเชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะจับเจ้าแช่โลงน้ำแข็งแน่ ๆ”

ไอเซ็ทกล่าวพลางชี้หน้ามาที่ลิลิธ จนผู้ถูกชี้หน้าได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ พลางคิดในใจ
‘แล้วไยมาลงที่ข้าเล่านี้’

-----------------------------

ด้านเหล่าอัครเทวทูตทั้งหมดนั้นต่างแยกย้ายกลับไปทำงานของตนตามที่มิคาเอลเสนอ ซึ่งทางด้านอาบิสก็เหลือไว้เพียงกองกำลังของราฟาเอลและมิคาเอล โดนกองกำลังที่เหลือค่อย ๆ ทยอยกลับไปอย่างช้า ๆ ด้วยเพราะประตูมิติของราฟาเอลนั้นดูจะทำงานได้ช้าลง ซึ่งเจ้าตัวผู้สร้างให้เหตุผลว่าในตอนที่เจ้ามังกรแดงปล่อยพลังออกมาในตอนแรกนั้น ทำให้เครื่องมือของเขาเสียหายไปบางส่วน เลยทำให้ขนส่งได้ช้ากว่าเดิม แต่นั่นก็ดูไม่ใช่ปัญหานัก เพราะราฟาเอลนั้นประมาณการในการซ่อมแซมมิติทั้งหมดไว้น่าพอดีกับที่กองกำลังทั้งหมดกลับไปหมดแล้วทุกอย่างจึงจะเสร็จเสร็จสิ้นพอดี ซึ่งพวกเขาก็กลับต่อได้เลย

“ประเด็นคือ ไอ้ประตูข้ามมิตินี่เปิดข้ามวันข้ามคืนได้รึ?”

มิคาเอลที่อยู่ในเรือบัญชาการของราฟาเอลเอ่ยถามออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้ราฟาเอลที่อยู่ไม่ห่างกันนั้นหันมามองด้วยความประหลาดใจก่อนที่จะตอบออกไป

“ได้สิ แต่ก็ในทางทฤษฎีน่ะนะ”

“เจ้าว่าในทางทฤษฎีรึ?”

“ใช่แล้ว”
คำตอบของราฟาเอลทำให้มิคาเอลยื้มแหย ๆ แล้วถอนหายใจออกมาแรง ๆ ด้วยกลายเป็นว่ากองกำลังของอัครเทวทูตเกือบหมื่นบนสวรรค์เป็นหนูทดลองอุปกรณ์ให้กับราฟาเอลอีกแล้ว แต่มิคาเอลก็ไม่ได้เอ่ยบอกอะไรออกไปด้วยกลัวว่าจะตื่นตระหนกกันไปเสียก่อน เขาจึงเอ่ยถามราฟาเอลด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อย

“แล้วถ้าเกิดเจ้าประตูพวกนี้พัง ผลจะเป็นเช่นไรกันเล่า”

“ก็...ผู้ที่เข้าไปแล้วก็จะถูกส่งไปที่ปลายทาง แต่ผู้ที่ยังไม่ได้เข้าก็จะยังอยู่ที่เดิม...ในทางทฤษฎีน่ะนะ”

คำตอบของราฟาเอลดูจะไม่ได้ทำให้มิคาเอลรู้สึกคลายความหนักใจแต่อย่างใด แต่กระนั้นเขาก็หาได้บ่นอะไรออกมานอกจากมองราฟาเอลด้วยสีหน้าหนักใจเท่านั้น ซึ่งราฟาเอลที่เห็นสหายของตนเองแสดงสีหน้าเช่นนั้นก็เอ่ยออกมาด้วยความขบขันเล็กน้อย
“ข้าล้อเจ้าเล่นนา ข้าเปิดประตูมิติสลับกันไปมาในแต่ละกองกำลัง ไม่ได้เปิดแช่ทิ้งไว้ตลอดทั้งวันหรอกนา”

“เมื่อครู่ไม่เห็นเจ้าจะอธิบายข้าเช่นนี้เลย” มิคาเอลเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย จนราฟาเอลอดที่จะหัวเราะเบา ๆ อีกครั้งไม่ได้

“ให้ตายสิ ข้าล่ะสงสัยจริง ๆ ว่าลูซิเฟอร์มาชอบผู้ชายเฉยเป็นศิลา หน้าตาเบื่อโลกเช่นเจ้าได้อย่างไรกัน”

มิคาเอลที่รับฟังคำของราฟาเอลได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องแปลกจริง ๆ เขาว่าเขาเองก็ไม่เคยไปเกี้ยวพาราสีลูซิเฟอร์แม้แต่น้อย ชีวิตก็ได้แต่ทำงานไปโดยไม่ได้สนใจอะไรเฉกเช่นที่พวกเทวทูตอื่น ๆ สนใจกันนักไม่ว่าจะเป็นงานเลี้ยงสังสรรค์ใด ๆ ก็ไม่ได้ไปกับเขา ซึ่งหมายความว่าปกติแล้วเขาจะพบลูซิเฟอร์ก็เฉพาะในห้องประชุมงานหรือไม่ก็ยามที่ลูซิเฟอร์เข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าซึ่งจะได้พบเขาที่เป็นองครักษ์เท่านั้นเอง

“เจ้าเองก็ตอบไม่ได้สินะ” ราฟาเอลที่เห็นสีหน้าท่าทางของมิคาเอลก็ให้คาดว่าเจ้าตัวเขาเองก็คงยังไม่รู้นักว่าเหตุใดอัครเทวทูตผู้ที่พระผู้เป็นเจ้ามอบศักดิ์และสิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่จึงมาชอบพอได้

“ก็ข้าไม่รู้จริง ๆ นี่นะ ข้าเองก็ประหลาดใจตั้งแต่ที่นางชอบมาที่มาเชิร์นบ่อย ๆ แล้วล่ะ”

“พูดเสียงอย่างกับว่าเจ้าไม่ชอบนางเช่นนั้นล่ะ” ราฟาเอลกล่าวพลางมองดูกองกำลังต่าง ๆ ทยอยเข้าประตูมิติ ซึ่งมิคาเอลที่ถูกแหย่ไปเช่นนั้นก็ตอบออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

“ไม่หรอก ข้าว่านางดูงดงามตราตรึงใจมาก ๆ เชียวล่ะ แต่เวลานางมาที่มาเชิร์นนั้นนางดูจะขี้อาย ขี้เล่น และเอาแต่ใจตัวเอง มันต่างจากเวลาที่ข้าเห็นนางยามทำงานอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งข้าชอบแบบนั้นนะ มันทำให้ข้ารู้สึกดีอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ว่า...”

“แต่ว่า?” ราฟาเอลหันมามองมิคาเอลที่อยู่ ๆ ก็ค้างคำไว้ ทำให้เขาสนใจว่ามิคาเอลนั้นคิดเห็นอะไรต่อลูซิเฟอร์

“แต่ข้าว่านางดูเหงา ๆ เศร้า ๆ ในหลายครั้ง ไม่รู้สิ...บางครั้งเวลาที่ข้าเห็นนางนั่งดูสถานที่ต่าง ๆ ในดาราจักร ทีท่าของนางดูจะเหงา ๆ พิกล”

คำกล่าวของมิคาเอลนั้นทำให้ราฟาเอลยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นสั้น ๆ
“ยิ่งสูงยิ่งหนาวสินะ”

“คงจะเช่นนั้น ด้วยฐานะเช่นนางจะให้ความสนิทสนมกับผู้ใด ก็มักมีเรื่องฐานะมาคอยกีดกันเสมอ มันคงเป็นสิ่งที่ทำให้นางไม่ชอบใจอย่างมาก นี่ดีนะที่ในระดับที่พอจะเทียบเท่านางได้ยังมีพวกเราทั้งหกให้นางพูดคุยได้ ไม่นับท่านซาตานาเกียกับท่านอากาเรียเรฟน่ะนะ”

“ถ้าพูดถึงอัครเทวทูตล่ะก็ ข้าว่าแค่สามหรือสี่เท่านั้นล่ะ” ราฟาเอลเอ่ยแย้งมิคาเอลที่กล่าวว่าอัครเทวทูตที่เหลือทั้งหกนั้นสนิทสนมกับลูซิเฟอร์ เพราะราฟาเอลนั้นมองว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้วลูซิเฟอร์เองก็ยังไม้เชิงและไม่ยอมที่จะเข้าไปสนิทสนมกับผู้ใดมากนักเท่ากับมิคาเอล กาเบรียล อานาเอล และตัวเขาเอง ด้วยอูริเอล และซามาเอลก็มักจะทำแต่งานของตนเองอีกทั้งอัครเทวทูตทั้งสอง ก็ไม่จะถูกคอกันนักทำให้ลูซิเฟอร์ที่เป็นคนกลางไม่ค่อยชอบใจสักเท่าไหร่ ส่วนซาคิเอลก็มีอาวุโสมากเกินไปการที่นางจะไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระที่บางครั้งดูเป็นเรื่องเอาแต่ใจตนเองคงไม่ได้ จริง ๆ ราฟาเอลอยากจะบอกเสียด้วยซ้ำไปว่าผู้ที่ลูซิเฟอร์ดูจะเปิดใจมากที่สุดมีเพียงมิคาเอลที่นางไปหลงรักชอบพอเพียงผู้เดียวเสียด้วยซ้ำ

มิคาเอลนั้นนิ่งคิดในสิ่งที่ราฟาเอลกล่าว เขาเองเมื่อคิดตามนั้นแล้วก็ยอมรับว่าค่อนข้างเป็นเรื่องจริงอยู่ ด้วยลูซิเฟอร์นั้นดูจะไปมาหาสู่พูดคุยกับอัครเทวทูตเพียงไม่กี่คน แต่ทว่าตอนนี้นางก็ได้สหายที่นางให้ความสนิทสนมอีกคนแล้ว
“ราฟาเอล ข้าว่าเจ้าต้องบวกเข้าไปอีกหนึ่งคนแล้วนะตอนนี้”

ราฟาเอลหันมามองมิคาเอลอีกครั้งพร้อมทั้งเลิกคิ้วใส่ แต่เขาก็คิดออกในทันใด ด้วย ณ เวลานี้ผู้ที่ดูจะสนิทสนมกับลูซิเฟอร์อย่างมากก็คือ ลิลิธ นั่นเอง เขาจึงหัวเราะในลำคอพลางเอ่ยกับมิคาเอลออกไป
“นั่นสินะ ดูท่าทางลูซิเฟอร์จะสนิทกับลิลิธมากจริง ๆ ...แต่ข้าว่าข้าคุยเรื่องที่ลูซิเฟอร์มาชอบเจ้าได้อย่างไรมากกว่านี่นะ”

“เรื่องนั้นน่ะข้าก็ตอบไม่ถูกจริง ๆ นี่นา” มิคาเอลกล่าวพลางปั้นหน้าหนักใจและเกาศีรษะเบา ๆ เขาก็ตอบไม่ถูกว่าเขาไปทำอะไรอันใดอยู่ ๆ ลูซิเฟอร์จึงมาให้ความสนใจเขาเช่นนี้

“แล้วในอดีตเจ้าเคยไปทำอะไรที่มีนางมาเกี่ยวข้องบ้างล่ะ”

สิ่งที่ราฟาเอลเอ่ยถามทำให้มิคาเอลกอดอกตนเองพลางยืนนิ่งคิดทบทวนความทรงจำของเขา ก่อนที่จะตอบราฟาเอลไปอย่างรวดเร็วเพราะงานที่เขากระทำและมีลูซิเฟอร์มาเกี่ยวข้องนั้นเขาจำได้แม่นยำทีเดียว เพราะมันมีน้อยมากจริง ๆ
“ไม่มีอะไรเท่าไหร่หรอก จะมีก็เพียงตอนที่ประชุมร่วมกันอย่างหนึ่ง แล้วก็ตอนที่นางไปเข้าเฝ้าพระผู้เป็นเจ้าบางครั้งก็พบข้า ณ ที่ประทับของพระองค์”

“แค่นั้น?”

“เออ...” มิคาเอลพยายามนึกให้ละเอียดเมื่อโดนราฟาเอลต้องการคำยืนยัน จนครู่หนึ่งเขาจึงได้ตอบออกไป

“จริง ๆ มันก็มีอยู่เรื่องหนึ่งน่ะนะ ตอนที่มีปัญหากับเจ้าพวกที่มาจากต่างมิติเมื่อสองร้อยปีก่อน ข้าช่วยเทวทูตหญิงผู้หนึ่งที่ไปอยู่ในสนามรบและกำลังจะพลาดท่าให้กับเจ้าพวกอสุรกายจากต่างมิติไว้ ซึ่งข้ามาทราบภายหลังน่ะว่านั่นคือลูซิเฟอร์”

ราฟาเอลมองมิคาเอลอย่างประหลาดใจ ด้วยถ้าบอกว่าเมื่อสองร้อยปีก่อน มิคาเอลก็น่าจะรู้จักลูซิเฟอร์บ้างแล้ว แต่การที่เอ่ยขึ้นมาราวกับว่าในตอนนั้นเขาไม่รู้จักนางมันออกจะประหลาด ๆ อยู่
“อะไรกัน เจ้าจำนางไม่ได้รึ?”

“คือตอนนั้นนางมีผ้าคลุมศีรษะ แล้วข้าก็เห็นเพียงด้านหลัง แถมตอนนั้นนางก็ปลดปีกมาใช้เพียงสองปีก ข้าก็นึกว่าเป็นพวกเทวทูตธรรมดาที่กำลังพลาดท่า ก็เลยไปช่วยทั้งที่ไม่รู้นั่นล่ะ” มิคาเอลตอบพลางยิ้มเจื่อน ๆ ยามที่นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ข้าว่าอย่างเจ้าคงไม่ได้เข้าไปช่วยธรรมดาเป็นแน่ นิสัยของเจ้าเวลาอยู่ในสนามรบเป็นยังไงข้าก็พอรู้ดีนา”
ราฟาเอลเอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ เพราะเขาทราบดีว่ามิคาเอลนั้นออกจะพูดน้อย เวลาจะสื่อสารอะไรกับใครในสนามรบก็มักจะสั้นและห้วน ยิ่งถ้าเป็นการเข้าไปช่วยเทวทูตหญิง ที่ไม่น่าจะมาอยู่ในสนามรบแล้วล่ะก็คงจะไม่ได้พูดจาด้วยคำที่ไพเราะอ่อนหวานป็นแน่ ราฟาเอลคิดว่าเผลอ ๆ มิคาเอลจะพาลโยนแม่เทวทูตสาวผู้นั้นให้ออกจากสนามรบโดยไวเพื่อที่ตนเองจะได้ทำงานได้โดยสะดวกเสียด้วยซ้ำ

“ข้าก็ตะคอกนางไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็เหวี่ยงนางไปให้พวกทหารที่อยู่แนวหลังพาไปที่ปลอดภัยน่ะ”

‘บ่ะ!! นี่ข้ามีความสามารถในการล่วงรู้ความนึกคิดแล้วรึนี่’
ราฟาเอลคิดในใจพลางยิ้มเจื่อน ๆ ให้คำตอบของมิคาเอล มันไม่ผิดอย่างที่เขาคาดเลยจริง ๆ แต่ถ้าเป็นเรื่องนี้จริง มันก็แปลกดีที่ลูซิเฟอร์จะประทับใจอะไรมิคาเอลด้วยเรื่องเช่นนี้

“จนข้ามาทราบว่าเทวทูตที่ข้าช่วยไว้คือลูซิเฟอร์ และตอนที่ข้าพบนางหลังจากนั้น นางก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรข้านะ นางยังมาขอบคุณข้าเลยด้วยซ้ำไป”

“ก็น่าแปลกดีนะ” ราฟาเอลตอบพลางอมนิ้มเล็กน้อยก่อนที่เขาจะถกมิคาเอลที่สงสัยบางสิ่งเอ่ยถามไป

“ว่าแต่อยู่ ๆ ทำไมเจ้าถึงได้มาสนใจเรื่องนี้ได้ล่ะ?”

ราฟาเอลเอียวศีรษะเล็กน้อยแล้วจึงตอบมิคาเอลกลับไปเรียบ ๆ
“ไม่มีอะไรหรอก บางทีข้าก็แค่อยากจะรู้อะไรที่คนอื่นอยากจะรู้บ้างเท่านั้นเอง”

----------------------------

ปึง!!

“สรุปว่าเรื่องที่ท่านชอบพอกับไอ้เจ้ามิคาเอลเป็นเรื่องจริงรึ!!!”

“ท่านมิคาเอลย่ะ”

ลูซิเฟอร์เอ่ยตอบชายผมสั้นเกรียน รูปร่างกำยำสูงใหญ่ ดวงตาด้านซ้ายนั้นมีผ้าปิดตาอยู่ ใบหน้าที่ดูเข็มแข็งและเคร่งขรึมมีจอนยาว หนวดและเคราขึ้นค่อนข้างดกสั้น ดูราวกับเป็นนักรบที่ผ่านศึกสงครามมามากมาย ชายผู้ซึ่งทุบไปที่โต๊ะทำงานของลูซิเฟอร์ด้วยทีท่าที่ดูจะเดือดดาลอย่างมากเมื่อลูซิเฟอร์เอ่ยว่าข่าวลือที่ว่านางชอบพอคบหากับมิคาเอลฉันท์คนรักเป็นเรื่องจริง ทั้งยังเรียกชื่อของมิคาเอลอย่างไม่ให้เกียรติเข้าไปอีก จึงทำให้ลูซิเฟอร์นั้นดูไม่พอใจอย่างมาก

“เออ...ท่านมิคาเอลก็ได้” ชายคนดังกล่าวเอ่ยรับอย่างไม่พอใจนัก ก่อนที่ลูซิเฟอร์จะบุยปากพร้อมทั้งบ่นออกไป

“ว่าแต่ท่านเถอะ อากาเรียเรป ไปอยู่ที่ใหนมาถึงเพิ่งจะได้ยินข้าวที่คนอื่นเขาพูดกันมาเป็นปี ๆ เช่นนี้”

ชายผู้ถูกเรียกว่า อากาเรียเรป มองหน้าลูซิเฟอร์โดยหาได้หวั่นเกรงไม่ก่อนที่จะตอบลูซิเฟอร์ออกไปด้วยน้ำเสียงเอือมระอา
“ก็ท่านเป็นผู้ส่งข้าไปตรวจตราที่สุดเขตดาราจักร จนข้าแทบจะวนมาได้หนึ่งรอบถึงได้กลับมาให้ท่าเห็นหน้าเห็นตานี่ล่ะ”

“...จริงสิ ข้าลืมไปเสียสนิทเลย” ลูซิเฟอร์ตอบพร้อมกับยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ออกจะยียวนกวนประสาทอย่างมาก จนนอากาเรียเรฟแทบอยากจะแหกปากตะโกนออกมา แต่เขาก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น

“ว่าแต่ข้าไม่ได้เรียกท่านไปร่วมทัพสู้กับเจ้ามังกรแดงรึนี่?” ลูซิเฟอร์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ แต่ใบหน้านั้นดูเหมือนจะแกล้งทำเป็นไร้เดียงไม่รู้ไม่ชี้สิ่งที่เกิดขึ้นต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาสักเท่าไหร่

“ไม่...ท่านนี่อย่าทำเป็นขี้ลืมไปหน่อยเลย คงไม่จะไม่ต้องการให้ข้าไปขวางความสุขระหว่างท่านกับเจ้ามิคาเอลนั่นสินะ”

“ท่านมิคาเอลย่ะ”

“กรร....ท่านมิคาเอล”

ลูซิเฟอร์ได้แต่ปั้นหน้ายุ่งใส่อากาเรียเรป ผู้ซึ่งไม่ได้ชอบมิคาเอลสักเท่าไหร่ จริง ๆ แล้วเขานั้นเคยเป็นอาจารย์ของมิคาเอลมาก่อนด้วยซ้ำไป แต่เพราะการที่มิคาเอลนั้นได้อวยยศอวยตำแหน่งขึ้นมาเป็นถึงองครักษ์ของพระผู้เป็นเจ้าทำให้เขาไม่ค่อยพอใจสักเท่าไหร่

แต่ลูซิเฟอร์และมิคาเอลต่างก็ทราบดีว่ามี่อากาเรียเรปไม่พอใจนั้นไม่ใช่เพราะอิจฉาอันใด เขาแค่มองว่ามิคาเอลนั้นยังมีฝีมืออ่อนด้อยมากเกินไป ทั้งยังเยาว์เกินกว่าจะรับหน้าที่สำคัญเช่นนั้น หากแต่เมื่อเป็นรับสั่งตรงจากพระผู้เป็นเจ้าเขาจึงได้แต่ทำตามเท่านั้น ยิ่งถ้าเขาทราบว่าผู้บังคับบัญชาของเขาที่ถูกเรียกว่าเป็นมหาเทพในหมู่เทพนั้นมาตกหลุมรักชายที่เขาไม่ชอบใจ คงยิ่งเป็นเรื่องที่สร้างความไม่พอใจอย่างมาก

จึงเป็นเหตุให้ลูซิเฟอร์วางแผนให้อากาเรียเรปนั้นไปทำงานไกล ๆ จะได้ไม่รู้ข่าวสารอะไรมากเกินไปนัก และพยายามกันเขาออกจากการรวมกลุ่มกับอัครเทวทูตทั้งหมด แต่ครั้งนี้ดูท่ามันจะไม่ได้ผลเสียแล้ว ด้วยกิจการงานของเขาสำเร็จลุล่วงไปหมดแล้ว และกลับมายังวิลอนเรียบร้อยแล้ว มันอดทำให้ลูซิเฟอร์คิดไม่ได้ว่าถ้ามิคาเอลมาเพื่อพัก ณ ที่แห่งนี้จะมีเรื่องวุ่นวายมากขนาดใหนกัน

ก๊อก ๆ

“ช...เชิญ” ลูซิเฟอร์ตอบรับเสียงเคาะประตูห้องออกไปในขณะที่อากาเรียเรปยังออกอาการกระฟัดกระเฟี้ยด

“ขออนุญาตขอรับท่านลูซิเฟอร์” ซาตานาเกียก้มหน้าก้มตาเดินเข้ามาพร้อมกับถือเอกสารซึ่งทันทีที่ลูซิเฟอร์เห็นนางก็เอ่ยทักด้วยความประหลาดใจทันที

“ซาตานาเกีย!! ท่านกลับมาจากอาบิสแล้วรึนี่ ไวจริง ๆ เชียว”

“ท่านราฟาเอลเปิดประตูจำนวนมากอยู่น่ะขอรับ เลยทำให้กองเรือนั้นสามารถเดินทางพร้อมกันได้เป็นจำนวนมาก ข้าเลยสามารถกลับมาได้ไวเช่นนี้” ซาตานาเกียร์ตอบพลางเงยหน้าขึ้น ซึ่งเขาก็พบกับอากาเรียเรปยืนกอดอกด้วยทีท่าไม่พอใจสักเท่าไหร่ เขาจึงเอ่ยทักออกไป

“โอ้ ยินดีต้อนรับกลับบ้าน อากาเรียเรป ที่รอบ ๆ เขตแดนดาราจักรเป็นอย่างไรบ้าง?”

“อย่ามาถามข้าน่ะซาตานาเกีย ข้าต้องถามเจ้าต่างหากว่าเจ้าดูแลท่านลูซิเฟอร์ยังไงถึงได้ไปตกหลุมพรางของเจ้ามิคาเอลได้”
อากาเรียเรปเอ่ยพลางชี้หน้าซาตานาเกียทันที หากแต่ซาตานาเกียกลับมีสีหน้าเรียบเฉยก่อนที่จะตอบกลับไปอย่างเรียบ ๆ

“ข้าว่า...ถ้าท่านลูซิเฟอร์จะมีความรักบ้างก็คงไม่แปลก ท่านเองก็อยู่มานานแล้วจะมีชายที่พึงใจก็เป็นเรื่องสมควร ยิ่งอีกฝ่ายเป็นถึงอัครเทวทูตที่ดำรงตำแหน่งองครักษ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ข้ายิ่งมองไม่เห็นเหตุผลใดในการเข้าไปขัดแย้งเลย”

“ต...แต่เจ้านั่น!!”

“ข้าว่าเจ้าน่ะรู้จักท่านมิคาเอลดีเสียยิ่งกว่าข้าอีกนะ น่าพอมองออกว่าเขาเหมาะสมกับท่านลูซิเฟอร์หรือไม่...แต่ข้าพูดจริง ๆ นะ บางทีข้าคิดว่าผู้ที่ต้องปรับปรุงตัวน่ะ คือท่านลูซิเฟอร์ต่างหาก”
ซาตานาเกียเอ่ยจี้อากาเรียเรปผู้ซึ่งเป็นอาจารย์ของมิคาเอลที่น่าจะรู้จักมิคาเอลดีกว่าผู้ใด ก่อนที่จะปัดปัญหาความเหมาะสมให้ลูซิเฟอร์ ทำให้ลูซิเฟอร์ที่นั่งฟังอยู่ยิ้มแหย ๆ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นอย่างไม่พอใจนัก

“เหตุไฉนถึงได้มาลงที่ข้าได้ล่ะนี่”

“เหตุใดน่ะรึท่าน ข้าว่าข้จะเตือนท่านตั้งแต่ที่อาบิสแล้ว แต่ข้าคิดว่ารอให้เรื่องของเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นสิ้นสุดก่อนค่อยเตือนจะดีกว่า นี่ก็เป็นเวลาที่ดีแล้วที่จะเตือนท่านว่า ‘ท่านไม่ควรแสดงความรักออกนอกหน้าเช่นที่ทำที่อาบิส’ จะดีมากเลยนะท่าน อย่างน้อยก็เพื่อเกียรติของท่านมิคาเอลก็ยังดี”

“ว...ว่าไงนะ ท่านลูซิเฟอร์ไปพลอดรักไอ้ลูกหมานั่นเรอะ!!!”

“ข...ข้าแค่พยายามเรียกให้เขามาสนใจข้าเท่านั้นเอง”

คำพูดของอากาเรียเรปและคำตอบของลูซิเฟอร์ได้แต่ทำให้ซาตานาเกียรู้สึกหนักใจอย่างยิ่ง ด้วยปกติแค่ลำพังลูซิเฟอร์เขาก็ว่ารับมือได้เหนื่อยมากพอแล้ว นี่ยังมีจอมทัพสวรรค์หัวรั้นอย่างอากาเรียเรปโผล่มาอีก เขาแทบอยากจะลาพักร้อนให้หัวสมองปลอดโปร่งไม่ขอรับรู้เรื่องใด ๆ เลยสักอาทิตย์สองอาทิตย์จริง ๆ

------------------------

“ว้า~ อากาเรียเรปกลับมาเช่นนี้ ท่านมิกกี้จะพักที่นี่อย่างเป็นสุขได้รึไม่นะ”
ลูซิเฟอร์เอ่ยพลางบุยปากด้วยความคับข้องใจ ซึ่งอากาเรียเรปและซาตานาเกียต่างเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันด้วยความสงสัย
“ท่านมิกกี้?”
ลูซิเฟอร์มองผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองก่อนที่จะเอ่ยตอบไปด้วยสีหน้าแดงเรื่อ
“ท่านมิกกี้ ก็ ท่านมิคาเอลยังไงล่ะ”
“ว่าไงนะ ไอ้เจ้าลูกหมานั่นกล้ามาพักยังที่ประทับของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่เชียวรึ!!”
ผัวะ!!
“โอ้ย!!”
อากาเรียเรปร้องอย่างเจ็บปวดที่ถูกเอกสารที่ซาตานาเกียทำเป็นม้วนตบเข้าที่ศีรษะอย่างแรงก่อนที่ซาตานาเกียจะเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นคงต้องจัดห้องหับให้ท่ามิคาเอลอีกแล้วสินะ ...แต่ก่อนอื่นนะท่านลูซิเฟอร์ ข้าขอเอาเจ้าหัวร้นนี่ไปเก็บก่อน เดี๋ยวข้าค่อยมารายงานเรื่องงานที่อาบิสก็แล้วกัน”
“อืม” ลูซิเฟอร์ยิ้มพลางพยักหน้ารับให้กับซาตานาเกียที่รับอาสาจัดการกับอากาเรียเรป
“อะไรกัน!! เจ้าจะปล่อยให้มันมาพักที่นี่ ไม่ด้าาาาาาาายน้าาาาาาาา~”
อากาเรียเรปร้องยานคางเมื่อถูกซาตานาเกียฉุดกระชากลากออกจากห้องไป ซึ่งลูซิเฟอร์ได้แต่ยิ้มพร้อมเอ่ยเบา
“อ้า~ โลกสงบสุขดีจัง~”

-------------------------------------------------------Next to chapter 34

 


Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 07 ธ.ค.53 เวลา 09:26:59 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ Last ]
ยังไม่มีใครตอบกระทู้นี้
วิธีการใช้ Function ต่างๆ