Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

The Chronicle of Farnese: Myth of Arcadia - Part 52


“หือ...”

เสียงครางของเอคดังขึ้นทั้งๆ ที่เจ้าตัวกำลังเคลิ้มใกล้จะหลับอยู่เต็มแก่ ทว่าเมื่อครู่กลับมีความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาสะดุ้งตื่นจนต้องยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงุนงง

“อะไรหว่า...”

ชายหนุ่มยกมือเกาหัวพลางหันมองไปยังเจ้าเจคที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่ในตะกร้าที่มุมห้อง เมื่อเหลือบผ่านไปเห็นเตียงของโจนาธานที่ยังคงว่างเปล่า ก็นึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาอีกครั้ง ...หลังจากที่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง (ว่าจะขัดขวางไม่ให้โจนาธานขัดรองเข้าและซักผ้าให้อย่างไร) จึงตัดสินใจลุกขึ้นจากเตียงไปหยิบเสื้อคลุมขึ้นสวมหมายจะตามออกไปดูเพื่อน ที่แม้จะยังไม่ทราบเลยว่าออกไปทำธุระที่ไหนอย่างไร แต่ก็คิดว่าอาจจะออกไปสอบถามจากเวรยามดูได้บ้าง...

หากแต่ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มกลับสัมผัสได้ถึงกระแสแห่งความมืดที่รวมตัวกันเข้าที่กลางห้องจนกลายเป็นช่องว่างสีดำสนิท ก่อนจะเห็นร่างของสโคโตแกรนด์มาสเตอร์ผู้เป็นอาจารย์โผล่พรวดออกมาอย่างฉับพลัน จนได้แต่ยืนตะลึงตาค้าง...

“...ท...ท่านอาจารย์...”

“...เอค...ไปกับข้า...เดี๋ยวนี้...” ชายชราว่าทั้งๆ ที่กำลังหอบจนตัวโยนพลางเดินสะโหลสะเหลเข้ามาคว้าตัวลูกศิษย์เอาไว้

“...ป...ไปไหนขอรับ?... แล้วท่านอาจารย์...”

“หลับตาซะ!”

คำสั่งอันเฉียบขาดของท่านอาจารย์ทำให้เอคต้องเก็บคำถามแล้วรีบปฏิบัติตามในทันที ฝ่ายชายชราเมื่อเห็นเช่นนั้นก็คว้าคอชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้แล้วโบกผ้าคลุมของตนห่มทับร่างใหญ่นั้นเอาไว้ ก่อนจะเริ่มตั้งสมาธิเรียกมวลความมืดขนาดใหญ่เข้าครอบคลุมร่างของตน...

...เพียงอึดใจถัดมา ร่างของสองศิษย์อาจารย์ก็อันตรธานหายไปจากห้องเสียแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแต่เจ้าเจคน้อยที่ยังคงนอนหลับอุตุอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราวอยู่เพียงลำพัง...

................................

ภายใต้ผ้าคลุมของอาจารย์ที่เอคถูกโอบศีรษะให้ก้มคุดคู้อยู่นั้นเอง... ชายหนุ่มกำลังมีความรู้สึกอันแปลกประหลาด... ราวกับรอบกายมีเพียงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุด... ไม่มีเสียง... ไม่มีแสง... ไม่มีน้ำหนัก... ไม่มีทิศทาง... ไม่มีสิ่งใดเลย... ทว่าเขากลับไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวแต่อย่างใด ...ตรงข้าม... กลับรู้สึกอบอุ่นสบายใจ... ราวกับเคยผูกพันกับที่แห่งนี้มานานแสนนาน...

...เอค... เอค... เอคมาแล้ว... เจ้ากลับมาหาเราแล้ว...

จู่ๆ เสียงไร้เดียงสาเสียงหนึ่งก็ดังก้องขึ้นในหัวของชายหนุ่มอย่างฉับพลัน

“...ค...ความมืดหรือ... เราก็เจอกันทุกวันอยู่แล้วไม่ใช่หรือ...” เอคนึกตอบกลับไปอย่างแปลกใจ

...ใช่...และไม่ใช่... เราคือความมืด... แต่มิใช่ความมืดบนพิภพของเจ้า... เราคือปฐมธาตุที่ผูกพันกับเจ้า...

เอคขมวดคิ้วนิ่งไปอึดใจก่อนจะร้องออกมาอย่างยินดี

“อ้อ! หมายถึงไพรม์อย่างนั้นหรือ! เจ้าคือไพรม์ของข้าอย่างนั้นหรือ!” ชายหนุ่มว่าอย่างตื่นเต้น เมื่อระลึกขึ้นได้ถึงเหล่าแหล่งของความมืดที่อาจารย์เคยเหล่าให้ฟัง “แล้วเจ้าคือความมืดแบบไหนล่ะ ราตรี คราส หรือว่า... อเวจี...”

...เปล่าเลย... เปล่าเลย... เรามิใช่ความมืดเหล่านั้น... เรามืดมิดกว่า... ลึกล้ำกว่า... และว่างเปล่าอย่างแท้จริง...

“...เอ...ถ้าอย่างนั้นเจ้าคือ...” ชายหนุ่มเริ่มจะงง

...ตัวเรานั้นมีหลากหลายนาม... สุดแล้วแต่สิ่งมีชีวิตอันทรงภูมิปัญญาในแต่ละพิภพจะเรียกขาน... อาจารย์ของเจ้าเรียกเราว่า 'วอยด์'... บางพิภพเรียกเราว่า 'ไพรมอเดียล'... บางพิภพเรียกเราว่า 'เคออส'... และบางพิภพก็เรียกเราว่า... ความมืดแห่งปฐมกาล...

“...ความมืด... แห่งปฐมกาล...”

เปรี้ยง!!!

เสียงดังกัมปนาททำให้เอคสะดุ้งโหยงลืมตาผละร่างออกมาจากผ้าคลุมของอาจารย์อย่างลืมตัว นั่นเองที่ชายหนุ่มจึงได้พบว่าตนโผล่มาอยู่กลางที่โล่งแจ้งซึ่งกลาดเกลื่อนไปด้วยก้อนน้ำแข็งและรอยไหม้ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบได้

ท่ามกลางความงุนงง เอคเหลียวซ้ายแลขวาไปโดยรอบอย่างไม่เข้าใจ ครั้นแล้วจึงได้เห็นว่าไกลออกไปเบื้องหน้า มีร่างที่คุ้นตาของชายสองคนกำลังสาดซัดสายน้ำและเปลวเพลิงเข้าปะทะกันอย่างเมามันอยู่ ...และเมื่อเพ่งมองให้ละเอียดอีกครั้ง ชายหนุ่มจึงได้พบว่า ...ผู้ใช้เวททั้งสองคนนั้น ก็คือเรเกียกับคาร์ลผู้เป็นรุ่นพี่นั่นเอง...

“เอค...” เสียงของอาจารย์เฒ่าที่ดังแว่วมาจากข้างกายเรียกให้ชายหนุ่มหันกลับไปมอง และต้องตกใจเมื่อพบว่าท่านอาจารย์ของเขากำลังทรุดตัวอยู่กับพื้นพลางหอบหายใจถี่จนน่ากลัว อันเป็นผลจากการใช้เวทประตูสัญจรต่อเนื่องกันหลายครั้งนั่นเอง...

“ท่านอาจารย์ขอรับ!!” หนุ่มบ้านนอกเร่งทรุดเข่าลงประคองร่างของชายชราด้วยความเป็นห่วง ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายยกมือขวางเอาไว้

“...ฟังข้าให้ดีนะ... เอค...” จอมเวทเฒ่าฝืนกล่าวทั้งที่ยังเหนื่อยหอบ “...คาร์ลในตอนนี้ต้องมนต์บางอย่างทำให้คุ้มคลั่ง... เจ้าจงไปคลายผนึกเวทของเจ้าออกจากเรเกีย...”

ดาร์เนลพักหายใจพลางยกมือชี้ไปยังจอมเวทอัคคีหนุ่มซึ่งกำลังถูกคู่ต่อสู้ผลักดันให้ถอยร่นทีละน้อย

“...วิ่งเข้าไปหาเขา... ดึงผ้าคลุมให้กระชับร่าง... แล้วใช้ความมืดคุ้มกายไว้... เจ้าจะปลอดภัยจากอำนาจเวทมนตร์ทั้งปวง...”

คำกล่าวของอาจารย์ทำให้เอคตกใจและเกิดข้อสงสัยขึ้นมากมาย กระนั้นชายหนุ่มก็ตระหนักได้ในทันทีว่าขณะนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมามัวซักถามอะไรอีกแล้ว

“เข้าใจแล้วขอรับ”

คำตอบอันหนักแน่นของเอคทำให้ดาร์เนลรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย ทว่าเมื่อได้เห็นสายตาอันแน่วแน่ของลูกศิษย์ ชายชราก็เริ่มจะเชื่อแล้วว่า เอคคงจะมีสายเลือดของคนๆ นั้นอยู่ในกายจริงๆ...

“...แตะหน้าผากของเรเกีย... รวบรวมสมาธิ... แล้วสั่งให้ความมืดสลาย... ถึงจะไม่เคยฝึก แต่ข้าก็เชื่อว่าเจ้าต้องทำได้...” อาจารย์เฒ่าว่าแล้วก็ตบไหล่ชายหนุ่มเบาๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่เอคจะพยักหน้ารับคำเบาๆ

“ท่านอาจารย์ ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ” เอคกล่าวกับอาจารย์ทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะยันกายลุกขึ้นจ้องมองไปเบื้องหน้า ที่ซึ่งคาร์ลกำลังร่ายเวทน้ำแข็งห้อมล้อมเรเกียที่กำลังพยายามต่อสู้อย่างเต็มกำลังแต่ก็ดูราวกับว่าใกล้จะเพลี่ยงพล้ำเต็มที

เอคสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งก่อนจะยกผ้าคลุมศีรษะขึ้นสวม ครั้นแล้วจึงวิ่งออกไปโดยไร้ความลังเล ปล่อยให้ดาร์เนลที่ยังคงเหนื่อยหอบจนแทบจะยันกายไม่ไหวมองตามหลังด้วยความเป็นห่วง

“...ข้าขอโทษนะ... เอเรบัส...”

จอมเวทเฒ่าพึมพำเบาๆ กับตนเองราวกับสำนึกผิด... ก่อนที่ร่างนั้นจะทรุดลงไปกองกับผืนดิน...

.........................................................

เกล็ดน้ำแข็งที่คืบคลานเข้าเกาะกุมบนร่างกายของเรเกีย ทำให้ชายหนุ่มขยับตัวได้ยากลำบากขึ้นทุกขณะ... แม้ว่าจะพยายามรวบรวมมาน่าไฟเข้าต่อต้านอย่างเต็มที่ แต่พลังเวทอัคคีในระดับ ‘ทั่วไป’ ของชายหนุ่มก็ไม่อาจจะต้านทานอำนาจของน้ำและความเย็นของคาร์ลในตอนนี้ได้เท่าไรนัก

สายน้ำอีกระลอกหนึ่งถูกซัดสาดเข้าใส่จอมเวทหนุ่มก่อนที่มันจะแข็งตัวลงในเวลาเพียงชั่วพริบตา กระนั้นเรเกียก็ยังสามารถอาศัยพลังเพลิงของตนละลายก้อนน้ำแข็งที่เหนี่ยวรั้งร่างให้หลุดเป็นอิสระได้ทันการอีกครั้ง

“ทำไมเจ้าไม่ตอบโต้... คิดจะดูถูกข้าอีกอย่างนั้นหรือ... เรเกีย...” จอมเวทน้ำผู้ต้องอาคมคำรามเสียงต่ำ ดวงตาไร้แววบนขอบตาเข้มคล้ำจ้อมมองไปยังคู่ต่อสู้อย่างกราดเกรี้ยว

เรเกียไม่ตอบคำ... ทั้งที่รู้ว่าการอธิบายกับอีกฝ่ายว่าอำนาจเวทมนตร์ของตนยังไม่ถูกคลายสะกดอย่างสมบูรณ์ อาจช่วยถ่วงเวลาเอาไว้ได้ แต่ความทรนงของชายหนุ่มก็ทำให้เขาปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

“ท่านเองก็เหมือนกัน เหตุใดจึงใช้แต่เพียงเวทน้ำแข็งเพื่อจะจับกุมตัวข้าทั้งที่ปากบอกว่าอยากจะเอาชนะ เหตุใดท่านจึงไม่ใช้เวทลิ่มน้ำแข็งหรือจักรวารีที่ถนัดจัดการข้าไปเสียเลยเล่า” จอมเวทอัคคีถามย้อนกลับไปบ้าง

“เพราะท่านได้รับคำสั่งมาใช่ไหม ว่าให้จับตัวข้ากลับไปโดยไม่ให้ได้รับบาดเจ็บ” เรเกียยืดกายชี้นิ้วใส่คาร์ลประกาศก้อง “ท่านไม่ได้ต่อสู้ด้วยความต้องการของตัวท่านเอง! ท่านเพียงแต่ถูกพวกอาร์เคนิสต์บงการมาโดยใช้ความปรารถนาลึกๆ ในใจของท่านเป็นมายาล่อล่วงเท่านั้น!”

“หุบปากนะ!”

เสียงตะโกนลั่นของคาร์ลดังขึ้นพร้อมกับสายฝนห่าใหญ่ที่เทโครมลงมาอีกครั้ง และขณะที่เรเกียกำลังเตรียมรับมือกับน้ำจำนวนมหาศาลที่เจิ่งนองขึ้นมานั้นเอง เสียงตะโกนของใครคนหนึ่งก็แว่วผ่านสายฝนมาแต่ไกล

“ท่านเรเกียขอรับ!”

เรเกียหันไปทางต้นเสียงทันทีที่ระลึกได้ว่านั่นคือเสียงของเอค มิใช่เพราะยินดีที่ชายหนุ่มกำลังจะมาปลดผนึกพลังเวทให้กับตน แต่เป็นเพราะตระหนักว่าอีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวด

และสิ่งที่เรเกียนึกเป็นห่วงก็เกิดขึ้นในอึดใจ ...ท่ามกลางผืนน้ำเจิ่งนองที่อยู่ห่างออกไปหลายช่วงตัว เรเกียเห็นมวลน้ำใต้ขาของเอคยกตัวขึ้นจนกลายเป็นทรงกลมห่อหุ้มร่างชายหนุ่มเอาไว้ในพริบตา ทว่าในขณะที่กำลังเงื้อมือหมายจะสันดาปเพลิงระเบิดมวลน้ำเพื่อช่วยเหลือจอมเวทรุ่นน้องนั้นเอง ชายหนุ่มก็ต้องตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

เสี้ยววินาทีที่กำลังจะถูกมวลน้ำกลืนเข้าไปอย่างสมบูรณ์ ดูราวกับว่าชายหนุ่มผู้ใช้ความมืดจะรู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงโบกชายผ้าคลุมขึ้นรวบรวมมาน่าจากเงามืดภายในให้แผ่ออกรอบกาย พลันมวลน้ำที่ห่อหุ้มร่างอยู่ก็หลุดพ้นจากการควบคุมของผู้ใช้เวททิ้งตัวกระจายลงบนพื้นดังโครมใหญ่ ปล่อยให้ร่างของชายหนุ่มเป็นอิสระในทันที

ทว่าการจู่โจมจากสายน้ำก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เพียงสองสามก้าวที่เอคออกวิ่งต่อไป ก้อนน้ำขนาดเท่ากำปั้นนับสิบลูกก็ยกตัวลอยขึ้นเบื้องหน้า ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหาชายหนุ่มในทันที

“เอค!”

เรเกียตะโกนออกไปเสียงดังลั่น เนื่องด้วยการโจมตีต่อเนื่องของผู้ใช้เวทน้ำเป็นวงกว้างเกินกว่าที่ตัวเขาจะรับมือได้หมด แต่จอมเวทหนุ่มผู้ใช้ความมืดกลับยังคงตั้งสมาธิเอาไว้ได้ จึงสะบัดชายผ้าคลุมของตนไปเบื้องหน้า ใช้เงาใต้ผ้าคลุมให้เป็นเขตแดนแห่งความมืด ที่ทำให้กระสุนน้ำเหล่านั้นสิ้นอานุภาพลงทันทีที่ผ่านเข้ามา

การโต้ตอบของเอคทำให้คาร์ลซึ่งกำลังขาดสติจนลืมไปสิ้นแล้วว่าตนเป็นผู้ฝึกปรือวิธีรับมือเวทน้ำเหล่านั้นให้ฝ่ายตรงข้ามเองกับมือ ยิ่งกราดเกรี้ยว จึงยกมือทั้งสองขึ้นรวบรวมมวลน้ำขนาดยักษ์ขึ้นบนฟ้าเหนือหัวของชายหนุ่ม ก่อนจะผนึกมันให้กลายเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่พอๆ กับกระท่อมหลังหนึ่งให้ลอยอยู่กลางอากาศในเวลาไม่กี่อึดใจ

“เอค!” เรเกียร้องตะโกนพลางถีบตัวทะยานเข้าหาอีกฝ่าย

“ท่านเรเกียขอรับ!” เอคยื่นมือไปเบื้องหน้าขณะที่เร่งฝีเท้ากระโจนอย่างเต็มกำลัง

“ตาย!!”

สิ้นเสียงตะโกนของคาร์ล ลูกแก้วน้ำแข็งขนาดยักษ์ที่ดูราวกับอุกกาบาตขนาดย่อมก็ถูกปล่อยให้พุ่งลงสู่พื้นอย่างรุนแรง ด้วยหมายจะบดขยี้ศัตรูที่เข้ามาขัดขวางการต่อสู้ให้ดับสูญไปในพริบตา แรงปะทะทำให้เกิดเสียงดังกัมปนาท ตามด้วยไอหมอกจากเศษน้ำแข็งที่คละคลุ้งจนทั่ว ...จนกระทั่งเมื่อเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง... เมื่อหมอกควันเหล่านั้นเบาบางลง จึงได้พบว่าบริเวณโดยรอบของก้อนน้ำแข็งยักษ์นั้นไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ให้เห็นอีกเลย... ซึ่งนั่นก็หมายความว่า... อุกกาบาตน้ำแข็งพิฆาตนั้นคงจะตกลงกระแทกเป้าหมายของมันได้อย่างสัมฤทธิ์ผลโดยสมบูรณ์...

คาร์ลยืนเหนื่อยหอบ... สายตาจ้องมองก้อนน้ำแข็งยักษ์ฝีมือของตนที่หล่นลงขยี้ร่างของคนทั้งสองด้วยสมองที่มึนชา...

...เขาเพิ่งสังหารใครไปหรือ...

...เอค... เมื่อครู่นี้คือเอคไม่ใช่หรือ... แล้วเรเกียเล่า... เมื่อครู่นี้เรเกียพุ่งเข้าไป...

“เรเกีย!!”

จอมเวทน้ำร้องตะโกนออกไปเสียงดังลั่น ...จะเนื่องด้วยระลึกถึงคำสั่งที่ได้รับมา หรือเพราะสติที่คืนกลับมาชั่วครู่นั้นก็ไม่อาจทราบ...

ทันใดนั้นเอง ก็เกิดแรงสั่นสะเทือนจากผืนดินโดยรอบ ก่อนที่เสาพระเพลิงขนาดยักษ์จะแผ่พุ่งขึ้นผ่ากลางก้อนน้ำแข็งของคาร์ลจนแยกหงายออกจากกันเป็นสองซีก เผยให้เห็นร่างของเรเกียและเอค ซึ่งยังคงอยู่รอดปลอดภัยดีจากการที่เอคใช้ความมืดคว้านเจาะรูกลมภายในอุกกาบาตน้ำแข็งนั้นก่อนที่มันจะตกลงถึงพื้น อันเป็นสิ่งที่เอคได้เรียนรู้มาจากครั้งที่เคยประลองกับอัลโต้นั่นเอง...

จอมเวทอัคคีหนุ่มหันไปพยักหน้าให้กับรุ่นน้องก่อนจะก้าวออกมาเบื้องหน้า ครั้นแล้วเสาไฟแดงฉานอันเกิดจากหินเหลวใต้พิภพก็เคลื่อนตัวลงมาขดเป็นวงรอบกายของชายหนุ่มราวกับอสรพิษเพลิงขนาดยักษ์ ที่ชูหัวขึ้นทำท่าราวกับจะขู่คำรามใส่บุรุษผู้ยืนอยู่ตรงข้าม

“อยู่นี่แล้วขอรับ ท่านคาร์ล”

.........................................................

"ตอบข้าสิคะ! ท่านอาจารย์!"

เสียงตะโกนของจอมเวทอัคคีสาวดังก้องขึ้นอีกครั้งภายในโถงของวิหารกลางแห่งอาร์คาเดีย หลังจากที่ร่างใหญ่ของชายผู้ถูกเรียกว่าเป็นอาจารย์เอาแต่ยืนนิ่งเงียบ ไม่ตอบสนองต่อคำถามของเธออยู่พักหนึ่ง...

"...ข้าไม่มีอะไรจะอธิบาย..." ชายเคราแดงกล่าวตอบในที่สุด ด้วยสีหน้าเย็นชาไร้อารมณ์ที่ทำให้จอมเวทสาวรู้สึกเย็นสันหลังวาบ

"...แต่ในฐานะอาจารย์ ข้ามีเรื่องอย่างจะขอร้องเจ้าสักหน่อย..."

คำกล่าวต่อไปของอีกฝ่ายทำให้อิซาเบลต้องขมวดคิ้ว

"ช่วยลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ไปหน่อยได้ไหม... แล้วข้าจะขอให้นายท่านปล่อยพวกเจ้าออกไปอย่างปลอดภัย..."

ถ้อยคำดังกล่าวทำให้อิซาเบลเบิกตาค้าง ก่อนจะตวาดออกไปอย่างกราดเกรี้ยว

"เจ้าไม่ใช่ท่านอาจารย์เคอร์เตซ! จะเป็นตายยังไงท่านอาจารย์ก็ไม่มีวันลดตัวลงไปรับรับใช้ไอ้พวกที่มุ่งร้ายต่ออาร์คาเดียเป็นอันขาด! แล้วก็ไม่มีทางยื่นข้อเสนอขี้ขลาดพรรค์นี้ด้วย!"

"...ก็เพราะข้าไม่อยากทำร้ายเจ้าน่ะสิ... อิซาเบล..." ชายวัยกลางคนกล่าวต่อเสียงเรียบ แต่นั่นกลับทำให้จอมเวทสาวยิ่งเดือดดาลถึงขีดสุด

"หยุดพูดนะ! เผยตัวจริงของเจ้าออกมาเดี๋ยวนี้!" อิซาเบลตวาดลั่นพลางฟาดแส้ของเธอตรงเข้าหาฝ่ายตรงข้ามในทันที ทว่าร่างใหญ่กลับตอบสนองโดยการยกลำแขนหนาที่มีปลอกแขนหนังสวมอยู่ขึ้นรับ ส่งผลให้สายแส้ของหญิงสาวตวัดรัดท่อนแขนนั้นเอาไว้แทนที่จะได้สัมผัสตัว

"เจ้าบังคับข้าเองนะ..." ชายวัยกลางคนว่าแล้วก็เกร็งกล้ามเนื้อเหนี่ยวท่อนแขนอันกำยำของตนกลับหลัง รั้งเอาร่างของจอมเวทสาวที่พยายามต้านแรงสู้อยู่ให้ไถลเข้าไปหา จังหวะนั้นเอง จอมเวทเคราแดงก็ยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นรวบรวมมาน่าอัคคี ก่อนจะง้างนิ้วเป็นกรงเล็บสะบัดฟาดลง ส่งกระแสเพลิงอาคมพุ่งตรงเข้าหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

"ยายบ้าเอ้ย!"

เสียงของโจนาธานดังแว่วขึ้นในชั่วขณะที่อิซาเบลกำลังตะลึงค้างอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง ก่อนที่ร่างของหญิงสาวจะถูกรวบตัวผลักไปด้านข้าง จนรอดพ้นจากคลื่นเพลิงกาฬที่พุ่งผ่านไปเป็นเส้นตรงสามแนวได้อย่างเฉียวฉิว ปล่อยให้อาคมกรงเล็บเพลิงเหล่านั้นพุ่งเข้าปะทะแนวเก้าอี้ยาวของโบสถ์จนขาดกระจุยไฟลุกท่วมระเนระนาดไปหลายตัว

"เวลาแบบนี้ต้องเออออตามไปก่อนสิ! เจ้ามีปัญญาสู้กับอาจารย์ของตัวเองเรอะ!" โจนาธานกระซิบเอ็ดหญิงสาวที่ยังถูกกดไหล่ไว้เพื่อให้พนักเก้าอี้ยาวของโบสถ์เป็นกำบังจากสายตาศัตรู ก่อนจะรีบยันกายพลิกออกเมื่อรู้สึกตัวว่าร่างของตนกำลังทับคร่อมกับอีกฝ่ายแนบแน่นอยู่ แต่แล้วก็กลับถูกมือของอิซาเบลคว้าแขนเอาไว้เสียก่อน

"...ไม่ใช่นะ..."

เสียงเครือของจอมเวทสาวแว่วขึ้นทั้งที่ยังก้มหน้ากัดฟันแน่น ปลายนิ้วสั่นเทิ้มขมวดกำแขนเสื้อของชายหนุ่ม ราวกับกำลังใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อจะปฏิเสธภาพเวทประจำตัวอาจารย์ของตน ที่เพิ่งได้เห็นกับสายตาไปเมื่อครู่

"...นั่นไม่ใช่ท่านอาจารย์... ไม่ใช่..."

"...ยายบึ-..." โจนาธานยั้งคำของตนเองไว้ในลำคอ ...ทั้งที่พอจะทราบมาว่าอิซาเบลเคารพรักอาจารย์ของเธอมากมายเพียงใด แต่ก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าสาวแกร่งสุดห้าวอย่างเธอจะมีด้านที่อ่อนไหวถึงเพียงนี้...

...ช่วยไม่ได้นะ...

"ถ้าเป็นจริงตามที่ข้ารู้มา อาจารย์ของเจ้าน่าจะถูกอาคมอะไรบางอย่างบงการอยู่"

เสียงกระซิบของโจนาธานทำให้จอมเวทสาวแหงนมองอีกฝ่ายด้วยทั้งตื่นตระหนกและแปลกใจ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้าจริงจังของชายหนุ่มก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

"เจ้าพอจะช่วยสะกัดเวทเพลิงของอาจารย์เจ้าเอาไว้ได้ไหม ขัดขวางไม่ให้จุดเพลิงได้น่ะ"

คำถามของหนุ่มธาตุแสงทำให้หญิงสาวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง

"...ต...แต่พลังเวทของข้ากับท่านอาจารย์..." อิซาเบลตอบอย่างลังเล ...แม้จะทราบดีว่าวิธีที่ดีที่สุดในการต่อสู้กับจอมเวทไฟด้วยกัน ก็คือการสะกดไฟของฝ่ายตรงข้ามแล้วใช้กำลังเข้าตัดสิน แต่นั่นก็ใช้ได้กับเฉพาะในกรณีที่คู่ต่อสู้มีพลังเวทด้อยกว่าหรือทัดเทียมกันเท่านั้น...

"ห่างกันแค่ไม่กี่ระดับเองไม่ใช่หรือ" โจนาธานตบต้นแขนหญิงสาวเบาๆ อย่างให้ความมั่นใจ

"ทำให้เต็มที่ก็แล้วกัน ที่เหลือข้าจัดการเอง"

หนุ่มผมทองว่าแล้วก็จับไหล่ของอิซาเบลพร้อมกับขยิบตาให้ ก่อนจะยันกายลุกออกจากหลืบเงาของพนักเก้าอี้ขึ้นเผชิญหน้ากับจอมเวทวัยกลางคนที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ...ครั้นแล้วก็ยกมือทั้งสองขึ้นชูด้วยอาการสั่นเทิ้มที่ดูแล้วน่าสมเพชยิ่งนัก...

"...พ... พวกเรายอมแพ้แล้วขอรับ..."

น้ำเสียงและท่าทางเยี่ยงคนขลาดไร้ศักดิ์ศรีโดยสิ้นเชิงของโจนาธาน ทำให้อิซาเบลเกือบจะตวาดโวยออกไปแล้ว หากไม่ฉุกคิดได้เสียก่อนว่านี่น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธของชายหนุ่ม จึงได้แต่ต้องพยายามควบคุมอารมณ์สะกดกลั้นความไม่ชอบใจกับการเล่นละครตลบตะแลงเช่นนี้เอาไว้ภายใน หันกลับไปตั้งสติยันตัวขึ้นเตรียมพร้อมเช่นกัน

"ตัดสินใจได้ดี..." จอมเวทเคราแดงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หลังจากหยุดยืนสังเกตท่าทีของโจนาธาน รวมถึงกวาดสายตามองแสงสว่างที่กระจายสม่ำเสมอทั่วห้องอยู่ครู่หนึ่ง

"...ดูเหมือนว่า...เจ้าจะเป็นจอมเวทแสงสินะ..."

"...ช...ใช่ขอรับ... ต...แต่ข้าเป็นนักเรียนใหม่... เพิ่งเข้ามาเรียนได้ไม่กี่วัน..." หนุ่มธาตุแสงตอบเสียงสั่นหน้าซีดสมจริงทุกอิริยาบท ปล่อยให้ชายวัยกลางคนจ้องมองด้วยสีหน้าที่ยังคงเฉยชา

"...นักเรียนใหม่อย่างนั้นรึ... ถ้าอย่างนั้นเจ้าเข้ามาที่นี่ทำไม..."

"ข...ข้า...คือ..."

คำกล่าวของจอมเวทวัยกลางคนทำให้โจนาธานค่อนข้างแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้สังเกตเห็นเวทแสงลวงตาที่ตนใช้เอาตัวรอดจากหมาป่าอาร์เคนเมื่อครู่ ซึ่งไม่ใช่เวทในระดับที่นักเรียนเวทแสงทั่วไปจะใช้ได้ แต่ท่าทีระแวงระวังนั้นก็ทำให้โจนาธานต้องเร่งใช้ความคิดเพื่อหาทางเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่าย ครั้นเมื่อเหลือบมองไปเห็นหญิงสาวที่อยู่ด้านหลัง ชายหนุ่มก็นึกแผนการขึ้นได้

"...อิซาเบลนัดข้าออกมาชมจันทร์น่ะขอรับ... แล้วพอผ่านมาที่โบสถ์พวกเราก็เลยอยากจะมาขอพร..." โจนาธานแสร้งทำท่าขัดเขินกล่าวอ้อมแอ้ม

"ใครอยากชมจันทร์กับเจ้ากันยะ! แล้วที่ว่าขอพรน่ะพรบ้าอะไรมิทราบ!" คนถูกพาดพิงเมื่อได้ยินคำของชายหนุ่มก็ทั้งโกรธทั้งอายจนแหวใส่อย่างลืมตัวในทันที

"อ้าว...ก็เจ้าเองไม่ใช่หรือที่ออดอ้อนให้ข้าออกมาหาในคืนนี้... แล้วเจ้าก็อยากขอพรให้เราสองคน..." หนุ่มผมทองยกมือไม้แสดงท่าทางราวกับพระเอกนิยายรัก ที่ทำให้อิซาเบลต้องขนลุกกราว

"หุบปากไปเลยนะไอ้บ้า! ผู้ชายอะไรไร้ยางอายที่สุด!"

"ก็ยังดีกว่ายายม้าดีดกะโหลกล่ำถึกที่ทำเป็นจิตใจบอบบางอย่างใครบางคนล่ะน้า"

คำยอกย้อนจากปากชายหนุ่มทำให้หญิงสาวโกรธจัดจนหน้าแดงก่ำ...

"...อ...อ....ไอ้คุณชายปากพล่อย!"

"พอกันได้แล้ว!"

เสียงตวาดที่ดังขึ้นก้องโถงใหญ่และคลื่นความร้อนที่แผ่ซ่านวูบขึ้น ทำให้การปะทะคารมของหนุ่มสาวคู่กัดต้องยุติลงในทันที ครั้นโจนาธานหันมองต้นเสียงจึงพบว่าจอมเวทสูงวัยกำลังมีท่าทางสับสน ราวกับว่าต้องการจะกล่าวอะไรบางอย่างกับลูกศิษย์สาวแต่ก็ไม่อาจจะทำได้ ซึ่งหลังจากสะบัดศีรษะไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ชายวัยกลางคนก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกดังเดิม

"...พวกเจ้าจะเข้ามาทำอะไรมันก็เรื่องของพวกเจ้า... แต่ตอนนี้ข้าต้องนำตัวพวกเจ้าไปให้นายท่านลบความทรงจำเสียก่อน"

...ลบความทรงจำ... อาคมเกอิสตามที่ท่านย่าบอกสินะ... ถ้าอย่างนั้นจะใช้ควบคุมสำนึกได้จริงๆ ก็คงไม่แปลก...

โจนาธานหรี่ตาลงใช้ความคิดเมื่อได้ยินถ้อยคำของอีกฝ่าย ก่อนจะแสร้งถามออกไปเสียงซื่อ

"โอ้โฮ... 'นายท่าน' ของท่านเป็นใครกันหรือขอรับ ถึงได้มีความสามารถมหัศจรรย์เช่นนั้นด้วย"

"ข้าไม่มีหน้าที่มาตอบคำถามของเจ้า..." ร่างใหญ่คำรามพลางก้มลงไปหยิบแส้ของอิซาเบลที่หล่นอยู่ใกล้ตัว พร้อมกับเศษไม้จากซากเก้าอี้ที่ถูกทำลายมาท่อนหนึ่ง ก่อนจะใช้เวทเพลิงอันทรงพลังของตนหลอมสายแส้ที่ทำจากใยโลหะทนไฟนั้นให้ขาดออกจากกัน และจุดไฟบนปลายข้างหนึ่งของท่อนไม้นั้น ครั้นแล้วจึงหันมาหาโจนาธานอีกครั้ง

"รับ" จอมเวทเคราแดงเอ่ยสั่งชายหนุ่มที่ยืนอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ก่อนจะโยนท่อนไม้ติดไฟให้กับอีกฝ่าย เป็นเหตุให้โจนาธานต้องลนลานยื่นมือมารับท่อนไม้นั้นเอาไว้ด้วยท่าทีงุนงง

"...จ...จะให้ข้าทำอะไรหรือขอรับ..." โจนาธานตีหน้าซื่อแสร้งถาม ...ทั้งที่ในความเป็นจริงชายหนุ่มก็รู้อยู่แก่ใจ... ถึง 'การรับไฟ' อันเป็นวิธีหนึ่งในการยืนยันตำแหน่งของจอมเวทแสง ว่ามีตัวตนอยู่ตรงนั้นจริงๆ ไม่ใช่ภาพมายา ...ซึ่งก็ไม่แปลกเลยหากท่านเคอร์เตซผู้เป็นหนึ่งในจัสติคาร์แนวหน้าของอาร์คาเดีย จะดำเนินการอย่างรอบคอบเช่นนี้ แม้กระทั่งกับ 'นักเรียนเวทแสง' อย่างเขา...

"ยื่นมือทั้งสองข้างออกมา" จอมเวทวัยกลางคนเอ่ยสั่งโดยไม่สนใจคำถามของชายหนุ่ม ก่อนจะมองข้ามไหล่อีกฝ่ายไปสบตาลูกศิษย์สาวที่อยู่ด้านหลัง "ส่วนเจ้าถอยหลังออกไป ยกมือขึ้นเหนือหัว ถ้ามาน่าอัคคีเคลื่อนไหวข้าจะเผาไอ้หนุ่มนี่เสีย"

คำสั่งเสียงเข้มจากเคอร์เตซทำให้หนุ่มผมทองแสร้งโอดครวญในลำคอพลางเร่งทำตามด้วยท่าทางหวาดๆ ขณะที่อิซาเบลที่ได้แต่ต้องยอมถอยห่างออกไปยืนยกแขนอยู่ด้านหลังก็ได้แต่เฝ้ามองด้วยความหวั่นใจ ว่าชายหนุ่มจะเอาตัวรอดได้อย่างไรหากถูกจับตัวเอาไว้เช่นนั้น...

ทันใดนั้นเองสายตาของหญิงสาวก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ... อิซาเบลเพิ่งจะรู้สึกตัวเดี๋ยวนั้นเอง ว่าเธอกำลังเห็นแขนขวาของโจนาธานถูกยกขึ้นแนบหลังเอาไว้พร้อมกับมีดสั้นที่กำกระชับอยู่ในมือ... ทั้งที่ชายหนุ่มก็กำลังยกแขนทั้งสองยื่นไปข้างหน้า...

...หรือว่าแขนขวาที่ยื่นอยู่ข้างหน้านั่น...

จอมเวทสาวลอบถอนหายใจเมื่อเริ่มเข้าใจแผนการของอีกฝ่าย ครั้นแล้วจึงพยายามเก็บสีหน้าและทำสายตาให้เป็นปกติ

...แต่ว่า... มีดแค่นั้นจะทำอะไรท่านอาจารย์ได้... ยิ่งถ้าทำให้ท่านอาจารย์โมโหในตอนนี้ล่ะก็...

ข้อกังขาของอิซาเบลคล้ายจะถูกตอบในทันที เมื่อหญิงสาวเห็นหยดของเหลวสีเหลืองค่อยๆ ปรากฏออกจากด้ามมีดในมือของโจนาธาน ซึ่งไหลอาบลงมาเป็นทางตามคมมีดจรดปลายก่อนจะหยดลงพื้น แต่ขณะที่กำลังนึกกังวลว่ายาที่ใช้อาบใบมีดนั้นจะมีฤทธิ์อย่างไร... และจะเป็นอันตรายต่ออาจารย์ของเธอมากหรือไม่... อิซาเบลก็ได้รับคำตอบจากการเหยียดปลายนิ้วมือสามนิ้วของชายหนุ่มเป็นสัญญาณว่าไม่ต้องเป็นห่วง ก่อนที่ชายหนุ่มจะชี้นิ้วมายังเธอแล้วยกหัวแม่มือขึ้น ...ราวกับจะบอกว่าขอฝากที่เหลือด้วย...

...ตาบ้าเอ้ย... คิดเองเออเองคนเดียวเลยนะ...

จอมเวทสาวเบ้ปากอย่างขัดใจ กระนั้นก็เริ่มตั้งสติพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

...เอาเถอะ... จะยอมรวมมือด้วยแค่ครั้งนี้เท่านั้นนะ...

ห้วงความคิดของอิซาเบลหยุดลงเมื่อเห็นอาจารย์ของตนก้าวเข้าหาโจนาธานพร้อมกับสายโลหะที่คาดว่าจะใช้แทนตรวนข้อมือ ร่างสูงหยุดฝีเท้าลงต่อหน้าชายหนุ่มห่างออกไปเพียงช่วงตัว ก่อนที่ฝ่ามือใหญ่จะเอื้อมลงหาลำแขนของโจนาธานที่ยกยื่นให้อยู่

พริบตานั้นเองก่อนจะถูกสัมผัสตัว คมมีดจากมือขวาแท้จริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ของชายหนุ่มก็สะบัดเข้าหาต้นแขนของจอมเวทอัคคีทันที แต่ราวกับได้ระวังตัวอยู่แล้ว ร่างใหญ่จึงสามารถยันกายถอยหลังหลบคมมีดไปได้อย่างฉิวเฉียด ...ทว่านั่นก็เป็นเพียงสิ่งที่ตาที่เห็นเท่านั้น... เพราะหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว จอมเวทวัยกลางคนก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบที่ลำแขน ก่อนจะเห็นว่าแท้จริงแล้วตนเองถูกคมมีดของชายหนุ่มเฉือนเข้าที่ต้นแขนจนเลือดเริ่มไหลซึมออกจากปากแผล

"...เจ้าไม่ใช่แค่นักเรียนจอมเวทธรรมดาสินะ..." เคอร์เตซคำรามเสียงต่ำ

"ก็นักเรียนจอมเวทนั่นแหละขอรับ แต่ธรรมดาหรือเปล่านี่คงต้องพิสูจน์ดู" โจนาธานตอบพลางโยนท่อนไม้ติดไฟในมือทิ้งไป หันมากระชับมีดในมือขึ้นเตรียมพร้อม

"ข้าไม่มีเวลามาเล่นสนุกกับมายาของเจ้าหรอกนะ หากไม่ยอมจำนนก็จงตายไปซะเถอะ!" จอมเวทอัคคีตวาดลั่น ครั้นแล้วก็กางแขนทั้งสองหมายจะเรียกมวลเพลิงขนาดยักษ์ แต่แล้วก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเมื่อพบว่ามาน่าไฟกลับไม่เคลื่อนไหวตามคำสั่งของตน

"...คิดจะประชันพลังเวทกับข้าอย่างนั้นรึ... อิซาเบล..." ชายวัยกลางคนคำรามอย่างหงุดหงิดเมื่อรับรู้ถึงกระแสมาน่าอัคคีที่ถูกสะกดเอาไว้ และได้เห็นว่าลูกศิษย์สาวกำลังกางฝ่ามือตรงมาทางตน ก่อนจะกำหมัดรวบรวมพลังเวทอีกครั้งอย่างกราดเกรี้ยว

"ช่างไม่เจียมตัวเอาซะเลย!"

"จอห์น! ข้าจะไม่ไหว-"

"มาน่าปริซึม!"

เสียงร้องของโจนาธานดังขึ้นพร้อมกับแสงสว่างเจิดจ้าที่ปรากฏสูงขึ้นไปเหนือห้องโถง เมื่อแสงนั้นเบาบางลงก็ปรากฏผลึกแสงรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะมีแสงขาวลำหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาผลึกนั้นแล้วกระจายออกเป็นแสงเจ็ดสีอาบลงทั่วห้อง

...สเปคตร้า อเซอรัส!...

อึดใจที่ชายหนุ่มโบกมือขึ้น ลำแสงสีครามก็ขยายตัวออกจนทำให้ห้องทั้งห้องถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีฟ้าอ่อน นั่นเองที่เคอร์เตซจึงรู้สึกว่ามาน่าไฟที่อยู่โดยรอบอ่อนกำลังลงในทันที

...สเปคตร้า รูบิส!...

ชายหนุ่มกวาดมืออีกข้างไปยังจอมเวทสาว ชั่วพริบตาก็มีลำแสงสีแดงเส้นเล็กๆ สาดตรงจากผลึกแสงไปยังเป้าหมาย ที่ทำให้อิซาเบลต้องแปลกใจทันทีกับพลังเวทอัคคีในกายที่เพิ่มขึ้นจนสัมผัสได้

โจนาธานลอบหอบหายใจพลางนึกยินดีที่สามารถร่ายเวทแสงชั้นสูงที่เพิ่งฝึกปรือมาไม่กี่ครั้งได้สำเร็จ... 'มาน่าปริซึม' นั้นเป็นอาคมที่นำคุณสมบัติพื้นฐานของแสงที่เกื้อหนุนมาน่าทั้งสี่มาประยุกต์ใช้ โดยการกระจายแสงขาวออกเป็นแสงสีซึ่งมีคุณสมบัติเสริมอำนาจของธาตุต่างๆ และสะกดธาตุตรงข้ามที่ต่างกัน... ซึ่งในที่นี้ก็คือ 'สเปคตร้า รูบิส' อนุพันธ์แสงสีแดงซึ่งส่งเสริมธาตุไฟ และ 'สเปคตร้า อเซอรัส' อนุพันธ์แสงสีครามซึ่งส่งเสริมธาตุน้ำ... และยับยั้งธาตุไฟไปพร้อมกันนั้นเอง...

ท่ามกลางความแปลกใจของจอมเวทอัคคีทั้งสอง โจนาธานไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ ทันทีที่ตั้งตัวได้ ชายหนุ่มก็เงื้อมีดทะยานตรงเข้าไปหาเคอร์เตซในทันที

"เจ้า!"

"อิซาเบล!"

เสียงของโจนาธานเรียกสติให้จอมเวทสาวหันกลับมาสะกดเวทเพลิงที่เกือบจะถูกร่ายออกมาอีกครั้งได้ทันเวลา ทว่าในครั้งนี้ ด้วยอาคมแสงเสริมกำลังและสะกดเวทของชายหนุ่ม ก็ทำให้อิซาเบลสามารถยับยั้งเวทของอาจารย์ได้อย่างสูสี กระนั้นหญิงสาวก็ไม่อาจจะละสมาธิจากการรวบรวมกระแสมาน่าของอาจารย์ได้เลย จึงจำเป็นต้องปล่อยให้โจนาธานต่อสู้กับอาจารย์ของตนแต่เพียงลำพัง อยู่ภายในขอบเขตแสงสีแดงที่เพิ่มพลังเวทให้กับตนอยู่นี้

เมื่อไม่สามารถร่ายเวทได้ดั่งใจ ประกอบกับที่ไม่ได้พกอาวุธ จอมเวทวัยกลางคนจึงได้แต่ต้องถอยฉากหลบหลีกคมมีดของชายหนุ่มอย่างขัดใจ แต่เมื่อตั้งตัวได้ ประสบการณ์และวิชาการต่อสู้ที่เหนือกว่าของเคอร์เตซก็ทำให้จอมเวทเคราแดงเริ่มโต้ตอบกลับได้อย่างไม่ยากเย็น

กำปั้นใหญ่ของเคอร์เตซที่พุ่งผ่านข้างศีรษะไปอย่างฉิวเฉียดทำให้โจนาธานที่สัมผัสได้ถึงแรงลมจากหมัดอันรุนแรงนั้นต้องกลืนน้ำลายอย่างหวาดเสียว ชายหนุ่มกระโจนออกมาตั้งตัวอีกครั้ง พยายามมองทิศทางรุกไล่เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะไม่สามารถเข้าประชิดอิซาเบลซึ่งทำหน้าที่สะกดเวทอยู่ได้โดยง่าย หลังจากที่วางแผนอยู่อีกอึดใจชายหนุ่มก็เริ่มพุ่งตัวเข้าจู่โจมอีกระลอก

การพุ่งตัวเข้ามาซึ่งๆ หน้าทำให้เคอร์เตซรู้สึกผิดสังเกต และนั่นก็เป็นไปตามคาดเมื่อหมัดตรงอันทรงพลังของจอมเวทร่างใหญ่ที่มีเป้าหมายยังลิ้นปี่ของชายหนุ่มจมหายไปในความว่างเปล่า เงาวูบที่ปลายสายตาของเคอร์เตซทำให้จอมเวทนักรบหมุนตัวฟาดศอกไปด้านหลัง แต่แล้วก็รู้ตัวว่าถูกหลอกอีกครั้งเมื่อภาพเงาของโจนาธานเลือนหายไปต่อหน้าต่อตา เปิดโอกาสให้ชายหนุ่มที่พรางกายอยู่ด้านหน้าตั้งแต่แรก แทงมีดตรงไปยังตำแหน่งของชายโครงที่เปิดโล่งอยู่ในจังหวะนั้นเอง

ทว่าจอมเวทอัคคีผู้ชำนาญยุทธที่รับรู้ช่องโหว่ของตนเองอยู่ตลอดเวลา ก็ว่องไวพอที่จะยกท่อนแขนอันกำยำขึ้นรับมีดนั้นอย่างไม่ลังเล ปล่อยให้โจนาธานปักมีดลงบนกล้ามเนื้อหนาที่เกร็งตัวจนแข็งแกร่งราวกับท่อนเหล็ก จนชายหนุ่มไม่อาจจะดึงมีดนั้นออกได้ทัน และจำใจต้องกระโจนหลบสันมือที่พุ่งเข้ามาใส่โดยทิ้งมีดนั้นให้ปักคาไว้กับแขนของศัตรูในที่สุด

"...ถึงทีข้าบ้างล่ะนะ... ไอ้หนู..." จอมเวทอัคคีคำรามเสียงกร้าวพลางดึงมีดที่ปักอยู่บนแขนของตนออกเพื่อใช้เป็นอาวุธ ก่อนจะย่างสามขุมตรงเข้าหาอีกฝ่ายอย่างดุดัน

"...ข...ข้าขอยอมแพ้ตอนนี้ได้ไหมขอรับ..." หนุ่มจอมทะเล้นยกมือทั้งสองชูขึ้นยิ้มแหยๆ ขณะที่อิซาเบลก็ได้แต่ยืนลังเลว่าควรจะเข้าไปช่วยหรือไม่... กระนั้นก็ยังเกรงว่าอาจารย์ของตนอาจจะรอจังหวะที่ตนเคลื่อนไหวเพื่อร่ายมนต์อีกครั้งก็เป็นได้

"...มันสายเกินไปแล้ว..." เคอร์เตซชูมีดขึ้นเบื้องหน้า กดดันให้โจนาธานต้องก้าวถอยหลังทีละน้อย แต่แล้วจอมเวทอัคคีกลับสังเกตเห็นรอยยิ้มที่มุมปากของชายหนุ่ม

"นั่นสินะขอรับ..."

ความง่วงงุนอันรุนแรงที่เข้าครอบงำสติในฉับพลันทำให้ชายวัยกลางคนยกมือขึ้นบีบขมับ สายตาพร่าเลือนลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างใหญ่จะซวนเซจนขาทั้งสองไม่อาจพยุงกายต่อไปได้

"จ...เจ้า...ใช้ยา...พิษ..." เคอร์เตซกัดฟันแหงนหน้ามองชายหนุ่ม แต่ก็ไม่อาจเห็นภาพของอีกฝ่ายได้ชัดเจนอีกแล้ว

"แค่ยานอนหลับน่ะขอรับ" โจนาธานโคลงศีรษะกล่าวแก้

"...จ...เจ้า..."

ร่างใหญ่กล่าวต่อได้เพียงเท่านั้นก็ทรุดลงไปกองกับพื้นหินแน่นิ่งไป

โจนาธานถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ร่างที่ฟุบอยู่อย่างระมัดระวังเพื่อสำรวจว่าอีกฝ่ายเพียงหมดสติไปจริงๆ อิซาเบลเมื่อเห็นเช่นนั้นก็รีบเดินตามเข้ามาสมทบ เพราะแม้จะพอทราบว่าพิษที่โจนาธานใช้คงไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อดนึกเป็นห่วงท่านอาจารย์ไม่ได้

"แค่หมดสติน่ะ ไม่ต้องกังวลนักหรอก"

ชายหนุ่มลุกขึ้นหันไปกล่าวกับหญิงสาวที่ย่างเข้ามาใกล้จากด้านหลัง แต่ทันใดนั้นเองกลับเห็นอิซาเบลทะยานตรงมาหาแล้วผลักร่างของตนจนล้มหงายไปด้านข้างอย่างรุนแรง

"ทำอะ-"

ไม่ทันจะได้กล่าวจบคำ โจนาธานก็เงยหน้าเห็นจอมเวทวัยกลางคนชันตัวขึ้นแทงมีดเข้าใต้ชายโครงของอิซาเบลจนมิดเล่มในพริบตา ก่อนที่ร่างของหญิงสาวผู้เข้ามารับเคราะห์แทนตนจะทรุดลงกองกับพื้น ปล่อยให้ชายหนุ่มที่จ้องมองอยู่ได้แต่ตกตะลึงตาเบิกค้าง

จอมเวทอัคคีผู้ต้องอาคมหันหน้ามายังโจนาธาน แสงสีม่วงเจิดจ้าที่เปล่งออกจากดวงตาบดบังแววตาอย่างมนุษย์จนหมดสิ้น... ครั้นแล้วร่างใหญ่ก็เงื้อแขนกางออกกู่ร้องกึกก้องด้วยเสียงคำรามที่ฟังราวกับเสียงของพญาราชสีห์ที่กำลังกราดเกรี้ยว

แต่สิ่งนั้นก็ไม่ได้ทำให้ทำโจนาธานหวั่นไหวไปได้มากกว่าภาพของหญิงสาวที่ทอดกายอยู่เบื้องหน้า...

ภาพของใครคนหนึ่งในความทรงจำปรากฏขึ้นซ้อนทับกับร่างของอิซาเบล ที่เริ่มมีโลหิตสีแดงสดไหลนองออกมาจากบาดแผล...

สีแดงของเลือดที่เคยเห็นผ่านดวงไฟในค่ำคืนนั้น... ใครคนนั้นที่เคยถูกแทงเช่นนี้... ใครคนนั้นที่ต้องจากไปเพราะเขาเป็นต้นเหตุ...

อดีตอันเลวร้ายผุดขึ้นมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง...

"ไม่นะ..." โจนาธานร้องคราง ฝ่ามือสั่นระริกเอื้อมไปเบื้องหน้าอย่างไร้สติ ...ครั้นเมื่อถึงที่สุดชายหนุ่มก็ตะโกนออกมาเสียงดังลั่น

"เบลล่า!"

........................................

Edit: แก้ชื่อที่เรียกตอนจบ...เพื่อความดราม่ายิ่งขึ้น...

........................................

การ์ตูนแถมจากป๋าเบลด



........................................

เกี่ยวกับชื่อเวทมนตร์ในบทนี้

มาน่า ปริซึม: Mana Prism
สร้างปริซึมแสงเมื่อใช้แล้วจะสามารถแยกแสงสี่สีหลักออกจากแสงขาวได้แก่
- สเปคตร้า รูบิส: Spectra Rubis: Spectra เป็นคำละตินของ Spectrum ของแสง ส่วน Rubis แปลงมาจาก Rubus คำละตินที่แปลว่าสีแดง ส่งเสริมธาตุไฟ
- สเปคตร้า อเซอรัส: Azurus คำละตินของ Azure ที่แปลว่าสีคราม ส่งเสริมธาตุน้ำ
- สเปคตร้า เฟลวัส: Flavus คำละตินแปลว่าสีเหลือง ส่งเสริมธาตุดิน
- สเปคตร้า วิริดิส: Viridis คำละตินแปลว่าสีเขียว ส่งเสริมธาตุลม



Edit by Dr.Cid - 29 พ.ย.53 เวลา 14:42:21 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 01:10:25 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 15 จากทั้งหมด 15 Reply

Izabelle
Oversea Student

เย้ คนแรก ~ ทันไหมหว่า....
แหมๆ โหเข้าหากัน มันก็น่าคิดเหมือน 4 ช่องสุดท้ายจริงๆ

นึกว่าจะมีลุ้นชิงเหรียญทองง่ายๆ ทั้งสองข้าง
กลายเป็นวาฝั่งนี้ อาจจะลำบากขึ้นซะแล้วสิ (หรือจะจุดพลังขึ้นมาแทนหว่า)

เวทมาน่าปริซึมเนี่ย เข้าท่าแหะ
จะว่าไป ตอนนี้เอคค่อยเหมือนพระเอกขึ้นมานิดนึงแล้วนะ grin

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 06:50:18 น.

Sister Goddess
The Proof Reader

เรเกียยืดกายชี้นิ้วใส่คาร์ลประกาศก้อง <------ อ่านถึงตรงนี้ นึกภาพเรเกีย แอ่นตัว ชี้นิ้วดุจโจทาโร่ก็ไม่ปาน
/me สุดท้ายก็ใช้ ไพรเมเดียนเรอะ พี่หมอ บู่ๆ อุตส่าห์ทาย 1-3 ออก 4 ซะงั้น ฮ่า

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 08:03:05 น.

Jammaster X
ซาตานครอส

ทำไม face palm มันออกมาในแบบ D*ath N*te .... (เป็นไปตามแผน)

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 09:30:03 น.

Dark Master
Masked Rider Hollow

Primordial Darkness... ความมืดก่อนเกิดบิ๊กแบง (ก่อนจักรวาลถือกำเนิด) เลยนี่นา ไพรม์เทพสมกับเป็นพระเอกจริงๆ ( - -)b

ลองมีไพรม์ที่ 4 ออกมาแบบนี้ งี้ตำราเวทความมืดของอ.ดาร์เนลต้องสังคายนาใหม่เพิ่มเติมแล้วสินะ grin

แต่ถ้าเป็นแบบนี้ เท่ากับว่าเอคเกิดมาจากไพรม์ที่ทำให้พี่สาวของอีมิคต้องตายสินะ...เก็บไว้สร้างดราม่าได้อีกนะครับเนี่ย


จอห์นก็เทพพอดูเหมือนกันแฮะ มีเวทแสงสำหรับเพิ่มพลังให้พวกเดียวกันหรือสกัดพลังศัตรูได้ด้วย สมกับเป็นสายซัพพอร์ตเต็มรูปจริงๆ (ว่าไป เวทแสงเรื่องนี้ก็เป็นสายซัพพอร์ตแทบทั้งหมดเลยนี่นะ หาสายโจมตีโดยตรงนี่ยากจริงๆ แต่โดยธรรมชาติของแสงจะให้มาโจมตีชาวบ้านตรงๆ ก็ยากอยู่นั่นละ)

ว่าแต่พูดกับเค้าไว้ถึงขนาดนี้ นี่ถ้าท่านอาจารย์เคอร์เตสหลุดจากควบคุมเมื่อไหร่ได้มีลากมาคุยกันยาวทั้งสองคนแหงๆ grin


ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 10:27:45 น.

เม็ดบ๊วย
คนบ้าชนิดธรรมดา

กำลังอ่านมันส์ๆ เจอ4ช่องเข้าไปนี่หลุดขำออกมาเลย grin

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 11:14:29 น.

kotoba
ที่ปรึกษาแห่งน้ำโศกสีฟ้า

ยังคิดเล่น ๆ ว่าถ้าสี่ช่องแถมเอาไปไว้ตรงจบช่วงของเอคเลยนี่คงหักอารมณ์น่าดู... (ฮา)

ของเอคคอมเมนต์ไปละ (เว็บนู้น) เหลือของจอห์น...

ไอ้นี่ก็เทพ.... ถึงจะเทพแบบซัพฯ ๆ ก็เหอะ แต่ใช้เวทแสงที่เจ้าตัวเคยบอกว่าต้องใช้สมาธิสูง ๆ ได้หลาย ๆ บทพร้อมกันแบบนี้เนี่ย โหดไปละ - -/

ว่าแต่ที่ลุกขึ้นมารอบใหม่นี่เป็นเบอร์เซิร์กติดตัวตอนหมกสติ รึว่าเป็นแบบแอ็คทีฟจากฟากนู้นหว่า.... - -a

ป.ล.

"ย้ายบ้า" (ฮา)

Edit by kotoba - 28 พ.ย.53 เวลา 15:11:26 น.

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 11:41:07 น.

Rune
อาจารย์ที่ปรึกษาคณะกรรมการห้องสมุด

สไตล์จอมเวทย์แต่ละคนเรื่องนี้มัน Battlefield Mage ชัดๆ...

มาน่ามืด รู้สึกมาซักพักแล้วว่าให้อารมณ์เหมือนเด็กถูกทิ้งที่ไม่ค่อยมีใครสนใจเลยแฮะ

ปูเรื่องไพรม์มาแบบนี้ ท่าไม้ตายเอคต้องเป็นบิ๊กแบงแน่ๆ (ฮา) XD~

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 12:39:21 น.

blazx
illusionist

/me กด  like  ให้ โจนาธาน

ตอนนี้เอคแอบเท่มากมาย แอร๊ยยย

ความคิดเห็นที่ 8 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 13:01:49 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

เรเกียยืดกายชี้นิ้วใส่คาร์ลประกาศก้อง <------ อ่านถึงตรงนี้ นึกภาพเรเกีย แอ่นตัว ชี้นิ้วดุจโจทาโร่ก็ไม่ปาน <-- จะบอกว่าผมคิดเป็นภาพอีตา ฟินิกซ์ ไรท์ ล่ะ ^ ^;



อะ แถมมาน่าปริซึม (ไฟดิสโก้ซะงั้น)



ปริซึมแท้ๆ ด้วยละกัน...



ความคิดเห็นที่ 9 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 13:20:22 น.

cg
ไม่ใช่โพลีก้อนนะ

อืมน่าเอามาเล่นมุกแฮะ grin

ความคิดเห็นที่ 10 ตอบเมื่อ 28 พ.ย.53 เวลา 16:23:04 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ด้วยหมายจะบดขยี้ศัตรูที่เข้ามาขัดขวางการต่อสู้ให้ดับสูญไปในพริบตา

<-- เอ่อ ดันอ่านเป็น "ด้วยหมายจะบดขยี้ศัตรูที่เข้ามาขัดขวางหัวใจ" ซะงั้น (เค้าปล่าว Y นะ T^T )

หรือเพราะรูปนั้นกันละเนี่ย มุกวายขายออกทุกงานจริงๆ =w=a

ก็คิดอยู่ว่าเอคจะไปแก้ให้ได้ยังไง สรุปท่านดาร์เนลพาไปนี่เอง (แต่งานนี้ใช้พร่ำเพรื่อคงเหนื่อยแย่แหงๆ...) ส่วนจอห์น...เริ่มเข้าโหมดเปิดใจกับยายบึกรึยังนะ (จริงๆ ตอนท้ายถ้าเรียก "เบลล่า" จะแอบไปอีกอารมณ์นึงเลย....ฮา)

พวกที่โดนควบคุมเนี่ย รู้สึกเหมือนเล่นงานให้หมดสติแล้วดัมมี่ปลั๊กจะทำงานแทนอัตโนมัติพิกล ^^a

ความคิดเห็นที่ 11 ตอบเมื่อ 29 พ.ย.53 เวลา 00:44:13 น.

Alasthor
อสูรพิทักษ์ดาบ

"..ก่อนที่ชายหนุ่มจะชี้นิ้วมายังเธอแล้วยกหัวแม่ขึ้น.."<--- หัวแม่มือรึเปล่าครับ

อ่านมาเครียดๆเจอด้านล่างเข้าไป Facepalm ด้วยคน


ความคิดเห็นที่ 12 ตอบเมื่อ 29 พ.ย.53 เวลา 08:51:03 น.

ฮานารุท
นักอ่านฟิคพเนจร

ฝั่งเอคไม่ค่อยลุ้นเท่าไรเพราะเรเกียมีภาษีดีไม่น่าจะโดนฆ่าตัดตอนง่ายๆ+เอคไปด้วยยิ่งไม่น่าจะเสียท่าใครเขาได้เลย แต่ฝั่งโจนาธานนี่น่าลุ้นจริงๆ มาตอนนี้ยิ่งเห็นชัดเลยว่าพี่แกใช้ฝีมือล้วนๆไม่พึ่งดวงหรือพรสวรรค์(มีโชคนิดๆหน่อยๆตอนใช้เวทขั้นสูงแต่เอาน่ะ)



Edit by ฮานารุท - 29 พ.ย.53 เวลา 10:43:37 น.

ความคิดเห็นที่ 13 ตอบเมื่อ 29 พ.ย.53 เวลา 10:43:04 น.

RayOn
Toxicologist

..... ช่องสามนี่ช่าง..สนับสนุนรักสามเศร้า Y เราสามคนจริงๆ = =;

ความคิดเห็นที่ 14 ตอบเมื่อ 29 พ.ย.53 เวลา 22:04:17 น.

Horus
อาจารย์ฝึกหัดวิชาสุขศึกษา

จอห์นสายสนับสนุนสินะ แต่ปักมีดลงไปมิดด้ามเลย น่าเป็นห่วง = =

/me facepalm ด้วยคน

ความคิดเห็นที่ 15 ตอบเมื่อ 30 พ.ย.53 เวลา 10:23:56 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 15 จากทั้งหมด 15 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ