Sethlans
Member

Sinner Redeems (จบ)

คาดว่าคงต้องมีรีไรท์อีก อาจจะเติมบทส่งท้ายด้วย แต่ตอนนี้รู้สึกว่าเติมแล้วมัน "เกิน" น่ะค่ะ ถ้าคิดวิธีไม่ให้เกินได้ออกแล้วค่อยว่ากันอีกที

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามมายาวนานเด้อ _(_ _)_

###

คุณเบลด - ขอรับกระผม

คุณ runaway guy - ต่างคนต่างกลัวก็ลำบากเนอะ ความกลัวมันไม่ค่อยช่วยให้สร้างสรรค์แบบสร้างสรรค์จริง ๆ เท่าไหร่เลย... - -''

###

๑๗. Entwine

"เจ้าจะทำอะไร" นัคทาถามขึ้น

โคเวนอุ้มลูกไว้ เขามองเพื่อนก่อนจะมองเด็กหญิงทั้งสอง ชั่วขณะราวกับตัดสินใจไม่ได้ว่าควรพูดหรือไม่ แต่สุดท้ายก็เอ่ยออกมา

"เราต้องคุยกัน" ชายหนุ่มบอก "หากเป็นอย่างที่เจ้าพูดจริง ธรรมชาติบนเกาะก็เสียหายมาก แม้ฟื้นฟูใหม่คงใช้เวลาหลายปี ทั้งบอกไม่ถูกด้วยว่าฟื้นแล้วจะเหมือนเดิมหรือไม่ ในเมื่อตามความเป็นจริงทุกอย่างก็เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมา หากเป็นเช่นนี้อิยาจะมีปัญหาไม่ใช่หรือ อิยาต้องการธรรมชาติ และอิยาก็ไปจากเกาะนี้ไม่ได้ด้วย ที่อื่น ๆ ในดาวล้วนไม่ได้ปรับสภาพไว้"

"จริงตามนั้น ข้าจึงคิดมอบตัวอย่างไรเล่า"

"ชามูก็เหมือนกัน หากไม่มีอิยา ชามูก็ตาย" โคเวนบอกต่อไป "หากเป็นเช่นนี้ ก็มีความเป็นไปได้ไม่มากนัก เช่นว่าเราฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้อีกฝ่าย ยอมรับความเมตตา หรืออิยาอาจจะพยายามอยู่รอดต่อไป รอให้ชามูตายหมดสิ้น สภาพเกาะอาจจะกลับเป็นอย่างเดิมพออยู่ได้ เช่นนั้นก็จะเหลือแต่อิยา"

"แต่ข้าไม่คิดว่าพวกชามูจะยอมให้เป็นอย่างนั้น" หางเสียงของนัคทาเสียดสีเล็กน้อย "ที่เป็นไปได้มากกว่าคือชามูจะพยายามมาฆ่าพวกเรา อิยาจะรอดปืนรอดพลังทำลายสักกี่คน แม้รอดได้ก็อาจเหลือไม่พอมีลูกหลานใหม่ หลังจากนั้นหากไม่แต่งงานกันเองในหมู่ญาติจนพันธุกรรมด้อยลง ก็คงค่อย ๆ แก่เฒ่าสูญพันธุ์ไป"

"นัคทา ข้าไม่อยากตาย"

ชาวอิยาตกใจนิดหนึ่งที่ได้ยินคำนั้น ปรกติโคเวนไม่พูดอะไรอย่างนี้ โคเวนไม่ใคร่แยแสชีวิตของตนเอง

"เจ้าไม่ตายหรอก" เขาบอกเกือบในทันที "ข้ายังอยู่ จะให้เลือดเจ้าเอง"

โคเวนได้ยินความตกใจในน้ำเสียงของอีกฝ่ายก็หัวเราะ เขาตบไหล่นัคทาที่ยังไม่ใคร่เข้าใจ

"ขอบคุณเจ้า" ชายหนุ่มบอก "ใช่...และยังมีอีกทางหนึ่ง คำถามที่เจ้าเคยถามข้าไว้ ทางที่ไม่ว่าอิยาหรือชามูจะไม่ต้องตาย ไม่ต้องกดขี่กัน นั่นคือคำตอบอย่างไรเล่า"

"หือ" นัคทางงไปวูบหนึ่ง แต่เขาเป็นคนมีปัญญา ไม่ช้าก็เข้าใจขึ้นมาช้า ๆ แต่ก่อนที่จะได้พูดจาอะไร โคเวนก็เอ่ยต่อไป

"เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าในบันทึกของนักทดลองคนนั้น หรือสภาพร่างกายของข้ากับเจ้า ข้าเชื่อว่าการถ่ายเทเลือดและพลังระหว่างอิยากับชามูจะต้องทำให้อะไรเปลี่ยนไป เราสองคนไม่ได้ทำอย่างสมบูรณ์ แต่เพียงนี้ก็ค่อนข้างเห็นผลแล้ว ขาของข้าหายโดยง่าย เจ้าเองแม้ไม่กินอาหารหรือน้ำเป็นเวลานานก็ไม่เป็นไร" ชาวชามูเอ่ยอย่างสงบ "ชามูกับอิยาต้องการกันและกันอย่างเห็นได้ชัด เหมือนที่เจ้าบอกไว้ว่าดาวนี้อาจพยายามให้พวกเรากลายเป็นวัฏจักรของกันและกัน แต่ข้าไม่ต้องการวัฏจักรแห่งการกดขี่ตลอดกาล นัคทา เจ้าต้องการหรือ มันไม่นำไปสู่อะไร ข้าเหนื่อยเหลือเกินแล้ว เราอย่าได้รบกันเช่นนั้นอีกเลย"

"เจ้าหมายความว่า...จะทำอย่างที่ นักทดลองคนนั้นกับทาสทำ หรือเจ้ากับข้า อย่างนั้นหรือ" ชาวอิยาเอ่ยอย่างระมัดระวัง "เป็นไปไม่ได้"

"เหตุใดเป็นไปไม่ได้" อีกฝ่ายถาม

"เพราะเราฆ่าฟันกันมาหลายร้อยหลายพันปีแล้ว โคเวน เจ้ากับข้าไม่ใช่กรณีปรกติ คนทั่วไปจะเป็นอย่างนักทดลองกับทาส จะมีความเกลียดชังลำบากใจ สุดท้ายจะทนไม่ได้ ฆ่าฟันกันเอง"

"เหตุใดพูดทั้งยังไม่ได้ลอง ไม่สมเป็นเจ้าเลย"

นัคทานิ่งไป เขาเองก็อยากโต้เช่นกันว่าปรกติโคเวนต่างหากที่ไม่บ้าบิ่นเช่นนี้ แต่เอาเข้าจริง ภาพเลือนรางตรงหน้าก็แปลกยิ่งนัก เขารู้สึกราวกับเห็นถนนสองสายตรงหน้า สายหนึ่งเห็นชัดแน่แท้แล้วว่าจะมีแต่หายนะ การกดขี่ หรือไม่เช่นนั้นก็การสูญเผ่า ส่วนอีกหนทางหนึ่งคงมีหายนะเช่นกัน ทว่าก็มีสิ่งที่ไม่รู้ สิ่งที่คาดเดาไม่ได้อยู่ด้วย

"หากเดินซ้ำทางเดิม ผลจะเป็นเช่นเดิม" ชาวชามูพูดราวกับรู้ใจ "แต่หากเดินทางใหม่ ก็ไม่อาจทำนายอะไรได้ เจ้ากับข้าอาจล้มเหลว ถูกคนที่เหลือฆ่าตาย เราทั้งหมดอาจสูญพันธุ์ไป แต่แม้เลือกการยอมแพ้ เลือกจะรบตลอดไป ผลลัพธ์จะแตกต่างกันนักหรือ" ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ "ข้าไม่อยากตาย ยิ่งไม่อยากให้เจ้าตาย ไม่ต้องการกินซากศพของเพื่อนไม่ว่าคนไหน ๆ อีกต่อไปแล้ว"

นัคทาไม่ตอบในทันที เมื่อโคเวนชี้ทางมาเช่นนี้ สมองที่ไม่อาจอยู่นิ่งได้ของเขาย่อมเริ่มคิดแล้ว แต่ชาวอิยามีประสบการณ์เรื่องการอยู่ร่วมกันน้อยมาก ทั้งทราบดีว่าระบบต่าง ๆ ของชามูและอิยาล้วนแตกต่างกันเป็นพันปี เขาเริ่มคิดว่าถ้าหากตนได้มีโอกาสรู้อะไรมากกว่านี้ ถ้าหากเข้าใจอะไรมากกว่านี้...

"หากคิดจับคู่อิยากับชามู" ชายหนุ่มเอ่ยในที่สุด "อิยาต้องได้รับการศึกษา ไม่เช่นนั้นเราจะกินยาพิษ ตายไปด้วยกัน อีกอย่างหนึ่ง ข้าต้องการระบบการปกครองที่ชัดเจนกว่านี้ เจ้ามีอะไรที่เหมือนสภาผู้เฒ่าไหม ข้าต้องการให้สภาหัวหน้ามีอิยาและชามูอย่างละครึ่ง ข้าไม่แน่ใจว่าจะมีอิยาคนไหนรับความรู้ใหม่ ๆ ได้บ้าง แต่เจ้าเองจะประกันได้ไหมว่าชามูจะไม่ลวงล่อเรา"

"ข้าไม่รู้อนาคตจริง ๆ นัคทา ไม่อาจประกันอะไรให้เจ้าได้" โคเวนตอบอย่างสงบ "แต่ข้าจะพยายามสุดความสามารถไม่ให้ใครกดขี่หลอกลวงใครเกินขอบเขตที่จะยอมรับได้ ดังนั้นข้าจึงต้องการความคิดเห็นและสติปัญญาของเจ้า เราจะไม่มีวันได้อย่างที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการหมดสิ้น แต่ข้าเชื่อว่าถ้าหากช่วยเหลือกัน ย่อมปีนขึ้นไปจากนรกได้ ไม่นานมานี้...ตอนที่เราอยู่บนเกาะ ข้าคิดขึ้นได้ว่าเหตุที่สัตว์นรกเป็นสัตว์นรกก็เพราะพวกมันเห็นแก่ตัว ความเห็นแก่ตัวจะจำขังคนทั้งปวงไว้ในดินแดนต่ำช้า ซึ่งมีเพียงสัญชาตญาณขั้นต่ำสุดเท่านั้นที่มีความหมาย สัญชาตญาณขั้นต่ำเป็นเรื่องธรรมดา แต่ข้าก็เชื่อว่ามีขั้นกว่านั้นเช่นกัน ข้าเชื่อว่าถ้าหากอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง สัญชาตญาณขั้นอื่น ๆ จะทำงาน การยอมยากลำบากในทีแรกอาจนำไปสู่อิสรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของทุกคนได้"

โคเวนยังคงเป็นนักอุดมคติอยู่นั่นเอง...นัคทาคิดในใจ แต่เขาก็รู้สึกเช่นกันว่ามีแต่คนอย่างโคเวนจึงคิดเรื่องเช่นนี้ได้ ตัวเขาเองไม่อาจคิดอย่างนั้น บางทีคงเพราะเขาไม่อาจยืนอยู่ในที่เดียวกับโคเวน ที่ซึ่งสามารถเห็นทั้งชามูและอิยาอย่างเป็นกลาง อย่างมีเมตตาหรืออย่างเข้าใจจริง ๆ

"สุดท้ายตัวเจ้าจะลำบากยิ่งกว่าผู้ใด" นัคทาเอ่ยในที่สุด "เป็นลูกลิงขาวไปตลอดกาล"

"คงพอทนได้ ข้ายังมีน้องชาย" ชาวชามูยิ้มบาง ๆ

...

นัคทาไม่เคยทราบ แม้หลังจากนั้นเขาก็ไม่ทราบเช่นกันว่าตนยอมเลือกเส้นทางใหม่เพราะอย่างน้อย มันอาจไม่ซ้ำรอยเดิม หรือเพราะโคเวน บางทีอาจจะเพราะทั้งสองอย่างก็ได้กระมัง บางทีเรื่องส่วนตัวกับส่วนรวมก็ปะปนกันวุ่นวายจนไม่อาจจำแนกแยกแยะได้ว่าอะไรเป็นอะไร

"ข้าเห็นว่าการจับคู่จะเป็นลักษณะการอยู่ร่วมกันที่ปลอดภัยที่สุดในสภาพอย่างนี้" ชาวชามูอธิบายขณะวางร่างลูกตนลงข้างนายี "เพียงช่วยกันให้พ้นตายเท่านั้น ยังไม่ต้องแบกรับความรู้สึกอะไรมากกว่านี้ หลังจากนั้นค่อยดูกันอีกทีว่าจำเป็นต้องตั้งกฎระเบียบใดบ้าง จะควบคุมหรือไม่ควบคุมที่
ไหนอย่างไร เรากำลังจะสร้างสังคมแบบใหม่ ต้องเฉียบขาด และต้องใจเย็น แต่เรื่องพวกนี้เจ้าน่าจะเข้าใจดีกว่าข้าหลายเท่า"

"แต่เรื่องเชื่อมกัน...เจ้าจะทำอย่างไร" นัคทาถาม

"นายีเป็นอย่างนี้จะให้เลือดไม่ไหว ข้าจะให้พลังของข้าเองก่อน พลังของข้าผ่านร่างคานา ย่อมกลายเป็นพลังของคานา" โคเวนบอก "เมื่อนายีดีขึ้นแล้วค่อยให้เลือดก็ได้ ค่อย ๆ ให้ไม่ต้องทีละมากมาย ถึงให้มากไปร่างกายของคานาก็ยังรับไม่ไหวอยู่ดี"

"จากนั้นเล่า"

"จากนั้นก็อาจมีคนอื่นอีก ใครก็ตามที่อยากรอดตาย มันคงไม่ง่าย แต่ตอนนี้ควรสนใจนายีกับคานาก่อน"

"ถ้าอย่างนั้นก็ลงมือเถอะ ข้าจะพูดกับนายีทีหลังเอง"

โคเวนพยักหน้า เครื่องช่วยชีวิตไม่ได้ปิดคลุมหมดสิ้น เขาจึงจับมือเด็กหญิงทั้งสองคนละข้างมาวางทับกันไว้ ครั้นแล้วตนเองก็จับมือคานาอันข้างที่ยังว่างอยู่ ก่อนจะก้มลงกระซิบคำอะไรแผ่วเบาริมหูลูกสาว นัคทาไม่ได้ยิน แต่รู้สึกได้ว่าคานามีปฏิกิริยาโต้ตอบเล็กน้อย บางทีอาจจะมีสติหรือไม่มีสติก็ได้ จากนั้นโคเวนจึงหลับตาลง นัคทาเห็นแสงขาวเรือง ๆ ออกมาจากมือของเขา แสงนี้ชาวอิยาจำได้ แสดงว่าโคเวนกำลังถ่ายพลังให้...รักษาอย่างชามู...เขาเคยเรียกอย่างนั้น

แต่แสงไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่มือ ทว่าผ่านร่างคานาอันไปยังนายี นัคทามองแสงที่ไหลไปช้า ๆ ภาพตรงหน้าให้ความรู้สึกสงบอย่างประหลาด โคเวนที่หลับตาอยู่ด้านหนึ่ง และเด็กหญิงบาดเจ็บซึ่งดูราวกับกำลังจับมือกัน แสงไหลผ่านไปเรื่อย ๆ นัคทาเองก็มองราวตกอยู่ในภวังค์ไม่รู้สึกตัว เขามาได้สติอีกครั้งเมื่อเห็นเหงื่อกาฬไหลจากหน้าผากของโคเวน และชาวชามูเริ่มงอร่างลง...โคเวนพยายามจะให้พลัง ยินดีจะให้สุดความสามารถเท่าที่ทำได้จริง ๆ

ชาวอิยาเห็นดังนั้นจึงถอยไปอีกด้านหนึ่งของห้อง เขาใช้เข็มเจาะดูดเลือดออกมา ไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดอะไร ครั้นได้เต็มแก้วหนึ่งแล้วจึงยื่นให้โคเวน โคเวนตกใจเล็กน้อย...เลือดมากยิ่งนัก แต่ในที่สุดก็เอ่ยขอบคุณเบา ๆ รับไปดื่ม นัคทาจึงได้นั่งลง ให้เลือดไปพอสมควรก็มืดหน้าเล็กน้อย ไม่ช้าควรหาอะไรที่มีรสหวานกิน

"ระวังตัวเองกับคานาด้วย นายีอยู่ในเครื่อง น่าจะไม่เป็นอะไร" ชาวอิยาบอก

"อืม"

...

โคเวนปล่อยมือแล้ว เขาทรุดตัวข้างนัคทา สิ้นแรงจนพูดอะไรไม่ออก ชาวอิยาตบไหล่เพื่อนครั้งหนึ่งก่อนจะลุกไปดูเด็กหญิงทั้งสอง คานาราวกับหลับอยู่ ท่าทางยังไม่เป็นไร ร่างกายคงรับพลังจากโคเวนไปบ้างบางส่วนเหมือนกัน ส่วนนายีนั้นเขาไม่กล้าแก้ผ้าพันแผลดู แต่คิดว่าหน้าเธอมีสีเลือดขึ้นแล้ว ท่าทางไม่ทรมานอีกต่อไป ลูกดูเหมือนหลับสบาย ไม่ช้าคงตื่นขึ้นมา

"ข้าจะเอาคานาเข้าเครื่องแทน เจ้าก็ไปพักเถอะ" นัคทาบอกเพื่อน "อย่าเพิ่งให้นายีเห็นชามูตอนนี้ เธอจะตกใจ"

"อืม"

โคเวนเข้าไปในห้องที่เคยเป็นห้องเขา นัคทาได้ยินเสียงเพลง โคเวนคงเลือกเพลงที่ทำให้ตนผ่อนคลายลง เขาเองก็รู้สึกตึงเครียดแปลก ๆ เช่นกัน เป็นความรู้สึกประหลาดซึ่งผสมผสานระหว่างความสงบของคนที่รู้ดีว่าจะต้องทำอะไรต่อไป แต่ในขณะเดียวก็ไม่มีทางทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เดินไปอีกทางหนึ่ง บางทีตอนนี้อาจจะยังถอยกลับได้ แต่ยิ่งเดินไปจะยิ่งไม่มีวันถอยกลับ จะไม่อาจล่วงรู้ชะตากรรมใด ๆ ได้เลย

...หากถอยกลับจะทำอย่างไร ฆ่าโคเวน ฆ่าคานาอันหรือ เขาก็ได้สิ่งที่ตนปรารถนาแล้ว ทราบว่าชามูเองก็ย่ำแย่เช่นกัน และนายีก็จะไม่ตาย

นัคทาหัวเราะหึ ๆ แห้งแล้งออกมา...สัญชาตญาณขั้นต่ำของคนเราช่างบัดซบได้จนน่ากลัวจริง ๆ
แต่เขารู้ ถ้าหากทำเช่นนั้นเมื่อไร เขาจะไม่มีวันกลับเป็นสิ่งที่มีสติปัญญากว่าสัตว์ได้อีกต่อไป เขาจะทำลายจิตวิญญาณของตนเอง อีกอย่างหนึ่ง เขาทำได้หรือเปล่า...นัคทาไม่แน่ใจ บางทีอาจได้เมื่อตกอยู่ในสภาพเหมือนสัตว์ที่สุดเท่านั้น แต่ตราบใดที่ยังพอมีสติก็ทำไม่ได้หรอก ทำไม่ได้เช่นเดียวกับที่ฆ่าพ่อแม่พี่น้องของตนเองไม่ได้กระมัง

ชายหนุ่มนั่งอยู่เป็นเวลานาน สุดท้ายนายีก็ขยับตัว เผยอเปลือกตาขึ้น นัคทาจึงไปดูเธอ

“พ่อจ๋า นายีฝัน” เด็กหญิงบอก

“อย่างนั้นหรือ นายีเจ็บตรงไหนหรือเปล่า สบายดีแล้วหรือยัง” ชายหนุ่มถาม

“นายีฝันว่าเห็นพี่สาวคนหนึ่ง เอาของสวยมากมาให้ นายีไม่รู้ว่าเป็นอะไร พี่สาวบอกว่าพ่อของพี่สาวให้เอามาให้” เด็กหญิงบอกเจื้อยแจ้วต่อไป

พ่อหรือ ผู้หญิงที่โคเวนให้เชื้อยอมให้ลูกรู้แล้วหรือ...แวบหนึ่งนัคทาคิดอย่างนั้น แต่แล้วความแปลกใจก็มาเยือน ความฝันนั้นจริงหรือ มีการสื่อสารบางอย่าง หรือว่าเพียงฝันธรรมดาสามัญ

“นายีเล่นกับพี่สาว แต่พี่ไม่สบาย” นายีลุกขึ้น หันไปมองร่างของคานาอันข้างกาย ไม่มีความแปลกใจใด ๆ เลย “พ่อจ๋า พี่สาวจะตื่นเมื่อไร เล่นกันสนุกดี”

“นายีอยากให้พี่เขาตื่นหรือลูก” นัคทาถามด้วยเสียงอ่อนโยน “ถ้าอย่างนั้นเจ้าช่วยพี่เขาได้ไหม...”

ผูกสัมพันธ์ซึ่งพ่อไม่มีวันล่วงรู้ว่าจะนำเจ้าไปสู่อะไร สร้างโลกใหม่ที่พ่ออาจไม่มีวันจะไปถึงกับเจ้าได้

...

เด็กหญิงสองคนเล่นกันอยู่ที่ลานชายป่า ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดหนวกหูยิ่งนัก คานาอันยังไม่มีแรงเท่าไร แต่ก็ขืนจะวิ่งไป ที่จริงยังมีหน้ามาชวนน้องปีนต้นไม้ เพราะตอนตัวอยู่ในเมืองไม่เคยเห็นต้นไม้อย่างนี้มาก่อน น่าเสียดายที่โดนพ่อห้ามปรามโดยไว

นายีอ่อนกว่าคานาอันสองปี ยังไม่รู้เรื่องราวต่าง ๆ มากมายในโลกนี้ บางทีอาจยังไม่เข้าใจกระทั่งเรื่องอิยาและชามูอย่างชัดเจนด้วยซ้ำไป ความเจ็บปวดและความตายที่ผ่านมายังดูเป็นเรื่องห่างไกล แม้พอดูออกว่าเพราะเธอผ่านเรื่องต่าง ๆ มามากกว่าคานา จึงดูว่าน่าจะโตขึ้นขรึมจริงจังกว่า แต่เด็กหญิงก็ชอบพี่สาวชาญฉลาดที่ช่างเล่นนั่นนี่และมีเรื่องเล่ามากมาย เธอชอบพ่อของพี่สาวเช่นกัน ดูเหมือนเด็กหญิงจะไม่ได้เชื่อมโยงเขาเข้ากับชามูที่น่ากลัวดังโคเวนกับนัค ทาเคยกลัว เธอคิดว่าเขาเป็นลุงโคเวน ลุงโคเวนมีนิทานเยอะ ใจดี เด็กหญิงก็ชอบเขาเหมือนที่ชอบพี่สาวนั่นเอง เธอชอบพี่สาวมากพอจะยอมเกือบทุกครั้งที่พ่อขอเจาะเลือด แต่บางทีก็หงุดหงิดงอแง อาละวาดว่าไม่รักพี่สาวแล้ว ไม่รักพ่อไม่รักลุงโคเวนแล้วเหมือนกัน

“พรุ่งนี้คงกลับเผ่าไหว เมียข้าเป็นห่วงแย่แล้ว” นัคทาบอก เขาเดินไปกลับระหว่างเผ่าสองสามครั้งในรอบสามสี่วันนี้เพื่อแจ้งข่าว โคเวนเองก็กลับเมืองชามูเช่นกัน เขาไม่เคยขอเลือดจากนัคทาแม้แต่ครั้งเดียว แต่ชาวอิยาดูก็รู้ว่าเพื่อนไปให้พลังคน เห็นโคเวนกลับมาท่าทางโทรมเมื่อไรเขาก็ถอนใจ ให้เลือดบ้าง เขาไม่เป็นไร ถึงอย่างไรร่างกายอิยายิ่งให้เลือดมากก็ยิ่งสร้างทดแทนไวอยู่แล้ว ที่จริงนัคทาก็ยังสนใจเรื่องนี้มากอยู่เหมือนเดิม แม้ในใจจะมีเรื่องกังวลไม่น้อย ก็ยังรู้สึกสงสัยว่าเมื่อถึงวันที่คานากับนายีพร้อม และคานากัดนายีให้เป็นสุนัขป่า ตอนนั้นผลที่ได้จะเป็นอย่างไร หากพวกเธอยังกินเลือดและให้พลังอยู่เช่นนี้ต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า การกลายร่างจะต้องมีอะไรยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็นฝ่ายให้เลือดโคเวนอยู่ ข้างเดียวเพียงสองปีแน่นอน

“กลับเผ่าแล้วจะทำอย่างไร” โคเวนถาม

“ยังพาคานาไปด้วยไม่ได้ อันตราย จะเจาะเลือดใส่กล่องเย็นทิ้งไว้บ้าง เผื่อจำเป็น” นัคทาบอก “จากนั้นข้าจะเรียกประชุมคนที่เหลือรอด...พูดเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟัง”

โคเวนเงียบไป

“ข้าก็ตั้งใจจะทำอย่างนั้นเหมือนกัน” เขาเอ่ยในที่สุด “แต่อย่าได้ไปคนเดียว ข้าจะพาคานากลับเมืองก่อน จากนั้นจะไปกับเจ้า คงไม่ปรากฏตัวเพราะจะทำให้เจ้าพูดลำบากยิ่งขึ้น แต่จะรออยู่รอบนอก หากเจ้ามีอันตรายให้ส่งสัญญาณโดยไว”

“หือ”

“เราจะมีชีวิตต่อไป นัคทา จนกว่าจะพาอิยาและชามูปีนขึ้นจากนรกได้” โคเวนบอกเรียบ ๆ “ดังนั้นอย่าได้ตาย”

...

นัคทาตื่นขึ้นกลางดึกเพราะนายีฝันร้าย โยเยวุ่นวายอยู่นานจึงยอมหลับไปได้ ที่จริงควรนับว่าดีกว่าเมื่อเป็นทารกมาก แต่นัคทาที่หลับไม่สนิทอยู่แล้วก็รู้สึกว่าตนเองคงนอนอีกไม่ได้ง่าย ๆ จึงลุกออกไปนอกห้อง

เขาพบโคเวนอยู่ที่ห้องกลาง เปิดไฟหรี่แสงไว้ เสียบหูฟังกับเครื่องพกติดตัวเล็ก ๆ ฟังดนตรีอยู่ เมื่อนัคทาเข้ามา โคเวนก็เลิกคิ้ว ชาวอิยาต้มน้ำ สำหรับคนที่ต้องใช้วิธีก่อฟืนจุดไฟต้มน้ำมาตลอดชีวิต เครื่องต้มน้ำในฐานก็ยังค่อนข้างน่าอัศจรรย์ และในเมื่อไหน ๆ ก็ใช้เวลาไม่นานแล้ว นัคทาจึงมักมาต้มอะไรดื่มตอนดึก โคเวนเคยถามว่าดื่มอะไร นัคทาก็แบมือให้ดูรากไม้กับเมล็ดต้นไม้บางอย่าง เขาว่าดื่มแล้วหัวโล่งดี

"คานาหลับแล้วหรือ" ชาวอิยาถาม

"ประท้วงอยู่หลายยกจนเพลียก็หลับไปเอง" โคเวนบอก นัคทาได้ยินเพื่อนพูดอย่างนั้นก็หัวเราะหึ ๆ

เมื่อหัวค่ำเด็กผู้หญิงสองคนบอกว่าจะนอนด้วยกัน แต่นายียังฝันร้าย คานาเองก็ไม่ค่อยแข็งแรง พวกพ่อจึงคิดว่าควรแยกดูแลจะจัดการง่ายกว่า นายียังไม่เท่าไรนัก แต่คานาที่เป็นหัวโจกไม่พอใจมาก อาละวาดใส่พ่อเป็นการใหญ่ นัคทาค่อนข้างสนใจว่าคนอย่างโคเวนจะรับมือลูกสาวอย่างไร แต่หลังจากดูไปดูมา เขาก็สรุปว่าโคเวนรับมือด้วยความเป็นโคเวนนั่นเอง คานาประท้วงร่ำร้อง ออดอ้อนอาละวาด ชักแม่น้ำทั้งห้าอย่างเอาเป็นเอาตาย โคเวนก็ผงกศีรษะตั้งใจฟังทุกคำ แสดงความเข้าใจทุกประการ แต่ไม่ได้ก็คือไม่ได้อยู่ตามเดิม สรุปแล้วคานาสู้ความมีเหตุมีผลของพ่อไม่ได้ เลยงอนปากยื่นจากไป ตอนหัวค่ำไม่ยอมคุยกับพ่อเลยสักคำเดียว

"แต่ข้าสงสัยว่าเด็กสองคนจะสื่อสารกันได้" ชาวชามูปิดเครื่องดึงหูฟังออก

"หือ"

"ก่อนนอนคานาเรียบร้อยเป็นพิเศษ แถมยังทำหน้าเจ้าเล่ห์ใส่ข้า บอกว่าไม่ต้องง้อพ่อก็ได้ ข้ารู้สึกเหมือนคานาคุยกับใคร"

นัคทาฟังอย่างนั้นก็ต้องนิ่งครุ่นคิด เขาไม่แน่ใจว่านายีคุยกับใครหรือเปล่า แต่คืนนี้อาจจะแปลกอยู่สักหน่อยตรงที่นายีไม่ร้องขอนิทานก่อนนอนเรื่องที่สองกระมัง ท่าทางราวกับมีความพอใจแล้ว...ราวกับมีใครเล่านิทานอีกเรื่องให้ฟัง

"มีเรื่องที่ไม่รู้อีกแล้วสินะ" เขาว่า

"เด็กอาจจะผูกพันกันง่ายกว่าผู้ใหญ่ ยังไม่เคยมีใครศึกษาว่าหากเด็กชามูกับอิยาโตมาด้วยกันจะเป็นอย่างไร"

นัคทามองเพื่อนตน อดคิดไม่ได้ว่าเขานึกถึงเด็กผู้หญิงอิยาคนนั้นหรือเปล่า คนที่เขาเล่นด้วย และกินเลือดเนื้อเข้าไป โคเวนบอกว่าจำหน้าเธอไม่ใคร่ได้แล้ว แต่ความรู้สึกในใจยังค่อนข้างชัดเจน บางทีการที่อิยากับชามูเติบโตไปด้วยกันอาจจะสร้างบางสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้จริง ๆ ก็ได้ บางทีตอนนั้นโคเวนอาจกำลังจะสร้างสายสัมพันธ์บางอย่างกับเด็กหญิง ก่อนที่มันจะถูกตัดขาดหายไป

"ข้าอยากให้ทุกคนเห็นเด็กสองคนนี้เล่นกัน" ชาวอิยาบอก "เห็นแล้วมันรู้สึกดี"

โคเวนพยักหน้านิดหนึ่ง ทั้งเขาและนัคทาต่างรู้ว่าภาพดังกล่าวอาจไม่ได้ทำให้ทุกคนรู้สึกดีก็ได้ อย่างไรก็ตาม การได้เห็นคานากับนายีเล่นด้วยกันก็ปลอมประโลมใจ ความรู้สึกว่าเผ่าพันธุ์และสีผิวปราศจากความหมายอย่างยิ่ง ความแค้นเป็นเพียงน้ำหนักซึ่งไม่จำเป็นต้องแบกไว้ก็ได้ ความรู้สึกว่ายังมีอีกดินแดนหนึ่งซึ่งแม้พวกเขาไม่อาจกลับไปแล้ว แต่ก็ไม่ได้หายไป เหล่าเด็ก ๆ ในดินแดนนั้นที่เขาอยากปกป้องไว้ อยากให้ปลอดภัย มีความสุขรุ่งเรือง

แต่ทั้งสองคิดไว้แล้วว่าจะไม่ให้ใครเห็นคานาอันและนายีเล่นกัน อย่างน้อยในช่วงเริ่มต้น พวกเขาเองก็เช่นกัน จะไม่ให้ชามูหรืออิยาทราบว่าเป็นสหาย จริงอยู่ พวกเขาจะบอกเล่าเรื่องราวในอุโมงค์ใต้ทะเล การกินเลือดและการแลกเปลี่ยนพลัง แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพจิตใจทั้งของอิยาและชามูในเวลานี้ ตลอดจนความขัดแย้งเคียดแค้นที่สั่งสมมาเป็นร้อยเป็นพันปี การขอให้อยู่ร่วมกันโดยละทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลังย่อมยังเป็นไปไม่ได้ โคเวนกับนัคทาจึงคิดว่าต้องใส่หน้ากากอีกครั้ง สำแดงตนว่าทั้งสองมาอยู่ร่วมกันเพียงด้วยความจำเป็น เพื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้ตาย

"เมื่อแรกต่างฝ่ายต่างต้องแสดงตัวว่าระแวงสงสัยกัน เราควรโต้เถียงกันให้มากไว้ ใช้คำรุนแรงและรักษาผลประโยชน์ของพวกตน ทำให้ฝ่ายของเราวางใจ" โคเวนบอก

"ข้าก็คิดจะรักษาผลประโยชน์ของอิยาอยู่แล้ว" นัคทาหัวเราะหึ ๆ "และข้าอยากเถียงกับเจ้า โคเวน ข้าพอจะจัดการกับอิยาได้ แต่อยากเห็นเช่นกันว่าเจ้าจะทำอย่างไรกับชามู"

"ดูถูกข้าหรือ" โคเวนยิ้มบาง "อย่าได้ดูถูกไป นัคทา หลายปีนี้ก็ยังพอจะเรียนอะไรไปจากเจ้าได้บ้าง แม้คงไม่ถึงขั้นเจ้า แต่ก็พอทำอะไรได้กระมัง"

"หากโต้เถียงแพ้ข้า ระวังข้าจะกินรวบผลประโยชน์ให้อิยาฝ่ายเดียว"

"เฮอะ ไม่มีทาง"

นัคทาหยอกเช่นนั้นแล้วก็เงียบไป ที่จริงแล้วเขารู้สึกกลัว จึงนอนหลับไม่สนิทเช่นนี้ เขากลัวว่าตัวเขาจะทำไม่ได้ หรือไม่เช่นนั้นโคเวนจะทำไม่ได้ และทุกสิ่งจะล่มสลายไป เขาอยากลองโต้เถียงทะเลาะกับโคเวนในสภาจริง ๆ เขาอยากขับเคี่ยวกับเพื่อน เล่นเกมการเมือง เขาชอบการแข่งขัน ชอบความรู้สึกได้ต่อสู้เอาชนะ แต่ในขณะเดียว ก็ไม่ใช่เพื่อฆ่าทำลาย หรือเพียงปกป้องตนเอง การฆ่าทำลายไม่มีอะไรน่ายินดี การปกป้องตัวเองไม่สร้างสรรค์สิ่งใด มีแต่ความเหน็ดเหนื่อยปวดใจ

"ข้าเข้าใจ" โคเวนบอกเมื่อนัคทาเอ่ยคำเหล่านั้น "รบกันเช่นนักกีฬา"

"หือ"

"นายพรานสองคนแข่งกันล่ากวาง คนหนึ่งล่าได้ คนหนึ่งล่าไม่ได้ คนล่าได้หัวเราะเยาะ คนล่าไม่ได้ก็โมโหขุ่นเคือง แต่สุดท้ายคนล่าได้ยังแบ่งเนื้อให้ แม้จะแกล้งพูดจาเยาะเย้ยเสียหลายคำ คนล่าไม่ได้ก็ด่าไอ้เลว ดูถูกข้าหรือ แต่ก็ยังรับเนื้อไว้อยู่ดี"

นัคทาอดหัวเราะไม่ได้ โคเวนช่างอธิบายอะไรได้เห็นภาพดีตามเคย

"ดี!" เขาว่า ชี้หน้าอีกฝ่ายเป็นเชิงล้อเล่น "เช่นนั้นจงมารบกัน โคเวนแห่งชามู"

แต่ถึงจะพูดอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ทำจะง่ายหรอกกระมัง

รุ่งขึ้นโคเวนพาคานากลับเมือง ครั้นแล้วก็ย้อนกลับมา เขาถามนัคทาว่าต้องการใช้ยานเหาะหรือไม่ แต่นัคทาว่าอย่าเลย เดินไปกันเถิด อิยาเห็นสิ่งของที่เป็นของชามูจะตื่นตระหนกไม่ไว้ใจ

นายีเดินเองได้ แต่วิ่งปร๋อไปมานานเข้าก็เหนื่อยโยเย นัคทาแบกขึ้นหลังแล้วก็หลับไป ชายหนุ่มทั้งสองจึงเดินด้วยกันเงียบ ๆ มีความเครียดเกร็งไม่แน่ใจ ยามไปถึงเผ่า นายีตื่นแล้ว นัคทาก็ปล่อยลงจากหลัง คนอื่น ๆ ออกจากที่พักมาดู เด็กหญิงวิ่งตรงไปหามารดาที่อ้าอ้อมแขนรออยู่ กอดแม่ไว้ ร่ำร้องจะเล่าเรื่องมากมาย

แต่แม่ไม่ได้สนใจเธอเสียทีเดียว ภรรยาของนัคทาเงยหน้าขึ้นมองสามี เธอย่อมเห็นว่านัคทาไม่ได้มาคนเดียว โคเวนถูกขังท่ามกลางพวกอิยามานานปี เขาเคยกัดคนหลายคนในที่นี้รวมทั้งแม่ของนายีด้วย คนส่วนใหญ่ย่อมจำเขาได้ทันที

คนอื่น ๆ ก็มองมา เช่นเดียวกับภรรยาของนัคทา สายตามีความตกใจระแวง คุมเชิงไม่ได้ทำอะไรในทันที โคเวนมองกลับไป เขาไม่เคยเห็นสภาพสังคมของอิยาชัดตาถึงเพียงนี้ เพราะสามปีที่ถูกขังนั้นหากไม่ใช่อยู่ในฝันร้าย ก็พบตัวเองอยู่ในกรง เขาเห็นที่อยู่อาศัยที่ต่อขึ้นอย่างเร่งร้อน เห็นชัดว่าผู้คนกำลังทุกข์ยากลำบากและหวาดกลัว มีคนบาดเจ็บมากมาย ที่พิการแขนขาขาดก็มี คนเหล่านั้นมองมาทางโคเวนเป็นตาเดียว บางคนดวงตาเป็นสีเหลืองทองแล้ว แสดงว่าได้ผ่านการเปลี่ยนเป็นสุนัขป่า โคเวนคิดว่าคงเป็นเหล่าคนที่เขาเคยกัดและสูบเลือดไป หลายคนในนั้นเกร็งร่าง อาจคิดว่าต้องกลับเป็นหมาป่า ใช้พลัง หรือไม่เช่นนั้นก็หยิบอาวุธขึ้นมา

"ข้ามีเรื่องจะแจ้งทุกคน" นัคทาเอ่ยช้า ๆ

โคเวนเคยถามก่อนมาที่นี่ จะมัดตัวข้าไว้ไหม แสร้งมัดให้พวกอิยารู้สึกปลอดภัย นัคทาว่าหากมัดตัวก็แสดงว่าเจ้าแพ้ แต่เจ้าไม่ได้แพ้นี่ ข้าไม่ต้องการให้พวกอิยาเข้าใจผิด ๆ โคเวนฟังอย่างนั้นจึงมาที่นี่โดยไม่มีอะไรพันธนาการ ยามนัคทาเดินไป เขาก็เดินเช่นกัน คนอื่น ๆ ในที่นั้นกระตุกไหล่ คล้ายเตรียมคิดสู้ตาย

"ให้เขามาด้วย เขาไม่ทำอะไรหรอก" นัคทาบอกเรียบง่าย "เขาชื่อโคเวน"

ชายหนุ่มไปยังลานชุมนุมกลาง เรียกรวมทุกคนที่สามารถมาได้ เขาบอกให้โคเวนยืนสูงเสมอกับตน ครั้นแล้วก็เริ่มพูดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป เมื่อแรกที่เอ่ยถึงการร่วมมือกับชามู มีเสียงฮือดังไม่พอใจ แต่นัคทาขึ้นเสียงตนกลบเสียงนั้น หน้าไม่เปลี่ยนสีแม้แต่น้อย เขาว่าใครไม่เห็นด้วยย่อมช่วยไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ประกันความปลอดภัยของคนผู้นั้นเช่นกัน

"รู้ได้อย่างไรว่าชามูจะไม่ทรยศ ไม่หลอกเราไปเป็นปศุสัตว์"

"เราจะเอายาที่ทำให้เลือดเป็นพิษติดตัวไว้" นัคทาบอก "เมื่อไรที่ชามูทรยศเรา ก็ให้มันตาย"

เขารู้สึกเหนื่อยยามที่พูดถ้อยคำเช่นนั้นอีกครั้ง รู้สึกราวกำลังถอยหลังลงคลอง โดยเฉพาะยามที่ได้เห็นลูกของตนกับโคเวนเล่นหัวกันมาแล้ว แต่เขาก็ทราบดีว่านี่คือสิ่งจำเป็น บางทีก็ต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง เพื่อจะได้ก้าวไปข้างหน้าสองก้าวเช่นนี้เอง

"ชามูคนนั้นไว้ใจได้หรือ" ใครอีกคนร้องถาม "มันถูกเราจับไว้นานปี ในใจอาจคิดวางแผนชั่วร้ายแก้แค้นเราก็ได้"

"ข้าก็อาจคิดเรื่องชั่วร้าย แต่ข้ายังไม่อยากตาย" โคเวนเอ่ยราบเรียบ "ดังนั้นจงมาตกลงการค้าอย่างยุติธรรม"

"ยุติธรรมอย่างไร"

"ข้าจะรักษาคน แลกกับเลือดไปให้ชาวชามู" เขานิ่งนิดหนึ่ง "แม่ของข้ากำลังจะตาย ข้าต้องการเลือดไปให้แม่กิน"

นัคทาหันมามองเพื่อนหน่อยหนึ่ง สงสัยราง ๆ ว่าโคเวนพูดจริง หรือเพียงทราบดีว่าอิยาย่อมเห็นความสำคัญของครอบครัวจึงพูดอย่างนี้ แต่ไม่ว่าเพราะอะไรก็ตาม พอเอ่ยเช่นนั้นออกไป ผู้คนก็ชะงักหน่อยหนึ่ง ไม่ค่อยมีใครคิดหรอกว่าชามูจะมีพ่อแม่พี่น้อง ทุกคนคิดว่าชามูเป็นปีศาจ โคเวนพูดเช่นนี้ก็ชวนให้งุนงงสงสัยขึ้นมาจริง ๆ

"เจ้าช่วยลูกสาวข้าหรือ" ภรรยาของนัคทาถามขึ้น "ใช่ไหม"

"ข้าช่วยเพื่อแลกกับโลหิตของนัคทา" โคเวนบอก

"นายีหายดีแล้ว..." เธอดูราวไม่แน่ใจ

"หากไม่หายดี ข้าจะฆ่ามัน มันกินเลือดของข้าไปมาก กินเลือดของอิยาอื่น ๆ ก็ไม่ได้สารอาหารเท่าไรหรอก" นัคทาเอ่ยขัดดุร้าย

"หากเจ้าไม่ได้พลังของข้า ก็จะตายที่นี่เช่นกัน" ชาวชามูโต้

"หากว่าช่วยให้หายดีได้ จงรักษาพี่สาวข้า" แม่ของนายีพูดขึ้นมา "ถ้ารักษาได้ จะให้เลือดของข้าเอง"

โคเวนพยักหน้า เขาลงจากแท่นสูงที่ตนยืนอยู่ เดินเข้าไปหาภรรยาของนัคทา คนอื่น ๆ แหวกทางให้เขาเป็นช่อง เธอก็นำไป พี่สาวของเธอ...ควรเรียกว่าเป็นพี่สะใภ้ของนัคทาด้วยกระมัง นอนอยู่ในเพิงพักชั่วคราว มีบาดแผลหลายที่ หายใจลำบากเช่นเดียวกับนายี แสดงว่าได้รับบาดเจ็บที่ใดที่หนึ่งบริเวณทางเดินหายใจเช่นกัน โคเวนไม่ว่าอะไร เขาคุกเข่าลงข้าง ๆ วางมือตนทับมือหญิงคนนั้น และหลับตาลง

คนอื่น ๆ ก็ยืนดูอยู่ข้างนอก มีเสียงแสดงความอัศจรรย์ใจเมื่อเห็นแสงสีขาวเรืองขึ้นมา โคเวนหลับตาอยู่เป็นเวลานาน ลมหายใจของคนเจ็บจึงเริ่มสม่ำเสมอขึ้นช้า ๆ ตอนที่เขาถอนมือออก ภรรยาของนัคทาเอื้อมไปดึงผ้าห่มลงมา แผลไม่มีเลือดซึมแล้ว คนเจ็บก็ดูสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

"หากเธอฟื้นแล้วไม่เป็นไร จะให้เลือดเจ้า" แม่ของนายีบอกโคเวน

"ขอบคุณ" ชายหนุ่มรับเรียบ ๆ

เขารักษาอารมณ์ของตนได้ดีอย่างยิ่ง ดีจนนัคทาค่อนข้างทึ่ง เขาสงบ ตอบคำถามโดยสงบ ไม่แสดงความกลัว ใครถามก็ตอบเรียบ ๆ กระนั้นยังแสดงตัวว่าตนคิดในมุมของชามู ต้องการปกป้องชามู นัคทาแสร้งขัดเขาหลายครั้ง ตั้งใจโต้เถียงให้ทุกคนดู ผ่านไปนานพอสมควร หญิงที่โคเวนรักษาฟื้นขึ้นได้ ดูไม่มีปัญหาอะไร คนใจกล้าหรือคนสิ้นหวังเต็มทีแล้วหลายคนจึงขอให้โคเวนรักษาเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ชาวชามูจึงได้เลือดไปพอสมควร

"แม่เจ้าจะตายจริงหรือ" นัคทาถามเมื่อเดินไปส่งเพื่อน ตอนนั้นไม่มีใครแล้วก็พูดคุยกันได้

"อืม"

"เหตุใดไม่บอกข้า"

"ข้าก็ได้กินเลือดเจ้าเอาพลังไปช่วยแม่อยู่แล้ว รวมทั้งพ่อกับพี่ชาย" ชายหนุ่มตอบ นัคทาได้ฟังอย่างนั้นจึงไม่รู้จะพูดอย่างไร ความคิดเรื่องครอบครัวของชามูกับอิยาต่างกันไม่น้อยเลย

"แม่เจ้าเป็นอย่างไร" ในที่สุดเขาจึงถามออกมา

"แม่ข้าหรือ...ชอบอ่านหนังสือเหมือนกัน"

เขาพูดเรื่องครอบครัวอีกหลายคำ ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่โคเวนพูดถึงครอบครัวออกมา เขาเป็นดังที่นัคทาเคยคาดไว้นานแล้วจริง ๆ เป็นแกะดำที่มีมักถูกเปรียบเทียบกับพี่ชาย เป็นพวกกบฏดื้อดึง คิดอะไรแปลก ๆ ที่บิดามารดาเห็นว่าคือเรื่องนอกลู่นอกทางและปฏิเสธจะเข้าใจ แต่หลายปีที่ผ่านมาทำให้โคเวนสงบลง เขายอมรับว่าบางทีคงเป็นตนที่ถือดีเอง เป็นตนที่ไม่เข้าใจ

ยามเข้าเมืองชามู บทสนทนาก็สิ้นสุดลงเพียงนั้น นัคทาเริ่มเกร็ง กลัว เขามองไปรอบ ๆ ยามโคเวนพาขึ้นรถโดยสาร ชายหนุ่มดูราวกับสัตว์ป่าที่ถูกพาเข้ามาในเมือง แม้ไม่มีท่าทางลุกลี้ลุกลน แต่ก็ตื่นตัวระแวงไพร ดูคล้ายเสือที่หมอบอยู่ ทว่าไหล่เกร็ง พร้อมจะกระโจนขบกัดศัตรูได้ตลอดเวลา

แต่นัคทาก็สังเกตเห็นเช่นกัน...เมืองร้างยิ่งนัก แม้เจริญก้าวหน้าจนมีหลายสิ่งที่เขายังไม่เข้าใจ ก็ว่างเปล่าราวกับแดนปีศาจ ผู้คนล้วนสาบสูญหายไป

"คนส่วนใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาล" โคเวนบอก "ข้าก็จะไปที่นั่น"

เขาไปที่โรงพยาบาล นำโลหิตมอบให้คนที่ไว้ใจได้ ยามเลือดถูกแจกจ่ายออกไปแล้ว โคเวนก็เรียกรวมคน การปกครองของชามูต่างจากอิยา คนมีอำนาจหลงเหลืออยู่จึงรวมตัวในห้องประชุมใหญ่ของโรงพยาบาล โคเวนทำเช่นเดียวกับนัคทา เขาอธิบายว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่ยามถึงตอนที่ต้องตอบคำถาม นัคทาจะเป็นคนตอบ ทั้งสองตกลงกันแล้วว่าโคเวนจะต้องอยู่ฝั่งอิยา ต่อให้ในใจคิดอย่างลูกลิงขาว การปฏิบัติก็ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง

ที่จริงชามูก็ไม่ต่างจากอิยา ยามทราบว่ามีการตกลงอะไรก็ระแวง โกรธ กลัว งุนงง ตกใจ

แต่นัคทาไม่ได้ใช้วิธีการเดียวกับโคเวน เขาดูราวกับสัตว์ร้าย นั่งสงบนิ่งในที่นั้นและเปล่งรังสีร้ายราวกับเสือออกมา เขาทราบดีว่าชามูดูถูกอิยา คนเหล่านั้นล้วนคิดกดเขา เห็นเขาเป็นสัตว์เลี้ยง ไม่ต้องการเชื่อว่าอิยามีจิตใจสติปัญญา ไม่ต้องการคิดว่าต้องให้ความยุติธรรม

"ข้าทราบว่า..." ชายหนุ่มเอ่ย ระมัดระวัง "พวกท่านคงนึกอย่างอื่นในใจ แต่อย่าได้คิดว่าจะหลอกลวงเราโดยง่าย เราไม่ได้โง่ เคี้ยวง่ายถึงเพียงนั้น หากเมื่อไรที่ทราบว่ามีการหลอกลวงแม้แต่นิดเดียว เราจะกินยาให้เลือดเป็นพิษ ท่านฆ่าเรา ท่านก็ตายไปด้วยกัน"

เสียงของเขาต่ำ สะท้อนในคอราวสิงโตคำราม นอกจากนั้นร่างกายของนัคทาก็ใหญ่กว่าชามูทั่วไปอยู่แล้ว เขาสวมเสื้อผ้าตัดเย็บเอง หยาบเถื่อนอย่างพรานป่า ทว่าดวงตากลับวาบวับด้วยอำนาจและสติปัญญา คนทั้งหลายที่มองย่อมรู้สึกถึงความกดดัน ถึงวิญญาณป่าอันลึกลับน่ากลัวที่ชามูไม่รู้จักอีกแล้ว

"ไอ้สัตว์เลี้ยงไม่เชื่อง" ใครคนหนึ่งผรุสวาทใต้ลมหายใจ

นัคทาหันไปทันที ดวงตาสีเหลืองทองเรืองวาว

"หากข้าเป็นสัตว์ ชามูก็ดีแต่เป็นเห็บหมัดเท่านั้น" ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย "เป็นกาฝากเกาะกินพวกข้า และนึกเอาเองว่าตนสูงส่งยิ่งใหญ่กว่า สันดานกาฝากล้วนรับไม่ได้ว่าตนต่ำช้า ก็ดีแต่เหยียดหยามดูแคลนผู้อื่น หลอกตัวเอง"

"แก!"

โคเวนยกมือขึ้นห้ามไว้ หันมาทางนัคทา

"พอเสียที" ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำ "หากเจ้าไม่ได้พลังจากพวกข้า ก็จะตายเช่นกัน"

"หากเจ้าไม่ได้เลือดจากพวกข้า ก็จะตายเช่นกัน" นัคทาหัวเราะเสียดสี "ข้าไม่ใช่สัตว์เชื่องเชื่อโง่เขลา คิดปั่นหัวอย่างไรก็ได้ ชามู หากคิดตกลงกัน จงตกลงอย่างยุติธรรม ไม่เช่นนั้นก็จงพากันตาย ข้าไม่กลัวความตายสักนิดเดียว"

ความไม่กลัวของนัคทาเป็นสิ่งแปลกใหม่ในสายตาของชามูอย่างยิ่ง แม้ว่าเขาจะน่ากลัว เป็นสิ่งไม่เชื่องที่ชาญฉลาดจนไม่ทราบจะทำอย่างไรได้ แต่เขาก็แสดงความดุร้ายถือดีมากพอที่คนอื่น ๆ จะรู้เช่นกันว่าไม่อาจฆ่าหรือทำลายคนคนนี้โดยไม่เกิดผลกระทบใด ๆ สุดท้ายพวกชามูเองจึงต้องยินยอม โคเวนขอให้ร่างสัญญาชั่วคราวขึ้นฉบับหนึ่ง ระยะแรกจะเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนง่าย ๆ ระหว่างเลือดกับพลัง หลังจากนั้นจึงค่อยว่ากันอีกที

นัคทามองดูสัญญาฉบับนั้น เขารู้สึกว่าธรรมเนียมของชามูตลกพิลึก สำหรับอิยา หากพูดด้วยปากว่าตกลง ก็คือตกลงแล้ว แต่เมื่อโคเวนลงชื่อในนั้น ร่วมกับคนอื่น ๆ อีกหลายคน นัคทาก็ลงชื่อเช่นกัน เขาเขียนรวดเร็วให้คนอื่น ๆ ดูว่าตนเขียนหนังสือได้ อิยามีสติปัญญา ทั้งยังถือไพ่ที่หากไม่เสมอกันก็เกือบเรียกได้ว่าเหนือกว่า เขาแสดงให้เห็นว่าผู้ใดอย่ามาหลอกลวงเหยียดหยามตนได้ ความสัมพันธ์จะต้องเปลี่ยนนับแต่นี้ไป

มันก็เพียงการเริ่มต้น ไม่มีใครรู้หรอกว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร

...

นัคทายื่นแก้วใส่โลหิตตนให้โคเวน เวลานี้เขายังไม่ได้ไปไหน จึงไม่จำเป็นต้องได้รับพลังจากเพื่อนก็ได้ แต่เมื่อไรที่ลองเดินทางสำรวจส่วนอื่น ๆ ของเกาะที่ถูกทำลาย นัคทาจะเหนื่อยมาก หายใจไม่ทัน ทุกอย่างพังพินาศหมดสิ้นเกือบเหมือนนรก เขากลับมาเมื่อใด หากโคเวนไม่ได้ไปด้วย โคเวนก็ต้องให้พลังช่วยเขาพอสมควร

"ข้ายังไม่ได้ลองกินเลือดอิยาอื่น ๆ" ชาวชามูบอกขณะรับแก้วมา "แต่คิดว่าถ้าลองตอนนี้ อาจจะเริ่มเห็นความต่างชัดเจนกว่าเดิม"

"ข้าก็ยังไม่ได้ลองรับพลังของคนอื่น ๆ นอกจากเจ้าเหมือนกัน" นัคทาเอ่ยตอบ เขานั่งลงข้าง ๆ เพื่อน ทั้งสองไม่ได้อยู่ที่เมืองของชามูหรืออิยา ไม่ได้อยู่ที่ฐาน ทว่านั่งอยู่บนเนินที่มองลงมาเห็นหมู่บ้านอิยาได้ พวกอิยากำลังสร้างสิ่งต่าง ๆ ใหม่ แต่ทุกคนก็รับรู้โดยทั่วกันว่าไม่ช้าจะมีการอพยพใหญ่ ต้องสำรวจดินแดนใหม่ที่มีความหวังมากกว่าเกาะนี้ นัคทาเองก็กำลังปรึกษาวิศวกรชามูหลายคนเรื่องการสร้างยาน

ยามไม่มีใครอื่น ก็ถอดหน้ากากออกได้ หันมาคุยกันเรื่องความแตกต่างและความคล้ายคลึงระหว่างชามูกับอิยาอีกครั้ง

"ข้าสงสัยว่าหากเป็นอย่างนี้ต่อไป สักวันหนึ่งจะถึงเวลาที่ข้ารับพลังของใครไม่ได้นอกจากเจ้า และเจ้ากินเลือดใครไม่ได้นอกจากข้าไหม ถ้าหากถึงเวลานั้น ยามที่คนใดคนหนึ่งตาย อีกคนคงตายเช่นกัน" นัคทาเอ่ยลอย ๆ

"เช่นนั้นต่อให้ข้าน่ารำคาญขัดแข้งขัดขาเจ้าในสภาขนาดไหน ก็อย่าเพิ่งเตะข้าตายไปก่อนแล้วกัน" โคเวนก้มลงดูของเหลวในแก้ว ยิ้มบาง ๆ

"เช่นนั้นเราจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์แบบไหนกัน โคเวน" ชาวอิยามองไปข้างหน้า "เรากำลังสร้างอะไรขึ้นมา"

"เช่นนั้นเราก็จะถูกพันธนาการไว้ด้วยกัน เหมือนนักทดลองกับทาสคนนั้น" เพื่อนของเขาตอบ "จะมีปัญหาในรูปแบบอื่น สังคมจะแปรเปลี่ยนไป"

"อย่างนั้นหรือ"

"สังคมก็เหมือนสัตว์ มันจะพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของตนเอง จะคิดจารีต จะสร้างสิ่งที่ตนเห็นเป็นความดีงามศีลธรรม จะกีดกันผรุสวาทสิ่งที่ตนเห็นว่าชั่วร้ายเป็นอันตราย จะสร้างรูปรอยอันเหมาะสมที่คนของตนจะอยู่ได้ จะมีคนที่เชื่อฟัง จะมีคนที่แหกคอกคิดเปลี่ยนแปลง จะมีคนที่แหกคอกไม่ได้ ถูกทำลาย แต่จะมีคนที่แหกคอกได้ และสังคมทั้งสังคมก็จะต้องฟังเขาเช่นกัน"

"เราสองคนเล่าจะเป็นอย่างไร แหกคอกได้หรือไม่ได้"

แม้จนบัดนี้ นัคทาก็ยังไม่แน่ใจ นับแต่ลงนามในสัญญาเป็นต้นมา ทุกสิ่งดำเนินไป จะว่าช้าก็ช้า จะว่าเร็ว ที่ว่าเร็วนั้นการเร่งดำเนินการช่วยเหลือทั้งสองฝ่าย แต่ที่ช้าคือความสัมพันธ์ ความระแวงหวาดกลัวยังรุนแรงอย่างยิ่ง คลื่นใต้น้ำก็มากมาย บางครั้งนัคทารู้สึกเหมือนตนอยู่กลางพายุคลั่ง เม็ดฝนซัดสาดรุนแรง มองไม่เห็นทางข้างหน้า ไม่รู้จะเดินต่อไปได้ไหม ไม่มีวันทราบว่าตนจะเป็นอย่างไร

แต่โคเวนไม่ตอบคำถามนั้น ไม่ช้านัคทาก็รู้สึกได้เช่นกัน เขาเห็นเพื่อนเพ่งมองไปข้างหน้า โลหิตในแก้วก็ถูกลืมไป

นัคทามองตามสายตาโคเวน ที่เบื้องล่างนั้น นอกเขตหมู่บ้านของอิยายังมีบริเวณที่อยู่อาศัยของชามูจำนวนหนึ่ง ชามูดังกล่าวมาเพื่อช่วยเหลือเรื่องสาธารณูปโภคและอื่น ๆ ตามที่ตกลงกัน คนในนั้นได้กินเลือดมากกว่าคนอื่น ๆ เป็นรางวัล แต่ก็ยังรังเกียจหวาดกลัวอิยา สร้างรั้วลวดหนามกั้นพวกตนออกต่างหาก ไม่ปรารถนาจะสุงสิงกัน

"นั่นคานาไม่ใช่หรือ" ชาวอิยาถามในที่สุด

คานาติดตามพ่อมา เธออยากพบน้อง แต่โคเวนมักปรามไว้ ไม่สามารถพบกันโดยง่าย คานาหงุดหงิดรำคาญ แต่ภายหลังก็ราวกับเลิกสนใจแล้ว เธอหันไปคุยกับชามูอื่น ๆ มากกว่า โคเวนฝากลูกไว้กับคนอื่นได้ก็เบาใจลง

แต่มาถึงตอนนี้ ทั้งโคเวนและนัคทาก็ชักไม่แน่ใจแล้วว่าที่คานาทำเป็นเพียงความฉลาดเจ้าเล่ห์ตามประสาเด็กหรือไม่ เพราะเพียงพ่อคล้อยหลังไม่นาน เด็กหญิงก็ไปอยู่ตรงนั้นแล้ว บริเวณดังกล่าวเป็นมุมอับของที่อยู่ชามู หากไม่มองจากเบื้องบนก็จะไม่เห็น เท่าที่ดู ไม่ทราบว่าคานาเอาคีมมาจากที่ใด จัดแจงตัดลวดหนามทีละเส้นเป็นการใหญ่ นายีอยู่อีกฝั่งของลวดหนามนั้น เธอไม่มีคีม เลยได้แต่ช่วยลุ้นให้กำลังใจ

"ก็เดินไปข้างหน้า ไม่เป็นไร" โคเวนพูดเบา ๆ

คานาอันตัดลวดเส้นสุดท้ายขาดแล้ว เด็กหญิงหัวเราะคิกคัก รีบมุดลอดออกไป นายีจับมือพี่สาว ช่วยฉุดดึงเป็นการใหญ่ เด็กหญิงสองคนสมใจที่หลบซ่อนจากสายตาผู้ใหญ่ได้ ก็พากันจับมือแนบแน่น ออกวิ่งปร๋อจากไป

...ปีนจากนรกไปให้ถึงสรวงสวรรค์ ไปด้วยกัน ไม่เป็นไร...

Edit by Sethlans - 27 พ.ย.53 เวลา 09:06:45 น.

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 26 พ.ย.53 เวลา 13:23:11 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply

RayOn
Toxicologist

อาา แล้วจะมีเรื่องสั้น after 10 years ไหมเนี่ย เคียวซัง ชอบคานา กับนายีจริงๆ ท่าทางรุ่นลูกคนแก่นเซี้ยวเห็นจะเป็นหนูคานา
ชอบตอนหนูคานาตัดรั้วมาหากันจริงๆ คานาพอแข็งแรงแล้วก็เริ่มแสบทีเดียว(ฮาาา)

แต่รุ่นพ่อๆ นี่ปฏิเสธไม่ได้ว่าหัวโขนทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นในด้านภาพลักษณ์ต่อสังคมจริงๆ แต่ถ้าเป็นหัวโขนที่สร้างขึ้นเพื่อผลประโยชน์มากกว่าความเห็นแก่ตัว ก็นับว่าเป็นกุศโลบายที่ดีนะ

Quote : Sethlans
แต่ยามถึงตอนที่ต้องตอบคำถาม นัคทาจะเป็นคนตอบ ทั้งสองตกลงกันแล้วว่าโคเวนจะต้องอยู่ฝั่งอิยา ต่อให้ในใจคิดอย่างลูกลิงขาว การปฏิบัติก็ต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง

เอ่อ ตรงนี้สลับกันรึเปล่าคะ จริงๆ ตอนที่ต้องตอบคำถาม นัคทาเป็นคนตอบ แต่โคเวน ควรจะต้องอยู่ฝั่งอิยา รึเปล่า ?





Edit by RayOn - 27 พ.ย.53 เวลา 05:31:57 น.

Edit by RayOn - 27 พ.ย.53 เวลา 05:32:58 น.

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 27 พ.ย.53 เวลา 05:01:37 น.

Sethlans
Member

^
ตรงนั้นพิมพ์ผิดละตัวเอง โคเวนอยู่ฝั่งชามู

ยังไม่มีแพลนจะเขียนเรื่องลูกเน่อ

###

สวัสดีค่ะทุกคน มาคุยละ แม้จะช้าไปหน่อย^^'

ใน ความคิดตัวเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้นค่ะ แม้ว่าตอนนี้จะยาวไป 122 หน้าเอสี่เข้าไปแล้วก็จริง - -'' เอ่อ ยาวกว่าแต่ละเล่มของเจ้าโซลอีกแฮะ แต่เพราะรู้สึกมาตั้งแต่แรกว่าจะเขียนเรื่องสั้น ก็เลยทำสเกลเรื่องให้เล็ก สรุปแล้วเลยรอดพ้นมาจากความเป็นซาก้าได้ (อย่างโคตรหวุดหวิด เพราะมีวูบนึงที่เห็นภาพมันขยายร่างเหมือนกัน...)

ความ คิดในการเขียนเรื่องนี้ ว่ากันจริง ๆ คือคำถามประหลาด ๆ ว่า "แวมไพร์อยู่ตรงไหนในห่วงโซ่อาหาร" คือมนุษย์หมาป่านี่ดูยังจะอยู่ในห่วงโซ่อาหารกว่านะ แต่คุณแวมกินคนอื่น ไม่ขับถ่ายอะไร ตายไปก็เป็นฝุ่น อยู่ตรงไหนของห่วงโซ่อาหารวะ ว่าอีกที แล้วคุณแวมหายใจเป็นออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยไหม

ช่วงก่อน ๆ นี้อ่านหนังสือเกี่ยวกับคนที่พยายามคิดเรื่องนิเวศแนวใหม่ หลักการที่ทุกคนพยายามพรีเซนต์คือโอเค ดาร์วินไม่ได้ผิดนะ แต่ถูกแค่ส่วนเดียว คือมันมี survival for the fittest ก็จริง แต่สภาวะที่ดิ้นรนจนทำลายระบบนิเวศของตัวเองเป็นสภาวะเริ่มต้นของเผ่า พันธุ์เท่านั้น เมื่อเผ่านั้นสามารถปรับได้จนลงตัวแล้ว ก็จะสร้างโยงใยที่สานกับสายพันธุ์อื่นขึ้นมา และเกิดสภาวะอิงอาศัยกันอย่างแน่นแฟ้น ถ้าไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ โลกก็จะกำจัดเผ่าพันธุ์นั้นทิ้งไป

เคยอ่านเจอบอกว่าตอนนี้มนุษย์ก็ อยู่ในภาวะดิ้นรนเพื่อปรับให้ลงตัว และถ้าปรับให้ลงตัวไม่ได้ โลกก็จะกำจัดเราทิ้งไปเหมือนกัน อันนี้ก็บอกไม่ถูกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือนักคิดสายนั้นหลายคนจะพูดว่าการคิดแบบ Darwinism (survival for the fittest) มันเป็นเลนส์สีที่ทำให้เรามองโลกว่าเราจะกินหัวใครก็ได้ การมองว่าแข็งแกร่งคือรอด โดยไม่คำนึงถึงประเด็นอื่น ๆ ในการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน เช่นความผูกพันในวัฏจักร จะทำให้เราเห็นแก่ตัว ก็กรูแข็งแกร่งที่สุดไง กรูเลยต้องกินพวกเมิงให้รอด หลังจากที่กิน ๆ เข้าไปมากเข้า กรูก็...ชิบหายแล้ว ทำลายสภาพแวดล้อมของตัวเองไปแล้ว เห็นแก่ตัวมากเกินไปแล้ว

นอกจากนั้นความคิดแบบ Darwinism ก็ไม่ได้หยุดแค่ที่การวิวัฒนาการด้วย แต่ได้แผ่หยั่งรากลึกลงไปในความคิดทางสังคม กลายเป็นระบบหลายอย่างที่เรา ๆ ท่าน ๆ อาจไม่ชอบในปัจจุบัน แต่เนื่องจากใส่เลนส์สีนั้นแล้วเลยยอมรับว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต

ความคิดทั้งหมดทั้งปวงนี้ก็เลยทำให้เขียนเรื่องนี้ขึ้นมานะขอรับ

Edit by Sethlans - 27 พ.ย.53 เวลา 09:07:12 น.

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 27 พ.ย.53 เวลา 09:05:21 น.

Blade
คนบ้าในไร่แห้ว

รั้วลวดหนามนั่น คิดไปก็เหมือนเป็นเครื่องหมายของสิ่งที่สร้างมาเพื่อปกป้องตัวเองจากอะไรสักอย่างที่เกิดจากความกลัว

อาจเพราะสูญเสียความไร้เดียงสาเลยมีแต่ความระแวง


แต่พรมแดนไม่มีผลกับเด็กสินะ

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 27 พ.ย.53 เวลา 18:37:58 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 3 จากทั้งหมด 3 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ