K.W.E.
นักล่าCG Touhou

Ragnarok Fiction - Special Story - ตอน 60 ภาพความหลัง 35

Ragnarok Fiction - Special Story - (ภาคการลงทัณฑ์กลาสต์เฮลม์)

ตอน 60 ภาพความหลัง 35
------------------------------

            ความช่วยเหลือจากอิมิคและทัพพรอนเทร่ามาได้ถูกเวลาตามที่ชไนเดอร์ต้องการ
            เพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ทหารแห่งเกฟเฟนได้สัมผัสถึงความย่ำแย่จนแทบจะเรียกว่าพ่ายแพ้แตกทัพอย่างเด็ดขาดนั้น พรอนเทร่าก็ได้มาช่วยประคองโอบอุ้มไว้ได้อีกครั้ง

            มันเป็นการช่วยเหลือครั้งแรก หลังจากที่ห่างเหินมานานโดยมีอคติต่อกัน
            แต่ทว่าเมื่อมีศัตรูเดียวกันแล้ว ทั้งสองประเทศก็ตกลงที่จะทิ้งความหลังและเรื่องผิดใจกัน แล้วหันมาจับมือร่วมกันต่อสู้เอาชนะในศึกนี้

            มันอาจดูเป็นเรื่องที่ง่ายผิดคาด แต่นั่นก็เป็นผลมาจากการที่เหล่าทหารเกฟเฟนได้ผ่านช่วงเวลาเฉียดความตาย อันเป็นช่วงเวลาที่จะทำให้เห็นคุณค่าของชีวิตและเห็นความสำคัญของมิตรแท้ได้อย่างดีที่สุด
            แผนของชไนเดอร์ประสบความสำเร็จอย่างคุ้มค่าที่สุด แม้จะต้องแลกไปชีวิตทหารจำนวนมากแต่อย่างน้อยความเสียสละนี้ก็กำลังจะเปลี่ยนผลการศึก และยังรวมอนาคตของรูนมิดการ์ดได้ด้วย

            แม้แต่โดโนแวนที่หัวแข็งเองก็ต้องยอมรับความช่วยเหลือ และก็ต้องทึ่งถึงการผสมผสานทัพสองประเทศที่ลงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ จนเกิดเป็นความรู้สึกในใจว่าการเป็นมิตรน่าจะดีกว่าเป็นศัตรู...
            มันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้เกิดจากความหวาดกลัวหวั่นเกรง หากแต่เป็นความรู้สึกประทับใจกับการร่วมมือกันในฐานะเพื่อนมนุษย์ ต่างฝ่ายต่างก็เติมเต็มซึ่งกันและกัน ต่อสู้แบบคอยระวังชีวิตพวกเดียวกัน... ฟันเฟืองจะทำให้กลไกขนาดใหญ่ขับเคลื่อนวัตถุขนาดใหญ่ได้ฉันใด ชีวิตหนึ่งๆของทัพเกฟเฟนและพรอนเทร่าก็ย่อมสำคัญต่อการขับเคลื่อนทัพแห่งชัยชนะฉันนั้น
            "ให้ตายสิ นี่เจ้าคิดการใหญ่แบบนี้เชียวหรือชไนเดอร์?"
            "ลำพังแค่เราไม่มีทางรบชนะศึกนี้ได้หรอกครับ และถึงชนะจริงก็จะต้องสูญเสียยิ่งกว่านี้... เราจำเป็นต้องมีคนช่วยนะครับ" ชไนเดอร์เปิดใจพูด "สำหรับผมแล้ว เรื่องของความขัดแย้งประเทศในอดีตจะเป็นอย่างไรจริงเท็จแค่ไหน มันไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเก็บมาคิดหรอกครับ ตอนนี้ผมสนใจแต่ภาพปัจจุบันที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น"
            "ใช่ว่าข้าจะไม่เข้าใจความคิดเจ้าหรอกนะ แต่วางแผนแบบนี้เจ้าไม่คิดว่าทำอะไรเกินตัวไปหรือไง นี่เจ้ายอมเสี่ยงขนาดเอาชีวิตเข้าแลกเลยนะ?"
            "ที่เกินตัวน่ะคือการที่เราฝืนเอาชนะกองทัพปีศาจตามลำพังต่างหากล่ะครับ... ชีวิตผมน่ะไม่เท่าไหร่หรอก" ชไนเดอร์หันไปมองหน้าโดโนแวน "ศัตรูของศัตรูคือมิตรนะครับท่าน... พรอนเทร่าก็จ้องเล่นงานปีศาจเหมือนกัน ซึ่งก็หมายความว่าเรามีศัตรูเป็นคนเดียวกัน แล้วทำไมเราต้องทะเลาะกันเองให้ปีศาจหัวเราะสมเพชกันล่ะครับ?"
            "มันก็..." คำพูดแฝงแง่คิดในสนามรบทำเอาโดโนแวนเถียงไม่ออก
            "ผมเชื่อว่าการที่เกฟเฟนกับพรอนเทร่าหมางใจกันเพราะเป็นแผนการของปีศาจครับ พวกมันรู้ว่าถ้าเราผนึกกำลังกันได้ล่ะก็รูนมิดการ์ดตอนบนจะแข็งแกร่งที่สุด ไม่ว่าประเทศไหนก็ไม่สามารถทำลายได้ แม้จะเป็นกองทัพปีศาจก็ตาม..." ชไนเดอร์ให้ความเห็น ซึ่งเหตุการณ์ในสนามรบเวลานี้เป็นเครื่องพิสูจน์ได้ดีที่สุด "เช่นนั้นแล้วมันจึงวางแผนให้เราทะเลาะกันเอง นอกจากจะทำให้กำลังรบอ่อนแอลงแล้ว บางทีมันอาจไม่ต้องเหนื่อยด้วยซ้ำในกรณีที่เราเกิดทำสงครามกันเอง... ซึ่งมันก็บังเอิญไปพ้องกับความต้องการของขุนนางหลายคนที่อยากเป็นใหญ่ที่สุดบนรูนมิดการ์ด ซึ่งก็มีทั้งฝ่ายพรอนเทร่าและฝ่ายเรา มันก็เลยทำให้เรื่องบานปลายเร็วยิ่งขึ้น"
            "แต่ถึงเช่นนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งก็มาจากพรอนเทร่าจริงๆไม่ใช่หรือไง?" โดโนแวนยังทำใจไม่ได้กับเรื่องที่หัวเมืองของตนเองโดนฝูงสัตว์อสูรและโจรปล้นสะดมเล่นงาน
            "นั่นมันเป็นเพียงแค่ปลายเหตุเท่านั้นนะครับ"

            ถึงจุดนี้แล้วชไนเดอร์ก็สบโอกาสพูดจาสั่งสอนแบบไม่เกรงใจขึ้นมา
            "ขออนุญาตเรียนตามตรงว่าท่านแค้นเคืองผิดคนแล้วล่ะครับ... ที่ท่านควรจะอาฆาตไม่ใช่พรอนเทร่า แต่ต้องเป็นหัวเรื่องทั้งหมดคือเผ่าปีศาจพวกนั้น!" เซจหนุ่มชี้ไปยังทัพปีศาจเบื้องหน้า "ท่านเองก็ตกอยู่ในวังวนแห่งการแก้แค้นซึ่งเป็นสิ่งที่ปีศาจต้องการให้เป็นเช่นกัน!"
            "หึ... อย่างงั้นเหรอ... จะบอกว่าที่ผ่านมาข้าเองก็ถูกหลอกใช้ด้วยงั้นเรอะ...?" โดโนแวนส่ายหน้าประชดชีวิตหัวเราะไม่สบอารมณ์ "แต่ทุกอย่างมันแย่มาถึงขนาดนี้แล้ว ข้ายังจะทำอะไรได้อีก... หือ?"
            "ยังไม่สายถ้าท่านจะเชื่อใจพรอนเทร่า เพราะผมได้เตรียมแผนการไว้ให้ท่านแล้ว... หากจะกลับลำในตอนนี้ล่ะก็ เรายังสามารถรบได้ตามปกติโดยที่ไม่มีใครมาดูแคลนได้ด้วย"
            "หมายความว่ายังไง?"
            "ทัพพรอนเทร่าชุดนี้มาเพื่อแทนที่ในส่วนที่ทหารราบของเราครับ หน้าที่ทำลายล้างปีศาจกว่าค่อนยังเป็นของเราอยู่... เรายังลุยได้ เรายังไม่แพ้ ขอเพียงท่านออกคำสั่งเท่านั้น"
            "อย่างงั้นหรือ..."

            โดโนแวนมองหน้าชไนเดอร์ด้วยสายตาจริงจัง การตัดสินใจยอมรับหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคำถามนี้เท่านั้น
            "ชไนเดอร์ ถ้าเช่นนั้นข้าขอถามคำถามเจ้าสักเรื่อง ก่อนจะออกคำสั่งที่ถูกที่ควรออกไป"
            "ครับท่าน"
            "ทำไมเจ้าถึงได้เชื่อมั่นในตัวพรอนเทร่าเช่นนี้?"

            ชไนเดอร์ยิ้มเล็กขึ้นมาและตอบแบบมั่นใจ
            "เพราะพรอนเทร่ามีชายที่ชื่อ อิมิค แลนด์ฟอร์ด ครับ... ผมเชื่อใจในตัวของเขาคนนั้น"
            "อิมิคน่ะเหรอ... ข้าเห็นฝีมือของเขาแล้วก็จริง แต่ข้ายังไม่รู้ใจ และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมทำขนาดนี้ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง"
            "หึ... นั่นล่ะครับที่ทำให้ผมเชื่อใจในตัวเขา... เพื่ออุดมการณ์บางทีคนเราก็กล้าได้กล้าเสียครับท่าน ผมคงพูดอะไรมากไม่ได้ ไว้ให้เขาได้มาคุยกับท่านเองจะดีกว่า ตอนนี้รู้แค่ว่าผมและเขาอยากให้อนาคตของรูนมิดการ์ดเดินไปทางเดียวกัน... เท่านั้นก็พอแล้วครับ"
            "อนาคตของรูนมิดการ์ดที่เดินไปในทางเดียวกันงั้นหรือ..."

            โดโนแวนพักคำตอบและมองไปยังของทัพทางปีกซ้ายซึ่งตอนนี้กำลังเสริมของพรอนเทร่ากวาดล้างไปจนทัพปีศาจแทบหายไปสิ้น
            กองพันที่ 1 ของพรอนเทร่าเก่งกาจสมชื่อ สามารถรุกและรับได้ด้วยตัวเอง ยิ่งมีกองกำลังของศาสนจักรสนับสนุนแล้ว แม้แต่เรย์ดริกที่เป็นทัพร้ายกาจก็ดูด้อยค่าลงไปพลัน
            และที่น่าทึ่งที่สุดก็คือเมื่อทัพพรอนเทร่ามารวมตัวกับเกฟเฟนแล้ว พรอนเทร่าก็ได้ดันตัวเองขึ้นเป็นแนวหน้าโดยไม่ต้องมีการนัดแนะ ขณะที่กลุ่มนักบวชก็ลงไปประกบกับทางจอมเวทหลอมรวมเป็นทัพเดียวกันได้อย่างลงตัว มันเป็นการร่วมมือที่รู้ใจด้วยความรู้สึกและเข้าขากันจนไม่เหมือนกับเป็นการรบร่วมครั้งรแก

            ภาพลวงตาที่ถูกเหล่าขุนนางเป่าหูก็พลันถูกลบเลือนไปด้วยความจริงที่ปรากฎ โดโนแวนถอนหายใจเฮือกใหญ่และยอมรับความเป็นไปแบบไม่ขืนขัด
            "เข้าใจล่ะ... จากนี้ไปเจ้าสั่งการตามสมควรได้เลย เรื่องที่เหลือจากนี้ไปข้าจะรับผิดชอบเอง"

            ได้ยินเช่นนั้นเข้าชไนเดอร์ก็ยิ้มออก เขารีบยืนตรงทำความเคารพและรับคำสั่งนั้นมาทันที
            "ผมจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และพิชิตศึกนี้ให้จงได้เลยครับท่าน!" แล้วชไนเดอร์ก็ไม่รอช้าแยกตัวออกไปเพื่อทำหน้าที่บัญชาแนวรบด้านหลังตามที่ตกลงไว้กับอิมิค


            จากนั้นอีกเพียงไม่นานคิงเด็นที่นำทัพไปกวาดล้างพลธนูเรย์ดริกจากรอบนอกแล้วเสร็จก็ได้มาหยุดพักตรงจุดที่โดโนแวนอยู่
            "อืม เห็นเจ้ายังปลอดภัยดีข้าก็สบายใจ" คิงเด็นทักทายง่ายๆประสาเจ้าชายด้วยกัน "นึกว่าจะไม่ได้มีโอกาสร่วมงานกันเสียแล้ว"
            "ก็ยังไม่ตายล่ะ" โดโนแวนตอบห้วนๆ

            อย่างไรก็ดีการที่คิงเด็นมาหาด้วยตัวเองเช่นนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะที่โดโนแวนจะถามหาความจริงด้วยเช่นกัน
            "ขอถามตามตรง ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
            "ก็อัศวินเอกข้าน่ะสิ คิดแผนซะใหญ่โตแถมปิดบังข้าอีก แต่ก็นะ... ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ในเมื่ออยากลุยนัก ข้าก็เลยให้ทำตามที่ต้องการซะเลย" คิงเด็นตอบง่ายๆ
            "เจ้าเองก็ถูกหลอกด้วยสินะ?"
            "ถ้าการหลอกที่เจ้าพูดหมายถึงแผนการสำหรับอนาคตอันรุ่งเรืองของสองประเทศล่ะก็... ใช่ ข้าถูกอิมิคหลอก" คิงเด็นยอมรับไว้มาด
            "ให้ตายสิ... ระหว่างที่เราประชุมกันอยู่ สองคนนั่นกลับวางแผนยิ่งใหญ่แบบนี้ ทำเอาเหมือนกับข้าเป็นตัวตลกไปเลย"
            "หึๆ ข้าก็ว่าเช่นนั้น... ทุกอย่างเริ่มจากสองคนนั้นจริงๆ มารู้ตัวอีกที ทั้งข้าและเจ้าก็กลายเป็นหนึ่งในตัวหมากให้ถูกใช้เสียแล้ว" คิงเด็นหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติ "แต่ว่าข้าก็ไม่ได้โกรธในเรื่องที่พวกเขากระทำลงไปโดยพลการหรอกนะ เห็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วข้ากลับนึกขอบใจตัวเองด้วยซ้ำที่ยอมเชื่อคำโกหกนั้น"
            "มันก็อาจจริงเช่นนั้น..."

            โดโนแวนเดินมายืนเคียงข้างคิงเด็น เขาเห็นคิงเด็นที่มาในชุดเกราะเบาและถือดาบที่ผ่านการใช้งานอย่างเต็มที่ก็ทำให้รู้สึกถึงพลังและบารีบางอย่างในตัวของว่าที่กษัตริย์แห่งพรอนเทร่าผู้นี้
            "ข้ามีคำถามข้องใจอีกเรื่อง เจ้าพอจะช่วยตอบข้าหน่อยได้ไหม?"
            "ว่ามาสิ ถ้าเป็นเรื่องที่ตอบได้ข้าก็จะตอบ"

            โดโนแวนมองคิงเด็นระยะใกล้ๆ และถามออกมาด้วยความสงสัยยิ่ง
            "ฟังดูเหมือนเจ้าไม่โกรธหรือติดค้างในใจสักนิดในเรื่องนี้... อะไรกันที่ทำให้เจ้าเชื่อใจอิมิคขนาดนั้น แล้วยังจะเชื่อใจในแผนชไนเดอร์ที่เจ้าเองก็ไม่เคยพูดคุยด้วย?"
            "หึ...อาจเพราะเลือดรักชาติไม่แพ้กันกระมัง" คิงเด็นให้ความเห็น"อย่างน้อยข้าก็เชื่อว่าอิมิคกับชไนเดอร์ก็มีเจตนารมณ์เดียวกัน ซึ่งข้าเองก็อยากเห็นภาพเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงในอนาคตด้วย"
            "งั้นหรือ..."
                  "เช่นนั้นแล้วถึงตอนที่ข้ารู้ความจริงทั้งหมด แม้จะเสียความรู้สึกไปบ้าง แต่ข้าก็พร้อมจะเดินตามแผนนี้... ข้าก็ต้องการให้ความร่วมมือเกิดขึ้นและยั่งยืนต่อไปเช่นกัน ยิ่งมาให้เห็นการรบร่วมของสองประเทศที่ไม่ได้นัดหมายแต่กลับลงตัวได้ดีจนต้อนปีศาจให้กระเจิงได้แบบนี้ ข้าก็ยิ่งอยากเห็นมิตรภาพระหว่างประเทศจนแทบทนรอไม่ไหวเลยเชียว"
            "เป็นคำตอบที่ฟังดูดีนี่"
            "ก็ข้าคือว่าที่กษัตริย์ของพรอนเทร่านี่ หากนี่ถือหนทางแห่งสันติสุขในอนาคต ข้าก็คิดว่ามันไม่มีอะไรที่คุ้มค่ากว่านี้อีกแล้ว" คิงเด็นชายตามองโดโนแวนแล้วถามกลับ "แล้วเจ้าล่ะ ไม่เห็นแบบนี้เช่นข้าหรือ?"
            "นั่นสินะ... ถ้าเช่นนั้นข้าก็ควรมีคำตอบให้กับเรื่องนี้ด้วยใช่ไหม?"
            "ข้าหวังว่ามันจะเป็นคำตอบที่ดีและจะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงในอนาคต" คิงเด็นมองตรงไปยังชไนเดอร์ที่กำลังระดมจอมเวทมาจัดทัพใหม่ และอิมิคที่กำลังควบเปโกะไปช่วยทัพหน้า "โลกแห่งความสงบสุขที่ปราศจากปีศาจร้าย ตามที่สองทหารเอกของข้าและเจ้ากำลังพยายามทำอยู่"
            "คำตอบของข้าก็คือ..."

            กล่าวค้างคาเพียงเท่านี้แล้ว โดโนแวนจับไม้เท้าขึ้นมาและหันไปมองคิงเด็น
            "ไว้รอดศึกนี้ไปได้อย่างปลอดภัยล่ะก็... เราจะเปิดโต๊ะเจรจากันอีกครั้ง ถึงตอนนั้นข้าจะให้คำตอบแบบเป็นทางการเอง" เจ้าชายแห่งเกฟเฟนยอมเปิดใจอย่างมีมาดบ้าง
            "ข้าว่าเจ้าสั่งให้ใครไปเตรียมจัดห้องประชุมไว้รอล่วงหน้าไว้เลยดีกว่ามั้ง?"
            "หึ... มั่นใจนักนะ" โดโนแวนยิ้มรับ
            "ในสนามรบนี้มีการจับคู่ที่สุดยอดทั้งอิมิคกับชไนเดอร์ แล้วยังมีเจ้ากับข้าอีก เท่านี้ข้าก็ไม่รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้แล้ว"
            "พูดได้เข้าท่านี่ งั้นตอนนี้เราไปจัดการเจ้าตัวการแห่งความวุ่นวายในรูนมิดการ์ดตอนบนกันกว่าเถอะ แล้วเราค่อยมาว่าเรื่องอนาคตกัน!"
            "ถึงไหนถึงกันเลยสิ!!" คิงเด็นยิ้มชอบใจและสะบัดดาบออกพร้อมลุย

            อาจยังไม่เป็นการประสานความร่วมมืออย่างเป็นทางการนัก
            แต่นี่คือการเริ่มต้นของความร่วมมือที่เกิดจากการเชื่อใจ และก็จะขยายผลจนเปลี่ยนทัศนคติจากศัตรูมาเป็นมิตรแท้ได้ในเวลาต่อมา


            ...............................................


            ขณะที่ทัพหลังเริ่มฟื้นตัวและผลักดันไปสมทบกับทัพกลางที่กำลังรุกคืบหน้าได้เรื่อยๆและมีความมั่นคงในการรบมากขึ้น
            ทหารที่บาดเจ็บและเหนื่อยล้าได้มีโอกาสพักเหนื่อยและได้รับการรักษาเตรียมกลับมาเสริมแนวรบต่อไป

            ทว่าในทางกลับกันทัพหน้าที่อยู่ห่างความช่วยเหลือที่สุดก็อยู่ในอาการที่น่าเป็นห่วงที่สุด...
            การผลักดันของปีศาจที่รุกคืบมาพักใหญ่ทำเอาพักหน้าระส่ำระสาย กำลังพลที่เหลือทำได้แค่เพียงเอาตัวรอดเฉพาะหน้าแล้วหาทางกลับไปรวมกับทัพกลางเท่านั้น
            ในตอนนี้การเรียกว่าทัพแตกอาจยังเป็นคำที่ไม่ตรงกับความหมายเสียด้วยซ้ำ คำกล่าวเหมาะสมก็คือ มีเพียงผู้รอดชีวิตประปรายที่กำลังดิ้นรนสุดกำลังเพื่อเอาตัวรอด... มันไม่ใช่การถอยกลับอย่างมีระบบทัพ แต่เป็นการหนีตายหักซุกหัวซุนจากการถูกไล่ล่า...

            เฟรย่าในฐานะที่อยู่ทัพหน้าสุดก็ประสบชะตากรรมเดียวกัน...

            หากแต่เป็นเพราะการท้าทายต่อแม่ทัพใหญ่ทัพปีศาจในศึกนี้จึงช่วยต่อลมหายใจเธอมาได้บ้าง
            ช่วงเวลาที่ทัพปีศาจกำลังรุกไล่สังหารกองทหารเกฟเฟนในทัพหน้าอยู่นั้น พื้นที่ๆเฟรย่ากำลังยืนปักหลักกลับไม่มีปีศาจหน้าไหนเข้ามาย่างกราย... ยกเว้นเพียงแค่ปีศาจและผีดิบที่เคยเป็นทหารเวทมาก่อนเท่านั้น...

            เฟรย่าต้องอดทนต่อสู้กับศัตรูที่เคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อน อย่างน้อยก็ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ที่ยังเป็นมนุษย์...
            ด้านอบิสไนท์ก็ยังคงนั่งนิ่งบนหลังม้าและดูการต่อสู้ของจอมเวทหญิงที่ห้าวหาญด้วยความสนใจ

            การต่อสู้เป็นไปอย่างลำบากใจ แต่สุดท้ายแล้วเฟรย่าก็จัดการปีศาจทั้งสองลงได้ด้วยวิชาดาบและเวทไฟ...
            "แก... แกเห็นมนุษย์เป็นอะไรกัน!?" เฟรย่าเงยหน้าตะโกนใส่อบิสไนท์ "ปีศาจอย่างแกคิดว่าตนเองยิ่งใหญ่นักหรือไง!?"
            "ข้าไม่เห็นเป็นอะไรทั้งนั้น... หากแต่การตายของมนุษย์จะทำให้เผ่าพันธุ์ปีศาจเพิ่มขึ้น... และมาเป็นกำลังรบแก่สังกัดข้า... มันก็เป็นวิธีที่สะดวกไม่ใช่หรือ...?" อบิสไนท์ยิ้มเยาะ "ไม่นึกหรือว่าวิธีนี้เป็นการเห็นคุณค่าของมนุษย์ที่สุดแล้ว... เพราะขนาดเป็นแค่ศพก็ยังมีประโยชน์... ฮะๆๆๆ..."
            "ไอ้ปีศาจชั่วเอ้ย!!"

            เฟรย่าหมดความอดทน เธอวิ่งตรงเข้าหาอบิสไนท์พร้อมจับดาบลาเปียร์กระชับมือหมายจะใช้ฟันให้สุดกำลัง
            อบิสไนท์มองดูจอทเวทสาวพุ่งเข้ามาอย่างไม่รู้สึกเป็นกังวลใดๆ มันหัวเราะเบาๆพร้อมกับชักดาบดำใบโตออกมา
            "นั่นสินะ... ไหนๆเจ้าก็อุตส่าห์แสดงให้ข้าเห็นแล้วว่ามีจิตใจที่หนักแน่นแล้ว..." ดาบเล่มนั้นถูกยกขึ้นชูด้วยมือขวาเพียงข้างเดียว "ข้าจะตอบรับความตั้งใจของเจ้า... ด้วยดาบเล่มนี้เอง...!"

            ดาบเล่มโตดูเทอะทะแต่ก็แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่สูง ทว่าเฟรย่าก็มั่นใจว่าความที่มีร่างเพรียวเล็กกว่าและใช้อาวุธที่เบากว่าย่อมสามารถได้เปรียบกว่าในเรื่องการเคลื่อนที่และโจมตี
            ก่อนที่ดาบของอบิสจะถูกฟันลงมา เธอจะเข้าประชิดและแทงตรงไปยังจุดสำคัญให้ได้ก่อน

            แต่ทว่านั่นถือเป็นความคิดที่ผิดมหันต์
            เฟรย่าประเมินความสามารถของปีศาจระดับแม่ทัพไว้ต่ำเกินไป...

            อบิสไนท์ปล่อยให้เฟรย่าเข้ามาในระยะเกือบประชิด โดยต่อให้ทั้งๆที่สามารถออกดาบได้ก่อนหน้าหลายจังหวะ
            จนกระทั่งถึงจังหวะโจมตีที่เฟรย่าหยุดตัวแล้วแทงดาบออกไปแล้วนั้นเอง อบิสไนท์ก็จึงได้ลงมือพร้อมๆกัน
            "เจ้าโง่...!!"

            ดาบเล่มใหญ่ถูกฟันลงมาในจังหวะที่เฟรย่ากำลังปักเท้าแทงดาบเข้าใส่ เทียบจังหวะต่อจังหวะแล้วการโจมตีของเฟรย่าควรถึงตัวอบิสไนท์ก่อน
            แต่ทว่ากำลังของอบิสไนท์ไม่ธรรมดา... เพียงแค่บิดหัวไหล่ฟาดดาบลงเท่านั้น ดาบใบโตก็พลันพุ่งแหวกอากาศเสียงเสียดดังลงมาอย่างรวดเร็วจนเฟรย่าเองต้องตกใจ
            "อะไรกัน!?" เธอสะดุ้งเฮือกที่เห็นดาบใบโตดูเทอะทะโจมตีได้เร็วกว่าลาเปียร์ในมือ

            เห็นเช่นนั้นแล้วเฟรย่าก็สะดุดในความคิดทันทีว่าการโจมตีของเธอไม่มีทางไปถึงตัวอบิสไนท์ได้แน่ และต่อให้ไปถึงมันก็สร้างความเสียหายเพียงแค่จิ้มแผลตื้นๆเท่านั้น... เพราะเธอจะเป็นฝ่ายถูกฟันแยกเป็นสองท่อนเสียก่อน...
            "ฮึ่ม!"

            เฟรย่าคิดเร็วทำเร็ว เธอตัดสินใจหยุดการโจมตีแล้วสะบัดแขนข้างนั้นขึ้นมาทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีไว้ก่อน
            แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าดาบเล่มเล็กๆไม่อาจจะหยุดยั้งแผ่นเหล็กหนาที่ใบโตกว่ามากๆได้ก็ตาม

            เคร้ง!!

            ดังที่คาดไว้ลาเปียร์ถึงกับแตกกระจายออกเป็นสองส่วนอย่างง่ายดาย
            แต่ยังเป็นเรื่องดีสำหรับเฟรย่าอยู่บ้างเพราะจังหวะที่ฟันดาบสวนไปนั้น ได้เกิดการกระแทกทำให้ดาบของอบิสไนท์เกิดเปลี่ยนทางไปได้ส่วนหนึ่ง ดาบเล่มโตจึงพ้นจากจุดตายไปอย่างฉิวเฉียด

            อย่างไรก็ตามผลที่เหลืออยู่นั้นก็มากเกินพอที่จะทำให้เฟรย่ากระเด็นออกมาไกลด้วยแรงปะทะ โดยแถมคมดาบเฉือนลากยาวที่ต้นแขน...

            เฟรย่ายังคงมึนศีรษะอยู่ แต่ด้วยความเจ็บปวดจากต้นแขนจึงทำให้สติยังพออยู่กับเนื้อกับตัวบ้าง
            เธอรีบลุกขึ้นมาหมายจะถอยออกไปตั้งหลัก แต่อบิสไนท์ก็ไม่ให้เวลาอีกต่อไป

            อัศวินม้าดำไปควบม้าประชิดในระยะที่ไม่เปิดโอกาสให้หนีรอดไปไหนได้ ขณะที่มือข้างซ้ายได้ชูดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์พร้อมแทง
            "เจ้ามีฝีมือยอดมาก... การที่เอาตัวรอดจากโจมตีเมื่อครู่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าทักษะแล้วสัญชาตญาณดี..."
            "นี่เจ้าคิดจะ... ทำอะไร!?" เฟรย่าถามทั้งที่พอจะเข้าใจคำตอบนั้น
            "ข้าจะทำให้เจ้ามาเป็นลูกน้องที่ซื่อสัตย์ข้าไปจนวันตาย..."
            "กรอด...!!"

            เฟรย่าไม่ยอมแพ้ เธอพยายามจะลุกขึ้นเพื่อหนีการโจมตีนี้ แต่ทว่าร่างกายก็ระบมเกินกว่าจะขยับไปไหนได้ไหว
            "จบกันแค่นี้ล่ะ... เฟรย่า เอเทเลี่ยน... วิซาร์ดแห่งเกฟเฟน...!"
            "บ้าเอ้ย...!!!" เธอตะโกนด้วยความเจ็บแค้น

            อบิสไนท์แทงดาบตรงเฉียงลงไปที่หัวใจของเฟรย่า
            แต่ทว่าในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ดาบเล่มหนึ่งก็ได้เข้ามาปัดเอ็กซ์คูชันเนอร์ช่วยเธอไว้ได้แบบทันท่วงที

            เคร้ง!!

            ดาบบรอดซอร์ดที่ใบโตกว่าและถูกฟันมาแรงกว่า อัดกระแทกให้มือซ้ายของอบิสไนท์ที่ถือเอ็กซ์คูชันเนอร์ต้องผงะกลับไป...

            อบิสไนท์รีบขวางตามองดูหน้าชายผู้เข้ามาขัดจังหวะด้วยอารมณ์ขุ่นมัวทันที
            แต่ทว่าเพียงแค่เห็นหน้าของอัศวินคนนั้นเข้าให้แล้ว ความรู้สึกที่หงุดหงิดก็แปรเปลี่ยนเป็นความยินดีขึ้นมาพลัน

            เมื่อบุรุษผู้เข้ามาขวางนี้เป็นคนที่อยากประลองด้วยมากที่สุด
            "อิมิค แลนด์ฟอร์ด...!!" อบิสไนท์เรียกชื่อของอัศวินคนนั้นด้วยเสียงที่ฮึกเหิม "ในที่สุดเจ้าก็มาถึงที่นี่จนได้...!"


            ...............................................


            การปรากฎตัวของอิมิคเป็นเรื่องที่ทำให้เฟรย่าประหลาดใจที่สุด

            หลังจากที่ไม่ได้พบหน้าและไม่ได้ติดต่อกันอีกตลอดแปดปีเพราะปัญหาระหว่างประเทศ
            ในวันนี้เด็กหนุ่มได้เติบใหญ่และเป็นอัศวินที่เก่งกาจที่สุด ซึ่งก็ได้มาช่วยเหลือในศึกที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่เกฟเฟนกำลังแตกร้าวกับพรอนเทร่า

            อิมิครู้ว่าเฟรย่ามีเรื่องที่อยากคุยอยากถามอยู่มาก แต่เวลานี้ยังมีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่ารออยู่
            "ฮารี่... พาเฟรย่าไปรักษาที่แนวหลังที" อิมิคเรียกให้เพื่อนสนิทที่กำลังมาสมทบให้ช่วยงาน
            "ได้เลยพวก"
      
            ฮารี่ลงจากเปโกะไปประคองเฟรย่าขึ้นนั่งที่อาน ก่อนที่เขาจะกลับมานั่งข้างหลังแล้วค่อยๆควบออกไปโดยระวังการลอบเล่นงานจากด้านข้าง
            "เดี๋ยว อิมิค..." เฟรย่าร้องทักด้วยความเป็นห่วง "ระวังตัวนะ... มันเป็นปีศาจของแท้... พลังมันมากกว่าคนปกติอย่างเรา... แล้วก็ระวังดาบของมันให้มากๆด้วย...!"
            "ไม่ต้องห่วง ฉันเห็นมาหมดแล้ว เธอรีบไปรักษาตัวเถอะ... และที่สำคัญฉันไม่คิดว่าจะแพ้ปีศาจพวกนี้เลยสักนิด" อิมิคกล่าวมั่นใจ

            ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ยิ่งปีศาจที่ต่อสู้มีพลังความมืดมากเท่าไหร่ กำลังกายของอิมิคก็ยกระดับมากขึ้นเท่านั้น
            โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่ต่อสู้เป็นถึงแม่ทัพของกองกำลังเรย์ดริกอย่าเช่นอบิสไนท์...

            เมื่อฮารี่พาเฟรย่าแยกกออกไปโดยที่ไม่มีปีศาจตนไหนมาขัดขวางตามความต้องการของอบิสไนท์แล้ว
            อึดใจต่อมาพื้นที่ทุ่งหญ้าอันกว้างขวางก็ถูกกันออกไปจนเหลือเพียงที่ว่างสำหรับการประลองของสองอัศวินเท่านั้น...

            อิมิคนั่งอยู่บนหลังเปโกะ ขณะที่อัศวินอบิสนั่งอยู่บนหลังม้าดำ
            ทั้งคู่ถือดาบเล่มโตเป็นอาวุธและยังคงจับจ้องกันอยู่เงียบๆ รอการประกาศสัญญาณศึก
            "พรอนเทร่า... มียอดอัศวินอยู่มากมาย..." อบิสไนท์พูดขึ้นปลุกใจตนเอง "แต่ที่สุดยอดจนได้รับการยอมรับว่าเป็นวีรบุรุษของประเทศมีอยู่เพียงสามคนเท่านั้น... คนที่แรกคือฮาเวียร์ เวคเตอร์ แต่ด้วยพันธะบังคับของปีศาจข้าจึงไม่อาจสู้ได้..."

            อัศวินม้าดำกล่าวรำพันอยู่คนเดียว แต่อิมิคก็ตั้งใจฟังเพื่อจับแก่นสารที่อัศวินปีศาจผู้นี้ต้องการสื่อ
            "คนที่สองคืออิริค ลานสล็อต... ว่ากันว่าเป็นผู้ที่ใช้อาวุธได้คล่องแคล่วและเป็นผู้นำการต่อสู้ในรูปแบบใหม่มาใช้เป็นคนแรก... แต่ว่าเขาก็หายสาบสูญไป..." อัศวินอบิสแผ่จิตสังหารเข้าใส่อิมิค ซึ่งจิตสังหารของอัศวินผู้นี้มีมากและรุนแรงไม่แพ้กัน "และคนที่สามคือเจ้า อิมิค แลนด์ฟอร์ด... อัศวินที่ได้รับฉายาว่านักล่าปีศาจ... ข้าอยากประลองกับเจ้ามานานแล้ว...!"

            ได้ฟังเพียงเท่านั้นอิมิคก็ระเบิดจิตสังหารตอบโต้กลับไปเช่นกัน อันเป็นการแสดงถึงมารยาทสื่อว่าจะต่อสู้อย่างเต็มที่ และก็แสดงให้เห็นเวลาเดียวกันว่าไม่มีความรู้สึกหวั่นเกรงอบิสไนท์แม้แต่น้อย

            หลังจากที่อบิสกล่าวจบ ในหนนี้ก็เป็นทีของอิมิคเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาบ้าง
            "ตามบันทึกโบราณที่เคยเขียนไว้... ชื่อที่แท้จริงของท่านคือ ฟาวัลลี่ ติเอโก้ ถูกต้องใช่ไหม?"
            "ถูกต้อง... นั่นคือชื่อที่แท้จริงของข้าในอดีต..."
            "ถ้าเช่นนั้น... ท่านฟาวัลลี่" อิมิคกล่าวตามมารยาท "วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ตำนานไร้พ่ายของท่านต้องสิ้นสุดลง"
            "มันไม่ง่ายนักหรอก..."

            อัศวินอบิสใช้มือซ้ายจับบังเหียนไว้แน่นเตรียมกระตุก
            "รู้ไว้เลยนะอิมิค... ข้าไม่เคยแพ้ใครในศึกบนหลังม้า...!"
            "ก็แค่วันนี้เท่านั้นล่ะ ท่านฟาวัลลี่!"

            กล่าวจบเพียงเท่านั้นทั้งอิมิคและอบิสไนท์ก็ดึงบังเหียนสั่งพาหนะศึกพุ่งตรงไปข้างหน้า
            มือขวาของทั้งสองอัศวินฟาดอาวุธชิ้นใหญ่เข้าประหัตถ์กันกลางทุ่งหญ้า ส่งเสียงกระแทกดังสะนั่นแทนสัญญาณการเปิดศึกประลองครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งในรอบทศวรรตนี้


            ...............................................


            อิมิคกับอบิสไนท์ปะทะกันไม่ออมแรงและก็ไม่สนใจสิ่งที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้

            ทั้งนี้เป็นเพราะอิมิคได้ฮารี่กับชไนเดอร์คอยช่วยดูแลการรบอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถทุ่มสมาธิต่อสู้กับแม่ทัพฝ่ายศัตรูได้อย่างไม่มีความกังวลใจใดๆ
            ขณะที่ทางอบิสไนท์เองก็ไม่สนใจเช่นกันเพราะทัพปีศาจกลุ่มนี้ถูกใช้มาเพื่อกรุยทางเท่านั้น หากชนะก็เป็นเรื่องดี แต่หากแพ้ก็ยังมีแผนสองรออยู่
            ซึ่งเมื่อมีข้อกำหนดเช่นนั้นแล้วอบิสไนท์จึงไม่สนใจการศึกที่ทั้งสองฝ่ายเหลือจำนวนทหารเพียงไม่มากนัก แล้วหันมาทำในสิ่งที่ตนอยากทำและคอยดูสถานการณ์สำหรับเริ่มดำเนินแผนการต่อไป

            อย่างไรก็ดีการที่อิมิคดึงอบิสไนท์ออกจากการบัญชาการได้ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้งานของชไนเดอร์ง่ายยิ่งขึ้น
            ทัพปีศาจยังคงบุกในแบบเดิมไม่เปลี่ยนกระบวนทัพ นั่นคือการรบซึ่งๆหน้าไม่มีการถอย...
            ส่วนทางด้านทัพของเกฟเฟนที่ในตอนนี้จะกำลังรบเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งจากตอนแรก และส่วนใหญ่จะเป็นจอมเวท ส่วนนักดาบได้เสียชีวิตไปจนเกือบหมดจากการปะทะในช่วงก่อนหน้า
            แต่การที่กลุ่มทหารอัศวินแห่งพรอนเทร่าจำนวนหนึ่งกองพันเข้ามาสมทบก็ช่วยอุดช่องว่างนั้นได้สนิท ซ้ำยังทำหน้าที่ได้เหนือกว่าที่ชไนเดอร์คาดไว้ด้วย เช่นเดียวกับกลุ่มมองค์ที่มาช่วยประสานทำให้กองกำลังผสมเกฟเฟนพรอนเทร่านี้ร้ายกาจจนทัพปีศาจแทบทำอะไรไม่ได้นอกจากถูกฆ่าไม่ก็ถอยหนีเท่านั้น...

            ถึงจะดูเข้าที่เข้าทางจนน่าพอใจ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ทหารเกฟเฟนหลายคนเป็นกังวลก็คือจำนวนทัพที่แตกต่างกัน
            ทัพเกฟเฟนที่รวมกับกำลังสนับสนุนจากพรอนเทร่ามีจำนวนทหารรวมอยู่ที่สองพันสี่ร้อยนาย ซึ่งเป็นรองทัพเรย์ดริกซ์ที่มีอยู่เกือบสามพันตน...

            แต่ความแตกต่างนี้ไม่ถือเป็นปัญหาแต่อย่างใด เมื่อทัพผสมได้มียอดนักกลยุทธ์อย่างชไนเดอร์คอยจัดทัพสั่งการและใช้ความสามารถที่มีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
            "จอมเวทชุดร่ายไวขึ้นไปซ้อนกลุ่มอัศวินไว้ คอยยิงทำลายจังหวะโจมตีของเรย์ดริก ทัพหลังหาจังหวะจัดการร่ายเวทหนักปิดฉาก!" ชไนเดอร์ตะโกนสั่งการเข้ม "แบ่งเบาภาระกลุ่มอัศวิน พยายามเล็งโจมตีในจุดที่ทำให้ศัตรูชะงักหรือเสียจังหวะ แต่ระวังอย่าให้ลูกหลงโดนพวกเดียวกัน"

            ชไนเดอร์ออกคำสั่งทั่วถึงกัน โดยเน้นที่จอมเวทเป็นหลัก
            ถึงแม้ว่านี่จะเป็นการร่วมมือหนแรกแต่เขาก็กลับหลอมรวมความแตกต่างของนักสู้หลายอาชีพให้เป็นหนึ่งเดียวได้ ราวกับว่าเคยมีแบบแปลนนี้ในใจมาก่อนหน้าแล้ว

            โดโนแวนที่อยู่ทัพหลังและจับตามองการร่วมมือกันมาแต่แรกก็อดที่จะทึ่งกับการรบแบบเป็นหนึ่งเดียวนี้เสียไม่ได้
            "แปลกดีนะ... นักดาบกับจอมเวทเป็นอะไรที่คนละแขนงกันแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับร่วมมือกันได้ลงตัวนัก แต่ละคนทำหน้าที่ของตัวเองโดยไม่ขัดแย้งขัดขากันเอง" โดโนแวนพูดกับคิงเด็นซึ่งกำลังยืนอยู่เคียงข้าง "โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัศวินที่อยู่หน้าสุด ไม่เพียงแค่สู้ได้ดี ยังจะปกป้องจอมเวทได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนจอมเวทก็สนับสนุนไม่มีการแทรกแซงไม่มีการทำลายจังหวะของกัน การโจมตีของจอมเวทเองก็ดูแม่นยำขึ้นมากด้วย เหมือนกับว่าพวกเขาไว้วางใจอัศวินแล้วร่ายเวทได้อย่างมีสมาธิยังไงยังงั้น..."
            "มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกหรอก" คิงเด็นยิ้มมุมปากแล้วตอบคำถาม "จริงๆแล้ว อัศวินของประเทศข้ามีความหมายนอกจากนักรบด้วยนะ"
            "หืม... มีความหมายอื่นอีกเรอะ... อะไรล่ะ?"
            "อัศวินคือผู้ปกป้อง"
            "ผู้ปกป้อง...?" โดโนแวนหันหน้ามามองด้วยความสงสัย
            "จริงๆ มันคือหลักปรัชญาที่อัศวินทุกคนจะถูกสอนให้จำขึ้นใจ เมื่อรวมกับภาระหน้าที่ๆได้รับมอบหมายซึ่งส่วนมากจะเป็นภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านแล้ว... ผลที่สุดคำนี้เลยถูกเรียกเป็นอีกความหมายหนึ่งของอัศวินไปที่สุด" คิงเด็นอธิบายพร้อมเปรียบเทียบต่อ "จอมเวทที่กำลังรบอยู่น่าจะเข้าใจความหมายนี้ดีที่สุดจริงไหม?"
            "ก็จริง... ปกป้องได้ยอดเยี่ยมน่าทึ่งมาก" จนถึงตอนนี้ก็แทบไม่มีเรย์ดริกหลุดมาถึงตัวจอมเวทแนวหลังได้เลยสักตัว มันทำให้โดโนแวนต้องยอมรับอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
            "ข้าเองก็ถูกฝึกเช่นนั้นมาเหมือนกัน เจ้าสนใจจะพิสูจน์หน่อยไหมล่ะ?" เจ้าชายแห่งพรอนเทร่าออกตัว "ได้ข่าวว่าเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเวทแห่งไฟมาก คาถาขั้นสูงของเจ้าน่าจะสามารถทำให้ศึกนี้ยุติได้ไว อันจะเป็นการทำให้เหล่าทหารทั้งของเจ้าและของข้าปลอดภัยมากขึ้น... ถ้าเจ้าคิดจะลอง ข้าก็จะพร้อมจะเป็นผู้ปกป้องช่วงเวลานั้นให้เจ้าเอง"
            "ก็จริงอยู่ที่ว่าข้าสามารถใช้เวทใหญ่ได้... แต่เจ้ารู้ไหมว่าเวทนั้นต้องเข้าไปร่ายในขอบเขตที่เรียกว่าเกือบประชิดศัตรูเลยทีเดียว และการถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายสมาธิอันจะส่งผลทำให้คาถานั้น ล้มเหลวได้ในที่สุด" โดโนแวนถามคิงเด็นกลับ "เจ้าแน่ใจหรือสามารถที่ว่าจะปกป้องข้าจนกว่าคาถาจะสำเร็จได้?"
            "จริงอยู่ว่าแนวหน้าจะมีการตะลุมบอนมาก ซึ่งข้าอาจดูแลได้ไม่ทั้งหมดอาจมีเรย์ดริกสักตัวหลุดมาถึงตัวเจ้าได้... แต่ว่า..." คิงเด็นหันไปมองอเล็กซ์และเรย์ซึ่งยืนอยู่ข้างหลัง "เวลานี้ข้ามีผู้ช่วยที่ยอดเยี่ยมอยู่ถึงสองคนเชียวนะ"
            "นักดาบเยาวชนที่เคยอยู่ปาร์ตี้เจ้าน่ะเหรอ?" โดโนแวนไม่ค่อยมั่นใจนัก
            "ถึงจะยังเด็กแต่ก็เป็นศิษย์เอกของอัศวินที่เก่งที่สุดในประเทศเชียวนะ... เจ้าคิดยังไงบ้างล่ะ?"

            โด โนแวนพักคำตอบและมองตรงไปยังชไนเดอร์ที่ตอนนี้ดันขึ้นไปช่วยทหารพรอนเทร่ารบแนวหน้าอย่างเต็มที่ และยิ่งที่ก็ยิ่งดันทัพสูงขึ้นไปเรื่อยๆและสั่งการอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าแลกกล้าลุยมากขึ้นเช่นกัน
            "หึ... จะให้ข้าน้อยหน้าปล่อยให้ลูกน้องที่ปรึกษาและทหารในอาณัติต้องสู้อยู่คนเดียวได้ยังไงกันล่ะ?" โดโนแวนให้คำตอบโดยง่าย "ถ้าชไนเดอร์มั่นใจในตัวอิมิคขนาดนั้น ข้าเองก็ต้องมั่นใจในตัวพวกเจ้าเหมือนกัน"
            "ดี!"

            เป็นคำตอบที่ทำให้คิงเด็นทั้งพอใจและมีความหวังในการสานสัมพันธ์อย่างเป็นทางการขึ้นมา
            "อเล็กซ์! เรย์!"
            "ครับ! ค่ะ!" สองเยาวชนทหารขานรับพร้อมกัน
            "เดี๋ยวโดโนแวนจะขึ้นทัพหน้าเพื่อร่ายคาถาชุดใหญ่ ข้าจะต้องทำหน้าที่อัศวิน และพวกเจ้าเองก็ต้องทำหน้าที่นักดาบเช่นกัน" คิงเด็นถ่ายทอดคำสั่ง "เรย์ไปช่วยข้าคอยจัดการเรย์ดริที่ย่างกรายเข้ามา ส่วนอเล็กซ์คุ้มกันโดโนแวนด้วยชีวิต ห้ามให้การโจมตีใดๆถึงตัวเขาได้โดดเด็ดขาด! เข้าใจนะ!?"
            "เข้าใจค่ะ" เรย์กระชับดาบสองมือแน่น
            "รับคำสั่งครับท่านคิงเด็น" อเล็กซ์เองก็เตรียมพร้อมตั้งโล่ห์ขึ้นมาเช่นกัน
            "เจ้าล่ะพร้อมหรือยัง?" คิงเด็นหันมองเจ้าชายร่วมมิตร
            "ถึงไหนถึงกันเลย!" โดโนแวนพยักหน้าพร้อมศึก
            "ถ้าเช่นนั้นก็ไปกันเลย!!"

            คิงเด็นตอบรับและออกวิ่งนำไปยังทัพหน้า เพื่อเปิดและสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับให้โดโนแวนใช้เวทชั้นสูง
            ที่มีอานุภาพมากพอที่จะทำให้ช่องว่างความแตกต่างด้านจำนวนหายไปในพริบตา


            ...............................................


            ขณะที่ทางทัพหลังเริ่มผสานรวมกับทัพกลางจนกลายเป็นกำลังรบที่เข้มแข็งและดูมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้นเรื่อยอยู่นั้น
            ที่ทางทัพหน้าสุด อิมิคก็ยังคงต่อสู้ปะทะกับอบิสไนท์อย่างดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน

            ผ่านมาหลายนาทีหลังการแลกดาบบนหลังม้าและเปโกะ ยังไม่มีคมดาบของฝ่ายใดสร้างความบาดเจ็บทางกายแม้เพียงรอยแผลเดียว

            แต่กระนั้นถึงแม้ว่าภายนอกจะยังไม่ปรากฎหนัก แต่ก็เป็นฝ่ายอิมิคเองที่ได้รับผลกระทบมากกว่า...
            ตามร่างกายอาจไม่มีแผลถูกฟันแทง แต่กล้ามเนื้อที่ข้อมือและแขนขวานั้นได้บอบช้ำสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ...

            อิมิคอาจชำนาญเรื่องการต่อสู้แบบตัวต่อตัว แต่ก็ยังเป็นรองในการศึกบนหลังม้า
            พาหนะการศึกเองก็มีผลอยู่มาก เมื่อเทียบโดยรวมแล้วเปโกะอาจจะคล่องกว่าม้าดำ แต่กระนั้นเปโกะก็เบากว่าและมีแรงกับน้ำหนักน้อยกว่าม้าดำมาก การกระแทกดาบในแต่ละครั้งจึงส่งผลเสียให้กับอิมิคมากกว่าที่จะเป็นอบิสไนท์...
            "ต้องขอชมที่ทนดาบของข้าได้ถึงขนาดนี้... แต่เจ้ามาถึงที่สุดแล้วอิมิค..." อบิสไนท์ดูอาการออก
            "มันก็ไม่ซะทีเดียวหรอก" อิมิคปกปิดอาการ "ให้ฟันต่ออีกสักร้อยทียังไหว"
            "ได้สู้กับเจ้าทำให้ข้าสนุกมากอิมิค...! แต่น่าเสียดายที่ความสนุกนี้ต้องจบลงแล้ว...!!"

            อบิสไนท์ควบม้าพุ่งตรงเข้าหาอิมิคพร้อมกับลงดาบเต็มกำลัง
            อิมิคยังคงสู้และปักหลักบนหลังเปโกะเพื่อรอชิงจังหวะสวน การบุกมาตรงๆไม่มีลูกเล่นทำให้อ่านทางได้ง่าย และอิมิคก็รอจังหวะที่ดาบเล่มโตนั้นจะพลาดเป้าไป

            แต่ทว่าแต่ก่อนที่ดาบจะกระทบเป้า อบิสไนท์ได้เปลี่ยนจังหวะฉับพลัน จากที่จะฟันเข้าทางด้านข้างขวาระดับลำคอ ได้กลายมาเป็นโจมตีตัดจากด้านล่างมุมซ้ายไปขวาแทน
            การเปลี่ยนจังหวะอย่างฉับพลันด้วยกำลังที่เต็มที่เป็นเรื่องที่นักดาบไม่นิยมทำกันนัก เพราะผลกระทบที่ตามมาคือการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นได้ แลดูเป็นการกระทำที่เสี่ยง หากเข้าเป้าก็อาจตัดสินผลได้ แต่ถ้าไม่ผู้กระทำอาจเป็นฝ่ายบาดเจ็บจนสู้ต่อไม่ได้เสียเอง

            ทว่าการที่อบิสไนท์มีร่างกายเปลี่ยนเป็นปีศาจก็ทำให้เขาแทบจะก้าวพ้นพื้นฐานของร่างกายมนุษย์ไปแล้ว
            กล้ามเนื้อและกำลังที่มากขึ้นมีผลทำให้อบิสไนท์สามารถเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีได้อย่างฉับพลันโดยไม่ส่งผลกระทบกับร่างกายมากนัก
            "บ้าน่า!?" อิมิคที่เตรียมตั้งรับแต่แรกเสียจังหวะไป
            "ข้าไม่ใช่อัศวินที่ชอบเล่นงานแบบเดิมซ้ำไปมาหรอกนะอิมิค...!!" อบิสไนท์ประกาศชัยล่วงหน้า "ขอศีรษะของเจ้าล่ะ...!!"

            คมดาบเล่มใหญ่ตัดเข้าลำคอเปโกะขาดสะบั้น แล้วดาบนั้นยังคงพุ่งเข้าหาอิมิคด้วยความเร็วสูง

            แต่ด้วยผลของจิตสังหารและประสาทสัมผัสที่ยอดเยี่ยมของอิมิคยังคงทำงานอยู่ ก่อนที่ดาบจะถึงจุดอันครายอิมิคก็ได้ชักแขนกลับมาป้องกันการโจมตีนี้อย่างทันท่วงที
            แม้จะป้องกันไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็ผ่อนหนักจากถึงขั้นคอสะบั้นให้เหลือเพียงแค่บาดเจ็บปานกลางเท่านั้น

            ฉั๊วะ!

            ดาบของอบิสไนท์ตีดาบของอิมิคออกไป ก่อนที่คมดาบที่ยังทรงพลังนั้นจะเฉี่ยวแขนไปเป็นทางยาว

            ขณะที่แรงกระแทกจังหวะแรกทำเอาอิมิคลอยออกจากหลังของเปโกะไป
            ร่างไร้หัวของเปโกะก็ล้มตึงลงแทบจะพร้อมกับร่างของอัศวินแห่งพรอนเทร่าที่กระเด็นไปคลุกพื้นหญ้าห่างออกไปเล็กน้อย...
            "บ้าชมัด..."

            อิมิครีบลุกขึ้นตั้งตัวพร้อมสู้ต่อ
            อาการบาดเจ็บอาจไม่สาหัสนักแต่ก็หลงเหลือบาดแผลที่แขนซ้ายกินบริเวณไปเยอะ...
            แผลอาจไม่ลึกจนเป็นอุปสรรค์กับการใช้ดาบในมือซ้ายก็ตามที แต่หากอาการบาดเจ็บพอกพูนกว่านี้อีกล่ะก็ ไม่เพียงแต่กำลังเท่านั้น ความเร็วและสมดุลดาบก็จะหายไปด้วย

            อิมิคไม่ประมาท และยอมรับว่าตัวเองเป็นอยู่ระดับหนึ่ง เพราะนอกจากอาการบาดเจ็บแล้ว เวลานี้ก็ยังขาดเปโกะอันเป็นพาหนะในประลองไปด้วย...
            "ยังรอดมาได้อยู่นะ... สมชื่ออัศวินอันดับหนึ่ง... แต่ว่าข้าก็ชนะเจ้าแล้ว..." อบิสไนท์ลั่นวาจาเชือดเฉือน "ข้าไม่เคยแพ้ใครในการประลองบนหลังม้า...!"
            "มันก็ใช่อยู่..." อิมิคยอมรับความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ครั้งแรก "แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านชนะศึกนี้แล้วหรอกนะ"
            "งั้นข้าจะทำให้มันจบลงตรงนี้เอง...!" อัศวินอบิสควบม้าเข้าหาอิมิคซึ่งยืนอยู่บนพื้นหญ้า

            อิมิคไม่ยอมแพ้ มือทั้งสองจับดาบกระชับแน่น น้ำหนักถูกปักหลักไว้ที่ขาซ้าย
            การไม่มีเปโกะเสริมกำลังทำให้เป็นรองในด้านการปะทะไปมาก แต่ในมุมกลับกันการยืนด้วยขาทั้งสองข้างก็ทำให้สามารถเคลื่อนที่ได้ง่ายขึ้น และเลือกจุดโจมตีได้มากกว่าเช่นกัน
            "เข้ามาเลย!!" อิมิคตะโกนเสริมกำลังใจและวิ่งเข้าหาอัศวินอบิสเช่นกัน

            ช่วงเวลาก่อนกระทบดาบกันนั่นเอง อิมิคได้รวมมาน่าเข้าที่แขนและมือทั้งสองข้างพร้อมๆกับจับจังหวะโจมตีที่เหมาะสมที่สุด
            "แบช!!"

            เคร้ง!!!!

            ดาบของสองอัศวินอัดกันค้างอยู่ตรงหน้า ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ผลปะทะคือ...
            เสมอ...

            แม้อัศวินอบิสจะได้กำลังจากม้าดำเสริม แต่อิมิคก็เสริมคืนด้วยแบชซึ่งทำให้กำลังของทั้งสองก้ำกึ่งกันมาก ทำเอาทั้งคู่ผงะนิ่งกลางพื้นที่ต่อสู้นั้น
            "ถูกของท่าน... ที่ว่าไม่มีใครสู้ท่านบนหลังม้าได้..." อิมิคกัดฟันพูด "ฉะนั้นอย่าว่ากันเลยถ้าต้องขอให้ท่านลงมาจากหลังม้า!!"
            "อะไรนะ...!?"

            ผลของการปะทะทำให้อิมิคเห็นได้ชัดว่าทั้งดาบของตัวเองและดาบของคู่ประลองได้รับความเสียหายหนักและแตกร้าว ซึ่งมันก็เป็นไปในลักษณะที่เขาต้องการให้เป็นที่สุด

            เช่นนั้นแล้วอิมิคไม่รอช้าอัดปราณซ้ำเข้าไปเป็นรอบที่สองด้วยพลังที่มากกว่าเดิมและสกิลที่รุนแรงกว่าเดิม
            "แบช!!"

            พลันที่อัดพลังเสริมเข้าไปนั่นเอง ม้าดำของอัศวินอบิสก็ถึงกับก้าวถอยเพราะแพ้แรง ถึงตอนนี้การยันหลักกับพื้นกลายมาเป็นประโยชน์ให้กับอิมิคมากกว่าการนั่งบนหลังม้า
            เพื่อไม่ให้แพ้แรงอัศวินอบิสจำต้องใช้มือซ้ายช่วยประคองและงัดกับอิมิคต่อไป... จนกระทั่งเกินจุดวิกฤตของดาบ...

            เคร้ง!!

            ผลสรุปของการปะทะด้วยกำลังก็คือดาบเล่มใหญ่ของทั้งอิมิคและอบิสไนท์ที่แตกกระจายออกเป็นชิ้นๆ

            สองอัศวินยังคงคิดไวทำไว อบิสไนท์ชักเอ็กซคูชันเนอร์ออกมาจากฝัก แต่ทว่าอิมิคที่วางแผนนี้ไว้ไวกว่าหนึ่งก้าว
            ยังไม่ทันที่ดาบของอบิสไนท์จะรูดออกมาสุดฝักดาบ อิมิคก็ฟันเคลย์มอร์ไปที่กลางลำคอของม้าดำแล้ว

            ฉั๊วะ!!

            ดาบของอิมิคเฉือนลงไปกว่าครึ่งขอส่วนลำคอ
            ม้าดำถึงกับส่ายไปส่ายมาก่อนที่จะล้มตึงลงไป ทำให้อัศวินอบิสต้องจำใจกระโดดลงมาตั้งตัวบนพื้นอย่างไม่มีทางเลือก...

            ทุกอย่างเริ่มต้นจากศึกบนหลังม้าและดาบเล่มโต แต่ทว่าที่สุดแล้วสองอัศวินก็ต้องมาติดสินกันบนพื้นด้วยอาวุธที่ตนเองชำนาญที่สุด...
            "ให้ตายสิ... นึกไม่ถึงเลยจริงว่าเจ้าจะกล้าบ้าบิ่นขนาดใช้วิธีนี้เพียงเพื่อเล่นงานม้าของข้า...!" อบิสไนท์สบถ
            "ก็เพราะสู้ท่านบนหลังม้าไม่ได้น่ะสิ ถึงต้องเสี่ยงเปลี่ยนแผนสักหน่อย" อิมิคยอมรับและกล่าวแบบให้เกียรติ "ไอ้ผมน่ะมันเป็นทหารที่ถนัดการต่อสู้ด้วยกำลังของตัวเองเสียด้วยสิ จะให้ไปฝืนขี่ม้าสู้กับท่านเพื่อที่จะเอาชนะให้ได้มันก็เป็นเรื่องกำลังไป"
            "หึ... เข้าใจพูดนัก... งั้นมาต่อกันได้เลย ถึงจะสู้บนพื้นดินก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับข้า...!"


            สิ้นคำตอบรับทั้งคู่พร้อมใจกันถอดหมวกเหล็กออก เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้นและแลกดาบกันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น
            ซึ่งความจริงที่น่าฉงนก็ปรากฎหลังหมวกเหล็กถูกถอดออก เมื่ออัศวินอบิสมีหน้าตาที่ดูหนุ่มแน่น อายุไม่น่าจะถึงสามสิบปี ผิดกับบันทึกที่กล่าวไว้ว่ามีอายุมากว่าร้อยห้าสิบปี...
            "มิน่าเล่าถึงได้ดูมีกำลังนัก ที่จริงแล้วท่านดูหนุ่มอยู่เลยนะ" อิมิคพูดขึ้น "นี่ก็เป็นผลจากพลังแห่งความมืดของปีศาจด้วยสินะ?"
            "เวลาของข้าหยุดเดินไปตั้งแต่ร้อยห้าสิบปีก่อนแล้ว..."
            "ก่อนที่จะสู้กันผมมีอะไรที่จะต้องบอกท่านอย่างหนึ่ง" อิมิคได้ทีขู่กลับ "ผมไม่เคยแพ้ใครในการประลองดาบลักษณะนี้"
            "อย่าได้ย่ามใจไปนักเจ้าหนุ่ม... ข้าก็ไม่ได้เก่งกาจแต่เพียงการต่อสู้บนหลังม้าเท่านั้น... ที่สำคัญข้ามีสุดยอดแห่งดาบเล่มนี้อยู่... หากเพียงเจ้าพลาดโดนสะกิดแม้เพียงแค่แผลเล็กๆ... การต่อสู้ก็จบลงทันที...!" อัศวินอบิสจับดาบในมือไว้แน่น

            อิมิคและอบิสไนท์จ้องหน้ากันก่อนที่จะเริ่มศึกระหว่างหัวหน้าอัศวินของสองประเทศแท้จริง
            "เจ้าพร้อมที่จะเป็นผีดิบหรือยังอิมิค...?"
            "มันจะไม่มีทางได้ถูกตัวผมแน่"

            สิ้นประโยคพูดแล้ว สองอัศวินผู้เก่งกาจก็ได้พุ่งเข้าแลกดาบกันอีกครั้ง

            กึ้ง!!

            กำลังรบของทั้งคู่ก็ยังคงสูสีเช่นเดิม ดาบของทั้งคู่ปะทะกันอย่างรุนแรงจนไอมืดกระจายไปทั่วทิศ

            ดาบของอบิสไนท์อาจจะเหนือกว่าดาบที่อิมิคใช้ แต่ทว่ายิ่งดาบปีศาจมีพลังความมืดมากเท่าไหร่ พลังนั้นก็จะยิ่งไปกระตุ้นให้อิมิคปลดปล่อยพลังแห่งสายเลือดเทพมากตามไปด้วยเท่านั้น
            งัดดาบกันเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้นผลการปะทะก็ชัดแจ้งออกมา เมื่ออิมิคที่มีพลังแห่งเทพเกื้อหนุนเอาชนะแรงของอบิสไนท์ได้

            อิมิคกระแทกดาบอัดให้อบิสไนท์ต้องก้าวถอยออกไปตั้งหลักใหม่...
            "ไม่น่าเชื่อ... ข้าแพ้แรงมนุษย์..." อบิสไนท์ประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงในตัวของอิมิค "นี่เจ้าเป็นมนุษย์แน่หรือ...!?"
            "ผมเป็นกำพร้าไม่รู้ชาติกำเนิด... และถูกเลี้ยงดูมาโดยกองทัพ"
            "งั้นหรือ..."
            "ชาติกำเนิดจริงๆจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ที่แน่ๆร่างกายผมจะมีปฎิกริยาต่อความเป็นปีศาจร้ายเบื้องหน้า" การกระตุ้นไม่เพียงแค่้ปลุกพลังเท่านั้น แต่มันก็ยังปลุกจิตใจให้ฮึกเหิมขึ้นไปด้วย "สิ่งเดียวที่บอกได้ก็คือ ผมมีชีวิตเพื่อจัดการปีศาจ... แล้วปีศาจร้ายทุกตนในกลาสต์เฮลม์ต้องถูกกำจัดให้หมดสิ้น!!"
            "เฮอะ... อย่าได้ใจจนเกินไป... มนุษย์ต่างหากที่ต้องตาย...!!"

            สองอัศวินหยุดการเจรจาแล้วพุ่งเข้ากระแทกดาบประลองกันอย่างชายชาติอัศวิน


            ...............................................


            ถึงตอนนี้การศึกได้เดินมาจนเกือบสุดปลายทาง ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ทุกอย่างที่มีอยู่มาต่อสู้อย่างเต็มที่
            กองกำลังผสมได้รุกคืบไปเรื่อยๆและผสานกำลังระหว่างแถวหลังแถวกลาง จนกลายเป็นกองกำลังเดียวขนาดใหญ่

            โดโนแวนได้ผลักดันตัวเองขึ้นไปอยู่เกือบแนวหน้าสุด แล้วจึงเริ่มทำการร่ายคาถาชั้นสูง เวทแห่งการเรียกอุกาบาตเพลิงจากฟากฟ้า 'เมเทโอสตอร์ม'

            หากใช้เวทนี้ได้สำเร็จจริงการรบก็จะจบเร็วขึ้นอีกมากและจะทำให้ชีวิตทหารปลอดภัยมากตามไปด้วยเช่นกัน แต่นั่นก็ต้องแลกกับความเสี่ยงที่โดโนแวนต้องดันตัวเองไปอยู่เกือบแนวหน้าสุดเช่นกัน
            ลักษณะคาถาบทนี้จะแตกต่างจากคาถาทั่วๆไปตรงที่จะไม่ ล็อคเป้าที่พื้นเท้าของศัตรู แต่จะเป็นการล็อคคาถาวงกล้าง ดังนั้นแล้วยิ่งอยู่หน้าสุดเท่าไหร่ ขอบเขตการจู่โจมก็จะยิ่งกินพื้นที่ศัตรูได้มากเท่านั้น ซ้ำยังลดผลกระทบหรือสะเก็ดของการโจมตีที่จะส่งผลถึงพวกเดียวกันได้ด้วย

            โดโนแวนใจเด็ดพอที่จะไปร่ายคาถาใกล้กับศัตรู ซึ่งส่วนหนึ่งของความใจเด็ดนั้นก็เพราะเขาเชื่อใจในตัวของคิงเด็น อเล็กซ์ และเรย์
            ด้วยการป้องการที่แทบจะเหมือนมีกำลังรอบกายจึงทำให้เขามีสมาธิในการร่ายเวทได้อย่างเต็มที่ และมันก็คืบหน้าไปเรื่อยๆ

            ความที่ศัตรูเป็นพวกผีดิบและเรย์ดริกจึงทำให้ไม่มีผู้ใดเอะใจกับการโจมตีที่กำลังจะเริ่มต้นในช่วงไม่กี่นาทีข้างหน้านี้
            จะมีก็เพียงผู้เดียวที่มองออกก็คือแม่ทัพของปีศาจ อบิสไนท์...

            แต่ทว่าอบิสไนท์เองก็กำลังเผชิญศึกกับอิมิคอย่างตึงมือและพอใจยิ่งจนไม่สนใจเรื่องอื่น
            สำหรับอบิสไนท์แล้วหากชนะอิมิคได้ ทัพที่เหลือจะเป็นอย่างไรก็ช่าง เพราะยังมีแผนสองรอไว้อยู่แล้ว
            ซึ่งความพ่ายแพ้ในรูปใหญ่ของทัพจะดูด้อยค่าไปถนัดตาทันที หากเพียงอบิสไนท์สังหารชายผู้จะมาเป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตของเหล่ามวลมนุษย์คนนี้ลงได้...

            ทว่าความตั้งใจนั้นก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่จะทำได้ง่ายดั่งใจคิด ถึงแม้จะมีทั้งอาวุธที่สุดยอดในมือและมีกำลังที่เหนือมนุษย์ทั่วไป...
            อิมิคแสดงให้เห็นแล้วว่าเหตุใดดาร์คลอร์ดถึงได้ให้ความสนใจและเริ่มจับตามองมากขึ้น
            พลังแห่งเทพในตัวที่ถูกปลุกตื่นขึ้นมากลายเป็นแรงผลักดันให้อิมิคสู้กับอบิสไนท์ได้อย่างสูสี ทักษะที่ถูกฝึกมาอย่างชำนาญผสานรวมกับไหวพริบที่ประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมทำให้การโจมตีของอบิสไนท์ไม่อาจทำอะไรอิมิคได้แม้แต่รอยแผลเดียว

            ทว่าในทางกลับกันประสบการณ์การศึกและพื้นฐานเดิมของอบิสไนท์ ชายผู้เคยถูกกล่าวว่าเป็นสุดยอดอัศวินแห่งยุคนั้นๆก็เป็นของจริง อิมิคเองก็ไม่สามารถสร้างบาดแผลอาการบาดเจ็บให้กับอบิสไนท์ได้เลยเช่นกัน...

            การต่อสู้ที่ผ่านมาจึงเป็นเสมือนการเสียแรงเปล่า...
            ตราบจนกว่าจะมีคนหนึ่งคนใดคิดเสี่ยงใช้วิธีการต่อสู้ที่แหวกแนวแปลกไป หรือวัดดวงยอมบาดเจ็บแลกกับชีวิตของคู่ต่อสู้...
            "เจ้าเป็นคนแรกที่ต้านทานดาบของข้าได้นานถึงขนาดนี้..." อบิสไนท์พักจังหวะต่อสู้แล้วพูดขึ้น ส่วนหนึ่งก็หมายจะดูทีท่าของอิมิคไปในตัว "แต่ว่าบาดแผลที่แขนข้างซ้ายนั้นก็บั่นทอนความลื่นไหลของเพลงดาบเจ้าไปเยอะ... การออกดาบสวนของเจ้าจึงไม่ได้ดูน่ากลัวเลยสักนิด... ท่าทางว่าวิชาสะกดความเจ็บปวดจะดึงสมาธิเจ้าไปมากนะ..."
            "ปิดท่านไม่ได้จริงๆด้วยสิ..." อิมิคถือโอกาสพักช่วงสั้นๆและคุยตอบดูอาการฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน "ดูท่าว่าชื่อเสียงที่ว่าไร้พ่ายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคจริงๆ"

            อบิสไนท์หัวเราะในคอพลางมองดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์เบื้องหน้า
            "ดูท่าเจ้าเองจะเกรงดาบนี้มาก... ถึงพยายามที่จะเลี่ยงการปะทะโดยเปล่าประโยชน์... และคิดที่จะปิดฉากตัดสินกันภายในดาบเดียว..."
            "มันเป็นนิสัยส่วนตัวอยู่แล้วล่ะท่านฟาวัลลี่... นิสัยในการต่อสู้ที่ชอบปลิดชีพคู่ประลองในทีเดียว" อิมิคอ้าง "ว่าแต่ท่านเถอะ คิดดีแล้วหรือมาประลองแบบนี้โดยไม่สนใจทัพปีศาจที่กำลังย่ำแย่อยู่น่ะ? ที่ผ่านมาผมได้ยินมาว่าพวกปีศาจมีบทลงโทษสำหรับแม่ทัพที่นำทัพพ่ายศึกอย่างหนักเลยนี่"
            "เจ้าคิดผิดแล้วอิมิค... ชีวิตเจ้าชีวิตเดียวมีค่ามากกว่ากองทัพนี้ทั้งทัพอยู่แล้ว... แล้วการให้ข้ามาสู้กับเจ้าก็ความต้องการของท่านดาร์คลอร์ดด้วยเช่นกัน..." อบิสไนท์เปิดเผยความจริง
            "อะไรนะ!?"

            คำกล่าวของอบิสไนท์ทำให้อิมิคเปลี่ยนสีหน้ากลับมาจริงจังทันที
            ดาร์คลอร์ดเป็นตัวกระตุ้นอิมิคได้ดีที่สุด... ชื่อของราชาปีศาซึ่งเป็นต้นกำเนิดความวุ่นวายทั้งปวง ปีศาจที่ทำลายชีวิตเพื่อนๆและคนรู้จักของเขา
            "ดาร์คลอร์ดอยู่ไหน!?" อิมิคถามกลับเสียงดังพร้อมระเบิดจิตสังหารออกมารุนแรงสุด
            "ไม่ต้องร้อนใจไป... ท่านจะมาพบหน้าเจ้าแน่..." อัศวินอบิสยิ้มเยาะ "แต่ก็ตอนที่ข้าปราชัยเท่านั้น... ถ้าศึกนี้จบลงที่ชัยชนะของข้าแล้ว... เจ้าก็หมดสิทธิ์..."
            "อย่างงั้นก็ได้..."

            แรงสูบฉีดของหัวใจและความกระหายจะปราบศัตรูตัวฉกาจทำให้อิมิคแทบมองข้ามความเจ็บปวดไป
            สกิลเอ็นดัวร์ที่ใช้มาตลอดได้ถูกหยุดลง แล้วหันเปลี่ยนมาเป็นสกิลทูแฮนด์ควิกเก้น... เปลี่ยนวิธีการต่อสู้จากรับและสวนให้กลายเป็นรุกเต็มรูปแบบ
            "งั้นผมจะเรียกมันมาเอง! ด้วยการตัดหัวท่านออกมาก่อน!"
            "อย่าได้ฝีปากกล้าเกินมือนักอิมิค...!"

            เช่นนั้นแล้วอัศวินทั้งสองก็ได้พุ่งเข้าหากันอีกครั้งเพื่อทำการแลกดาบอย่างดุเดือดโดยเดิมพันด้วยชีวิต

            การใช้สกิลเสริมความเร็วทำให้การต่อสู้ดุเดือดอีกเป็นเท่าตัว
            อิมิคจู่โจมได้รวดเร็วและใกล้เป้ามากขึ้นสามารถเรียกแผลตื้นๆตามแขนขาและรอยถลอกที่ผิวเกราะของอบิสไนท์ได้
            ทว่าในมุมกลับกันดาบของอบิสไนท์ก็ฉวัดเฉวียนใกล้ตัวอิมิคมากขึ้นตามไปด้วย

            ซึ่งด้วยเงื่อนไขเดิมว่าแผลเล็กๆเพียงแผลเดียวสามารถจบศึกได้ทันที
            แต่กระนั้นอิมิคที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและไร้ซึ่งความลังเลใจก็บุกได้คล่องแคล่วจนอบิสไนท์รู้สึกถึงความเป็นรองได้ชัดเจน...

            แม้ไม่อยากยอมรับเรื่องนี้นักแต่อบิสไนท์ก็เป็นอัศวินที่มองโลกตรงไปตรงมา และก็ได้ยอมรับว่าหากสู้ต่อไปตนเองจะเป็นฝ่ายพลาดท่าได้
            ดังนั้นก่อนที่จะพลาดพลั้งไปก็จำต้องหาวิธีการหนึ่งใดมาจัดการอิมิคให้ได้เสียก่อน และมันก็ควรเป็นวิธีที่ชอบธรรมด้วยธรรมเนียมการต่อสู้ของอัศวินด้วย

            อิมิคยังคงบุกอย่างต่อเนื่อง ดาบสองมือเหวี่ยงสะบัดไปมารวดเร็วทำเอาอบิสไนท์แทบไม่มีเวลาตั้งตัวหรือแม้จะเพียงแค่คิดแผนการ
            จนกระทั่งจังหวะหนึ่งที่รับดาบของอิมิคเข้านั้น เลือดจากแขนอิมิคไปกระเด็นมาสะกิดที่หน้าเขา นั่นเองที่ทำให้เขาได้ความคิดในการต่อสู้แบบแลกหมัดขึ้นมา

            เคร้ง!

            อบิสไนท์ปักหลักรวมกำลังแล้วฟันดาบสวนกลับไป ผลักให้อิมิคต้องถอยกรูดกลับไป
            แล้วอบิสไนท์ก็ตั้งตัวเองมาเป็นฝ่ายบุกสวนบ้าง ทั้งๆที่ความเร็วและจังหวะการออกดาบนั้นเป็นรองอิมิคอยู่เกือบครึ่งจังหวะได้

            อิมิคไม่คิดอะไรมากเพราะมองว่าอบิสไนท์ต่อสู้อย่างตรงไปตรงมาโดยตลอด การต่อสู้ที่กำลังจะเกิดจากนี้น่าจะเป็นเพียงแค่การประลองวัดกันว่าใครจะอึดกว่ากันและใครจะใจถึงกว่ากันเท่านั้น
            ซึ่งมันก็เป็นเช่น นั้นจริงๆ เมื่ออบิสไนท์บุกแหลกแลกกับอิมิค ไม่มีลูกเล่นอืนใด แต่ก็อัดแน่นไปด้วยแรงกดดันมหาศาลที่หากเพียงหลุดสมาธิไปก็อาจทำให้ถึงกับความตายได้...

            การแลกดาบเกิดได้เพียงช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น ที่สุดแล้วก็เป็นตามที่คาดไว้เมื่ออิมิคชิงจังหวะความได้เปรียบไว้ในมือและก็ทำการออกดาบตอบโต้ในจุดใหญ่ได้สำเร็จ

            ฉั๊วะ!!!

            เครย์มอร์ของอิมิคแทงตรงเข้าที่สีข้างของอัศวินอบิสได้ เปิดแผลที่ชายโครงให้เลือดข้นคล้ำทะลักออกมาในทันที
            การโจมตีของหนนี้แม้ไม่ลึกขนาดที่จะตัดสินผลได้ แต่ก็มากพอที่จะทำอัศวินไร้พ่ายผู้นี้ต้องกระอักได้...

            อิมิคกระชากดาบกลับมาเตรียมตัวใหม่และทำท่าจะฟันดาบที่สองปิดฉาก
            แต่ทว่าในตอนนั้นเองอบิสไนท์ที่กัดฟันทนรับการโจมตีนี้ก็สบโอกาสที่จะได้สวนกลับเช่นกัน มันเป็นโอกาสที่เขายอมแลกมันมาด้วยบาดแผลที่สาหัส... แต่ก็ถือว่าคุ้มยิ่งกับสิ่งที่กำลังจะได้รับตอบแทนกลับมา
            "เสร็จข้าล่ะอิมิค...!" อบิทไนท์แทงดาบสวนกลับไป
            "อะไรกัน!?" อิมิคไม่ทันตั้งตัว

            ฉั๊วะ...!

            หนึ่งดาบของอบิสไนท์ไม่รุนแรงแต่รวดเร็วฉับพลันที่สุด
            เอ็กซ์คูชันเนอร์สะกิดถากไปที่ต้นแขนข้างซ้ายของอิมิค... จนทำให้เกิดเป็นรอยแผลหนึ่งขึ้นมา...

            การปะทะแลกดาบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
            และผลของการปะทะก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน...

            หลังจากการปะทะแล้วอบิสไนท์ที่กัดฟันทนรับความเจ็บปวดมาตลอดก็ถึงกับเซถลาไปข้างหน้าทรงตัวไม่อยู่ ดาบในมือถูกนำมาปักกับพื้นยันกายไม่ให้ล้มอย่างไม่มีทางเลี่ยง
            บาดแผลของอบิสไนท์ดูสาหัสมากกว่าที่เจ้าตัวเองจะคาดไว้

            แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่บาดเจ็บกว่ากลับเป็นอิมิคที่ถูกดาบสะกิดได้บาดแผลเพียงแค่เลือดไหลซิบเท่านั้น...
            "อ๊ากกกกกก!!" อิมิคร้องโหยหวนเจ็บปวด มันเป็นเพราะร่างกายเกิดอาการปั่นป่วนอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดเป็นชิ้นๆ

            อิมิคไม่อาจทนฝืนยืนอยู่ได้ บาดแผลที่ได้รับอาจดูตรงข้ามกับเสียงร้องโหยหวนอย่างน่าประหลาด
            นี่ถือเป็นความหมายที่ไม่ดีเสียมากๆ เพราะน้อยครั้งนักที่จะเห็นอิมิคออกอาการหลุดได้เช่นนี้ ปกติแล้วอิมิคแทบไม่ได้บาดแผลจากการต่อสู้เลยสักครั้ง ครั้นจะมีแผลใหญ่จริงก็จะไม่ร้องออกมาให้เสียเชิงชายชาติทหาร อันจะเป็นการแสดงความอดทนของอัศวินให้เป็นที่ประจักษ์

            ผลของพลังแห่งความมืดจากดาบปีศาจมันต่างออกไปจากความเจ็บปวดใดๆที่อิมิคเคยสัมผัสมา...
            ผลกระทบนั้นทำให้รู้สึกว่าทั่วทั้งร่างกายกำลังถูกไฟแผดเผา... โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่แขนข้างซ้าย ณ จุดที่ถูกดาบปาดเฉือน...

            อย่างไรก็ดีในทั้งอิมิคและอบิสไนท์ต่างก็ไม่ได้รู้เลยว่าอาการที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างกับการกลาย...

            มันไม่ใช่อาการทรมานเพราะกำลังกลายเป็นผีดิบ หากแต่มันเป็นการต่อต้านของร่ายกายต่อความมืดที่กำลังครอบงำตรงต้นแขนข้างซ้าย
            และก็ยังเป็นการปลุกพลังแห่งสายเลือดเทพที่หลับไหลอยู่ให้ตื่นมาอย่างเต็มตัวอีกด้วย...


            ...............................................


            เมื่อเห็นว่าอิมิคไม่สามารถมาสู้ต่อไปอีกแล้ว
            อบิสไนท์ก็ละความสนใจปล่อยให้การกลายเกิดขึ้นต่อไป ส่วนตนเองก็จะเริ่มทำการรักษาบาดแผลที่ได้รับ

            ดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์มีพลังแห่งความมืดมากและสามารถเกื้อหนุนร่างกายผู้ใช้ที่สังกัดปีศาจแห่งความมืดได้เช่นกัน
            เพียงแค่อบิสไนท์ร่ายคาถาประกอบเท่านั้นไอความมืดก็ลอยออกจากดาบแล้วไปรวมกันที่แผลเร่งทำการสมานให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

            ในช่วงเวลานั้นเองโดโนแวนก็ร่ายคาถาได้แล้วเสร็จ
            พลันนั้นวงเวทก็ขยายตัวออกจนสุดและเรืองแสงสีม่วงออกมา จากนั้นแล้วห้วงมิติบนท้องฟ้าก็บิดและเปิดกว้างออก ท้องฟ้าทีสดใสได้ถูกแทรกด้วยช่องว่างมิติสีดำ มันเหมือนกับผ้าที่ถูกฉีกออกซึ่งภายในนั้นคือความมืดอันลึกลับและกว้างไกล มีแสงจากดวงดาวส่องประกายอยู่ประปราย...
            "นั่นมันประตูมิติเชื่อมต่อกับจักรวาล..." อัศวินอบิสเข้าใจได้ในทันที "หรือว่าเมเทโอสตอร์ม...!?"

            ถึงตอนนี้แม้แต่ผีดิบที่ไม่ค่อยมีสมองก็เริ่มสังเกตถึงผลกระทบของคาถาได้ เช่นเดียวกับทหารเกฟเฟนและพรอนเทร่าที่เริ่มเอะใจและได้พร้อมใจกันเงยหน้ามองปรากฎการณ์ที่ผิดธรรมชาตินี้
            คำสั่งของชไนเดอร์ถูกส่งออกไปทั่วถึงกันให้ทุกคนถอยห่างออกมาจากวงเวทหลายช่วงตัว ส่วนจอมเวททำหน้าที่คอยโจมตีสกัดกั้นและบีบให้ปีศาจอยู่ในเขตทำลายล้าง

            จากนั้นแล้วท้องฟ้าแห่งความมืดเปิดกว้างออกประมาณครึ่งหนึ่งของขนาดวงเวทที่พื้นดิน และแสงสว่างก็สว่างมากขึ้น...

            จนคาถาแล้วเสร็จและถูกปลดปล่อยออกมา ความสงสัยของเหล่าปีศาจก็ผันเปลี่ยนเป็นความแตกตื่นในทันที
            ลูกไฟขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าครึ่งเมตรนับสิบๆลูกได้กระหน่ำลงมาจากมิติที่เปิดอยู่ และกระหน่ำลงมาจำนวนมากเหมือนเม็ดฝนที่ร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย

            ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!! ตูม!!

            พื้นดินถึงกับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเพราะผลพวงของอุกกาบาตเพลิงนับสิบลูก
            อุกาบาตทั้งอัดกระแทกและทั้งเผาไหม้พร้อมกับส่งเปลวไฟลุกกระหน่ำร้อนแรงเล่นงานกายภาพทำลายทั้งผีดิบและเรย์ดริกจำนวนมากในคราวเดียว

            หลังจากที่การโจมตีกระหน่ำในช่วงเวลาสั้นๆยุติ...
            ห้วงมิติบนท้องฟ้าปิดตัวลง และกลับมาโปร่งแจ่มใสอีกครั้งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

            ตรงกับข้ามกับผืนดินเบื้องล่างที่ได้กลายเป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ ควันไฟลอยคละคลุ้ง บรรยากาศกลุ่นไปด้วยความร้อนและความพินาศ เหลือแค่เพียงเศษซากของเรย์ดริกเท่านั้น...
            มันเป็นการพลิกสถานการณ์ได้อย่างสุดขั้วจนอบิสไนท์ต้องยอมรับความสูญเสียที่คาดไม่ถึงครั้งนี้
            "ท่านดาร์คลอร์ดอาจไม่ถูกใจกับเรื่องนี้นี่... แต่การจัดการอิมิคได้... แล้วในสมรภูมินี้ยังมีทั้งเจ้าชายแห่งสองประเทศผู้กุมอนาคตของรูนมิดการ์ดตอนบน... น่าจะทำให้ท่านพอใจบ้างไม่มากก็น้อยล่ะนะ..."

            การฟื้นตัวของอบิสไนท์เป็นไปอย่างรวดเร็ว จากบาดแผลสาหัสก็เริ่มคืนสภาพดีขึ้นเรื่อยๆจนสามารถลุกยืนและเดินได้ตามปกติ เหลือเพียงแค่รอเวลาอีกสักนิดเพื่อปิดแผลชั้นกล้ามเนื้อต่อด้วยให้สนิทเท่านั้น
            "เอาล่ะ... ถ้าเช่นนั้นก็เริ่มขั้นตอนต่อไปกันเลยดีกว่า..."

            ขณะที่อบิสไนท์กำลังถอนดาบออกมาจากพื้นดินแล้วเตรียมร่ายคาถาอยู่นั้นเอง
            จู่ๆแล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารจำนวนมากแผ่ออกมาอีกครั้ง มันรุนแรงจนต้องถึงกับผวาหันหลังกลับไปดู

            และนั่นเองที่ทำให้อบิสไนท์ต้องยืนตัวแข็งมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความประหลาดใจที่สุด...
            เมื่อเห็นว่าอิมิคได้ยืนขึ้นอีกครั้งโดยที่ยังมีชีวิต และไม่มีอาการของผลแห่งความมืดครอบงำแม้เพียงน้อย...
            "บ้าน่า... ที่ผ่านมาไม่เคยมีผู้ใดรอดพ้นอำนาจดาบปีศาจนี้ได้...!?" อบิสไนท์แทบไม่อยากเชื่อสายตา "เจ้าโดนดาบของข้าเข้าไปแน่... ความมืดก็ปกคลุมด้วย... แล้วทำไมร่างกายถึงไม่มีการเปลี่ยนแปลง...!?"

            อิมิคไม่ตอบอะไร นอกไปจากเสียงของลมหายใจที่รุนแรง และมือทั้งสองที่จับดาบไว้แน่น
            "นี่เจ้าเป็นใครกันแน่อิมิค...!?" อัศวินอบิสตะโกนใส่ "เป็นมนุษย์หรือปีศาจกันแน่...!?"

            สิ้นคำร้องของอัศวินอบิส อิมิคก็ได้ถีบตัวเข้าใส่อย่างรวดเร็ว อาการบาดเจ็บหรือไอมืดไม่ส่งผลต่อร่างกายเขาอีกแล้ว

            ฉั๊วะ!!

            คมดาบปาดเข้าที่สีข้างด้านขวาของอัศวินอบิสเต็มที่ การโจมตีหนนี้รวดเร็วมาก อีกทั้งยังเป็นการโจมตีที่เหนือความคาดหมาย
            "อ็อก...!" เพียงแค่ดาบเดียวก็ทำให้อบิสไนท์แทบสิ้นท่า

            อัศวินอบิสถึงกับคุกเข่าทรุดลงกับพื้นและแทบล้มลงไปนอนหากไม่มีดาบในมือช่วยยันกายไว้ก่อน...

            อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อิมิคฟันอบิสไนท์ได้หนึ่งดาบแล้ว... อิมิคก็กลับล้มฟุบลงไปอีกครั้งอย่างน่าฉงน...
            การตื่นตัวของพลังแห่งเทพอย่างเต็มตัวครั้งแรกเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากและจำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวทั้งร่างกายและจิตใจ

            สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเสมือนการสนองของสัญชาตญาณกับร่างกายในช่วงสั้นๆที่จะจัดการกับความมืดที่เป็นภัยคุกคาม ซึ่งเมื่ออบิสไนท์ไม่อาจสู้ต่อได้อีก สติลางๆของอิมิคก็ดับวูบไป...


            ...............................................


            การโจมตีครั้งสุดท้ายของอิมิคทำเอาอบิสไนท์หมดกำลังที่สู้ต่อและจำต้องพักรักษาตัวอย่างน้อยก็หลายสิบนาที...
            ส่วนทางด้านทางกองทัพปีศาจที่กระเจิงก็มีท่าทีจะกลับไปรวมตัวที่หัวหน้าตนอยู่ ถือเป็นการพ่ายแพ้อย่างหมดรูปโดยแท้จริง...

            ทางด้านกองกำลังผสมได้โอกาสรุกเร็วและสลับตำแหน่งอีกครั้ง ในหนนี้ทหารเปโกะหลายนายได้เปลี่ยนตำแหน่งขึ้นมาบดขยี้ศัตรูที่กำลังหนี และก็ได้แบ่งกำลังออกเป็นกองย่อยเพื่อไปจัดการอบิสไนท์และช่วยเหลืออิมิค

            อบิสไนท์ที่ทำได้เพียงนั่งคุกเข่ากับพื้นมองตรงไปที่ทัพของพรอนเทร่า ก่อนที่จะหันไปมองทางด้านอิมิคที่นอนแน่นิ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก
            "เจ้านี่มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ... ข้าเข้าใจแล้วว่าทำไมปีศาจถึงถึงได้กลัวเจ้านัก... ดาบสุดท้ายทำให้ข้าเข้าใจชัดเจนเลยว่าทำไมเจ้าถึงได้ฉายาว่านักล่าปีศาจ..." อบิสไนท์จับแผลแน่น "ได้เลย... ถึงจะสลบแต่เ้จ้าก็ยังมีชีวิตอยู่... แต่เจ้าก็สมหวังแล้วอิมิค..."

            อบิสไนท์ขบฟันฝืนร่างกายจับดาบแล้วหันกลับมามองดูทหารเปโกะที่ควบเร่งใกล้เข้ามา
            "ข้าจะให้พวกเจ้าได้สัมผัสกับความมืดอันน่าสะพรึงกลัว...!!"

            อัศวินอบิสฝืนร่างกายและใช้แรงที่มีอยู่แทงดาบเอ็กซ์คูชันเนอร์ลงพื้นไว้แน่น และเริ่มร่ายคาถาขึ้น

            พลันนั้นลำแสงสีดำก็ได้ก่อตัวขึ้นมาเบื้องหน้ากลายเป็นเสาสูงขนาดเกือบสามเมตร...
            มันคือวิชาที่ใช้ในการเปิดประตูมิติ เพื่อเรียกหรือเปิดทางให้ผู้ที่จับตามองการต่อสู้นี้ได้มาปรากฎตัวตามคำสั่งที่ให้ไว้...

            ทหารเปโกะไม่ทราบว่าสิ่งใดจะปรากฎออกมาจากประตูมิตินั้น แต่พวกเขาก็มีหน้าที่ๆสำคัญกว่าต้องกระทำ และเป้าหมายก็อยู่ใกล้เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น
            "อย่าไปกลัวมัน!!" ทหารเปโกะคนที่นำหน้ากล่าวปลุกใจ "ไม่ว่าอะไรออกมา เราจะจัดการพวกมันให้หมด!!"

            แล้วมันก็กลายเป็นคำพูดสุดท้ายของเขาไป เมื่อ...

            ตูม!!

            ลูกบอลแห่งความมืดได้พุ่งออกมาจากเสาแสง และกระแทกกลางศีรษะของทหารผู้นั้นอย่างจัง
            ขนาดของเวทนั้นไม่ใหญ่นักแต่รุนแรงมหาศาล ผลของการกระแทกให้ทั้งหมวกเหล็กและศีรษะระเบิดเป็นชิ้นๆได้ในพริบตา

            ทหารเปโกะทุกคนจำต้องชักบังเหียนให้ม้าศึกของตนหยุดทันที
            การตายของเพื่อนทำให้ความฮึกเหิมกลายเป็นความระแวดระวัง พวกเขาจับตามองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น ด้วยความสงสัยว่ามันเป็นพลังอะไร และของใครกันแน่?

            ซึ่งคำตอบทั้งหมดก็ถูกเฉลยมาในทันที เมื่อผู้ปล่อยพลังผ่านประตูมิติได้ก้าวเท้าออกมายังผืนหญ้าอันเป็นสนามรบที่มากไปด้วยซากศพ...

            เพียงแค่ก้าวขาที่มีขนาดเทียบเท่าอัศวินร่างใหญ่อันมีสีดำทะมึนออกมาเท่านั้น ไอมืดที่น่าสะอิดสะเอียนจำนวนมากก็แผ่ออกมา นอกจากนี้ยังรวมมีออร่าแห่งความชั่วร้ายที่เปร่งสีเทาออกมารอบร่างกายชัดเจน
            กระทั่งเจ้าของร่างปรากฎกายออกมาจากประตูมิติเต็มตัว ทุกคนก็เห็นปีศาจที่มีสรีระร่างกายคล้ายกับมนุษย์ แต่ร่างกายมันสูงใหญ่พอๆกับอัศวินร่างยักษ์ เรือนร่างของมันเป็นสีนิลขลับ ชุดเกราะเป็นรูปแบบเอกลักษณ์ คล้ายๆเกราะหนัง ที่หัวไหล่มีกะโหลกติดอยู่ และใบหน้าของมันก็เป็นหัวกะโหลกด้วยเช่นกัน... แผ่นหลังมีเขาแหลมงอกออกมา ผ้าคลุมผืนใหญ่แม้จะดูขาดวิ่นไปบ้างแต่ก็แสดงออกถึงความขลังและลึกลับ...

            ไม่ว่าใครก็ตามทั้งจากพรอนเทร่าและเกฟเฟนต่างก็ผงะแล้วมองดูปีศาจที่ก้าวย่างออกมาตนนี้...
            ปีศาจที่เป็นตัวการแห่งความยุ่งเหยิงวุ่นวายบนรูนมิดการ์ด ตัวการที่ทำให้กลาสต์เฮลม์ล่มสลาย และก็คิดขยายอาณาเขตต่อจนหมดรูนมิดการ์ด

            ซิดัสผู้เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความแค้นฝังลึกกับดาร์คลอร์ด
            เขาจ้องมองปีศาจที่กำลังเดินออกมา ความรู้สึกโกรธทำให้ซิดัสแทบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาขบฟันและกำหมัดแน่น ก่อนที่จะโผล่งเสียงไม่พอใจออกมาประหนึ่งจะคำรามแทนที่อิมิค
            "แก... ดาร์คลอร์ด...!!!"

-----------------------------
Free talk - แต่งจบไปอีกตอน สปีดการแต่งตกไปพอสมควรแต่ยังดีไฟอยู่น่อครับ
สำหรับตอนนี้ก็จัดหนักไปอีกบทหนึ่ง อัดรวม 2 ตอนจาก Side เช่นเดิม แต่ก็เข้มข้นจนเกือบถึงจุดสุดท้ายล่ะ เพราะดึงดาร์คลอร์ดโผล่มาได้สักที

ตอนหน้าก็คงลากยาวกับ Side อีกตอนเป็นบทส่งท้ายช่วงความหลัง
ถ้าความยาวกำลังดีคิดว่าช่วงอดีตก็น่าจะจบลงที่ตอนหน้าล่ะครับ อาจมีปูไปอีกนิดสำหรับตอนถัดไป แต่อิมิคจะตื่นแน่ๆล่ะครับ

คลังนิยายครับ

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 17 พ.ย.53 เวลา 15:18:36 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 7 จากทั้งหมด 7 Reply

Jammaster X
ซาตานครอส

ของใหญ่มาแล้วสินะทันใจจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 17 พ.ย.53 เวลา 19:19:57 น.

Dr.Cid
อาจารย์ห้องพยาบาล

อุ ซิดัสเจอดาร์คลอร์ดแล้ว...

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 17 พ.ย.53 เวลา 23:35:36 น.

cg
ไม่ใช่โพลีก้อนนะ

ชอบฉากสู้ของสองแม่ทัพ แต่นึกหน้าอบิสไนท์ไม่ออกเท่าไหร่
=====================
ตรวจคำผิดให้

บารี -> บารมี เหมือนจะมีอีกสักสองที่
แต่ยาวเกินเลยลืมจุดไปแล้วอะ orz

ตรง ตูม! ตูม! ไม่ต้องใส่ก็น่าจะดีกว่านะ ' x '

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 18 พ.ย.53 เวลา 18:16:32 น.

blazx
illusionist

โอ๊วว ตอนนี้มันส์มากค่ะ

ดาร์กลอร์ดมาแล้ววว~ (อิมิคก็สลบไปแล้วเหมือนกัน)

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 18 พ.ย.53 เวลา 21:57:14 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

ขอบคุณทุกความเห็นมากๆเลยครับ เดี๋ยวขอรับไปปรับแก้ในส่วนต้นฉบับก่อนละกัน

ความคิดเห็นที่ 5 ตอบเมื่อ 22 พ.ย.53 เวลา 16:39:17 น.

SaTanicRyo
Member

........นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไร แต่ว่า... ชอบอะ!! ^o^ สู้ต่อไปนะคร้าบ!

ความคิดเห็นที่ 6 ตอบเมื่อ 22 พ.ย.53 เวลา 21:28:23 น.

K.W.E.
นักล่าCG Touhou

ขอบคุณครับ smile

ความคิดเห็นที่ 7 ตอบเมื่อ 26 พ.ย.53 เวลา 09:30:37 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 7 จากทั้งหมด 7 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ