Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ 1 (รีไรท์) - บทที่ 11-15

ตำนานสงครามบัลลังก์เหนือ


ภาคแรก เจ้าชายไร้บัลลังก์กับเจ้าหญิงไร้อำนาจ
ภาคสอง เจ้าชายแห่งความมืดกับเจ้าหญิงแห่งความฝัน

บทนำ - บทที่ 5
บทที่ 6 - บทที่ 10


* * * * *

บทที่ ๑๑
วันลูคนาซัธ


“อาจารย์ มะรืนนี้หยุดเรียนไม่ได้หรือ” คำถามนั้นมาจากรูอาร์ค หลังสิ้นสุดการซ้อมดาบในบ่ายวันที่ยี่สิบเก้าเดือนเจ็ด

“ทำไมหรือ” อาเมียร์ถาม

“โธ่...อาจารย์ก็น่าจะรู้ว่ามะรืนนี้วันอะไร”

แอชลีนน์รู้เช่นกัน และภาวนาว่าจะได้หยุดเรียนตามคำขอของเพื่อนร่วมชั้น ทว่าเด็กหนุ่มผมดำกลับเลิกคิ้ว สีหน้าบอกว่าไม่รู้จริงๆ

“ข้าไม่รู้ วันอะไรหรือ”

“ก็วันคลุมถุงชนประจำปีอย่างไรเล่า วันนี้มีธรรมเนียมให้ชายหญิงจับมือผ่านรูบนแผ่นไม้โดยไม่เห็นหน้า ใครได้มือใครก็ทดลองอยู่กินกันปีหนึ่ง ถ้าไม่เข้ากันค่อยแยกทางไปหาคู่ใหม่ในปีต่อมา” รูอาร์คตอบหน้าตาเฉย “ข้ากำลังลุ้นอยู่ว่าจะได้มือลีชาของอาจารย์หรือเปล่า”

สีหน้าของอาเมียร์เปลี่ยนทันควันกับชื่อผู้หญิงซึ่งเด็กสาวเพิ่งได้ยิน ซ้ำเขายังพูดเคร่งเครียด

“อยากให้ข้าไปบอกท่านเบเรคให้กักบริเวณเจ้าไหม”

“โธ่...อาจารย์ ข้าแค่ล้อเล่น แต่ข้าอยากไปงานเทศกาลจริงๆ ...ท่านก็รู้นี่ว่าเทศกาลอะไร” เด็กหนุ่มผมแดงคราง

เฟลิมเหลือบมองไปมาระหว่างทั้งสอง แล้วก็รีบแทรกแซงเมื่อเห็นสถานการณ์ไม่ดี

“รูอาร์คเขาหมายถึงเทศกาลลูคนาซัธ เทศกาลเก็บเกี่ยวของธีร์ดีเรขอรับ ที่ให้เอามือลอดแผ่นไม้ก็แค่จับคู่เต้นรำเท่านั้นเอง” ชายหนุ่มอธิบาย “วันนั้นเราจะนำพืชผลไปเซ่นสรวงสุริยเทพ ปีนเขาไปเก็บผลแบลเบอร์รี ทำอาหารเลี้ยงฉลอง แล้วก็ร้องเพลงเต้นรำรอบกองไฟกันขอรับ”

“แต่เจ้าไม่ควรพูดถึงลีชาอย่างนั้น” อาเมียร์ยังพูดเสียงแข็งกับใครอีกคน “ห้ามล้อเล่นเรื่องนางเด็ดขาด”

รูอาร์คกลับยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนัก

“ข้าจะไปสนผู้หญิงมีสามีแล้วทำไมเล่า แค่เห็นอาจารย์หวงนักเลยขอแหย่สักหน่อยเถอะ”

“แค่แหย่ก็ไม่ได้” เด็กหนุ่มผมดำพูดขึงขัง “ข้าไม่ชอบ วันหลังอย่าพูดถึงลีชาทำนองนี้อีก เดี๋ยวก็ไม่ให้ไปงานเทศกาลจริงๆ เสียหรอก”

เด็กหนุ่มผมแดงกลับหูผึ่ง หันกลับมาอย่างสนใจเต็มที่อีกครั้ง

“หมายความว่า...อาจารย์จะให้พวกเราไปหรือ”

“ถ้าท่านเบเรคอนุญาต” อาเมียร์พูดง่ายๆ “แล้วค่อยมาเรียนชดเชยในวันพัก”

รูอาร์คดีดนิ้วเปาะ ก่อนจะหันไปมองเฟลิมด้วยสายตาแฝงนัย ยังผลให้อีกฝ่ายถอนใจเบาๆ และยิ้มอ่อนๆ

“ก็ได้ พี่รู้แล้ว”

คงหมายความว่าชายหนุ่มต้องไปขออนุญาตบิดา เพราะมีโอกาสสำเร็จมากกว่ากระมัง...เด็กสาวคิด ที่จริงคนดูแลเธอย่อมไม่อนุญาตแน่นอน แต่เธอพอมีวิธีออกมาเที่ยวงานเทศกาลได้เหมือนกัน และอยากไปฉลองกับใครอีกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ด้วยจริงๆ

“อาจารย์จะฉลองเทศกาลกับครอบครัวไหมขอรับ” แอชลีนน์ถาม แต่อาเมียร์กลับนิ่งเงียบไปเหมือนลังเล

“ไปเถอะขอรับ” เฟลิมสนับสนุนอีกเสียง “จะได้ไปพักผ่อนกับครอบครัวด้วย”

“...ข้าคงขอดูก่อน” เด็กหนุ่มผมดำตอบเบาๆ สีหน้าเคร่งเครียดเหมือนไม่ได้เห็นว่านั่นเป็น ‘การพักผ่อน’ จนเด็กสาวประหลาดใจ จึงเสริมบ้าง

“ไปสิขอรับ วันแบบนี้ ใครๆ ก็อยากอยู่กับครอบครัวทั้งนั้นไม่ใช่หรือ”

“อือม์” อาจารย์หนุ่มกลับรับสั้นๆ

“แล้วเจ้าไปด้วยหรือเปล่า เจ้าเปี๊ยก” รูอาร์คหันมาถามเธอ

“เอ้อ...” เด็กสาวอยากตอบว่าได้...แต่ก็เกรงว่าตนจะมาในแบบที่พวกเขาจำไม่ได้เสียมากกว่า “ไม่รู้สิ คงต้องดูก่อนว่าเจ้าหญิงจะประทานอนุญาตหรือเปล่า”

“ถ้าได้ก็ดีนะ” เฟลิมพูดยิ้มๆ “พวกเราสี่คนจะได้ไปด้วยกันหมด หมู่บ้านของอาจารย์ก็ไม่ไกลเท่าไรด้วย ไม่รบกวนใช่ไหมขอรับ”

แอชลีนน์พยายามยิ้มน้อยๆ แต่เมื่อสังเกตอาเมียร์ ก็เห็นว่าเขายิ่งดูเงียบและครุ่นคิดขึ้น ถึงจะตอบแผ่วเบาว่าได้ก็ตาม

...แสดงว่า...ไม่อยากให้พวกเราไปด้วยอย่างนั้นหรือ...

เธอพยายามไล่ความคิดนั้นออกไป แล้วก็ตัดสินใจว่าจะลองเอ่ยปากตามที่หวังไว้สักครั้ง


* * * * *


โชคดีที่วันนั้นดูลัสยังมาไม่ถึงจวน เด็กสาวจึงได้ขอพูดกับอาเมียร์ก่อนถึงประตูหน้าสักครู่หนึ่ง

“อาจารย์...ข้าขอร้องอะไรสักอย่างได้ไหม”

“หือม์...” เด็กหนุ่มรับ เลิกใจลอยแล้วหันมามองเธออย่างสงสัยทันควัน “มีอะไรหรือ”

“คือ...ข้าอยากไปเที่ยวงานเทศกาล”

“ก็ไปได้นี่...หรือเจ้ากลัวจะขอดูลัสออกมาไม่ได้”

“ข้า...” แอชลีนน์ตัดสินใจพูดตรงๆ “ข้าว่าจะไม่บอกเขาว่ามะรืนไม่มีเรียน ให้เขาพามาส่งที่นี่แล้วค่อยไปที่หมู่บ้านของอาจารย์ ตอนเย็นค่อยกลับมาที่จวนก่อนเวลาเขามารับ”

“อ้อ” อาเมียร์รับเรียบๆ “เอาอย่างนั้นก็ได้”

“แต่ว่า...” เธอเริ่มอึกอัก ลิ้นกลับแข็งขึ้นมาทันใด

“แต่ว่า...ทำไมหรือ”

“แต่...ข้า...อยากไปเที่ยวเทศกาล...ในฐานะ...ผู้หญิง...มากกว่า”

“หือม์” เสียงรับของเขาฟังตกใจน้อยๆ

“คือ...ในงานมีเต้นรำใช่ไหมล่ะ...ข้า...ข้าไม่อยากถูกผู้หญิงด้วยกันขอเต้นรำ ล...แล้วข้าก็ไม่อยากดื่มเหล้าด้วย ถ้าเป็น...เป็นผู้ชาย ข้าคงถูกคะยั้นคะยอให้ดื่มให้ได้...ไม่ใช่หรือ”

“หมายความว่า...เจ้าอยากถูกผู้ชายขอเต้นรำหรือ” คนถามกะพริบตาปริบๆ

คำพูดนั้นทำให้เด็กสาวต้องก้มซ่อนใบหน้าร้อนผ่าวทันควัน...เพราะเผลอเอาคนพูดไปแทนที่ ‘ผู้ชาย’ ในมโนภาพโดยไม่ทันห้าม

“ป...เปล่านะ คือข้า...ข้า...ไม่ได้...”

“ข้าล้อเล่น” อาเมียร์หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะยักไหล่ “เพียงแต่...แต่งตัวเป็นเด็กผู้ชายก็ปลอดภัยอยู่แล้วนี่ คงไม่มีผู้หญิงคนไหนขอเต้นรำกับเด็กผู้ชายที่ไม่รู้จักก่อนหรอก แล้วถ้าไม่อยากดื่มเหล้า บอกเขาไปเลยก็ได้ว่าผู้ใหญ่ห้าม ถ้ารูอาร์คหรือใครดึงดันให้เจ้าดื่มนักก็ให้เขามาชนกับข้าแทน”

“แต่ว่า...” แอชลีนน์อยากหาเหตุผลมาแย้ง กระนั้นกลับนึกไม่ออก เป็นอาเมียร์เสียเองที่มองเธออยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วก็พูดอย่างครุ่นคิด

“แต่ถ้าเจ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงจริงๆ ก็ดีนะ ถ้าไม่ต้องปลอมตัว ไปอยู่ในคนมากๆ จะวางตัวได้ง่ายขึ้น เพียงแต่...ดูลัสคงไม่ยอมให้เจ้าแต่งตัวเป็นผู้หญิงออกมาแน่ๆ ไม่ใช่หรือ”

เด็กสาวยิ้มเฝื่อนๆ นึกชมความหัวไวของเขาขึ้นมาทันที

“อ...อันที่จริง ข้าก็คิดไว้อย่างนั้นเหมือนกัน เลยมีเรื่องอยากขอร้องท่าน”

“อะไรหรือ”

“คือ...ท่าน...” ลิ้นของแอชลีนน์เริ่มแข็งขัดและเสียงแผ่วลงอีกครั้ง “...ท่านจะช่วย...ข...ขอยืม... ชุด...ของ...ภรรยาท่าน...มา...ได้...ไหม”

“หา!” อาเมียร์อุทานทันควัน “เจ้าว่าอะไรนะ”

“ก...ก็ชุดของ...ภ...ภรรยาท่าน...อย่างไรล่ะ” เด็กสาวกลั้นใจพูดอีกครั้ง

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ แก้มของเขาดูมีสีเรื่อๆ ขึ้นมา

“ม...ไม่ได้หรือ” เธอตัดสินใจจี้

“ก็ไม่ได้น่ะสิ” คำตอบเสียงแข็งทำให้แอชลีนน์ใจร่วงวูบ แต่คำขยายความต่อมากลับนำความประหลาดใจ “ข้ายังไม่ได้แต่งงาน”

“อ้าว!” แอชลีนน์อุทาน กระนั้นยังนึกได้ถึงคำของรูอาร์ค “ล...แล้วผู้หญิงชื่อลีชา...ที่รูอาร์คพูดถึง...ที่อยู่บ้านท่าน...คนที่ส...สวมแหวนแต่งงานน่ะ”

“รูอาร์คกับเฟลิมยังไม่ได้บอกเจ้าอีกหรือ” อาเมียร์ย้อนถาม แล้วก็พูดต่อเมื่อเธอสั่นศีรษะ “นางเป็นม่าย แล้วก็ไม่มีญาติที่อื่น แม่ข้าเลยให้อยู่ช่วยงานบ้านกับดูแลน้องๆ เจ้าเด็กนั่นก็เหลือเกินจริงๆ”

“ย...อย่างนั้นหรือ” เด็กสาวค่อยยิ้มออก “โล่งอกไปที”

“หือม์” เด็กหนุ่มเลิกคิ้วน้อยๆ “โล่งอกอะไร”

“ก...ก็...ข้าหลงนึกว่าอาจารย์แต่งงานแล้วแต่ไม่ยอมสวมแหวนแต่งงาน...ไม่ยอมบอกใคร แล้ว...แล้วรูอาร์คยังพูดด้วยว่าถ้า...ถ้าเฟลิมได้แต่งงานกับ...เจ้าหญิง ท่านเจ้ามณฑลจะให้อาจารย์แต่งงานกับ...คุณหนูฟิเดลมา...เป็นการตอบแทน”

คนฟังโคลงศีรษะ และถอนใจ

“กุเรื่องขึ้นมาเองทั้งนั้น น่าจับเจ้านั่นกักบริเวณคัดลายมือ ห้ามไปงานเทศกาลเสียให้เข็ด ตอนนี้ข้ายังไม่คิดจะแต่งงานหรอก ยิ่งคุณหนูฟิเดลมายิ่งไม่คิดเลย”

“จริงนะ” แอชลีนน์ถามทันควันจนตนเองประหลาดใจ ทั้งอายที่ตนหลงเชื่อมาได้นาน และทำท่าเหมือนละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวของเขา “ข...ขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ที่จริงข้าไม่ควร...”

“ไม่เป็นไร เรื่องชุด ยืมของแม่ข้าก็ได้” ครั้นเธอเงียบไปกลางคัน อาเมียร์พูดอ่อนโยนขึ้น “ข้าพอนึกออกว่าจะขออย่างไรดี แม่คงไม่ว่าอะไร”

“จริงหรือ!” เด็กสาวเงยหน้าขึ้น ความดีใจกลบทับจนลืมเรื่องน่ากระอักกระอ่วนเมื่อครู่จนสิ้น

“ฮื่อ” เด็กหนุ่มพยักหน้าพร้อมกับยิ้มน้อยๆ “เย็นนี้ข้าจะลองไปขอดู พรุ่งนี้ถ้าได้ชุดแล้วจะเก็บไว้ให้”

“ขอบคุณ....ขอบคุณมากจริงๆ!” เด็กสาวยิ้มกว้าง


* * * * *


อาเมียร์รีบบอกเธอในวันต่อมาว่าเรียบร้อยดี ตอนเย็นหลังเลิกเรียนเขาจะไปรับชุดที่แม่บอกว่าจะค้นให้ เด็กสาวจึงเรียนอย่างอารมณ์ดีไปทั้งวัน อารมณ์ดีแม้ในตอนดูลัสมารับกลับ อารมณ์ดีจนกลายเป็นตื่นเต้น อยากให้คืนนี้ผ่านไปเป็นพรุ่งนี้เร็วๆ

“วันนี้องค์หญิงดูทรงพระสำราญเป็นพิเศษนะเพคะ” เคียราทักขณะหวีผมให้เธอก่อนนอน

“ก็...พรุ่งนี้เป็นวันลูคนาซัธนี่” แอชลีนน์บอกไปโดยไม่คิดอะไร

“แต่พรุ่งนี้องค์หญิงก็ยังทรงเรียนนี่เพคะ...น่าเสียดาย ถ้าไม่ได้เรียน คงได้เสด็จไปดูงานเทศกาลกับท่านดูลัสแล้วแท้ๆ”

“หือม์...” เด็กสาวเลิกคิ้ว มองเงาสะท้อนในกระจกด้วยหวังจะดูสีหน้าของเคียรา ทว่าอีกฝ่ายก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหวีผมให้เธอ

“เมื่อวานซืน ท่านดูลัสขอให้หม่อมฉันทูลถามองค์หญิง ว่ามีพระประสงค์จะเสด็จไปงานเทศกาลใกล้แถวนี้หรือเปล่า แต่เห็นองค์หญิงตรัสว่าต้องเรียน ท่านดูลัสเลยบอกว่าไม่ต้องแล้ว น่าเสียดายนะเพคะ ทรง...โดดเรียนสักวันไม่ได้เลยหรือ”

แอชลีนน์ไม่ตอบ ได้แต่กะพริบตาปริบๆ อย่างไม่อยากเชื่อนัก

“คนเข้มงวดอย่างดูลัสนี่นะ”

“เป็นอย่างที่หม่อมฉันบอกไม่ใช่หรือเพคะ...ท่านดูลัสเองก็อยากให้องค์หญิงทรงพระสำราญมากๆ นะเพคะ” เสียงของนางกำนัลสาวออกจะภูมิใจแทนคนที่พูดถึง

เด็กสาวพยายามมองเงาของคนพูดอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร ที่จริงเธอเสียดายอยู่บ้างที่ตกลงกับคนอื่นไว้แล้ว จึงต้องปฏิเสธน้ำใจขององครักษ์หนุ่ม กระนั้นก็อยากให้คนใกล้ชิดทั้งสองได้ผ่อนคลายในวันเทศกาลเช่นกัน เลยเสนอ

“เคียราไม่ไปงานเทศกาลกับดูลัสล่ะ”

ความเงียบบังเกิดขึ้นกะทันหันราวกับวงกระเพื่อมของน้ำ...มันสงบลงเมื่อแอชลีนน์เอ่ยต่อ

“ก็...เคียรากับดูลัสน่าจะได้พักผ่อนบ้าง หมู่นี้เคียราต้องอยู่แสดงตัวเป็นเรา ส่วนดูลัสก็คอยรับส่งเรามาตลอด ไม่ได้หรือ”

“หามิได้เพคะ หม่อมฉัน...ไปไม่ได้หรอก ก็หม่อมฉันมีหน้าที่อยู่แทนองค์หญิงนี่นา แต่ไม่เป็นไรเพคะ” นางกำนัลสาวเอ่ยเบาๆ ก่อนจะรีบเสริม “ตอนเด็กๆ หม่อมฉันเคยเห็นงานเทศกาลเก็บเกี่ยวในหมู่บ้านที่เคยอยู่แล้ว เสียดายแค่องค์หญิงไม่ได้เสด็จประพาสกับท่านดูลัสเท่านั้นเอง”

แอชลีนน์เงียบไป ความรู้สึกผิดเริ่มเกาะกุมใจ ยิ่งเมื่อต้องเก็บงำความจริงว่าพรุ่งนี้เธอจะไป...แต่พรุ่งนี้อีกฝ่ายจำต้องอยู่แทนเธอ

“แต่คืนนี้...เขาเล่ากันว่ามีพิธีที่น่าสนใจนะเพคะ” เคียรากระซิบ

“พิธี...อะไรหรือ” เด็กสาวถามอย่างสงสัย

“ในคืนก่อนเทศกาลลูคนาซัธ ให้หญิงสาวบริสุทธิ์สวมชุดขาว ถือกระจกเงาออกไปรับแสงจันทร์ตอนสองยาม อธิษฐานต่อพระแม่ธรณี แล้วเดินถอยหลังกลางแสงจันทร์ยี่สิบก้าว จากนั้นหงายกระจกส่องดูพระจันทร์ จะเห็นคู่ครองของตนในอนาคต องค์หญิงจะทรงลองดูไหมเพคะ”

แอชลีนน์ลังเล ใจหนึ่งอยากรู้ แต่อีกใจหนึ่งกลับกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเห็นใบหน้าของชายที่เธอไม่รู้จัก...หรือดูลัสหรือเฟลิมก็ตาม เธอคงบอกไม่ได้ว่าตนยินดี

ดังนั้นขอไม่รู้เสียเลยดีกว่า...อย่างน้อยก็จนถึงเวลาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ...

“ไม่ล่ะ” เด็กสาวปฏิเสธ “พรุ่งนี้ต้องรีบไปเรียนแต่เช้า ไม่อยากสัปหงกในห้องเรียน เคียราก็...ลองดูในคืนนี้สิ ถ้าได้ผลจริงๆ ค่อยบอกให้เราทำบ้างก็ได้”

“องค์หญิงนี่ละก็” นางกำนัลสาวหัวเราะเฝื่อนๆ “กว่าจะถึงคืนก่อนเทศกาลปีหน้า องค์หญิงก็คงอภิเษกสมรสไปแล้วนะเพคะ”

แอชลีนน์ชะงักเมื่อตระหนักได้ และพบว่าตนพูดอะไรไม่ออกอีก กระนั้น เมื่อเคียราถามว่าเป็นอะไรจึงได้เงียบไป เธอก็บอกเพียงแค่ง่วงนอน และรีบเข้านอนเสีย...ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งความตื่นเต้นและกระวนกระวายทำให้เธอลืมตาโพลงอยู่เป็นนาน...

แอชลีนน์ยังไม่หลับเมื่อเคียราซึ่งปูฟูกนอนบนพื้นห้องของเธอลุกขึ้นเงียบๆ แล้วหยิบกระจกเงาที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งออกไปจากห้อง...

และเธอก็ยังนอนไม่หลับ เมื่อประตูห้องเปิดออกอย่างเร่งรีบหลังจากนั้นครู่ใหญ่ เคียราผลุบเข้ามาโดยเร็วพร้อมกับหอบเบาๆ เด็กสาวเหลือบเห็นอีกฝ่ายยกมือขึ้นทาบอกใต้แสงจันทร์สลัวจากหน้าต่าง ยืนอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่งก่อนจะถอนใจ วางกระจกแล้วเข้านอนอีกครั้ง

เมื่อนั้น...แอชลีนน์จึงได้พยายามข่มตาหลับ เธอไม่กล้าถามอีกฝ่ายว่าเห็นภาพใครในกระจกเงา แม้จะอยากรู้เหลือเกิน


* * * * *


เช้าวันนั้น อาเมียร์รอเธออยู่แล้ว พอคล้อยหลังดูลัสได้สักหน่อย ทั้งสองก็เดินออกจากจวนไปที่ชุมทางรถม้ารับจ้าง ระหว่างทางเขายื่นผ้าคลุมผืนยาวที่มีหมวกคลุมศีรษะให้กับเธอ บอกให้เธอสวมไว้และเปลี่ยนเสื้อผ้าในรถม้าเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต เด็กหนุ่มรับรองเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่แอบดู และเสนอให้เธอเอาผ้าผูกตาเขาไว้

กระนั้น ใจของแอชลีนน์ยังเต้นรัว ความตื่นเต้น เขินอาย บวกความแคบของรถม้าทำให้การเปลี่ยนเสื้อผ้าและทำผมเองขลุกขลักจนใช้เวลามากกว่าที่คิด เด็กสาวคงบอกอาเมียร์เกินสามครั้งด้วยซ้ำว่า “อย่าเพิ่งมอง” แต่เขาก็นิ่งเฉยและรักษาคำพูดตามเดิม

รถม้าเกือบถึงอาแดร์แล้ว เมื่อแอชลีนน์บอกให้เขาถอดผ้าผูกตาในที่สุด

“เป็นอย่างไรบ้าง...” เด็กสาวลูบผมของตนอย่างประหม่า “ข้า...ข้าลองผูกผมเองดู เบี้ยวหรือเปล่า”

“ไม่หรอก” อาเมียร์ตอบยิ้มๆ “น่ารักดี ผ้าผูกผมเข้ากับสีชุดพอดีเลย เจ้านี่สังหรณ์แม่นนะ”

แอชลีนน์ก้มหน้าลง ลอบยิ้มเขินๆ ขณะเก็บช้องผมกับเสื้อผ้าผู้ชายพับใส่กระเป๋าผ้า ที่จริงเธอนำผ้าผูกผมทุกสีที่มีติดตัวมาด้วยเป็นสิบๆ ผืน เพราะไม่รู้ว่าชุดที่เขานำมาให้สีอะไร ปรากฏว่าชุดกระโปรงทับเสื้อแขนยาวสีขาวนั้นเป็นสีแดงเลือดหมู มีซับในสีฟ้าอ่อนเหมือนท้องฟ้า เธอเลยใช้ผ้าผูกผมเส้นเล็กบางสีฟ้ากับแดงสองผืนผูกสลับกันตามที่เคียราเคยสอนได้พอดี

“ชุดนี้แม่ท่านซื้อจากไหนหรือ” เด็กสาวก้มมองอกเสื้อ ซึ่งเดินขอบด้วยดอกไม้เล็กๆ อ่อนช้อยแปลกตา ไม่ใช่ลายปักแบบธีร์ดีเร “ปักสวยดี”

“แม่ตัดแล้วก็ปักเอง” เด็กหนุ่มตอบ “ว่างๆ แม่ข้าชอบปักผ้า เสื้อผ้าของทุกคนในบ้านแม่เป็นคนทำให้ทั้งนั้น ตอนอยู่ทะเลทรายแม่ยังทอผ้าเองด้วย”

“เก่งจัง” แอชลีนน์พูดลอยๆ ก่อนจะสะท้อนใจ “ข้าสิ...เย็บปักถักร้อยไม่เอาไหนเลย”

“แต่ก็มีอย่างอื่นที่ถนัดไม่ใช่หรือ” อาเมียร์กลับบอกง่ายๆ “ใครๆ ก็มีทั้งเรื่องที่ถนัดกับไม่ถนัดทั้งนั้น พยายามทำเรื่องที่ถนัดให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องที่ไม่ถนัดไม่ต้องฝืนทำก็ได้...ถ้าไม่จำเป็นต้องทำด้วยตัวเอง”

“แต่...ผู้หญิงที่ไหนก็ต้องเย็บปักถักร้อยได้ดีทั้งนั้นนี่นา” เด็กสาวเปรย “ไม่อย่างนั้นใครๆ คงไม่บอกว่านั่นเป็นงานของผู้หญิงหรอก”

“มันก็แค่เรื่องที่คนอื่นตั้ง” เด็กหนุ่มตอบ “ถ้าไม่ใช่หน้าที่ของเรา ไม่ใช่เรื่องที่เราอยากทำก็ไม่เห็นต้องฟังเลย”

“...ไม่รู้สิ” แอชลีนน์เลื่อนสายตาลงมองกระโปรงที่สวมอยู่ นึกถึงคำพูดของแม่นมที่พยายามเคี่ยวเข็ญให้เธอฝึกเย็บปักถักร้อย

“องค์ราชินีทรงชำนาญมากนะเพคะ ผ้าคลุมพระเศียรในพระราชพิธีอภิเษกสมรส กับผ้าซับพระพักตร์ของฝ่าพระบาท พระนางทรงปักเองทั้งนั้น”

ผ้าเช็ดหน้าหลายผืนที่เสด็จแม่ทรงปักให้เสด็จพ่อ บัดนี้กลายเป็นของดูต่างหน้าที่ตกทอดมาถึงเธอ พวกมันล้วนเดินขอบด้วยลูกไม้งดงามประณีต แล้วยังผ้าลูกไม้โปร่งบางยาวระพื้นสำหรับคลุมศีรษะ ปักไข่มุกและลูกปัดแก้วเจียระไนเลื่อมพราย ราวกับฟองคลื่นทะเลซึ่งสาดซัดผาที่ตั้งปราสาท

ผ้าผืนนั้นเองที่เธอต้องสวมในอีกไม่ถึงปีข้างหน้า ในพิธีแต่งงานของตน บางทีแม่นมกับนางกำนัลอื่นๆ คงอยากให้เธอปักผืนใหม่แทน มิเช่นนั้นก็ปักผ้าเช็ดหน้าให้พระสวามีประทับใจบ้าง แต่พอเห็นรอยด้ายที่ยึกยือเป็นตัวหนอนตลอดกาลคงถอดใจกันเสียแล้ว

แอชลีนน์สั่นศีรษะน้อยๆ ไม่อยากคิดต่อ เธอโล่งอกที่รถม้าหยุดในตอนนั้น อาเมียร์กำชับให้เธอคลุมผ้าให้เรียบร้อย เขาลงไปจ่ายเงินให้คนขับรถ แล้วเดินนำเธอไป บอกว่าแม่นัดเฟลิมกับรูอาร์คไปรับประทานอาหารเช้าที่บ้านด้วยกัน ก่อนออกไปเก็บผลไม้หรือร่วมงานเทศกาล

เพิ่งหัววัน แต่ลานกลางหมู่บ้านมีผู้คนคึกคักพอสมควร พวกผู้ชายกำลังเรียงไม้ฟืนสำหรับก่อกองไฟขนาดใหญ่ที่กลางลาน ที่มุมหนึ่งของลานตั้งไม้แผ่นใหญ่และสูงจนเอี้ยวมองคนอีกฝั่งไม่เห็น เจาะรูไว้เป็นระยะๆ ให้สอดมือลอดได้ คงเป็นแผ่นไม้สำหรับจับคู่เต้นรำ

เธอนึกขึ้นว่าหากลองจับคู่เต้นรำแล้วได้เต้นกับอาเมียร์สักครั้งคงดี กระนั้นก็เตือนตนเองไม่ให้หวังมากนัก ในเมื่ออีกฝ่ายไม่มีทีท่าอะไร

ครั้นเคาะประตูบ้านแล้วมีคนเปิด เสียงใสๆ ก็ดังขึ้นทันที นาสิราวิ่งเข้ามาหาเด็กหนุ่ม ตามด้วยฟาร์ฮานาห์ แอชลีนน์มองเขาอุ้มน้องสาวทั้งสองจนตัวลอยคนละทีเหมือนวิธีทักทายเฉพาะตัว ก่อนจะพาเธอเข้ามาแนะนำตัวกับครอบครัว ทั้งท่านซิอ์บุลผู้เป็นพ่อ ท่านสิมาที่เป็นแม่ กับลีชา ดูเหมือนอาเมียร์จะสนิทกับแม่เป็นพิเศษ เพราะตอนท้ายเขาบอกท่านอย่างเจาะจง

“นี่พี่สาวของแอช...คนที่ข้าบอกเมื่อวานขอรับ”

“เคียราค่ะ ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กสาวบอกชื่อปลอมที่ตนตกลงกับอาเมียร์ และโค้งคำนับพ่อแม่ของเขาอย่างนอบน้อม

“จ้ะ ตามสบายเถอะ” ท่านสิมายิ้มรับอย่างเป็นกันเอง ก่อนจะผายมือไปทางโต๊ะอาหารซึ่งวางตะกร้าขนมปังกับชามซุป “นั่งก่อนสิจ๊ะ เดี๋ยวโคลแคนนันก็จะเสร็จแล้ว เห็นเขาว่าเป็นอาหารมงคลในเทศกาลนี้สินะ”

“ค่ะ” เด็กสาวเหลือบมองทางครัว เห็นลีชากำลังใช้ไม้พายเคี่ยวอาหารในหม้อใบใหญ่ที่ตั้งเหนือเตาไฟ คงเป็นโคลแคนนัน อาหารพิเศษประจำงานเทศกาลลูคนาซัธ อันประกอบด้วยมันฝรั่งชุดแรกที่เก็บเกี่ยวได้ของปี ผสมกะหล่ำปลี หอมหัวใหญ่กับกระเทียม กลิ่นเริ่มโชยหอม

แอชลีนน์นั่งลงบนเก้าอี้ที่อาเมียร์เลื่อนให้ เด็กหญิงทั้งสองซักถามเธออย่างกระตือรือร้นตามประสาเด็กว่าเป็นนางกำนัลต้องทำอะไรบ้าง และเจ้าหญิงสวยมากไหม (แอชลีนน์ได้แต่ตอบข้อหลังอย่างประหม่าว่าก็น่ารักดี) อีกครู่หนึ่งก็มีเสียงเคาะประตู อาเมียร์เปิดให้เฟลิมกับรูอาร์คเข้ามา ดูเหมือนพวกเขาเคยพูดคุยกับญาติๆ ของเด็กหนุ่มชาวทะเลทรายก่อนหน้านี้ เพราะเด็กหญิงทั้งสองคุ้นเคยกับพวกเขา และท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาทักทายพวกเขาด้วยชื่อได้ในทันที ไม่ช้า อาเมียร์ก็แนะนำให้สองพี่น้องรู้จักเธอในชื่อ ‘เคียรา’

ทุกคนนั่งสนทนาที่โต๊ะได้ไม่นาน อาหารจานสำคัญในครัวก็เสร็จ เด็กหนุ่มผมดำเข้าไปช่วยลีชายกจานเปลใบใหญ่ที่มีมันฝรั่งบดเคี่ยวกับผักวางเรียงอยู่รอบนอก และมีเนยร้อนกับนมราดในแอ่งตรงกลาง ส่งควันฉุยกับกลิ่นหอมกรุ่น

ทุกคนตักโคลแคนนันคำแรกเข้าปากพร้อมกัน แล้วพูดว่า “ยายแก่ผมแดงจงหายไป!” ตามธรรมเนียม มีรูอาร์ค เฟลิม กับแอชลีนน์ซึ่งเป็นชาวธีร์ดีเรโดยกำเนิดเป็นต้นเสียงดังกว่าใครเพื่อน

“ทำไมต้องให้ยายแก่ผมแดงหายไปล่ะจ๊ะ” นาสิราตั้งคำถามหลังจากนั้น

“ยายแก่ผมแดงหมายถึงความหิวโหย เพราะอย่างนั้นเลยต้องไล่นางไป ปีนี้จะได้มีผลผลิตเยอะๆ อยู่ได้จนถึงฤดูเก็บเกี่ยวหน้า” เฟลิมอธิบาย

เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ ขณะมองคนหัวสีแดงเพลิงโดดเด่นที่นั่งร่วมโต๊ะ

“แต่ไม่ต้องไล่พี่รูอาร์คไปใช่ไหม ถึงพี่รูอาร์คจะผมแดง แต่ก็ไม่ได้เป็นยายแก่นี่นา”

อาเมียร์กับเฟลิมหัวเราะออกมา ส่วนคนถูกพาดพิงยักไหล่

“ถ้าไล่พี่จะโป้ง ไม่ให้เราขี่หลังขึ้นเขาไปเก็บแบลเบอร์รีด้วย” รูอาร์คแกล้งทำหน้างอน...ซึ่งแอชลีนน์คิดว่าดูน่าต่อยมากกว่าน่าง้อ

“ถึงพี่รูอาร์คไม่พาไป ข้าไปกับพี่อาเมียร์ก็ได้” นาสิราตอบอย่างหัวไว “พี่อาเมียร์จะให้ข้าขี่หลังขึ้นเขาใช่ไหม”

“แน่นอนสิ” คนถูกเรียกรีบรับ “แต่ต้องสลับกับฟาร์ฮานาห์นะ”

ท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครง แอชลีนน์ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะตักโคลแคนนันเข้าปากอีกคำ แล้วชะงักไป...

...อร่อย...

เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอรู้สึกว่าโคลแคนนันอร่อยขนาดนี้ ย่อมไม่ใช่เพราะวัตถุดิบซึ่งมีแต่ของพื้นๆ ไม่เหมือนโคลแคนนันจากห้องเครื่องที่ใช้เครื่องปรุงชั้นเลิศ และมีเนื้อแกะย่างเครื่องเทศชิ้นโตวางประกอบ ฝีมือของคนทำอาจมีส่วน แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดแน่นอน ความอร่อยนี้มาจากความรู้สึกโหยหาและคุ้นเคยอย่างประหลาดจนบอกไม่ถูก

เสียงหัวเราะและพูดคุยร่าเริงทำให้เด็กสาวนึกถึงหลายปีก่อน...เมื่อครั้งเสด็จพ่อเสด็จแม่ยังทรงมีพระชนม์ชีพ มีการฉลองเทศกาลลูคนาซัธอย่างครึกครื้นในลานใหญ่หน้าพระราชวัง มีงานออกร้าน การแสดงมหรสพ รวมทั้งการประลองและกีฬาอื่นๆ ในสนามประลองทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก

เช้าวันนั้นเริ่มด้วยโคลแคนนันร้อนๆ ที่โต๊ะเสวย จากนั้นเสด็จพ่อจะเสด็จไปทรงเป็นประธานการแข่งขัน ส่วนเธอกับเสด็จพี่ไอลีชก็สามารถออกมาเดินเล่นดูงานได้โดยมีองครักษ์อารักขา เสด็จแม่ประทานเงินให้เสด็จพี่กับเธอซื้อหาของในงานออกร้านได้ตามความต้องการ แต่ทุกร้านก็ยินดีถวายของที่ทั้งสองต้องการให้เสมอ ไม่ว่าถูกแพงใหญ่เล็กแค่ไหน สุดท้ายเมื่อโตขึ้นบ้าง เธอกับเสด็จพี่จึงตกลงกันว่าหากเห็นของถูกใจจะเงียบไว้ เดินชมงานอย่างสำรวมก่อนจะส่งดูลัสกับเคียราออกมาซื้อของให้แทน

...ไม่มีงานเทศกาลหลวงเลยตั้งแต่ปีที่เสด็จพ่อ เสด็จแม่ กับเสด็จพี่จากเธอไป...แม้เธอจะได้รับประทานโคลแคนนันร้อนๆ จากห้องเครื่อง รวมทั้งอาหารอื่นๆ ของเทศกาลต่างๆ ซึ่งห้องเครื่องทำถวายหลังจากนั้นทุกปี พวกมันก็ไม่เคยอร่อยเหมือนเมื่อก่อน บนโต๊ะเสวยที่เดียวดายรอกษัตริย์พระองค์ใหม่...ในห้องเสวยที่กว้างใหญ่และเยียบเย็นเกินไป...กระทั่งส้อมเคาะขอบจานนิดเดียวก็มีเสียงสะท้อนก้อง จนหากไม่จำเป็นจริงๆ แอชลีนน์จะขอรับประทานอาหารในห้องของตนเอง ห้องหนังสือ หรือห้องอื่นๆ ที่สะดวก แทนห้องเสวยซึ่งเลี่ยงไม่ได้ในเวลาพิธีการที่สุดเท่านั้น

สามปีแล้วสินะ ที่เธอไม่ได้รับประทานโคลแคนนันร่วมโต๊ะกับใครๆ อย่างนี้ บางที ความอร่อยของอาหารอาจมาจากการมีคนร่วมโต๊ะ มีเสียงของความสนุกสนานยินดีอยู่รอบด้านกระมัง

ทั้งๆ ที่...ในความสุขนั้นยังมีบางสิ่งทิ่มแทงห้วงลึกของใจ

“เคียรา”

ต้องใช้เวลาอีกครู่ แอชลีนน์จึงระลึกได้ว่ามีคนเรียกเธอ แล้วหันไปทางอาเมียร์ซึ่งเป็นเจ้าของเสียง

“ท...ทำไมหรือ”

“ตาเจ้าดูแดงๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า”

“ม...ไม่มีอะไรหรอก” เด็กสาวรีบปาดน้ำตา “ข้า...แค่คิดว่าไม่ได้รับประทานโคลแคนนันกับครอบครัวมานานแล้วเท่านั้นเอง”

“แล้วเจ้าเปี๊ยก...แอชน่ะ ทำไมไม่ตามพี่สาวมาด้วยล่ะ” รูอาร์คตั้งคำถามทันควัน

“แอชมีงานยุ่งพอดี เลยน่าเสียดาย ที่จริงข้าก็อยากให้เขามาด้วยเหมือนกัน” แอชลีนน์ตอบ

“แล้วปีก่อนๆ นี่พี่สาวกับแอชไม่ได้ฉลองเทศกาลด้วยกันเลยหรือ” เด็กหนุ่มผมแดงถามต่อ

“ช...ใช่ เวลาว่างไม่ตรงกันเลย” เธอรีบกลบเกลื่อน และได้อาเมียร์ช่วยดึงหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นหลังจากนั้น


* * * * *


หลังมื้อเช้า ท่านซิอ์บุลบอกว่าจะอยู่เฝ้าบ้านกับท่านสิมา ส่วนลีชาเอาแต่สั่นศีรษะปฏิเสธ ครั้นรูอาร์คพยายามชวนต่อ ก็ถูกสายตาดุของท่านซิอ์บุลกับคำพูดของอาเมียร์ปรามไว้ คณะเดินทางขึ้นเขาไปเก็บแบลเบอร์รีจึงประกอบด้วยอาเมียร์ เฟลิม รูอาร์ค แอชลีนน์ นาสิรา กับฟาร์ฮานาห์รวมเป็นหกคน

แอชลีนน์ตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง เพราะแน่นอนว่าในวังไม่มีพุ่มแบลเบอร์รี อย่างดีพวกนางกำนัลกับมหาดเล็กก็ให้เจ้าชายเจ้าหญิงน้อยได้เล่นสนุกตามเทศกาลโดยนำช่อแบลเบอร์รีที่ซื้อจากตลาดหน้าพระราชวังไปปักแซมแอบตามพุ่มไม้ในอุทยานให้เก็บมารับประทาน และทั้งสองก็จะเลือกช่อที่สวยที่สุดไปวางบนก้อนหินริมชะง่อนผาด้านหนึ่งของวัง เป็นเครื่องเซ่นสรวงเทพแห่งการเก็บเกี่ยวเสมอ

เมื่อพวกเขาหิ้วตะกร้า สวมหมวกฟางกันแดดคนละใบขึ้นเนินสู่ดงแบลเบอร์รีที่ใกล้ที่สุด แสงแดดก็จ้าขึ้นแล้ว ทว่าอากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงยังเย็นสบาย และต้นไม้ริมทางก็มีใบสีเหลือง ส้ม ทอง แดง น้ำตาลคละกันราวออกดอกเต็มต้น รูอาร์คสอนเพลงฤดูเก็บเกี่ยวให้เด็กหญิงทั้งสอง (หลังถูกเฟลิมกับอาเมียร์ห้ามเสียงแข็งว่าอย่าเอ่ยถึงเพลงไหนที่ไม่เหมาะกับเด็กเป็นอันขาด) แล้วก็เดินนำหน้าไปด้วยกันสามคนพลางร้องเพลงเสียงดัง ขณะที่อีกสามคนรั้งท้าย

“ท่านเฟลิมกับท่านรูอาร์คมาที่นี่บ่อยหรือ...คะ” แอชลีนน์ต้องเตือนตนเองไม่ให้พูดกับเฟลิมเหมือนที่เคยพูดในฐานะแอช...เพื่อไม่ให้ความแตก แต่ยังดีที่อีกฝ่ายดูจะไม่สงสัยอะไร

“ที่จริง ข้าไม่ได้มาบ่อยหรอกขอรับ” ชายหนุ่มซึ่งสุภาพอยู่แล้วยิ่งสุภาพกับเธอกว่าแต่ก่อน “แต่รูอาร์คคงมาบ่อยกว่า เขาชอบมาข้างนอก บางทีก็แอบหลบมาโดยไม่บอกใคร ท่านพ่อของข้ายังอ่อนใจเลย”

“อย่างนั้นหรือคะ...” เด็กสาวรับลอยๆ ไม่ได้คิดอะไรมากนอกจากว่า...นั่นก็สมเป็นรูอาร์คดี

“แอชคงไม่ดื้ออย่างนั้นใช่ไหมขอรับ” เฟลิมถามบ้าง “ข้าว่าเขาน่าจะเป็นน้องชายที่เรียบร้อยดีนะ”

“ก็...ไม่ถึงกับเรียบร้อยหรอกค่ะ” แอชลีนน์ยักไหล่เมื่อนึกถึงตนเองในสายตาของเคียรากับดูลัส “เขาก็ชอบหลบมาโดยไม่บอกใครเหมือนกัน ทำให้พี่สาวกับคนรอบข้างลำบากใจก็หลายครั้ง”

“แต่แอชดูไม่เหมือนคนอย่างนั้นเลยนะขอรับ”

“คนเราดูไม่เหมือนกับที่เห็นได้นี่นา” อาเมียร์ผสมโรงด้วยสีหน้ายิ้มๆ ซ้ำแอบสบตากับเธอเหมือนสื่อความนัยที่รู้กันเพียงสองคน

“ก็จริง เห็นอย่างนั้นรูอาร์คก็เป็นคนดีนะขอรับ ข้ายังอิจฉาเลยที่เขาเข้ากับพวกชาวบ้านได้ดีขนาดนั้น ข้าคิดว่าเขาน่าจะเป็นเจ้ามณฑลที่ดียิ่งกว่าข้าเสียอีก” เฟลิมพูดต่ออย่างไม่รู้อะไร

“รูอาร์คมีข้อเสียเหมือนกัน ส่วนท่านก็มีข้อดีของท่าน อย่ากังวลเลย” เด็กหนุ่มผมดำพูด “ที่จริง ข้อเสียของรูอาร์คยังมีมาก ทั้งชอบทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโต ขี้เล่นไม่รู้กาลเทศะ แถมยังดื้อเหลือเกิน ข้าปรามเขาเรื่อยว่าอย่ายุ่มย่ามกับลีชาก็ไม่ยอมฟังเลย”

“รูอาร์คเขาเป็นคนอย่างนี้เองขอรับ” เฟลิมยักไหล่ “ถูกใจใครหรืออะไรง่ายๆ ไม่มีเหตุผล แล้วถ้าเกิดถูกใจขึ้นมาจะตามไม่หยุดจนกว่าจะเบื่อไปเอง เหมือนที่ชอบล้อเล่นกับอาจารย์หรือแอชบ่อยๆ แต่เขาไม่ทำอะไรไม่ดีหรอกขอรับ ข้ารู้”

“เอาเถอะ ข้าก็เชื่ออย่างนั้น” อาเมียร์พูดเสียงขรึมขึ้น “แต่ถ้าขืนรังควานลีชาเกินไป ข้าคงต้องขอให้ท่านเบเรคช่วยห้ามเสียแล้ว”

“รู้สึกอาจา...ท่านอาเมียร์จะเป็นห่วงลีชามากนะคะ” แอชลีนน์อดเปรยไม่ได้

“ก็นางเป็นเหมือนน้องสาวข้าคนหนึ่ง ที่จริงสามีของนางเป็นเพื่อนข้าที่กลาสเดล เขาถูกพวกโจรป่าฆ่าต่อหน้าต่อตานาง นางเลยสะเทือนใจจนพูดไม่ได้ พ่อแม่สามีก็ไม่ยอมรับนาง เอาตัวลูกของนางไว้ แต่ไล่นางออกจากบ้าน ถ้าเป็นไปได้...ข้าไม่อยากให้เกิดเรื่องร้ายอะไรกับนางอีกเลย”

หลังคำบอกเล่าของเด็กหนุ่มผมดำ สองผู้ฟังนิ่งเงียบไปนาน แอชลีนน์เพิ่งรู้แน่ว่าลีชาพูดไม่ได้ หลังจากสะกิดใจว่าเธอไม่เพียงไม่ยิ้ม...ทั้งๆ ที่เป็นวันเทศกาล แต่ยังไม่พูดอะไรเลยตลอดเวลาอาหาร ตอนร้องไล่ยายแก่ผมแดงก็เหมือนพึมพำแผ่วๆ ตามไปด้วยเท่านั้น

คงเหมือนตอนที่เธอเคยปิดตัวเอง ไม่ยอมพูดคุยกับใคร ไม่ยอมรับรู้เรื่องอะไรก็ตามในโลกภายนอกอยู่นานเป็นเดือนๆ หลังพระราชพิธีศพของเสด็จพ่อ เสด็จแม่กับเสด็จพี่ ถึงจะไม่ได้เห็นความตายของทั้งสามต่อหน้าต่อตา หรือไม่ได้เห็นแม้แต่พระศพก็ตาม

คงมีแต่เวลาเท่านั้นที่จะรักษาได้...เธอไม่เคยเชื่อคำพูดนี้เลย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความหมดอาลัยตายอยากในครั้งนั้นก็ทุเลาลงได้จริงๆ แม้นความโศกเศร้าแค้นเคืองทั้งหมดไม่อาจคลายไปก็ตาม

“...ข้า...เสียใจด้วยขอรับ” เฟลิมพูดขึ้น “ข้าไม่รู้เลย เดี๋ยวจะไปบอกรูอาร์คเอง ได้ยินอย่างนี้เขาคงไม่รบกวนนางอีกแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าว่าข้าพูดกับเขาเองจะดีกว่า” อาเมียร์เอ่ย “ข้าก็แค่...อยากบอกให้ผู้ปกครองในอนาคตรู้ไว้...จะได้ทำให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่สงบสุขและปลอดภัยขึ้น ถึงจะเป็นความทุกข์หรือความสูญเสียของคนคนเดียวก็ไม่อาจมองข้าม ผู้มีอำนาจและความสามารถควรใช้ทั้งสองอย่างช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่จะทำได้...จริงไหม”

“...ข้าจะพยายามขอรับ” เฟลิมพยักหน้าช้าๆ

“ข้าก็...จะนำเรื่องนี้ไปกราบทูลเจ้าหญิงเหมือนกันค่ะ” แอชลีนน์ตัดสินใจพูดขึ้น “ข้าเชื่อว่า...เมื่อได้ขึ้นครองราชย์แล้ว เจ้าหญิงจะทรงพยายามทำให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่ดียิ่งกว่านี้จนสุดความสามารถแน่ค่ะ”

เด็กสาวเอ่ยประโยคหลังอย่างหนักแน่น ราวกับปฏิญาณต่อตนเองไปพร้อมกัน

เธอยังตั้งใจว่าเมื่อวางผลแบลเบอร์รีที่เก็บมาเองกับมือเป็นครั้งแรกบนหินสังเวย...จะอธิษฐานขออย่างเดียวกันด้วยใจทั้งดวง ต่อองค์สุริยเทพผู้ปกป้องคุ้มครองธีร์ดีเร


* * * * *

Tags: (none)
ตั้งกระทู้เมื่อ 15 พ.ย.53 เวลา 23:55:08 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๑๒      
กำเนิด


หลังวางแบลเบอร์รีเป็นเครื่องเซ่นบนหินใหญ่ตรงเนินเขา รวมกับของที่ชาวบ้านคนอื่นๆ วางอยู่ก่อน คณะเดินทางทั้งหกก็กลับลงมาพร้อมกับผลไม้สีน้ำเงินลูกเล็กเท่าปลายก้อยในตะกร้าลดหลั่นกันไป อย่างรูอาร์คเดินลงมาไม่ถึงครึ่งทางก็พร่องไปครึ่งตะกร้าอย่างรวดเร็ว ขณะที่ของคนอื่นๆ นอกจากนั้นยังเหลือมากอยู่

แอชลีนน์ไม่ค่อยชอบผลแบลเบอร์รีป่าสดๆ เพราะพวกมันเปรี้ยวเข็ดฟันกว่าของที่ซื้อจากงานออกร้าน แต่ท่านสิมาบอกก่อนพวกเขาออกมาว่าจะเคี่ยวทำแยมให้หวานขึ้น เธอจึงตั้งหน้าตั้งตารอแยมที่หญิงผู้มากวัยกว่าบอกจะแบ่งให้ จะได้นำไปฝากดูลัสกับเคียราเป็นของขวัญลูคนาซัธด้วย ด้านรูอาร์คพยายามโน้มน้าว เกลี้ยกล่อม หว่านล้อม ชักจูงลูกชายของคนเคี่ยวแยมให้หมักไวน์เพิ่มอีกอย่าง แต่ถูกอาเมียร์ปฏิเสธเสียงแข็งแต่แรก

“บ้านข้าหมักไวน์ไม่เป็น ไม่รู้จะหมักไปทำไมด้วย ทั้งบ้านก็มีแต่พ่อคนเดียวที่ดื่มเหล้าบ้าง เจ้าอยากดื่มก็ไปขอหรือซื้อคนอื่นแทนเถอะ”

“โธ่ อาจารย์ เขาว่ากันว่าไวน์แบลเบอร์รีดีต่อคู่รักนักหนา รายไหนรายนั้นดื่มด้วยกันเป็นต้องรีบแต่งงานในเร็ววัน ไม่ลองเอาไปจีบสาวบ้างหรือ”

แอชลีนน์ฟังสรรพคุณแล้วทำสีหน้าไม่ถูก อดคิดไม่ได้ว่ารูอาร์คจะนำไวน์ที่ว่าไปจีบสาวหรือมอมสาวกันแน่ ไปๆ มาๆ เฟลิมซึ่งสังเกตสีหน้าของเธอพอออกจึงปรามน้องชายตามเคยไม่ให้ทะลึ่งตึงตังเกินไป เพราะมีผู้หญิงกับเด็กอยู่ด้วย

ครั้นกลับถึงบ้านของอาเมียร์ราวเที่ยง ทุกคนร่วมรับประทานอาหารเที่ยงที่เบากว่ามื้อเช้า แต่ยังหรูหราพอดู ประกอบด้วยขนมปังอบร้อนๆ แบลเบอร์รีที่เพิ่งเก็บมา น้ำผึ้ง และเนยสดที่ทำจากนมวัวของเช้าวันนั้น ซึ่งถือเป็นเคล็ดนำโชคอีกอย่างของงานเทศกาล พอตกบ่าย รูอาร์คก็เป็นตัวตั้งตัวตีชวนทุกคนไปเต้นรำรอบกองไฟที่ลานกลางหมู่บ้าน ท่านซิอ์บุลปฏิเสธเพราะต้องอยู่ดูแลท่านสิมา ส่วนลีชาก็สั่นศีรษะเงียบๆ เช่นเคย กลุ่มที่ไปยังลานรอบกองไฟจึงเป็นกลุ่มเดิมกับกลุ่มเก็บแบลเบอร์รีตอนเช้า


* * * * *


ดวงอาทิตย์ยังไม่ลับขอบฟ้า แต่เสียงดนตรีดังมาแต่ไกล เมื่อเข้าใกล้ลานเต้นรำ แอชลีนน์ก็เห็นว่าพวกชาวบ้านจุดกองไฟแล้ว ที่ริมลานมีนักดนตรีซึ่งเป็นชาวหมู่บ้านเล่นซอ ขลุ่ย กับกลองเป็นเพลงเร็วทำนองสนุกสนาน จบแต่ละเพลงแล้วจึงเปลี่ยนคู่เต้นสักครั้งหนึ่ง ในงานนี้มีธรรมเนียมว่าต้องเลือกคู่เต้นด้วยการจับมือที่ยื่นมาจากอีกฟากของแผ่นไม้ ถ้าเป็นคู่รักที่สนิทจนจำมือกันได้ หรือทำสัญลักษณ์กำกับไว้ก่อนก็มักเลือกคู่ถูกตรงเผง...หากไม่มีใครตั้งใจตัดหน้า ทั้งหกมาถึงเมื่อเพลงจบและมีเสียงประกาศพอดี

“ตาผู้ชายเลือก!” คนประกาศตะโกนเสียงดัง ก่อนจะโบกไม้โบกมือ “เรียงแถวๆ หญิงซ้ายชายขวา”

“ข้าไปเต้นรำด้วยได้ไหม ข้าอยากเต้นรำกับพี่อาเมียร์...นะ...นะ” นาสิราเงยหน้าถามพี่ชายอย่างตื่นเต้น และฟาร์ฮานาห์ก็รับทันที

“ข้าด้วย...ข้าก็อยากเต้นรำกับพี่อาเมียร์เหมือนกัน”

“ก็ได้...ถ้าอย่างนั้นจำมือพี่ไว้ให้ดีล่ะ” อาเมียร์กางมือที่มีนิ้วเรียวยาวของตนให้ดู “หาเจอแล้วจับไว้ให้ได้ด้วย”

“อื้อ” เด็กหญิงทั้งสองรับไล่ๆ กัน

“แต่ถ้าไม่เจอ ต้องเต้นกับคนที่จับมือเราจนจบเพลง ไม่งอแงนะ สัญญา” เขาย่อตัวคุกเข่าข้างหนึ่ง ชูนิ้วก้อยทั้งสองมือให้นาสิรากับฟาร์ฮานาห์เกี่ยวก้อยคนละข้าง

“สัญญาค่ะ” เสียงตอบดังไล่กันสองเสียง อาเมียร์ยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ปัดเศษหญ้าจากเข่าก่อนหันมาทางคนอื่นๆ

“ไหนๆ พวกเราก็จับได้สามคู่พอดี ลองมาเต้นรำสลับกันสักหน่อยไหม”

“ขอรับ” เฟลิมตอบทันทีด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

“...ก็ดีนะ” แอชลีนน์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะรับ บางที...ถ้าเป็นอย่างนี้เธอคงมีโอกาสเต้นรำกับเขาบ้าง

“สามคน...แต่มีเด็กอยู่สองนี่นะอาจารย์” รูอาร์คบ่น “ให้ข้าได้เต้นกับสาวๆ บ้างไม่ได้หรือ”

“ไว้รอบหลังๆ ก็ได้นี่” อาเมียร์ตอบง่ายๆ “เห็นเขาว่ามีเต้นรำถึงค่ำถึงดึกเลยไม่ใช่หรือ ช่วยเป็นคู่เต้นให้น้องข้าไม่กี่รอบก็พอแล้ว”

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่ เดินตรงไปยังฟากของผู้ชายโดยไม่รอคำตอบ ยังผลให้คนอื่นๆ แยกย้ายไปกันบ้าง

แอชลีนน์พานาสิรากับฟาร์ฮานาห์ไปยังฟากของผู้หญิง ซึ่งหลายคนยิ้มแย้มทักทายเด็กหญิงทั้งสองเป็นอย่างดี และช่วยอุ้มให้ทั้งสองยื่นมือลอดแผ่นไม้เป็นคนแรกๆ ของแถว ต่อจากนั้นคนอื่นๆ ก็คะยั้นคะยอให้แอชลีนน์ยื่นมือเป็นคนต่อไป ใจของเด็กสาวเต้นตึกตัก ไม่รู้เลยว่าชายคนใดจะจับมือของตน

มือนั้นใหญ่ อบอุ่น...และไม่สากกร้านมากนัก

มีเสียงประกาศให้แต่ละคู่เดินออกมา อาเมียร์คู่กับฟาร์ฮานาห์ รูอาร์คคู่กับนาสิรา เธอเดินมาถึงปลายฉากไม้ พบว่าคู่ของตนคือเฟลิม เขายิ้มน้อยๆ พร้อมกับส่งมือให้เด็กสาวอย่างสุภาพ จูงเธอไปยังลาน นักดนตรีรอจนทุกคนได้คู่เต้นเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มบรรเลง

เฟลิมโค้งคำนับ ส่วนเธอถอนสายบัว จากนั้นเขาก้าวเข้ามา จับมือกับโอบสะเอวเธอไว้หลวมๆ ตามแบบการเต้นรำในราชสำนักที่เธอคุ้นชิน แต่เมื่อเด็กสาวเหลือบมองคู่อื่นๆ ก็ตกใจเมื่อพบว่าไม่มีใครที่ตั้งท่าเริ่มต้นแบบเธอกับเฟลิมสักคน พวกเขาไม่จับมือกัน แต่กระโดดซอยเท้าอยู่กับที่ และวนรอบคู่เต้นเป็นเส้นโค้งไขว้ไปมา ปรบมือหรือประกบมือเป็นบางครั้งขณะที่สวนกัน ไม่ใช่การเต้นรำแบบที่เธอเรียนมาแม้แต่น้อย

กระนั้น ชายหนุ่มก็สามารถก้าวเท้านำตามจังหวะเพลงได้พอเหมาะ ทั้งๆ ที่เพลงนั้นเร็วกว่าเพลงเต้นรำปกติสำหรับงานในวังพอสมควร ไม่นานแอชลีนน์จึงวางใจและเต้นตามอย่างมั่นใจ

เธอนึกถึงการซ้อมเต้นรำออกงานกับเสด็จพี่ไอลีช ซึ่งบางครั้งก็มีความคิดแผลงๆ ประเภทเร่งทำนองเพลงเร็วจี๋จนเธอแทบปลิวตามแรงมือ แต่คงเพราะตอนนี้แอชลีนน์โตแล้ว และฝึกซ้อมการต่อสู้เป็นประจำในช่วงที่ผ่านมา เธอจึงไม่เหนื่อยนักกับการเร่งจังหวะเช่นนี้ ซ้ำพบว่านี่เป็นการเต้นรำที่สนุกสนานกว่าในวังเหลือเกิน เธอไม่ต้องระมัดระวังความถูกต้องของท่าทาง ไม่ต้องวางตนอย่างสำรวมเรียบร้อย การเต้นรำครั้งนี้ไม่ใช่หน้าที่ทางสังคม แต่เป็นการละเล่นอย่างแท้จริง

ในอ้อมแขนของเฟลิม เด็กสาวแทบลอยอยู่ในลานเต้นรำ เขาสบตากับเธอ ค่อยๆ ยิ้มกว้างขึ้นเหมือนสนุกตามไปด้วย เธอไม่สังเกตเลยว่าสายตาของคู่เต้นอื่นๆ เริ่มมองทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงกลองดังรัวเป็นสัญญาณว่าใกล้จบเพลงแล้ว และเฟลิมยืดแขนออกไปให้เธอหมุนตัวเป็นครั้งสุดท้าย

เมื่อนั้นแอชลีนน์จึงเห็นสายตาประหลาดใจหลายต่อหลายคู่จากโดยรอบ ยังผลให้เธอชะงักค้างก่อนตั้งท่าจบ ก้มหน้ามองพื้น ไม่รู้ว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวด้วยความละอาย หรือความเหนื่อยที่ยังทำให้หอบน้อยๆ มากกว่ากัน

พลันเสียงปรบมือเริ่มดังขึ้น...เพียงคนสองคนในทีแรกก่อนจะขยายเป็นทั้งวง ใครบางคนตะโกนว่า “เยี่ยม! เยี่ยม!” เสียด้วยซ้ำ

“คุณชายเฟลิม...เต้นรำกับเจ้าหญิงให้ได้อย่างนี้นะขอรับ! เจ้าหญิงต้องประทับใจแน่ๆ!”

เสียงหัวเราะและพูดคุยฮาเฮยังดังต่อไปอีกครู่ แอชลีนน์ทำอะไรไม่ถูก รู้เพียงไม่อยากเป็นเป้าสายตา จึงปล่อยมือจากเขา รีบก้าวยาวๆ ออกจากลาน ชายหนุ่มตามมาในไม่ช้า

“ท่านเคียรา ข้าขอโทษขอรับ ตกใจหรือเปล่า”

“น...นิดหน่อย” เด็กสาวตอบทั้งที่ยังก้มหน้า “ข้า...ข้าไม่นึกว่าที่นี่เขาเต้นรำไม่เหมือนที่ข้าเรียนมา”

“ข้าก็เต้นอย่างพวกเขาไม่เป็นขอรับ” เฟลิมบอกง่ายๆ “อาจารย์เลยบอกให้เต้นคู่กับท่าน เขาบอกว่าท่านมาจากเมืองหลวง คงเรียนเต้นรำมาแบบเดียวกับข้า แต่...ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เต้นกันเร็วขนาดนี้ ท่านคงเหนื่อยแย่เลย”

“ไม่หรอกค่ะ” แอชลีนน์เงยหน้าขึ้นตอบยิ้มๆ แม้จะสะกิดใจกับคำพาดพิงถึงคนแนะนำ “ที่จริงข้าสนุกมาก ขอบคุณนะคะ”

“หามิได้ ข้าก็เหมือนกันขอรับ”

“ตาผู้หญิงเลือก!” หัวหน้าวงดนตรีขานอีกครั้ง “หญิงซ้ายชายขวา เข้าแถวได้!”

เฟลิมหันไปมองคู่เต้นอื่นๆ ที่บ้างก็เพิ่งเดินไปยังฉากไม้ บ้างก็เดินไปก่อนที่จะมีคนบอกเสียอีก ก่อนจะหันมาสบตากับเธออีกครั้ง

“อยากเต้นรำอีกครั้งไหมขอรับ”

“...พอก่อนดีกว่าค่ะ เมื่อครู่ก็สนุกดี แต่ข้าอยากพักมากกว่า”

เฟลิมพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะส่งมือให้เธออีกครั้ง พาเธอไปยังโต๊ะยาวกับม้านั่งไม้ที่ตั้งเรียงรายริมลาน ให้เธอนั่งก่อนจะขอตัวไปหาน้ำดื่ม

เด็กสาวมองการเต้นรำรอบสอง นาสิราคู่กับอาเมียร์ ฟาร์ฮานาห์คู่กับรูอาร์ค เด็กหนุ่มผมแดงเต้นรำแบบพื้นบ้านได้อย่างคล่องแคล่ว ซ้ำบางทีอุ้มฟาร์ฮานาห์ขึ้นมาขี่คอตอนเต้นเสียด้วย ทำให้อาเมียร์ซึ่งคอยมองท่าทางของคนอื่นเป็นแบบขณะเต้นกับนาสิราดูงกๆ เงิ่นๆ ไปถนัดใจ

“ข้านำน้ำเปล่ามาให้ ไม่แน่ใจว่าท่านดื่มไวน์แบลเบอร์รีได้หรือเปล่า” เฟลิมถือถ้วยไม้สองใบมานั่งข้างๆ

“น้ำเปล่าดีแล้วล่ะ” แอชลีนน์ตอบ อดยิ้มเจื่อนๆ ไม่ได้เมื่อนึกถึงสรรพคุณของไวน์แบลเบอร์รีที่รูอาร์คบรรยายไว้ดิบดี “ขอบคุณมากค่ะ”

เธอจิบน้ำพลางนั่งมองทั้งสี่คนเต้นรำจนจบเพลงที่สอง หลังจากนั้นอาเมียร์กับน้องๆ ก็มานั่งพักเช่นกัน เหลือรูอาร์คที่ได้เต้นรำกับสาวคนอื่นสมใจ ซ้ำวาดลวดลายฉวัดเฉวียนอย่างชำนาญ

“เจ้านี่ไปฝึกเต้นเอาตอนไหนนะ” อาเมียร์เปรยขึ้นมา

“เขาออกมาฉลองลูคนาซัธในหมู่บ้านแถวนี้ทุกปีขอรับ” เฟลิมบอก

“อ้อ ออกมาเกี้ยวสาวอยู่เรื่อยๆ สินะ” เสียงของเด็กหนุ่มผมดำเริ่มห้วนแข็งขึ้น

“ข้าว่าไม่ถึงขั้นนั้นหรอกขอรับ เห็นรูอาร์คทะลึ่งตึงตังอย่างนั้น ที่จริงเขาไม่เคยคบหาใครเลย จะเล่นๆ หรือจริงจังก็เถอะ” ชายหนุ่มยังตอบเรียบๆ เหมือนเดิม “ก็แค่...ติดดินกระมังขอรับ”

เพลงจบไปอีกเพลง ถึงตาผู้หญิงเลือกมือของผู้ชาย แอชลีนน์เหลือบมองตะวันที่เริ่มคล้อยลงครึ่งความสูงของฟ้า แล้วตัดสินใจเสี่ยง

“ท่านอาเมียร์...เต้นรำอีกสักเพลงไหมคะ”

“หือม์” เขาหันมาทางเธออย่างประหลาดใจ “ข้าเต้นไม่เก่ง ท่านก็เห็นนี่”

“ข้าเต้นแบบที่นี่ไม่เป็น...แต่อยากลองดู แต่จะคู่กับคนไม่รู้จักที่เขาเต้นเป็นก็กลัวเขารำคาญ” เธอพยายามให้เหตุผล เห็นเด็กหนุ่มครุ่นคิด สีหน้าเหมือนลำบากใจ เขาเสนอให้เฟลิมไปเต้นกับเธอแทน ทว่าชายหนุ่มปฏิเสธว่าตนเต้นไม่เป็นเช่นกัน และเสนอรูอาร์ค แอชลีนน์จึงตัดสินใจปฏิเสธเสียเอง แต่อดเปรยไม่ได้ว่าเสียดายที่จะไม่ได้มางานลูคนาซัธกับพวกเขาอีก สุดท้ายอาเมียร์ก็ยิ้มเจื่อนๆ และยอมเสนอตัวเป็นคู่เต้นให้

ทั้งสองไม่ได้จับมือ ต่างคนเพียงแค่เดินข้างกันไปยังฉากไม้ แอชลีนน์รอขณะที่มือแล้ว...มือเล่า ยื่นผ่านช่องบนแผ่นไม้ออกมา

เธอจำมือของเขาได้ดี มือนั้นไม่ใหญ่มาก แต่ก็ไม่ถึงกับบอบบางเหมือนมือผู้หญิง มีนิ้วเรียวยาวดูคล่องแคล่ว มือนั้นเองที่ช่วยจัดมือของเธอให้จับดาบและอาวุธต่างๆ อย่างถูกต้อง รวมถึงสาธิตวิธีการต่อสู้ประชิดตัวให้ด้วย

เด็กสาวเห็นมือของเขาแล้ว เธอรีบก้าวเข้าไปคว้า และบีบมือนั้นแน่นขึ้นครู่หนึ่ง เมื่อคู่เต้นรำแต่ละคู่เดินมาพบกันที่สุดปลายแผ่นไม้จนถึงเธอ อาเมียร์ก็ก้าวมาจากอีกฟากของฉากพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ แล้วทั้งสองจึงยืนตรงกันข้ามกัน รอเวลาที่เพลงเริ่มขึ้น

...และคงกลายเป็นคู่เต้นรำที่มะงุมมะงาหลางกเงิ่นที่สุดที่เคยมีมาบนลานเต้นรำนั้น...

แอชลีนน์ต้องกลั้นหัวเราะเต็มที่เมื่อเห็นลีลา (ซึ่งคงเรียกลำบากสักหน่อยว่าลีลา) ของอาเมียร์ในระยะใกล้ สำหรับคนที่ชำนาญการต่อสู้ตั้งหลายอย่าง เขากลับไม่มีทักษะด้านเต้นรำหรือแม้แต่จะเลียนแบบคนอื่นๆ ให้ทันจังหวะขึ้นบ้าง สีหน้าของเขามุ่งมั่นจริงจังว่าจะเต้นให้ดีขึ้นให้ได้...แต่ก็ไม่เข้ากับบรรยากาศอันสนุกสนานนี้เลย

แวบหนึ่ง...เธอรู้ว่าเด็กหนุ่มกำลังระวังตัวจนเป็นเกร็ง อาเมียร์มีบางสิ่งคล้ายเสด็จพี่ไอลีชผู้เป็นรัชทายาท เป็นคนที่วางตัวมีสง่า น่าเกรงขามต่อคนนอกเสมอ คงไม่มีใครเคยเห็นเสด็จพี่ไอลีชยิ้มเข่นเขี้ยว หรือทำหน้าตาตลกแลบลิ้นปลิ้นตาใส่เหมือนเธอ ราวกับเธอเป็นคนพิเศษที่เขาอนุญาตให้เห็นสีหน้าท่าทางที่ไม่สำรวม ด้วยรู้ว่าเธอจะไม่มองเขาในแง่ร้าย ไม่เห็นว่าเขาไม่คู่ควรเป็นเจ้าชายรัชทายาทเพราะกิริยาเช่นนั้น

และเธอก็อยากให้อาเมียร์ปลดความระวังลง มีความสุขกับเวลาในตอนนี้อย่างเต็มที่ เหมือนที่เธอสนุกกับเฟลิมเช่นกัน

“ผ่อนคลายบ้างก็ได้นี่อาจารย์...ขอแค่สนุกก็พอแล้ว!” แอชลีนน์กระซิบเมื่อทั้งสองเคลื่อนกายใกล้กันครู่หนึ่ง

“หา” ดูเหมือนอีกฝ่ายได้ยินไม่ถนัด “เจ้าว่าอะไรนะ”

เด็กสาวโคลงศีรษะยิ้มๆ แล้วก็เต้นผิดๆ ถูกๆ ต่อไปโดยไม่บอกซ้ำ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้อีกหน่อย คงกำลังจะถามพอดีเมื่อร่างร่างหนึ่งเข้าแทรกกลางระหว่างทั้งสอง

...ร่างที่มีผมสีแดง และใบหน้ากวนประสาทเป็นที่สุดในความคิดของเด็กสาว...

“อาจารย์ไปเต้นกับคู่ข้าไป เดี๋ยวพี่สาวเขาสอนให้ ข้าจะสอนท่านเคียราเอง”

ไม่ทันตอบ เด็กหนุ่มผมแดงก็แปะมือเธอ และเต้นต่อไปเป็นที่เรียบร้อย พร้อมกันนั้น หญิงสาวที่รูอาร์คเต้นด้วยเมื่อครู่ก็เข้ามาสะกิดอาเมียร์ให้หันไป ก่อนจะคว้าแขนเด็กหนุ่มผมดำเดินไปเสียดื้อๆ

“เดี๋ยว นี่มัน...” แอชลีนน์พยายามท้วง

“มันน่ารำคาญน่ะ เจ้าเปี๊ยก เกิดเจ้าเต้นไป ชนใครต่อใครล้มระเนระนาดไปมีหวังวงล่มแน่” รูอาร์คพูดทันที

เด็กสาวตกใจยิ่งกว่าเดิมกับคำที่เขาเรียกเธอ กระทั่งได้แต่เบิกตากว้างพูดอะไรไม่ออก

“เจ้าใส่รองเท้าบู๊ตของ ‘แอช’ ทำไมข้าจะไม่รู้” เด็กหนุ่มผมแดงเหลือบตาลงต่ำ “พี่น้องชายหญิงคงไม่ยืมรองเท้าใส่กันใช่ไหม”

แอชลีนน์นิ่งเงียบทั้งๆ ที่เริ่มไม่สบายใจ ก่อนหน้านี้นึกอยู่เหมือนกันว่าควรนำรองเท้ามาเปลี่ยน แต่เพราะพกพาลำบากและเป็นพิรุธต่อดูลัสได้ง่าย จึงหวังใช้ชายกระโปรงที่ยาวกรอมข้อเท้าบังไว้

“อาจารย์รู้มาตลอดเลยสินะ ถึงได้ช่วยกันปกปิดเสียเหลือเกิน”

“พูดอะไรบ้าๆ!” เด็กสาวพยายามกดเสียงให้เบาที่สุด แต่รูอาร์คยิ่งฉีกยิ้มกว้างขึ้น

“ข้าจะบอกพี่เฟลิมดีไหมน้า...เห็นอาจารย์อยากให้เจ้าเต้นกับเขานัก เจ้าคงไม่ใช่นางกำนัลธรรมดาๆ จริงไหม”

“อย่านะ” เธอรีบห้ามทันควัน เด็กหนุ่มยักไหล่ขึ้นจังหวะหนึ่ง เธอบอกไม่ถูกว่าเขาเต้นตามทำนองเพลง หรือจงใจส่งภาษากาย

“ไม่บอกก็ได้ แต่เจ้าต้องเต้นรำกับข้าอีกเพลง”

แอชลีนน์ทำสีหน้าไม่ถูกกับคำขอนั้น

“ข้าอยากเต้นรำกับสาวเมืองหลวง...ไม่สิ...สาวชาววังสวยๆ สักคนไว้เป็นประสบการณ์ชีวิต แค่นั้นเอง” รูอาร์คหัวเราะน้อยๆ สีหน้ายียวนจนเธออยากฟาดหมัดใส่สักเปรี้ยงหนึ่ง “หรือรังเกียจสาบหนุ่มบ้านนาอย่างข้า”

“ก็ได้” เด็กสาวตอบเสียงแทบสะบัด “แค่เพลงเดียวเท่านั้นนะ”

แต่เต้นไปไม่นาน เด็กหนุ่มก็เริ่มวาดลวดลายฉวัดเฉวียนหนักข้อจนเธอเวียนหัว แทบอยากขอร้องยกเลิกข้อตกลงเมื่อครู่ แอชลีนน์เริ่มรู้สึกว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่ยืดยาวออกไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไร และไม่รู้ว่าเพลงต่อไปจากนี้จะยาวกว่าอีกหรือไม่

แต่แล้ว เพลงนั้นพลันหยุดกะทันหัน เด็กสาวหันไปเห็นชายร่างสูงใหญ่ยืนอยู่กับวงดนตรี ท่านซิอ์บุลนี่เอง เขาหอบเหมือนเพิ่งวิ่งห้อรวดเดียวมาถึงที่นี่ ไม่นานเธอก็รู้คำตอบว่าเพราะเหตุใด

“หมอตำแย!” หัวหน้าวงดนตรีขาน “แม่หมออยู่ไหนใครรู้บ้าง!”

เสียงตอบดังไล่ๆ กัน บ้างว่าไม่รู้ บ้างว่าขึ้นไปเก็บแบลเบอร์รีบนเขา บ้างว่าเข้าไปฉลองลูคนาซัธกับลูกหลานในเมือง แอชลีนน์เห็นอาเมียร์วิ่งเข้าไปหาบิดา รูอาร์ควิ่งตามไป ไม่นานเธอกับเฟลิมซึ่งจูงนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ก็เข้าไปสมทบ

“จะคลอดแล้ว ลีชาดูแลอยู่ ข้าไปตามหมอตำแย แต่ที่บ้านแม่หมอไม่มีใคร” แอชลีนน์ได้ยินท่านซิอ์บุลอธิบาย “เลยมาดูที่ลานเต้นรำ”

“ได้ยินว่าวันนี้แกเข้าเมือง คงต้องไปตามหมอคนอื่นในเคนมารากระมัง” นักดนตรีคนหนึ่งสันนิษฐาน คนรอบด้านเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนอาเมียร์จะหันไปทางบิดา

“ท่านขี่ม้าเข้าเมือง ไปตามหมอ ข้าจะกลับบ้านไปดูแลแม่เอง”

“ไม่ เจ้าต้องไป” ท่านซิอ์บุลกลับพูดเสียงกร้าวจนแอชลีนน์ประหลาดใจ ซ้ำเธอไม่เข้าใจเนื้อความต่อมาเลย “คลอดลูกต้องมีเลือด”

“แต่ท่านมีมือเดียว” เด็กหนุ่มแย้ง “หยิบจับอะไรสะดวกที่ไหน”

“เอ้อ...พวกท่านสองคนกลับไปด้วยกันก็ได้ขอรับ” เฟลิมเสนอ “ให้ข้าหรือรูอาร์คขี่ม้าไปตามหมอเถอะ จะได้ไปดูแลท่านสิมาด้วยกัน”

สองพ่อลูกหันมามองชายหนุ่ม ก่อนจะหันกลับมาสบตากันชั่วอึดใจ แล้วอดีตนักรบจึงพูดขึ้น

“ให้พวกเด็กๆ กลับบ้านตอนนี้คงไม่สะดวก พวกท่านอยู่ดูแลพวกแกที่นี่ดีกว่า”

“แล้วท่านก็ไปตามหมอ ข้าจะกลับไปหาแม่” อาเมียร์ยังยืนกราน

“เจ้าไม่ไหวหรอก อย่าเถียงเลย ข้าต้องรีบกลับ ลีชาคนเดียวตื่นรนจะแย่แล้ว เกิดนางเห็นภาพอะไรขึ้นมาตอนนั้นจะทำอย่างไร”

“แต่ข้าช่วยหยิบของหรือทำงานสะดวกกว่าท่—”

“ข้าไปช่วยท่านสิมาเองค่ะ” แอชลีนน์ตัดสินใจอาสา “ข้าเป็นผู้หญิงด้วยกัน น่าจะคล่องตัวกว่า ท่านอาเมียร์ไปตามหมอเถอะ”

“แต่ว่า...” อาเมียร์พูดคำเดิม ท่าทางเริ่มเหมือนเด็กดื้อดึงหวังเอาชนะขึ้นทุกที จนเด็กสาวขยับเข้าไปกระซิบเบาๆ

“แม่ท่านจะคลอดลูก ท่านเข้าไปดูคงไม่เหมาะ ให้ข้าไปกับพ่อท่านเถอะ รู้ไหม ผู้หญิงเวลาคลอดลูกจะอยากให้คนที่นางรักที่สุดอยู่ข้างๆ นะ”

เขามองเธอ นัยน์ตากลับกลายเป็นแข็งกร้าวที่สุดที่เธอเคยเห็น ราวกับจะบอกว่าตนไม่ยอมรับ...ไม่ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงไปช่วยแทนพ่อไม่ได้ แอชลีนน์ไม่เข้าใจเหตุผลหลังสายตาของเขา แต่เธอก็ไม่กล้าถาม สุดท้าย เด็กหนุ่มจึงถอนใจ และพยักหน้าทั้งท่าทางไม่สบอารมณ์นัก


* * * * *


เฟลิมกับรูอาร์คอยู่เป็นเพื่อนนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ที่ลานเต้นรำ ส่วนแอชลีนน์ตามสองพ่อลูกกลับบ้าน ท่านสิมาไม่ได้นอนเตรียมคลอดอยู่ในห้องนอน แต่ยืนเคี่ยวแยมแบลเบอร์รีในครัว ไม่มีท่าทางเจ็บปวดเหมือนที่เด็กสาวคิดไว้ เธอยังพูดคุยเป็นปกติ และหัวเราะน้อยๆ ด้วยซ้ำว่าท่านซิอ์บุลใจร้อนเกินไป แค่ได้ยินเธอบอกว่าน้ำเดินและเริ่มเจ็บท้องก็วิ่งลิ่วออกไปโดยไม่ฟังอะไรเสียแล้ว หญิงสาวพูดต่อว่าตอนนี้เพิ่งรู้สึกกระตุกในท้องห่างๆ ไม่ถึงกับเจ็บปวด น้ำเดินไม่มาก ถึงอย่างนั้นยังเห็นด้วยว่าควรรีบตามหมอตำแย หากแม่หมอเข้าเมืองคงต้องใช้เวลาเดินทางมากขึ้นอีก อาเมียร์รับรองกับแม่เขาว่าจะรีบไปรีบมา แล้วจึงควบม้าในคอกออกไป

ทีแรกเด็กสาวเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตนมาทำอะไรที่นี่ หญิงสาวบอกให้สามีต้มน้ำร้อนชงชา ให้ลีชาช่วยกันทำแยมต่อ แต่อีกครู่หนึ่งท่านสิมาก็เดินเข้าไปในห้องนอน แล้วออกมาพร้อมกับสมุดบันทึกปกหนังที่ดูเก่าพอสมควร เธอส่งมันให้เด็กสาว บอกว่านี่เป็นสมุดที่ตนใช้จดวิธีรักษาอาการเจ็บป่วยและทำยาสมุนไพรง่ายๆ มันอาจเป็นประโยชน์ต่อแอชลีนน์ได้บ้าง

เด็กสาวจึงนั่งที่โต๊ะ จิบชาพลางพลิกหน้ากระดาษที่เริ่มเหลืองไปทีละแผ่น อ่านลายมือตัวบางบรรจงไปเรื่อยๆ จนพบเรื่องการทำคลอด บางอย่างที่ท่านสิมาเขียนถึง...เช่นการขับรก...เป็นอย่างไรเธอนึกภาพไม่ออก แต่ก็ค่อยใจชื้นขึ้นที่มีแนวทางให้เบื้องหน้า อย่างไรก็ดี เคนมาราอยู่แค่ไม่ห่างเท่านั้นเอง ไม่ถึงชั่วยามอาเมียร์คงพาหมอตำแยกลับมาแล้ว

แอชลีนน์คิดเช่นนั้น...จนกระทั่งลมแรงพัดเข้ามาทางหน้าต่าง หน้าหนังสือพลิกพะเยิบพะยาบ เธอมองออกไป เห็นท้องฟ้ามืดทะมึนด้วยเมฆฝน ใบไม้แห้งปลิวว่อนจากต้น

...พายุเข้า...

เด็กสาวเย็นสันหลังวาบ วันนี้เป็นวันลูคนาซัธ เทศกาลเก็บเกี่ยวและเปลี่ยนฤดูกาล เชื่อกันว่าในวันมงคลเช่นนี้ อากาศแปรปรวนผิดฤดูคือลางบอกเหตุอาเพศใดๆ ก็ตามที่จะเกิดขึ้น

เธอคงไม่เชื่อ...ถ้าไม่เคยเห็นกับตาตนเอง วันอิมโบลก์ หรือวันเปลี่ยนผ่านจากฤดูหนาวสู่ใบไม้ผลิเมื่อสามปีก่อนมีเหตุคล้ายกัน เชื่อกันว่าอิมโบลก์เป็นวันที่คาลัค แม่เฒ่าเหมันต์ออกมาเก็บฟืนไปใช้จนสิ้นปี ดังนั้นหากฤดูหนาวยาวนานกว่าเดิม แม่เฒ่าจะทำให้อากาศดีและแดดส่อง เพื่อตนจะเก็บฟืนได้นานขึ้น แต่หากวันนั้นมีหิมะตกหรือพายุ แสดงว่าแม่เฒ่าคาลัคนอนหลับ ฤดูใบไม้ผลิของเทพีบริจิดจะมาเร็ว

อิมโบลก์ปีนั้นแดดจัดจ้า อากาศพลันร้อนจนหิมะละลายก่อนเวลา ชะดินสีแดงไหลออกมาคล้ายเลือดแม้ในอุทยานของปราสาท เสด็จพี่ไอลีชปลอบเธอว่าไม่มีอะไร เป็นแค่เรื่องโชคลาง แต่พระองค์ก็สิ้นพระชนม์ในฤดูใบไม้ผลิที่มาถึง พร้อมกับเสด็จพ่อและเสด็จแม่

เด็กสาวพยายามไม่คิดมากขณะช่วยลีชาหับประตูหน้าต่างลงกลอนกันฝนสาด สีหน้าของท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาเริ่มไม่ดี ไม่ช้าก็มีเสียงเคาะประตู ไม่ใช่อาเมียร์ แต่เป็นเฟลิมกับเด็กหญิงทั้งสองซึ่งเปียกมะลอกมะแลก ชายหนุ่มบอกว่าฝนมาเร็วมากจนวงเต้นรำต้องเลิกกะทันหัน รูอาร์คเป็นห่วงอาเมียร์จึงขี่ม้าตามไป คิดว่าน่าจะช่วยอะไรได้บ้าง แอชลีนน์ไม่รู้ว่าทั้งสองคนจะตามทันกันกลางทางหรือไม่ หรือจะไปติดฝนที่ไหน แต่ไม่นานก็พบว่าตนไม่มีเวลาห่วงเรื่องนั้น...

จู่ๆ ท่านสิมาก็ทรุดลงพิงโต๊ะ ร้องออกมาเหมือนเจ็บปวด ท่านซิอ์บุลปราดเข้ามา อุ้มเธอเข้าไปในห้องนอนรวดเร็วอย่างน่าประหลาดใจทั้งที่มีมือเพียงข้างเดียว บรรยากาศในบ้านเริ่มโกลาหลทันที แอชลีนน์หนีบสมุดบันทึกตามเข้าไปในห้อง ลีชาย้ายหม้อเคี่ยวแบลเบอร์รีไปวางบนโต๊ะทั้งๆ ที่ยังไม่เข้าเนื้อดี และรีบตั้งหม้อน้ำตามคำสั่งของท่านสิมาก่อนปิดประตูห้อง เหลือเฟลิมไว้ปลอบและดูแลเด็กหญิงทั้งสอง

ท่านสิมาเอนหลังบนเตียง พูดได้แค่ว่า “มันเร็วเกินไป” ก็ครางออกมา มุมปากหักลงข่มความเจ็บ คิ้วขมวดน้อยๆ แต่ไม่ได้กรีดร้อง

แอชลีนน์เปิดหนังสือหาจังหวะหายใจที่อ่านเจอมือเป็นระวิง แต่หญิงสาวจำได้ดีกว่า และมีสติพอจะบอกสามีให้ช่วยนับจังหวะเมื่อพูดได้อีกครั้ง เด็กสาวจึงนับถือแม่ของอาเมียร์ยิ่งกว่าเดิมทันที เธอไม่เคยเห็นการคลอดลูกจริงๆ แต่ก็ได้ยินแม่นมเล่าให้ฟังว่าเจ็บปวดเป็นวันๆ เจ็บมากจนการกรีดร้องคอแหบแห้งเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เคยจินตนาการหวาดกลัวจึงขัดกับสติและความเข้มแข็งที่เห็นจากท่านสิมาเหลือเกิน

แต่...ยังบอกอะไรไม่ได้มากไม่ใช่หรือ นี่เพิ่งเริ่มต้นการคลอด ท่านสิมาเจ็บท้องแค่ไม่ถึงชั่วยาม อาจเจ็บเช่นนี้ไปเป็นห้าหกชั่วยามจนพายุสงบ ไม่ก็นานกว่านั้น หรือ...ต่อให้คลอดในอีกไม่กี่ชั่วยามข้างหน้า พายุก็คงยังพัดอยู่ หมอตำแยมาไม่ถึง ทุกคนในบ้านจะทำอย่างไร

ความกลัวเริ่มกลับมาอีกครั้ง เด็กสาวเผลอนึกถึงเสด็จย่าของตน...เสด็จย่าที่เป็นพระมารดาแท้ๆ ของเสด็จพ่อ ประกาศอย่างเป็นทางการแจ้งว่าเสด็จย่าสิ้นพระชนม์ด้วยไข้สูงสองวันหลังมีพระประสูติกาล แต่นางกำนัลเคยแอบเล่าให้ฟังว่าพระองค์ทรงเจ็บพระครรภ์อยู่ถึงสองวันสามคืน เสด็จปู่จึงทรงตัดพระทัยให้ผ่าเอาเด็กออกกะทันหัน เพราะไม่อยากสูญเสียสายพระโลหิต ถือว่าทรงเลือกสละเสด็จย่าแลกพระโอรส นั่นเป็นเพียงเรื่องเล่าลือกันมา ทว่าความจริงยังคงอยู่ว่าพระองค์สิ้นชีวิตในการคลอด...เช่นเดียวกับหญิงอีกมากมาย เธอไม่อยากให้ท่านสิมาต้องเป็นอย่างนั้น แต่จะทำอย่างไรได้

ไม่นะ ท่านสิมาจะต้องตาย...เหมือนกับเสด็จย่า...เหมือนกับเสด็จแม่...เสด็จพ่อ...เสด็จพี่...จะหายไปจากชีวิตของเธอเหมือนกับทุกๆ พระองค์อย่างนั้นหรือ เธอเพิ่งพบหญิงผู้มากวัยกว่าแค่สองครั้ง แต่ก็รู้สึกว่านางเป็นคนอ่อนโยนน่าเข้าใกล้เหลือเกิน และย่อมไม่อยากให้อาเมียร์ต้องเสียแม่ไปกะทันหันเหมือนตนเลย...

“เคียรา ในนั้นเขียนว่าอย่างไร รีบบอกข้าเร็ว” เสียงเร่งร้อนของท่านซิอ์บุลดึงสติแอชลีนน์กลับมาสู่ความจริง เธอรีบเปิดสมุดต่อ ขณะเดียวกันก็ปรายมองท่านสิมาที่ครางต่อไป เหงื่อเริ่มชุ่มใบหน้าของหญิงสาว มือขยุ้มชายผ้าห่มแน่นเกร็ง เด็กสาวสูดหายใจลึกก่อนจะตั้งใจอ่านข้อความในบันทึกให้ท่านซิอ์บุล อ่านจนหมดสิ้นทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจข้อความเหล่านั้นถ่องแท้ อ่านเพื่อดับความกลัวและกระวนกระวายของตน

หลังจากนั้น ดูเหมือนลีชาต้มน้ำเสร็จแล้ว จึงถือตะเกียงเข้ามาช่วย ท่านสิมาเริ่มร้องดังขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว แอชลีนน์จำได้จากบันทึก ว่าการนวดช่วยลดความเจ็บปวดและรุนแรงของแผลฉีกขาด จึงเปิดอ่านวิธีนวดช้าๆ ให้ลีชาทำตาม จากนั้นก็อ่านเรื่องอื่นซ้ำอีกรอบ เรื่องของการออกแรง การวัด ผูก และตัดสายสะดือ การนวดท้องให้ขับรกออกมาโดยเร็วหลังคลอด ท่านซิอ์บุลจับมือภรรยาไว้พลางปลอบ

แอชลีนน์อ่านจบรอบที่สองแล้วเงียบไป ไม่รู้จะอ่านสิ่งใดซ้ำ ไม่รู้ใครฟังอยู่หรือไม่ท่ามกลางเสียงลมฝนที่ยังรุนแรงและเสียงกรีดร้อง ลีชายังคงนวดต่อไป ท่านซิอ์บุลกุมมือภรรยาต่อไป จู่ๆ หญิงสาวกรีดเสียงดังกว่าทุกครั้ง อดีตนักรบผละไปตรวจดู แล้วก็ร้องออกมาอีกคน

“เด็ก...หัวเด็กกำลังจะออกมาแล้ว” เขาพูดรัวเร็ว “ถ...ถึงตอนนี้หมอตำแยต้องช่วยดึงออกมาใช่ไหม...ใช่ไหม คือข้า...ข้าดึงไม่ได้ ข้ามีมือเดียว ข้ากลัวจะทำอะไรผิดไป”

“ไม่ต้อง! ไม่ต้องดึงค่ะ!” เด็กสาวตอบ “ท่านต้องบอก...ให้ท่านสิมาเบ่งยาวๆ ประมาณ...ชั่วนับหนึ่งถึงสิบในใจ พัก แล้วก็ทำต่อไปเรื่อยๆ”

หลังจากนั้นหัวเด็กจะออกมา แต่ถ้าหัวเด็กออกสุดถึงคอแล้วต้องมีคนไปดูให้เด็กหมุนตัว จากหันศีรษะลงเป็นตะแคง พอตะแคงแล้วค่อยดึงไหล่ออกมาทีละข้าง ไหล่บนก่อนด้วยการดึงลง ไหล่ล่างดึงขึ้น เด็กสาวไม่แน่ใจว่าตนจะทำถูก จึงบอกลีชาที่ไม่ต้องนวดต่อไปแล้วให้ช่วยดูและทำตามนั้น กลิ่นคาวจางๆ ในห้องเริ่มแรงขึ้นเล็กน้อย เสียงร้องของคนใกล้คลอดถี่ระรัว

แล้ว...จู่ๆ ก็มีเสียงร้องไห้อีกเสียง

แอชลีนน์เงยขวับจากหน้ากระดาษ เห็นลีชาค่อยๆ ยืดกายขึ้น ดวงตาเบิกตากว้างอย่างประหลาดใจ ในอ้อมแขนมีร่างเล็กๆ สีซีดปนแดงดิ้นหยุกหยิก มือเท้าน้อยๆ โบกเปะปะในอากาศ ปากอ้ากว้างจนเห็นเหงือกที่ยังไม่มีฟันขึ้น แผดเสียงดังเต็มที่

ภาพที่เห็นทำให้แอชลีนน์ถอนใจและหัวเราะในเวลาเดียวกัน น้ำตาจากความเครียดกลายเป็นความยินดีในชั่วพริบตา

ท่านสิมาเองก็หัวเราะทั้งน้ำตา และเอื้อมสองมือหาร่างเล็กๆ นั้น ลีชาวางทารกน้อยที่ยังเปื้อนเลือดปนน้ำคร่ำลงบนอกของหญิงสาว สายสะดือยาวซีดซึ่งยื่นออกมาจากหน้าท้องของแกวนอ้อมเข้าไปใต้ผ้าห่มที่คลุมร่างของผู้เป็นแม่ตั้งแต่สะเอวลงมาถึงเข่า เชื่อมต่อทั้งสองเข้าด้วยกัน ทุกคนในห้องแทบไม่ขยับเขยื้อน จ้องมองชีวิตใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดออกมาราวกับถูกสะกด

แอชลีนน์เห็นเด็กผู้ชาย ตัวเล็กกระจ้อยร่อย แต่ก็ยังใหญ่เหลือเกิน...เมื่อคำนึงว่าช่องทางผ่านสู่โลกของเด็กคนนี้เล็กและแคบเพียงไร เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นเด็กทารกใกล้ขนาดนี้ เด็กน้อยเพิ่งขดตัวนอนนิ่งอยู่ในท้องแม่เมื่อเช้า แต่ตอนนี้แยกออกมาเป็นตัวคนอีกคนหนึ่ง การกำเนิดช่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์จริงๆ

เสด็จแม่จะทรงรู้สึกเช่นนี้หรือเปล่านะ...เมื่อได้เห็นเสด็จพี่ไอลีชกับเธอ เสด็จย่า เสด็จแม่กับแม่ทุกคนต้องทนเจ็บปวดเนิ่นนานเหลือเกินเพื่อมอบชีวิตให้ลูกๆ ความรู้สึกบางอย่างเริ่มอัดแน่นในอกของเด็กสาว ขับน้ำตาให้รินอาบแก้ม แต่เธอก็รีบตั้งสติเมื่อได้ยินท่านซิอ์บุลพูดแว่วๆ เรื่องการตัดสายสะดือ เด็กสาวหยิบบันทึกขึ้นอ่านออกเสียงอีกครั้ง พยายามให้เสียงสั่นเครือของเธอฟังชัดเจนที่สุด

หลังคำสุดท้าย ลำคอพลันตีบตันจนเอ่ยอะไรไม่ออก มีเพียงเสียงสะอื้นออกมา

ใครสักคนสะกิดเธอเบาๆ เธอหันไปสบตากับหญิงสาวบนเตียง...ซึ่งมีใบหน้าซีดเผือดทว่าระบายรอยยิ้ม

“ขอบใจมากจ้ะ...เคียรา...เจ้าช่วยได้มากจริงๆ...คงกลัวมากใช่ไหม...ไม่เป็นไรแล้วล่ะ...”

“ข้า...” แอชลีนน์พยายามพูด “ข...ข้าไม่ได้กลัวค่ะ แต่ข้า...ข้าดีใจ แล้วก็...”

บางสิ่งในใจเด็กสาวพังทลายลงครู่นั้น เข่าของเธออ่อนยวบ สมุดหลุดจากมือตกลงบนพื้นไม้ แขนและหน้าซบลงบนเตียง...ข้างๆ ใบหน้าของหญิงสาวที่เพิ่งคลอด เธอกลัว...กลัวที่สุด กลัวว่าหญิงตรงหน้าจะตายเหมือนเสด็จย่า แล้วก็เสียใจเหลือเกินที่เสด็จแม่ผู้ผ่านความเจ็บปวดเพื่อมอบชีวิตให้เธอด่วนจากไป...ก่อนเธอตระหนักความจริงนี้

“ข้า...คิดถึงแม่ค่ะ...แม่ข้า...ไม่อยู่แล้ว...ข้า...ข้าคิดถึงแม่เหลือเกิน...”

เด็กสาวร้องไห้อย่างไม่อาย...ความกลัวที่เคยเกาะกุมมาตลอดหายไปจากใจ แทนที่ด้วยความโล่งอก...แต่ขณะเดียวกันยังมีความรู้สึกว่าตนอ่อนไหวและไร้สาระสิ้นดี ทว่าท่านสิมากลับลูบศีรษะของเธออย่างอ่อนโยน ด้วยมือที่มีกลิ่นน้ำคร่ำจางๆ...แต่อบอุ่นเป็นที่สุด

หญิงสาวไม่รู้จักแม่ของเธอ แต่ก็ยังพูดปลอบใจเธอได้อย่างที่ไม่มีใครเคยทำเลย เธอไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่...คิดว่าคนที่เป็นแม่เช่นกันคงเข้าใจ

“ข้าเชื่อว่าแม่ของเจ้าก็รักเจ้ามาก และตอนนี้ต้องภูมิใจในตัวเจ้ามากแน่ๆ เจ้าช่วยชีวิตคนนะ เคียรา ตั้งสองชีวิต...ทั้งข้ากับเด็กที่มีชีวิตยาวไกลคนนี้ แม่ของเจ้ากำลังดีใจกับเจ้านะ”

เสด็จพ่อ...เสด็จแม่...ทรงดีพระทัยกับลูกใช่ไหมเพคะ เสด็จพี่ทรงดีพระทัยกับน้องเหมือนกันใช่ไหม วันลูคนาซัธนี้...อย่างน้อยข้าก็ช่วยชีวิตคนได้ ข้า...ทำบางสิ่งเพื่อชาวธีร์ดีเรได้จริงๆ ขอบพระทัยองค์สุริยเทพกับทุกพระองค์เพคะ...

เธอนั่งร้องไห้โฮอยู่ตรงนั้นเหมือนตนเองเป็นเด็กเกิดใหม่อีกคนเสียเอง แต่ดูเหมือนไม่มีใครถือสา เธอทำหน้าที่ของตนเรียบร้อยแล้ว ท่านซิอ์บุลกับลีชาก็ยังคงทำหน้าที่ของพวกเขาต่อไป จนกระทั่งมีเสียงเคาะประตู

ครั้นอดีตนักรบบอกให้เข้ามาได้ เฟลิมก็เปิดเข้ามา เขามองท่านสิมาที่นอนอุ้มเด็กอยู่แล้วชะงักไป

“มีอะไรหรือ” ท่านซิอ์บุลถาม

“หมอตำแย...มาแล้วขอรับ” ชายหนุ่มตอบทั้งสีหน้าตะลึงงัน


* * * * *


แอชลีนน์ซับน้ำตาแล้วออกมาข้างนอก สวนกับหมอตำแยซึ่งเดินบ่นงึมงำเข้าไปในห้อง น้ำจากชายกะโปรงของนางหยดเป็นทางบนพื้นไม้ แต่ยังเปียกไม่มากเมื่อเทียบกับอาเมียร์กับรูอาร์ค ซึ่งเส้นผมกับเสื้อผ้าเปียกโชกแทบแนบเนื้อ ทั้งสองเข้าไปผลัดเสื้อผ้าในห้องนอนของเด็กหนุ่มอย่างเร่งด่วน ก่อนจะออกมาผิงไฟจิบชา รออยู่ข้างนอกกับเฟลิมและเด็กหญิงทั้งสอง

ถึงจะมาไม่ทันคลอด หญิงวัยกลางคนคงรับช่วงพยาบาลทั้งเด็กกับแม่ต่อไปจนเรียบร้อย ท่านซิอ์บุลกับลีชาอยู่ในห้องด้วย ทีแรกเธอได้ยินเสียงแม่หมอแย้งแว่วๆ ว่าผู้ชายอยู่ในห้องคลอดได้อย่างไร แต่ชายวัยกลางคนยืนกรานไม่ยอมออก อ้างว่าตนอยู่ช่วยมาถึงขั้นนี้แล้ว สุดท้ายนางจึงไม่คัดค้าน อีกไม่นาน อดีตนักรบก็อุ้มร่างเล็กๆ ในห่อผ้าออกมาหาคนอื่นๆ สีหน้าปลื้มปีติอย่างเห็นได้ชัด

“นาสิรา ฟาร์ฮานาห์ ตอนนี้พวกเรามีน้องชายแล้วนะ” เขาพูดกลั้วหัวเราะ “ดูซิ น้องน่ารักไหม”

ท่านซิอ์บุลนั่งลงบนเก้าอี้ ให้ลูกสาวทั้งสองเข้ามาเห็นน้องชายคนใหม่ชัดๆ แอชลีนน์อดชะโงกดูใกล้ๆ ไม่ได้อีกคน เธอเป็นลูกคนสุดท้อง และไม่เคยเห็นเด็กทารกอย่างนี้มาก่อนเลย เด็กน้อยมีตาสีดำขลับ ลูกผมอ่อนสีดำดูหยิกน้อยๆ เนื้อตัวแดงเรื่อแห้งสะอาด

“น้องชื่ออะไรเหรอจ๊ะ” นาสิราถาม

“ยังไม่ได้ตั้งเลย พ่อว่าจะรอถามแม่ก่อน”

“ตั้งชื่อว่าลูคไหมขอรับ” เฟลิมเสนอ “เขาเกิดวันเทศกาลลูคนาซัธพอดี ถือเป็นมงคลมากนะขอรับ น่าจะตั้งชื่อตามองค์สุริยเทพลูค”

ท่านซิอ์บุลกับอาเมียร์หันขวับมามองเขาแทบพร้อมกันด้วยสีหน้าประหลาดใจ...และคงไม่เกินไปหากจะตีความว่าไม่เห็นด้วย

“เอ่อ...ชาวทะเลทรายคงไม่ใช้ชื่อแบบชาวธีร์ดีเร...สินะขอรับ” เฟลิมพูดเบาๆ

“ก็...จะว่าอย่างนั้นก็ได้” ท่านซิอ์บุลตอบเรียบๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็...ขออภัยด้วยขอรับ” ชายหนุ่มค้อมศีรษะ

“ไม่เป็นไรหรอก” ชายวัยกลางคนสั่นศีรษะ “ก็แค่...ท่านไม่ทราบ...เท่านั้นเองนี่”

พวกผู้ใหญ่เงียบไป ขณะที่เด็กหญิงเล็กๆ ทั้งสองแตะตัวเด็กทารก จับนิ้วจับมือ แตะแก้ม พูดคุยเสียงแจ้ว จนสุดท้ายอาเมียร์ก็หันมามองแอชลีนน์ และลุกจากหน้าเตาผิง

“เย็นมากแล้ว ข้ารีบพาท่านเคียราไปส่งดีกว่า”

“เดี๋ยวสิ” ท่านซิอ์บุลเรียก “ไม่ดูน้องก่อนหรือ...แค่ครู่เดียวก็ได้”

อดีตนักรบมองเด็กหนุ่มซึ่งหันไปมองผ้าคลุมหนังที่แขวนตากในมุมห้องราวกับจะหลบสายตา แต่อีกครู่ อาเมียร์ก็หันกลับมา ค่อยๆ เดินเข้ามาหาชายวัยกลางคน ท่านซิอ์บุลจึงลุกขึ้นยืน ส่งทารกน้อยให้ลูกชายอุ้มแทนพร้อมคำถาม

“คิดว่าน้องหน้าเหมือนใครไหม”

เด็กหนุ่มก้มลงมองเด็กทารกนั้น ริมฝีปากเหมือนกึ่งยิ้มกึ่งเม้ม

“...ไม่รู้สิ เหมือนท่านกระมัง”

“...พ่อว่าแกหน้าเหมือนเจ้านะ”

“...ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ว่าตอนเด็กๆ ตัวเองหน้าตาอย่างนี้” เขายักไหล่น้อยๆ แล้วเหลือบดูชายวัยกลางคนอีกครั้ง “ไม่ไปเปลี่ยนเสื้อหรือ เลือดยังเปื้อนอยู่เลย”

“...นั่นสิ” ท่านซิอ์บุลก้มลงมองตนเองเหมือนเพิ่งรู้ตัว

“พาน้องกลับไปหาแม่เถอะ แม่คงอยากอยู่ใกล้ๆ แกมากกว่า ข้าต้องรีบไปแล้ว เดี๋ยวท่านเคียรากลับช้าจะลำบากไปด้วย”

อาเมียร์อุ้มเด็กน้อยกลับเข้าไปในห้องนอน อีกครู่หนึ่งก็ออกมาบอกให้แอชลีนน์เตรียมตัวกลับ และให้เฟลิมกับรูอาร์คกลับจวนไปก่อน

“เจ้าจะกลับมากินข้าวเย็นที่บ้านไหม” ท่านซิอ์บุลถามอีกครั้ง

“คงไม่ล่ะ เดี๋ยวข้าจะรีบกลับจวนเลย” อาเมียร์ตอบทันที “แล้วจะเอาม้ามาคืนพรุ่งนี้”

ทั้งสองออกไปพร้อมกับเฟลิมและรูอาร์ค แต่ใช้ทางออกจากหมู่บ้านคนละที่ จึงแยกกันกลางทาง แอชลีนน์กับอาเมียร์ขี่ม้าไปด้วยกันเหมือนวันนั้น ต่างกันตรงที่ครั้งนี้เขาให้เธอนั่งข้างหน้า คงเพราะเธอแต่งตัวเป็นผู้หญิงชัดเจน แอชลีนน์ไม่รู้เวลา แต่ก็เห็นว่าฟ้ามืดเต็มที่แล้ว เสียงกบหลังฝนร้องระงม เธอถือตะเกียงส่องทาง ปล่อยให้ความคิดล่องลอย ขณะที่อาเมียร์บังคับม้าไปเงียบๆ

ดูลัสกับเคียราคงเป็นห่วงเธอมาก แต่ถ้ารู้ว่ากลับช้าเพราะเหตุสุดวิสัยคงไม่ว่าอะไร หากพวกเขาจะตำหนิที่เธอหนีมาเที่ยวงานเทศกาล เธอก็จะไม่ว่าเช่นกัน เพราะเธอไม่เสียดายเลยที่ออกมา วันลูคนาซัธที่พิเศษกว่าครั้งอื่นๆ ในชีวิตปีนี้เธอได้ทำอะไรมากมายทีเดียว ทั้งได้รับประทานโคลแคนนันกับคนอื่นๆ อย่างใกล้ชิดและรู้สึกถึงรสอร่อยของมันอีกครั้ง ได้เก็บแบลเบอร์รี ได้เต้นรำกับอาเมียร์ในงานเทศกาล ได้ช่วยทำคลอดให้ท่านสิมาและเห็นเด็กแรกเกิดจริงๆ เป็นครั้งแรก ครอบครัวของอาเมียร์น่ารักและอบอุ่น เธออยากมีโอกาสใช้เวลากับพวกเขามากกว่านี้ อยากกลับมาเยี่ยมท่านสิมากับลูกคนใหม่อีก ทว่า...เท่านี้คงนับว่าคุ้มค่าแล้ว...กับกำหนดการเดินทางกลับเมืองหลวงซึ่งอยู่ใกล้เพียงสัปดาห์หน้า

“ขอบคุณมากนะ วันนี้ข้าสนุกมากเลย...เป็นวันลูคนาซัธที่จะไม่มีวันลืมจริงๆ” เด็กสาวเอ่ยปาก

“ไม่เป็นไรหรอก” อาเมียร์ตอบจากด้านหลัง “ข้าดีใจมากที่เจ้าชอบ”

“แล้วอาจารย์ล่ะ สนุกเหมือนกันไหม”

เด็กหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง คำตอบไม่ไปกับน้ำเสียงเลยแม้แต่น้อย

“...แน่นอนสิ”

แอชลีนน์บอกได้ว่ามีเรื่องที่เขาไม่สนุกอยู่ เช่นตอนเต้นรำ ทีแรกเธออยากบอกให้เขาผ่อนคลายมากกว่านี้ เคร่งเครียดจริงจังน้อยกว่านี้ แต่ก็นึกได้ว่าอาเมียร์ขี่ม้าฝ่าพายุไปตามหมอตำแย แล้วยังต้องมาส่งเธอ เขาคงเหนื่อยและเพลียมากกว่าจึงตอบเช่นนั้น ซ้ำ...เขายังอุตส่าห์เป็นห่วงเรื่องอื่นแทนเธอเสียอีก เด็กสาวตระหนักได้เมื่อเขาเอ่ยต่อ

“ขอโทษนะ ทำให้เจ้ากลับช้ามากอย่างนี้ ข้ากลัวดูลัสจะวิ่งวุ่นตามหาเจ้าจนทั่วแล้ว”

“ไม่เป็นไรหรอก ข้าพูดกับเขาได้” แอชลีนน์รีบรับรอง “เกิดพายุใหญ่ เขาก็รู้ ข้าไม่ให้เขาโทษท่านได้หรอก มันเป็นเรื่องสุดวิสัย”

เด็กหนุ่มไม่ตอบ และชะลอม้ากะทันหัน ครั้นเด็กสาวจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึม

“ข้าคิดว่า...เจ้าคงต้องรีบพูดเสียแล้ว”

ที่หน้าซุ้มประตูทางเข้าหมู่บ้าน เด็กสาวเห็นชายคนหนึ่งยืนม้าขวางอยู่ ตามร่มไม้ด้านข้างมีเงาขยับไหวเช่นกัน แสงตะเกียงในมือของเธอสาดกระทบชุดเกราะหนัง และดาบที่พวกเขาทุกคนล้วนคาดไว้ที่เอว

แอชลีนน์ชูตะเกียงไปข้างหน้า ส่องร่างของม้าและคนบนหลังมัน เธอไม่ประหลาดใจเท่าไรเมื่อพบว่านั่นเป็นใคร แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะทำถึงขนาดพาคนมามากมายมาล้อมจับกันเช่นนี้

ดูลัส...ทำไมต้องทำถึงขั้นนี้ด้วย......ข้า...ทำผิดอะไรนักหรือ...


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 1 ตอบเมื่อ 15 พ.ย.53 เวลา 23:59:16 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๑๓      
เคว้งคว้าง


ม้าสองตัวยืนประจันหน้าห่างกันราวยี่สิบก้าว กลุ่มชายสวมเกราะตีวงล้อมไว้หลวมๆ พวกเขายังไม่ชักดาบ แต่จับด้ามเตรียมไว้อย่างเงียบๆ

ชายบนหลังม้าใต้ซุ้มประตูพูดขึ้นก่อน

“ไปเสีย เจ้าคนทราย จากนี้ไป เราจะคุ้มกันนางกลับเอง”

“ดูลัส...” เด็กสาวตัดสินใจเอ่ย “ไม่ใช่ความผิดของเขานะ ข้าเป็นคนขอมาที่นี่เอง ท่าน...คงไม่ห้ามข้าไปเรียนกับเขาอีกใช่ไหม”

“กระหม่อมขอประทานอภัย แต่กฎต้องเป็นกฎพ่ะย่ะค่ะ”

แอชลีนน์เบิกตากว้างที่เขาใช้ราชาศัพท์...ต่อหน้าต่อตาคนนอกซึ่งดูไม่เหมือนทหารองครักษ์ และต่อหน้าอาเมียร์

“ทำไม...ทำไมถึงพูดอย่างนั้น!”

“ขอทรงวางพระทัย คนเหล่านี้เป็นคนของกระหม่อมเอง พวกเขาเก็บรักษาความลับยิ่งชีวิต ส่วนเจ้าคนทราย” เสียงของดูลัสกระด้างขึ้น “ดูจะไม่ตกใจเลย...ทั้งที่เพิ่งได้ยินว่าคนที่มันลักลอบพามาคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เอริน อลาชตาร์ องค์รัชทายาทแห่งธีร์ดีเรแท้ๆ”

เด็กสาวหันกลับไปมองอาเมียร์ สีหน้าของเขาเคร่งเครียด ทว่าเรียบเฉย ไร้ความตกใจอย่างที่องครักษ์หนุ่มบอกจริงๆ

“อาจารย์...” เธอกระซิบ แต่ไม่ทันคำพูดต่อมาของดูลัส

“หรือเจ้าจะปฏิเสธ...ว่าไม่ทราบจนกระทั่งข้าเอ่ยพระนามของพระองค์”

“ข้าคงบอกว่าทราบแน่ชัดตั้งแต่ตอนนั้นไม่ได้ แต่ก็คาดเดาไว้บ้าง” อาเมียร์ตอบเสียงขรึม

“คาดเดา” องครักษ์หนุ่มแค่นเสียง “ถึงคาดเดาได้แล้วก็ยังทำตัวเป็นแมลงเม่าเข้ากองไฟ ไม่รู้เลยหรือว่าเจ้าแหกกฎมณเฑียรบาลพอให้หัวขาดได้กี่สิบรอบแล้ว หรือผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับมันหอมหวานเสียจนยอมเสี่ยงขนาดนี้”

“ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์นะ!” แอชลีนน์แย้ง “เขาก็แค่...แค่อยากให้ข้าได้เรียน! ข้าเป็นคนขอไปเรียนกับเขาเอง!”

“แต่หากมันฉลาดจนมังกรน้ำเรียกว่า ‘เพชรในตม’ จริงๆ ก็ย่อมรู้ว่าการกระทำของตัวเป็นภัยแค่ไหน ทั้งต่อมันเอง ครอบครัว และเจ้านายของมันด้วย” ดูลัสพูดต่อไป “พระราชวงศ์ไม่อาจเรียนร่วมกับสามัญชน เจ้าทราบกฎข้อนี้หรือไม่”

“ข้าทราบ” อาเมียร์รับชัดถ้อยชัดคำ

“แต่เจ้าก็ยังทำ”

“เจ้าหญิงทรงมีพระประสงค์ด้วยพระองค์เอง และทรงอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรให้ ‘แอช’ มาเรียน ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร”

“เจ้ารับทำตามนั้น ทั้งๆ ที่ทราบว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ก็คือแอช”

“ข้าไม่ได้ทราบ แต่คาดเดา”

“คาดเดาได้แล้วทำไมไม่ถามให้แน่ชัด” ดูลัสตั้งคำถาม “หากเจ้าคำนึงถึงความปลอดภัยของตนสักหน่อยย่อมต้องถาม แต่เจ้าไม่ถามเพราะทราบดีอยู่แล้วว่านี่คือเจ้าหญิง และเจ้าเห็นผลประโยชน์จากการให้เจ้าหญิงทรงปลอมพระองค์เสด็จมาเรียนกับเจ้า...ร่วมกับคุณชายเฟลิม ยาร์ลาธ หรือเจ้าจะปฏิเสธ”

“ไม่” คำตอบของอาเมียร์ทำให้เด็กสาวยิ่งประหลาดใจ “ข้าเห็นผลประโยชน์จากการนั้นจริงๆ แต่อาจไม่ใช่ผลประโยชน์อย่างที่ท่านคิด...ข้าอยากให้เจ้าหญิงทรงมีความรู้ความสามารถในการปกครอง เพื่อจะได้ทรงทำให้ธีร์ดีเรเข้มแข็ง ข้าคิดว่านี่เป็นหน้าที่ของตนในฐานะข้าแผ่นดิน”

“ข้าแผ่นดินหรือ อย่ามาใช้คำพูดสวยหรูกล่อมข้าหรือเจ้าหญิงเลย เจ้าคนทราย” ราชองครักษ์หนุ่มพูดเหมือนขัน “เจ้าเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้กี่ปี จะจงรักภักดีถึงขนาดยอมเสี่ยงถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรเพื่อเรื่องไกลตัวแบบนั้นหรือ”

อาเมียร์นิ่งเงียบ สีหน้ากลับแข็งกร้าวจนแทบอ่านไม่ออก

“ได้ยินจากพวกชาวบ้านว่าวันนี้น้องเจ้าเกิด ข้ายินดีด้วย” เมื่อดูลัสเปลี่ยนเรื่องพูด แอชลีนน์แปลกใจ แล้วก็เย็นสันหลังวาบกับเนื้อความต่อมา “แต่น่าเสียดายที่เด็กนั่นอายุไม่ถึงวัน...พี่ชายก็จะพาให้อายุสั้นเสียแล้ว พ่อแม่พี่น้องเจ้าก็คงอยู่ได้อีกไม่ถึงปีเหมือนกัน”

“ข้าทำเองของข้า พ่อแม่พี่น้องไม่เกี่ยว” เสียงของอาเมียร์ดุดันขึ้น “หากข้าทำผิดอะไร ก็ลงโทษข้าคนเดียว แต่ข้าขอถาม...สิ่งที่ข้าทำเป็นโทษหรือ พวกท่านเห็นการสอนวิชาการต่างๆ ให้เจ้าหญิงของท่านเป็นสิ่งเลวร้ายหรือ ข้าตั้งใจสอนให้พระองค์ทรงมีความรู้ มีพยานยืนยันได้ ต่อให้พวกท่านฆ่าข้าในตอนนี้หรือฆ่าครอบครัวข้าด้วย ความจริงก็ต้องเปิดเผย ท่านเจ้ามณฑลไม่ปล่อยให้คนของตนถูกฆ่าตายล้างบ้านหรือหายสาบสูญไปเฉยๆ แน่”

“ช...ใช่” เด็กสาวรีบเสริม “ถ้าพวกท่านฆ่าเขา ข้าก็จะไม่อยู่เฉยเหมือนกัน ข้าจะบอกท่านน้า...ท่านผู้สำเร็จราชการคอนรอย มีหรือท่านน้าจะไม่เห็นด้วยกับข้า”

ดูลัสจ้องมองทั้งสองนิ่งอยู่ด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ หากตาไม่ฝาด...เธอคิดว่าเขาเริ่มยิ้มน้อยๆ แต่เป็นยิ้มที่ดูน่ากลัวอย่างประหลาด

“สุดท้าย เจ้าก็เอานายเข้าว่าอยู่ดี นึกว่าข้ามองไม่ออกหรือ เจ้าคนทราย ทีแรกข้าอุตส่าห์ให้โอกาสเจ้าถอยกลับดีๆ แล้ว...เจ้ากลับขุดหลุมฝังตนเองเสียได้”

“หมายความว่าอย่างไร” อาเมียร์ถาม

“หากมังกรน้ำปกป้องเจ้า...หมายความว่าเขาจะไม่เห็นดีกับสิ่งที่เจ้าทำได้อย่างไร ใช่สิ...ก็เจ้าให้โอกาสลูกชายจอมเก็บตัวเงียบหงิมของเขาได้ใกล้ชิดเจ้าหญิงแท้ๆ”

คอของแอชลีนน์พลันแห้งผาก เธออยากช่วยแย้งให้เขาเหมือนเมื่อก่อน ทว่าเรื่องตอนได้ยินว่าอาเมียร์เป็นคนขอให้เฟลิมเต้นรำกับเธอ...ซ้ำยังเสนอให้เขาเต้นกับเธออีกรอบกลับผุดขึ้นในสำนึก

...หากอาเมียร์ไม่มีเจตนานั้นจริงๆ...ทำไมถึงต้องทำอย่างนี้ด้วย...

“ท่านเบเรคไม่ทราบเรื่องเจ้าหญิง” เด็กหนุ่มตอบ

“ข้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาไม่ทราบ”

“ท่านก็ไปบอกเขา แล้วดูสีหน้าเขาเหมือนที่เพิ่งดูข้าสิ”

ดูลัสเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะยักไหล่น้อยๆ

“คงไม่ต้องกระมัง แค่ถามจากเจ้าน่าจะได้ความพอแล้ว จงตอบตามตรง เจ้าไม่เคยคิดอยากให้ลูกชายของเจ้ามณฑลยาร์ลาธได้ใกล้ชิดเจ้าหญิงเลยหรือ ยอมรับกันตรงนี้อย่างลูกผู้ชายที่มีศักดิ์ศรี ได้ยินว่าพวกคนทรายหยิ่งในศักดิ์ศรีของตนไม่น้อย...จนต้องรบชิงมันกันไม่เว้นแต่ละวันเลยนี่”

“ท่านราชองครักษ์ดูลัส” อาเมียร์พูดช้าๆ “ข้าเห็นท่านเป็นคนมีศักดิ์ศรี แต่คำพูดกระทบกระเทียบศักดิ์ศรีจอมปลอมเมื่อครู่ทำให้ข้าเปลี่ยนความคิดเสียแล้ว”

ความเงียบทิ้งตัวนิ่งนาน ชายทั้งสองจ้องมองกันอีกครู่ใหญ่ จนดูลัสพูดขึ้นในที่สุด

“ข้าเป็นราชองครักษ์ หน้าที่ถวายความปลอดภัยให้พระราชวงศ์สำคัญกว่าศักดิ์ศรี”

“เช่นนั้น ข้าถือว่าท่านเป็นคนตรงไปตรงมา และข้าจะตรงไปตรงมากับท่านเช่นกัน” เด็กหนุ่มตอบ “ผลประโยชน์หลักของข้าคือความรู้ความสามารถที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ได้รับ แต่หากเจ้าหญิงทรงเข้ากับท่านเฟลิมได้ดีและได้ครองคู่กันจริงๆ ...ก็ถือเป็นผลพลอยได้ที่ดีต่ออาณาจักร”

เด็กสาวเย็นสันหลังวาบ อยากร้องถามย้ำคำที่ได้ยิน แต่ก็รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งจุกคาในลำคอ ได้แต่ฟัง...ฟังต่อไป

“ข้ามีหน้าที่สอนท่านเฟลิม ย่อมคาดหวังให้นายของตนชนะเป็นธรรมดา แต่ข้าไม่เกี่ยงหากผู้ที่มีความสามารถเพียบพร้อมกว่าเขาได้เป็นกษัตริย์ เพราะนั่นเป็นผลดีต่อธีร์ดีเรเช่นกัน”

ทั้งๆ ที่หลังเย็นเยียบ ใบหน้าของแอชลีนน์กลับร้อนผ่าว ในหูเหมือนมีลมอื้ออึง...พัดเข้าไป...หมุนวนอยู่ในศีรษะ เขาสอนเธอเพราะอย่างนี้เองหรือ เห็นเธอเป็นแค่นี้ เป็นตัวหมากราชินีที่คู่กับใครก็ได้...ถ้ามันจะทำให้เจ้าของชุดหมากชื่อธีร์ดีเรได้ชัยชนะ เขาสอนเธอแค่เพราะรู้ว่าเธอคือเจ้าหญิงแอชลีนน์ หากไม่คาดเดาว่าเธอเป็นเจ้าหญิงก็คงไม่เสียเวลาสอนกันทุกวันนี้...ไม่เอาใจให้เธอได้มาเที่ยวงานลูคนาซัธที่บ้านเขาแน่ๆ

ไม่อย่างนั้น...ทีแรกเขาคงไม่ปฏิเสธคำขอเรียนของเธอโดยอ้างสารพัดเหตุผล ปากบอกอยากรู้ว่าเขาเป็นใครให้ถามอย่างตรงไปตรงมา...แต่ถ้าเขาอยากรู้ว่าเธอเป็นใคร ทำไมถึงไม่ถามอย่างตรงไปตรงมาเช่นกันบ้าง

เธอมันโง่...โง่จริงๆ ที่คิดไปว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็นแค่อาจารย์ แต่ใกล้เหมือนเพื่อนเหมือนพี่ชายไปทุกขณะ ไม่ใช่เลย...

“ข้าเข้าใจว่าอีกเพียงสัปดาห์เดียว เจ้าหญิงก็ต้องเสด็จกลับเมืองหลวงแล้ว ขอให้ท่านอนุญาตให้พระองค์ได้ทรงเรียนกับข้าในเวลาที่เหลืออยู่เถอะ เพื่อจะได้เป็นประโยชน์—”

“ต่อธีร์ดีเร...อย่างนั้นสินะ” แอชลีนน์ก้มหน้าลง ต่อคำพูดเสียเอง “ท่านสอนข้าก็แค่เพื่อธีร์ดีเร คิดว่าถ้าข้า...คู่กับใครแล้วเป็นผลดีต่อธีร์ดีเรได้ก็พอแล้ว แต่ไม่คิดถึงใจของข้าบ้างเลย!”

“แอช...เจ้าหญิง” เสียงของอาเมียร์ฟังงุนงง

“ท่านไม่ต่างกับพวกนั้นเลย” เด็กสาวพูดเสียงแข็ง “พยายามทำให้ข้าเป็นไปตามต้องการเพื่อธีร์ดีเร...ไม่ต่างกันแม้แต่นิดเดียว! ไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

“ฝ่าบาท” เด็กหนุ่มเรียกเธออย่างเป็นทางการ ยิ่งกว่าเรียกเจ้าหญิง แต่เรียกกษัตริย์หรือราชินีผู้ปกครอง “พระองค์ประสูติในราชตระกูล กระหม่อมคิดว่าจะทรงทราบเสียอีก...ว่าการอภิเษกสมรสเพื่ออาณาจักรก่อนความต้องการของพระองค์เอง...เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”

ทำนบน้ำตาของเด็กสาวทลายกับคำพูดนั้น...คำที่ใครช่างย้ำนักหนาตั้งแต่เธอยังเด็ก ยังไม่กลายเป็นรัชทายาทพระองค์เดียวด้วยซ้ำ

“ข้ารู้ แต่ข้าไม่เข้าใจ...แล้วก็ไม่อยากจะเข้าใจด้วย!”

อาเมียร์ถอนใจ พูดราวกับสั่งสอนเธออีกครั้ง

“คนในราชตระกูลเกิดมาสุขสบายกว่าคนอื่นๆ...จึงมีสิ่งที่ต้องตอบแทนให้แผ่นดินกับประชาชนมากเช่นกัน กระหม่อมทราบว่าการแต่งงานตามหน้าที่ไม่ใช่สิ่งที่เรียกได้ว่าดีที่สุด หรือมีความสุขที่สุด แต่เป็นสิ่งจำเป็น ด้วยเหตุนี้ พระองค์ควรทรงหวังให้พระสวามีเป็นคนดีและเข้ากับพระองค์ได้ ทั้งเพื่ออาณาจักรกับความสุขของพระองค์เองด้วย”

“แล้วท่านเป็นใคร...ถึงมีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้” แอชลีนน์พูดเสียงสั่น กำมือแน่น “ท่านจะไปเข้าใจข้าได้อย่างไร รู้ไหมว่าคนที่ข้าเกลียดที่สุดเป็นคนแบบไหน...คนที่ชอบทำเป็นรู้เรื่องของข้าดี...ชอบบอกว่าข้าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้อย่างไรเล่า!”

“กระหม่อมแค่ทูลไปตามเหตุผล และความเป็นจริง—”

พอ! ข้าไม่ฟังคำพูดของท่านอีกแล้ว!” เด็กสาวขึ้นเสียง “เสียแรงที่หลงเชื่อใจ! ข้าไม่อยากฟังอีก!

เธอทิ้งตัวลงจากหลังม้าโดยที่เขาไม่ทันคว้า จึงเซเกือบล้มตอนเท้ากระทบพื้น แต่เมื่อตั้งหลักได้ก็รีบเดินจากไป ครั้นได้ยินเสียงอาเมียร์พูดแผ่วเบาตามหลังมาก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นอีก

“...ข้าก็แค่...อยากให้ธีร์ดีเรเป็นที่ที่สงบสุขกว่านี้”

“แต่ท่านไม่คิดถึงความสุขของข้าเลย!” เธอโต้กลับโดยไม่หันไป

“เจ้าหญิงแอชลีนน์...ฝ่าบาทไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงธีร์ดีเรพ่ะย่ะค่ะ”

เธอยกแขนขึ้นปาดน้ำตาอย่างเหลืออด

“แค่ตามหลักเท่านั้น ที่จริงข้าเป็นแค่เบี้ยตัวหนึ่ง...เป็นใบเบิกทางสู่อำนาจที่ใครๆ ก็ต้องการ ทำไมข้าจะไม่รู้”

“กระหม่อมสอนเพื่อให้ฝ่าบาทไม่ต้องเป็นเบี้ยของพวกเขา ที่ต้องการให้ท่านเฟลิมได้สมรสกับฝ่าบาท ก็เพราะทราบว่าเขาเป็นคนดีที่จะให้เกียรติฝ่าบาท และปกครองธีร์ดีเรโดยไม่ต้องการผลประโยชน์ส่วนตนอย่างแท้จริง”

“เพราะอย่างนี้...ท่านเลยทำให้พวกเราเป็นเบี้ยของท่านเสียเอง” แอชลีนน์ย้อน

“ฝ่าบาท...”

“ไม่ต้อง” เธอตัดสินใจตัดบท “ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ข้าเข้าใจเจตนาของท่านชัดเจน...และจะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป”

เด็กสาวก้าวยาวๆ ไปหาดูลัส เขาลงจากหลังม้ามาช่วยส่งเธอขึ้นไป พูดขอประทานอภัยเบาๆ ก่อนจะเหวี่ยงตัวขึ้นนั่งข้างหลังเธอ

“ฝ่าบาท ขอทรงฟัง—“

“เพื่อตอบแทนที่ท่านอุตส่าห์รับใช้ ให้ความรู้เราเป็นอย่างดีมาตลอด” แอชลีนน์พูดเพื่อกลบคำขอร้องของเขา ทั้งๆ ที่เกลียดการพูดจาเป็นทางการและเสียดสีเช่นนี้ “เราจะไม่ถือโทษท่าน ครอบครัวของท่านจะปลอดภัย แต่จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน”

“ฝ่าบาท...แอช...”

“ไปได้แล้ว ดูลัส” เด็กสาวหลับตาลง ปล่อยน้ำตาให้หลั่งไหลอาบหน้าขณะที่องครักษ์หนุ่มรับเบาๆ แล้วกระตุ้นม้าให้ควบออกไป เสียงเรียกแหบโหยของอาเมียร์ถูกทิ้งห่างไว้ด้านหลัง ไกลออกไป...ไกลออกไปทุกที ไม่มีเสียงกีบเท้าม้าตามมาเลยแม้แต่น้อย

มีเพียงเสียงม้าที่เธอนั่งอยู่...เสียงกบที่ร้องระงมโดยไม่นำพาเสียงมนุษย์...และเสียงสะอื้นของตนเอง

“โปรดอย่ากันแสงเลย ดีแล้วที่องค์หญิงทรงตัดสินพระทัยเช่นนี้ จากนี้ไป...หากมีสิ่งใดให้กระหม่อมรับใช้ก็ขอให้ตรัสมาเถิดพ่ะย่ะค่ะ” ดูลัสปลอบโดยไม่แม้แต่จะแตะต้องตัวเธอ สองมือของเขายังจับที่บังเหียน มีแต่ร่างของเธอที่เอนมาถูกตัวเขาตามจังหวะฝีเท้าม้า “กระหม่อมจะรับใช้องค์หญิงตามรับสั่งทุกประการ หากมีพระประสงค์จะทราบสิ่งใดที่กระหม่อมทูลได้ กระหม่อมจะรีบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

เธอไม่ได้ตั้งใจฟังคำพูดของดูลัส ได้แต่ร้องไห้เงียบๆ ด้วยความเคว้งคว้าง วันลูคนาซัธอันอบอุ่นเป็นครั้งแรกในรอบสามปี...ความดีใจที่ได้เห็นการกำเนิดชีวิตใหม่และช่วยชีวิตนั้นห่างออกไปเหมือนอดีตไกลแสน...และเลือนรางเหมือนความฝัน

มีเพียงชายเย็นชาคนนั้นที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำ...เหมือนฝันร้ายที่จำได้ติดตากว่าฝันดีหลายเท่านัก


* * * * *


หลังจากแอช ราชองครักษ์ดูลัสและคนของเขาไปกันหมด อาเมียร์ยังคงยืนม้านิ่งอยู่ ลังเล...ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

เขาพูดความจริง เพราะเข้าใจว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องการมาเรียนเพื่อธีร์ดีเร เขาช่วยเธอตามความต้องการของเธอไม่ใช่หรือ ทำไมถึงโกรธ ทำไมหาว่าเขาทำให้เธอเป็นเบี้ยของตน ถึงจะไม่อยากแต่งงาน มันก็เป็นหน้าที่ของเชื้อพระวงศ์...ของรัชทายาทและผู้ปกครอง กระทั่งตัวเขาเองยังเคยต้องยอมรับแต่เด็ก

ใช่ เจ้าหญิงอาจต่างจากเขา เธอไม่ได้เป็นรัชทายาทตั้งแต่เริ่มรู้ความ แต่ก่อนหน้านั้น เธอย่อมรู้ว่าตนต้องแต่งงานกับพระราชวงศ์ต่างแดนเพื่อสืบสัมพันธไมตรี แล้วทำไมถึงพาลโกรธแค่เพราะเขาพูดความจริง

หรือจะจริงอย่างที่เสด็จพ่อเคยเปรย...ผู้หญิงไม่ต้องการเหตุผล แต่ต้องการความรู้สึก ไม่ว่าชายาในอนาคตของลูกจะเป็นอย่างไร ไม่ต้องพยายามเข้าใจนาง ทำเพียงแสดงออกว่ารักนาง...ตามที่นางต้องการก็พอ นั่นหมายความว่าเขาควรพูดปด รับรองแข็งขันว่าสอนให้เธอแค่เพราะเธออยากเรียน ถึงต้องแต่งงานการเมืองเขาก็เห็นใจเธอ...พร่ำพรรณนาไม่อยากให้เธอไปแต่งงานกับคนที่เธอไม่รักอย่างนั้นหรือ

...มันจะไร้สาระไปหรือเปล่า...

...วันนี้ทั้งวันไร้สาระ เทศกาลเก็บเกี่ยวแล้วเป็นอย่างไร ทำไมเขาต้องมาทำอะไรทั้งหมดนี้ ทำไมต้องขึ้นเขาไปเก็บผลไม้ให้เทพที่มีสาวกเป็นศัตรูของอาณาจักรตน...ทั้งๆ ที่เอาเวลาไปอ่านหนังสือได้ประโยชน์กว่า ทำไมต้องลุกขึ้นเต้นรำทั้งๆ ที่เต้นไม่เป็น ทำไมต้องฝ่าพายุฝนไปตามหมอตำแยให้แม่...ทั้งๆ ที่...พ่อเด็กต่างหากสมควรไปตาม ทำไมต้องถูกแอชต่อว่าด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง...

เสียงฝีเท้าเบาๆ บนดินเฉอะแฉะทำให้อาเมียร์หันขวับ เห็นคนที่เขาเพิ่งนึกถึงเมื่อครู่

ท่านอายังสวมชุดเดิม...ชุดเปื้อนคราบเลือดนั่น ไม่รู้คิดจะตอกย้ำอะไรเขานัก เด็กหนุ่มพยายามข่มความขุ่นเคือง จับสังเกตอีกฝ่ายโดยไม่แสดงพิรุธใดๆ แล้วก็พบว่าอดีตนักรบคาดดาบที่ข้างเอว...แสดงว่าไม่ได้ออกมาเดินเล่นธรรมดา

“เคียราล่ะ” เขาถามอาเมียร์ก่อน

“มีคนมารับไปแล้ว” เด็กหนุ่มตอบสั้นๆ “ก็ดี ข้าจะได้รีบกลับจวน”

“เจ้ายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยไม่ใช่หรือ ไม่กลับมากินที่บ้านด้วยกันล่ะ”

“ไม่เป็นไร” เด็กหนุ่มปฏิเสธทันควัน “ข้ากลับไปกินที่จวนได้”

“นี่ค่ำแล้ว คนครัวึคงเข้านอนกันหมด และเจ้าจะยอมอดข้าวเอง เพราะไม่อยากให้ใครลำบากตื่นขึ้นมาทำอาหารให้สินะ”

อาเมียร์ชะงักที่อีกฝ่ายเดาถูกเผง

“เห็นกันมาตั้งแต่เจ้ายังตัวเล็กนิดเดียว ทำไมข้าจะไม่รู้ ถ้าไม่ใช่เรื่องอะไรที่ยอมไม่ได้จริงๆ เจ้าก็เกรงใจใครต่อใครเขาไปทั่ว...ยกเว้นตัวเองนั่นล่ะ” ท่านอาถอนใจ “มาเถอะ ถ้าไม่อยากเห็นข้ามากนัก ข้าหลบไปห้องอื่นก็ได้”

“ท่านก็เกรงใจใครต่อใครเขาไปทั่ว...ยกเว้นตัวเองเหมือนกันสินะ” เด็กหนุ่มย้อน

ชายวัยกลางคนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยักไหล่น้อยๆ

“คงใช่ แต่...เพื่อให้ลูกอิ่ม พ่อแม่ทำได้ยิ่งกว่าเกรงใจทั้งคนอื่นและตัวเองไม่ใช่หรือ”

อาเมียร์เม้มปากแน่น ห้ามตนเองไม่ให้พูดความจริงที่อีกฝ่ายไม่อยากได้ยิน เขายังคงเกรงใจท่านอา...ทั้งๆ ที่ไม่เข้าใจเลยว่าท่านอาจะปฏิบัติต่อเขาราวกับลูกแท้ๆ ไปทำไม

รู้ทั้งรู้ว่าเขาเป็นลูกของหญิงที่ท่านอารักกับชายคนอื่น ท่านอาก็ให้เขาขี่คอในอุทยานตอนเด็กๆ ...วิ่งไปพลางกู่ร้อง...วิ่งแข่งกันโดยต่อให้เขานำหน้าไปก่อน...ปล่อยให้เขาชนะทั้งๆ ที่ช่วงขาของท่านกว้างกว่าเขาไม่รู้กี่เท่า ท่านอาเฝ้ามองเขาเติบโต...โดยที่ตัวท่านเองไม่เคยแต่งงานมีชายา ท่านอาอาจเห็นเขาเป็นเหมือนลูกชาย...แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นความจริงไปไม่ได้ และตอนนี้...ท่านอาก็ได้ลูกชายสมใจแล้วไม่ใช่หรือ จะปลอบว่าเด็กนั่นหน้าเหมือนเขาตอนเด็กอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้น เขาย่อมเหมือนเสด็จพ่อเสด็จแม่ ลูกของท่านอาย่อมหน้าเหมือนท่าน กระทั่งลูกผมหยักศกน้อยๆ และรูปหน้าที่ดูมีเหลี่ยมมุมมากกว่าจะเป็นรูปไข่ยังถอดกันมา...

“กลับด้วยกันเถอะ อาเมียร์” อดีตนักรบพูดเบาๆ “ค่ำแล้ว ถนนเปียกเดินทางลำบาก ค้างที่บ้านสักคืน อย่าให้แม่เป็นห่วงเลย”

แม่จะเป็นห่วงหรือ วันนี้แม่คงเหนื่อยมาก อาจนอนพัก ไม่ก็ดูแลให้นมลูกคนใหม่อยู่ จะมาห่วงเขาที่โตแล้ว และดูแลตนเองได้ทำไมกัน

“ข้าไม่ได้บอกท่านเบเรคไว้” เด็กหนุ่มหาข้ออ้าง “ไม่นานก็ถึงจวน ข้าชินทางแล้ว ดูแลตัวเองได้”

อีกฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วก็เอ่ยช้าๆ

“ข้า...ออกมาเพราะได้ยินเสียงคนด้อมๆ มองๆ แถวบ้านเรา ทีแรกไม่แน่ใจ แต่พอพวกเจ้าออกมาถึงได้ยินชัดขึ้น เลยตามมาดู พบว่ารอยของพวกเขามุ่งหน้ามาทางเจ้ากับเคียรา มาถึงนี่ก็เห็นเจ้ายืนม้าอยู่คนเดียว แต่...ไม่ควรประมาทไม่ใช่หรือ”

อาเมียร์รู้ว่านั่นเป็นรอยคนของดูลัส ซึ่งไปกันหมดแล้ว และคงไม่ซุ่มทำร้ายเขาให้เกิดเรื่องใหญ่ แต่ไม่คิดว่าควรบอกอีกฝ่ายตามตรง เขาระแวงขึ้นมา...ว่าท่านอาตามมาทันได้ยินเรื่องที่ตนพูดกับดูลัสและเจ้าหญิงแอชลีนน์หรือไม่ ทว่าไม่กล้าถามให้ระแคะระคายเช่นกัน

“มีอาจารย์สอนดาบเป็นจอมทัพผู้ยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักร ข้าจะแพ้พวกโจรกระจอกได้อย่างไร” เด็กหนุ่มย้อนถาม

“แต่สิ่งที่เจ้ากลัวอาจทำให้เจ้าเพลี่ยงพล้ำ”

“ข้าไม่ได้กลัว” อาเมียร์แย้ง “ก็แค่เกลียด ถึงเวลาจริงๆ ข้าดูแลตนเองได้”

“แล้วทำไมชะงัก ตอนเห็นเสื้อข้าเปื้อนเลือด” ท่านอาต้อนเขาอย่างคาดไม่ถึง “ทั้งที่เป็นแค่คราบเลือดแห้งนิดเดียวแท้ๆ”

“...ข้าเป็นห่วงแม่ต่างหาก ถึงอย่างไรนั่นก็เลือดของแม่”

อดีตนักรบเงียบไปอีกครั้ง กระนั้น...เด็กหนุ่มก็รู้สึกเหมือนได้ยินคำว่า ‘ปากแข็ง’ สะท้อนซ้ำๆ จากเสียงกบร้อง เคว้งคว้างในอากาศชื้นฝน

“ข้าจะไป” เด็กหนุ่มย้ำ “ท่านกลับไปเถอะ กลับไปดูแลแม่ แล้ว...ข้ายินดีด้วย...ที่ได้ลูกชายคนแรก”

“อาเมียร์...เจ้าก็เป็น—เดี๋ยวก่อน!”

ท่านอาพูดไม่ทันจบ อาเมียร์ก็กระทุ้งโกลนที่สีข้างม้าให้มันควบออกไป มือข้างหนึ่งปล่อยสายบังเหียนไปปาดน้ำตาที่รื้นออกมา ขณะพยายามรวบรวมความคิดต่างๆ ให้เป็นระบบ ไม่ฟุ้งซ่านไปกับสารพัดคำพูดที่ตนไม่อยากได้ยินในวันนั้น

“รู้ไหม ผู้หญิงเวลาคลอดลูกจะอยากให้คนที่นางรักที่สุดอยู่ข้างๆ นะ”

“คิดว่าน้องหน้าเหมือนใครไหม”

“...พ่อว่าแกหน้าเหมือนเจ้านะ”

“เพื่อให้ลูกอิ่ม พ่อแม่ทำได้ยิ่งกว่าเกรงใจทั้งคนอื่นและตัวเองไม่ใช่หรือ”

“ท่านไม่ต่างกับพวกนั้นเลย พยายามทำให้ข้าเป็นไปตามต้องการเพื่อธีร์ดีเร...ไม่ต่างกันแม้แต่นิดเดียว! ไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

“ท่านเป็นใคร...ถึงมีสิทธิ์มาพูดอย่างนี้ ท่านจะไปเข้าใจข้าได้อย่างไร รู้ไหมว่าคนที่ข้าเกลียดที่สุดเป็นคนแบบไหน...คนที่ชอบทำเป็นรู้เรื่องของข้าดี...ชอบบอกว่าข้าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้อย่างไรเล่า!”

“ไม่ต้อง ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ตอนนี้ข้าเข้าใจเจตนาของท่านชัดเจน...และจะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป”

“จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน”



* * * * *


ครั้นถึงจวนและรีบเข้านอน เด็กหนุ่มก็ฝัน...ไม่ใช่ฝันสีแดงอย่างเดิมๆ แต่บิดเบี้ยวกว่านั้น ในฝันเขากลับเป็นเด็ก เสด็จพ่ออุ้มเขาไว้ ยิ้มและหัวเราะ ทั้งสองไปหาเสด็จแม่ในอุทยาน เห็นเสด็จแม่กำลังยิ้มแย้ม ตัดดอกไม้ใส่ตะกร้าพลางร้องเพลงเบาๆ

“ทัมมุซรู้ไหม รักของพ่อแม่เป็นพรอันประเสริฐ จงอย่าคิดว่ามันไร้ค่าเพราะได้มาเปล่าๆ ใครๆ ต่างบอกว่าไม่มีพ่อแม่ใดที่ไม่รักลูก แต่พ่อรู้ว่าไม่เป็นเช่นนั้น พ่อแม่ที่ชิงชังลูกของตนก็มีเช่นกัน เพราะฉะนั้น...ยินดีเถิดที่แม่ของลูกรักลูกมาก”

เสด็จพ่อยังตรัสต่อไป พ่อรู้ว่าแม่รักลูก เพราะแม่ให้นมลูกและร้องเพลงกล่อมลูก ตอนนั้นลูกอาจจำไม่ได้ แต่พ่อเห็น พ่อได้ยิน พ่อจดจำแทนลูก ยิ่งพูด...สีพระพักตร์ของเสด็จพ่อยิ่งหมองลง อาเมียร์ไม่ได้ถามว่าทำไม ถึงจุดหนึ่งเขามองตามสายพระเนตรของเสด็จพ่อ เห็นเสด็จแม่ยิ้มให้เสด็จอาเนมอส ในอ้อมแขนของเสด็จแม่มีทารกคนหนึ่งที่ดูเหมือนเสด็จอาไม่ผิดเพี้ยน

“แม่รักลูก...ทั้งๆ ที่แม่ไม่ได้รักพ่อ” เสียงของเสด็จพ่อเศร้านัก ปวดร้าวนัก

เสด็จแม่กลับกลายเป็นแม่ในปัจจุบัน...แม่ที่ดูงดงามราวกับทอประกายด้วยความสุข ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์เครื่องประดับล้ำเลิศอย่างราชินี เสด็จอากลายเป็นท่านอาผู้มีแขนเดียว นาสิรากับฟาร์ฮานาห์กระโดดโลดเต้นรอบกายทั้งสอง หัวเราะสนุกสนาน ร้องเรียก “น้อง น้อง” กับเด็กในอ้อมแขนของแม่ ทุกคนค่อยๆ ลอยห่างไป ทิ้งเขาไว้ ไม่มีใครเรียกเขา...ไม่มีใครเห็นหรือจดจำเขา

เขาหันกลับมามองเสด็จพ่อ ไม่เห็นพระองค์ในเครื่องทรงราชาสง่างาม ทรงมงกุฎบนพระเศียรที่มีเกศายาวเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจอีกต่อไป กลับเป็นเสด็จพ่อที่ซูบเซียวด้วยโรคฝีดาษ เกศาตัดสั้นแค่คอ ผิวซีดเผือด เส้นเลือดสีดำปูดโปนกระจายจากไหล่ที่มีหัวธนูติดเงี่ยงฝังอยู่ ลามลงท่อนแขน ลามขึ้นลำคอและใบหน้าซีกหนึ่ง เสด็จพ่อที่ดูราวกับศพมีชีวิตเงยหน้าขึ้นกระซิบกับเขา

“...ทัมมุซ...รอดชีวิต...ให้ได้...”

และแล้วพระองค์ก็สลายไป ไม่เหลือสิ่งใดนอกจากฝุ่นธุลี สีแดงแผ่กระจายจากฝุ่นนั้นเป็นศพอื่นๆ ร่างกายแหลกเหลวอื่นๆ ท่วมทับทุกทิศทางสุดสายตา ครั้นเขาหลับตา...ความมืดพลันบีบอัดร่างตน เสียงร้องโหยหวน...เสียงเหล็กฟาดฟันเนื้อและเลือดไปถึงกระดูก เขากรีดร้อง...เรียกใครสักคนช่วยที...ใครก็ได้ช่วยด้วย แต่เสียงกลับแหบแห้งในลำคอ

ไม่มีใครปล่อยเขาออกไป...ไม่มีเสด็จอา...ไม่มีเสด็จแม่...พวกท่านมีความสุขกันแล้ว...พวกท่านไม่ต้องจดจำเขา

ทัมมุซไม่ควรรอด อาเมียร์ไม่ควรรอด ทัมมุซจะตาย อาเมียร์จะตาย ทัมมุซตายแล้ว อาเมียร์ตายแล้ว ไม่มีเขา ไม่มี...ไม่มีอะไรเลย

พลัน...เด็กหนุ่มเห็นเงาร่างของใครอีกคน ใครกันช่างแปลกตา ผู้หญิง สวมชุดของแม่...แต่ไม่ใช่แม่ ผมสีน้ำตาลอ่อนรวบมัดครึ่งศีรษะ ผ้าผูกผมสีแดงกับสีฟ้าสอดสลับเหมือนปีกผีเสื้อ เธอผินหน้ากลับมา ดวงหน้าอ่อนเยาว์อย่างเด็กสาว น่ารักสดใส เขาไม่เคยเห็นเธอในแบบนี้ แต่ก็รู้สึกว่าเธองดงามจริงๆ ไม่รู้เพราะเหตุใด...เขารู้สึกว่าเธอต้องการเขา...ตัวตนของเขาจะมีความหมายสำหรับเธอ เขาจะช่วยเธอ...และเธอจะช่วยเขา

อาเมียร์พยายามฝ่าความมืดสีแดงไปหาเธอ มือเท้าแหวกผ่านอากาศหนาหนัก เชื่องช้าราวว่ายผ่านของเหลวข้นหนืด ไปถึงเธอได้สำเร็จ แต่แล้วเด็กสาวกลับจ้องเขาอย่างชิงชัง ทิ้งให้เขาได้แต่ยิ้มค้าง คำพูดของเธอเหมือนแส้สะบัด ฟาดลงมา...ฟาดลงมา

“ท่านไม่เคยคิดถึงใจข้าที่ต้องแต่งงานกับใครก็ตามเพื่อธีร์ดีเร!”

“ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว......ข้า...จะไม่มาพบหน้าท่านอีกต่อไป”

“จากนี้ไป...จงลืมเสียว่าท่านเคยพบแอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ เราไม่เคยรู้จักกัน”

“จากนี้ไป...จงลืมเสีย......เราไม่เคยรู้จักกัน”

จากนี้ไป...จงลืมเสีย...

จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...จงลืมเสีย...

เด็กหนุ่มสะดุ้งพรวด ค่อยๆ รู้สึกถึงลมหายใจผ่าวร้อนรัวเร็ว...บาดภายในคอจนแสบ ผมและเนื้อตัวของเขาเปียก ฝนหรือ...ไม่ใช่...เหงื่อ ผ้าม่านที่หน้าต่างปลิวน้อยๆ ล้อแสงตะวัน ชื่ออาเมียร์ค่อยๆ กลับเข้ามาในห้วงสำนึก เขายังมีชีวิต เขาชื่ออาเมียร์ มีครอบครัวจอมปลอมที่เหมือนไม่มี ถือกำเนิดจากเศษซากของเจ้าชายทัมมุซที่ควรตายไปแล้ว

เด็กหนุ่มลุกจากเตียง เดินไปที่หน้าต่าง ฝนคงตกปรอยๆ อีกครั้งเมื่อเช้ามืด เพราะพื้นพรมใต้หน้าต่างยังเปียกชื้นเป็นรอยสีเข้ม ฟ้าวันนี้สวยนัก เป็นสีฟ้างดงามที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง รุ้งกินน้ำปรากฏบนเวิ้งฟ้า ทั้งๆ ที่พายุพัดกระหน่ำเมื่อวาน ในวันลูคนาซัธ

ความทรงจำของวันนั้นค่อยๆ กลับมา และทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้างเหมือนตนเองยังอยู่ในพายุ...อยู่ในโลกสีแดง เขามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไร ทำทุกสิ่งที่คิดว่าดีต่อธีร์ดีเรไปเพื่ออะไร ในเมื่อไม่มีใครต้องการเขา ไม่มีใครต้องการสิ่งที่เขาพยายามทำเลย

เฟลิมแค่เรียนไปเรื่อยๆ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่พ่อของเขาต้องการ รูอาร์คก็เช่นกัน แอชเล่า...เขาคิดว่าแอชต้องการเรียนเพื่อธีร์ดีเร เขาจึงสอนเธอเพื่อธีร์ดีเรเช่นกัน แต่...ที่จริงเขาก็สอนเพื่อตัวเขาเองด้วยไม่ใช่หรือ เพราะไม่รู้ว่าจะสร้างความหมายให้ชีวิตของตนได้อย่างไรอีก

จู่ๆ เด็กหนุ่มก็เสียใจขึ้นมา เขาเสียใจที่แอชไม่เข้าใจ...ทั้งๆ ที่เธอเป็นคนที่ใกล้เคียงกับเขาที่สุด เป็นรัชทายาทผู้มีหน้าที่ต่อทั้งอาณาจักร น่าขำที่เขาไม่อาจทำหน้าที่ต่ออาณาจักรของตน บัดนี้ก็ไม่เหลืออาณาจักรให้รับผิดชอบ ส่วนเธอมี แต่ไม่ต้องการทำหน้าที่ต่อมัน

ทว่า...ไม่รู้ทำไม เขากลับเสียใจมากกว่าที่เธอบอกว่าไม่อยากพบเขาอีกแล้ว เขาอยากพบเธอ อยากบอก...อะไรสักอย่างที่ตนยังไม่รู้เลย


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 2 ตอบเมื่อ 16 พ.ย.53 เวลา 00:02:15 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๑๔
เรื่องของหัวใจ


“ถามจริงเหอะ อาจารย์ไปเข้าหาสาวที่ไหนมาหรือ”

“...ถามจริงเถอะ เจ้าเคยพูดอะไรที่มันสร้างสรรค์เป็นกับเขาบ้างไหม”

อาเมียร์ต้องข่มความหงุดหงิดเต็มที่กับอาการปวดศีรษะและรุมๆ ตามร่างกาย บวกฝีปากของลูกศิษย์คนรอง ซึ่งไม่รีรอที่จะยิงคำถามผิดกาลเทศะใส่เขาทันทีที่เห็นหน้าในห้องหนังสือ หลังจากเด็กหนุ่มผมดำตื่นสายเป็นครั้งแรกที่จวน และต้องเตรียมตัวสอนเร่งรีบกว่าทุกวัน

“โธ่...อาจารย์ ก็รู้ๆ กันอยู่” คนพูดเอียงคอ ใช้สองนิ้วดึงหนังใต้ตาของตนลงมา เห็นชัดๆ ว่ากำลังพาดพิงรอยคล้ำใต้ขอบตาจากการนอนไม่พอของอีกฝ่าย “อาจารย์ปีนเข้าห้องสาวฉลองคืนวันคลุมถุงชนประจำปีสำเร็จสมใจใช่ไหม จึงได้กลับมานอนตื่นสายสบายอารมณ์ทีเดียว”

“รูอาร์ค พอเถอะ” เฟลิมทำหน้าที่ของตนเช่นเคย แล้วก็หันมาถามเขาอย่างเป็นห่วง “อาจารย์เป็นอะไรหรือเปล่าขอรับ ท่านพ่อยังกังวลเลยว่าทำไมอาจารย์กลับดึกเหลือเกิน ไปส่งท่านเคียราเรียบร้อยหรือเปล่า”

อาเมียร์ตอบเบาๆ ว่าเรียบร้อยดี แล้วก็ออกตัวเรื่องเสียงแหบของตนว่าคงเป็นหวัด ชายหนุ่มดูเหมือนจะเชื่อ และอวยพรตามธรรมเนียมให้เขาหายไวๆ ขณะที่รูอาร์คลอบมองเขาเหมือนมีความคิดบางอย่างในใจ ยิ่งเมื่อยี่สิบนาทีผ่านไป เด็กหนุ่มผมดำตอบคำถามของเฟลิมถึงแอช...ว่ามหาดเล็กหนุ่มคงมาไม่ได้อีก เพราะเหตุจำเป็นบางอย่าง


* * * * *


“ถามจริงเหอะ อาจารย์ทะเลาะกับเจ้าเปี๊ยกหรือ” พอคล้อยหลังเฟลิม รูอาร์คก็ตั้งคำถามใส่อาเมียร์ที่บ่อน้ำหลังเลิกเรียน เด็กหนุ่มผมดำไม่ทันคิดคำตอบ อีกฝ่ายก็พูดต่อเบากว่าเดิม “ข้ารู้ว่าเจ้าเปี๊ยกนั่นที่จริงเป็นยายเปี๊ยก แล้วก็เป็นคนเดียวกับคุณพี่สาวเคียราด้วย”

“พูดอะไรบ้าๆ” อาเมียร์ตัดสินใจปฏิเสธดื้อๆ “เขาเป็นพี่น้องกัน จะเป็นคนเดียวกันไปได้อย่างไร”

“เอาเป็นว่าข้ารู้แล้วกันว่าเป็นคนเดียวกัน” รูอาร์คพูดพลางเอนพิงขอบบ่อ “เมื่อวานนางสารภาพรักกับอาจารย์ แต่อาจารย์ดันซื่อบื้อ พูดอะไรผิดหูนางใช่ไหม ถึงได้งอนหนีหน้าไปอย่างนี้”

เด็กหนุ่มผมดำได้แต่จ้องอีกฝ่ายเขม็ง อยากปฏิเสธก็กลัวถูกย้อนอะไรประหลาดๆ อยากถีบคนปากอยู่ไม่สุขลงไปนอนแช่น้ำเล่นในบ่อก็กลัวมันตีลังกาผิดท่าคอหักตายที่ก้นบ่อ ให้เขาเสียงานแถมกลายเป็นฆาตกรโดยไม่ได้ตั้งใจ...แต่มีเจตนา

“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า” สุดท้ายอาเมียร์ก็ตัดสินใจเข่นเสียง “พูดมากนักข้าจะสั่งคัดลายมือเพิ่ม!”

“ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนา” รูอาร์คยักไหล่ “ถึงจะสั่งให้คัดลายมืออยู่เรื่อย ที่จริง...เรื่องความรักนี่ข้าว่าข้าเป็นผู้ใหญ่กว่าท่านหลายขุม ไม่รู้หรือว่าที่ผู้หญิงชอบแอบมองเราบ่อยๆ เข้ามาคุยด้วยบ่อยๆ แล้วก็อยากรู้เรื่องของเราไปทุกอย่าง โดยเฉพาะอยากไปเจอพ่อแม่พี่น้องเราแสดงว่าชอบ ยิ่งขอมางานเทศกาลด้วยกันแล้วขอเต้นรำด้วยให้ได้นี่ ใครมองไม่ออกก็ก้มหัวลงกัดหญ้าจากพื้นมาเคี้ยวเอื้องได้แล้ว”

เด็กหนุ่มผมดำฟังด้วยสีหน้ามืดมนขึ้นทุกที...แม้ใจเริ่มสะกิด พฤติกรรมทั้งหมดที่รูอาร์คว่ามาเป็นสิ่งที่แอชหรือเจ้าหญิงแอชลีนน์ทำกับเขาทั้งนั้น

แต่อีกฝ่ายเป็นถึงเจ้าหญิง จะมาสนอะไรคนไม่มีหัวนอนปลายเท้าอย่างเขาในเชิงรักใคร่ ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าตนเองต้องแต่งงานกับคนอื่น เธอแค่โกรธเขาเพราะเอาความรู้สึกนำหน้าเหตุผลเท่านั้นเอง อาเมียร์คิดอย่างนั้น...จนรูอาร์คยกความเห็นของตนมาเสนอต่อไป

“แล้วผู้หญิงเขาชอบเรื่องรักต้องห้าม ไม่เชื่ออาจารย์ลองอ่านดูสิ ละครบทกลอนตำนานรักที่นิยมในหมู่สตรีน่ะเรื่องแนวนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นสองตระกูลแค้นกันมาแต่รุ่นบรรพบุรุษ...แต่คู่พระนางรักกันปานจะกลืนกิน ลูกศิษย์สาวไร้เดียงสารักอาจารย์มากประสบการณ์ เจ้าหญิงสูงส่งรักนักรบต่ำต้อย หัวใจมันก็เหมือนฝน นึกจะรักจะตกเมื่อไรที่ไหนก็เกิด ใครจะบังคับหรือห้ามได้ มันก็เหมือนฝนตกในทะเลทรายนั่นล่ะ ต้องสองสามปีตกทีให้ดอกไม้บานแวบเดียว ไม่ก็ไปกระหน่ำในที่ที่ตกเท่าไรต้นไม้ก็ไม่งอก ถึงจะท้าทายความเป็นฝน”

อาเมียร์บังคับตนเองให้มองผู้เชี่ยวชาญด้านปรัชญาความรักในทัศนะของสตรี และอุปมาเปรียบเปรยความรักกับฝนอย่างพิสดาร...ด้วยสายตาเย็นชาที่สุด แล้วก็พยายามเปลี่ยนเรื่องไปเข้าตัวอีกฝ่าย ไม่ให้ทำเป็นอวดรู้สั่งสอนเขา

“เจ้าก็ชอบเรื่องรักต้องห้ามเหมือนกันล่ะสิ ถึงได้ไปวอแวคนที่บ้านข้าไม่เลิก”

“เอ...ข้าไม่ได้ชอบแม่อาจารย์นะ” คนตอบไม่วายยวน “แม่อาจารย์สวยจริงๆ แต่ข้าไม่อยากถูกพ่ออาจารย์สับเป็นท่อนๆ น้องๆ อาจารย์ก็น่ารัก ฟาร์ฮานาห์หัวอ่อนบอบบางไปหน่อย แต่นาสิราสิหัวไวขี้เล่นน่าสน ถึงอย่างนั้น...ข้าขี้เกียจรอสาวคนไหนตั้งสิบกว่าปีหรอก”

“อย่าทำไขสือ” เด็กหนุ่มพูดเสียงแข็งขึ้น “เจ้าก็รู้ว่าข้าพูดถึงลีชา”

รูอาร์คไม่พูดอะไร กลับก้มลงเด็ดก้านหญ้ามาคาบเล่นในปาก

“ข้าก็บอกแล้ว ลีชาไม่ใช่คนที่เจ้าจะทำเป็นเล่นๆ ด้วยได้...อย่าว่าแต่คิดจริงจังเลย เจ้าไม่รู้หรอกว่านางผ่านอะไรมาบ้าง”

“นาสิราบอกข้าแล้ว ว่านางถูกพวกโจร ‘ซ้อม’” เด็กหนุ่มผมแดงพูดเสียงขรึมเสียเอง และหันมามองเขาด้วยสายตาแฝงนัย “ความหมายของมันเลวร้ายกว่าที่เด็กเข้าใจสินะ”

อาเมียร์พยักหน้า ตัดสินใจเล่าให้สิ้นเรื่องราว ตั้งแต่เรื่องที่สามีของลีชาถูกฆ่าตายต่อหน้าต่อตาเธอ แล้วเธอก็ถูกพวกโจรจับไป...พูดไม่ได้นับแต่นั้น...ถูกขับไล่จากบ้านสามี...ถูกเปิดโปงว่าเคยเป็นโสเภณี...ถูกพรากลูก...ถูกพวกชาวบ้านทำเหมือนตัวเสนียดจัญไร เขาเล่าไป...ขณะที่ผู้ฟังเคี้ยวก้านหญ้าไปเรื่อยๆ โดยเบือนหน้าไม่ให้เขาเห็น

“ข้าพูดเพราะไม่อยากให้เจ้าซ้ำเติมนางอีก ลีชาทุกข์ทรมานเกินไปแล้ว” เด็กหนุ่มสรุปในที่สุด “ถ้าเจ้าคิดหลอกนางเล่นทั้งๆ ที่รู้เรื่องพวกนี้ เจ้าจะไม่ต่างจากพวกที่เคยทำร้ายนางเลย แต่ต่อให้เจ้าคิดจริงจังกับนาง...จะรับปากได้หรือว่าสามารถยอมรับเรื่องทุกอย่างของนาง และจะทำให้ญาติๆ ที่เป็นขุนนางของเจ้า รวมทั้งคนอื่นๆ ยอมรับนางในฐานะภรรยาของเจ้าอย่างถูกต้องเหมือนกัน”

รูอาร์คพ่นก้านหญ้าหงิกงอออกจากปาก หันมาให้เขาเห็นสีหน้าเคร่งขรึมต่างจากทุกครั้ง

“บอกตรงๆ ข้าไม่เคยคิดจะแต่งงานกับลีชาจนอาจารย์พูดขึ้นมานี่ล่ะ ขอบคุณที่ชี้โพรงให้กระรอกก็แล้วกัน”

อาเมียร์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งจึงเริ่มโมโห ด้วยเชื่อว่ามันแกล้งเขาแน่นอน ก็รู้อยู่ว่าพูดให้เลิกคิดทำอะไรบ้าๆ ไม่ใช่คิดอะไรบ้าบอขึ้นกว่าเดิม แต่พอจะบอกให้เลิกล้อเล่นเสียที อีกฝ่ายก็พูดต่อไปด้วยเสียงราบเรียบ

“ข้ายังไม่รู้...ว่ากระรอกกับกระต่ายจะมาอยู่ด้วยกันได้อย่างไร แต่ก็นะ กระรอกแดงตัวหนึ่งอยู่กับหนูตรอกมาเป็นปีๆ ก่อนย้ายมาอยู่กับฝูงกระรอกน้ำตาลยังมี ถึงจะเข้ากับทั้งสองฝูงไม่ได้เลยก็เถอะ”

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า” เด็กหนุ่มผมดำกลับงงมากกว่าโกรธ “ข้าไม่เข้าใจ”

“ไหนๆ อาจารย์ก็กรุณาเล่าเรื่องของลีชาให้ฟังแล้ว ข้าจะเล่านิทานสุดบัดซบเรื่องหนึ่งให้อาจารย์ฟังเป็นการตอบแทนก็แล้วกัน”

ว่าแล้ว คนบอกว่าจะเล่าก็เริ่มเรื่องโดยไม่รอคำตอบ

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว จ่าฝูงกระรอกสีน้ำตาลมีน้องสาวสุดรักตัวหนึ่ง พ่อแม่พี่ชายคาดหมายให้นางครองคู่กับกระรอกน้ำตาลอีกตัวที่คู่ควรกัน แต่นางกระรอกเกิดไปชอบกระรอกแดงต่ำต้อย จึงหนีออกจากฝูงกระรอกน้ำตาลไปด้วยกัน...

“กระรอกแดงไม่มีฝูง ทั้งสองหนีพวกกระรอกน้ำตาลไปไกลถึงเมืองใหญ่ อยู่ด้วยกันได้ไม่นาน ลูกกระรอกแดงอีกตัวก็เกิด ความบัดซบเริ่มมาเยือนเมื่อพ่อกระรอกแดงถูกแมวตะปบกิน แม่กระรอกน้ำตาลต้องทำงานหนักสายตัวแทบขาดเพื่อเลี้ยงลูก แล้วก็ป่วยตายไปอีกตัว เจ้าลูกกระรอกแดงไร้ญาติเลยถูกพวกหนูตรอกเก็บไป ฝึกให้ขโมยถั่วงาคนอื่นมาเลี้ยงพวกมันจนอ้วนพี

“...แล้วลูกกระรอกแดงก็คงขโมยเขากินไปเรื่อยๆ จนตัวตาย ถ้าวันหนึ่งมันไม่บังเอิญขโมยถั่วของลุงกระรอกน้ำตาลเข้า ลุงกระรอกน้ำตาลสะกิดใจเพราะไอ้ลูกกระรอกแดงหน้าตาคล้ายกระรอกน้องสาว เลยเก็บมันมาชุบตัวเข้าฝูงกระรอกน้ำตาล แต่เพราะอับอายเรื่องที่เกิดกับน้อง จึงได้แต่งเรื่องว่าลูกกระรอกแดงเป็นลูกของตัวเองที่ไปเกิดนอกฝูง

“สุดท้าย กระรอกแดงก็ไม่มีที่อยู่ของตัวเองจริงๆ นิทานเรื่องนี้สอนว่าอะไร...ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”

“...เจ้าคือกระรอกแดงตัวนั้นหรือรูอาร์ค” เด็กหนุ่มผมดำถามเบาๆ

คนตอบไม่พยักหน้า ไม่สั่นศีรษะ แต่ยักไหล่น้อยๆ แทบเหมือนไร้ความหมาย

อาเมียร์ตระหนักว่ารูอาร์คมีเค้าหน้าสีผมไม่เหมือนท่านเบเรค ท่านหญิงภรรยา หรือแม้แต่เฟลิมกับฟิเดลมา และเด็กหนุ่มก็ทำตัวเหมือนไม่ชินกับธรรมเนียมกฎเกณฑ์ของชนชั้นขุนนางมาแต่เดิม แต่ถึงอย่างนั้น...

“ข้าว่าเรื่องที่เจ้าเล่ามัน...น้ำเน่าเกินไปกระมัง เหมือนจับเล็กผสมน้อยมาจากอะไรต่อมิอะไรหลายเรื่องมากกว่า”

“งั้นข้าซื้อความเชื่อของอาจารย์แทนได้ไหม” เด็กหนุ่มผมแดงฉีกยิ้ม แล้วก็ชูของบางอย่างให้เขาเห็นชัด

อาเมียร์เบิกตาโพลง ครั้นรีบตะปบข้างเข็มขัดของตน ก็พบเพียงความว่างเปล่า

“ถุงเงินข้า!”

เขานึกไม่ออกว่ารูอาร์คฉกมันไปตั้งแต่เมื่อไร ตอนเล่าเรื่องไปเรื่อยๆ เด็กหนุ่มผมแดงเดินวนไปมารอบๆ และเฉียดใกล้เขาสองสามครั้ง แต่อาเมียร์ไม่รู้สึกเลยว่าถูกอีกฝ่ายแตะต้องตัวอย่างมีพิรุธตอนไหน

รูอาร์คโยนถุงเงินคืนให้เขา

“ข้าไม่ได้ทำแบบนี้มาหลายปี...แต่ก็ยังจำได้ขึ้นใจ ถ้ามีผู้หญิงเคราะห์ร้ายอย่างลีชาอยู่ในโลกนี้สักคน กระรอกแดงบัดซบอย่างข้าจะมีอยู่ในโลกนี้สักตัวไม่ได้หรือ”

“...ก็จริง” เด็กหนุ่มผมดำรับขณะผูกถุงเงินไว้ที่เดิม กระนั้นยังยืนยันประเด็นของตน “แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเจ้ากับลีชาจะคบหาหรือแต่งงานกันได้นี่”

“ตอนนี้ข้าไม่ได้คิดถึงขั้นคบหาหรือแต่งงานกับนางเลย” รูอาร์คตอบง่ายๆ “แค่คิดว่า...นางเหมือนใครที่ข้าเคยรู้จักเท่านั้นเอง”

“แม่...หรือ” อาเมียร์สันนิษฐาน

อีกฝ่ายสั่นศีรษะ

“เด็กผู้หญิงน่ะ ข้าไปเจอตอนอายุเก้าขวบกระมัง เห็นขาเจ็บนั่งหมอบตัวสั่นอยู่มุมตึก ไม่พูดจาทำตาโตๆ ดูน่าสงสาร ข้าเลยเอาขนมไปให้ แล้วพามาทำแผล ไปๆ มาๆ ก็พานางมาอยู่ด้วย...ถึงตอนแรกพวกหนูตรอกจะไม่ยอมก็เถอะ”

“อ้าว!” เด็กหนุ่มผมดำอุทาน “แล้วพ่อแม่นางอยู่ที่ไหน ไม่ว่าอะไรหรือ”

“ไม่ว่ากระมัง ไม่เห็นโผล่หน้ามาเลย ก็เหมือนพวกเรามีแค่กันและกันในรังของพวกหนูตรอกนั่นล่ะ ข้าบอกนางได้ทุกเรื่อง นอนกอดนางไว้ทุกคืน เราใกล้ชิดกันจนไม่มีอะไรต้องปิดบังต่างฝ่ายอีก”

อาเมียร์เริ่มทำสีหน้าไม่ถูก เมื่อเรื่องฟังหมิ่นเหม่ศีลธรรมขึ้นทุกที

“แล้ววันหนึ่ง...นางก็ตาย”

“เป็นอะไรตายหรือ” เด็กหนุ่มรีบถาม

“ไอ้พวกหนูตรอก” เสียงของรูอาร์คเคร่งเครียดพอๆ กับแววตา “มันฉวยโอกาสตอนข้าไม่อยู่ พอข้ากลับมาก็ช่วยอะไรไม่ได้อีกแล้ว พวกมัน...ปู้ยี้ปู้ยำร่างนางเสียจนข้าจำไม่ได้ พอเห็นศพนางแล้วรู้...ข้าลุกขึ้นมาไล่ถลุงพวกมัน แต่ตอนนั้นข้าเป็นแค่เด็กเก้าขวบ ลงท้ายก็โดนพวกมันถลุงจนหมอบกระแตเสียเอง”

อาเมียร์เห็นอีกฝ่ายกำมือแน่น น้ำเสียงตอนท้ายแทบเค้นออกมาจากคอ...ทำให้คิดว่าเรื่องที่เขาเล่าน่าจะเป็นจริง

“ข้า...เสียใจด้วย”

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่น้อยๆ

“ช่างเถอะ เรื่องมันก็ผ่านไปนานแล้ว ข้าพอปลอบตัวเองได้ว่าส่วนหนึ่งของนางยังอยู่ในตัวข้า แล้วก็...คงช่วยทำให้ข้าโตขึ้นบ้างกระมัง”

“ข้าไม่รู้เลย...” อาเมียร์พึมพำเบาๆ “เจ้าต้องเจอเรื่องแบบนี้ตั้งแต่เด็ก คงฝังใจมากสินะ”

เขาพอเข้าใจแล้ว ว่าเหตุใดรูอาร์คจึงได้ติดใจเรื่องของลีชานัก กระนั้นยังเห็นสมควรห้ามเด็กหนุ่มผมแดงไม่ให้ตีสนิทกับเธอจนเกินไป แต่ครั้นจะเอ่ยปาก รูอาร์คก็ชิงพูดเสียก่อน

“ฮื่อ...จนวันนี้ข้ากินสตูว์กระต่ายไม่ลงอีกเลย”

“หือม์” อาเมียร์ขมวดคิ้ว “มันเกี่ยวกับสตูว์กระต่ายตรงไหน”

“อ้าว อาจารย์ยังไม่รู้อีกหรือ” เด็กหนุ่มทำหน้าทะเล้นอีกครั้ง “เด็กที่ข้าพูดถึงนั่นน่ะ...อยู่ในท้องข้าเรียบร้อยหลายปีแล้ว”

“อ้าว!” คนฟังขมวดคิ้ว “นี่เจ้าพูดถึงกระต่ายรึ”

“ก็ใช่น่ะสิ ข้าบอกหรือว่าพูดถึงเด็กผู้หญิงที่เป็นคน”

“เจ้ากะล่อน!” อาเมียร์นึกอยากยันหลังนักเล่านิทานลวงโลกขึ้นมาจริงๆ สักเปรี้ยง แต่รูอาร์ครีบก้าวฉับๆ ไปอีกทางทันควัน

“ข้าคิดว่าลีชาก็เหมือนกระต่ายนั่นล่ะ อาจารย์ กระต่ายที่ตื่นกลัว ไม่กล้าให้ใครเข้าใกล้ ข้าแค่อยากให้นางเลิกตื่นคนเสียที...เพราะนางอยู่แบบนี้ต่อไปชั่วชีวิตไม่ได้แน่”

อาเมียร์เห็นด้วยกับเหตุผลนั้น แต่ทว่า...

“รูอาร์ค! อย่ายุ่งกับนางอีกเลย! นางกลัวผู้ชายทุกคนไปแล้ว! เจ้าอาจอยากช่วยนางจริงๆ...แต่เจ้าจะทำร้ายนางมากกว่า!”

“ไม่ลองก็ไม่รู้” รูอาร์คยักไหล่อยู่ไกลๆ “อาจารย์นั่นล่ะ อยากช่วยใครแต่ไปเผลอทำร้ายเขาหรือเปล่า ถูกเขางอนหนีหน้าแล้วยังไม่ตามง้ออีก ระวังถูกโกรธไปชั่วชีวิตล่ะ”

“รูอาร์ค!” อาเมียร์เรียกไล่หลัง ทว่าเด็กหนุ่มผมแดงเดินจากไปเสียแล้ว ทิ้งเขาไว้ที่บ่อน้ำเพียงลำพัง...กับคำพูดที่ตนพอเดาออกว่าหมายถึงอะไร แต่ก็ไม่คิดว่าเป็นความจริง

หรือจะบอกว่าหวังไม่ให้เป็นความจริงดี...


* * * * *


“แปลกจริง อาเมียร์ วันนี้มาแต่หัววันเชียว” หญิงสาวที่นั่งเอนอยู่บนเตียงพูดยิ้มๆ เมื่อเด็กหนุ่มเข้ามาในห้อง

“วันนี้ข้าพัก เลยแวะมาเยี่ยม เอาชุดของแม่มาคืนด้วย” อาเมียร์ตอบพลางเลื่อนเก้าอี้เข้ามานั่ง ครั้นไม่เห็นเด็กทารกในเปลหลังเล็กที่เพิ่งตั้งข้างเตียงก็ถาม “น้องล่ะ”

“ลีชาอุ้มออกไปเดินเล่น”

“ลีชานี่นะ” เขาถามอย่างประหลาดใจ

“จ้ะ” หญิงสาวพยักหน้า “คงเพราะไปกับนาสิรากับฟาร์ฮานาห์กระมัง นางเลยกล้าออกไปข้างนอกบ้าง”

“ข้าเห็นนาสิรากับฟาร์ฮานาห์เล่นกับเด็กคนอื่นๆ อยู่ แต่ไม่เห็นลีชาเลย” อาเมียร์แย้ง

“...อย่างนั้นหรือ” แม่รับอย่างประหลาดใจ แต่ไม่ได้ดูกังวล “แต่ดีแล้วล่ะ ถ้านางออกไปข้างนอกคนเดียวได้แสดงว่าอาการดีขึ้น...แม่คิดว่าอย่างนั้นนะ”

“ฮื่อ...” เขารับลอยๆ แล้วส่งชุดกระโปรงที่พับเรียบร้อยให้ท่าน “เคียราฝากบอกว่า...ขอบคุณมาก”

นั่นเป็นประโยคเดียวที่แอชเขียนบนกระดาษแผ่นเล็กๆ ซึ่งพับแนบมากับชุดที่ซักเรียบร้อยและตลับยา ผู้นำชุดมาส่งให้เขาที่ประตูจวนดูเหมือนจะเป็นคนของดูลัส สีหน้าเขาเย็นชาไร้ความรู้สึก เพียงดูก็รู้ว่าไม่มีวันให้คำตอบใดมากกว่าที่นายสั่งให้พูด ตอนนั้นอาเมียร์ยังไม่พอใจองครักษ์หนุ่ม แต่เมื่อตรองดูทีหลัง เด็กหนุ่มก็รู้ว่าอีกฝ่ายเพียงยกเรื่องครอบครัวของเขาขึ้นมาขู่เพื่อล่อให้พาดพิงถึงท่านเบเรค แต่ไม่นึกว่าแอชจะโกรธเพราะคำพูดของเขาเสียเอง

หากดูลัสวางแผนให้เด็กสาวตัดสินใจเลิกมาเรียนกับเขาด้วยตนเอง อาเมียร์ต้องยอมรับว่าชายหนุ่มเป็นคนที่มีความคิดอ่านรอบคอบจนน่ากลัว แต่คำพูดขององครักษ์หนุ่มตรงไปตรงมา แววตาบอกว่าทำไปเพื่อปกป้องเจ้าหญิงของตน มากกว่าฉวยผลประโยชน์ในฐานะผู้เข้าทดสอบ เด็กหนุ่มจึงไม่ถือโทษโกรธเขานัก เขาคิดว่าหากตนเป็นอีกฝ่าย คงไม่ไว้ใจคนต่างชาติที่รอบรู้ผิดปกติเช่นเดียวกัน

“อาเมียร์” เสียงเรียกของแม่ดึงเขาจากความคิด “มีอะไรหรือเปล่า ทำหน้าเหมือนคิดหนักเชียว”

“เอ้อ ไม่มีอะไรขอรับ” อาเมียร์ตอบ “ข้าก็แค่...คิดเรื่องงานอยู่”

“ทำงานหนักไปหรือเปล่า แม่ว่าลูกน่าจะพักผ่อนให้มากขึ้นนะ สีหน้าดูไม่ดีเลย”

เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มอ่อนๆ ให้ท่านสบายใจขึ้น สองสามวันนี้เขานอนไม่ค่อยหลับ ซ้ำเป็นไข้หวัดเพราะพายุ จะดูอิดโรยย่อมไม่แปลก แต่เขาก็ไม่บอก และเพียงแต่รับว่าจะทำตามนั้น แม่จึงเปลี่ยนเรื่องพูด

“วันหลัง ลูกชวนเคียรามาที่บ้านอีกสิจ๊ะ” ท่านเอ่ย “แม่ว่านางน่ารักดีนะ นี่ไปรู้จักกันได้อย่างไรหรือ”

“นางคงมาไม่ได้หรอก ไม่กี่วันเจ้าหญิงก็จะเสด็จกลับแล้ว” อาเมียร์รีบอ้าง “ที่จริง ข้าเพิ่งเจอนางวันนั้นวันแรกเอง แอชฝากให้นางมาเที่ยว ข้าก็รับคำเขามา”

นัยน์ตาสีอำพันของผู้เป็นแม่กลับมองเขาอย่างสงสัย และพินิจพิเคราะห์

“อย่างนั้นหรือ แม่เห็นพูดคุยเหมือนสนิทกัน เลยคิดว่าน่าจะรู้จักกันมาก่อนหน้านั้นเสียอีก”

อาเมียร์ทั้งชื่นชมและลำบากใจพร้อมกันที่สายตาของแม่แหลมคมเหลือเกิน แต่ก็ได้แต่สบตากับท่านแล้วตอบ

“นางสนิทกับแอชมาก เขาคงเอาเรื่องข้าไปพูดให้ฟังบ่อยกระมัง” เด็กหนุ่มรีบเปลี่ยนเรื่องพูดไม่ให้ดูเป็นพิรุธ “เอ้อ น้องได้ชื่อหรือยังขอรับ”

แม่บอกว่ายัง รอถามเขาอยู่ว่ามีชื่อในใจไหม ที่จริงเด็กหนุ่มยอมรับกับตนเองว่ามี แต่เป็นชื่อที่เขาอยากเอ่ยเพื่อเตือนใครคนหนึ่งที่ดูมีความสุขเต็มประดากับกำเนิดของแกต่างหาก

เอาเถิด คงดีแล้วที่ท่านอามีลูกชายสืบสายเลือดจริงๆ ไว้ฝากความหวัง และเลี้ยงดูให้เป็นตามต้องการแทนที่เขา อย่าให้เขานำชื่อของเสด็จพ่อมาทำให้ความสุขของทั้งสองต้องมัวหมองเลย

“ถ้าอย่างนั้น...แม่จะตั้งชื่อน้องให้คล้ายๆ อาเมียร์นะ ชื่ออาซิซ...เป็นอย่างไรจ๊ะ”

“อาซิซ...ก็ดีขอรับ” เขาพยายามยิ้มน้อยๆ

อาซิซ...’ผู้เป็นที่รัก’ และ ‘ผู้ทรงอำนาจ’ นับว่าเป็นชื่อที่ความหมายดี...คงดีกว่าอาเมียร์...อันหมายความว่า ’เจ้าชาย’ หรือ ‘ผู้ปกครอง’ เด็กหนุ่มเลือกมันเป็นชื่อใหม่ของตน เพื่อตอกย้ำมิให้ลืมชาติกำเนิดเดิม แทนที่ทัมมุซ...’เดือนแห่งฤดูใบไม้ผลิ’...ซึ่งได้ยินใครๆ บอกว่าเสด็จแม่ตั้งให้

แม่พูดคุยเรื่อยเปื่อยให้เขาฟัง เรื่องในบ้าน เรื่องน้องคนเล็ก แล้วไม่นานก็ลุกจากเตียง บอกว่าจะไปทำอาหารกลางวัน เด็กหนุ่มจึงอาสาช่วยปอกมันฝรั่ง ขณะที่หญิงสาวนวดแป้งทำขนมปังอยู่ข้างๆ

ความคิดของอาเมียร์ยังคงล่องลอย แวบหนึ่งเหมือนจะเข้าใจว่าเหตุใดแอชจึงโกรธ แต่ครู่ต่อมาก็กลับไม่เข้าใจ จับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ รู้สึกแน่เพียงว่าบางสิ่งติดคาอยู่ เขารู้สึกดีกับเธอ...อย่างน้อยก็หวังดีต่อเธอในฐานะลูกศิษย์ที่สอนมา ไม่อยากให้จากไปโดยไม่ได้ปรับความเข้าใจกันเลย

แต่...จะปรับความเข้าใจอย่างไรเล่า เด็กหนุ่มไม่รู้จะเริ่มต้นอธิบายเช่นไร เขาเชื่อว่าตนทำเพื่อธีร์ดีเร ตอนนี้ก็ยังเชื่อเช่นนั้น เขารู้ว่าตนมีเหตุผลรองรับครบถ้วน ทว่าหากแอชยังเอาแต่ใช้อารมณ์เป็นหลักคงพูดกันไม่รู้เรื่อง หรือเขาควรขอโทษเธอ...แต่ที่จริงก็ไม่รู้สึกว่าตนผิด ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น...

นิ้วพลันแสบแปลบ อาเมียร์ร้องเบาๆ ทั้งมันฝรั่งและมีดตกกระทบโต๊ะเมื่อเขาก้มลงเห็นรอยปาดที่ปลายนิ้ว และหยดสีแดงที่เริ่มใหญ่ขึ้น...ใหญ่ขึ้นจนครอบคลุมทั่วคลองจักษุ เปลี่ยนครัวให้เป็นสีแดง...ดึงเขาไปสู่โลกสีแดงที่มีแต่กองซากศพ...

“อาเมียร์ เป็นอะไร มีดบาดหรือ” ได้ยินแม่ถามแว่วๆ แต่ไม่ทันตอบ ท่านก็ฉวยมือของเขาไป ใช้ผ้าเช็ดหน้ากดที่ปลายนิ้ว

สีแดงหายไป มือของแม่กับผ้าสีนวลปิดทับมันไว้ เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากเมื่อตั้งสติได้อีกครั้ง แผลคงไม่ใหญ่ เขาไม่เจ็บมาก แต่แสบจนรำคาญ และไม่เข้าใจเลยว่าทำไมภาพเลือดแค่หยดเดียวจึงทำให้ตนมีอาการหนักหนาถึงเพียงนี้

แม่ล้างแผลให้ขณะที่เขาหันไปทางอื่น ก่อนจะนำยามาพอกให้และพันผ้าปิดทับ อาเมียร์ยืนกรานว่าตนไม่เป็นไร และจะช่วยทำอาหารต่อ แต่แม่กลับพาเขามานั่งที่โต๊ะ และตั้งคำถาม

“ลูกมีเรื่องอะไรในใจใช่ไหม บอกแม่ได้หรือเปล่า”

ทีแรกเด็กหนุ่มยืนยันว่าไม่มี เขาเพียงแต่ใจลอยธรรมดา ทว่าดวงตาแน่วนิ่งห่วงใยของแม่ทำให้ลังเล

ที่จริง เมื่อก่อนมีเรื่องอะไรเขาก็ปรึกษาแม่ตลอด แม่เคยกอดปลอบเขาในคืนที่ฝันร้ายถึงสีแดงพวกนั้น เป็นคนแรกที่เขายอมให้รู้ว่าตนกลัวเลือด อาเมียร์เพิ่งตั้งคำถามว่าตนถอยห่างจากแม่ตั้งแต่เมื่อไร...และเพราะอะไรกัน ตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าแม่จะมีน้องกับท่านอาหรือ...เพราะรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่แม่รักและให้ความสำคัญที่สุดอีกต่อไปหรือ นั่นเป็นความคิดที่เด็กและไร้เหตุผลสิ้นดี ไม่ใช่อย่างนั้น ตอนนี้เขาไม่อยากให้ท่านรู้ เพราะเรื่องนี้ควรเป็นความลับ แม่เองเพิ่งพักฟื้นจากคลอด อย่าให้ท่านต้องเครียดกับเรื่องไม่เป็นเรื่องของเขาเลย

“อาเมียร์” แม่พูดอ่อนโยน “ถ้ามีเรื่องที่ติดอยู่ในใจ หาทางออกไม่ได้ มีคนฟังก็ดีกว่าไม่มีใครไม่ใช่หรือ”

เด็กหนุ่มก้มหน้า ยังคงลังเล แต่ใจเริ่มคล้อยตาม แม่น่าจะให้คำแนะนำเขาได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็ยังได้ระบาย การเก็บเรื่องทุกอย่างมาเป็นวันๆ ช่างอึดอัดใจเหลือเกิน

“ข้า...ก็แค่คิดว่า...ข้าควรขอโทษใครสักคนหรือเปล่า” เขากลืนน้ำลายฝืดๆ “ข้า...ไม่คิดว่าข้าทำผิด แต่เขาโกรธข้า แล้วข้าก็ไม่อยากถูกใครโกรธไปนานๆ”

อาเมียร์เล่าโดยไม่พาดพิงชื่อใคร เขาบอกว่ารู้จักผู้หญิงคนหนึ่ง เธอต้องแต่งงานกับคนที่เหมาะสมตามความเห็นของคนรอบข้าง เด็กหนุ่มจึงอยากให้เธอแต่งงานกับชายที่เขารู้จักและเห็นว่าเป็นคนดี และพยายามให้ทั้งสองทำความรู้จักกัน จะได้เข้ากันได้ แต่ถึงแต่งงานกับชายคนอื่นที่ดีไม่แพ้กัน เขาก็จะยังยินดี ทว่าพอเธอรู้ว่าเขาคิดอย่างนี้ก็โกรธ...นั่นเองที่เขาไม่เข้าใจ เพราะถึงอย่างไร เธอควรยอมรับความจริงได้นานแล้ว

ตลอดเวลาที่เขาพูด แม่นิ่งเงียบ สายตาครุ่นคิดเลื่อนลอย

“คนดีที่เข้ากันได้ พูดคุยกันได้ ไม่ได้เป็นคนที่ใจของเรารักเสมอไปนี่ลูก” สุดท้ายท่านก็เอ่ยช้าๆ

“แต่...ทุกคนเลือกแต่งงานกับคนที่รักไม่ได้เสมอไปนี่ขอรับ” อาเมียร์แย้ง “ถ้าอย่างนั้น...สู้เลือกคนที่เป็นคนดี เข้ากันได้จะไม่ดีกว่าหรือ”

“อาเมียร์” แม่สบตากับเขา น้ำเสียงเริ่มเคร่งขรึมขึ้น “เรื่องจะรักใครหรือแต่งงานกับใคร ไม่ใช่เรื่องที่เราควรตัดสินแทนคนอื่น ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าตัวเขาเองหรอก”

“แต่ถ้าเลือกแต่งงานด้วยความรักไม่ได้ ก็เลือกคนดีที่เข้ากันได้นี่ขอรับ เหมือนคราว...เสด็จพ่อกับแม่...”

หญิงสาวถอนใจยาว

“แม่กับเขาเข้ากันไม่ได้มากกว่าที่ลูกคิด เราเพิ่งตกลงกันได้หลังจากลูกเกิดมาเท่านั้นเอง...ว่าจะทำหน้าที่ของต่างฝ่ายให้ดีที่สุดเพื่อลูก”

เขานิ่งอึ้ง ห้วงลึกของใจยังเจ็บแปลบ...ทั้งๆ ที่ตระหนักได้ก่อนหน้านี้แท้ๆ ว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่ปรึกษากันเรื่องราชการบ้านเมืองได้ พูดคุยยิ้มแย้มหัวเราะต่อหน้าเขาได้ แต่ไม่เคยสัมผัสใกล้ชิด ไม่เคยจับมือ โอบกอด หรือจุมพิตกันให้เขาเห็นสมเป็นสามีภรรยาเลย

...ผิดกับตอนที่แม่อยู่กับท่านอา...

“เราแต่งงานกันตามความต้องการของคนอื่น” เสียงของแม่นุ่มนวล ราวกับกลัวเขาพังทลายเพราะคำพูดนั้น “แต่...ตลอดสิบกว่าปีที่อยู่กับเขา แม่ก็มีความสุขนะ แม่มีความสุขที่มีอาเมียร์เป็นลูกของแม่...ที่แม่ได้ช่วยเหลือใครๆ เท่าที่แม่ทำได้ แล้วแม่ก็เข้าใจเขา เขาเป็นคนที่น่าเห็นใจในหลายด้าน ต้องกดดันกับเรื่องต่างๆ ที่บอกใครไม่ได้มาตลอด...ต้องแต่งงานการเมืองหลายต่อหลายครั้งจนชินชา แม่รู้ว่าเขาอยากรู้จักความรัก...แต่ก็ทำได้เมื่อสายเกินไป”

“ตอนนี้พ่อรักแม่...เพราะพ่อพบว่าแม่เป็นคนที่มีน้ำใจงามเหลือเกิน แต่การแต่งงานของเชื้อพระวงศ์หลายครั้งไม่ได้เกิดจากความรัก พ่อจะไม่บอกว่าการแต่งงานโดยไม่ได้รักกันเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะพ่อทำให้แม่แท้ๆ กับแม่เล็กหลายๆ คนของทัมมุซเป็นทุกข์ด้วยเรื่องนี้มามากแล้ว ถ้าเป็นไปได้...พ่ออยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขทุกอย่าง ไม่ต้องให้ใครมาแต่งงานกับพ่อโดยที่เขาไม่ต้องการ แต่ลูกก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้”

อาเมียร์นึกถึงคำที่เสด็จพ่อเคยบอกเขา ซึ่งสอดคล้องกับที่แม่เพิ่งพูด เสด็จพ่อคงรู้ว่าตนเองรักเสด็จแม่...ในตอนที่ตระหนักว่าเสด็จแม่ไม่อาจรักพระองค์ได้ เสด็จแม่มีชายอีกคนในใจก่อนเป็นชายาของเสด็จพ่อ และพระมารดาของเจ้าชายทัมมุซเสียอีก

นั่นหมายความว่า...หากแต่งงานกับคนดีที่ไม่ได้รัก เจ้าหญิงแอชลีนน์อาจรู้สึกเช่นเดียวกับเสด็จแม่ใช่ไหม และรัชทายาทที่เกิดมาคงสังเกตเห็น ‘รอยร้าว’ ที่ไม่ควรมีในครอบครัวตนได้ในวันหนึ่ง...เหมือนกับเขา แต่นั่นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพระราชวงศ์ไม่ใช่หรือ เสด็จพ่อยังตรัสต่อเขาในฐานะเจ้าชายรัชทายาท ให้เตรียมใจยอมรับการแต่งงานตามความเหมาะสมเพื่อผลประโยชน์ของบ้านเมืองแท้ๆ

“แม่รู้ว่าเขาเคยบอกลูกให้ยอมรับการคลุมถุงชน” แม่เอ่ยต่อราวกับล่วงรู้จิตใจ “นั่นเป็นสิทธิ์ของลูก หากลูกยอมรับได้ในตอนนั้นก็อาจจะดีต่อลูกเอง แต่คนอื่นก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ยอมรับ ลูกไม่อาจก้าวก่ายหรือบังคับให้เขายอมรับได้”

“แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็น่าจะ...พยายามยอมรับให้ได้ไม่ใช่หรือขอรับ”

“ลูกรู้แน่หรือว่าเลี่ยงไม่ได้” แม่ถามทันควัน “การเปลี่ยนแปลงอาจยากลำบาก ต้องใช้ความกล้ากับความเข้มแข็งมากเพื่อให้สำเร็จ แต่ผลอาจดีกว่ายอมจำนนแค่เพราะคิดว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ตั้งแต่แรกไม่ใช่หรือ จำตอนที่แม่คิดสร้างอารามฮอว์ธอร์นให้นางคณิกาพึ่งพิงได้ไหม พวกขุนนางคัดค้านหัวชนฝา เพราะเขาคิดไปก่อนแล้วว่าปัญหานางคณิกามีมาเนิ่นนานจนแก้ไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ที่จะยอมรับ แม่รู้ว่าสิ่งที่แม่ทำไม่ได้แก้ไขที่ต้นตอของปัญหา และไม่อาจช่วยพวกนางได้ทุกคน แต่หากไม่ทำก็จะช่วยพวกนางไม่ได้แม้แต่คนเดียว แม่จึงต้องทำ”

อาเมียร์ค่อยๆ คิดตามคำอธิบายของแม่ เหตุที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ต้องแต่งงานการเมืองเป็นเพราะพระองค์ไม่สามารถปกครองธีร์ดีเรได้ตามลำพัง เหตุที่ปกครองตามลำพังไม่ได้...ใครๆ บอกว่าเป็นเพราะพระองค์เป็นผู้หญิง แต่เดี๋ยวก่อน...

หากเสด็จแม่สามารถเป็นผู้สำเร็จราชการหลายครั้งในยามเสด็จพ่อออกศึก และปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งกว่าขุนนางหลายๆ คน แล้วทำไมผู้หญิงเพียงลำพังจะปกครองไม่ได้ พวกขุนนางอาจอ้างว่าเจ้าหญิงแอชลีนน์ไม่มีความรู้ความสามารถ จึงต้องคัดเลือกพระสวามีมาช่วยปกครอง แต่ก็ควรรู้ว่าการทดสอบอาจทำให้บ้านเมืองแตกแยก เกิดการแบ่งฝ่ายหมายแย่งชิงอำนาจสูงสุดเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เจ้าหญิงเสียอีกเห็นทางแก้ที่ตรงยิ่งกว่า จึงมาหาเขาเพราะอยากมีความรู้สามารถปกครองด้วยตนเอง กระนั้น เขายังเชื่อว่าเธอคนเดียวไม่สามารถยกเลิกการทดสอบได้ จึงยอมรับการคัดเลือกพระสวามีไปโดยปริยาย และพยายามสนับสนุนเฟลิม ทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะได้เป็นราชาหรือไม่ด้วยซ้ำ

ทว่า...นั่นเป็นสิ่งที่เจ้าหญิงแอชลีนน์หรือเขาไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ มิใช่หรือ คนเพียงสองคนจะทำได้อย่างไร...ในเมื่อมีบรรดาขุนนางนับร้อยเป็นปรปักษ์...

“ข้าทำไม่ได้” เด็กหนุ่มสั่นศีรษะ “เรื่องใหญ่เกินไป ถึงอยากช่วยนางเปลี่ยน...ก็ทำอะไรไม่ได้เลย”

ข้าไม่มีอำนาจ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรทั้งนั้น กระทั่งเสียงของแอชเองพวกเขายังไม่ฟัง แล้วจะฟังข้าได้อย่างไร...

แม่จับมือของเขาพร้อมกับยิ้มเฝื่อนๆ

“เราทำไม่ได้ทุกอย่าง แก้ไขไม่ได้ทุกอย่าง แต่...เมื่อทำให้ใครโกรธ ไม่สบายใจ หรือเสียใจ คำคำหนึ่งยังเป็นสิ่งที่เราพูดได้ไม่ใช่หรือ แม่ไม่อยากให้ลูกทำอะไรเกินตัว เพียงแต่เข้าใจ...และเอ่ยคำง่ายๆ ออกมาจากใจจริงก็พอ”

อาเมียร์ก้มหน้าลง นึกคำคำนั้นออกอย่างง่ายดาย...แม้นจะยังลังเลว่าควรพูดหรือไม่ จะให้เขาขอโทษทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าตนผิดหรือ

“ลูกอาจคิดว่าสิ่งที่ลูกพูดมีเหตุผลถูกต้องทุกอย่าง แต่นึกถึงความรู้สึกของผู้ฟังบ้าง ความจริงบาดใจคนได้ยิ่งกว่ามีด...ลูกน่าจะรู้ดีที่สุด แม่...ขอโทษนะที่ต้องพูดอย่างนี้”

เด็กหนุ่มกลั้นน้ำตา พยายามตอบว่าไม่เป็นไร เขานึกได้ว่าจริงอย่างที่ท่านพูด แม่เพิ่งบอกความจริงที่บาดใจเขา...เจ็บปวดยิ่งกว่ามีดที่เพิ่งบาดปลายนิ้ว และแม่ก็ขอโทษ หากแอชรู้สึกเช่นเดียวกับเขา...เขาก็ควรทำเช่นเดียวกับแม่ไม่ใช่หรือ


* * * * *


ถึงแอช

      ข้าเขียนจดหมายถึงเจ้าด้วยชื่อนี้ เพราะอยากบอกเจ้าในฐานะลูกศิษย์ ไม่สิ เพื่อนคนหนึ่งมากกว่าเจ้าหญิงแห่งธีร์ดีเร อยากบอกว่าข้าขอโทษ ในทุกการกระทำที่ทำให้เจ้าขุ่นข้องหมองใจ
      ข้าควรคิดถึงความรู้สึกของเจ้าให้มากกว่านี้ และไม่ควรพูดอย่างวันนั้นเลย ข้ารู้ว่าคงขอโทษช้าไป แต่ก็หวังว่าเจ้าจะรู้สึกดีขึ้น ข้าขอบอกตามความสัตย์จริง ถึงไม่รู้ว่าเจ้าเป็นเจ้าหญิง ข้าก็จะสอนเจ้าเหมือนเดิม เพราะรู้ว่าเจ้าอยากเรียนจริงๆ และข้าก็อยากให้สิ่งที่ข้ารู้เป็นประโยชน์ต่อเจ้ากับคนอื่นๆ ได้บ้าง ข้าพยายามมอบให้เจ้าสุดความสามารถแล้ว และเชื่อว่าเจ้ายังศึกษาต่อเองได้โดยไม่ต้องพึ่งข้า หรือแม้แต่ใครๆ ต่อแต่นี้ หากใครบอกว่าเจ้าหัวไม่ดีหรือหัวช้า ก็อย่าเก็บมากังวลเลย เจ้าเรียนรู้เร็วแล้ว เจ้ามีวิธีเรียนรู้ของเจ้า และสามารถหาวิถีทางของเจ้าเองได้ ข้าเชื่อเช่นนั้น
      ข้าขออวยพรให้เจ้าเข้มแข็ง ยืนหยัดฝ่าฟันอุปสรรคทุกประการจนทำสำเร็จสมความตั้งใจให้จงได้ และข้าจะรอวันที่เจ้าได้เป็นราชินีผู้ยิ่งใหญ่แห่งธีร์ดีเร

ด้วยความหวังดีเสมอ
อาเมียร์



* * * * *


เย็นวันต่อมา เด็กหนุ่มไปอารามที่เจ้าหญิงแอชลีนน์ประทับอยู่ และบอกยามที่เฝ้าหน้าประตูว่าขอพบราชองครักษ์ดูลัส

ชายคนนั้นเดินออกมาด้วยสีหน้าเฉยเมยเหมือนทุกครั้ง แม้จะดูประหลาดใจเล็กน้อย

“เจ้ามาที่นี่ทำไมอีก”

“ข้าอยากขอโทษแอช”

“เจ้าหญิงทรงไม่มีพระประสงค์จะพบเจ้าอีกต่อไป ไม่เข้าใจหรือ”

“ถึงพระองค์จะทรงไม่มีพระประสงค์ที่จะพบหน้าข้า...ก็คงจะไม่รังเกียจข้าถึงขนาดรับจดหมายขอโทษไม่ได้ใช่ไหม”

อาเมียร์ยื่นจดหมายส่งให้เขา แต่ดูลัสยังไม่รับ เพียงชายตามองกระดาษตรงหน้านิ่งอยู่ครู่หนึ่ง

“เจ้าคิดว่าข้าจะนำมันไปถวายเจ้าหญิงจริงๆ หรือ”

“หากไม่ไว้ใจว่าข้าเขียนอะไร ท่านจะเปิดอ่านก่อนก็ได้ ” เด็กหนุ่มตอบหนักแน่น “ข้าไม่ได้อยากเรียกร้องให้เจ้าหญิงเสด็จมาอีก เพียงแต่อยากให้พระองค์ทรงหายไม่สบายพระทัยด้วยเรื่องใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวกับข้า และข้าเชื่อว่าท่านต้องการเช่นเดียวกัน”

ชายหนุ่มสบตากับอาเมียร์ด้วยสายตาเรียบเฉย ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเด็กหนุ่ม แล้วก็ค่อยๆ รับกระดาษพับนั้นมาคลี่ อ่านเพียงครู่เดียวก็พับเก็บ

“ใช่ ความสบายพระทัยของเจ้าหญิงคือสิ่งที่ข้าต้องการที่สุด”

“ขอบคุณ และลาก่อน” เด็กหนุ่มค้อมศีรษะน้อยๆ ตามธรรมเนียม แต่ไม่ทันเดินไป อีกฝ่ายก็เรียกเขา

“เดี๋ยว”

อาเมียร์หันกลับมาอย่างประหลาดใจ

“เมื่อวันก่อน ที่พูดเรื่องครอบครัวเจ้ากับศักดิ์ศรีของคนทราย ข้าขอโทษ” คำพูดของดูลัสทำให้เขาประหลาดใจยิ่งกว่า “ถึงจะทำเพื่อความปลอดภัยและพระเกียรติของเจ้าหญิงแอชลีนน์ มันก็เป็นคำพูดที่ไม่น่าฟังจริงๆ”

เด็กหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ดูลัสน่ะหรือขอโทษเขา...ทั้งๆ ที่ต้อนเขาเสียจนถูกแอชโกรธไปมากมาย แต่ชายหนุ่มก็ทำตามหน้าที่กฎระเบียบ ไม่ใด้ใช้อำนาจบาตรใหญ่เหมือนนายอำเภอที่กลาสเดลไม่ใช่หรือ

อาเมียร์คิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดแบบขอไปที เพราะถึงสีหน้าจะเรียบเฉย ดูลัสก็ใช่จะดูไม่เป็นมิตร อาเมียร์เองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา เด็กหนุ่มเชื่อว่าธีร์ดีเรต้องการคนเช่นนี้ คนที่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ความถูกต้อง แม้ต้องใช้วิธีที่ไม่ประนีประนอมใคร

“ไม่เป็นไร” อาเมียร์ตอบ “ข้ารู้ว่าท่านทำตามหน้าที่”

“ก็ดี” ดูลัสรับสั้นๆ “ข้าหวังว่า...ที่เจ้าพูดว่าทำตามหน้าที่ของข้าแผ่นดินจะเป็นความจริงเช่นกัน”

ว่าแล้ว องครักษ์หนุ่มก็กลับเข้าไปในอาราม เด็กหนุ่มจึงผละไปอีกทาง เขายังคิดอยู่ว่าดูลัสอาจทำลายจดหมายทิ้งเสียโดยไม่ให้ผู้รับรู้เรื่อง...หากเห็นว่านั่นเป็นหน้าที่ของตน แต่มันยังเป็นทางเลือกเดียวที่เขาทำได้ เพื่อให้แอชรู้ความในใจของเขาและสบายใจขึ้นบ้าง

ตัวเขาเองจะได้สบายใจขึ้นเช่นกัน


* * * * *


ถึงกำหนดเสด็จกลับของเจ้าหญิงแอชลีนน์แล้ว เธอไม่ติดต่อมาเลย กระนั้นอาเมียร์ก็ทำใจรับเรื่องนี้ไว้แล้ว

เรื่องใหญ่อีกเรื่องต่างหากที่เขาไม่ได้ทำใจรับ เมื่อเย็นวันหนึ่ง ‘พ่อ’ ควบม้าวิ่งห้อมาที่จวน พูดพลางหอบว่าลีชากับอาซิซหายไปจากบ้านตั้งแต่บ่าย ตะวันจวนตกดินแล้วยังไม่กลับมาเลย


* * * * *

ความคิดเห็นที่ 3 ตอบเมื่อ 16 พ.ย.53 เวลา 00:06:52 น.

Anithin
นักตระเวนแดนฝัน

บทที่ ๑๕
กระต่ายกับกระรอก


“ทางนั้นเจอไหม!” ท่านอาร้องถาม

“ไม่เลย!” อาเมียร์ตอบ พลางกวาดแสงไต้ไปตามแนวพุ่มไม้ให้ทั่ว “ท่านล่ะ”

ชายวัยกลางคนโคลงศีรษะ

พวกเขาคงไล่ถามและตรวจดูตั้งแต่หัวถึงท้ายหมู่บ้านแล้ว เหลือแต่ภูเขาที่อาเมียร์สันนิษฐานว่าเด็กสาวอาจขึ้นไป แต่ท่านอากลับแย้งว่าลีชาไม่น่าอุ้มเด็กขึ้นไปเดินเล่นบนเขาที่ค่อนข้างชัน ทั้งๆ ที่เด็กหนุ่มสังหรณ์ว่ามีอะไรมากกว่านั้น...

แม่บอกเขาเมื่อไม่กี่วันก่อน ว่าไข้อีดำอีแดงระบาดในชอร์ซา รวมถึงกลาสเดล โรคนี้มักไม่ถึงตาย...เว้นแต่กับเด็กหรือคนชรา มีเด็กตายไปแล้วสองสามคน ท่านกำชับอย่าให้บอกลีชา ตั้งใจว่าถ้าข่าวซาแล้วจะวานใครสักคน ไม่ก็ท่านอาเองให้กลับไปดูว่าก็อธฟรีด์ปลอดภัยหรือไม่

นั่นเองที่อาเมียร์กลัว ลีชาอาจได้ข่าวว่าลูกของตนเป็นหนึ่งในนั้น...หรืออย่างน้อยก็คิดไปเอง จึงได้พาอาซิซที่ตนดูแลไม่ห่างไป เด็กสาวติดอาซิซราวกับตนเองเป็นแม่แท้ๆ และคอยอุ้มหรือดูแลแกบ่อยกว่าแม่เสียอีก ตอนเห็นแม่ของเขาให้นมทารกน้อย เด็กหนุ่มยังรู้สึกเหมือนลีชามองแกด้วยสายตาโหยหาอย่างประหลาด

ไม่รู้ว่าท่านอากับแม่ระแคะระคายหรือไม่ พวกท่านไม่พูดว่าลีชาอาจลักเด็กหนีไปเลย และดูจะเป็นห่วงทั้งสองพอๆ กัน ทว่า...หากลีชาขโมยอาซิซไปจริงๆ อาเมียร์ก็ไม่รู้จะรู้สึกอย่างไร เขาเห็นใจเธอ แต่ก็โกรธและผิดหวังมากที่เธอทำร้ายจิตใจแม่ ตั้งแต่เกิดมา เด็กหนุ่มไม่เคยเห็นแม่ซึ่งใจเย็นเสมอกลับทุกข์ร้อนกระวนกระวายขนาดนี้มาก่อน ท่านร้องไห้ให้ทุกๆ คนในบ้านเห็นอย่างไม่ปิดบังแม้แต่เด็กหญิงทั้งสอง

กระนั้น เขาก็คิดและหวังมากพอกันว่าลีชาไม่ได้มีเจตนาร้ายจริงๆ เธอไม่มีที่ไปอีกแล้ว พูดไม่ได้ เขียนหนังสือก็แทบไม่เป็น เงินที่แม่ของเขาให้ติดตัวไว้ใช้สอยไม่ได้มีมากมายนัก ซ้ำแม่บอกว่าเธอไม่ได้นำเสื้อผ้าอื่นๆ รวมทั้งเงินกับของมีค่าติดตัวไปเลย อาซิซก็เป็นเด็กแดงๆ ยังไม่หย่านม หากเด็กสาวคิดจะลักตัวแกหนีหายไปจริงๆ ไยจึงไม่วางแผนอะไรเลย ลีชารู้ว่าลำพังตนเองเลี้ยงอาซิซไม่ได้ แล้วจะเอาตัวแกไปทำไม

“อาจารย์!” เสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกอาเมียร์จากความคิด เขาหันแสงไต้ไปเห็นรูอาร์ค “ได้ยินว่าลีชากับอาซิซหายไปใช่ไหม ขึ้นไปหาบนเขาหรือยัง”

เด็กหนุ่มผมดำสั่นศีรษะแทนคำตอบ

“งั้นตามมา ข้ารู้ว่านางน่าจะอยู่ที่ไหน” เด็กหนุ่มผมแดงพูด แล้วก็วิ่งนำไป


* * * * *


หลับเถิดหนาแก้วตาเจ้าเอย นั่นจันทราบนฟ้าราตรี จรลีไปแห่งใด...

ริมทางเดินไหล่เขาคืนนี้ไร้จันทร์ และเด็กสาวก็ขยับริมฝีปากโดยไร้เสียง ทว่าทารกน้อยในอ้อมแขนเหมือนรับรู้ได้อย่างประหลาดว่ากำลังฟังเพลงกล่อมเงียบงัน เพราะนัยน์ตาของแกปรือน้อยๆ ใกล้เคลิ้มหลับ

ลีชาโบกมือปัดแมลงให้แก อากาศบนภูเขายามค่ำเริ่มเย็นขึ้นเรื่อยๆ เธอไม่ได้นำเสื้อผ้ากันหนาวมาให้ตนเอง แต่ก็อธฟรีด์น้อยซุกตัวอุ่นสบายในเสื้อบุนวมและผ้าคลุมไหล่ ซึ่งเธอใช้พันเฉวียงบ่าห่อตัวแกไว้กับหลังขณะเดินขึ้นทางชันบนเขา

ก็อธฟรีด์....ใช่แล้ว เด็กคนนี้คือก็อธฟรีด์ ก็อธฟรีด์น้อยๆ ที่เกล็นมอบให้เธอด้วยความรัก ผิดกับชายคนอื่นๆ ที่เข้ามาในชีวิตเธอ...บางครั้งก็ดึงดันใช้กำลังฝ่าเข้ามาโดยเธอไม่เต็มใจ

เธออยู่กับเด็กคนนี้ตั้งแต่เกิด เป็นผู้ดึงแกออกมาสู่โลกนี้เป็นคนแรกด้วยซ้ำ แกมองเธอด้วยนัยน์ตาใสแจ๋วเหมือนก็อธฟรีด์ไม่มีผิด ท่าดูดนิ้วหรือใช้มือป้อมๆ จับนิ้วของเธอก็เหมือน แกคือก็อธฟรีด์ของเธอไม่ผิดแน่

...แต่...ท่านสิมากับท่านซิอ์บุลล่ะ...

ลีชาสั่นศีรษะทันควันกับคำแย้ง ท่านสิมาเคยปลอบเคยช่วยเหลือเธอขนาดนั้น. ถึงกับยอมบอกความลับต่อเธอว่าท่านเองก็เคยเจอเรื่องเลวร้ายคล้ายกันจากชายคนอื่น เด็กสาวไม่ใช่คนแรกและคนสุดท้ายในโลกที่จะพบความโหดร้ายเช่นนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าชีวิตของเธอไร้ค่า แปดเปื้อน หรือจบสิ้นลงแล้ว เธอต้องผ่านพ้นไปให้ได้...และไขว่คว้าความสุขกลับมาอีกครั้ง ไม่มีใครเคยพูดกับลีชาอย่างนี้มาก่อน ไม่มีใครเคยปลอบโยนเธออย่างคนที่เข้าใจความเจ็บปวดของเธอ แต่...ท่านสิมาก็ยังไม่เหมือนเธออยู่นั่นเอง

ท่านสิมาไม่เคยเป็นนางโลม ท่านเป็นผู้หญิงดี ไม่ใช่ลีชาที่เป็นหญิงเลว ไม่มีศักดิ์ศรีมาแต่แรก ท่านผ่านพ้นมาได้เพราะมีท่านซิอ์บุลกับลูกๆ ขณะที่ลีชาไม่เหลือใครอีก ทั้งสองโชคดี มีลูกด้วยกันถึงสามคน และจะมีลูกคนใหม่อีกสักกี่คนก็ได้ ลีชาจะขอตัวเด็กคนนี้ไปเพียงคนเดียว จะมีสิ่งที่เป็นของตนเองสักอย่างไม่ได้เลยหรือ

เธอถูกช่วงชิงและสูญเสียมากมายเกินพอแล้ว แม่ทิ้งเธอไว้กับพ่อขาพิการ แต่เธอทิ้งพ่อไม่ได้ พ่อต่างหากที่ทิ้งเธออีกครั้ง...ด้วยการขายเธอใช้หนี้พนัน นับแต่นั้นเธอได้แต่ก้มหน้ามองพื้น หลบสายตาของใครต่อใคร ทั้งเพื่อนบ้านที่มองเธออย่างสมเพช ผู้ชายที่ตีค่าเธอเป็นเพียงความสนุกชั่วประเดี๋ยว นักบวชที่เปรยถึงสิมาริเมส ราชินีแห่งความโสมมในพระคัมภีร์ เวลามีเธออยู่ใกล้ๆ ราวกับเธอเป็นคนบาปที่ไม่คู่ควรกับสิ่งอื่นใดนอกจากขุมนรก

ทว่า...ทั้งๆ ที่รู้แต่แรกว่าเธอเป็นนางโลม เกล็นก็อุตส่าห์มอบโอกาสให้เธอ เขาพยายามกอบกู้ชีวิตและเศษซากความสุขของเธอกลับมาสมานทั้งๆ ที่แสนยากเข็ญ เขาจูงมือเธอไปตามทางเดินในโบสถ์ ให้สัตย์สาบานว่าจะรักและดูแลเธอไปตราบชีวิตหาไม่ ทั้งยังมอบเทวดาน้อยๆ นามก็อธฟรีด์ให้แก่เธอ แต่แล้ว...เขาก็ถูกช่วงชิงไปต่อหน้าต่อตา...ด้วยมือของพวกที่เคยทำลายเธอ ...และทำลายเธออีกครั้งอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ...รุนแรงกว่าครั้งใด พวกมันทำให้เธอต้องสูญเสียก็อธฟรีด์ ทั้งๆ ที่ทั้งเธอกับลูกต่างยังมีลมหายใจแท้ๆ

...แต่มันจบลงแล้ว...

ก็อธฟรีด์...ก็อธฟรีด์อยู่กับแม่แล้วนะ เด็กสาวกระซิบเงียบงัน เราไปอยู่ด้วยกันสองคนนะลูก ไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักกันเถอะ

เธอจะหางานทำ หากทำอาหารขายอย่างที่เสนอให้ท่านสิมาลองทำดูได้คงดี แต่ถึงไม่ได้ ไม่ว่างานอะไรเธอก็จะทำ...ต่อให้ไม่มีทางเลือกมากมาย เธอจะเก็บเงิน จะเลี้ยงดูก็อธฟรีด์ด้วยตนเอง จะไม่ปล่อยให้ใครพรากแกไปได้อีก

ในเวลาว่าง ท่านสิมาอุตส่าห์สอนเธอเขียนหนังสือ เธอจะหัดเขียนอ่านให้คล่องเหมือนนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ และพูดให้ได้อีกครั้ง ถ้ามีก็อธฟรีด์อยู่ด้วยต้องทำได้แน่นอน เธอจะสอนแกเขียนหนังสือ จะร้องเพลงกล่อมแกเหมือนเมื่อก่อน...


* * * * *


เฝ้ามองเงามืดที่เคลื่อนคล้อย ล่องลอยในห้วงฝันรายเรียง แค่เพียงเดียวดายเงียบงัน
และขับขานลำนำเรื่อยไป เพื่อให้สานต่อห้วงคะนึง มุ่งไปให้ถึงวันนี้เอย
ต่อให้ครวญคร่ำยามล่ำลา หรือตราตรึงห้วงยามผ่านผัน ก็หาได้ยั้งโศกศัลย์
เพียงเกศาแดงดังแสงไฟ ยามตัวข้าอยู่ในม่านเงา เฝ้าปรากฏให้เห็นเลือนราง


เพลงนั้นกล่าวถึงแม่ในนิทาน ซึ่งร้องเพลงกล่อมลูกน้อยขณะรอสามี...นักรบแกล้วกล้าผู้มีเส้นผมสีแดงเพลิง แข็งแกร่งดุดันราวกับอสูรในสนามรบ กระนั้นยังเป็นชายที่รักมั่นและบิดาที่อ่อนโยน เกล็นไม่มีผมสีแดง แต่ก็เป็นเหมือนนักรบผู้นี้ เมื่อก็อธฟรีด์โตขึ้น ลีชาจะบอกแกว่าพ่อเป็นคนที่กล้าหาญและรักทั้งสองมากเพียงไร เด็กสาวขยับริมฝีปากจะร้องเพลงต่อ แต่แล้วก็พลันเบิกตาโพลง

แสงไหวระริก...เหมือนแสงไต้...ส่องให้เห็นผมสีแดง...

ลีชาไม่รู้ว่าตนตาฝาดท่ามกลางความมืด หรือภูตพรายบนภูเขาใช้มนต์สะกดให้เห็นภาพลวงตา

ครั้นกะพริบตา...เรือนผมสีแดงนั้นยังคงอยู่...ใกล้เข้ามาอีก ร่างเจ้าของเส้นผมไม่ได้กำยำล่ำสันเหมือนนักรบ กลับผอมบางเก้งก้างเหมือนเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่ ใบหน้าของเขาเป็นใบหน้าที่เธอรู้จัก...แต่ที่จริงไม่อยากรู้จัก

ผู้ชายแผลงๆ คนนั้น...รูอาร์ค...ลูกชายคนรองของท่านเจ้ามณฑลที่อาเมียร์ทำงานให้ เขาชอบมาอาแดร์บ่อยๆ ด้วยเหตุผลแค่ว่ามาเดินเล่น นำของแปลกๆ มาฝากนาสิรากับฟาร์ฮานาห์ หรือมาเล่นกับเด็กทั้งสอง เด็กหนุ่มพยายามชวนเธอพูดคุยหลายต่อหลายครั้ง ไม่ยอมเลิกราแม้เธอจะเอาแต่สั่นศีรษะและหลบหน้าเท่าที่ทำได้ เธอไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากแม้แต่พบหน้าหรือพูดกับชายคนใดอีกแล้ว อยากบอกเรื่องนี้กับเขา...แต่คงไม่มีทางทำให้เขาเข้าใจ เหตุผลของเธอเป็นเรื่องที่บอกใครไม่ได้เลย

แต่เรื่องนั้นช่างเถิด ตอนนี้เธอสงสัยมากกว่าว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร

เด็กสาวกอดก็อธฟรีด์แน่นขึ้น ริมฝีปากพึมพำบทสวดขับไล่วิญญาณร้าย แต่ภาพตรงหน้ากลับไม่ยอมจางหาย มีเสียงตามมาเสียอีก

“เจอตัวแล้ว แม่สาวแฟรีกับเด็กชานจ์ลิงที่ขโมยเขามา”

คำพาดพิงภูตพรายที่ชอบลักตัวเด็กไปเลี้ยงทำให้ใบหน้าของลีชาร้อนผ่าว เธอลุกขึ้นยืนทันที เด็กน้อยตกใจจนร้องไห้จ้า แต่เด็กสาวไม่ทันสนใจ เธอถอยหลังจากเขาสองสามก้าว ครั้นเห็นเขายังยืนนิ่งอยู่ก็ตัดสินใจวิ่ง แต่กลับพบชายสองคนยืนขวางอีกทาง

...อาเมียร์กับท่านซิอ์บุล...

“ลีชา อย่าทำอย่างนี้เลย” อาเมียร์รีบบอก “คืนอาซิซมาเถอะ แม่ข้าเป็นห่วงแกมากนะ”

เด็กสาวสั่นศีรษะซ้ำๆ

ไม่ใช่...นี่ก็อธฟรีด์...ขอก็อธฟรีด์ให้ข้าเถอะนะ...

ท่านสิมากับท่านซิอ์บุลมีอาเมียร์ นาสิรากับฟาร์ฮานาห์แล้ว...ข้าขอแค่เด็กคนนี้คนเดียว...ขอแค่ก็อธฟรีด์ของข้าคนเดียวไม่ได้หรือ...

“ลีชา ค่อยๆ พูดกันก็ได้ ข้ารู้ว่าเจ้าคิดถึงก็อธฟรีด์ แต่นี่คืออาซิซต่างหาก อาซิซน้องชายข้า ไม่ใช่ลูกของเจ้า”

ต้องใช่สิ! ต้องใช่! ลีชาสั่นศีรษะ แกยิ้มให้ข้า...แกมองข้าเหมือนก็อธฟรีด์ไม่มีผิด...ก็อธฟรีด์ต้องตามข้ามาแน่ๆ ...ตามมา...เพื่ออยู่กับข้า...

“ก็อธฟรีด์ของเจ้ายังอยู่ที่กลาสเดลนะ”

แกคงไม่อยู่แล้ว...แกจะอยู่ได้อย่างไรถ้าไม่มีแม่...แกยังต้องกินนมแม่อยู่เลย...พวกเขาจะหาอะไรให้แกกิน...แกจะไม่โยเยหาข้าบ้างหรือ...ทำไมแกจะไม่ตามข้ามา...

“ลีชา ขอโทษนะ มืดอย่างนี้ข้าเห็นริมฝีปากเจ้าไม่ถนัด เจ้ายิ่งพูดเร็วอยู่ด้วย ใจเย็นๆ แล้วกลับไปพูดกันที่บ้านเถอะ”

ข้ารู้...ได้ข่าวว่าเกิดโรคระบาดที่กลาสเดล...มีเด็กตาย...ก็อธฟรีด์ไม่มีแม่อยู่ด้วยจะไม่เป็นไรได้อย่างไร...ทำไมแกจะไม่ตามข้ามา...

คนในครอบครัวของท่านซิอ์บุลไม่พูดเรื่องนี้กับเธอ แต่เธอก็ยังได้ยินข่าวลือนอกบ้าน เด็กเล็กๆ ในกลาสเดลมีสักกี่คนกัน หนึ่งในนั้นจะไม่ใช่ก็อธฟรีด์ได้อย่างไร

“ลีชา” ท่านซิอ์บุลพูดขึ้นบ้าง “พาลูกข้ากลับบ้านด้วยกันเถอะ สิมาไม่ว่าอะไรเจ้าหรอก นางรู้ พวกเราทุกคนรู้ว่าเจ้ารักอาซิซและคิดถึงก็อธฟรีด์มาก จะไม่มีใครว่าอะไรเจ้า ขอแค่พาอาซิซกลับมาเท่านั้น”

ไม่! ไม่! ข้าจะอยู่กับก็อธฟรีด์ของข้า!

ลีชาหันรีหันขวาง แล้วก็วิ่งไปในทางเดียวที่ไม่มีใครปิดกั้น...ซึ่งก็คือริมไหล่เขาที่ลาดชันลงไป

“ลีชา!!” อาเมียร์ร้องเสียงดัง “อย่าไปตรงนั้น!! มันอันตราย!!”

เด็กสาวก้มลงมองเบื้องล่าง เห็นพุ่มไม้หนามและหมู่หินเรียงรายในความมืด เธอเสียววูบในช่องท้องเมื่อคิดถึงการตกลงกระทบก้อนหินและถูกไม้หนามทิ่มแทง...ตกและกลิ้งลงไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเชิงเขา

แต่กระนั้น...

ลีชากลืนน้ำลายฝืดๆ แล้วกลับหลังหันมาเผชิญหน้ากับชายทั้งสามที่ล้อมอยู่ห่างๆ

ข้าจะโดดลงไป เธอขยับริมฝีปากช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ ถ้าพวกท่านไม่ให้ข้าพาก็อธฟรีด์ไป ข้าจะโดดจริงๆ

“อย่านะ!!” อาเมียร์ค้านทันที “อย่าทำอย่างนั้น! เจ้าจะฆ่าน้องข้าด้วยหรือ!!”

ไหล่ของเด็กสาวไหวน้อยๆ อย่างหวาดหวั่น แต่ริมฝีปากยังเอ่ย

ข้าอยากพาก็อธฟรีด์ไป...ไปอยู่ด้วยกัน...ข้าไม่อยากจากแกอีก...

“ลีชา ค่อยๆ พูดกันก็ได้” ท่านซิอ์บุลเอ่ยอย่างใจเย็นกว่า “ถ้าพาอาซิซไป เจ้าจะเลี้ยงดูแกอย่างไร ที่นี่คือบ้านของแก เจ้าช่วยพวกเราเลี้ยงดูแกที่นี่ก็ได้”

ไม่...พวกท่านไม่เข้าใจ... ลีชาสะอื้นโดยไร้เสียง ข้าเป็นแม่ของก็อธฟรีด์...ข้าอยากให้แกเรียกข้าว่าแม่...ข้าอยากเป็นแม่ของแก...ไม่ว่าจะในชีวิตก่อนนี้หรือชีวิตหน้าก็เถอะ...

ชายทั้งสามนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วใครคนหนึ่งจึงพูดขึ้นพร้อมกับยักไหล่อย่างเฉยชา

“งั้นก็โดดเลยสิ”

“รูอาร์ค!!” อาเมียร์ร้อง “เจ้าพูดอะไร!!”

“โดดเลย ถ้าอยากพาลูกคนอื่นไปไกลสุดกู่ไม่ให้ใครตามได้ ไม่คิดบ้างว่าแม่แท้ๆ ของเด็กจะรู้สึกอย่างไรที่ถูกพรากลูกไป โดนมากับตัวแท้ๆ แล้วยังไม่จำ คิดจะทำกับแม่คนอื่นอีก” เด็กหนุ่มผมแดงยังพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเดิม “ถ้าไม่อยากให้ใครเห็นใจ ถ้าอยากเป็นอย่างยายแก่ปากเสียแล้งน้ำใจนั่นก็เชิญ”

ลีชาเบิกตาโพลง นึกไม่ออกเลยว่ารูอาร์ครู้เรื่องของเธอได้อย่างไร เขาพูดต่อไปด้วยเสียงราบเรียบ

“ข้าแอบไปกลาสเดลมา คิดอยู่ว่าเจ้าคงเป็นห่วงลูกถ้าได้ยินเรื่องโรคระบาด ข้าไปบ้านของเกล็นมาแล้ว เห็นก็อธฟรีด์ด้วย แกเป็นเด็กผู้ชายผมสีฟาง ตาสีเขียวเหมือนเจ้าใช่ไหม เด็กคนนั้นแข็งแรงร่าเริงดี ตอนนี้เริ่มเดินเตาะแตะไปทั่ว ข้าได้คุยกับปู่ของแกด้วย เขาบอกว่าก็อธฟรีด์เป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่เจ็บป่วยอะไรเลย เขาไม่รู้ว่าข้าเป็นใคร นึกว่าเป็นแค่นักเดินทางธรรมดา ยายแก่นั่นเห็นข้ามอมแมม ก็หาว่าเป็นขอทาน ไล่ข้าอย่างกับหมูกับหมา แต่ปู่ยังอุตส่าห์เอาน้ำมาให้ดื่ม เล่าให้ข้าฟังว่าก็อธฟรีด์ทำให้เขารู้สึกยังโชคดีอยู่ เขาเสียลูกชายไปเพราะพวกโจร เมียก็ไล่ลูกสะใภ้ออกจากบ้าน แล้วตอนนี้เมียยังเจ็บออดๆ แอดๆ ไม่หายจากโรคระบาด เขาถามข้าด้วยซ้ำ...ว่าผิดไหมที่เขาไม่กล้าบอกนางให้ยอมให้ลูกสะใภ้อยู่ด้วย แต่ปล่อยให้แม่ลูกถูกพรากกันต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรเลย

“ข้าบอกว่าเขาไม่ผิดหรอก เพียงแต่อ่อนแอเท่านั้นเอง ถึงอย่างนั้นความอ่อนแอก็ยังอันตราย เพราะมันทำให้เราไม่กล้าทำสิ่งที่ถูกต้อง...ก็นั่นล่ะ พอได้ฟังอย่างนั้นเขาก็หัวเราะเศร้าๆ แล้วบอกว่าถ้าข้าพบลูกสะใภ้เขากับครอบครัวผู้อพยพชาวทะเลทรายที่ไหน...ฝากบอกนางด้วยว่าเขาขอโทษ ตอนนี้เขาขอแค่ให้ก็อธฟรีด์อยู่ดูใจย่าจนถึงที่สุดก่อน แล้วหลังจากนั้น...ถ้าเขารู้ว่าเจ้าอยู่ที่ไหน...เขาจะคืนแกให้เจ้า”

เด็กสาวยืนนิ่งตะลึงงัน น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ เธอทรุดลงคุกเข่า สองมือกอดทารกน้อยแน่น มีแต่ร่างนั้นที่แผดเสียงร้องไห้จ้าไม่หยุด ขณะที่ริมฝีปากของเธออ้ากว้าง...ทว่าไม่อาจรีดเร้นเสียงกรีดร้องที่อัดแน่นในอก ลีชากลั้นใจมองทารกที่ตนอุ้มไว้ผ่านม่านน้ำตาพร่ามัว เด็กคนนี้มีผมและตาสีดำ ผิวคล้ำเล็กน้อย ไม่ใช่ก็อธฟรีด์ที่มีดวงตาของเธอ เส้นผมของเกล็น และผิวขาวจัด

เด็กคนนี้มีพ่อแม่ที่รักและต้องการแก...เหมือนที่ก็อธฟรีด์เคยมีเกล็นกับลีชา นี่คืออาซิซ ลูกของท่านสิมากับท่านซิอ์บุล ไม่ใช่ของของลีชาผู้สูญเสียทุกสิ่งไปเพราะบาปของตนเอง

...ก็อธฟรีด์...แม่ขอโทษ...

...อาซิซ...ข้าขอโทษ...

...ท่านสิมา...ท่านซิอ์บุล...ทุกๆ คน...ข้าขอโทษ...

...เกล็น...ข้าขอโทษ...

ลีชากลั้นใจวางเด็กคนนั้นลงกับพื้น ก่อนจะลุกขึ้นยืน

เธออยากพบก็อธฟรีด์อีกครั้ง อยากอุ้มแก...อยากให้นม...อยากเห็นแกเติบโต แต่ร่างกายที่แปดเปื้อนราคี...ทรวงอกที่น้ำนมแห้งเหือดหลังจากเสียแกไปเพียงสัปดาห์เดียว...และนัยน์ตาที่มีแต่ภาพอันน่ารังเกียจมากมายประทับอยู่...ย่อมไม่คู่ควรกับเทวดาน้อยๆ องค์นั้นอีกแล้ว

หากพ่อของเกล็นเป็นคนเลี้ยงดูก็อธฟรีด์ ทุกสิ่งจะเรียบร้อย เธอเป็นผู้หญิงเลว อย่างไรก็ไม่มีวันชะล้างคราบสกปรกที่ฝังในร่างกายออก ถึงพยายามปิดบัง...สักวันย่อมจะมีคนกระชากมันออกเหมือนโจรพวกนั้น เธอได้แต่หลอกตนเอง ก็อธฟรีด์ไม่ควรได้ชื่อว่ามีแม่เป็นนางโลม เธอไม่มีหนทางเลี้ยงดูเขาให้ได้ดี เป็นที่ยอมรับของใครๆ ได้แน่

และ...เธอจะกลับไปรับความช่วยเหลือจากท่านสิมากับครอบครัวได้อย่างไร ในเมื่อหักหลังพวกเขาอย่างไม่อาจให้อภัยอย่างนี้ หลังฟื้นตัวจากบาดเจ็บคราวนั้นและค่อยๆ รู้ว่าเธอจะไม่ได้อยู่กับก็อธฟรีด์อีก ลีชาเคยโกรธแค้นแม่สามีอย่างที่ไม่กล้าแค้นมาก่อน แค้นจนอยากสาปแช่งอีกฝ่ายให้ตายตกไปเสีย แต่ใจหนึ่งก็ยังห้ามปราม...เธอทำบาปมากมายแล้ว และเรื่องที่นางพูดก็ยังคงเป็นความจริง นางมีเหตุผล และทำเพื่ออนาคตและความสุขของก็อธฟรีด์ แต่สิ่งที่เด็กสาวทำนั้นไร้เหตุผล รังแต่จะนำความทุกข์ให้ผู้อื่น อาซิซเป็นของท่านสิมา ท่านจะไม่แค้นเธอเลยหรือ

ด้วยเหตุนี้จึงเหลือเพียงทางเดียว ทางที่เธอไม่เคยกล้าเลือกเพราะกลัวบาปมหันต์ ทว่า...หากชั่วชีวิตของเธอไม่อาจหนีจากบาปมากมายที่เคยกระทำไปแล้ว เพิ่มบาปนี้อีกเป็นครั้งสุดท้ายจะต่างอะไรกัน

เกล็น...ช่วยรับข้าทีนะ

เด็กสาวหลับตา และก้าวถอยหลังไปสู่ความว่างเปล่า...

พลันได้ยินฝีเท้าถี่กระชั้น มือหนึ่งคว้าแขนของเธอและบีบแน่น แต่ไม่อาจห้ามแรงมหาศาลที่ฉุดร่างของเธอลงสู่พื้นเบื้องล่าง

โลกหมุนคว้าง สองขาแสบแปลบเหมือนครูดกับดินและหินเป็นทางยาว เท้าข้างหนึ่งปะทะลมหนาว รองเท้าหลุดไปเมื่อไรเธอไม่แน่ใจแต่เหมือนได้ยินเสียงของบางอย่างกลิ้งกุกๆ ลงไปตามทางลาดอยู่ตลอดเวลา...ไม่จบ...ไม่สิ้น....

หรือเป็นเสียงจากตัวเธอเอง ร่างของเธอกำลังดิ่งละลิ่ว ตกกระแทกก้อนหินและพุ่มไม้หนาม และที่เห็นนี้ก็เป็นเพียงภาพติดตาก่อนตายใช่ไหม

แต่หากเป็นเช่นนั้น...ทำไมแขนข้างหนึ่งจึงเจ็บร้าวราวข้อจะหลุด...ราวกับแบกรับน้ำหนักทั้งหมดของร่างกายไว้

ลีชาเสี่ยงเงยหน้าขึ้น พบเส้นผมสีแดงที่สะบัดปลิว และใบหน้าเคร่งเครียด

ยายบ้าเอ๊ย! ก่อนจะกล้าโดดผาตาย...หัดกล้าพูดอะไรที่ตัวเองต้องการไม่ดีกว่าหรือ!!

เป็นครั้งแรก...ที่เธอได้ยินเสียงเขาร้อนรนอย่างนี้...โกรธเกรี้ยวอย่างนี้ เหมือนเกล็น...เหมือนตอนที่เขาดึงแขนเธอ...ตะโกนใส่หน้าพ่อของเธอในคืนแรกที่ทั้งสองพบกัน...

เอาไปให้หมดเลย! แต่อย่าเอาลูกตัวเองมาขายอย่างนี้อีกเด็ดขาด!

...เธอเห็นใบหน้าข้างบนนั้นเป็นเกล็น...เกล็นที่มีผมสีฟางและนัยน์ตาลุกโชนเป็นเปลวไฟสีฟ้า...เหมือนตอนเขาฉุดมือพาเธอเดินหนีชายอีกคนที่กำลังจะซื้อตัวเธอไป...

ถ้าอยากจะเลิกก็ต้องเลิกเสียเดี๋ยวนี้

ลีชาเผลอร้องเบาๆ เสียงร้องนั้นไม่ได้เป็นคำพูดใดๆ ที่มีความหมาย...แต่ก็ยังเป็นเสียงร้อง เธอทำได้เพียงเท่านั้นเอง ขณะที่ร่างทั้งร่างชาจนไม่อาจขยับเขยื้อนและไร้เรี่ยวแรง

“ลีชา ส่งมืออีกข้างมา”

เธอทำตามเสียงแว่วนั้นราวกับถูกสะกดจิต เสียงของเกล็น...เสียงของรูอาร์คซ้อนทับกัน...แยกไม่ออกอีก เด็กสาวแทบไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองขึ้นมาได้อย่างไร แต่เมื่อรู้สึกตัวอีกที เธอก็นั่งอ่อนระโหยอยู่บนพื้นเหนือทางลาด ท่านซิอ์บุลอุ้มอาซิซไกวไปมา ปลอบโยนให้หยุดร้องไห้ อาเมียร์ยืนถือไต้เงียบๆ ส่วนรูอาร์คคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเธอ เริ่มพูดกับเธอด้วยสีหน้าจริงจัง

“เจ้าไม่ผิดหรอก ลีชา เจ้าเพียงแต่อ่อนแอ...เหมือนพ่อของเกล็นนั่นล่ะ ถ้าตอนนั้นเจ้าอยากอยู่กับลูก ก็ต้องพูดออกไปเลย”

นัยน์ตาของเด็กสาวพลันเบิกกว้าง

…พูด...

คำคำนั้นสะท้อนก้อง...ซ้ำแล้ว...ซ้ำเล่า...เหมือนอยู่ในถ้ำ กลบคำต่อมา...เสียงต่อมา...ทั้งเสียงของผู้พูดและคนอื่น...หลอมละลายภาพเบื้องหน้าสายตา

พูดออกมา...พูดออกมาสิวะ เสียงหยาบกระด้างกลั้วหัวเราะรอบด้าน ไม่เจ็บเลยรึ ถ้าเจ็บก็พูดว่าพอสิวะ

พูด...พูด...พูด... พวกมันตบหน้าเธอ ย้ำซ้ำๆ ราวกับท่องมนต์ดำ บังคับให้เธอพูด...ทั้งๆ ที่รู้ว่าหากพูดไปคนอื่นจะต้องถูกทำร้าย เธอรู้จักความเจ็บปวดพวกนี้ดี...ดีเกินพอ เธอทำไม่ได้ แทบต้องกัดลิ้นเพื่อห้ามเสียงร้องจากความเจ็บปวดที่ย้ำซ้ำๆ ไม่มีทางหนี ไม่มีทางดิ้นรน ไม่มีทางอื่นนอกจากทนรอให้มันจบสิ้นไปเอง

เฮ้ย! ใครสักคนร้องดังขึ้น คิดว่ามันจะทนนี่ได้ไหม

นัยน์ตาของเด็กสาวพร่าเลือนด้วยน้ำตา ทว่าเธอเห็น...ชัดเจนเกินพอ ปากขวดแก้วที่ถูกทุบเป็นปลายแหลม สะท้อนแสงไต้เป็นประกาย ลีชาสั่นศีรษะ เริ่มดิ้นรนด้วยความกลัว แต่แขนขากลับถูกตรึงแน่นหนา เธอหลับตา...หลบหนีภาพเหล่านั้น ทว่าความเจ็บยังชำแรกลึก ขับเสียงกรีดร้องแหบแห้งจากลำคอ

เด็กสาวหวีดร้องอีกครั้ง หนี...เธอต้องหนี ทว่าร่างกลับถูกตะปบไว้ รัดแน่นทั้งๆ ที่สองมือพยายามผลักผู้คุกคามออกไป เล็บเธอจิกผิวเนื้อที่ปกคลุมด้วยเสื้อผ้า เพิ่งตระหนักว่ามีบางสิ่งแปลกไปในตอนนั้น

ไม่...ไม่ใช่ผู้คุกคาม เขาไม่ได้รัดตัวเธอไว้ด้วยกำลัง สองมือของเขาลูบแผ่นหลัง...ลูบอย่างปลอบโยน...ไร้ความปรารถนาอย่างอื่น...

กอด...ใช่...การกอดเป็นเช่นนี้เอง เหมือนกอดของแม่...กอดของท่านสิมา...กอดของเกล็น...

เกล็นเคยกอดเธอไว้เช่นนี้...เหมือนเธอเป็นเด็กเล็กๆ เขาไม่พูดอะไร ไม่บอกให้เธอลืมสิ่งที่ผ่านมา แต่ใช้สัมผัสค่อยๆ เจือจางมัน...ละลายและขับไล่มันไปจากร่างของเธอ ให้เธอถือกำเนิดใหม่ในอ้อมกอดของเขา...

“ลีชา มองตาข้า”

ลีชาเริ่มเห็นอีกครั้ง...นัยน์ตาสีเขียวเหลือง...นัยน์ตาสีฟ้า...ซ้อนกันอีก เขาพูดต่อไปอย่างอ่อนโยน แผ่วเบา

“ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีใครทำร้ายเจ้าอีก คำว่า ‘พูด’ ไม่มีอะไร อย่ากลัว ยิ่งกลัวจะยิ่งพูดไม่ได้ แล้วจะถามว่าลูกอยู่สุขสบายดีไหมได้อย่างไร จะขอตัวแกคืนได้อย่างไร อย่าเป็นคนอ่อนแอที่ปล่อยให้ใครๆ เขารังแกได้ อย่ารังแกตัวเจ้าเองด้วยคำคำนั้น

“เจ้ารู้จักกระต่ายไหม ใครๆ คิดกันว่ากระต่ายเป็นสัตว์อ่อนแอ ส่งเสียงร้องขู่ใครก็ไม่ได้ ได้แต่หลบซ่อนหรือวิ่งหนี บางทีไม่มีอะไรก็วิ่งหนีจนตกใจตายเสียเอง แต่ข้ารู้ว่ากระต่ายสู้ ถ้าจวนตัวจริงๆ มันจะกัด ถ้ากระต่ายตัวอื่นรุกล้ำอาณาเขตมัน...มันจะใช้ขาต่อย”

เด็กหนุ่มจับมือเธอ ต่อยที่หน้าของเขาเบาๆ

“เห็นไหม การต่อยง่ายแค่นี้เอง แม่สามีของเจ้า...หรือแม้แต่ทุกๆ อย่างที่เจ้าผ่านมาเป็นแค่กระต่ายขี้กลัวตัวอื่นๆ เท่านั้น เจ้าไม่คิดสู้ ไม่ไล่พวกมันไปให้พ้นจากที่ของเจ้าเลยหรือ เกล็นอุตส่าห์สละชีวิตปกป้องเจ้า...เพื่อให้เจ้าอยู่กับก็อธฟรีด์ต่อไป เจ้าไม่อยากให้เขาเสียใจใช่ไหม”

ลีชาหลุดเสียงสะอื้นออกมา บางสิ่งอัดแน่นในคอของเธอ...ราวกับน้ำที่กำลังเพิ่มสูงใกล้ล้นเขื่อน บางสิ่งที่เธอเคยกล้ำกลืนไว้ในถ้ำที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนอื้ออึงเต็มหู เสียงผสมปนเปของทั้งความสุขอันหยาบช้าและความทุกข์ที่ถูกสะกดกลั้นไว้ เสียงหัวเราะอย่างคะนอง...เสียงผิวปากและย้ำคำว่าพูด...พูด... พูด...เสียงร้องไห้จ้าของก็อธฟรีด์...ราวกับรู้ว่าแม่ของแกกำลังถูกทำร้ายอย่างรุนแรง...เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นที่เชลยคนอื่นๆ ข่มไว้

มีเธอเพียงคนเดียวที่ไม่อาจเปล่งเสียง มีเพียงเธอที่กล้ำกลืนคำอ้อนวอนขอร้องไว้ตลอดเวลาด้วยความกลัว ไม่อาจพูดได้กระทั่งคำง่ายๆ สั้นๆ แต่มีความสำคัญยิ่งว่า ‘อย่า’

...และไม่อาจพูดได้ตลอดมา...จนกระทั่งถึงชั่วครู่ก่อน...

ทั้งๆ ที่สองมือยกขึ้นปิดหน้า ริมฝีปากของลีชาก็อ้ากว้าง ลำคอของเธอตึงเขม็ง...เส้นเสียงไหวระรัวอยู่ภายใน หูของเธอได้ยินเสียงเสียงเดียว...แผ่วเบาในทีแรกก่อนจะค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ...สั่นไหว...โหยหวน...สูงต่ำ...ราวกับเป็นเสียงกรีดร้องไร้ความหมาย มากกว่าคำง่ายๆ ที่ถูกปิดขังในลำคอของเธอเนิ่นนาน...กระนั้นยังเป็นเสียงที่ทรงพลังราวกับน้ำบ่า กระหน่ำทลายและพัดพากำแพงหินของเขื่อนที่เคยปิดขวางอยู่ไปจนสิ้น

เมื่อเสียงนั้นแผ่วหาย ลำคอของเธอก็แสบร้อน เด็กสาวไอออกมาชุดใหญ่ ไอแล้วปาดน้ำตา ปาดน้ำตาแล้วก็ไอ จนกระทั่งมือของใครสักคนทาบบนไหล่ เธอเงยหน้าขึ้น เห็นดวงตาสีเขียวของเจ้าของมืออยู่ตรงหน้า...พร้อมรอยยิ้มน้อยๆ

“เก่งมาก” เขากระซิบเบาๆ “ก็กล้าพูดแล้วนี่”

พูด...คำคำนี้ไม่นำเธอกลับไปสู่เวลาอันเจ็บปวดนั้นอีก เมื่อตระหนักได้...น้ำตาพลันหลั่งไหล ลีชาก้มหน้าลงสะอื้นสลับกับพูดไปเรื่อยๆ...พูดย้ำเพียงคำเดียว...อย่า...อย่า...อย่า...พูดจนกระทั่งรู้สึกว่าจะเปล่งเสียงไม่ได้อีกต่อไป

ทว่า...แม้เสียงจะแหบแห้งจนแทบไม่มีใครได้ยิน ท้ายที่สุดแล้วเธอยังคงพูดได้อยู่นั่นเอง


* * * * *


ท่านสิมายืนถือตะเกียงรออยู่หน้าประตู และรีบรับทารกน้อยไปอุ้มไว้แนบอกพลางสะอื้น ไม่ช้าทุกคนก็เข้ามาในบ้าน หญิงสาวเริ่มถามเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อใจสงบลง แต่ท่านซิอ์บุลบอกเพียงว่าพบทั้งสองคนบนภูเขาเท่านั้น

“ทำไมถึงขึ้นไปบนเขา แล้วทำไมกลับลงมาไม่ได้ เจ้าหกล้มหรือ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า ลีชา”

เด็กสาวสั่นศีรษะ แม้รอยแผลบนขาทั้งสองจะอยู่เพียงใต้กระโปรง และรองเท้าหายไปข้างหนึ่ง

ระหว่างทางลงจากเขา อาเมียร์ไม่พูดกับเธอเลย แต่เสนอลอยๆ ว่าไม่ควรเปิดเผยความจริงต่อแม่เขา และตัดสินใจจะบอกว่าทั้งสองเพียงแต่ประสบอุบัติเหตุ ทว่าลีชาไม่ตอบรับ ไม่เห็นด้วย

บัดนี้ ถึงเวลาที่เธอต้องกล้าพูด...เพื่อตัวเธอเอง

เด็กสาวคุกเข่าตรงหน้าท่านสิมา ข่มความเจ็บปวดที่ขาทั้งสองไว้...ง่ายดายกว่าความเจ็บปวดอันมากมายและหนักหนากว่าก่อนหน้านี้

“ข้า...ข...โทษ...ค่ะ”

“หือม์” อีกฝ่ายอุทานอย่างประหลาดใจ

“ข้า...ขอ...โทษ...ค่ะ” ลีชาพยายามเปล่งเสียงทุกคำให้ชัดเจนที่สุด “ข้า...ตั้ง...ใจ...พา...อาซิซ...หนี...ไป...”

เธออยากพูดอะไรมากกว่านั้น ทว่าลำคอกลับตีบตันจนไม่อาจกลั่นคำใดออกมาได้ จบสิ้นกัน ท่านสิมาคงด่าทอเธอ ขับไล่เธอไปให้พ้นหน้าเสียคืนนี้ แต่ไม่เป็นไร สมควรแล้ว ต่อให้ท่านไม่ทำเช่นนั้น เธอก็คงทนอยู่ร่วมกับพวกท่านไม่ได้อีก

“ลีชา นี่เจ้า...” เสียงของท่านสิมาลังเล

“ข้า...ขอโทษค่ะ” เด็กสาวไม่อาจมองหน้าท่าน ได้แต่ย้ำคำเดิม แล้วก็รอคำตัดสิน...รอโทษทัณฑ์ของตน

แต่แล้ว...แทนที่สิ่งเหล่านั้น...มืออบอุ่นกลับลูบบนศีรษะ เหมือนมือของแม่เวลาร้องเพลงกล่อมให้เธอฟัง...

“ไม่เป็นไรจ้ะ” น้ำเสียงอ่อนโยนยังเหมือนเหลือเกิน “ไม่เป็นไรเลย แค่ลีชากับอาซิซปลอดภัยกลับมาก็พอ...แล้วดีใจด้วยนะจ๊ะที่ลีชา...เอ้อ...”

หญิงสาวยังตระหนักถึงคำต้องห้าม ทว่าลีชาสั่นศีรษะ แผ่นหลังยังเย็นวาบเมื่อนึกถึงคำนั้น แต่บัดนี้ เธอจะพยายามไม่กลัวมัน

“ข้า...พูดได้แล้วค่ะ” เด็กสาวเน้นคำนั้น ดึงพลังของมันแทนที่ความกลัวเสียงสะท้อนในถ้ำ เธอพูดได้...เธอพูดได้ ไม่มีสิ่งใดน่ากลัวเลย “ข้า...พูดได้แล้ว พูดได้แล้ว”

“จ้ะ...ยินดีด้วยที่ลีชาพูดได้อีก ถ้าเป็นอย่างนี้...วันที่สิ่งดีๆ อื่นๆ ที่ลีชาเคยมีจะกลับมาหาต้องอยู่ไม่ไกลแน่ๆ” ท่านสิมาบอก

“แต่...ข้า...” เด็กสาวเอ่ยตะกุกตะกัก น้ำตาเริ่มรื้นอีกครั้ง “ข้า...อยู่ที่นี่...ไม่ได้...อีกแล้ว...”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” สิมาโน้มตัวลงโอบเธอไว้เบาๆ ...เหมือนตอนที่เคยปลอบประโลมเธอจากภาพหลอนก่อนหน้านี้ “ลีชาเป็นคนของครอบครัวนี้ เป็นเหมือนลูกสาวของพวกเราคนหนึ่ง เราจะผลักไสไปที่อื่นได้อย่างไร”

ผู้ฟังยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม...แต่ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป...เพิ่มเติม...ผสมปนเปทั้งสำนึกผิดและตื้นตัน

“พี่ลีชาเป็นอะไร เจ็บหรือ” นาสิราเข้ามาถาม “นาสิราทายาให้ไหม”

“โอมเพี้ยง พี่ลีชาหายเจ็บนะ...นะ” เสียงของฟาร์ฮานาห์ดังตามมา

เด็กสาวพยายามกลั้นน้ำตาและยิ้ม

“ขอบใจ...จ้ะ”

แล้วเธอก็พ่ายแพ้ต่อคลื่นน้ำตาอีกครั้ง...ยังรู้สึกผิดและเสียใจที่หักหลังท่านสิมากับทุกๆ คน แต่ขณะเดียวกันก็ดีใจ...ดีใจเหลือเกิน

บางที เทพเจ้าคงกำหนดให้เธอตัดสินใจเช่นนี้...เพื่อให้เธอกลับมาพูดได้อีกครั้ง และรู้ว่าครอบครัวของท่านสิมาห่วงใยเธอเพียงไร บางที สักวันพระองค์กับเกล็นอาจช่วยให้ก็อธฟรีด์ได้อยู่กับเธออีก บางที...

ความคิดของเด็กสาวหยุดลงเมื่อเธอบังเอิญหันไปเห็นเด็กหนุ่มผมแดงที่นั่งเงียบอยู่

...เธอต้องขอบคุณเขาเหมือนกัน ถึงมานึกตอนนี้จะไม่ค่อยสบายใจที่เขารู้เรื่องของเธอละเอียดกว่าที่คิด เขาถึงกับกอดเธอไว้แน่นเมื่อเธอเกือบคลุ้มคลั่ง แต่ก็คงทำไปเพื่อช่วยเธอด้วยความหวังดีเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น

ลูกชายคนรองของเจ้ามณฑลย่อมไม่คิดแต่งงานกับหญิงม่ายที่เคยถูกพวกโจรฉุดแน่นอน...ต่อให้ไม่รู้ว่าเธอเคยเป็นนางโลมด้วยก็ตาม


* * * * *


“เจ้าไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้วนะ”

เด็กหนุ่มผมแดงนั่งงอหลังบนเก้าอี้ หน้าโต๊ะซึ่งกั้นเขาจากชายวัยกลางคน เสมองหน้าต่างที่มีกิ่งไม้ใบสีแดงสะบัดไหวๆ อย่างไม่สนใจคู่สนทนา

คงเพราะหายไปจากจวนถึงสองครั้ง ลุงกระรอกน้ำตาลถึงเห็นควรเทศนาเขาอีกรอบ สัปดาห์ก่อน เด็กหนุ่มขี่ม้าไปกลาสเดลโดยไม่บอกใครตั้งแต่บ่าย กลับมาถึงเกือบเย็นวันมะรืน เข้าไปขออาหารกินในโรงครัว แล้วสะโหลสะเหลขึ้นไปนอนยาวในห้องของตนจนเที่ยงวันต่อมา พลาดการเรียนไปสองวันครึ่งโดยปริยาย และเมื่อคืนวาน เขาก็ค้างบ้านของอาจารย์วัยเดียวกันตามคำเสนอของเจ้าบ้าน ซึ่งเห็นว่าดึกเกินเดินทางกลับ

ครั้งหลังไม่กระไร เพราะมีพยานช่วยยืนยันว่าเขาไม่ได้ไปเสเพลที่ไหน แต่ครั้งแรกคงทำให้ลุงเสียหน้ามาก จนต้องออกตัวกับอาจารย์ว่าอย่าถือสาเจ้าลูกชายไม่ได้เรื่องคนนี้เลย รูอาร์คมีนิสัยเสียอยู่อย่าง (ในบรรดาหลายๆ อย่าง) คือชอบขี่ม้าออกไปโดยไม่บอกกล่าว หายตัวไปราวคืนสองคืนก็กลับมา ไม่มีใครรู้ว่าไปที่ไหน

“รูอาร์ค” ชายอีกคนเรียกด้วยเสียงเหมือนจะถอนใจ “เจ้าจะเที่ยวเล่นบ้างข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าปล่อยให้เจ้าทำตามใจชอบมานาน...เพราะเห็นว่าเจ้าไม่ไปก่อปัญหาให้ใคร แต่ครั้งนี้มันเกินไป ยามที่หน้าด่านบอกว่าเจ้าขี่ม้าออกไปถึงชอร์ซา...ทำอย่างกับหอโคมแดงในมณฑลของเราไม่มีอีกแล้ว”

“ข้าแค่ไปดูโพรงกระต่าย” เด็กหนุ่มพูดงึมงำ “ไม่ได้เที่ยวแบบนั้น”

พ่อในนามของเขาถอนหายใจอย่างไม่ปิดบัง

“ข้าพูดเพราะเป็นห่วง สถานการณ์ระหว่างเรากับชอร์ซาไม่สู้ดี แล้วถ้าเฟลิมได้เป็นกษัตริย์ เจ้าก็จะเป็นเจ้ามณฑลแทนข้า เจ้าควรหัดมีความรับผิดชอบกว่านี้ได้แล้ว นี่อะไรกัน ตั้งใจเรียนก็ไม่ตั้งใจ อยากเที่ยวเล่นเสเพลก็เที่ยวไม่ดูเวล่ำเวลา...แม่ของเจ้าจะนอนตายตาหลับได้อย่างไร”

รูอาร์คปิดปากเงียบกับคำพาดพิง ลุงไม่มีวันรู้หรอกว่าแม่รู้สึกอย่างไร ในเมื่อไม่เห็นด้วยที่แม่จะใช้ชีวิตกับพ่อจนเขาเกิดมาแต่แรกแล้ว

“เลิกเที่ยวกลางคืน...อย่างน้อยสักพักเถอะ หลังเสร็จงานประลองของเฟลิม ข้าต้องเริ่มคิดเรื่องหาคู่หมั้นให้เจ้าแล้ว เจ้าก็ควรปรับปรุงตัวเอง ข้าจะได้กล้าไปพูดกับพ่อของผู้หญิงเขาได้เต็มปาก”

เด็กหนุ่มผมแดงยักไหล่อย่างเฉยชา

“ไม่ต้องหาให้ข้าหรอก ข้ารักใครชอบใคร ข้าก็มีปัญญาหาเอง เสียเวลาทำงานท่าน...แล้วก็เสียเวลาของพ่อผู้หญิงเขาด้วย”

“แล้วเจ้าจะไปหาแถวไหน” เสียงของชายวัยกลางคนเข้มขึ้น “พวกนางโลมนั่นข้าไม่ยอมเด็ดขาด ลูกสาวชาวไร่ชาวนาก็ไม่ได้ หมู่นี้เจ้าออกไปหมู่บ้านแถวนี้บ่อยๆ เพราะไปติดผู้หญิงใช่ไหม”

เขายักไหล่ซ้ำ

“ภรรยาของเจ้าต้องเป็นคนที่นำมาออกหน้าออกตาได้ในฐานะลูกสะใภ้ข้า...และท่านหญิงของเจ้ามณฑล ตบแต่งผู้หญิงดีๆ สักคนก่อน จากนั้นเจ้าจะไปเลี้ยงดูนางโลมหรือผู้หญิงชาวบ้านสักกี่คนข้าไม่ว่า ขอแค่อย่าผิดลูกเมียใคร แล้วก็อย่าทำให้ประเจิดประเจ้อนัก”

รูอาร์คลุกขึ้นยืน

“เสียมารยาท! ข้ายังไม่เสร็จธุระกับเจ้า!”

“แต่ข้าเสร็จธุระกับท่านแล้ว” เด็กหนุ่มพูดง่ายๆ เท่านั้นก็ก้าวยาวๆ ไปที่ประตู ผลุบออกไปแล้วปิดลง

เขาเดินมาถึงระเบียงด้านหลัง ซึ่งมองออกไปเห็นสวน แล้วก็ยืนเท้าระเบียง มองกระรอกโดดแผล็วบนยอดไม้ด้วยฝีเท้าแผ่วเบา แต่ยังส่งใบไม้สีน้ำตาลให้ร่วงหล่นตามอายุขัยของมัน

เป็นเด็กแล้วผิดตรงไหน

เป็นเด็กแล้วจะได้ตัวเบา มีอิสระ ได้อยู่บนยอดไม้ใกล้เคียงกับท้องฟ้าแม้ไม่มีปีกให้บิน จะกระโดดไปตามกิ่งไม้โดยไม่ต้องสนใจว่าใบไม้จะร่วงหล่นสักกี่ใบ จะแทะกินเนื้อในผลไม้แล้วทิ้งขว้างเปลือกลงมา โดยไม่สนว่ามันจะไปถูกหัวของใครหรือตัวอะไรบนพื้นข้างล่าง

แต่ตอนนี้...เขากลับรู้สึกประหลาดใจตนเอง ถึงไม่ได้อยากเป็นผู้ใหญ่...ก็ยังเกิดอยากลงจากยอดไม้มามองสภาพข้างล่าง ไม่อยากให้เปลือกผลไม้หรือแม้แต่ใบไม้สักใบหล่นลงมาถูกหัวยายกระต่ายตาโตนั่น...ไม่อยากให้ยายนั่นตื่นตูมเพราะเสียงอะไรก็ตามที่หล่นใกล้ๆ แล้วก็วิ่งหน้าเริดไปจนตัวตายเสียเอง

ถึงยายกระต่ายนั่นจะพูดได้แล้ว...และหวังว่าคงจะหัดสู้ป้องกันอาณาเขตของตัวได้ในไม่ช้า...มันก็ยังไม่น่าจะพอ ถ้าเพียงแต่เขาจะทำอะไรสักอย่างให้อีกฝ่ายได้มากกว่านี้...

“มายืนใจลอยอะไรตรงนี้” เสียงคุ้นหูดังขึ้นใกล้ๆ และเด็กหนุ่มก็รู้ตัวคนพูดโดยไม่ต้องหันไปมอง

“มารอสารภาพความในใจกับอาจารย์กระมัง”

“นี่ ข้ามาพูดด้วยดีๆ เจ้าก็ยวนอีกแล้ว”

รูอาร์คชอบยวน เพราะเวลาตอบยวนแล้วอีกฝ่ายจะไม่เซ้าซี้ ไม่อยากซักต่อ นี่เป็นวิธีเบี่ยงประเด็นที่มีประสิทธิภาพในการกันใครๆ ไม่ให้เข้ามายุ่งด้วยในเวลาที่ตนไม่ต้องการ หรือในเรื่องที่ตนไม่อยากบอก

“ท่านเบเรคคงไม่ได้ดุเจ้าใช่ไหม” เสียงถามของอาเมียร์ลังเล “ข้าบอกท่านแล้วว่าเมื่อคืนเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”

“ลุงกระรอกน้ำตาลไม่ห่วงเรื่องนั้นหรอก” เด็กหนุ่มผมแดงตอบเบาๆ “เรื่องขี้ปะติ๋วพรรค์นั้น”

อีกฝ่ายเงียบไปพักหนึ่งจึงเอ่ย

“แล้วเจ้าจะไปร่วมงานรับศีลของอาซิซหรือเปล่า เฟลิมบอกแล้วว่าจะไป”

พอตื่นมาตอนเช้า พ่อแม่ของอาจารย์ก็บอกเขาว่าจะให้อาซิซไปเข้าพิธีรับศีลแรกเกิดที่อารามในหมู่บ้าน โดยให้ลีชาเป็นแม่ทูนหัว รูอาร์คยิ่งคิดว่าครอบครัวผู้อพยพชาวทะเลทรายนี้พิลึกขึ้นไปอีก เคยได้ยินว่าพวกคนทรายเคร่งศาสนาที่นับถือเทพเจ้าแห่งทะเลทรายของตนเหลือเกิน แต่บ้านนี้กลับดูเหมือนไม่นับถือเทพเจ้าองค์ใดเป็นพิเศษ วันทำพิธีทางศาสนาก็ไม่มีใครเข้าอาราม แต่คราวนี้พวกเขากลับอยากให้ลูกคนเล็กรับศีลในอารามสุริยเทพ ซ้ำยังให้ผู้หญิงที่ใครๆ ถือกันว่าแปดเปื้อนมาเป็นแม่ทูนหัวของแกอย่างไม่กลัวเคราะห์ร้าย

...เป็นความพิลึกและบ้าบิ่นที่ถูกจริตกระรอกแดงหลงฝูงยิ่งนัก...

“ไปสิ” เขายักไหล่ “ข้าไม่ได้เข้าวัดเข้าวามานาน ไปหาแสงศักดิ์สิทธิ์เผาตัวให้แสบเล่นๆ ก็ดีเหมือนกัน”

คนฟังหัวเราะรับ แต่รูอาร์คไม่ได้ขำคำตอบของตน เขากำลังคิด ที่ท่านซิอ์บุลกับท่านสิมาให้ยายกระต่ายมีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูเด็กอีกคนแทนลูกของตนเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าพูดในแง่การแก้ปัญหาก็ยังไม่ตรงจุด

ว่าไป เขาก็รู้อยู่ว่าทางแก้ปัญหาที่ตรงจุดคืออะไร เสียแต่เด็กมันตัวใหญ่เกินไปจนวิ่งราวลำบาก จะให้ไปฆ่าปาดคอยายแก่นั่นกับปู่คนนั้นแล้วเอาตัวเด็กมาดื้อๆ ก็เอิกเกริกเกินไป ยิ่งไม่นับว่าเขาไม่เคยฆ่าคนจริงๆ มาก่อน...ถึงจะใคร่อยากฆ่าหนึ่งในสองคนนั้นอยู่บ้างก็เถอะ

ให้ตายสิ...เล่นวิธีแบบเด็กๆ ไม่ได้จริงๆ แต่ถ้าวิธีแบบผู้ใหญ่ละก็...

ถึงฤดูร้อนหน้าเขาจะอายุสิบแปด...ถือได้ว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว ตอนนั้นกระรอกแดงตัวนี้คงพอทำอะไรสักอย่างให้ยายกระต่ายได้กระมัง


* * * * *

คนเขียนขอคุย

ช่วงนี้คิดว่าเป็นช่วงงานเทศกาล ให้พระเอกเราได้คลายเครียด (หรือเครียดไปกว่าเดิม?) กันหน่อย แล้วก็เป็นช่วงพัฒนาความสัมพันธ์ตัวละครต่างๆ ด้วย

ตอนที่เรียกได้ว่ารื้อเขียนใหม่เลยคือช่วงฉากทำคลอด ในบทที่ 12 ซึ่งให้แอชได้เข้าไปดูไปช่วยกันจะๆ แล้วก็ฉากปะทะคารมระหว่างดูลัสกับอาเมียร์ ซึ่งปรับให้แอชลีนน์ทำให้พ่อหนุ่มของเราเฮิร์ทขึ้นในบทที่ 13 ต่อเนื่องมาจนถึง 14 ที่สิมาแนะนำให้ตรงประเด็นขึ้นด้วย

ด้านความสัมพันธ์ช่วงต้นของดูลัสกับอาเมียร์ ก็มีเรื่องให้ลุ้นกันว่าเข้าใจฐานะของต่างฝ่าย และมีโอกาสญาติดีกันได้มากขึ้นครับ

รูปตัวละครในช่วงนี้ครับ



แอชกับอาเมียร์ในงานเทศกาล (แต่แบลเบอร์รี่ไม่ได้หน้าตาแบบนี้ ที่จริงมันคือลูกบิลเบอร์รี่น่ะครับ)

น้อมรับคอมเมนต์ทุกประการครับ m[_ _]m

Edit by Anithin - 16 พ.ย.53 เวลา 00:10:33 น.

ความคิดเห็นที่ 4 ตอบเมื่อ 16 พ.ย.53 เวลา 00:07:52 น.
กำลังแสดงหน้าที่ 1 [ All ] [ First ] [ 1 ] [ Last ]
1 - 4 จากทั้งหมด 4 Reply
วิธีการใช้ Function ต่างๆ